‘แจ็คหม่า’ ชูแผนสืบทอดธุรกิจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/563894

  • วันที่ 11 ก.ย. 2561 เวลา 17:30 น.

‘แจ็คหม่า’ ชูแผนสืบทอดธุรกิจ

โพสต์ทูเดย์ – เปิดแผนอาลีบาบา ดันแดเนียล จาง ขึ้นประธานกรรมการ ผู้สืบทอดพันธกิจ 102 ปี เร่งศึกษาพาร์ตเนอร์ชิป ดันองค์กรข้ามผ่านความท้าทาย

นายแจ็ค หม่า ประธานบริหาร บริษัท อาลีบาบา กรุ๊ป เปิดเผยว่า จากวันนี้อีก 1 ปี (10 ก.ย. 2562) แดเนียล จาง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร จะขึ้นรับตำแหน่งประธานกรรมการบริษัทของ อาลีบาบา กรุ๊ป แทนที่ แจ็ค หม่า ขณะที่ตนเองจะดำรงตำแหน่งประธานบริหารอีก 12 เดือน เพื่อสร้างความมั่นใจว่าช่วงเปลี่ยนผ่านไปสู่การสืบทอดตำแหน่งประธานบริษัทของ แดเนียล จาง อย่างราบรื่น จากการเตรียมแผนสืบทอดตำแหน่ง 10 ปี

ทั้งนี้ แจ็ค หม่า จะดำรงตำแหน่งการเป็นสมาชิกในคณะกรรมการของอาลีบาบา กรุ๊ป ต่อไปจนครบวาระหรือการประชุมประจำปีผู้ถือหุ้นปี 2563 และเป็นพาร์ตเนอร์ตลอดชีพของอาลีบาบา พาร์ตเนอร์ชิป รวมถึงเป็นสมาชิกของคณะกรรมการพาร์ตเนอร์ชิป ปัจจุบันอาลีบาบา พาร์ตเนอร์ชิป มีพันธมิตร 36 ราย ซึ่งเป็นผู้บริหารระดับสูงของอาลีบาบา กรุ๊ป หรือของบริษัทในเครือ ตามข้อบังคับบริษัทของอาลีบาบา กรุ๊ป อาลีบาบา พาร์ตเนอร์ชิป มีสิทธิในการเสนอชื่อกรรมการส่วนใหญ่ต่อคณะกรรมการของบริษัท

สำหรับการเปลี่ยนผ่านของการสืบทอดตำแหน่งนี้ แสดงถึงอีกก้าวหนึ่งของการยกระดับอาลีบาบาในด้านบรรษัทภิบาล จากบริษัทที่ขึ้นอยู่กับบุคคลไปสู่องค์กรที่มีระบบ องค์กรที่เป็นเลิศมีการพัฒนาผู้มีความสามารถ โดยอาลีบาบาก่อตั้งขึ้นในปี 2542 มุ่งหวังว่าจะสร้างบริษัทที่เป็นความภาคภูมิใจของจีนและของโลก และเป็นองค์กรที่ยืนยงอยู่กว่า 102 ปี

ขณะที่ประสบการณ์การทำงานของ แดเนียล จาง ร่วมทีมกับอาลีบาบา กรุ๊ปมากว่า 11 ปี นับตั้งแต่ที่ก้าวขึ้นมาดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ผลักดันให้บริษัทเติบโตยั่งยืนตลอด 13 ไตรมาสที่ผ่านมา อีกทั้งยังให้ความสำคัญในการสืบทอดพันธกิจและวิสัยทัศน์ และรับความเชื่อมั่นจากลูกค้า พนักงาน และผู้ถือหุ้น

หม่า กล่าวว่า ผมวางแผนที่จะทำหน้าที่พาร์ตเนอร์ผู้ก่อตั้งในอาลีบาบา พาร์ตเนอร์ชิป และทำงานให้กับพาร์ตเนอร์ชิป ซึ่งระบบพาร์ตเนอร์ชิปที่พัฒนาขึ้น เป็นทางออกที่สร้างสรรค์ ช่วยให้ก้าวข้ามผ่านความท้าทายที่องค์กรขนาดใหญ่ประสบ อาทิ สร้างนวัตกรรม

เอไอ แชตบอต ตอบลูกค้าดีกว่าคนจริงหรือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/563903

  • วันที่ 11 ก.ย. 2561 เวลา 17:29 น.

