เปิดมติเสียงข้างน้อย กสทช. ทำไมควรเยียวยาให้ดีแทค

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/564167

  • วันที่ 13 ก.ย. 2561 เวลา 18:14 น.

เปิดมติเสียงข้างน้อย กสทช. ทำไมควรเยียวยาให้ดีแทค

เปิดความเห็นของ “ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา” หนึ่งใน กสทช.เสียงข้างน้อยที่ลงมติให้ดีแทคเข้าสู่มาตรการเยียวยาลูกค้าที่ใช้บริการบนคลื่น 850

จากกรณีที่ประชุม กสทช. เมื่อวันที่ 12 กันยายน ที่ผ่านมา มีมติด้วยเสียงข้างมาก 4 ต่อ 2 ไม่ให้ดีแทคเข้าสู่มาตรการเยียวยาลูกค้าที่ใช้บริการบนคลื่น 850 เมกะเฮิรตซ์ หลังสัมปทานสิ้นสุด โดยทางเลขาธิการ กสทช. นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ ได้แถลงข่าวมติที่ประชุมภายหลังการประชุมทันที ซึ่งมีการอธิบายถึงเหตุผลต่างๆ ของที่ประชุมเสียงส่วนใหญ่ แต่ไม่ได้กล่าวถึงความเห็นที่แตกต่างแต่อย่างใด

อย่างไรก็ตาม ในวันนี้ กสทช. เสียงข้างน้อย นายประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา กสทช. ด้านการคุ้มครองผู้บริโภคและส่งเสริมสิทธิเสรีภาพของประชาชน หนึ่งในผู้ลงมติแตกต่างได้จัดทำความเห็นของตนเอง เพื่อให้ทางสำนักงาน กสทช. ใส่ประกอบไว้ในรายการงานประชุมของ กสทช. นัดพิเศษครั้งที่ 5/2561 (วันที่ 12 กันยายน 2561) ต่อไป

ทั้งนี้ ความเห็นของนายประวิทย์สรุปได้ดังนี้

1. การอ้างว่าเหตุที่ไม่ให้เข้าสู่มาตรการคุ้มครองเพราะมีการจัดประมูลล่วงหน้าแล้ว ถ้าเช่นนั้น ไม่ว่าเอกชนจะเข้าร่วมประมูลหรือไม่ก็ไม่สามารถเข้าสู่มาตรการคุ้มครองได้ แต่มติที่ประชุม กสทช. เดิมกำหนดเงื่อนไขให้บริษัทฯ ต้องเข้าร่วมการประมูลคลื่นความถี่จึงจะได้สิทธิเข้าสู่มาตรการคุ้มครองฯ ซึ่งมิใช่ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความเดือดร้อนของผู้ใช้บริการ จึงไม่เป็นไปตามประกาศที่เกี่ยวข้อง อีกทั้ง ตามมติเดิมนี้ย่อมแสดงว่า การจัดประมูลในตัวมันเองไม่ได้เป็นเงื่อนไขในการตัดสิทธิไม่ให้เข้าสู่มาตรการคุ้มครอง

2. ยิ่งไปกว่านั้น การประมูลคลื่นความถี่ 900 MHz ครั้งที่ผ่านมานี้ ไม่ตรงกับคลื่นที่ขอความคุ้มครอง กล่าวคือ แม้ว่าเอกชนจะชนะการประมูลก็ไม่สามารถนำคลื่นนี้ไปทดแทนคลื่นตามสัมปทานเดิมได้ การพิจารณาเรื่องนี้จึงต้องคำนึงถึงผู้ใช้บริการเดิมเป็นหลัก แม้จะอ้างว่าเอกชนสามารถทำสัญญา Roaming กับรายอื่นได้ แต่หากซิมดับ ทุกบริการก็สิ้นสุดลงทันที ส่วนการอ้างว่าหากชนะประมูลก็สามารถใช้คลื่นเดิมไปก่อนได้ ไม่เคยมีกฎหมายหรือมติที่ประชุมรองรับแต่อย่างใด

3. ประเด็นการเพิ่มภาระรับผิดชอบอุปกรณ์ป้องกันคลื่นรบกวนในการประมูลที่ผ่านมา ไม่เคยปรากฏในร่างประกาศประมูลมาก่อน สำนักงาน กสทช. เพิ่งเสนอเพิ่มภายหลังการรับฟังความเห็นสาธารณะ เมื่อปรากฏว่าไม่มีเอกชนรายใดเข้าร่วมประมูลด้วยเหตุว่าภาระดังกล่าวเป็นต้นทุนที่ไม่อาจคำนวณได้แน่ชัด จึงเสี่ยงต่อการประกอบธุรกิจ จึงรับฟังได้ว่าเป็นสาเหตุที่ทำให้การประมูลล้มเหลว และสมควรตัดภาระดังกล่าวออกแล้วจัดประมูลใหม่โดยเร็ว ซึ่งสำนักงานฯ รับว่าถ้าตัดเฉพาะเงื่อนไขนี้ สามารถจัดประมูลได้ในเดือนตุลาคม

4. ในประเด็นความเสียหายที่เกิดขึ้นหากไม่เห็นชอบมาตรการคุ้มครองนั้น เอกชนได้เสนอข้อเท็จจริงต่อศาลปกครองว่า มีผู้ป่วยหรือผู้สูงอายุใช้บริการในต่างจังหวัด แต่ผู้จดทะเบียนเป็นบุตรที่ทำงานในกรุงเทพฯ ซึ่งผู้สูงอายุไม่สามารถดำเนินการโอนย้ายได้เอง ต้องรอบุตรเดินทางกลับต่างจังหวัดไปดำเนินการ หากซิมดับก็จะไม่สามารถสื่อสารขอความช่วยเหลือได้ ส่วนสำนักงาน กสทช. รายงานว่ามีกรณีซิมที่ใช้กับ Machine ซึ่งต้องเปลี่ยนที่ตัวอุปกรณ์ จึงไม่สามารถดำเนินการได้โดยเร็ว และจากข้อมูลพบว่า มีทั้งการใช้งานกับเครื่อง EDC ตามร้านค้า เครื่อง ATM เครื่องส่งข้อมูลการใช้ไฟฟ้าของ กฟภ. ใช้กับเซ็นเซอร์น้ำตามสถานีตรวจสอบระดับน้ำของกรมอุตุนิยมวิทยา ซึ่งปัจจุบันเป็นช่วงมรสุม เสี่ยงต่อภัยน้ำท่วม

จึงเห็นว่า หากไม่เข้าสู่มาตรการคุ้มครองฯ อาจกระทบต่อความปลอดภัยของประชาชนและบริการสาธารณะต่างๆ ตลอดจนอาจกระทบต่อการติดตามสถานการณ์ภัยพิบัติ ส่วนการอ้างว่าศักยภาพโอนย้ายของระบบนั้นสูงถึง 60,000 เลขหมายต่อวัน ผู้ใช้บริการ 90,000 รายสามารถโอนย้ายได้ก่อนสิ้นสัมปทาน เป็นการคำนวณที่ไม่คำนึงถึงอุปสรรคในการโอนย้ายจริงในกรณีของผู้อยู่ต่างจังหวัดหรือผู้ที่ยากต่อการเข้าถึงการโอนย้าย รวมทั้งกรณี Machine

