กสทช.ยังไม่เคาะมาตรการเยียวยา”ดีแทค”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/562501

  • วันที่ 29 ส.ค. 2561 เวลา 19:51 น.

กสทช.ยังไม่เคาะมาตรการเยียวยา"ดีแทค"

กสทช.ยังไม่มีข้อสรุปมาตรการเยียวยาดีแทค หลังสิ้นสุดสัมปทาน รอผู้ชนะประมูลคลื่น 1800 MHz จ่ายเงินตามกำหนดก่อน

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) กล่าวว่า ที่ประชุมอนุกรรมการกลั่นกรองด้านโทรคมนาคม ยังไม่มีข้อสรุปเกี่ยวกับมาตรการเยียวยาคลื่น 1800 เมกะเฮิรตซ์ ที่จะสิ้นสุดสัญญาสัมปทานในวันที่ 15 ก.ย.นี้ โดยกสทช. จะรอดูว่าผู้ประมูลคลื่นความถี่ที่ได้ทั้ง 2 ราย บริษัท ดีแทคไตรเน็ต จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ บมจ.โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (DTAC) และ บริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค จำกัด (AWN) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (ADVANC) จะมาชำระค่าธรรมเนียมใบอนุญาตภายใน 90 วันหรือไม่

ทั้งนี้ หากมีผู้มาชำระค่าธรรมเนียมก่อนวันที่ 15 ก.ย.คณะกรรมการ กสทช.จะพิจารณาเรื่องนี้อีกครั้งหนึ่ง แต่หากไม่มีผู้มาชำระค่าธรรมเนียมในกำหนด 90 วัน (ปลายเดือน พ.ย.-ต้นเดือน ธ.ค.) DTAC จะได้เข้าสู่มาตรการเยียวยาโดยจะได้รับสิทธิในการใช้คลื่น 1800 เมกะเฮิรตซ์ จำนวน 25 เมกะเฮิรตซ์

ส่วนกรณีที่ DTAC ทำเรื่องขอให้ทบทวนมติคณะกรรมการ กสทช.เรื่องการเยียวยาคลื่น 900 เมกะเฮิรตซ์ โดย DTAC จะใช้งานคลื่นความถี่แม้จะได้เข้าประมูล เนื่องจาก DTAC มีข้อกังวลในประกาศหลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการประมูลคลื่น 900 เมกะเฮิรตซ์ ทำให้ DTAC ไม่สามารถเข้าร่วมประมูลได้น้น

ที่ประชุมฯ ได้ขอให้ DTAC เขียนความเห็นให้ชัดเจนส่งมาให้ สทช. ภายในวันที่ 4 ก.ย. เพื่อนำเข้าสู่การพิจารณาในวันที่ 5 ก.ย.เนื่องจากหนังสือที่ DTAC ยื่นมาก่อนหน้านี้ไม่มีความชัดเจน โดยเฉพาะจำนวนผู้ใช้งานที่เหลืออยู่ในคลื่น 900 เมกะเฮิรตซ์ ซึ่งก่อนหน้ามีการแจ้งว่าเหลืออยู่หนึ่งแสนราย ต่อมามีข่าวปรากฏว่ามี 3.8 แสนราย ดังนั้น ทาง กสทช.จึงขอให้ DTAC ทำหนังสือแจ้งเหตุผลการใช้งานคลื่นความถี่ให้ชัดเจน

โอเพนซอร์ส พัฒนาโซลูชั่นไอโอที

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/562455

  • วันที่ 29 ส.ค. 2561 เวลา 14:30 น.

โอเพนซอร์ส พัฒนาโซลูชั่นไอโอที

โดย..เร้ดแฮท

อุปกรณ์ในโลกปัจจุบันไม่ว่าจะมีขนาดใดใช้ทำอะไร ต่างสามารถเชื่อมต่อถึงกันได้อย่างชาญฉลาด มีการเชื่อมต่อใหม่ๆ ระหว่างอุปกรณ์นับล้านๆ ชิ้นเกิดขึ้นใหม่ทุกวัน โดยไอดีซีคาดว่าในปี 2563 จะมีค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับอินเทอร์เน็ตออฟธิงส์ (ไอโอที) ทั่วโลกเกินกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นผลมาจากการคาดการณ์ว่า การเติบโตสะสมเฉลี่ยต่อปีจะมากกว่า 14% ในช่วงหลายๆ ปีต่อจากนี้

การพัฒนาอย่างรวดเร็วของไอโอทีเป็นตัวเร่งให้องค์กรต่างๆ ลงทุนด้านเทคโนโลยี และลงทุนกับเครื่องมือที่จะช่วยพัฒนา บริหารจัดการ และนำผลิตภัณฑ์และบริการด้านไอโอทีเหล่านี้มาใช้ให้เป็นประโยชน์มากขึ้น

เรดแฮตได้มอบหมายให้ อาร์ทีอินไซต์สำรวจผู้ที่มีอำนาจตัดสินใจด้านไอทีขององค์กรขนาดใหญ่จำนวน 253 ราย เพื่อให้ได้ข้อมูลว่าพวกเขาเหล่านั้นใช้เทคโนโลยีอะไรพัฒนาโซลูชั่นด้านไอโอทีต่างๆ โดยองค์กรที่เข้าร่วมการสำรวจนี้จะต้องเป็นองค์กรที่พัฒนาโซลูชั่นไอโอทีอยู่ในปัจจุบัน หรือมีแผนจะทำภายใน 12-18 เดือนต่อจากเวลาที่ทำการสำรวจ

ทั้งนี้ การสำรวจดังกล่าวได้พิจารณาถึงความแตกต่างระหว่างการพัฒนาแอพพลิเคชั่นไอโอที กับการพัฒนาแอพพลิเคชั่นแบบเดิม ระหว่างการพัฒนาโซลูชั่นไอโอทีได้มีความสามารถสำคัญๆ อะไรเกิดขึ้นบ้าง และความสัมพันธ์ระหว่างเครื่องมือที่เป็นโอเพนซอร์สและการพัฒนาโซลูชั่นไอโอที