เอไอ แชตบอต ตอบลูกค้าดีกว่าคนจริงหรือ

โดย..กัมพล ธนาปัญญาวรคุณ

กระแสเรื่องการใช้เอไอ แชตบอต ช่วยตอบปัญหาหรือขายของแทนคนเริ่มมีคนพูดถึงเยอะขึ้นเรื่อยๆ และตอบปัญหาต่างๆ ได้ดีขึ้นเรื่อยๆ หรือทุกวันนี้เอาง่ายๆ แค่เราพิมพ์ ไลน์ กูเกิล หรือเฟซบุ๊ก สื่อเหล่านี้ก็แทบจะคิดแทนเราแล้วว่าเราจะพิมพ์อะไร และที่สำคัญคือแม่นขึ้นเรื่อยๆ

ถามจริงๆ ตอนที่เราเห็นการตอบผ่านบอตต่างๆ รู้หรือเปล่าว่าไม่ใช่คนตอบ ผมว่าคนส่วนใหญ่รู้ครับ …ถามต่อว่า เรารู้สึกหรือเปล่าว่าบอตเหล่านั้นตอบได้ดีกว่าคน ผมว่าส่วนใหญ่ตอบ “ไม่” แปลว่า บอตและเอไอ ไม่ได้ตอบลูกค้าดีกว่าคน ณ วันนี้ แล้ววันหน้าหากเอไอเรียนรู้และเก่งขึ้นเรื่อยๆ จะตอบได้ดีกว่าคนไหมผมก็ยังคิดว่า น่าจะไม่ เพราะยังยากมากที่ เอไอจะรู้ว่าคนที่พิมพ์มารู้สึกอย่างไร

งั้นแปลว่า เอไอตอบสู้คนไม่ได้สิ ผมตอบแบบนี้ครับ เอไอมีจุด Error คนก็มีจุด Error เช่นกัน แต่ปัญหาของคนกับเอไอต่างกัน คนควบคุมและวัดผลยาก ส่วนเอไอควบคุมง่าย วัดผลง่าย แต่ทำให้ดีจนกลายเป็นคนยากครับ แต่สิ่งที่เอไอ จะมาแทนคนก็เพราะพัฒนาได้อย่างเป็นระบบมากกว่าคนครับ อย่างสุภาษิตบนโลกออนไลน์คำหนึ่งที่ว่า “You can improve it when you can measure it”

เอไอและบอตเราสามารถวัดผลได้ว่า ถ้าตอบแบบไหนจะได้รับผลตอบรับมาอย่างไร คิดเป็นสัดส่วนเท่าไร แล้วถ้าเปลี่ยนคำตอบ จะได้ผลตอบรับอย่างไร และเพิ่มขึ้นเป็นสัดส่วนเท่าไร เช่น ถ้าคุณเป็นเจ้าของร้านขายเสื้อ มีลูกค้ามาถามว่า เสื้อตัวนี้ราคาเท่าไร บอตอาจจะตอบว่า 299 ขาดตัว คุณจะรู้ว่ามีคนถามประโยคนี้ 100 คนมีคนซื้อกี่คน เช่นจะมีคนซื้อ 10 คน ต่อไปบอตและเอไออาจจะเรียนรู้เพิ่มเติมและเปลี่ยนคำตอบเป็นว่า เสื้อตัวนี้ราคา 399 พิเศษ เฉพาะ 10 นาทีนี้เหลือ 299 บาท อาจจะมีคนซื้อเพิ่มขึ้นจาก 10 คน เป็น 20 คน ก็ได้ครับ

พอถึงตรงนี้ก็จะมีคนถามว่า แล้วให้คนตอบแบบนี้ได้ไหม ให้คนตอบได้ครับ แต่คนอาจจะไม่ตอบเหมือนเดิมทุกครั้ง ทำให้อัตราการตอบรับไม่คงที่ แปลว่าธุรกิจคุณก็จะพยากรณ์อนาคตไม่ได้และเมื่อเปลี่ยนคนก็ทำให้เราต้องอบรมใหม่ สอนกันใหม่ ต่างจากบอตและเอไอที่ไม่ต้องสอนแล้ว และที่สำคัญยังเรียนรู้ทุกวันและเรียนรู้เร็ว

ต่อไปในอนาคตโลก จะเปลี่ยนจากงบลงทุนจ้างและพัฒนาบุคคลมาเป็นการลงทุนด้านบอตหรือเอไอแทน…คุ้มกว่าเยอะครับ

“เอไอเอส”เตรียมจ่ายเงินประมูลคลื่น1800งวดแรกกว่า6,600ล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/563869

  • วันที่ 11 ก.ย. 2561 เวลา 13:48 น.