5. ทางออกในเรื่องนี้ เห็นว่าควรตัดเงื่อนไขการประมูลที่ก่อภาระต่อเอกชนเกินกว่าการประมูลครั้งก่อนออก และไม่ต้องขยายงวดชำระเงินเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับผู้ชนะประมูลเดิม แล้วเร่งจัดประมูลในเวลาไม่เกิน 1-2 เดือน ก็จะทำให้มาตรการคุ้มครองที่เอกชนขอสิ้นสุดลงตามกลไกปกติ ดังเช่นในอดีต เนื่องจากการไม่ให้เข้าสู่มาตรการคุ้มครองฯ นอกจากจะกระทบประโยชน์สาธารณะ ยังทำให้คลื่นความถี่ไม่ถูกใช้งานให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศโดยรวม

3 อีคอมเมิร์ซสายแข็ง ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/564107

  • วันที่ 13 ก.ย. 2561 เวลา 12:30 น.

3 อีคอมเมิร์ซสายแข็ง ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ขนิษฐา สาสะกุล iPrice

ไอไพรซ์ (iPrice) ได้หยิบยก Map of e-Commerce งานวิจัยที่เก็บข้อมูลจำนวนผู้เข้าชมสินค้า ยอดผู้ดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่น และยอดผู้ติดตามในสื่อโซเชียลของทุกๆ ไตรมาสมาวิเคราะห์จนได้ผลลัพธ์ว่า ใครคือ 3 ร้านค้าอี-คอมเมิร์ซสายแข็งที่แท้จริงใน 6 ประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อันได้แก่ มาเลเซีย อินโดนีเซีย สิงคโปร์ เวียดนาม ฟิลิปปินส์ และไทย

เริ่มจากประเทศมาเลเซีย ลาซาด้ายังคงเป็นร้านค้าอี-คอมเมิร์ซเจ้าประจำตามคาด มียอดผู้เข้าชมสินค้ารายเดือนเฉลี่ยสูงถึง 28 ล้านคน ตามด้วยช้อปปี้ (Shopee) มีจำนวนผู้เข้าชมสินค้าโดยเฉลี่ยต่อเดือน 12.3 ล้านคน ซึ่งลดลงจากไตรมาสแรก 1.4 ล้านคน ขณะที่ อีเลฟเว่นสตรีท (11 Street) ร้านค้าอี-คอมเมิร์ซสัญชาติเกาหลี มีจำนวนผู้เข้าชมสินค้าต่อเดือน 6.4 ล้านคน และยังเป็นที่หนึ่งในด้านจำนวนผู้ติดตามสูงสุดทางทวิตเตอร์

ในประเทศอินโดนีเซีย เริ่มจาก Tokopedia ร้านค้าอี-คอมเมิร์ซสัญชาติอินโดนีเซีย มียอดผู้เข้าชมสินค้าต่อเดือนโดยเฉลี่ยถึง 111 ล้านคน และขยับอันดับจากที่ 2 มาเป็นที่ 1 ในส่วนของยอดการดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่น ต่อด้วย Bukalapak อีกหนึ่งร้านค้าสัญชาติอินโดนีเซีย มียอดผู้เข้าชมสินค้าโดยเฉลี่ยต่อเดือนอยู่ที่ 85 ล้านคน ขยับขึ้นมาเป็นอันดับที่ 2 จากอันดับที่ 3 ในไตรมาสแรก

ขณะที่ลาซาด้าในอินโดนีเซียมีจำนวนผู้ติดตามทางเฟซบุ๊กเป็นอันดับที่ 1 ที่ 25.2 ล้านคน แต่จำนวนผู้เข้าชมสินค้าโดยเฉลี่ยต่อเดือนลดลงอย่างน่าใจหาย หรือจาก 117.5 คน เป็น 50 ล้านคน

ประเทศเวียดนามลาซาด้า มียอดผู้เข้าชมสินค้าต่อเดือนโดยเฉลี่ยในไตรมาส 2 ถึง 32 ล้านคน ส่วนจำนวนผู้ติดตามทางเฟซบุ๊กขยับเพิ่มขึ้นจาก 22 ล้านคน เป็น 25 ล้านคน จำนวนผู้ดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นอยู่ในลำดับที่ 2 The Gioi Di Dong ร้านค้าอี-คอมเมิร์ซสัญชาติเวียดนามครองอันดับที่ 2 มาตั้งแต่ไตรมาสแรก มียอดผู้เข้าชมสินค้าเฉลี่ยต่อเดือนในไตรมาส 2 ที่ 29.6 ล้านคน ขณะที่ช้อปปี้ในไตรมาส 2 มีจำนวนผู้เข้าชมสินค้าโดยเฉลี่ยต่อเดือนเพิ่มขึ้นจาก 24.6 ล้านคน เป็น 26.4 ล้านคน พร้อมยอดผู้ดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นสูงสุดทั้งจากแอพสโตร์และเพลย์สโตร์

ประเทศฟิลิปปินส์ มีลาซาด้าครองอันดับ 1 ในสื่อโซเชียลยอดนิยม ทั้งทวิตเตอร์ อินสตาแกรม และเฟซบุ๊ก มีจำนวนผู้เข้าชมโดยเฉลี่ยต่อเดือนประมาณ 30 ล้านคน ช้อปปี้มีจำนวนผู้เข้าชมสินค้ารายเดือนโดยเฉลี่ยในไตรมาส 2 นี้ ลดลงจาก 9.1 ล้านคน ลดลงมาเหลือ 8.4 ล้านคน และซาโลร่าเป็นร้านค้าอี-คอมเมิร์ซยอดนิยมติดอันดับที่ 3 โดยมียอดผู้เข้าชมสินค้าเฉลี่ยต่อเดือนราว 1.6 ล้านคน

ประเทศสิงคโปร์ ผู้นำตกเป็นของ Qoo10 ด้วยยอดผู้เข้าสินค้าเฉลี่ยต่อเดือนราว 10 ล้านคน ตามด้วยลาซาด้ามีผู้เข้าชมสินค้าโดยเฉลี่ยต่อเดือน 6.5 ล้านคน และช้อปปี้มียอดผู้เข้าชมสินค้าโดยเฉลี่ยต่อเดือนอยู่ 1.8 ล้านคน

ปิดท้ายด้วยประเทศไทย ผู้นำตลาดยังคงเป็นลาซาด้าที่มีจำนวนผู้เข้าชมสินค้าเฉลี่ยต่อเดือนสูงถึง 40 ล้านคน อันดับ 2 เป็นของช้อปปี้ มียอดผู้เข้าชมสินค้าโดยเฉลี่ยต่อเดือนที่ 15 ล้านคน และอันดับ 3 คือ Chilindo ร้านค้าอี-คอมเมิร์ซสัญชาติไทยรูปแบบการประมูลสินค้า ปัจจุบันมียอดผู้เข้าชมสินค้าโดยเฉลี่ย 5 ล้านคน/เดือน

จะเห็นได้ว่าจากใน 6 ประเทศลาซาด้าเป็นผู้นำตลาดอี-คอมเมิร์ซถึง 5 ประเทศด้วยกัน

ประมวลภาพแอปเปิลเปิดตัวไอโฟน 3 รุ่นใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/564120

  • วันที่ 13 ก.ย. 2561 เวลา 12:11 น.