สำหรับคำถามแรกๆ ของการสำรวจคือ “ความแตกต่างที่สำคัญที่สุดระหว่างการพัฒนาแอพพลิเคชั่นไอโอทีกับการพัฒนาแอพพลิเคชั่นแบบเดิม คืออะไร” ซึ่งคำตอบที่ได้รับจากการสำรวจพบว่า การพัฒนาโซลูชั่นต่างๆ ที่เชื่อถือได้และปรับระดับการทำงานได้ตามต้องการ อยู่ที่ 51% มาตรฐานต่างๆ ในการจัดการให้ข้อมูลและแอพพลิเคชั่นทำงานร่วมกันได้อย่างยั่งยืน 48% เซ็นเซอร์และอุปกรณ์อัจฉริยะที่ใช้งานปลายทางมีจำนวนมาก 45% และการจัดการกับความปลอดภัยของข้อมูลและแอพพลิเคชั่น 41%

เมื่อระบุได้ว่าความแตกต่างระหว่างกระบวนการทั้งสองคืออะไร ก็สามารถระบุได้ชัดเจนขึ้นว่าอะไรคือสิ่งจำเป็นในการพัฒนาโซลูชั่นไอโอทีให้ประสบความสำเร็จ

ผลสำรวจที่ออกมาพบว่า โซลูชั่นที่เชื่อถือได้และปรับขนาดการทำงานได้ตามต้องการจะถูกจัดอยู่ในลำดับแรกๆ ที่ผู้ให้การสำรวจเห็นว่าควรนำมาใช้เพื่อการสรรสร้างโซลูชั่นไอโอทีต่างๆ รวมถึงการใช้ข้อมูลปริมาณมาก

นอกจากนี้ ยังทราบว่าซอฟต์แวร์โอเพนซอร์ส กลายเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดขององค์กรในการพัฒนาแอพพลิเคชั่นและนำมาใช้ ซึ่งตรงตามผลสำรวจที่ระบุว่าโอเพนซอร์สเป็นเครื่องมือที่จำเป็นในการพัฒนาโซลูชั่น ไอโอทีด้วยเช่นกัน เห็นได้จากผลสำรวจที่พบว่า 39% ของผู้ตอบแบบสอบถามจากองค์กรที่กำลังพัฒนาโซลูชั่นไอโอทีอยู่ในปัจจุบัน ชื่นชอบเครื่องมือที่เป็นโอเพนซอร์สมากกว่าเครื่องมืออื่นๆ ที่มีกรรมสิทธิ์

อย่างไรก็ตาม เมื่อถามคำถามเดียวกันนี้ไปยังองค์กรที่จัดตัวเองอยู่ในกลุ่มผู้นำด้านไอโอที ตัวเลขยิ่งสูงขึ้น กล่าวคือ 43% ของผู้ตอบแบบสอบถามใช้โอเพนซอร์สในการพัฒนาโซลูชั่นไอโอที โดยในบรรดาองค์กรที่ใช้โอเพนซอร์สเป็นหลักในการพัฒนาโซลูชั่นไอโอทีที่จัดตัวเองเป็นผู้นำด้านไอโอที ใช้โซลูชั่นโอเพนซอร์สมากกว่า องค์กรที่ใช้เครื่องมือที่มีกรรมสิทธิ์เป็นหลักในการพัฒนาถึง 50%

การสนับสนุนและความช่วยเหลือจากโซลูชั่นโอเพนซอร์สไม่ใช่เรื่องแปลก เมื่อพิจารณาถึงความต้องการหลักๆ ในการพัฒนาโซลูชั่นไอโอที กล่าวได้ว่าองค์กรที่พัฒนาโซลูชั่นไอโอที ต้องพร้อมที่จะจัดการกับความต้องการในการปรับขนาดการทำงานได้ตามต้องการ ความเชื่อถือได้ การจัดการความซับซ้อน และความต้องการอื่นๆ ที่จะตามมา ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่โอเพนซอร์สมีอยู่แล้ว และสามารถช่วยองค์กรให้ประสบความสำเร็จได้

จะเห็นได้ว่าซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สเป็นที่แพร่หลายในหมู่องค์กร และการสำรวจครั้งนี้ชี้ให้เห็นโอกาสของเทคโนโลยีโอเพนซอร์สที่จะเสริมให้องค์กรต่างๆ เริ่มต้นใช้โซลูชั่นไอโอทีต่างๆ ร่วมกับสถาปัตยกรรมไอทีของตน

เรดแฮตมุ่งมั่นให้การสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงระบบไอทีขององค์กร และยังคงมุ่งหวังที่จะทำงานกับผู้ใช้งานในการพัฒนาโซลูชั่นไอโอทีต่างๆ ด้วยเทคโนโลยีของเร้ดแฮทอย่างต่อเนื่่อง เพื่อตอบสนองความต้องการที่เฉพาะเจาะจงของแต่ละองค์กร

ดีแทคลั่นทวงอันดับ2

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/562393

  • วันที่ 29 ส.ค. 2561 เวลา 08:24 น.

ดีแทคลั่นทวงอันดับ2

เปิดวิชั่นแม่ทัพหญิงคนใหม่ค่ายดีแทค ลุย 3 ภารกิจสำคัญ พร้อมขอเวลาเยียวยาลูกค้าบนคลื่น 1800 MHz และ 850 MHz ที่หมดสัมปทาน

นางอเล็กซานดรา ไรช์ ประธานเจ้าหน้าที่ บริหาร บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น หรือดีแทค เปิดเผยว่า หลังจากเข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 20 ส.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านที่ท้าทายของดีแทค หลังจากหมดอายุสัมปทานคลื่น 1800 MHz และ 850 MHz โดยดีแทคเชื่อมั่นว่าจะได้รับการอนุมัติแผนความคุ้มครองลูกค้าจาก กสทช. เพื่อให้ลูกค้าใช้งานได้อย่างต่อเนื่อง

สำหรับภารกิจเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการ คือ การดูแลลูกค้าดีแทคเมื่อสิ้นสุดสัมปทานให้สามารถใช้บริการได้อย่าง ต่อเนื่อง และบอกลูกค้าตามความจริงถึงปัญหาที่เกิดขึ้นเพื่อแสดงความซื่อสัตย์กับลูกค้า และค้นหาสิ่งที่ลูกค้าต้องการเพื่อตอบสนองได้ตรงความต้องการของลูกค้า

นอกจากนี้ ยังได้วางโมเดลธุรกิจใหม่ที่ยึดลูกค้าเป็นจุดศูนย์กลาง เปลี่ยนแนวคิดจากเดิมที่มองจากภายในองค์กรออกไปสู่ภายนอกว่าจะให้บริการลูกค้าอย่างไร มาเป็นการมองจากภายนอกหรือลูกค้ามาสู่ภายใน เพื่อให้ตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างตรงจุดมากที่สุด พร้อมตั้งแผนกใหม่ขึ้นมาเพื่อค้นหาความต้องการของลูกค้าโดยเฉพาะ โดยคัดเลือกคนจากทุกแผนกมาทำงานร่วมกันเพื่อลดการทำงานแบบไซโลหรือต่างคนต่างทำลง