"เอไอเอส"เตรียมจ่ายเงินประมูลคลื่น1800งวดแรกกว่า6,600ล้าน

เลขาธิการ กสทช. เผยเอไอเอสแจ้งพร้อมเข้าชำระเงินค่าประมูลคลื่น1800 งวดที่ 1 จำนวน 6,693.38 ล้านบาท ในวันที่ 19 ก.ย.นี้

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (เลขาธิการ กสทช.) เปิดเผยว่า บริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ตเวอร์ค จำกัด (AWN) ผู้ชนะการประมูลคลื่นความถี่สำหรับกิจการโทรคมนาคมย่าน 1800 MHz ชุดที่ 1 ช่วงความถี่ 1740-1745 MHz คู่กับ 1835-1840 MHz ในราคาประมูลสูงสุด 12,511 ล้านบาท ได้มีหนังสือแจ้งมายังสำนักงาน กสทช. ว่าจะขอเข้าชำระเงินค่าประมูลคลื่นความถี่ฯ งวดที่ 1 ที่ต้องชำระร้อยละ 50 ของราคาการประมูลสูงสุด เป็นจำนวนเงิน 6,693.385 ล้านบาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว) ในวันพุธที่ 19 ก.ย. 2561 และขอให้ กสทช. พิจารณาออกใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ย่าน 1800 MHz และใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคม แบบที่ 3 ให้มีผลในวันจันทร์ที่ 24 ก.ย. 2561

นายฐากร กล่าวว่า การดำเนินการของบริษัทฯ ดังกล่าวเป็นหนึ่งในการดำเนินการก่อนรับใบอนุญาตฯ และการเปิดให้บริการบนคลื่นความถี่ฯ ดังกล่าว ตามประกาศ กสทช. เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่สำหรับกิจการโทรคมนาคมย่าน 1740-1785/1835-1880 MHz ที่บริษัทต้องดำเนินการให้เรียบร้อยภายใน 90 วัน หลังจากได้รับหนังสือจากสำนักงาน กสทช. แจ้งผลการประมูลว่าบริษัทฯ เป็นผู้ชนะการประมูล จากนั้น กสทช. จึงจะออกใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ย่าน 1800 MHz และใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคม แบบที่ 3 ให้กับบริษัทต่อไป

สำหรับเงินค่าประมูลคลื่นความถี่ที่จะได้รับ เมื่อหักค่าใช้จ่ายในการจัดการประมูลแล้ว สำนักงาน กสทช. จะนำส่งกระทรวงการคลังเพื่อเป็นรายได้ของแผ่นดินต่อไป

กสทช.เสนอเวทีอาเซียน เดินหน้าเก็บภาษีโอทีที

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/563843

  • วันที่ 11 ก.ย. 2561 เวลา 10:23 น.

กสทช.เสนอเวทีอาเซียน เดินหน้าเก็บภาษีโอทีที

“ฐากร” ชงอาเซียนจัดเก็บภาษีโอทีที เผยปี 2561 เม็ดเงินโฆษณาสื่อดิจิทัลเพิ่ม 21% แตะ 1,400 ล้านดอลลาร์

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า ช่วงปลายปีนี้ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพการประชุม หน่วยงานกำกับดูแลด้านกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งจะมีการหารือแนวทางในการกำกับดูแลธุรกิจรูปแบบใหม่ในทิศทางเดียวกัน โดยประเทศไทยจะเสนอให้จัดเก็บภาษีกิจการโอทีที หรือโอเวอร์เดอะท็อป ทั้งภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีนิติบุคคล ซึ่งเป็นรูปแบบการกำกับ ดูแลการจัดเก็บรายได้ แต่ไม่ได้กำกับดูแลด้านการควบคุมเนื้อหา เนื่องจากความละเอียดอ่อนด้านการกำกับดูแลเนื้อหาในภูมิภาคอาเซียนมีความแตกต่างกัน

สำหรับอัตราการจัดเก็บภาษีกิจการโอทีทีในภูมิภาคอาเซียนอาจแตกต่างกันได้ แต่ไทยเสนอให้ต้องมีการจัดเก็บภาษีโอทีทีทุกประเทศในอาเซียน

ทั้งนี้ สมาคมโฆษณาดิจิทัล (ประเทศไทย) ระบุว่า ในปี 2561 จะมีเม็ดเงินโฆษณา ไหลเข้ามาในสื่อดิจิทัลรวม 1,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เติบโตขึ้น 21% เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2560 ส่วนใหญ่เป็นการ โฆษณาผ่านเฟซบุ๊ก ตามด้วยยูทูบ ในทางตรงกันข้ามเม็ดเงินโฆษณาผ่านโทรทัศน์ลดลงเฉลี่ย 10% ต่อปี จากมูลค่า เม็ดเงินโฆษณาในโทรทัศน์ 2,500 ล้านบาท ในปี 2558 เหลือมูลค่า 2,000 ล้านบาทในแต่ละปี

“จากการเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจ ในการหลอมรวมเทคโนโลยีกับกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม สู่แพลตฟอร์มออนไลน์ รูปแบบใหม่ๆ ซึ่งยังไม่ได้มีการจัดเก็บ ภาษี ดังนั้นไทยจึงไม่ได้ประโยชน์ในการนำเงินมาพัฒนาประเทศ เพราะแพลตฟอร์มขนาดใหญ่มาจากผู้ให้บริการต่างประเทศ” นายฐากร กล่าว

อย่างไรก็ตาม ก่อนจัดการประชุมระดับอาเซียน ประเทศไทยโดยสำนักงาน กสทช. เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมเชิงวิชาการระดับนานาชาติ International Symposium on Converging Technologies and Disruptive CommunicationsMoving Forward ที่โรงแรมเชอราตัน แกรนด์ สุขุมวิท กรุงเทพมหานคร มีวัตถุประสงค์เพื่อเปิดโอกาสให้กับ ภาครัฐ เอกชน รับทราบรูปแบบธุรกิจต่างๆ ที่เกิดขึ้นบนแพลตฟอร์มดิจิทัล ซึ่งจะหารือในประเด็นว่าทำอย่างไรให้แต่ละประเทศก้าวทันต่อการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น เพื่อกำหนดนโยบายที่ยุติธรรมสนับสนุนต่อการดำเนินธุรกิจ และคุ้มครองการรู้ เท่าทันของผู้บริโภค อีกทั้งได้เสนอแนวคิดการจัดเก็บภาษีในเวทีดังกล่าวด้วย ก่อนที่จะเสนอต่อเวทีการประชุมอาเซียนในช่วงก่อนสิ้นปีนี้

ยื่นค้านกสทช.เยียวยาดีแทค12ก.ย.นี้ตัดสิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/563840

  • วันที่ 11 ก.ย. 2561 เวลา 10:08 น.

ยื่นค้านกสทช.เยียวยาดีแทค12ก.ย.นี้ตัดสิน

เครือข่ายสื่อฯ ยื่นหนังสือ กสทช. คัดค้านดีแทคเข้าสู่มาตรการเยียวยา หวั่นเอื้อเอกชน

นายณัชพล โรจน์ถาวร ประธานเครือข่ายสื่อมวลชนต่อต้านทุจริตแห่งชาติ (ส.ท.ช.) เข้ายื่นหนังสือร้องเรียนต่อนายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) คัดค้าน บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น หรือดีแทค เข้าสู่มาตรการเยียวยา กรณีสิ้นสุดในวันที่ 15 ก.ย. 2561 นี้

“การอนุญาตให้ดีแทคเข้าสู่มาตรการเยียวยา ทำให้ประเทศชาติเสียผลประโยชน์ กสทช.จัดประมูลคลื่น 900 เมกะเฮิรตซ์ ถึง 2 ครั้ง ดีแทคไม่เข้าประมูล แต่เรียกร้องขอเข้ามาตรการเยียวยา เสมือนแสดงความจำนงต้องการใช้คลื่นโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย” นายณัชพล กล่าว

นายฐากร เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการ กสทช.ยังไม่มีมติว่าจะให้ดีแทคเข้าสู่มาตรการเยียวยาหรือไม่ ส่วนที่ศาลปกครองกลางนัดไต่สวนฉุกเฉินในวันที่ 11 ก.ย. 2561 เนื่องจากดีแทคยื่นฟ้องศาล ปกครองให้เพิกถอนมติที่ประชุม กสทช. โดย กสทช.จะไปชี้แจงว่า กสทช.ยังไม่มีมติหรือได้ออกคำสั่งทางปกครองใดๆ ในเรื่องการเข้าสู่มาตรการเยียวยา โดยที่ประชุม กสทช.ได้ขอเวลาตรวจสอบข้อมูลให้ชัดเจนและจะพิจารณาให้ได้ข้อยุติเรื่องนี้ในการประชุมวันที่ 12 ก.ย. 2561 นอกจากนี้ ยืนยันว่า กสทช.จะพิจารณาและดำเนินการตามหลักกฎหมายและประกาศของ กสทช.ที่ให้อำนาจคณะทำงานชุดปัจจุบัน

