แม่เหล็กดูดสาหร่าย ตอบโจทย์อุตสาหกรรมพลังงาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/560490

  • วันที่ 11 ส.ค. 2561 เวลา 11:36 น.

แม่เหล็กดูดสาหร่าย ตอบโจทย์อุตสาหกรรมพลังงาน

โดย แมงโก้หวาน

สาหร่ายขนาดเล็ก (Microalgae) เป็นสาหร่ายเซลล์เดียวที่เติบโตได้ดีในทุกสภาพน้ำ ทั้งในแหล่งน้ำธรรมชาติและโดยเฉพาะในบ่อบำบัดน้ำเสียของโรงงานอุตสาหกรรมที่ปัจจุบันมีจำนวนกว่า 1,040 โรง ที่มาพร้อมกับศักยภาพสำคัญในการผลิตพลังงานเชื้อเพลิงไบโอดีเซลเนื่องจากภายในเซลล์สาหร่ายบางสายพันธุ์จะมีการสะสมน้ำมันไว้สูงถึง 80%

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันกระบวนการเก็บเกี่ยวสาหร่ายขนาดเล็ก เพื่อสกัดเป็นน้ำมันไบโอดีเซลในภาคอุตสาหกรรม สามารถทำได้หลายวิธี อาทิ การตกตะกอน หรือการปั่นเหวี่ยง เพื่อแยกเซลล์สาหร่ายออกจากอาหารเพาะเลี้ยง จากนั้นจึงนำไปผ่านกระบวนการสกัดเป็นน้ำมันไบโอดีเซลสำหรับใช้งานในอุตสาหกรรมพลังงานและเชื้อเพลิงเป็นลำดับต่อไป ซึ่งมีต้นทุนสูงในการก่อสร้างรวมถึงต้องสูญเสียค่าไฟ และทรัพยากรคนในการดูแล

ด้วยเหตุนี้ กานต์ธิดา แจ้งยุบล นักศึกษาระดับปริญญาโท สาขาวิชาเทคโนโลยีชีวภาพ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) จึงได้วิจัยคิดค้นและพัฒนา “แม่เหล็กดูดสาหร่าย” นวัตกรรมช่วยเก็บเกี่ยวสาหร่ายขนาดเล็กได้ไว้ใน 10 วินาที โดยได้รับความร่วมมือจากศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (NANOTEC) ในการสนับสนุนองค์ความรู้ด้านวัสดุศาสตร์ ปัจจุบันนวัตกรรมนี้ได้รับการจดอนุสิทธิบัตรเรียบร้อยโดยเป็นผลงานการศึกษาวิจัยและพัฒนาของกานต์ธิดา แจ้งยุบล

รศ.ดร.สุเปญญา จิตตพันธ์ อาจารย์ประจำสาขาวิชาเทคโนโลยีชีวภาพ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มธ. ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีของสาหร่ายและแพลงก์ตอน กล่าวว่า นวัตกรรมดังกล่าวเป็นการทำงานร่วมกันระหว่าง 2 ส่วนสำคัญ คือ แป้งมันสำปะหลังประจุบวก หรือแป้งประจุบวก ที่ผ่าน

การสังเคราะห์และดัดแปลงโครงสร้าง ให้มีความสามารถในการยึดเกาะสาหร่ายขนาดเล็กที่เป็นประจุลบ ประกอบกับอนุภาคแม่เหล็ก

“จากการทดลองพบว่าสามารถทำหน้าที่เหนี่ยวนำสาหร่ายออกจากแหล่งน้ำได้ใน 10 วินาที สำหรับสาหร่ายที่มีปริมาณบรรจุขวด 100 มิลลิลิตร และมีต้นทุนประมาณ 60-70 บาทต่อการสังเคราะห์แป้งมันสำปะหลังประจุบวก 20 กรัม โดยมีศักยภาพในการเก็บเกี่ยวเซลล์สาหร่ายถึง 100 ลิตร อีกทั้งยังไม่เสียค่าไฟและเจ้าหน้าที่ในการดูแล ซึ่งถูกกว่าการพึ่งพาเครื่องมือจากต่างประเทศหลายเท่าตัว”