ทั้งนี้ ใน 1 สัปดาห์ที่เข้ามาร่วมงานในดีแทคเห็นได้ว่าดีแทคมีทรัพย์สินสำคัญ 3 ประการ คือ 1.ลูกค้าดีแทคกว่า 21 ล้านเลขหมาย 2.แบรนด์ดีแทคที่แข็งแกร่ง และ 3.พนักงานของดีแทค ซึ่งทั้ง 3 สิ่งนี้จะทำให้ดีแทคประสบความสำเร็จในระยะยาวและสามารถกลับมาเป็นผู้นำอันดับ 2 ในตลาดเครือข่ายมือถือได้แน่นอน

ขณะที่การเข้าสู่มาตรการคุ้มครอง ผู้ใช้บริการกรณีสิ้นสุดสัมปทานยังเป็นการทำรายได้ให้กับรัฐอีกด้วย เพราะจากข้อกำหนดที่ระบุว่า รายได้จากการให้บริการ ผู้ให้บริการจะหักต้นทุนค่าใช้จ่ายและนำส่วนที่เหลือส่งเข้ารัฐเป็นรายได้ของแผ่นดินต่อไป ผู้ให้บริการไม่สามารถแสวงหาผลประโยชน์ใดๆ ในช่วงดังกล่าว

ไทยเปลี่ยนมือถือถี่ขึ้น เฉลี่ย3ปีเหลือ1ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/562378

  • วันที่ 29 ส.ค. 2561 เวลา 06:21 น.

ไทยเปลี่ยนมือถือถี่ขึ้น เฉลี่ย3ปีเหลือ1ปี

ออปโป้ เมินสมาร์ทโฟนแข่งดุ ล่าสุดเปิดตัวเอฟ 9 ย้ำผู้นำตลาดอันดับ 2 คุยหลังเปิดจอง 2 เดือนยอดพุ่งสูงกว่าเอฟ 7 ถึง 2 เท่า

นายชานนท์ จิรายุกุล ผู้บริหารสูงสุดฝ่ายขาย บริษัท ไทย ออปโป้ เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดสมาร์ทโฟนในประเทศไทยยังคงมีการแข่งขันกันรุนแรง เห็นได้จากการเปิดตัวสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่กันอย่าง ต่อเนื่อง ภายหลังผู้บริโภคชาวไทยมีพฤติกรรมการเปลี่ยนสมาร์ทโฟนถี่ขึ้น คือเฉลี่ย 1 ปี-1 ปีครึ่งต่อครั้งเทียบกับเมื่อ 5 ปีที่ผ่านมา มีการเปลี่ยนสมาร์ทโฟนใหม่เฉลี่ยทุก 2-3 ปีเท่านั้น

อย่างไรก็ดี แม้ว่าตลาดสมาร์ทโฟนจะมีการแข่งขันกันรุนแรง แต่บริษัท ไม่กังวลในเรื่องดังกล่าว เนื่องจากปัจจุบันบริษัทสามารถมียอดขายขึ้นมาเป็นอันดับ 2 แทนที่ไอโฟนได้สำเร็จในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา ทั้งในด้านของจำนวนยูนิต และเม็ดเงินในการขายสมาร์ทโฟน เนื่องจากบริษัทมีการเปิดตัวสินค้านวัตกรรมใหม่เข้ามาทำตลาดอย่างต่อเนื่อง

“บริษัทถือเป็นผู้ผลิตสมาร์ทโฟนที่มีการจดสิทธิบัตรมากที่สุดในโลก ด้วยเหตุนี้บริษัทจึงสามารถพัฒนาสินค้านวัตกรรมใหม่ที่ตรงกับความต้องการของลูกค้าเข้ามาทำตลาดได้อย่างต่อเนื่อง และทุกครั้งที่เปิดตัวสินค้าใหม่เข้ามาทำตลาดก็มียอดขายทุบสถิติทุกครั้ง เช่น การเปิดตัวเอฟ 7 เข้าทำตลาดก็สามารถทำให้ไตรมาส 2 ที่ผ่านมาเอฟ 7 เป็นสมาร์ทโฟนที่ขายดีที่สุด และล่าสุดได้เปิดให้จองเอฟ 9 ก็ พบว่ามียอดขายสูงกว่าเอฟ 7 ถึง 2 เท่าตัว” นายชานนท์ กล่าว

ทั้งนี้ จากผลการสำรวจของบริษัท วิจัย คานาลิส พบว่า ปัจจุบันตลาด สมาร์ทโฟนในประเทศไทยมีมูลค่าอยู่ที่ประมาณ 1.4 แสนล้านบาท หรือมียอดขายอยู่ที่ประมาณ 20 ล้านเครื่อง ในส่วนของแบรนด์ออปโป้ มีส่วนแบ่งตลาดเป็นอันดับ 2 ด้วยสัดส่วน 20% หลังจาก เปิดตัวเอฟ 9 เข้าทำตลาด บริษัทมั่นใจว่าทำให้ให้มียอดขายมากกว่าเอฟ 7 ไม่ต่ำกว่า 30% เข้าไปใกล้ผู้นำตลาดอย่างแบรนด์ ซัมซุงที่ปัจจุบันมีส่วนแบ่งการ ตลาดไม่ถึง 30%

นายชานนท์ กล่าวอีกว่า หากย้อนกลับไปเมื่อหลายปีก่อน ผู้นำอันดับ 1 ในตลาดสมาร์ทโฟนจะมีส่วนแบ่งการตลาดค่อนข้างสูงเฉลี่ยที่ประมาณ 70-80% ฅแต่หลังจากสมาร์ทโฟนมีการแข่งขันกันรุนแรงมากขึ้น และมีผู้เล่นในตลาดที่ หลากหลาย โดยเฉพาะการเข้ามาของแบรนด์สมาร์ทโฟนจากประเทศจีน ทำให้ปัจจุบันส่วนแบ่งการตลาดของผู้นำในตลาดสมาร์ทโฟนมีไม่ถึง 30%

สำหรับแผนการทำตลาดในช่วง 5 เดือนที่เหลือนี้ นอกจากจะเปิดตัวสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ที่ซีรี่ส์เอฟเข้าทำตลาดแล้ว ในช่วงไตรมาส 4  ของปีนี้ บริษัทยังมีแผนที่จะเปิดตัวสินค้าใหม่ในซีรี่ส์อื่นๆ เข้ามาทำตลาดอีกประมาณ 2-3 รุ่น เพื่อปูทางสู่การเป็นอันดับ 1 ในตลาดสมาร์ทโฟน

Oppo F9

‘ซิสโก’เผยธุรกิจไทยเกินครึ่ง เพิกเฉยภัยคุกคามไซเบอร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/562260

  • วันที่ 28 ส.ค. 2561 เวลา 06:31 น.