“แม้ว่าศาลปกครองกลางมีคำวินิจฉัยตามที่ดีแทคร้อง คือการยกเลิกมติที่ประชุม กสทช. เมื่อวันที่ 18 ก.ค. 2561 ภายใต้เงื่อนไขว่าผู้ที่จะเข้าสู่มาตรการเยียวยาต้องเข้าร่วมการประมูลคลื่นความถี่ย่าน 900 เมกะเฮิรตซ์ ไม่ได้หมายความว่า ดีแทคจะได้เข้าสู่มาตรการเยียวยา เพราะที่ประชุม กสทช.ต้องพิจารณาอีกครั้ง ซึ่งจะพิจารณาจากความสมเหตุสมผลและจำนวนผู้ใช้บริการ” นายฐากร กล่าว

ภาพประกอบข่าว

ห่วงเน็ตมือถือเสี่ยง จุดอ่อนภัยไซเบอร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/563732

  • วันที่ 10 ก.ย. 2561 เวลา 07:41 น.

ห่วงเน็ตมือถือเสี่ยง จุดอ่อนภัยไซเบอร์

แคสเปอร์สกี้ หารือรัฐ หนุนไซเบอร์ซีเคียวริตี้พัฒนาประเทศ เตรียมพร้อมสู่ยุคเศรษฐกิจดิจิทัล

นายสเตฟาน นิวไมเออร์ กรรมการผู้จัดการ แคสเปอร์สกี้ แลป เอเชียแปซิฟิก เปิดเผยว่า อาเซียนติดอันดับต้นๆ เป็นเป้าหมายการก่ออาชญากรรมทางไซเบอร์ เพราะการป้องกันข้อมูลอยู่ในระดับต่ำและจำนวนประชากรในภูมิภาคมีจำนวนมาก

ขณะที่อีกประเด็นหนึ่งคือ เทคโนโลยี 4จี และ 5จี ที่เริ่มพัฒนาส่งผลให้ประชากรหันไปใช้งานอินเทอร์เน็ตบนมือถือเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ ซึ่งอาจมีการใช้งานที่ไม่ระวังจึงมีความเสี่ยงที่อาชญากรเห็นจุดอ่อนดังกล่าว

นอกจากนี้ ประเทศไทยยังมีเป้าพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัล ล่าสุดบริษัทหารือกับหน่วยงานรัฐกระทรวงต่างๆ เพื่อสนับสนุนและช่วยด้านไซเบอร์ซีเคียวริตี้ในประเทศไทย ทั้งในระดับเอสเอ็มอีและเอนเตอร์ไพรส์ต่างๆ

“กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กำลังสนใจในด้านความมั่นคงไซเบอร์ ซึ่งได้ชวนแคสเปอร์สกี้มาลงทุนในประเทศ และพร้อมสนับสนุนอำนวยความสะดวก แต่บริษัทยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้” นายนิวไมเออร์ กล่าว

ยื่นศาลแก้1ล้านซิมดับ15ก.ย.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/563421

  • วันที่ 07 ก.ย. 2561 เวลา 08:12 น.

ยื่นศาลแก้1ล้านซิมดับ15ก.ย.

ดีแทค จ่อร้องศาลปกครอง คุ้มครองซิมดับ หากกสทช.ไม่เยียวยา ส่วนทรูชี้แจง ตลท.เงินคุ้มครองผู้ใช้ไม่ถึง 3,300 ล้าน

นายราจีฟ บาวา รองประธาน เจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มกิจการองค์กรและพัฒนาธุรกิจ บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (ดีแทค) เปิดเผยว่า ดีแทค ได้ยื่นฟ้องเพิกถอนคำสั่งของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ต่อศาลปกครองกลางเมื่อวันที่ 6 ก.ย. 2561 เพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งกำหนดมาตรการหรือวิธีการคุ้มครองเพื่อบรรเทาทุกข์ชั่วคราว เพื่อสิทธิประโยชน์ของลูกค้าดีแทคใช้งานคลื่น 850 MHz

ทั้งนี้ ในวันที่ 15 ก.ย. 2561 ดีแทค จะสิ้นสุดสัมปทานคลื่นความถี่ 850 MHz แต่ กสทช.ยังไม่ได้มีมติมาตรการคุ้มครองผู้ใช้บริการเป็นการชั่วคราว กรณีสิ้นสุดการอนุญาตสัมปทานคลื่น 850 MHz ขณะที่ดีแทคมีลูกค้าในระบบสัมปทานกับ CAT ราว 9 หมื่นราย และลูกค้าดีแทค ไตรเน็ต (DTN) ที่ใช้บริการข้ามโครงข่ายภายในประเทศทั่วประเทศ 1 ล้านราย ที่จะได้ผลกระทบจากการใช้งานของลูกค้า