ด้าน รศ.ดร.เทพปัญญา เจริญรัตน์ หัวหน้าสาขาวิชาเทคโนโลยีชีวภาพ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มธ. ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมกระบวนการชีวภาพ กล่าวว่า นวัตกรรมนี้ถือเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มแก่สาหร่ายขนาดเล็ก เพิ่มประสิทธิภาพในการเก็บเกี่ยวที่รวดเร็ว ง่ายขึ้น และต้นทุนที่ต่ำลง ดังนั้น การผลิตน้ำมันจากสาหร่ายขนาดเล็กที่มีส่วนผสมของแป้งประจุบวก จึงถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกใหม่แก่ภาคอุตสาหกรรมไทย ในการขยายฐานวัตถุดิบการผลิตน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อใช้ภายในประเทศและสร้างเม็ดเงินเข้าประเทศจากการส่งออก

“ขณะเดียวกันสำหรับแหล่งน้ำที่ผ่านการแยกเซลล์สาหร่ายออกแล้วยังสามารถนำกลับมาใช้เพาะเลี้ยงสาหร่ายต่อได้อีกครั้ง หรือสามารถปล่อยสู่แหล่งน้ำได้โดยไม่กระทบต่อสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้สาหร่ายที่ได้จากการเก็บเกี่ยวยังสามารถนำมาสกัดให้เหลือเพียงสาหร่ายบริสุทธิ์ เพื่อขยายผลสู่ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมเพื่อสุขภาพ เวชสำอาง อาหารคนหรืออาหารสัตว์ได้หลากรูปแบบ เช่น ครีมหรือโลชั่นบำรุงผิวกาย แป้งรองพื้น โดยที่ไม่ทิ้งสารเคมีตกค้างหรือทำให้ผิวเกิดการระคายเคือง” รศ.ดร.เทพปัญญา กล่าว 

‘โซเชียล คอมเมิร์ซ’ พลิกโฉมค้าปลีกออนไลน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/560480

  • วันที่ 11 ส.ค. 2561 เวลา 10:54 น.

'โซเชียล คอมเมิร์ซ' พลิกโฉมค้าปลีกออนไลน์

โดย…กุลจิรา นารอง

ในปัจจุบันผู้บริโภคส่วนใหญ่ต่างใช้เวลาบนโลกสังคมออนไลน์ (โซเชียล มีเดีย) มากขึ้น เพื่อแบ่งปันเรื่องราวหรือประสบการณ์ต่างๆ จึงไม่แปลกใจที่บางโพสต์ หรือบางคอมเมนต์ ทั้งบนเฟซบุ๊กหรืออินสตาแกรม จะมีเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายสินค้า

การขายสินค้าบนโซเชียลมีเดีย หรือ “โซเชียล คอมเมิร์ซ” จึงกำลังจะเข้ามาพลิกโฉมธุรกิจค้าปลีกออนไลน์ เนื่องจากสะดวกรวดเร็วกว่าเพราะผู้ซื้อและผู้ขายสามารถติดต่อกันได้โดยตรง โดยไม่ต้องอาศัยการโฆษณาหรือขายสินค้าผ่านตัวกลางอย่างเว็บอี-คอมเมิร์ซต่างๆ เช่น อเมซอน ลาซาด้า หรืออีเบย์ นอกจากนี้ ผู้ขายยังไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมให้เว็บดังกล่าวด้วย