'ซิสโก'เผยธุรกิจไทยเกินครึ่ง เพิกเฉยภัยคุกคามไซเบอร์

โดย…ภูวดล โกมลรัตนเสถียร

การเปลี่ยนผ่านของเทคโนโลยีดิจิทัล สนับสนุนให้เกิดการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลมากยิ่งขึ้น ซึ่งการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตและเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตออฟธิงส์ (ไอโอที) ส่งผลให้เกิดความเสี่ยงภัยคุกคามในโลกไซเบอร์เพิ่มมากขึ้น โดยประเทศไทยยังเป็นประเทศที่มีความเสี่ยงต่อการถูกโจมตีทางไซเบอร์ค่อนข้างสูง อยู่ลำดับที่ 15 ของโลกจาก 165 ประเทศ

วัตสัน ถิรภัทรพงศ์ กรรมการ ผู้จัดการ ซิสโก้ ประเทศไทย และภูมิภาคอินโดจีน เปิดเผยผลการศึกษาความสามารถด้านการรักษาความปลอดภัยในเอเชียแปซิฟิกประจำปี 2561 พบว่า แนวโน้มของภัยคุกคามทางไซเบอร์จะเกิดมากยิ่งขึ้น โดยมุ่งเป้าการโจมตีไปที่โครงสร้างพื้นฐานในการดำเนินงาน จากเดิมที่มุ่งโจมตีเฉพาะโครงสร้าง พื้นฐานด้านไอที เช่น ผ่านทางมัลแวร์บนอีเมล เน็ตเวิร์ก และเซิร์ฟเวอร์ ซึ่งถือเป็นความท้าทายเพิ่มขึ้นให้กับบริษัท

ทั้งนี้ 36% ขององค์กรธุรกิจไทยเคยพบการโจมตีทางไซเบอร์ต่อโครงสร้างพื้นฐานในการดำเนินงาน สูงกว่าในภูมิภาคที่ 30% และส่วนใหญ่ 56% คาดว่าอาจมีการโจมตีที่คล้ายคลึงกันเกิดขึ้นกับองค์กรของตนใน 1 ปีข้างหน้า ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการพัฒนาของไทยในการปรับตัวเข้าสู่ยุคดิจิทัล มีการใช้ไอโอที เพิ่มมากขึ้น แต่ยังขาดเรื่องของความพร้อมในการป้องกันภัยคุกคาม

ปัจจุบันองค์กรธุรกิจไทยกว่า 41% ได้รับการแจ้งเตือนมากกว่า 5 หมื่น-1.5 แสนรายการ/วัน สูงกว่าค่าเฉลี่ยของภูมิภาคที่ได้รับการแจ้งเตือนเฉลี่ย 1 หมื่นรายการ/วัน ซึ่งสิ่งที่น่าวิตกในประเทศไทย พบว่า ธุรกิจของไทยมากกว่าครึ่ง หรือ 60% รายการแจ้งเตือนไม่ได้รับการดำเนินการตรวจสอบว่าเป็นภัยคุกคามจริงหรือไม่ โดยมีเพียง 37% ของรายการที่ถูกนำไปวิเคราะห์ ตรวจสอบและแก้ปัญหา ต่ำที่สุดในภูมิภาคอาเซียน

สำหรับมูลค่าความเสียหายทางการเงินต่อภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่เกิดขึ้นกับองค์กรธุรกิจไทย มีค่าเฉลี่ยที่สูงขึ้น โดย 54% ของบริษัทได้รับความเสียหายตั้งแต่ 16 ล้านบาท ไปจนถึง 165 ล้านบาท และองค์กรธุรกิจ 6% ได้รับความเสียหายมากกว่า 330 ล้านบาท สูงกว่าภูมิภาคเอเชียและทั่วโลก โดยความเสีย ผู้อำนวยการหายนี้ครอบคลุมถึง การสูญเสียรายได้ การสูญเสียลูกค้า และค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น

ดังนั้น บริษัทต่างๆ จึงจำเป็นต้อง เตรียมบุคลากร ระบบงาน และเทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น ระบบเอไอ แมชีนเลิร์นนิ่ง มาศึกษาพฤติกรรมและจัดการกับภัยคุกคามทางไซเบอร์ พร้อมกำกับดูแลนโยบายและกฎหมาย รวมถึงพัฒนาบุคลากรทางด้านไซเบอร์ซีเคียวริตี้

เคอรรี่ ซิงเกิลตันด้านไซเบอร์ซีเคียวริตี้ของซิสโก้ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก กล่าวว่า ปัจจุบันไทยยังขาดบุคลากรและผู้เชี่ยวชาญ ทางไซเบอร์มากกว่าหลายพันตำแหน่ง โดยซิสโก้ได้พยายามสร้างเน็ตเวิร์กร่วมกันหลายหน่วยงานในการสร้างทักษะ และพัฒนาผู้เชี่ยวชาญทางไซเบอร์ ฝึกอบรมให้กับนักเรียน นักศึกษา และองค์กรต่างๆ

ขณะที่ล่าสุด ในปี 2560 ที่ผ่านมา สามารถพัฒนาบุคลากรผู้เชี่ยวชาญด้านไซเบอร์ทั่วโลกกว่า 9 หมื่นราย จำนวนนี้ 1 หมื่นรายอยู่ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก และบุคลากรในไทยจำนวน 300 ราย โดยในปี 2562 ตั้งเป้าพัฒนาบุคลากรในไทยเพิ่มขึ้นเป็น 500 คน/ปี เพื่อรองรับความต้องการที่จะเพิ่มขึ้น และป้องกันการโจมตีของภัยคุกคาม

“แกร็บ”รุกธุรกิจสุขภาพร่วมทุน”ผิงอัน”ขยายบริการทางการแพทย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/562255

  • วันที่ 27 ส.ค. 2561 เวลา 22:20 น.

