ถก’ดาต้าแชริ่ง’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/568851

  • วันที่ 26 ต.ค. 2561 เวลา 06:56 น.

ถก'ดาต้าแชริ่ง'

โดย…พลพัต สาเลยยกานนท์

ในงานสัมมนา “The Power of Data Sharing and Business Opportunity in Thailand” ที่จัดโดยมูลนิธิศูนย์ข้อมูลจราจรอัจฉริยะไทย (iTIC) ร่วมกับ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (DEPA) กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

นินนาท ไชยธีรภิญโญ ประธานมูลนิธิศูนย์ข้อมูลจราจรอัจฉริยะไทย เปิดเผยว่า 8 ปีของการก่อตั้งมูลนิธิคือการรวบรวมข้อมูลด้านจราจร ซึ่งได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วนทั้งรัฐและเอกชน โดยหลังจากนี้จะต่อยอดเพิ่มประสิทธิภาพเพื่อเผยแพร่สู่สาธารณะ ด้วยการร่วมมือกับสปริงนิวส์ ติดกล้องบนป้ายโฆษณาขนาดใหญ่ (บิลบอร์ด) ในแยกต่างๆ ทั่ว กทม. เพื่อนำข้อมูลและรูปแบบดำเนินโครงการลงสู่พื้นที่ต่างจังหวัด อาทิ เชียงใหม่ และพัทยา รวมถึงร่วมมือกับกระทรวงคมนาคมแก้ปัญหาจราจรอย่างยั่งยืน

“หวังว่าข้อมูลที่มูลนิธิรวบรวมมาเพื่อแบ่งปันสู่สาธารณะ จะเกิดการนำไปพัฒนาองค์ความรู้ใหม่ เพื่อให้ประเทศชาติก้าวหน้าไปยุคไทยแลนด์ 4.0” นินนาท กล่าว

ด้าน อาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม กล่าวว่า การเชื่อมโยงระบบขนส่งมวลชนในยุคดิจิทัลมีความสำคัญ ซึ่งกระทรวงเร่งพัฒนามาตลอด ซึ่งหลังจากนี้จะใช้ข้อมูลที่ได้รับการแชร์มาจากหน่วยงานต่างๆ รวมไว้ด้วยกันเพื่อบริหารจัดการสัญญาณจราจรยุคใหม่ ทั้งนี้ ดาต้า แชริ่ง จะถูกนำมาใช้วิเคราะห์ข้อมูล ต่างๆ ในระบบ รวมถึงการเชื่อมโยงการเดินทางสาธารณะด้วยบัตรโดยสารเพียงใบเดียว รวมถึงในอนาคตจะรองรับสังคมไร้เงินสด (Cashless Society)

สมประสงค์ สัตยมัลลี ผู้อำนวยการสำนักธุรกิจบัตรโดยสาร การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ปัจจุบันอยู่ระหว่างเสนอให้บัตรเครดิตสามารถเดินทางด้วยระบบขนส่งมวลชนได้ โดยร่วมกับบัตรเครดิตกรุงไทย คาดปลายปี 2562 จะแล้วเสร็จ โดย 2 เส้นทางแรกที่จะเปิด คือรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินและสีม่วง ในอนาคตมองว่าสามารถ ใช้สมาร์ทวอตช์และอาจจะเป็นบัตรประชาชนในการยืนยันตัวตนสำหรับใช้เดินทางได้ โดยดาต้า แชริ่งจะทำนายปัญหาในระบบที่อาจเกิดขึ้นได้ล่วงหน้า เพื่อให้รับมือกับปัญหานั้นๆ ได้อย่าง ทันท่วงที

ขณะที่ พณชิต กิตติปัญญางาม นายกสมาคมการค้าเพื่อส่งเสริมผู้ประกอบ การเทคโนโลยีรายใหม่ กล่าวว่า รัฐบาลเป็นผู้เก็บข้อมูลขนาดใหญ่มาโดยตลอด จะต้องส่งข้อมูลเหล่านั้นกลับมาให้ประชาชนและภาคธุรกิจนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมและเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งจะช่วยให้การคาดการณ์รวมถึงลดต้นทุนการบริหารจัดการในธุรกิจได้ ซึ่งในหลายประเทศมีการนำข้อมูลพื้นฐานของประเทศคืนกลับสู่ประชาชน

“ตัวอย่างเช่นใน เมืองนิวยอร์ก ใช้ดาต้า แชริ่งด้วยการเก็บข้อมูล รายได้ประชากร สภาพอากาศ และอายุของอาคารต่างๆ ในแต่ละพื้นที่ เพื่อนำมาเฝ้าระวังการเกิดอัคคีภัยซึ่งมีความแม่นยำในระดับ 70%” พณชิต กล่าว

ณภัทร จาตุศรีพิทักษ์ ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท สยามเมทริกซ์ คอนซัลติ้ง กล่าวว่า ปัจจุบันบริษัทเอกชนต่างเก็บข้อมูลเพื่อนำไปใช้ในธุรกิจของตัวเอง แต่ยังขาดข้อมูล บางอย่างซึ่งรัฐเป็นผู้จัดเก็บและไม่ถูกเผยแพร่สู่สาธารณะ รวมถึงแหล่งจัดเก็บต่างๆ ยังกระจัดกระจาย ซึ่งหากภาคธุรกิจมีข้อมูลเหล่านั้นจะสามารถนำไปคำนวณต้นทุนด้านต่างๆ ได้ รวมถึงคาดการณ์ความสามารถทางธุรกิจขององค์กรต่างๆ และเพิ่มองค์ความรู้แต่ละด้านเพื่อบริหารจัดการ

กอบศักดิ์ ภูตระกูล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลอยู่ระหว่างแก้ไขกฎหมายเพื่อรองรับ ยุคดิจิทัลให้มากขึ้น รวมถึงตั้งเป้าเชื่อมโยงข้อมูลของทุกหน่วยงานรัฐเข้ามาไว้เป็นฐานข้อมูลเดียวกันเพื่อความคล่องตัวทุกภาคส่วนที่มาติดต่อกับองค์กรรัฐให้เข้าถึงข้อมูลได้ง่าย ซึ่งจะมีการทำดาต้า แชริ่ง และดาต้า เซ็นเตอร์ เพื่อเผยแพร่ข้อมูลให้ประชาชนและผู้ที่ต้องการนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์

หัวเว่ยลั่นยึดที่2มือถือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/568850

  • วันที่ 26 ต.ค. 2561 เวลา 06:47 น.