อย่างไรก็ดี กรณีไม่ได้รับการคุ้มครองจากมาตรการเยียวยาของ กสทช.และคำสั่งคุ้มครองจากศาลปกครองกลางได้ทันก่อนวันที่ 15 ก.ย. 2561 คลื่น 850 MHz หยุดให้บริการ ลูกค้า 9 หมื่นรายต้องซิมดับ และลูกค้า ดีแทค ไตรเน็ตที่ส่วนใหญ่จะอยู่ต่างจังหวัดหรือนอกเมือง 1 ล้านรายที่จะได้รับผลกระทบ ทางดีแทคจะชดเชยลูกค้า อาทิ แบบรายเดือนต้องซิมดับ ทางดีแทคจะไม่เก็บค่าบริการ

นอกจากนี้ ยังเพิ่มคอลเซ็นเตอร์อีก 50% เพื่อติดต่อลูกค้า ส่วนลูกค้า 9 หมื่นราย การติดต่อย้ายคลื่นก่อนสิ้นสุดสัมปทาน ถือว่าเป็นกลุ่มที่ติดต่อยาก เพราะอยู่พื้นที่ห่างไกล รวมถึงลูกค้าอีก 1 ล้านรายที่ได้รับผลกระทบมีแคมเปญสายด่วนและสิทธิพิเศษต่างๆ หากบริษัทไม่ได้รับการเยี่ยวยาคลื่น 850 MHz บริษัทจะอาจจะพิจารณาไม่เข้าร่วมประมูลคลื่น 900 MHz

นายบาวา กล่าวว่า ดีแทคได้เร่งขยายเสาสัญญาณคลื่นดีแทคเทอร์โบ 2300 MHz ของทีโอทีอย่างต่อเนื่อง และยังได้เร่งขยายโครงข่าย 2100 MHz เพื่อทดแทนประสิทธิภาพของคลื่น 850 MHz และยังได้ย้ายลูกค้าจำนวน 3.4 แสนราย ที่ยังใช้ซิมดีแทคเดิมให้เปลี่ยนมาใช้ซิม DTN ภายใต้ระบบใบอนุญาต

ในส่วนบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น ส่งเอกสารถึงตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) หลัง กสทช.ให้ทรูมูฟนำส่งเงินรายได้จากการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่คลื่น 1800 MHz ในช่วงคุ้มครองผู้ใช้บริการ 3,381.95 ล้านบาท เป็นตัวเลขที่สูงเกินจริง

ส่วนกรณีข้อพิพาทกับบริษัท ทีโอที ในเรื่องการเรียกค่าเสียหายจากการขาดรายได้จากการให้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง (ADSL) จะดำเนินการอุทธรณ์ตามขั้นตอนทางกฎหมาย เพื่อขอให้ศาลเพิกถอนคำชี้ขาดคณะอนุญาโตตุลาการ

‘เฟซบุ๊ก’ลุยเข้าสิงคโปร์ตั้งศูนย์ข้อมูล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/563414

  • วันที่ 07 ก.ย. 2561 เวลา 06:28 น.

'เฟซบุ๊ก'ลุยเข้าสิงคโปร์ตั้งศูนย์ข้อมูล

เฟซบุ๊กเตรียมตั้งศูนย์ข้อมูลในสิงคโปร์ นักวิเคราะห์หวั่นเพิ่มอำนาจให้รัฐบาลเข้าถึงข้อมูล

วอลสตรีท เจอร์นัล รายงานว่า เฟซบุ๊ก บริษัทโซเชียลมีเดียยักษ์ใหญ่ของโลก เตรียมสร้างศูนย์ข้อมูลแห่งแรกในเอเชียที่สิงคโปร์ ด้วยเงินลงทุนมากกว่า 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.28 หมื่นล้านบาท) ท่ามกลางความกังวลว่ารัฐบาลสิงคโปร์อาจใช้โอกาสนี้ในการเข้าถึงข้อมูลของผู้ใช้โซเชียลมีเดียในประเทศ