"แกร็บ"รุกธุรกิจสุขภาพร่วมทุน"ผิงอัน"ขยายบริการทางการแพทย์

แกร็บเติมเต็มบริการ หลังเข้าร่วมทุนผิงอัน มอบบริการโซลูชั่นด้านสุขภาพแบบออนไลน์ทูออฟไลน์

นายแอนโทนี่ ตัน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้งแกร็บ เปิดเผยว่า หลังจากผิงอัน เฮลท์แคร์แอนด์เทคโนโลยี ผู้นำแพลตฟอร์มบริการสุขภาพครบวงจรของจีน ภายใต้ชื่อ ผิงอันกู้ดด็อกเตอร์ เข้าร่วมทุนกับ แกร็บ โฮลดิ้งส์ ผู้นำแพลตฟอร์มออนไลน์ทูออฟไลน์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จะส่งผลให้แกร็บขยายบริการด้านสุขภาพผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ที่ให้บริการในระดับภูมิภาคเป็นครั้งแรก

สำหรับการร่วมทุนดังกล่าวจะเป็นการรวมบริการหลายอย่างเข้าไว้ด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นการใช้ปัญญาประดิษฐ์หรือ เอไอ ที่ให้คำแนะนำทางการการแพทย์ การส่งยา และการนัดคิวพบแพทย์ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์โดยบริษัทร่วมทุนดังกล่าวจะทำงานร่วมกับรัฐบาล โรงพยาบาล แพทย์ และผู้ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงพันธมิตรอื่นๆ เพื่อตอบรับความต้องการของลูกค้าในตลาด และใช้แกร็บเพย์ซึ่งเป็นบริการโมบายวอลเล็ตชั้นนำในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในการชำระเงิน โดยคาดว่าจะเปิดให้บริการในประเทศไทยภายในต้นปี 2562

ทั้งนี้ ผิงอัน กู้ดด็อกเตอร์ เป็นบริษัทที่ให้บริการด้านสุขภาพออนไลน์ชั้นนำในประเทศจีน มีผู้ใช้งานกว่า 200 ล้านคน โดยการร่วมมือกันในครั้งนี้ก็เพื่อตอบสนองความต้องการดูแลสุขภาพของลูกค้าที่เพิ่มขึ้นในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การร่วมมือกับแกร็บจะช่วยให้ผิงอันสามารถขยายการให้บริการด้านสุขภาพในภูมิภาคได้มากขึ้น โดยใช้ประโยชน์จากเครือข่ายการให้บริการของแกร็บที่ครอบคลุมภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ยอดดาวน์โหลดของผู้ใช้กว่า 100 ล้านครั้ง และความเข้าใจในตลาดท้องถิ่นอย่างลึกซึ้ง

นอกจากนี้ ยังมองว่าภายในปี 2573 ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะเป็นภูมิภาคที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุดและมีความต้องการบริการทางการแพทย์เพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็ว อีกทั้งยังมีปัญหาการให้บริการทางการแพทย์ที่เร่งด่วน รวมทั้งบางประเทศยังขาดโครงสร้างระบบบริการทางการแพทย์และความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงการรักษาระหว่างตัวเมืองและชนบท รวมถึงความด้อยประสิทธิภาพของระบบที่ใช้เมื่อผู้บริโภคต้องการพบแพทย์

“ตัวอย่างเช่น อินโดนีเซีย ที่มีจำนวนแพทย์ 1 คน/ประชาชนเกือบ 5,000 คน ซึ่งเป็นจำนวนที่น้อยมากเมื่อเทียบกับประเทศที่มีรายได้เฉลี่ยสูง ซึ่งมีจำนวนแพทย์ 4-5 คน/ประชากร 1,000 คน”นายตัน กล่าว

ภาพ เอเอฟพี

ดันสตาร์ทอัพสู่ภูมิภาค ดีแทคเผย 5 ทีมคว้ารางวัล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/562254

  • วันที่ 27 ส.ค. 2561 เวลา 22:15 น.

ดันสตาร์ทอัพสู่ภูมิภาค ดีแทคเผย 5 ทีมคว้ารางวัล

ภายใน 3-5 ปีข้างหน้า”สตาร์ทอัพไทย”มีโอกาสที่จะก้าวเป็น”ยูนิคอร์น”เหมือนประเทศอื่นในอาเซียน

****************************

โดย…รัชนีย์ ศรีวัฒนชัย

ในอีก 3-5 ปีข้างหน้าสตาร์ทอัพไทยมีโอกาสที่จะก้าวเป็นยูนิคอร์นเหมือนประเทศอื่นในอาเซียน ซึ่งหลายปีที่ผ่านมาสตาร์ทอัพไทยมีทั้งแจ้งเกิด ขณะเดียวกันก็ล้มหายตายจากไม่ต่างกับเอสเอ็มอี แต่ปัจจุบันสตาร์ทอัพเริ่มมีสัญญาณดีขึ้นจากการนำเทคโนโลยีเข้ามาพัฒนาแพลตฟอร์ม

สมโภชน์ จันทร์สมบูรณ์ กรรมการผู้จัดการ ดีแทค แอคเซอเลอเรท บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (ดีแทค) กล่าวว่า ดีแทค แอคเซอเลอเรท เป็นเบอร์ 1 ด้านโครงการบ่มเพาะสตาร์ทอัพไทยและเป็นเบอร์ 3 ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รองจากสิงคโปร์และอินโดนีเซีย วัดจากการได้รับเงินลงทุนต่อเนื่อง 70% จากนักลงทุนมูลค่า 5,000 ล้านบาท โตปีละ 500%

สำหรับปีนี้สตาร์ทอัพที่ได้รับรางวัลจะเน้นไปที่ธุรกิจแพลตฟอร์มดิจิทัลที่ช่วยอำนวยความสะดวกในการทำธุรกิจและไลฟ์สไตล์ในชีวิตประจำวัน สามารถขยายสเกลการเติบโตให้เป็นที่รู้จักอย่างรวดเร็วขณะเดียวกันก็มีสตาร์ทอัพที่มีแนวคิดที่แตกต่างและหลากหลาย เช่น ดีพเทค ทำให้เห็นเทรนด์การเติบโตของการนำเอไอมาใช้ในธุรกิจ จากทีม ซีวิซ เอไอ (Zwiz.AI) ซึ่งเป็นแพลตฟอร์ม เอไอ แชตบอต เพื่อช่วยเหลือธุรกิจและลูกค้าของธุรกิจทุกๆ ประเภท ทั้งในด้านการสนับสนุนการให้บริการลูกค้าและวิเคราะห์ข้อมูลต่างๆ ของธุรกิจผ่านแอพพลิเคชั่น เฟซบุ๊ก และไลน์