หัวเว่ยลั่นยึดที่2มือถือ

หัวเว่ยเขย่าสมาร์ทโฟนพรีเมียม ส่งเมท 20 ซีรี่ส์ วาง 3 รุ่น ในไทยกระตุ้นไตรมาส 4 ชิงแชร์เพิ่ม เล็งเจาะกลุ่มเกมเมอร์

นายทศพร นิษฐานนท์ รองผู้อำนวยการ หัวเว่ย คอนซูมเมอร์ บิสสิเนส กรุ๊ป ประเทศไทย เปิดเผยว่า ปีนี้ถือเป็นปีทองของหัวเว่ย นับตั้งแต่การเปิดตัว หัวเว่ย พี20 ซีรี่ส์ ในช่วงต้นปีด้วยการชูเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) และนวัตกรรม ส่งผลให้ยอดขายของหัวเว่ยในตลาด สมาร์ทโฟนทั่วโลกสามารถปรับขึ้นมาเป็นอันดับที่ 2 ของแบรนด์มือถือโลก ตั้งแต่ช่วงไตรมาส 2 ที่ผ่านมา โดยสามารถครองส่วนแบ่งตลาดที่ 15-16%

ขณะที่ตลาดสมาร์ทโฟนในประเทศ ไทย ซึ่งหัวเว่ยสามารถครองส่วนแบ่งตลาดเป็นอันดับที่ 2 ห่างจากผู้นำที่มีส่วนแบ่งปรับตัวลดลงเพียงเล็กน้อย ส่วนกลุ่ม สมาร์ทโฟนระดับบนในไทยมีผู้เล่นหลักเพียง 3 ราย ซึ่งหัวเว่ยตั้งเป้าที่จะขึ้นมาเป็นอันดับ 2 ในไทยให้ได้ภายในปีนี้ และตั้ง เป้าหมายที่จะขึ้นเป็นผู้นำเบอร์ 1 ของตลาดสมาร์ทโฟนทั่วโลกและในไทยภายในปี 2563 จากความพร้อมด้านการแข่งขันต่างๆ โดยเฉพาะเทคโนโลยีเอไอ และดีไซน์ที่สร้างมาตรฐานใหม่ให้กับตลาดสมาร์ทโฟน

นายทศพร กล่าวว่า ล่าสุดหัวเว่ยเปิดตัวสมาร์ทโฟนระดับบน ตระกูลเมท 20 ซีรี่ส์ 3 รุ่นในไทย โดยชูจุดเด่นหลายด้านเมื่อเทียบกับตลาดคู่แข่งโดยเฉพาะตัว ชิปเซตเอไอแบบคู่ครั้งแรกของโลก ชื่อว่า คิริน 980 เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเครื่อง แบตเตอรี่ความจุสูงมาพร้อมกับนวัตกรรมซูเปอร์ชาร์จ และระบบชาร์จแบตเตอรี่ให้กับอุปกรณ์อื่นแบบไร้สาย รวมถึงเทคโนโลยีของกล้อง ฟีเจอร์การถ่ายภาพและระบบการทำงาน

ทั้งนี้ ได้เพิ่มงบทำกิจกรรมตลาด หัวเว่ย เมท 20 ซีรี่ส์ กว่า 4 เท่า จาก หัวเว่ย เมท 10 ซีรี่ส์ โดยจะเน้นกลยุทธ์การตลาดทั้งออนไลน์และออฟไลน์ มุ่งกลุ่มเป้าหมายที่นักธุรกิจรุ่นใหม่ เจ้าของธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ รวมถึงผู้บริโภคทั่วไป เพื่อตอบโจทย์การใช้งานไลฟ์สไตล์ การสร้างคอนเทนต์ ผ่านภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว และ 3 มิติ โดยตั้งเป้ามียอดขายเมท 20 ซีรี่ส์ มากกว่า 3 เท่าของรุ่นที่ผ่านมา

นายทศพร กล่าวเพิ่มเติมว่า จาก การเปิดตัวสมาร์ทโฟนเรือธงในช่วงนี้ จะช่วยกระตุ้นตลาดสมาร์ทโฟนในไทยช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีให้กลับมาคึกคัก

จากปัจจุบันตลาดรวมลดลงเล็กน้อย โดยมั่นใจว่าทั้ง 3 รุ่นจะได้รับการตอบรับที่ดี และจะสนับสนุนให้ยอดขายสมาร์ทโฟนรวมของหัวเว่ยเติบโตขึ้นกว่า 50% ตามเป้าที่วางไว้

นอกจากนี้ ตั้งเป้าขยับโครงสร้างยอดขายสมาร์ทโฟนของหัวเว่ยในตลาดระดับกลางเพิ่มขึ้นจากปัจจุบันมีสัดส่วนยอดขายในตลาดระดับบน กลาง และล่างอยู่ที่ 30% 30% และ 40% ตามลำดับ ให้อยู่ที่ 30% 40% และ 30% ภายในปีนี้ จนถึงปี 2562 ขณะเดียวกัน หัวเว่ยจะมุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีจอแสดงผลขนาดใหญ่ ประสิทธิภาพของเครื่อง การประหยัดพลังงาน เพื่อ ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคกลุ่มเกมเมอร์ที่ขยายตัวเพิ่มขึ้น

ออเนอร์ปักธงสมาร์ทโฟน ส่งรุ่นใหม่ลุย ปั้นแบรนด์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/568809

  • วันที่ 25 ต.ค. 2561 เวลา 16:00 น.

ออเนอร์ปักธงสมาร์ทโฟน ส่งรุ่นใหม่ลุย ปั้นแบรนด์

โดย…รัชนีย์ ศรีวัฒนชัย

เป็นแบรนด์สมาร์ทโฟนจีนที่กำลังมาแรงสำหรับออเนอร์และเติบโตในตลาดทั่วโลก ซึ่งวางเป้าหมายสร้างรายได้นอกประเทศจีน 50% ภายในปี 2563 ส่วนรายได้ภายในจีนราว 50% สำหรับในไทยจะเป็นตลาดที่สร้างรายได้ติดอันดับท็อปเท็น

อาคิน ลี ประธานออเนอร์ ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บริษัท ออเนอร์ เปิดเผยว่า แผนธุรกิจสมาร์ทโฟนในช่วงไตรมาส 4 ซึ่งเป็นช่วงไฮซีซั่นของตลาด บริษัทได้เปิดตัวสมาร์ทโฟนออเนอร์ 8X ลงในเซ็กเมนต์ระดับกลางหรือในระดับราคา 7,000-1 หมื่นบาท เนื่องจากเป็นตลาดที่มีศักยภาพ ส่วนในปีหน้าบริษัทวางแผนรุกตลาดสมาร์ทโฟนเซ็กเมนต์พรีเมียมหรือในระดับราคามากกว่า 1 หมื่นบาทขึ้นไป เพื่อให้ครอบคลุมและครบทุกเซ็กเมนต์