รายงานระบุว่า สิงคโปร์เป็นหนึ่งในหลายประเทศทั่วโลกที่เสนอให้ เฟซบุ๊กเข้ามาตั้งศูนย์ข้อมูลในประเทศ ด้วยการนำเสนอถึงความปลอดภัย การมีโครงสร้างพื้นฐานที่ดี และความกระตือรือร้นของรัฐบาลที่ต้องการให้สิงคโปร์กลายเป็นประเทศศูนย์กลางด้านข้อมูลของภูมิภาค แต่ในขณะเดียวกัน การตั้งศูนย์ข้อมูลของ เฟซบุ๊กในครั้งนี้อาจทำให้รัฐบาลสิงคโปร์เข้าถึงข้อมูลของผู้ใช้โซเชียลมีเดียได้ง่ายยิ่งขึ้น

“การตั้งศูนย์ข้อมูลในประเทศอาจช่วยให้ประเทศนั้นๆ มีอำนาจเหนือกฎหมายและพนักงานของบริษัท รวมถึงทำให้เข้าใกล้ขอบเขตการใช้อำนาจได้มากขึ้น โดยในกรณีของสิงคโปร์นั้นชัดเจนว่า เราสามารถที่จะถ่ายโอนข้อมูลได้อย่างอิสระ” ไบรอัน ตัน นักกฎหมายด้านเทคโนโลยีของพินเซนต์ มาร์สันส์ บริษัทด้านกฎหมายในสิงคโปร์ กล่าว

ก่อนหน้านี้ สิงคโปร์ได้เพิ่มการสอดส่องดูแลสื่อโซเชียลอย่างเข้มงวดขึ้น โดยเพิ่มอำนาจให้แก่ตำรวจและตรวจสอบการใช้สื่อโซเชียลอย่างไม่ถูกต้องของประชาชน ขณะที่ศูนย์ข้อมูลแห่งใหม่ของเฟซบุ๊กจะรวบรวมข้อมูลผู้ใช้ไว้ทั้งหมด เช่น รูปภาพ วิดีโอ บทความ รวมถึงขั้นตอนการเข้าถึงเครือข่าย โซเชียลของผู้ใช้

“ไลน์”ระดมทุน4.36หมื่นล้าน รุก”อีเพย์เมนต์”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/563396

  • วันที่ 06 ก.ย. 2561 เวลา 20:54 น.

"ไลน์"ระดมทุน4.36หมื่นล้าน รุก"อีเพย์เมนต์"

ไลน์รุกหนักบริการด้านการเงิน เตรียมระดมทุนผ่านหุ้นกู้แปลงสภาพ 1,330 ล้านดอลล์

รอยเตอร์สรายงานว่า บริษัท ไลน์ คอร์ปอเรชั่น ประเทศญี่ปุ่น เตรียมระดมทุนเพิ่ม 1,330 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 4.36 หมื่นล้านบาท) ผ่านการขายหุ้นกู้แปลงสภาพ เพื่อเพิ่มการลงทุนในบริการทางการเงินของบริษัท อาทิ ไลน์ เพย์

รายงานระบุว่า หุ้นกู้แปลงสภาพของไลน์จะครบกำหนดไถ่ถอนในปี 2023 และปี 2025 โดยส่วนหนึ่งจะออกให้แก่เนเวอร์ คอร์ป บริษัทแม่ของไลน์ในเกาหลีใต้ นอกจากนี้ไลน์วางแผนที่จะใช้เงินจำนวนมหาศาลที่ได้จากการระดมทุนไปใช้ในการทำการตลาดเพื่อโปรโมทไลน์ เพย์ และบริการทางการเงินใหม่ๆ ภายในสิ้นปี 2021

ทั้งนี้ ไลน์มีผู้ใช้แอพพลิเคชั่นแชตเป็นประจำทุกเดือนกว่า 164 ล้านราย ในญี่ปุ่น ไต้หวัน อินโดนีเซีย และไทย ซึ่งการโปรโมทคาดว่าจะช่วยดึงผู้ใช้แอพพลิเคชั่นแชตของไลน์ให้มาใช้บริการทางการเงินของไลน์ได้มากขึ้น โดยในไตรมาส 2 ของปีนี้ ยอดการทำธุรกรรมการเงินผ่านไลน์ เพย์ เพิ่มขึ้นถึง 83% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แตะระดับ 1,748 ล้านดอลลาร์ (ราว 5.73 หมื่นล้านบาท)

อย่างไรก็ดี นอกเหนือจากไลน์ เพย์แล้ว ไลน์ยังเตรียมรุกบริการทางการเงินอื่นๆ อาทิ การร่วมมือกับธนาคารโนมูระ เปิดบริการโบรกเกอร์ซื้อขายหุ้นออนไลน์ และเปิดแพลตฟอร์มซื้อขายสกุลเงินคริปโทที่จดทะเบียนในสิงคโปร์ในชื่อบิตบ็อกซ์ แม้ว่าจะยังไม่ได้รับใบอนุญาตจากทางญี่ปุ่นก็ตาม

ภาพ เอเอฟพี

แนะเปิดเสรีส่งข้อมูลข้ามแดน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/563323

  • วันที่ 06 ก.ย. 2561 เวลา 13:20 น.