ขณะที่ ดีแทค แอคเซอเลอเรท เดโมเดย์ ปี 6 มีด้วยกัน 5 ทีมที่คว้ารางวัล ประกอบด้วย ผู้ชนะ เบส เพอร์ฟอร์มมิ่ง สตาร์ทอัพ (Best Performing Startup) และเข้าร่วมงานเทค คอนเฟอเรนซ์ที่ดีของโลก ได้แก่ ทีม อูก้า เป็นแพลตฟอร์มการให้คำปรึกษา ที่มีทั้งนักจิตวิทยาและจิตแพทย์อยู่บนระบบรวมกันมากกว่า 30 ท่าน ที่ให้บริการผ่านแอพพลิเคชั่น และเว็บไซต์ http://www.ooca.co.th

นอกจากนี้มี 3 ทีมได้สุดยอดรางวัลเพื่อบินไปร่วมงานเทค คอนเฟอเรนซ์ ประกอบด้วย ทีมที่ 2 สมใจ โฮม โลน มีความน่าสนใจ คือ เป็นแพลตฟอร์มออนไลน์ที่ให้บริการจัดหาสินเชื่อบ้าน ครอบคลุมทั้งบ้านเดี่ยว ทาวน์เฮาส์ คอนโดมิเนียม และอาคารพาณิชย์ ลดความยุ่งยากในขอสินเชื่อ ค้นหาวงเงินสินเชื่อสูงสุด ข้อเสนอดอกเบี้ยที่ต่ำสุด และเหมาะกับคุณสมบัติของผู้ขอสินเชื่อที่เหมาะแต่ละคนมากที่สุด และทีมที่ 3 โกวาบิ ก็คว้ารางวัลนี้เช่นเดียวกัน เพราะแอพพลิเคชั่นนี้สำหรับการจองสปาและบริการความสวยงาม พร้อมส่วนลดพิเศษสำหรับผู้เข้ามาใช้บริการ

ทั้งนี้แอพดังกล่าวยังเป็นโอกาสให้กับร้านค้าในการเติมเต็มที่ว่างในช่วงเวลาปิดยอด และทีมที่ 4 โนบุโระ เป็นแพลตฟอร์มออนไลน์ที่ให้บริการทางการเงินและสินเชื่อ เพื่อเป็นสวัสดิการบริษัทให้กับพนักงานกลุ่มที่มีรายได้น้อย โดยออกแบบสินเชื่อให้เหมาะสมกับลักษณะชีวิตความเป็นอยู่ของผู้ขอสินเชื่อ ทั้งยังให้โอกาสพนักงานที่มีประวัติเครดิตไม่ดีสามารถขอสินเชื่อได้

ส่วนทีมที่ 5 Doctor A to Z รับรางวัลขวัญใจมหาชน (Popular Vote) เป็นแพลตฟอร์มที่ช่วยแนะนำคนไข้ต่างชาติให้ได้พบกับหมอที่เก่งที่สุดในโรคนั้นๆ ได้ราคาค่ารักษาที่ดีที่สุด และได้รักษาภายในสถานพยาบาลที่มีคุณภาพ

การได้รับรางวัลเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี แต่โจทย์ต่อไปของสตาร์ทอัพไทยต้องคิดและวางแผนพัฒนาต่อยอดไปสู่ตลาดอื่นๆ ด้วย เพื่อดึงดูดนักลงทุนรายใหญ่ที่มุ่งเน้นลงทุนกับสตาร์ทอัพที่มีโอกาสขยายตลาดไปสู่ระดับภูมิภาคหรือตลาดโลก

ผลกระทบปฏิรูปดิจิทัล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/562203

  • วันที่ 27 ส.ค. 2561 เวลา 14:05 น.

ผลกระทบปฏิรูปดิจิทัล

โดย..ฟอร์ติเน็ต

การปฏิรูประบบดิจิทัลจะมีผลกระทบต่อเทคโนโลยี ตั้งแต่เทคโนโลยีที่ประมวลข้อมูลจำนวนมาก เพื่อใช้ในการตัดสินใจไปจนถึงเทคโนโลยีคลาวด์ ระบบโมบิลิตี้ และการใช้อินเทอร์เน็ต ออฟ ธิงส์ (ไอโอที) ที่มาแรงในปัจจุบัน ทำให้องค์กรจำเป็นต้องทบทวนกระบวนการทางธุรกิจเพื่อขับเคลื่อนนวัตกรรมและผลประกอบการทางธุรกิจให้ดีขึ้น

นอกจากนี้ การปฏิรูประบบดิจิทัลของระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อธุรกิจและเทคโนโลยีที่ใช้ข้อมูลในการตัดสินใจดังกล่าวนี้ จะต้องทำงานในความเร็วสูงทั้งระบบ ส่งผลให้ภัยการโจมตีในเครือข่ายองค์กรเกิดในความเร็วสูง และเกิดความเสียหายอย่างรวดเร็วเช่นกัน

ฟอร์ติเน็ตเผยรายงานผลกระทบด้านความปลอดภัยจากการปฏิรูประบบดิจิทัลในปี 2561 จากหลายอุตสาหกรรมทั่วทวีปอเมริกาเหนือ ยุโรป เอเชีย และออสเตรเลีย เกี่ยวกับการปฏิรูประบบดิจิทัลของพวกเขาพบว่า

องค์กรส่วนใหญ่ได้เริ่มกระบวนการปฏิรูประบบดิจิทัล โดย 67% ของผู้ตอบแบบสอบถามระบุว่าองค์กรเริ่มกระบวนการนี้นานกว่า 1 ปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตามหลายองค์กรยังคงมีปัญหาเรื่องการที่ไม่สามารถปกป้องโครงสร้างพื้นฐานของตนยังไม่ดีพอ

ผู้เข้าการสำรวจเห็นว่าปัจจัยทางธุรกิจที่มีผลตัดสินใจจัดการปฏิรูประบบดิจิทัลมากที่สุด ได้แก่ 1.คลาวด์ 2.อินเทอร์เน็ต ออฟ ธิงส์ 3.ความคล่องตัวในโมบิลิตี้

ในเรื่องของความปลอดภัยที่มาพร้อมกับการปฏิรูประบบดิจิทัลนั้น 85% มองว่าปัญหาด้านความปลอดภัยในระหว่างการปฏิรูประบบดิจิทัลนั้นมี “ค่อนข้างมาก” ถึง “มากมาย” สอดคล้องกับการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ ไปใช้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะระบบไอโอทีและมัลติคลาวด์ ซึ่งเพิ่มโอกาสโดนบุกรุกและการคุกคามเข้าสู่เครือข่ายอย่างมาก

WOMON 2.0 ต่อยอดตลาดบนออนไลน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/562195

  • วันที่ 27 ส.ค. 2561 เวลา 13:05 น.