ทั้งนี้ บริษัทมีแผนลงทุนตลาดในไทยอย่างต่อเนื่อง หลังจากเพิ่งเข้ามาทำตลาดในไทยเมื่อเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา โดยล่าสุดได้เปิดตัวสมาร์ทโฟน ออเนอร์ 8X เจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ ที่มีฟังก์ชั่นตัวกล้องใช้เอไอ พร้อมโหมดถ่ายภาพกลางคืน เทคโนโลยีหน้าจอแบบ Notch FullView Display 6.5 นิ้ว หน่วยประมวลผลใหม่ล่าสุด Kirin 710 แบตเตอรี่ให้การใช้งานที่นานขึ้น วางในราคา 7,990 บาท

ขณะที่กลยุทธ์การสร้างแบรนด์นั้น ใช้กลยุทธ์พรีเซนเตอร์ ด้วยการเปิดตัว ลี-ฐานัฐพ์ โล่ห์คุณสมบัติ เป็นพรีเซนเตอร์คนแรกในประเทศไทย เพื่อสร้างการรับรู้ในวงกว้างและเข้าถึงกลุ่มคนมิลเลนเนียล สำหรับการรุกตลาดในไทยในช่วงเวลา 3-4 ปีข้างหน้า ตั้งเป้าหมายมีส่วนแบ่งตลาดมากกว่า 10% หรืออยู่ในท็อปโฟร์ หรือ 1 ใน 4 ของตลาด เนื่องจากตลาดถือว่ามีการแข่งขันสูงและมีแบรนด์สมาร์ทโฟนระดับโลกหรือจากจีนเข้ามาทำตลาดหมดแล้ว

ลี กล่าวว่า ตลาดสมาร์ทโฟนในประเทศไทยในเชิงปริมาณอยู่ที่ 14-15 ล้านเครื่อง และในเชิงมูลค่าประมาณ 1.12 แสนล้านบาท หรือราว 3,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ อยู่ในภาวะทรงตัว จากอัตราการครอบครองมือถือของคนไทยเกือบ 100% แต่ก็เป็นตลาดที่สำคัญสำหรับออเนอร์ เนื่องจากมีอัตราการเติบโต 100% ต่อเดือนสำหรับยอดขายในไทย โดยปีนี้ตั้งเป้าเติบโต 500 เท่าตัว

นอกจากนี้ ยังส่งอุปกรณ์แวร์เอเบิล ดีไวซ์ ออเนอร์ แบนด์ โฟร์ (Honor Band 4 Running) สำหรับการตรวจวัดการออกกำลังกาย จากการที่พฤติกรรมของคนไทยใส่ใจในเรื่องของสุขภาพ โดยออเนอร์ แบนด์ โฟร์ สายรัดข้อมือ วางจำหน่ายราคา 990 บาท ขณะที่กลุ่มสินค้าของออเนอร์ในโกลบอล ยังมีทั้งแท็บเล็ต สมาร์ทดีไวซ์ และกลุ่มพีซี ซึ่งยังไม่ได้เข้ามาทำตลาดในไทย

สำหรับตลาดของออเนอร์นอกประเทศจีนมีอัตราการเติบโต 150% โดยในอังกฤษเติบโต 200% สเปน 500% สำหรับในเวียดนามมีอัตราการเติบโต 100% ต่อเดือนเหมือนเช่นไทย อย่างไรก็ตาม ออเนอร์ ซึ่งเป็นสมาร์ทโฟนน้องใหม่คงต้องเร่งทำตลาดอย่างต่อเนื่อง ถือว่าเป็นตลาดที่แข่งขันสูง ไม่ว่าจะเป็นแบรนด์จากจีนด้วยกันเอง อาทิ ออปโป้ วีโว่ หรือกระทั่งแบรนด์ซัมซุงและไอโฟน

สถานการณ์การแข่งขันสมาร์ทโฟนเริ่มลงเซ็กเมนต์ไปถึงระดับไลฟ์สไตล์ของคน นอกเหนือจากถ่ายรูป ต้องรองรับเอนเตอร์เทนเมนต์ด้านอื่นๆ โดยเฉพาะมือถือสำหรับการเล่นเกมที่มาแรง ซึ่งออเนอร์ก็เป็นหนึ่งในผู้เล่นที่เข้ามาเปิดตลาดดังกล่าวด้วยเช่นเดียวกัน

ต้องจับตากันต่อไปสำหรับตลาดสมาร์ทโฟนในไทยว่าออเนอร์จะรั้งท็อปโฟร์ได้หรือไม่ ต้องวัดกันอีกยาว

หนุนคนต้นแบบดิจิทัล ขับเคลื่อนองค์กร 4.0

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/568679

  • วันที่ 24 ต.ค. 2561 เวลา 14:30 น.

หนุนคนต้นแบบดิจิทัล ขับเคลื่อนองค์กร 4.0

โดย…ปากกาด้ามเดียว

ในยุคดิจิทัลที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทสำคัญในการดำเนินธุรกิจ จำเป็นต้องปรับวัฒนธรรมองค์กรให้ก้าวสู่ดิจิทัล (Digital Culture) ด้วยการปรับรูปแบบการทำงานให้ก้าวไปในทิศทางที่สอดรับกับนโยบาย บริษัท ปตท. ในฐานะบริษัทพลังงานแห่งชาติ จึงได้ริเริ่มและเดินหน้าโครงการ “PTT TECH Savvy Agent 2018” การแข่งขันประกวดแนวคิดตามโจทย์ที่เกี่ยวข้องกับดิจิทัลให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อองค์กร เพื่อสร้างพนักงานต้นแบบที่มีศักยภาพด้านดิจิทัล

ทั้งนี้ ผู้ที่ได้รับรางวัลจะทำหน้าที่เป็น “ทูตแห่งเทคโนโลยีดิจิทัล” ที่ต้องทำหน้าที่เผยแพร่แนวคิดและผลงานทางนวัตกรรมที่ทันสมัยของกลุ่ม ปตท. ต่อสาธารณชน รวมทั้งทำหน้าที่เป็นเมนเทอร์ให้กับพนักงานรุ่นใหม่ที่จะเข้าร่วมการแข่งขันในปีต่อไป

ชาญศิลป์ ตรีนุชกร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ กล่าวว่า ในปี 2561 ปตท. ก้าวเข้าสู่ปีที่ 40 ในฐานะบริษัทพลังงานชั้นนำของประเทศไทย สิ่งสำคัญที่สุดคือการปรับรูปแบบการทำงานให้ทันสมัยด้วยการนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาพัฒนาองค์กร (Digital Transformation) ซึ่งสิ่งสำคัญที่สุดคือ การพัฒนาบุคลากรให้เป็นผู้นำด้านดิจิทัลเพื่อสร้างความเข้มแข็งภายในองค์กรเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของสังคมและภาคธุรกิจทั้งในปัจจุบันและอนาคต