แนะเปิดเสรีส่งข้อมูลข้ามแดน

โพสต์ทูเดย์ – สมาคมจีเอสเอ็ม ชี้หนุนอาเซียนขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล หลังดันจีดีพีโลกโต 10% มูลค่ากว่า 91.62 ล้านล้าน ในทศวรรษที่ผ่านมา

นายบอริส วอยแทน ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายข้อมูลส่วนบุคคล สมาคมจีเอสเอ็ม (GSMA) เปิดเผยว่า รายงานของสมาคมล่าสุดพบว่าการไหลเวียนของข้อมูลข้ามพรมแดนมีส่วนช่วยให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศหรือจีดีพีของโลกเติบโตขึ้นราว 10% และคิดเป็นมูลค่ากว่า 2.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 91.62 ล้านล้านบาทของโลก ซึ่งเป็นสัดส่วนที่มากกว่าตัวเลขของการค้าผลิตภัณฑ์ทั่วโลก

ทั้งนี้ ปัจจัยที่ทำให้เศรษฐกิจเติบโต มาจากธุรกิจความสามารถในการโอน จัดเก็บและประมวลผล เป็นปัจจัยที่เอื้อต่อการทำการค้า ธุรกิจด้านเทคโนโลยี โครงสร้างพื้นฐานแพลตฟอร์มและบริการใหม่ๆ ขณะที่เอเชียแปซิฟิกแม้ว่าจะมีพัฒนาที่ดีในเรื่องของการกำหนดกรอบคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่สามารถปกป้องผู้บริโภคได้ดี แต่การส่งผ่านข้อมูลข้ามพรมแดน ยังมีกฎหมายแต่ละประเทศกีดขวางการขยายตัวทางการค้า

ขณะที่รายงานระบุว่า ประเทศในเอเชียแปซิฟิกควรสร้างการเชื่อมโยงระหว่างกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลกับการปล่อยข้อมูลส่งข้ามพรมแดนร่วมกัน เพื่อช่วยให้เกิดการไหลของข้อมูลข้ามพรมแดน เพราะมองว่าการใช้กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่กำหนดขึ้นเองแต่ละประเทศ จะควบคุมการใช้ข้อมูลของประชากรในประเทศนั้นๆ จะตีกรอบจำกัดขีดความสามารถขององค์กรต่างๆ ในเอเชีย

“ปีหน้าไทยจะเป็นประธานอาเซียนต่อจากประเทศสิงคโปร์ ซึ่งระบุว่าไทยควรนำวาระดังกล่าวหารือในระดับภูมิภาค เพราะการเปิดเสรีข้อมูลส่งข้ามพรมแดน ในอาเซียนยังไม่มีการกำหนดกรอบของแนวทางการปฏิบัติร่วมกัน มีเพียงแต่กรอบคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งมองว่าการปล่อยข้อมูลข้ามแดนจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจดิจิทัลให้ขยายตัว อาทิ ไอโอที การใช้คลาวด์ การก้าวสู่ 5จี องค์กรธุรกิจมีต้นทุนการดำเนินงานที่น้อยกว่า” นายวอยแทน กล่าว

สำหรับงานวิจัยได้ประเมินกรอบและหลักการสำคัญด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล มาตรการสำคัญของทุกประเทศ ได้แก่ 1.รัฐบาลประเทศสมาชิกเอเปกและอาเซียนควรร่วมกันปิดช่องว่างความแตกต่างข้อมูลส่วนบุคคลของประเทศ และเชื่อมโยงกรอบข้อกำหนดระดับภูมิภาค 2.ประเทศต่างๆ ควรพัฒนากฎหมายข้อบังคับส่วนบุคคลให้เป็นไปทางทิศทางเดียวกัน

มาตรการที่ 3 ควรมีการกำหนดนโยบายในภาครัฐและผู้มีหน้าที่บังคับใช้กฎหมายในเรื่องข้อมูลส่วนบุคคลร่วมมือระดับภูมิภาค และ 4.รัฐบาลควรชี้แจงแก่ผู้เชี่ยวชาญด้านการปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลทั้งภาคเอกชนและภาควิชาการถึงแนวทางปฏิบัติต่างๆ