กระแสโซเชียล คอมเมิร์ซที่มาแรงยิ่งขึ้นนั้น สะท้อนออกมาจากรายงานของบริษัทวิจัย การ์ทเนอร์ ชื่อ “แพลตฟอร์มสังคมออนไลน์และอินฟลูเอนเซอร์ 2018” ที่ระบุว่ามีแบรนด์ต่างๆ ประมาณ 66% จาก 424 แบรนด์ ได้นำรูปแบบการซื้อขายผ่านโซเชียลมีเดียมาใช้ เพื่อสร้างการรับรู้ให้กับผู้บริโภค ขับเคลื่อนกิจกรรมส่งเสริมการขาย และจัดหาบริการให้แก่ลูกค้าอย่างใกล้ชิดมากขึ้น

“ผู้ซื้อสนใจว่าใครเป็นผู้ขาย และสนใจว่ากำลังติดต่อกับใครผ่านสังคมออนไลน์มากกว่า เพราะจะช่วยขจัดปัญหาในการคืนเงินหรือสินค้าต่างๆ” อู่เฉวียงเฉวียง ผู้ก่อตั้งธุรกิจสตาร์ทอัพ Haoyiku ที่เปิดให้ผู้ใช้งานสามารถซื้อ-ขายสินค้าผ่านแอพพลิเคชั่น กล่าว

จากรายงานยังระบุว่า สื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ เช่น เฟซบุ๊ก หรืออินสตาแกรม ได้เปิดให้ผู้ใช้งานสามารถเพิ่มเนื้อหาที่เกี่ยวกับการซื้อขายของออนไลน์ โดยแบรนด์ 41% เลือกใช้ระบบการซื้อขายผ่านอินสตาแกรม ขณะที่อีก 17% เลือกขายสินค้าผ่านแฟนเพจบนเฟซบุ๊ก

ทั้งนี้ ไนกี้ บริษัทผลิตอุปกรณ์กีฬาชื่อดัง นับเป็นหนึ่งในตัวอย่างความสำเร็จของการขายสินค้าผ่านโซเชียลมีเดีย โดยสามารถขายรองเท้าหมดได้ภายในเวลาไม่ถึงชั่วโมง ด้วยการทดลองขายผ่านช่องทางการสนทนาที่ใช้ AR ในการประมวลผล

แนวโน้มในอาเซียนมาแรง

รายงานของ ฮุต-สูท (Hoot-Suite) และวีอาร์โซเชียล (We Are Social) ที่ศึกษาเกี่ยวกับพฤติกรรมการใช้โซเชียลมีเดียในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรืออาเซียน ในปี 2017 ระบุว่าประชากรประมาณ 47% ในอาเซียน (ราว 306 ล้านคน) มีบัญชีโซเชียลมีเดียที่ใช้งานอยู่ และ 42% ของประชากร (ราว 273 ล้านคน) สามารถเข้าถึงเครือข่ายสังคมออนไลน์ผ่านโทรศัพท์มือถือ โดยการที่ประชากรรุ่นใหม่ในอาเซียนเข้าถึงอินเทอร์เน็ตบนโทรศัพท์มือถือมากขึ้น ส่งผลให้รูปแบบการซื้อขายสินค้าผ่านโซเชียลมีเดียขยายตัวมากขึ้นตามไปด้วย

รายงานยังระบุว่า 7 ประเทศในอาเซียน ประกอบไปด้วย บรูไน  สิงคโปร์ มาเลเซีย ไทย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม และอินโดนีเซีย มีอัตราการเข้าถึงสังคมออนไลน์สูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลก โดยอัตราการเพิ่มขึ้นของจำนวนผู้ใช้สังคมออนไลน์เพิ่มขึ้นถึง 20% ระหว่างเดือน ม.ค. 2016-ม.ค. 2018

นอกจากนี้ ผลสำรวจของ ไพ้รซ วอเตอร์เฮาส์คูเปอส์ (PwC) หนึ่งในบริษัทตรวจสอบบัญชี 4 แห่งที่ใหญ่ที่สุดในโลก พบว่า ไทยเป็นตลาดซื้อขายของผ่านโซเชียลมีเดียที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดย 51% ของผู้ซื้อของออนไลน์ ซื้อสินค้าผ่านช่องทางโซเชียลมีเดีย เช่นเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ และอินสตาแกรม