สำหรับโครงการดังกล่าวมุ่งส่งเสริมบุคลากรของ ปตท. ที่เป็นคนรุ่นใหม่และมีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีดิจิทัลซึ่งจะมีส่วนสำคัญในการปรับเปลี่ยนองค์กรให้พร้อมแข่งขันในเวทีสากลโดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเป็นตัวขับเคลื่อน และเป็นองค์กรต้นแบบที่ส่งเสริมการทำงานแบบดิจิทัลในยุคไทยแลนด์ 4.0 ได้อย่างยั่งยืน

หลังจากผ่านการขับเคี่ยวอย่างเข้มข้นจากบุคลากรของ ปตท.ที่เข้าร่วมแข่งขันจำนวน 30 โครงการ จนทำให้ได้ 3 ทูตแห่งเทคโนโลยีดิจิทัล ได้แก่ ปรัชญา ไหลไพบูลย์ วิน มยุรฤทธิ์ภิบาล และจารุชัย สุจริตธรรม

เริ่มจาก ปรัชญา ไหลไพบูลย์ อายุ 32 ปี พนักงานวิเคราะห์และวางแผน ฝ่ายบริหารบริษัทในเครือน้ำมันปิโตรเคมีและการกลั่น ผู้ชนะการแข่งขันประเภท “Developing Digital Mindset” หรือการพัฒนาแนวคิดในการใช้เครื่องมือดิจิทัลและเทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์สูงสุด กับแผน “Amazon เก๋า…เก๋า” ที่คว้ารางวัลชนะเลิศ ด้วยคอนเซ็ปต์การนำผู้สูงอายุในชุมชนท้องถิ่นหรือชุมชนที่มีสถานที่ท่องเที่ยวสวยงามเป็นจุดขาย มาเป็นบาริสต้าในร้านคาเฟ่ อเมซอน เพื่อเพิ่มคุณค่าให้ผู้สูงอายุ รองรับสังคมผู้สูงอายุที่กำลังจะมาถึง

ต่อด้วย วิน มยุรฤทธิ์ภิบาล อายุ 25 ปี วิศวกรในโครงการ ExpresSo ทำหน้าที่แสวงหาโอกาสทางธุรกิจรูปแบบใหม่ๆ เป็นผู้ชนะการแข่งขันประเภท “Sharing Digital Mindset” หรือการพัฒนาทักษะการถ่ายทอดเนื้อหาและความรู้ทางด้านดิจิทัลให้กับเพื่อนร่วมงาน โดยนำเสนอเรื่องราวการให้การสนับสนุนผู้พิการทางการได้ยินของคาเฟ่ อเมซอน ซึ่งปัจจุบัน ปตท. ได้มอบโอกาสให้พวกเขาเหล่านั้นเป็นบาริสต้าที่ Café Amazon สาขามหาวิทยาลัยมหิดล วิทยาเขตศาลายา มานำเสนอ สร้างความประทับใจและคว้ารางวัลไปในที่สุด

ปิดท้ายด้วย จารุชัย สุจริตธรรม อายุ 28 ปี พนักงานวิเคราะห์และวางแผน ฝ่ายบริหารบริษัทในเครือน้ำมันปิโตรเคมีและการกลั่น ผู้ชนะการแข่งขันประเภท “Applying Digital Mindset” หรือการพัฒนาทักษะการประยุกต์ใช้แนวคิด กลยุทธ์และเครื่องมือดิจิทัลหรือเทคโนโลยีไปใช้ในงานของตนเอง จากแผนธุรกิจ “PTT FIT Station Prime” ในรูปแบบของแชริ่ง อีโคโนมี ที่รวมสถานีบริการเติมไฟฟ้าให้รถไฟฟ้าไว้กับฟิต ออโต้ ในลักษณะของ ฟิต เซอร์วิส เชน ที่เปิดให้บริการทั่วประเทศและเข้าถึงได้ง่ายผ่านแอพพลิเคชั่น FIT FixD

นับว่าเป็นนโยบายเชิงรุกในการสร้างบุคลากรต้นแบบด้านดิจิทัลและตัวแทนคนรุ่นใหม่ของ ปตท. กับไอเดียสุดยอดที่จะเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อน ปตท.ให้ก้าวสู่ผู้นำองค์กรที่ส่งเสริมการทำงานแบบดิจิทัลอย่างแท้จริง

กสทช. ไฟเขียว ดีแทค ไตรเน็ต ประมูลคลื่น900

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/568634

  • วันที่ 24 ต.ค. 2561 เวลา 09:27 น.

กสทช. ไฟเขียว ดีแทค ไตรเน็ต ประมูลคลื่น900

กสทช. ผ่านคุณสมบัติ ดีแทค ไตรเน็ต เข้าประมูลคลื่นความถี่ 900 MHz ได้ นัดเคาะประมูลวันที่ 28 ต.ค.นี้

เมื่อวันที่ 24 ตค. นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (เลขาธิการ กสทช.) เปิดเผยว่า ที่ประชุม กสทช. มีมติเห็นชอบผลการตรวจพิจารณาคุณสมบัติของบริษัท ดีแทค ไตรเน็ต จำกัด (DTN) ตามข้อกำหนดในข้อ 7 ของประกาศ กสทช. เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่สำหรับกิจการโทรคมนาคมย่าน 890-895/ 935-940 MHz ทำให้บริษัท ดีแทค ไตรเน็ต จำกัด เป็นผู้มีสิทธิ์เข้าร่วมการประมูลคลื่น 900 MHz ที่สำนักงาน กสทช. กำหนดจัดขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 28 ต.ค. นี้ เวลา 9.00 น. ณ สำนักงาน กสทช.

สำหรับการประมูลคลื่นความถี่ย่าน 900 MHz จะทำการประมูลคลื่นความถี่ขนาด 2×5 MHz จำนวน 1 ชุดคลื่นความถี่ (คลื่นความถี่ 890-895/ 935-940 MHz) โดยมีราคาเริ่มต้นการประมูล 37,988,000,000 บาท เคาะราคาเพิ่มขึ้นครั้งละ 76,000,000 บาท โดยมีหลักประกันการประมูล 1,900,000,000 บาท แบ่งการชำระเงินค่าประมูลคลื่นความถี่ออกเป็น 4 งวด โดย งวดที่ 1 ชำระ 4,020,000,000 บาท งวดที่ 2 ชำระ 2,010,000,000 บาท งวดที่ 3 ชำระ 2,010,000,000 บาท และงวดที่ 4 ชำระเงินค่าประมูลฯ ส่วนที่เหลือทั้งหมด ทั้งนี้หากผู้ชนะการประมูลไม่นำเงินมาชำระ สำนักงาน กสทช. จะริบหลักประกัน 1,900,000,000 บาท รวมทั้งคิดค่าปรับเป็นเงิน 5,699,000,000 บาท

อี-คอมเมิร์ซกับการปรับตัวของห้างสรรพสินค้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/568519

  • วันที่ 23 ต.ค. 2561 เวลา 11:00 น.