WOMON 2.0 ต่อยอดตลาดบนออนไลน์

โดย..CJ Worx

WOMON (Word Of Mouth Online Network) การกระจายข่าวสารแบบปากต่อปากบนออนไลน์ แม้จะไม่ใช่เรื่องใหม่ที่เกิดขึ้น เพราะโลกโซเชียลเน็ตเวิร์กทุกอย่างไวไปหมด แค่ไม่กี่วินาทีเรื่องราวที่แชร์ลงไปบนโลกออนไลน์ก็กระจายไปยังทั่วโลกได้แค่ชั่วพริบตา

จริงๆ แล้วต้นตอของการกระจายข่าวสารแบบปากต่อปากในโลกออนไลน์ ก็มาจากพฤติกรรมในวงสนทนาต่างๆ ไม่ว่าตามร้านกาแฟ วงอาหารที่โรงเรียน ร้านทำผม และอีกหลากหลายกิจกรรมที่สนทนาแบบซึ่งๆ หน้าเท่านั้น อย่างมากก็คือโทรศัพท์ไปยังบุคคลที่ไม่ได้ร่วมอยู่ต่อหน้านั้นให้ทราบเรื่องราว แต่ขีดจำกัดเฉพาะแค่คนรู้จักเท่านั้น

พอมีวิวัฒนาการของอินเทอร์เน็ต เฟซบุ๊ก ที่เป็นเครือข่ายสังคมออนไลน์ที่ใหญ่ ทำให้คนที่ไม่ได้อยู่ตรงหน้าหรือรู้จักกันเท่านั้น แต่ยังได้รับข้อมูลทั้งจาก Friends หรือจาก Fanpage ที่เราได้กดติดตาม จึงกลายเป็นที่มาของ WOMON 1.0 ที่เพจในเฟซบุ๊กกลายเป็นการบอกปากต่อปากในโลกออนไลน์ให้เกิดกระแสได้

แต่เมื่อวันเวลาเปลี่ยนแปลงไป การปรับอัลกอริทึมของเฟซบุ๊กทำให้การเข้าถึงหรือ Reach ของแฟนเพจจาก 100% ก็ลดจำนวนลงอย่างมาก นั่นเท่ากับว่าโอกาสในการรับรู้ข้อมูลจากคนที่เราไม่รู้จัก มีโอกาสเห็นในนิวส์ฟีดน้อยลงตามไปด้วย เนื่องจากเฟซบุ๊กเน้นให้ความสำคัญกับเพื่อนด้วยกันมากขึ้น

เครื่องมือชนิดหนึ่งที่มีแนวโน้มกลายมาเป็นยุคใหม่แห่ง WOMON 2.0 แม้ว่าจะไม่ใช่เครื่องมือใหม่ แต่เป็นสิ่งที่ได้รับความนิยมมากขึ้นจากอดีตนั่นคือทวิตเตอร์

เพราะพฤติกรรมของคนไทยที่เปลี่ยนแปลงไป ทั้งชอบอะไรด่วนๆ อ่านสั้นๆ ทันทีทันใด ไม่ต้องใช้ตัวตนจริงๆ เหมือนเฟซบุ๊ก เราสามารถมี Account ที่ไม่ใช่ตัวตนของเรา เป็นของใครก็ได้ที่อยากจะเป็น ดังนั้นกลุ่มผู้เล่นทวิตเตอร์ส่วนใหญ่เป็นคน Gen Y ที่เริ่มนิยมเล่น เพราะหนีจากเฟซบุ๊กที่พ่อแม่ผู้ปกครองเริ่มเข้ามาเล่นกันแล้ว ซึ่งอาจทำให้พวกเขารู้สึกถึงพื้นที่ส่วนตัวของพวกเขาอาจถูกจับจ้อง นอกจากนี้ยังสามารถสร้าง Engage หรือการมีส่วนร่วมได้ง่ายๆ จะแค่รีทวีตหรือส่งข้อความ เมนชั่น หรือตอบคนที่เรา Follow หรือไม่ได้ติดตามอยู่ก็ได้

ที่สำคัญคือโฆษณาที่เข้ามายุ่มย่ามไม่มากนักเหมือนกับแพลตฟอร์มอื่นๆ ในขณะนี้เราจะได้โฟกัสเฉพาะคนที่เราติดตามเท่านั้น และด้วยอินไซด์ของมนุษย์ทุกคน หากใครรู้อะไรก่อนหรือเร็วกว่าคนอื่นย่อมรู้สึกเหนือกว่าคนอื่น และได้รับการยอมรับจากคนรอบข้าง

ทวิตเตอร์จึงเป็นตัวตอบโจทย์ WOMON ยุค 2.0 เพราะพฤติกรรมผู้ใช้ต้องการอะไรที่ด่วนทันทีที่เกิดขึ้น รวดเร็ว ดังนั้นเครื่องมืออย่างอินสตาแกรมจึงไม่ได้ตอบโจทย์ในส่วนนี้ที่จะสามารถ WOMON ได้ทรงประสิทธิภาพมากนัก เพราะพฤติกรรมของคนใช้อินสตาแกรมยังเป็นเรื่องภาพและการเสพไลฟ์สไตล์และชีวิตส่วนตัวของบุคคลนั้นๆ โดยยังไม่ได้สะดวกต่อการแชร์หรือลิงค์ออกมานอกแพลตฟอร์มอินสตาแกรมเอง

โอกาสทางธุรกิจทางออนไลน์ที่กำลังเป็นเทรนด์ของการสร้างเครื่องมือทางการตลาดออนไลน์ WOMON ยุค 2.0 จากประสบการณ์ของ CJ WORX คือ ทวิตเตอร์ เครื่องมือที่ไม่ใหม่ แต่กำลังเป็นเทรนด์การตลาดที่น่าจับตา แม้ข้อมูลอาจมาไวไปไว แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าในทวิตเตอร์เป็นตัวจุดประกายเทรนด์ต่างๆ ในโลกออนไลน์ ซึ่งแนวโน้มของ Digital Marketing ที่ใช้ทวิตเตอร์จะมีอะไรที่ให้น่าสนใจเร็วๆ นี้แน่นอน

ลุ้น5ปีไทยมียูนิคอร์น ดีแทคแนะปั้นเกษตรอัจฉริยะ-ท่องเที่ยวขยายคลุมเพื่อนบ้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/561945

  • วันที่ 25 ส.ค. 2561 เวลา 06:55 น.