ขณะที่มาเลเซียและอินโดนีเซีย ผู้ซื้อของออนไลน์ทุกๆ 3 คนจะซื้อของผ่านโซเชียลมีเดีย และมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้้นเรื่อยๆ ในอนาคต

ทั้งนี้ รายงานของ ธนาคารพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) ระบุว่า ปี 2016 การทำธุรกิจผ่านโซเชียลมีเดียคิดเป็น 30% ของการซื้อขายผ่านช่องทางออนไลน์ทั้งหมดในภูมิภาคอาเซียน และมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นอีกในปีถัดไป แสดงให้เห็นว่ารูปแบบการดำเนินธุรกิจผ่านสังคมออนไลน์จะเป็นตัวแปรสำคัญในการเปลี่ยนแปลงตลาดอี-คอมเมิร์ซในภูมิภาคนี้

เร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน

เอดีบีระบุว่า ในการพัฒนาโซเชียล คอมเมิร์ซต่อในอนาคตนั้น หลายประเทศอาเซียนจำเป็นต้องมีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ระบบการจ่ายเงินออนไลน์และระบบโลจิสติกส์ รวมถึงต้องวางกรอบกฎหมายที่เกี่ยวข้องเพื่ออำนวยความสะดวกในการทำธุรกรรมต่างๆ

นอกจากนี้ การพัฒนาแอพพลิเคชั่นรับ-ส่งข้อความก็มีความสำคัญ เพื่อให้ผู้ซื้อและผู้ขายสามารถติดต่อกันได้โดยตรง และติดต่อกันแบบส่วนตัวมากขึ้น ซึ่งจะสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภคได้

อย่างไรก็ดี อาเซียนยังต้องแก้ไขปัญหาด้านความปลอดภัยไซเบอร์ เช่น การเจาะระบบขโมยข้อมูลบัตรเครดิตและบัตรเดบิต เพื่อเพิ่มความปลอดภัยในการค้าขายผ่านโซเชียลมีเดีย

ถึงแม้ในปัจจุบันรูปแบบการค้าขายผ่านโซเชียลมีเดียจะจำกัดอยู่แต่ภายในประเทศ แต่โซเชียล คอมเมิร์ซคาดว่าจะช่วยกระตุ้นการค้าขายข้ามพรมแดนได้ในอนาคต

กสทช. ลั่น ปี 62 ไทยเข้าถึงอินเตอร์เน็ต 100%

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/560446

  • วันที่ 10 ส.ค. 2561 เวลา 21:05 น.

กสทช. ลั่น ปี 62 ไทยเข้าถึงอินเตอร์เน็ต 100%

กสทช. ลั่น ปี 62 ประเทศไทยเข้าถึงอินเตอร์เน็ต 100% ทุกพื้นที่ จากการลงทุนโครงข่ายอินเตอร์เน็ตของรัฐบาล คาดสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจจากการเข้าถึงอินเตอร์เน็ตของประชาชนขั้นต่ำ40ล้านบาท

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (เลขาธิการ กสทช.) เปิดเผยว่า ประเทศไทยมีจำนวนหมู่บ้านทั้งสิ้น 74,987 หมู่บ้าน โดยมีบริการทางอินเตอร์เน็ตที่เอกชนเข้าไปลงทุนแล้ว41%ของพื้นที่ทั่วประเทศ จำนวน30,635 หมู่บ้าน ทั้งนี้อีก59%ของประเทศ จำนวน44,352 หมู่บ้าน ที่ยังไม่มีการลงทุนด้านโครงข่ายอินเตอร์เน็ต รัฐบาลภายใต้การนำของพล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีนโยบายให้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม(ดีอี) และสำนักงาน กสทช เร่งดำเนินการสร้างโครงข่ายพื้นฐานทางอินเตอร์เน็ต ในหมู่บ้านที่ยังไม่สามารถเข้าถึงได้