อี-คอมเมิร์ซกับการปรับตัวของห้างสรรพสินค้า

ในยุคที่ผู้บริโภคมีตัวเลือกในการซื้อสินค้ามากขึ้นโดยเฉพาะจากช่องทางออนไลน์ แน่นอนว่า ทั้งร้านค้าปลีก และห้างสรรพสินค้าใหญ่ในโลกออฟไลน์แบบเดิมๆ ต่างก็ได้รับผลกระทบจึงจำเป็นต้องมีการปรับตัวเพื่อการอยู่รอด วันนี้ ผมมีกรณีศึกษาจากฝั่งอเมริกามาเล่าให้ฟังกันครับว่าเขามีการปรับตัวกันอย่างไรบ้าง

เริ่มจากภาพรวมของการประกาศปิดพื้นที่การค้าในอเมริกาที่ถูกปิดลงอย่างมากในปี 2560 และในปี 2561 นี้ ไตรมาสแรกก็มีพื้นที่ปิดตัวไปแล้ว 9.4 หมื่นตารางฟุต

ตัวอย่างธุรกิจ ดังที่มีการประกาศปิดสาขาในอเมริกา เช่น Sears รีเทลเชนเจ้าใหญ่ ประกาศปิดร้านมาตลอด 5 ปี โดยเฉพาะในปีนี้ปิดไปกว่า 300 สาขา โดยบริษัทแถลงว่าเป็นส่วนหนึ่งของการทำทรานส์ฟอร์เมชั่น และจะยังคงพิจารณาปิดสาขาต่อไปอีก

ธุรกิจเสื้อผ้าแฟชั่น Abercrombie & Fitch ที่ตัดสินใจหันไปทำตลาดออนไลน์ และปิดร้านไปหลายร้อยสาขาแล้วเช่นกัน หรือแม้แต่ร้านขายอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อย่าง RadioShack ที่ปิดไปมากกว่า 1,000 สาขา ในขณะที่ร้านขายของเล่นชื่อดังอย่าง ทอย อาร์ อัส ที่โดนผลกระทบของอี-คอมเมิร์ซเข้าอย่างหนัก จนถึงกับต้องประกาศเลิกกิจการ

จากตัวอย่างดังกล่าว จะเห็นว่า การปิดสาขาอาจเป็นหนึ่งในกลยุทธ์ของการปรับตัวของธุรกิจ โดยบางแบรนด์อาจจะหันไปลงทุนในช่องทางออนไลน์มากขึ้น ในขณะที่บางธุรกิจที่ปรับตัวไม่ได้ก็อาจจะต้องปิดกิจการลง

ทั้งนี้ เมื่อร้านค้าปลีกเริ่มทยอยลดการเช่าพื้นที่ ห้างสรรพสินค้าในอเมริกาจึงต้องปรับตัวเพื่อความอยู่รอด ด้วยการวางโพสิชั่นใหม่ จากการที่เคยเป็นสถานที่สำหรับการมาซื้อสินค้าเป็นหลัก ก็เริ่มปรับตัวให้เป็นสถานที่สำหรับการมาทำกิจกรรมแทน เช่น เปิดพื้นที่ให้เช่าสำหรับฟิตเนส โรงภาพยนตร์ หรือร้านอาหาร เพื่อเป็นการดึงคนให้ออกจากบ้านมาทำกิจกรรมและเพิ่มการใช้จ่ายมากขึ้น

ในส่วนของร้านค้าปลีกเอง ก็พยายามดึงลูกค้าให้กลับมาเข้าร้าน เช่น การทำรีเทลเทนเมนต์ ด้วยแนวคิดในการเสนอประสบการณ์ที่ลูกค้าไม่สามารถรับบริการจากที่บ้านได้ เช่น ร้านขายเสื้อกันหนาว จัดทำห้องเย็น เพื่อให้ลูกค้าได้ทดลองความอุ่นของเสื้อ นับว่าเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ในการสร้างแรงจูงใจให้ลูกค้ามาซื้อของที่ร้านได้ดีทีเดียว

ในประเทศไทยเราก็เริ่มเห็นการปรับตัวแล้วเช่นกัน เช่น การให้บริการบนออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นเว็บไซต์ หรือโมบายแอพพลิเคชั่นของห้างสรรพสินค้าชั้นนำต่างๆ ไปจนถึงดิสเคาน์สโตร์เจ้าใหญ่ ต่างก็มีการเปิดช่องทางให้ลูกค้าเลือกสินค้า และชำระเงินออนไลน์ โดยสามารถเลือกได้ว่าจะไปรับสินค้าเอง หรือจะให้จัดส่งให้ถึงบ้าน

การใช้พื้นที่ในห้างสรรพสินค้าในประเทศไทย เราอาจจะคุ้นชินอยู่แล้วกับพื้นที่ในห้างที่นอกจากจะเป็นร้านค้าปลีกแล้ว ยังประกอบด้วยพื้นที่สำหรับการทำกิจกรรม อย่างฟิตเนส ร้านอาหาร ร้านเสริมสวย สวนสนุก โรงภาพยนตร์ เพื่อดึงดูดให้คนเข้ามาใช้บริการที่ห้าง ซึ่งสามารถกระตุ้นการใช้จ่ายอื่นๆ ต่อเนื่องไป

อย่างไรก็ตาม โมเดลที่เห็นในบ้านเราส่วนใหญ่ยังคงเป็นไปในลักษณะของมัลติชาแนล คือมีช่องทางให้เลือกซื้อสินค้าได้หลายช่องทาง แต่ก็ยังไม่เป็น ออมนิชาแนล ที่ต้องมีความสอดคล้องกันทั้งหมด ทั้งในส่วนของตัวสินค้า การตลาด การให้บริการลูกค้า

ผมขอยก สตาร์บัคส์ เป็นตัวอย่าง ที่เวลาลูกค้าไปสั่งกาแฟ แล้วพบว่าเงินในการ์ดหมด ลูกค้าสามารถเติมเงินได้ทันทีผ่านมือถือ เว็บไซต์ หรือที่เคาน์เตอร์ เมื่อเติมเงินแล้ว ก็ใช้จ่ายค่ากาแฟได้ทันที

เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่าการปรับตัวเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับธุรกิจในยุคที่เรากำลังจะก้าวเข้าสู่ยุคของการควบรวมโลกออนไลน์ และออฟไลน์เข้าด้วยกันในอีกไม่กี่อึดใจ โจทย์ของธุรกิจจึงอยู่ที่ว่าจะปรับตัวให้ทันการเปลี่ยนแปลงได้อย่างไร

เมื่อ Ads ซับซ้อนขึ้น คนทำเองก็มากขึ้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/568516

  • วันที่ 23 ต.ค. 2561 เวลา 11:00 น.