ประมวลภาพแอปเปิลเปิดตัวไอโฟน 3 รุ่นใหม่

ชมภาพชุด “แอปเปิล” เปิดตัวไอโฟน 3 รุ่นใหม่ หน้าจอ OLED รองรับดูอัลซิม แบตฯอึดขึ้น รุ่นท็อป Xs Max ราคาเริ่มต้นที่ 1,099 เหรียญสหรัฐ

เมื่อวันที่ 12 ก.ย. ตามเวลาท้องถิ่นสหรัฐ “แอปเปิล อิงค์” ยักษ์ใหญ่แห่งวงการสมาร์ทโฟนและคอมพิวเตอร์ ได้ เปิดตัวไอโฟนใหม่ 3 รุ่น รวมทั้งผลิตภัณฑ์อื่นๆในวันนี้ตามที่มีการคาดการณ์ก่อนหน้านี้

แอปเปิลได้เปิดตัว ไอโฟน Xs Max ที่มีขนาดหน้าจอ 6.5 นิ้วแบบ OLED ซึ่งเป็น ไอโฟนที่มีหน้าจอใหญ่ที่สุดเท่าที่แอปเปิลเคยผลิตมา พร้อมกับแบตเตอรีที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของแอปเปิล โดยสามารถใช้งานนานมากขึ้น 1 ชั่วโมงครึ่ง

ขณะที่ ไอโฟน iPhone Xs มีขนาดหน้าจอ 5.8 นิ้วแบบ OLED เท่ากับ ไอโฟน X ในปัจจุบัน โดยสามารถกันน้ำ และมีโพรเซสเซอร์ที่ทำงานเร็วขึ้น รวมทั้งมีการเพิ่มประสิทธิภาพของระบบเลนส์คู่ ซึ่งจะช่วยให้การถ่ายภาพดีขึ้น พร้อมกับแบตเตอรีที่จะสามารถใช้งานนานขึ้น 30 นาที

ทั้ง ไอโฟน Xs Max และ ไอโฟน Xs รองรับระบบ “ดูอัลซิม” ที่สามารถใส่ซิมการ์ดได้ 2 เบอร์

ในรุ่น ไอโฟน XR มีขนาดหน้าจอ 6.1 นิ้วแบบแอลซีดี ขณะที่แบตเตอรีสามารถใช้งานนานขึ้น 1 ชั่วโมงครึ่ง

สำหรับราคาของไอโฟนรุ่นใหม่ที่มีการเปิดตัวมีดังนี้

ไอโฟน Xs Max เริ่มต้นที่ 1,099 เหรียญสหรัฐ

ไอโฟน Xs เริ่มต้นที่ 999 เหรียญสหรัฐ

ไอโฟน XR เริ่มต้นที่ 749 เหรียญสหรัฐ

ขณะที่ไอโฟนรุ่นเก่ามีการปรับราคาลดลง โดยมีราคาดังนี้

ไอโฟน 7 ราคาเริ่มต้น 449 เหรียญสหรัฐ

ไอโฟน 8 ราคาเริ่มต้น 599 เหรียญสหรัฐ

ทั้งนี้ แอปเปิลจะรับพรีออเดอร์สำหรับ ไอโฤน Xs และ Xs Max ในวันศุกร์นี้ และลูกค้าจะเริ่มได้รับสินค้าในวันที่ 21 ก.ย. ส่วนพรีออเดอร์สำหรับ ไอโฟน XR จะมีขึ้นในวันที่ 19 ต.ค. และจะเริ่มได้รับสินค้าในวันที่ 26 ต.ค.

ภาพ เอเอฟพี

ทวิตเตอร์รุกวิดีโอ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/564067

  • วันที่ 13 ก.ย. 2561 เวลา 08:27 น.

ทวิตเตอร์รุกวิดีโอ

ทวิตเตอร์เร่งดูดคอนเทนต์วิดีโอป้อนเอเชียแปซิฟิก ตั้งเป้า ยอดวิวทะลุ 1,000 ล้าน ภายในปี 2020

ทวิตเตอร์ ออกแถลงการณ์ระบุว่า บริษัททำข้อตกลงกับบริษัทสื่อและบริษัทบันเทิงหลายแห่ง เพื่อดึงคอนเทนต์วิดีโอ และสตรีมมิ่ง เช่น ไฮไลต์การแข่งขันฟุตบอลยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ลีก คอนเทนต์เกี่ยวกับการแข่งขันรถสูตรหนึ่ง งานเทศกาลบันเทิง และรายการ อื่นๆ เข้าสู่แพลตฟอร์ม ให้สำหรับ ผู้ชมในเอเชียแปซิฟิก รองรับดีมานด์ที่ เติบโตอย่างรวดเร็ว

ทั้งนี้ พันธมิตรของทวิตเตอร์ รวมถึง โซนี่ มิวสิก เรด ชิลลีส์ เอนเตอร์เทนเมนต์ สตูดิโอของ ชาห์รุก ข่าน นักแสดง อินเดียชื่อดัง เอ็นบีซียูนิเวอร์ซัล ฟ็อกซ์ สปอร์ต เอเชีย และไวซ์

ขณะที่ เคย์ มาดาตี รองประธานฝ่ายพันธมิตรด้านคอนเทนต์ของ ทวิตเตอร์ เปิดเผยว่า ทวิตเตอร์เล็งเห็นว่าผู้บริโภคในเอเชียแปซิฟิก บริโภค คอนเทนต์วิดีโอในระดับสูงมาก และมีการขยายตัวของผู้ชมถึงเลขสองหลัก โดยทวิตเตอร์ตั้งเป้าว่ายอดการเข้าชมวิดีโอผ่านทวิตเตอร์ในเอเชียแปซิฟิกจะแตะหลัก 1,000 ล้านครั้ง ภายในปี 2020

อย่างไรก็ดี ทวิตเตอร์ต้องเผชิญการแข่งขันที่ดุเดือดจากคู่แข่งหลายราย รวมถึง เฟซบุ๊ก และยูทูบ บริการของกูเกิล ซึ่งกำลังร่วมมือกับผู้ผลิตคอนเทนต์วิดีโอเช่นกัน

3 อีคอมเมิร์ซสายแข็ง ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/564060

  • วันที่ 13 ก.ย. 2561 เวลา 07:26 น.