ลุ้น5ปีไทยมียูนิคอร์น ดีแทคแนะปั้นเกษตรอัจฉริยะ-ท่องเที่ยวขยายคลุมเพื่อนบ้าน

ดีแทคเร่งบ่มเพาะสตาร์ทอัพไทย ชี้อาหารและท่องเที่ยวไทยมีโอกาสต่อยอดสู่ตลาดเซาท์อีสต์เอเชีย เผยรับเงินลงทุน 5,000 ล้าน

นายสมโภชน์ จันทร์สมบูรณ์ กรรมการผู้จัดการ ดีแทค แอคเซอเลอเรท บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (ดีแทค) เปิดเผยว่า แนวโน้ม 3-5 ปีข้างหน้า สตาร์ทอัพไทยน่าจะก้าวไปสู่ยูนิคอร์นหรือมีมูลค่ากว่า 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 3.2 หมื่นล้านบาท อย่างแน่นอน สำหรับสตาร์ทอัพด้านอาหาร ท่องเที่ยวของไทย เชื่อมีโอกาสต่อยอดไปสู่ตลาดเซาท์อีสต์เอเชีย เพราะประเทศไทยถือเป็นศูนย์กลางภูมิภาคอาเซียน

ขณะที่แผนของโครงการบ่มเพาะสตาร์ทอัพของดีแทค แอคเซอเลอเรท ครั้งที่ 6 ซึ่งมี 11 ทีม ที่ได้รับการคัดเลือกจากผู้เข้าร่วมสมัครกว่า 500 ทีม ปีนี้ผู้เข้าประกวดมีความหลากหลายของประเภท อาทิ โกวาปิ เป็นแอพพลิเคชั่นสำหรับจองสปาและบริการความสวยงาม อูก้า แพลตฟอร์มการให้คำปรึกษาด้านจิตวิทยา และดอกเตอร์เอทูซี เว็บช่วยแนะนำคนไข้ต่างชาติให้ได้พบหมอที่เก่งที่สุด

นอกจากนี้ ยังมีสตาร์ทอัพที่น่าสนใจ ฟินเทค อาทิ โนบุโระ แพลตฟอร์มออนไลน์ให้บริการการเงิน สินเชื่อเพื่อเป็นสวัสดิการบริษัทให้พนักงานที่มีรายได้น้อยหรือรายได้รายวัน โดยออกสินเชื่อให้เหมาะสมกับลักษณะชีวิตและความเป็นอยู่ของผู้ขอสินเชื่อ และสมใจโฮมโลน บริการจัดการสินเชื่อบ้าน

ด้านสตาร์ทอัพการท่องเที่ยว อาทิ  เพนกวิน แอพพลิเคชั่นจองตั๋วเครื่องบินกว่า 500 สาย เกาะไลฟ์ แพลตฟอร์มลดความยุ่งยากและอำนวยความสะดวกนักท่องเที่ยว โดยมีเส้นทางการเดินทางกว่า 3,000 เส้นทางทั้งในไทยและประเทศอื่นๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

นายสมโภชน์ กล่าวว่า สตาร์ทอัพไทยมีแนวทางพัฒนาที่ดี โดยเฉพาะการนำเทคโนโลยีมาแก้ปัญหาให้กับคนทั่วไป จากเดิมเน้นพัฒนาแพลตฟอร์มแก้ปัญหาคนกรุงเทพฯ ไปสู่ภาพรวมและมองถึงปัญหาระดับภูมิภาคมากขึ้น เพื่อขยายการใช้แพลตฟอร์มไปสู่ประเทศต่างๆ

ทั้งนี้ เบื้องต้นสตาร์ทอัพในโครงการดังกล่าวประสบความสำเร็จจากการระดมทุนในระหว่างบูธแคมป์ เงินทุนทั้งหมดระดมได้ 20 ล้านดอลลาร์ จาก 45 บริษัท ทำให้มูลค่ารวมของสตาร์ทอัพ 140 ล้านดอลลาร์ อย่างไรก็ดีเชื่อว่าทั้ง 11 ทีมจะสามารถดึงการลงทุนต่อเนื่อง ขณะนี้เจรจากับนักลงทุน อาทิ อเมริกา ญี่ปุ่น

“โครงการบ่มเพาะสตาร์ทอัพดีแทคเงินทุน การให้คำปรึกษา เป็นต้น สร้างสตาร์ทอัพ 45 ทีม ให้เข้าสู่เศรษฐกิจไทยแลนด์ 4.0 โดยมีการลงทุนจากต่างประเทศแล้วกว่า 700 ล้านบาท ทำให้ ดีแทค แอคเซอเลอเรท เป็นเบอร์ 1 ด้านโครงการบ่มเพาะสตาร์ทอัพไทย และเป็นเบอร์ 3 ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รองจากสิงคโปร์และอินโดนีเซีย วัดจากการได้รับเงินลงทุนต่อเนื่อง 70% จากนักลงทุน มูลค่า 5,000 ล้านบาท โตปีละ 500%” นายสมโภชน์ กล่าว

นายสมโภชน์ กล่าวว่า โอกาสของไทยคือการเป็นสตาร์ทอัพด้านเกษตรกรรม หรือเพื่อสุขภาพ มากกว่าจะไปแข่งขันสตาร์ทอัพฟินเทค เพราะไม่สามารถแข่งขันกับสิงคโปร์ได้ หรือสตาร์ทอัพทางอี-คอมเมิร์ซ จีนก็มีความเหนือชั้นมากกว่า ซึ่ง ดีแทค แอคเซอเลอเรท มี 5 กลยุทธ์ อาทิ