เมื่อ Ads ซับซ้อนขึ้น คนทำเองก็มากขึ้น

โดย…กัมพล

โลกออนไลน์มักจะบอกเสมอว่า การตลาดออนไลน์ใครๆ ก็ทำได้ ในยุคก่อนประโยคนี้อาจจะไม่ค่อยมีคนเชื่อมากนัก จนมาถึงยุคนี้ที่เด็กรุ่นใหม่ๆ ที่เข้าใจการตลาดออนไลน์เริ่มออกมาสู่ตลาดแรงงานมากขึ้น หลายบริษัทเริ่มหาพนักงานที่จะทำโฆษณาตัวเองมากขึ้นเรื่อยๆ

แต่หากคนที่เคยทำโฆษณากูเกิล หรือเฟซบุ๊กด้วยตัวเอง จะเห็นได้ว่า วิธีการตั้งค่าโฆษณายากขึ้นเรื่อยๆ เพราะพฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ความต้องการของผู้ทำโฆษณาก็เปลี่ยนไปเรื่อยๆ เช่นกัน

ที่สำคัญลูกค้ากลุ่มใหญ่พอสมควรของโลกออนไลน์คือ กลุ่มลูกค้าขนาดกลางและเล็ก ซึ่งกลุ่มนี้ใหญ่ทั้งปริมาณและจำนวนเงินโฆษณา และที่สำคัญคือ รายกลางและรายเล็ก มีความต้องการไม่น้อยกว่ารายใหญ่เลย แต่งบประมาณน้อยกว่ามาก และ 90% พูดถึงแต่ยอดขาย

วันนี้เราจึงไม่แปลกที่จะเห็นทั้ง กูเกิลและเฟซบุ๊กพยายามทำโฆษณาให้เห็นยอดขายโดยพยายามวิ่งไล่ตามพฤติกรรมของลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นกูเกิลที่มีโฆษณาชนิด RLSA เกิดขึ้น คือเป็นการโฆษณาบนหน้าแรกของกูเกิล แต่จะแสดงผลเฉพาะคนที่เคยเห็นและกดคลิกโฆษณาเราบนหน้าแรกกูเกิลมาก่อนแล้วเท่านั้น

คนที่ทำโฆษณาแล้วตั้งค่าระบบ RLSA จะพบว่า มีโอกาสเห็นผลมากขึ้นได้จริง แต่วิธีการตั้งค่าโฆษณาแบบ RLSA ไม่ได้ถูกสอนหรือกระจายความรู้ไปทั่ว ทำให้คนที่ทำเป็นยังอยู่ในกลุ่มเอเยนซี่บางรายเท่านั้น

วันนี้ทุกคนที่ทำโฆษณาจะถูกสอนมาอยู่แล้วว่า ต้องวัดผล ซึ่งตอนนี้ทุกคนวัดผลด้วยตัวเอง ถูกบ้าง ผิดบ้าง ในอีก 1-2 ปีข้างหน้า เราจะพบว่าทุกคนที่ทำโฆษณาจะต้องสมัครแพลตฟอร์ม ด้านมาร์เก็ตติ้ง ออโตเมชั่นทุกคนแน่นอน แพลตฟอร์มนี้คือ ระบบที่ออกแบบมาเพื่อวัดผลการทำโฆษณาของคุณให้ถูกต้อง ให้เข้าใจได้ทั้งแบบง่าย หรือแบบเชิงลึกว่า โฆษณาคุณเห็นผลหรือไม่ อย่างไร แล้วจะแก้อย่างไร ทำให้คนที่ทำเองสามารถแก้ไขได้ถูกต้อง

ต่อไป เราจะเห็นคอร์สการตลาดออนไลน์ ที่จะเริ่มสอนวิธีการดูข้อมูลบนแพลตฟอร์มต่างๆ แล้วสอนให้เราปรับแก้โฆษณาในเทคนิคเชิงลึกขึ้น แต่ต่อไปแพลตฟอร์มต่างๆ จะเริ่มมาทดแทนคอร์สเหล่านั้น โดยมีระบบ Suggestion ให้คำแนะนำวิธีการปรับค่าโฆษณาให้คุณได้อ่านเองและแก้เองได้เลย

สุดท้ายคือการทำระบบ Auto Optimization หรือโฆษณาจะทำการปรับโฆษณาให้คุณเองทันที เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ตามที่คุณต้องการ แต่กว่าจะถึงระบบสุดท้าย คงใช้เวลาอีก 2-3 ปี เลยทีเดียว แต่มาแน่ครับ

หนุนขับขี่ปลอดภัย ไต่บันไดสมาร์ทซิตี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/568489

  • วันที่ 23 ต.ค. 2561 เวลา 07:51 น.

หนุนขับขี่ปลอดภัย ไต่บันไดสมาร์ทซิตี้

โดย…จีเอเบิล

ปัจจุบันกรุงเทพมหานครถือเป็นพื้นที่สีแดง ที่ติดอันดับรถติดที่สุดในเอเชีย โดยจากผลสำรวจของ INRIX ยกให้ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่มีสภาพจราจรติดขัดที่สุดในโลก พบค่าเฉลี่ยคนเสียเวลากับรถติดบนท้องถนนกว่า 56 ชั่วโมง

จากงานวิจัยในหนังสือ Make Your City Flow ของ บริษัท Xerox พบว่าสาเหตุหนึ่งของปัญหารถติดเกิดจาก “นิสัยของมนุษย์” ทั้งพฤติกรรมการขับรถที่ไม่เป็นระเบียบ ไม่เคารพกฎจราจร ส่งผลให้เกิดอุบัติเหตุ ซึ่งนำมาสู่สภาวะอัมพาตบนท้องถนนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

กลุ่มบริษัท จีเอเบิล ได้เล็งเห็นถึงปัญหาดังกล่าว และเกิดประกายไอเดียนำเทคโนโลยีที่มีความชำนาญเข้ามาช่วยลดปัญหาการจราจร สร้างแอพพลิเคชั่นในชื่อ “iON GO” ภายใต้แนวคิด การสร้างสรรค์สังคมที่ดีกว่า (Better Society) เพื่อคุณภาพชีวิตของนักเดินทาง ส่งเสริมการขับขี่ที่ปลอดภัย เริ่มได้ที่ตัวเรา