3 อีคอมเมิร์ซสายแข็ง ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

โดย…ขนิษฐา สาสะกุล iPrice

ไอไพรซ์ (iPrice) ได้หยิบยก Map of e-Commerce งานวิจัยที่เก็บข้อมูลจำนวนผู้เข้าชมสินค้า ยอดผู้ดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่น และยอดผู้ติดตามในสื่อโซเชียลของทุกๆ ไตรมาสมาวิเคราะห์จนได้ผลลัพธ์ว่า ใครคือ 3 ร้านค้าอี-คอมเมิร์ซสายแข็งที่แท้จริงใน 6 ประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อันได้แก่ มาเลเซีย อินโดนีเซีย สิงคโปร์ เวียดนาม ฟิลิปปินส์ และไทย

เริ่มจากประเทศมาเลเซีย ลาซาด้ายังคงเป็นร้านค้าอี-คอมเมิร์ซเจ้าประจำตามคาด มียอดผู้เข้าชมสินค้ารายเดือนเฉลี่ยสูงถึง 28 ล้านคน ตามด้วยช้อปปี้ (Shopee) มีจำนวนผู้เข้าชมสินค้าโดยเฉลี่ยต่อเดือน 12.3 ล้านคน ซึ่งลดลงจากไตรมาสแรก 1.4 ล้านคน ขณะที่ อีเลฟเว่นสตรีท (11 Street) ร้านค้าอี-คอมเมิร์ซสัญชาติเกาหลี มีจำนวนผู้เข้าชมสินค้าต่อเดือน 6.4 ล้านคน และยังเป็นที่หนึ่งในด้านจำนวนผู้ติดตามสูงสุดทางทวิตเตอร์

ในประเทศอินโดนีเซีย เริ่มจาก Tokopedia ร้านค้าอี-คอมเมิร์ซสัญชาติอินโดนีเซีย มียอดผู้เข้าชมสินค้าต่อเดือนโดยเฉลี่ยถึง 111 ล้านคน และขยับอันดับจากที่ 2 มาเป็นที่ 1 ในส่วนของยอดการดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่น ต่อด้วย Bukalapak อีกหนึ่งร้านค้าสัญชาติอินโดนีเซีย มียอดผู้เข้าชมสินค้าโดยเฉลี่ยต่อเดือนอยู่ที่ 85 ล้านคน ขยับขึ้นมาเป็นอันดับที่ 2 จากอันดับที่ 3 ในไตรมาสแรก

ขณะที่ลาซาด้าในอินโดนีเซียมีจำนวนผู้ติดตามทางเฟซบุ๊กเป็นอันดับที่ 1 ที่ 25.2 ล้านคน แต่จำนวนผู้เข้าชมสินค้าโดยเฉลี่ยต่อเดือนลดลงอย่างน่าใจหาย หรือจาก 117.5 คน เป็น 50 ล้านคน

ประเทศเวียดนามลาซาด้า มียอดผู้เข้าชมสินค้าต่อเดือนโดยเฉลี่ยในไตรมาส 2 ถึง 32 ล้านคน ส่วนจำนวนผู้ติดตามทางเฟซบุ๊กขยับเพิ่มขึ้นจาก 22 ล้านคน เป็น 25 ล้านคน จำนวนผู้ดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นอยู่ในลำดับที่ 2 The Gioi Di Dong ร้านค้าอี-คอมเมิร์ซสัญชาติเวียดนามครองอันดับที่ 2 มาตั้งแต่ไตรมาสแรก มียอดผู้เข้าชมสินค้าเฉลี่ยต่อเดือนในไตรมาส 2 ที่ 29.6 ล้านคน ขณะที่ช้อปปี้ในไตรมาส 2 มีจำนวนผู้เข้าชมสินค้าโดยเฉลี่ยต่อเดือนเพิ่มขึ้นจาก 24.6 ล้านคน เป็น 26.4 ล้านคน พร้อมยอดผู้ดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นสูงสุดทั้งจากแอพสโตร์และเพลย์สโตร์

ประเทศฟิลิปปินส์ มีลาซาด้าครองอันดับ 1 ในสื่อโซเชียลยอดนิยม ทั้งทวิตเตอร์ อินสตาแกรม และเฟซบุ๊ก มีจำนวนผู้เข้าชมโดยเฉลี่ยต่อเดือนประมาณ 30 ล้านคน ช้อปปี้มีจำนวนผู้เข้าชมสินค้ารายเดือนโดยเฉลี่ยในไตรมาส 2 นี้ ลดลงจาก 9.1 ล้านคน ลดลงมาเหลือ 8.4 ล้านคน และซาโลร่าเป็นร้านค้าอี-คอมเมิร์ซยอดนิยมติดอันดับที่ 3 โดยมียอดผู้เข้าชมสินค้าเฉลี่ยต่อเดือนราว 1.6 ล้านคน

ประเทศสิงคโปร์ ผู้นำตกเป็นของ Qoo10 ด้วยยอดผู้เข้าสินค้าเฉลี่ยต่อเดือนราว 10 ล้านคน ตามด้วยลาซาด้ามีผู้เข้าชมสินค้าโดยเฉลี่ยต่อเดือน 6.5 ล้านคน และช้อปปี้มียอดผู้เข้าชมสินค้าโดยเฉลี่ยต่อเดือนอยู่ 1.8 ล้านคน

ปิดท้ายด้วยประเทศไทย ผู้นำตลาดยังคงเป็นลาซาด้าที่มีจำนวนผู้เข้าชมสินค้าเฉลี่ยต่อเดือนสูงถึง 40 ล้านคน อันดับ 2 เป็นของช้อปปี้ มียอดผู้เข้าชมสินค้าโดยเฉลี่ยต่อเดือนที่ 15 ล้านคน และอันดับ 3 คือ Chilindo ร้านค้าอี-คอมเมิร์ซสัญชาติไทยรูปแบบการประมูลสินค้า ปัจจุบันมียอดผู้เข้าชมสินค้าโดยเฉลี่ย 5 ล้านคน/เดือน

จะเห็นได้ว่าจากใน 6 ประเทศลาซาด้าเป็นผู้นำตลาดอี-คอมเมิร์ซถึง 5 ประเทศด้วยกัน

“อีสปอร์ตเอเชียล้ำหน้ากว่าตะวันตก”มุมมองจาก “ไมค์ มอร์เฮม” ซีอีโอค่ายเกมยักษ์Blizzard

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/564050

  • วันที่ 12 ก.ย. 2561 เวลา 19:45 น.

"อีสปอร์ตเอเชียล้ำหน้ากว่าตะวันตก"มุมมองจาก "ไมค์ มอร์เฮม" ซีอีโอค่ายเกมยักษ์Blizzard

มุมมองจาก “ไมค์ มอร์เฮม” หัวเรือใหญ่แห่ง”Blizzard Entertainment” ค่ายเกมยักษ์ใหญ่ของโลกต่กวงการอีสปอร์ตและโอกาสของไทย

14-16ก.ย.นี้ “Blizzard Entertainment” ค่ายเกมยักษ์ใหญ่ของโลกจะจัดการแข่งขันอีสปอร์ตชิงแชมป์โลกของเกม Overwatch รอบแบ่งกลุ่มขึ้นที่ รอยัล พารากอน ฮอลล์ ศูนย์การค้าสยามพารากอน ซึ่งสองทีมที่ชนะจะได้ตั๋วเข้าไปแข่งรอบสุดท้ายใน ที่งาน “BlizzCon 2018”

“ไมค์ มอร์เฮม” ประธานบริษัท ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท Blizzard Entertainment ได้ให้ความเห็นถึงแนวโน้มของอีสปอร์ตในไทยไว้อย่างน่าสนใจผ่านบทสัมภาษณ์พิเศษดังนี้

ถาม : มีมุมมองต่อตลาดอีสปอร์ตในประเทศไทยและเอเชียอย่างไร?