สำหรับพื้นที่44,352 หมู่บ้าน ที่ยังไม่มีการเข้าถึงทางอินเตอร์เน็ต แบ่งเป็นเขตพื้นที่ห่างไกลมาก 3,920หมู่บ้าน โดยสำนักงาน กสทช.เป็นผู้ดำเนินการ ภายใต้โครงการ “จัดให้มีบริการอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงในพื้นที่ชายขอบ 3,920หมู่บ้าน” และอีกจำนวน 40,432หมู่บ้าน แบ่งเป็นการดำเนินงานของกระทรวงดีอี จำนวน24,700 หมู่บ้าน ภายใต้โครงการ “โครงการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ (เน็ตประชารัฐ)”จำนวน 24,700หมู่บ้าน  และแบ่งเป็นการดำเนินการของสำนักงาน กสทช.อีก15,732 หมู่บ้าน แต่ทั้งนี้เมื่อมีการลงสำรวจพื้นที่พบว่า มี9หมู่บ้านที่เข้าถึงโครงข่ายทางอินเตอร์เน็ตแล้ว สำนักงานกสทช. จึงต้องดำเนินการทั้งสิ้น 15,723 หมู่บ้าน ภายใต้โครงการ “จัดให้มีบริการอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงในพื้นที่ห่างไกล(โซน ซี)” หรือโครงการเน็ตห่างไกลโซนซี 15,723 หมู่บ้าน

ทั้งนี้พบว่า โครงการเน็ตประชารัฐ24,700หมู่บ้าน ดำเนินการติดตั้งแล้วเสร็จ100%แล้วในปลายปี2560 ด้านโครงการเน็ตชายขอบ 3,920 หมู่บ้านจะดำเนินการติดตั้งแล้วเสร็จ100%ในเดือน ก.ย.2561 และโครงการเน็ตห่างไกลโซนซี 15,723หมู่บ้าน จะดำเนินการติดตั้งแล้วเสร็จในเดือนพ.ค.2562นี้ ส่งผลให้ทุกพื้นที่ประเทศไทยมีอินเตอร์เน็ตครอบคลุม100%ทั่วประเทศ โดยคาดการว่าการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานทางอินเตอร์เน็ต จะสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจได้เพิ่มขึ้นประมาณครัวเรือนละ1,000บาท

“ในพื้นที่มากกว่า 40,000 หมู่บ้านที่รัฐเข้าไปลงทุนสร้างโครงข่ายทางอินเตอร์เน็ต เมื่อประชาชนสามารถเข้าถึงได้ และสร้างรายได้เพิ่มเติมครัวเรือนละ1,000บาท จะส่งผลให้สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจได้มากกว่า 40ล้านบาท ซึ่งการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานทางอินเตอร์เน็ตเป็นประโยชน์กับประชาชนมากที่สุด” นายฐากร กล่าว

ทั้งนี้การยกระดับโครงสร้างพื้นฐานทางอินเตอร์เน็ต 44,352 หมู่บ้านของรัฐบาล จะมีจุดให้บริการไวไฟฟรี ทั้งในหมู่บ้าน ในโรงเรียน และโรงพยาบาบส่งเสริมสุขภาพตำบล(รพ.สต.)อยู่แล้ว แต่หากผู้ให้บริการโทรคมนาคม(โอเปอเรเตอร์)จะเชื่อมโยงโครงข่ายอินเตอร์เน็ตไปถึงหน้าบ้านแต่ละครัวเรือน สามารถคิดค่าบริการได้ไม่เกิน 349บาทต่อเดือน ด้วยความเร็วอินเตอร์เน็ต 30/10เมกะบิตต่อวินาที(Mbps) แต่ในส่วนพื้นที่เน็ตชายขอบ 3,920หมู่บ้าน คิดค่าบริการได้ไม่เดิน200บาทต่อเดือน เนื่องจากประชาชนมีรายได้ต่ำ

ภาพ เอเอฟพี

กสทช.เผยคนไทยดูทีวีดิจิทัลผ่านโครงข่ายภาคพื้นดินกว่า89% ช่อง7เรตติ้งนำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/560129

  • วันที่ 07 ส.ค. 2561 เวลา 19:23 น.