สุเทพ อุ่นเมตตาจิต กรรมการผู้จัดการ กลุ่มบริษัท จีเอเบิล เปิดเผยว่า ในยุคที่เทคโนโลยีพัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไอโอที หรือ Internet of Things จึงเข้ามามีบทบาทต่อการใช้ชีวิตของคนในยุค 4.0 ซึ่งเป็นที่มาของ iON GO แอพพลิเคชั่นอัจฉริยะที่จะเข้ามาช่วยลดปัญหาในชีวิตประจำวันบนท้องถนน พร้อมทั้งมอบสิทธิพิเศษที่ตรงกับไลฟ์สไตล์ของผู้ใช้รถใช้ถนนทุกเพศทุกวัย

แอพพลิเคชั่นดังกล่าว ถูกสร้างขึ้นจากการระดมสมองบนความตั้งใจที่อยากจะใช้จุดแข็งที่มีทางด้านเทคโนโลยีมาพัฒนาสังคมให้เกิดเป็นสมาร์ทซิตี้ ซึ่ง iON GO เป็นหนึ่งในแอพที่ช่วยให้ข้อมูลด้านบริการสาธารณะ โดยการให้ข้อมูลแผนที่ Heat Map หรือ เทคโนโลยีการนำแผนที่มาใช้ร่วมกับการวิเคราะห์ข้อมูลทางประชากรศาสตร์ (Demographic Data) และข้อมูลอื่นๆ ของผู้ใช้รถใช้ถนนเพื่อนำไปพัฒนาผังเมือง

นอกจากนี้ หากนำไปใช้กับเครือข่ายรถสาธารณะ จะสามารถวิเคราะห์การเดินรถในแต่ละสายเพื่อนำไปลดปัญหาจราจร โดยการส่งข้อมูลให้ระบบไฟจราจรอัจฉริยะปรับเปลี่ยนสัญญาณไฟแบบเรียลไทม์ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ใช้รถใช้ถนน และสังคมโดยรวม ทั้งนี้ได้เปิดให้ดาวน์โหลดตั้งแต่เดือน ก.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งปัจจุบันมียอดดาวน์โหลดแล้วกว่า 6,150 คน ตั้งเป้าภายในปี 2561 มีผู้ใช้งานรวม 3 หมื่นคน

สำหรับ iON GO ถูกสร้างขึ้นสำหรับผู้ใช้รถใช้ถนน โดยจะทำหน้าที่ในการตรวจจับพฤติกรรมการขับขี่ที่ผิดวินัยจราจรของผู้ใช้งาน ทั้งขับขี่ด้วยความเร็วเกินกำหนด 80 กิโลเมตร/ชั่วโมง เบรกกระทันหัน หรือใช้โทรศัพท์ขณะขับรถผู้ใช้ iON GO ที่ขับขี่อย่างมีวินัยจะได้รับไอออนคอยน์ เพื่อแลกรับสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ มากมาย ทั้งของรางวัลและโปรโมชั่นต่างๆ จากร้านค้าที่ร่วมรายการ

“การให้สิทธิประโยชน์ สอดคล้องกับพฤติกรรมคนไทยที่นิยมการสะสมแต้มเพื่อแลกของสมนาคุณต่างๆ นอกจากนี้ผู้ใช้ยังได้รับคะแนนการขับขี่ตามพฤติกรรม เพื่อการประเมินการขับขี่ของผู้ใช้ และสามารถเปรียบเทียบหรือแชร์คะแนนกับผู้ใช้งานอื่น เพื่อเป็นการสร้างเครือข่ายสังคมคนขับรถดี นำไปสู่การปรับปรุงพฤติกรรมการขับขี่ ส่งเสริมพฤติกรรมการขับขี่ที่ดี ยกระดับสภาพการจราจร และลดความเสี่ยงจากอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นบนท้องถนน” สุเทพ กล่าว

จุดเด่นอีกอย่างที่น่าสนใจของแอพพลิเคชั่นนี้คือ ผู้ใช้งานสามารถใช้สถิติและพฤติกรรมการขับรถไปเป็นส่วนลดประกันภัยรถยนต์กับบริษัทประกันที่เป็นพาร์ตเนอร์ เพื่อลดค่าเบี้ยประกันหรือใช้ไอออนคอยน์แลกส่วนลดเบี้ยประกันในปีถัดๆ ไปได้อีกด้วย

ขณะที่แผนงานในอนาคต iON GO จะเข้าร่วมเป็นตัวแทนในการเติมเงินอีซี่พาส ต่อทะเบียนรถยนต์พร้อมทั้งมีโครงการร่วมกับ จส.100 จัดกิจกรรมแรลลี่โดยให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้ทดลองใช้ เพื่อเรียนรู้เกี่ยวกับการใช้แอพพลิเคชั่น และสร้างประสบการณ์การได้รางวัลจากการเป็นผู้ขับขี่ที่ดี

ไม้บรรทัดงาน AWARD

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/568408

  • วันที่ 22 ต.ค. 2561 เวลา 11:00 น.

ไม้บรรทัดงาน AWARD

โดย…CJ WORX

“รางวัลเป็นขวัญกำลังใจให้กับคนทำงาน แต่ไม่ใช่เพียงแค่นั้น ชิ้นงานที่ได้รับการตัดสินให้ได้รับรางวัลอันทรงเกียรตินี้ ยังกลายเป็นบทเรียนให้กับสังคมได้เรียนรู้ถึงตัวแบบที่ดีมีคุณภาพและมาตรฐานอีกด้วย”…

รางวัลดีมีมาตรฐานและคุณภาพมาจากไม้บรรทัดที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าแม่นยำ…

มาตรฐานของไม้บรรทัดมีหลากหลายในแต่ละวงการ แต่ในฐานะ CJ WORX เป็นดิจิทัล เอเยนซี ที่อยู่ในวงการโฆษณา จึงขอยกตัวอย่างในวงการนี้ว่า การได้มาของไม้บรรทัดที่มีปริมาณมาก มาช่วยกันวัดมาช่วยกันวิเคราะห์ตัดสินจากหลากหลายความคิด นับว่าเป็นเรื่องที่ดีมาก แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ คุณภาพของไม้บรรทัดเหล่านั้นเป็นอย่างไร

ถ้านำประสบการณ์ของเวทีระดับโลกที่ได้รับการยอมรับอย่างงาน Cannes Lions International Festival of Creativity กฎในการเลือกไม้บรรทัดตัดสินงาน

1.กรรมการนั้นต้องได้รับรางวัลอะไรมาแล้วบ้าง ซึ่งในเวที Cannes Lions มีช่องให้กรอกว่าได้รางวัลกี่ชิ้นงาน ปีใด งานเวทีระดับนานาชาติที่ไหน จากงานอะไร ไม่ใช่เวทีระดับประเทศ หรือท้องถิ่น ซึ่งงานเวทีระดับโลกที่ยอมรับกันทั่วโลกมีไม่เกิน 7-8 เวทีเท่านั้น