ไมค์ : กีฬาอีสปอร์ตถือกำเนิดขึ้นในเอเชีย ผู้เล่นและเหล่าแฟนๆ ที่ให้การตอบรับร่วมเป็นส่วนหนึ่งของกีฬาอีสปอร์ตอย่างหนาแน่นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา บรรดาผู้เล่นที่มากความสามารถในเกมต่างๆ มาจากภูมิภาคเอเชียรวมถึงบรรดาผู้ชมที่มีความทุ่มเทและความหลงไหลเป็นอันดับต้นๆ ของโลก

เอเชียยังคงล้ำหน้ากว่าฝั่งตะวันตก หากพิจารณาด้านการเป็นที่ยอมรับของสื่อกระแสหลักที่มีต่อกีฬาอีสปอร์ต เราเชื่อว่าประเทศไทยมีศักยภาพที่มากพอสมควร เห็นได้จากความสำเร็จที่เกิดขึ้นจากเกมต่างๆ ได้แก่ Overwatch และ Hearthstone

ถาม : ทำไม Blizzard ถึงเลือกประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน Overwatch World Cup ในปีนี้

ไมค์ : สิ่งหนึ่งที่เรารับรู้ได้จากการแข่งขัน Overwatch ก่อนหน้านี้ก็คือ การที่คนไทยเข้าถึงและเป็นส่วนหนึ่งของตัวเกม ซึ่งประเทศไทยทำได้ดีในการแข่งขัน Overwatch World Cup ครั้งที่ผ่านมา และเราได้เห็นตัวแทนประเทศไทยใน Overwatch League ด้วยเช่นกัน จึงไม่แปลกที่เราเลือกประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน Overwatch World Cup ครั้งนี้ อีกอย่างหนึ่งคือ เพื่อเป็นการตอบแทนบรรดาผู้เล่นและแฟนๆ ที่ชื่นชอบเกมของเราอีกด้วยครับ

ถาม : ในฐานะผู้ก่อตั้งบริษัท Blizzard Entertainment อะไรคือปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจริเริ่มธุรกิจเกม

ไมค์ : ผมจัดตั้งบริษัท Blizzard Entertainment พร้อมๆ กับเพื่อนที่มหาวิทยาลัย (มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ลอสแอนเจลิส ประเทศสหรัฐอเมริกา) อีก 2 คนคือ อัลเลน แอดแฮม (Allen Adham) และ แฟรงก์ เพียร์ซ (Frank Pearce) ซึ่งในตอนนั้นเราเพิ่งเรียนจบมาหมาดๆ แล้วก็มีความชื่นชอบเกมเหมือนกันด้วย แม้ว่าในตอนนั้นเรายังขาดประสบการณ์ในการเริ่มต้นธุรกิจก็ตาม แต่เราเชื่อมั่นว่าจะประสบความสำเร็จในการสร้างเกมที่อยากเล่นจริงๆ

ถาม : อะไรคือความท้าทายที่คุณไมค์เผชิญในแง่การดำเนินธุรกิจบ้าง

ไมค์ : มีอุปสรรคมากมายที่เราเผชิญในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งอุปสรรคครั้งใหญ่ครั้งหนึ่งที่เราพบเจอนั้น มาพร้อมกับความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่เช่นเดียวกัน นั่นก็คือ การเปิดตัวเกม World of Warcraft ในช่วงสองสามเดือนแรกของการธุรกิจ ตัวเกมมีการเติบโตและเป็นที่นิยมในเวลาอันรวดเร็ว ทำให้เราไม่สามารถจัดตั้งเซิร์ฟเวอร์เกมใหม่ได้ทันรองรับเพียงพอกับความต้องการของเหล่าเกมเมอร์ เราจึงต้องหยุดการขายแผ่นเกมไปสักระยะหนึ่ง เพื่อให้เรามีเวลาสร้างฐานเซิร์ฟเวอร์เกมเพิ่มขึ้น เพื่อรองรับผู้เล่นที่เพิ่มมากขึ้น

สิ่งหนึ่งที่ช่วยให้เราฝ่าฟันอุปสรรคเหล่านี้มาได้ในรอบ 27 ปีที่ผ่านมา คือ การมุ่งความตั้งใจ ใส่ใจไปที่เหล่าผู้เล่นและชุมชนผู้เล่นทั้งหลาย ถ้าทุกการตัดสินใจของคุณล้วนทำให้ผู้เล่นมีความสุขอย่างต่อเนื่องเท่ากับว่าคุณได้สร้างความเชื่อใจในตัวผู้เล่นและชุมชนของพวกเขา ความเชื่อใจนั้นจะอยู่ในตัวพวกเขาแม้ในยามที่คุณต้องฟาดฟันอุปสรรคต่างๆ ที่คาดไม่ถึง พวกเขาก็พร้อมที่จะอยู่เคียงข้างเมื่อคุณต้องก้าวผ่านปัญหาพวกนั้น

ถาม : อะไรคือภารกิจหลักของ Blizzard ที่นำไปสู่ความก้าวหน้าทางธุรกิจและความสำเร็จในอนาคต

ไมค์ : ผมขอเล่าเรื่องราวสั้นๆ หลังเปิดตัวเกม World of Warcraft นะครับ เราตระหนักได้ว่าองค์กรของเราเติบโตค่อนข้างเร็ว มีบุคลากรที่พร้อมดูแลชุมชนผู้เล่นที่กำลังขยายตัว ทั้งยังต้องการรักษาคุณค่าและมาตรฐานอันนำไปสู่ความสำเร็จของเราไว้ในช่วงเวลาที่บริษัทกำลังเติบโต ดังนั้นบริษัทจึงวางเป้าหมาย ภารกิจ และค่านิยมทั้ง 8 ประการ ดังนี้ครับ

ภารกิจหลักของเรา คือ “มุ่งมั่นที่จะสร้างสรรค์ประสบการณ์ความบันเทิงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดมาโดยตลอด” และหลักสำคัญทั้ง 8 ได้แก่ 1) ระบบเกมต้องมาก่อน 2) เน้นคุณภาพ 3) เล่นให้ดี เล่นอย่างยุติธรรม 4) ปลดปล่อยความหลงไหลต่อเกมในตัวคุณ 5) ทุกความคิดเห็นล้วนสำคัญ 6) คิดให้ไกลระดับโลก 7) มีความรับผิดชอบ 8) เรียนรู้และเติบโต สิ่งเหล่านี้ได้รับการส่งต่อสู่บุคลากรทุกคน เราย้ำเตือนสิ่งเหล่านี้อยู่เสมอเพื่อให้เกิดการซึมซับเข้าไปในวัฒนธรรมองค์กรของเรา