กสทช.เผยคนไทยดูทีวีดิจิทัลผ่านโครงข่ายภาคพื้นดินกว่า89% ช่อง7เรตติ้งนำ

กสทช. รายงานสภาพตลาดดิจิตอลทีวี พบเดือน ก.ค. 61 คนไทยรับชมทีวีดิจิทัลผ่านโครงข่ายภาคพื้นดินเพิ่มสูงขึ้นเป็นร้อยละ 89.42 ขณะที่รับชมผ่านดาวเทียม-เคเบิลลดลง

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (เลขาธิการ กสทช.) กล่าวว่า สำนักงาน กสทช. รายงานสภาพตลาดกิจการโทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบดิจิทัล เดือน ก.ค. 2561 พบว่า การรับชมช่องรายการผ่านทางโทรทัศน์ภาคพื้นดินมีสัดส่วนสูงกว่าการรับชมผ่านทางดาวเทียมและเคเบิล โดยการรับชมผ่านทางโทรทัศน์ภาคพื้นดินเพิ่มสูงขึ้นเป็นประมาณร้อยละ 89.42 เมื่อเทียบกับการรับชมผ่านดาวเทียมและเคเบิลที่ลดลงเหลือประมาณร้อยละ 10.58 และเมื่อพิจารณาการรับชมช่องรายการโทรทัศน์แยกตามเขตพื้นที่อยู่อาศัย พบว่า ประชาชนในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลมีการรับชมผ่านทางโทรทัศน์ภาคพื้นดินคิดเป็นร้อยละ 93.37 ส่วนประชาชนในต่างจังหวัดมีมีการรับชมผ่านทางโทรทัศน์ภาคพื้นดินร้อยละ 88.67

ด้านมูลค่าการโฆษณาในกิจการโทรทัศน์ภาคพื้นดิน พบว่า มูลค่าการโฆษณาในเดือน ก.ค. 2561 มียอดรวมประมาณ 5,979 ล้านบาท ลดลงจากเดือนก่อนหน้าประมาณ 360 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 5.6 แต่เมื่อเปรียบกับมูลค่าการโฆษณาในเดือน ก.ค. 2560 ที่มียอดรวมประมาณ 5,287 ล้านบาท พบว่าเพิ่มขึ้นจากเดือน ก.ค. ปี 2560 อยู่ประมาณ 692 ล้านบาท

นายฐากร กล่าวว่า สำหรับค่าความนิยม (เรตติ้ง) เฉลี่ยของช่องรายการโทรทัศน์ภาคพื้นดินในเดือน ก.ค. 2561 พบว่า ช่องรายการที่มีผู้ชมสูงสุด 10 อันดับแรก ได้แก่ อันดับ 1 ช่อง 7HD เรตติ้ง 1.723 อันดับ 2 ช่อง 3HD เรตติ้ง 1.324 อันดับ 3 ช่องโมโน 29 เรตติ้ง 0.872 อันดับ 4 ช่องเวิร์คพอยท์ ทีวี เรตติ้ง 0.777 อันดับ 5 ช่องไทยรัฐ ทีวี เรตติ้ง 0.720 อันดับ 6 ช่อง ONE HD เรตติ้ง 0.522 อันดับ 7 ช่อง 8 เรตติ้ง 0.473 อันดับ 8 ช่องอมรินทร์ ทีวี เรตติ้ง 0.399 อันดับ 9 ช่อง 3SD เรตติ้ง 0.338 และอันดับ 10 ช่อง MCOT HD เรตติ้ง 0.247