2.มีผลงานที่กำลังทำอยู่หรือเคยทำในประเภทการตัดสินที่ตัวเองตัดสิน อาทิ ถ้าตัดสินงานมีเดียก็ต้องเคยทำงานหรือกำลังทำงาน หรือมีผลงานด้านมีเดียด้วยเช่นกัน

คุณภาพของไม้บรรทัดที่ผ่านการพิสูจน์ว่าเป็นตัวจริง ทำให้เกณฑ์การตัดสินชิ้นงานไอเดียที่ควรได้รับรางวัลจะอยู่บนมาตรฐานที่ว่า…

1.ไอเดียของชิ้นงาน บ่งบอกตัวมันเองว่า มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์แปลกใหม่ ไม่เคยมีใครทำมาก่อน

2.ขั้นตอนการดำเนินการและการกระทำของไอเดียเหล่านั้น ผลิดอกออกผลเป็นเรื่องดีมีคุณภาพมาตรฐานจริง

3.งานไอเดียเหล่านี้มีคุณงามความดี นำประโยชน์ให้กับสังคม จนสร้างอิมแพ็กกับคนไทยได้

ประเภทของชิ้นงานที่ส่งเข้าประกวดในวงการโฆษณามี 4 ระดับ

1.งานที่ไม่ได้คุณภาพและมาตรฐานเพียงพอที่จะขายสินค้าคือ งานไม่ได้คุณภาพพอจะเข้ารอบ

2.งานที่ดีได้คุณภาพและมาตรฐานพอที่จะส่งเสริมการขายสินค้า มีงานดีๆ อีกมากมายที่มีคุณภาพ มีมาตรฐาน และสร้างการขายได้ แต่อาจไม่ได้มีคุณค่าเชิงไอเดียแปลกใหม่ หรือเกิดประโยชน์กับคนหมู่มาก

3.งานที่ดีได้คุณภาพและมาตรฐานในการส่งเสริมการขายสินค้าและมีคุณค่าพอที่จะได้รางวัลคือ ชิ้นงานที่ควรต้องสนับสนุนผลักดันเพื่อให้เป็นมาตรฐานของประเทศสู่ระดับโลก

4.งานที่ไม่ส่งเสริมการขายสินค้า แต่อยากได้รางวัล งานประเภทนี้มีให้เห็นอยู่บ้าง เหมือนงานไอเดีย แต่งานโฆษณาที่ดีควรสร้างยอดขายหรือภาพลักษณ์ไปพร้อมกับสร้างคุณค่าด้านรางวัลด้วย

งานที่ดีจากไม้บรรทัดที่แม่นยำ ย่อมเป็นการชี้นำสังคมถึงแบบอย่างที่ดี ซึ่งน่าเรียนรู้และเป็นแบบอย่างต่อไปในอนาคต รวมถึงเป็นตัวสะท้อนถึงมาตรฐานผลงานของประเทศไทยว่าทัดเทียมกับเวทีโลกแล้ว

แต่ก็น่าเสียดายที่มีผลงานดีๆ จำนวนไม่น้อย ที่หมดโอกาสในเวทีระดับโลก เพียงเพราะไม่ผ่านไม้บรรทัดเวทีระดับประเทศนั่นเอง

กลโกงโอนเงินออนไลน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/568407

  • วันที่ 22 ต.ค. 2561 เวลา 11:00 น.

กลโกงโอนเงินออนไลน์

โดย…ทรูมันนี่

โลกอินเทอร์เน็ตเป็นโลกใบใหม่ไร้พรมแดนที่เชื่อมโยงผู้คนทุกเพศทุกวัยจากหลากหลายเชื้อชาติ หนึ่งในคนเหล่านั้นคือ “มิจฉาชีพ” ที่จ้องหาผลประโยชน์และใช้สื่อโซเชียลล่อลวงเงินจากกระเป๋าหรือข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้ ทรูมันนี่ได้รวบรวม 5 กลโกง โอนเงินออนไลน์ ดังนี้

1.หลอกให้โอนเงินช่วยเหลือทางโซเชียลมีเดีย มิจฉาชีพจะใช้วิธีปลอมตัวเป็นญาติพี่น้องหรือคนรู้จักเพื่อขอยืมเงินโดยอาจนำรูปภาพหรือสร้างบัญชีขึ้นโดยเฉพาะ หรือแฮ็กบัญชีโซเชียลมีเดียเพื่อสวมรอย ทางที่ดีควรโทรเช็กเพื่อยืนยันตัวตนให้ชัดเจน และเข้าไปตรวจสอบหน้าฟีดเพื่อพิจารณาลักษณะการโพสต์

2.หลอกว่าได้รางวัลใหญ่ ให้โอนเงินไปให้ก่อนเป็นค่าธรรมเนียมหรือยืนยันรับสิทธิ มิจฉาชีพมักใช้รางวัลจากแคมเปญการตลาดของแบรนด์ต่างๆ มาล่อลวง ทางที่ดีที่สุดคือการพิจารณาก่อนว่า เคยส่ง SMS ไปลุ้นของรางวัลพวกนี้จริงหรือเปล่า ถ้าไม่จริงและไม่เคยส่งไปแทบจะ 100% ให้คิดว่าเป็นการล่อลวงแน่นอน

3.หลอกให้ซื้อของราคาถูก สำหรับขาช็อปออนไลน์ และชื่นชอบของลดราคา ต้องเตือนตัวเองไว้ตลอดว่าของถูกและได้ฟรีไม่มีในโลก ดังนั้น เรื่องโอนเงินเพื่อให้ได้ของราคาที่ถูกกว่านั้นลืมไปได้เลย

4.หลอกให้โอนเงินไปบริจาคต่อ ก่อนโอนเงินทำบุญในเรื่องอะไรก็ตามตรวจสอบถึงที่มาที่ไป และเช็กข่าวสารการรับบริจาคเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงผ่านช่องทาง Official ของโครงการหรือมูลนิธินั้นๆ ก่อน

5.หลอกให้เปิดบัญชีเพื่อรับส่วนแบ่งข้อความโฆษณาชวนเชื่อตามหน้าเว็บไซต์ต่างๆ ที่ชวนทำงานออนไลน์เสริมรายได้แบบสบายๆ ซึ่งมักจะขอให้เปิดบัญชีไว้เพื่อใช้สมัครทำงาน โดยจะมีเงินเข้ามาและคุณต้องโอนเงินนั้นต่อไปอีกบัญชี เสมือนคุณตกเป็นเครื่องมือให้กับขบวนการฟอกเงิน และมีความผิดตามกฎหมาย