ถาม : Blizzard มีสำนักงานมากกว่า 10 แห่งทั่วโลก อะไรคือความเหมือนหรือแตกต่างในเชิงธุรกิจของแต่ละสาขา

ไมค์ : เรายังคงมีสำนักงานในระดับภูมิภาคและจ้างบุคลากรท้องถิ่นระดับมืออาชีพ เพื่อทำให้เราเข้าใจถึงความต้องการในตลาดท้องถิ่น และความพึงพอใจของลูกค้า ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของค่านิยม คิดให้ไกลระดับโลก ความท้าทายสำคัญอย่างหนึ่งก็คือ การจัดตั้งโครงสร้างองค์กรที่เอื้ออำนวยและให้การสนับสนุนสำนักงานระดับภูมิภาคให้ดำเนินธุรกิจสู่ความสำเร็จ เป็นความท้าทายที่บริษัทต่างๆ ระดับโลกต้องเผชิญ หนึ่งในนั้นคือการจัดประชุมสุดยอดระดับโลกเป็นระยะๆ เพื่อหาทางเพิ่มพูนศักยภาพความร่วมมือในแต่ละภูมิภาค ทาง Blizzard รวมถึงฝ่ายผู้บริหารและตัวผมเองจะลงพื้นที่ในแต่ละภูมิภาคเพื่อเข้าถึง ติดตามความท้าทายของที่บุคลากรในภูมิภาคกำลังประสบและช่วยเหลือแก้ไขปัญหาต่างๆ ร่วมกับพวกเขา

ถาม : อะไรคือเทรนด์ที่กำลังเติบโตในตลาดเกมออนไลน์

ไมค์ : เทรนด์เกมออนไลน์ที่สำคัญประการหนึ่งในช่วงปีที่ผ่านมาก็คือ เกมแนว Battle Royale เนื่องด้วยเกมประเภทนี้มีจำนวนมากขึ้น บวกกับการขยายตัวของตลาดเกมมือถือ มีส่วนผลักดันให้ภาพรวมอุตสาหกรรมเกมเติบโตในทางที่ดีขึ้นครับ

ถาม : Blizzard Entertainment มีแผนที่จะขยายธุรกิจอย่างไรในอนาคต

ไมค์ : เราเชื่อว่าอีสปอร์ตเป็นส่วนหนึ่งของอนาคตอันยิ่งใหญ่ที่ไม่ใช่แค่เกมแต่มันคือกีฬาและสื่อเพื่อความบันเทิง เราจึงสร้าง Overwatch League เพื่อเป็นรายการแข่งขันอีสปอร์ตแห่งอนาคต พร้อมกับการสร้างฐานแฟนคลับในท้องถิ่นต่างๆ ซึ่งเราได้เห็นถึงผลสำเร็จของ Overwatch League ที่ผ่านมาแล้วว่า มีกระแสตอบรับจากผู้ชมที่ดีมาก ทั้งผู้ชมจากต่างถิ่นและผู้ชมในพื้นที่เอง ที่ร่วมเป็นองค์กรสนับสนุน รวมถึงการได้รับความสนใจอย่างต่อเนื่องจากเจ้าของทีมที่มีศักยภาพทั่วโลก ทางเราได้เตรียมขยายพื้นที่จัดกิจกรรม Overwatch League Season 2 ในบางเมือง

นอกเหนือจากวงการอีสปอร์ตเองแล้ว เราก็ยังคงให้บริการและสนับสนุนผู้เล่นเกมปัจจุบันด้วยเนื้อหาเกมใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง ขณะนี้เรากำลังพัฒนาโปรเจกต์เกมตัวใหม่อยู่ ซึ่งระหว่างที่ยังไม่มีการเปิดตัวเกมหรือกิจกรรมอะไรในตอนนี้ เราก็ตื่นเต้นและพึงพอใจกับโปรเจกต์ที่มีในปัจจุบันอยู่แล้วครับ

ศึกษาให้ดีเรื่องภาษี อี-คอมเมิร์ซ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/564008

  • วันที่ 12 ก.ย. 2561 เวลา 15:10 น.

ศึกษาให้ดีเรื่องภาษี อี-คอมเมิร์ซ

โดย..ศุภยศ ศิริจำรูญวิทย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท คลิกเน็กซ์ จำกัด

การซื้อของออนไลน์ที่เติบโต สิ่งหนึ่งที่เอสเอ็มอีมักจะมองข้ามไปก็คือ “การจ่ายภาษี” ข้อกฎหมายระบุไว้ชัดเจนว่า ผู้ประกอบการรายใดในไทยที่มีรายได้จากการขายสินค้า หรือบริการ ให้แก่ผู้ซื้อที่อยู่ ณ ที่ใดๆ ก็ตาม มีหน้าที่ต้องเสียภาษีให้กับรัฐ

  1. ธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ “ต้องเสียภาษี” อันดับแรกเราต้องสร้างความเข้าใจให้ตรงกันก่อนว่า ผู้ที่ขายของออนไลน์ หรือธุรกิจอี-คอมเมิร์ซใดๆ ก็ตาม “จำเป็นต้องเสียภาษี” ไม่ว่าจะเป็นการขายสินค้าในลักษณะอาชีพเสริม (มีเงินเดือนอยู่แล้ว)
  2. แล้วต้องเสียภาษีประเภทไหน การเสียภาษีจากธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ ต้องดูว่าผู้ประกอบการมีรูปแบบธุรกิจ และรายได้อย่างไร โดยอันดับแรกมาดูเรื่องรูปแบบธุรกิจกันก่อน ซึ่งแบ่งออกเป็น บุคคลธรรมดา และนิติบุคคล

ในส่วนของบุคคลธรรมดา คือ การที่ผู้ขายไม่ได้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล โดยรายได้จากการขายสินค้านี้ถือเป็นเงินได้จากการขายสินค้าและบริการ (เงินได้ประเภทที่ 8) ซึ่งจะคิดอัตราภาษีได้สองแบบ เพื่อหาว่าเราต้องจ่ายภาษีจากเงินได้ประเภทใด

  • กรณีแรก มีรายได้จากการขายสินค้า หรือบริการเป็นรายได้หลัก (ไม่ได้เป็นพนักงานประจำ) ต้องคิดแบบเงินได้สุทธิ (ภ.ง.ด.91) นั่นก็คือ รายได้-ค่าใช้จ่าย-ค่าลดหย่อน
  • กรณีที่สอง ถ้าหากเรามีงานประจำ รับเงินเดือนประจำอยู่แล้ว และยังมีรายได้จากการขายสินค้าเกิน 1.2 แสนบาท (ต่อปีภาษี) ต้องคิดภาษี 2 แบบ คือ แบบแรกตาม ภ.ง.ด.91 โดยยื่นเป็นรายได้จากเงินเดือน

ส่วนเงินได้จากการขายสินค้าให้คิดตามแบบเงินได้พึงประเมิน (ภ.ง.ด.94) โดยให้นำเงินได้ (จากการขายสินค้า) ทั้งหมดคูณ 0.005 ถ้าตัวเลขภาษีออกมาไม่เกิน 5,000 บาท ได้รับการยกเว้นภาษี แต่ถ้าเกิน 5,000 บาท ให้มาเทียบกับวิธีคำนวณภาษีจากเงินได้สุทธิ (ภ.ง.ด.91) อีกครั้งหนึ่งว่า การคำนวณจากฐานรายได้แบบไหนต้องจ่ายภาษีสูงกว่ากัน ให้เลือกอันที่จ่ายสูงกว่า

ค้าปลีก-ขนส่งปรับรับยุคดิจิทัล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/564003

  • วันที่ 12 ก.ย. 2561 เวลา 14:35 น.

ค้าปลีก-ขนส่งปรับรับยุคดิจิทัล

โพสต์ทูเดย์ – ซีบราฯ เผยธุรกิจค้าปลีก ผู้ผลิตและโลจิสติกส์ ต้องปรับตัวสนองตอบต่อความต้องการผู้บริโภคยุคดิจิทัล ชี้อี-คอมเมิร์ซตัวแปรสำคัญ

นายศิวัจน์ โรจนเต็มศักดิ์ ผู้จัดการประจำประเทศไทย ซีบรา เทคโนโลยีส์ เปิดเผยว่า ธุรกิจอี-คอมเมิร์ซที่กำลังเติบโตอย่างมากในประเทศไทย โดยข้อมูลจากสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) รายงานว่าในปี 2563 ธุรกิจอี-คอมเมิร์ซในไทยจะมีมูลค่าสูงถึง 5,600 ล้านบาท ซึ่งจะสร้างการเปลี่ยนแปลงและโอกาสทางธุรกิจโดยเฉพาะในกลุ่มค้าปลีก ผู้ผลิตและขนส่งโลจิสติกส์

ทั้งนี้ จะเริ่มเห็นเทรนด์การปรับตัวมีการลงทุนเรื่องของเทคโนโลยีและนวัตกรรมกันมากขึ้น เพื่อให้สามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค รวมทั้งเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและยังเป็นการลดคอร์สต้นทุน จากผลสำรวจของซีบราพบว่า ธุรกิจค้าปลีกจำเป็นต้องขยายศูนย์ฟูลฟิลล์เมนต์เซ็นเตอร์ให้มากขึ้น

“บริษัทผู้ให้บริการด้านโลจิสติกส์จำเป็นต้องนำเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาใช้เพื่อตอบสนองต่อความต้องการที่เพิ่มขึ้นของธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ สิบปีต่อจากนี้ไปจะเป็นยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงของหลายภาคธุรกิจ โดยมองว่าธุรกิจที่จำเป็นต้องลงทุนอันดับแรกและมีมูลค่าสูง คือ ธุรกิจค้าปลีก” นายศิวัจน์ กล่าว

ด้านนายทาน อิ๊ก จิน ผู้จัดการธุรกิจ Vertical Solutions ซีบรา เทคโนโลยีส์ เอเชียแปซิฟิก กล่าวว่า ความคาดหวังของผู้บริโภคจะเป็นแรงกดดันผู้ค้าปลีก ผู้ผลิต และบริษัทโลจิสติกส์ต้องร่วมมือและเปลี่ยนรูปแบบการจัดส่งสินค้าผ่าน Omni-Channel โดย 95% ของผู้ตอบแบบสอบถามในเอเชียแปซิฟิกเห็นว่า อี-คอมเมิร์ซเป็นตัวขับเคลื่อนให้มีการส่งมอบที่เร็วขึ้น

นอกจากนี้ สัดส่วน 67% ของบริษัทโลจิสติกส์คาดการณ์ว่า ภายในปี 2566 สามารถจัดส่งพัสดุถึงที่หมายภายในวันเดียว และ 55% คาดว่าในปี 2571 จะสามารถให้บริการจัดส่งพัสดุได้ถึงที่หมายภายใน 2 ชั่วโมง

สำหรับการเปลี่ยนแปลงของธุรกิจค้าปลีกคือ จะมีจำนวนผู้ค้าปลีกมากขึ้นและสามารถรองรับการคืนสินค้า โดยในปี 2266 สัดส่วน 99% ของร้านค้าปลีก มีแผนจะให้บริการแบบสั่งซื้อออนไลน์และรับของที่ร้านเพื่อให้การบริการฟูลฟิลล์เมนต์ที่มีความคล่องตัวมากขึ้น

อย่างไรก็ดี การรับและจัดการการคืนสินค้ายังคงเป็นเรื่องท้าทาย ซึ่งกระบวนการการรับคืนสินค้าในหลายธุรกิจยังมีข้อบกพร่อง ปัจจุบัน 58% ของธุรกิจค้าปลีกคิดค่าบริการเพิ่มกรณีคืนสินค้า และ 71% ไม่มีแผนที่จะเปลี่ยน

ขณะที่ 92% เห็นว่า เงินทุนคือความท้าทายหลักสำหรับการให้บริการแบบ Omni-Channel มีเพียง 42% ของซัพพลายเชนที่พร้อม ซึ่งขัดแย้งกับจำนวนผู้บริโภคกว่า 73% ใช้บริการซื้อสินค้าผ่านทั้งช่องทางออฟไลน์และออนไลน์ และพบว่า 55% ขององค์กรยังคงทำงานแบบด้อยประสิทธิภาพ ขณะที่บริการโลจิสติกส์มีแผนจะใช้คอมพิวเตอร์พกพาถึง 99% ในปี 2564 ในอนาคตซัพพลายเชนต้องมีโซลูชั่นที่เชื่อมโยง ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและความคุ้มค่าในการดำเนินธุรกิจ

มติกสทช.ไม่เยียวยา”ดีแทค”ชี้ยอดผู้ใช้บริการไม่เข้าเกณฑ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/563993

  • วันที่ 12 ก.ย. 2561 เวลา 13:15 น.

มติกสทช.ไม่เยียวยา"ดีแทค"ชี้ยอดผู้ใช้บริการไม่เข้าเกณฑ์

กสทช.มีมติไม่เยียวยา “ดีแทค” กรณีสิ้นสุดสัญญาสัมปทานคลื่น 850 ชี้จำนวนผู้ใช้บริการไม่ถึงเกณฑ์

เมื่อวันที่ 12 ก.ย. นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) แถลงภายหลังการประชุมคณะกรรมการ กสทช.นัดพิเศษเพื่อทบทวนมติที่ประชุมกสทช.เรื่องการเข้าสู่มาตรการเยียวยาเมื่อสิ้นสุดสัญญาสัมปทานคลื่น 850 เมกะเฮิรตซ์ (MHz) ของ บมจ.โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (DTAC) ว่า ที่ประชุมมีความเห็นว่า จากจำนวนผู้ใช้บริการคลื่นความถี่ 850 MHz ถือว่ายังไม่เข้าเกณฑ์ที่ DTAC สมควรเข้าสู่มาตรการเยียวยา เพราะเป็นจำนวนผู้ใช้บริการที่มีไม่ได้มากจริง ประกอบกับ กสทช.ได้แจ้งให้ทาง DTAC ทำการโอนย้ายลูกค้าไปตั้งแต่ก่อนหน้านี้แล้ว

ทั้งนี้ จากจำนวนผู้ใช้บริการคลื่นความถี่ 850 เมกะเฮิรตซ์ ที่ DTAC แจ้งล่าสุด พบว่ามีจำนวนผู้ใช้บริการเหลืออยู่ 94,625 ราย เป็นผู้ใช้บุคคล 60,000 ราย ผู้ใช้ที่ใช้ซิมในอุปกรณ์ 20,000 ราย

“เหตุผลของดีแทคที่เสนอเข้ามาต่อบอร์ด กสทช. ยังมีน้ำหนักไม่เพียงพอที่จะเข้าองค์ประกอบของการเยียวยาผู้บริโภคที่ยังไม่อาจโอนย้ายไปยังผู้ให้บริการรายอื่นได้หลังสิ้นสุด คือ 1 ต้องมีผู้ใช้งานคงเหลือเป็นจำนวนมาก 2. กสทช. จัดประมูลไม่ทัน”

“วันนี้บอร์ด กสทช. จึงมีมติด้วยคะแนน 4 ต่อ 2 เสียง ที่เห็นว่า ดีแทคไม่เข้าองค์ประกอบในการเข้าสู่มาตรการเยียวยาลูกค้าหลังสิ้นสุดสัมปทาน โดยจากนี้แจ้งให้ดีแทครีบแจ้งต่อประชาชน และให้โอนย้ายลูกค้าให้เสร็จภายในเที่ยงคืนวันที่ 15 ก.ย. 2561″นายฐากร กล่าว

นายฐากร กล่าวว่า หลังจากนี้ กสทช.จะทำหนังสือถึง DTAC เพื่อให้แจ้งให้ลูกค้าที่ใช้บริการอยู่โอนย้ายภายในกรอบเวลาสิ้นสุดสัมปทาน แม้การโอนย้ายมีจำนวนการโอนย้ายลูกค้าจำกัดในแต่ละวัน และมีขั้นตอนทางเอกสาร กสทช.ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องดังกล่าวขอเพียงให้ผู้ที่ต้องการโอนย้ายมาทำเรื่องเป็นเอกสารไว้แล้ว กสทช.จะช่วยดำเนินการเอง

ส่วนเงื่อนไขการประมูลคลื่นความถี่กรณีที่ผู้ชนะการประมูลจะต้องระบบป้องกันการรบกวน และตำแหน่งของคลื่นความถี่ที่ย้ายจากคลื่น 850 MHz ไปใช้คลื่น 900 MHz คณะกรรมการ กสทช.พิจารณาเห็นว่า แม้จะเป็นการผลักภาระให้ผู้ชนะประมูล แต่ กสทช.ได้เข้าไปกำกับดูแลเอง โดยให้หักเงินค่าทำระบบกับ กสทช.ได้ จึงไม่มีเหตุผลที่ DTAC จะไม่เข้าประมูล

ลูกค้าดีแทคระทึก บอร์ดกสทช.ส่อยืนมติเดิมไม่เยียวยาผู้ใช้บริการ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/563971

  • วันที่ 12 ก.ย. 2561 เวลา 10:27 น.

ลูกค้าดีแทคระทึก บอร์ดกสทช.ส่อยืนมติเดิมไม่เยียวยาผู้ใช้บริการ

ศาลปกครองรอมติบอร์ด กสทช. วันนี้ว่าพิจารณาเยียวยาหรือไม่ ก่อนออกคำสั่งอีกครั้ง

ศาลปกครองกลางได้ใช้เวลาร่วม 5 ชั่วโมง ไต่สวนคดีที่ บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น หรือ ดีแทค ยื่นฟ้องให้เพิกถอนคำสั่งคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) กรณีมีมติให้ดีแทคต้องเข้าร่วมประมูลคลื่นความถี่ย่าน 1800 เมกะเฮิรตซ์ และย่าน 900 เมกะเฮิรตซ์ โดยอ้างว่าหากไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขจะไม่ได้รับสิทธิเข้าสู่มาตรการคุ้มครองผู้ใช้บริการ

ทั้งนี้ ดีแทคเห็นว่ามติดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย และขอให้ลูกค้าได้รับสิทธิเข้าสู่มาตรการคุ้มครองผู้ใช้บริการตามประกาศ กสทช. เรื่องมาตรการคุ้มครองผู้ใช้บริการเป็นการชั่วคราวกรณีสิ้นสุดการอนุญาตสัมปทานจนกว่า กสทช.จะจัดประมูล

อย่างไรก็ตาม ศาลจะรอมติที่ประชุม กสทช.มีมติในวันที่ 12 ก.ย.นี้ ว่าจะเยียวยาหรือไม่ และแจ้งให้ศาลทราบ

นายรวีพันธ์ พิทักษ์ชาติวงศ์ ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานกฎหมาย ดีแทค ระบุว่า ได้ชี้แจงศาล 4 ประเด็น คือ 1.ดีแทคและผู้ใช้บริการมีสิทธิตามกฎหมายในการได้รับความคุ้มครองให้เข้าสู่มาตรการเยียวยาหลังสิ้นสุดสัญญาเพื่อให้ผู้ใช้บริการยังคงใช้มือถือได้ ต่อเนื่อง จนกว่า กสทช.จะจัดสรรคลื่นความถี่ให้ผู้รับใบอนุญาตรายใหม่

ประเด็นที่ 2 ที่ผ่านมา กสทช.ไม่ได้จัดสรรคลื่นความถี่ย่านที่ดีแทคใช้อยู่ คือย่าน 850 แต่กลับไปจัดสรรคลื่นความถี่ย่าน 900 ทำให้ไม่มีผู้เข้าร่วมประมูล 3.เมื่อไม่มีการจัดประมูลคลื่นความถี่ย่าน 850 และการจัดประมูลคลื่นความถี่ย่าน 900 ก็ไม่มีผู้รับใบอนุญาตรายใหม่ที่สร้างโครงข่ายรองรับผู้ใช้บริการในระบบ 850 ผู้ใช้บริการย่อมมีสิทธิได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย

นอกจากนี้ 4.ผู้ประกอบการรายอื่นเคยได้รับความคุ้มครองจากกฎหมายฉบับเดียวกันมาแล้ว ดังนั้นต้องใช้บังคับกฎหมายอย่างเท่าเทียมกัน การเลือกปฏิบัติหรือเอื้อประโยชน์ให้บางรายจะต้องรับผิดชอบและดีแทคจะดำเนินคดี

แหล่งข่าวจาก กสทช. เปิดเผยว่า การประชุมบอร์ดวันที่ 12 ก.ย.นี้ จะมีกรรมการเข้าร่วม 4 ราย ซึ่งทั้ง 4 รายยืนยันจะไม่ให้เยียวยา ขณะที่กรรมการที่เหลือแจ้งติดภารกิจ จึงมีแนวโน้มชัดว่ามติจะออกมาไม่เยียวยาให้

แหล่งข่าวเปิดเผยว่า หาก กสทช.ไม่เยียวยาจะกระทบผู้ใช้ดีแทค 4.3 แสนรายซึ่งดีแทคคงเตรียมยื่นต่อสู้คดีต่อไป