ทั้งนี้ช่องรายการที่ได้รับความนิยมสูงสุด 10 อันดับแรกในเดือน ก.ค. 2561 ส่วนใหญ่ยังเป็นกลุ่มช่องรายการเหมือนเดือนก่อนหน้า มีเพียงบางช่องรายการที่มีค่าความนิยมสูงขึ้น จนส่งผลให้การจัดลำดับของช่องรายการเปลี่ยนแปลง อาทิ กลุ่มรายการข่าวของช่องรายการไทยรัฐ ทีวี และช่อง MCOT HD ที่มีการถ่ายทอดสดภารกิจช่วย 13 ชีวิต ทีมหมูป่าติดถ้ำหลวง ซึ่งได้รับความสนใจรับชมจากประชาชนจำนวนมาก จนส่งผลให้ช่องไทยรัฐ ทีวีมีเรตติ้งพุ่งสูงขึ้นจนก้าวติดอันดับ 5 ของช่องรายการที่ได้รับความสูงสุด 10 อันดับแรกประจำเดือน ส่วนช่อง MCOT HD ก็มีเรตติ้งเฉลี่ยทั้งเดือนสูงขึ้น จนสามารถขยับขึ้นมาอยู่ในอันดับ 10 ได้

ส่วนกลุ่มรายการภาพยนตร์ ละคร และวาไรตี้ ช่องโมโน 29 ช่องเวิร์คพอยท์ ทีวี และช่อง ONE HD ยังได้รับความนิยมจากประชาชนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะรายการภาพยนตร์ต่างประเทศของช่องโมโน 29 และรายการประกวดแข่งขันความสามารถด้านการร้องเพลง (Talent Contest) ของช่องเวิร์คพอยท์ ทีวี นอกจากนี้รายการละครหลังข่าวของช่อง ONE HD เรื่อง เมีย 2018 ประสบความสำเร็จในการเรียกระแสเรตติ้งจากผู้ชมทั่วประเทศ จนส่งผลให้เรตติ้งเฉลี่ยประจำเดือน ก.ค. 2561 พุ่งสูงขึ้นจนชนะคู่แข่งที่ขับเขี้ยวกันมายาวนานอย่างช่อง 8 ได้

“เสี่ยวหมี่”รุกหนักส่งรุ่นเรือธงลุยร่วมมือเอไอเอส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/560028

  • วันที่ 06 ส.ค. 2561 เวลา 23:49 น.

"เสี่ยวหมี่"รุกหนักส่งรุ่นเรือธงลุยร่วมมือเอไอเอส

เสี่ยวหมี่ เปิดตัวสมาร์ทโฟนใหม่ 3 รุ่น ชูนวัตกรรมเทคโนโลยีระดับโลก ผนึกกูเกิล เอไอเอส ปักธงลุยไทย

นายจอห์น เฉิน ผู้อำนวยการประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เสี่ยวหมี่ เปิดเผยว่า ปัจจุบันเสี่ยวหมี่ทำตลาดครบ 8 ปี และประสบความสำเร็จโดยก้าวเป็นแบรนด์สมาร์ทโฟนใหญ่เป็นอันดับ 4 ของโลก ซึ่งล่าสุดได้วางตลาดสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ล่าสุด 3 รุ่น ในประเทศไทย ได้แก่ Mi A2 และ Mi A2 Lite สองสมาร์ทโฟน แอนดรอยด์ วัน ที่เป็นความร่วมมือทางธุรกิจระหว่างเสี่ยวหมี่และกูเกิล

สำหรับอีกรุ่นคือ Mi 8 ซึ่งถือเป็นรุ่นเรือธงสำคัญของเสี่ยวหมี่ ที่มาพร้อมกับนวัตกรรมล้ำสมัยในราคาที่สามารถเข้าถึงได้ พร้อมทั้งร่วมมือกับดิจิทัลพาร์ตเนอร์อย่างเอไอเอส ด้วยโปรโมชั่นสุดพิเศษเพื่อลูกค้าชาวไทยโดยเฉพาะ

นายพงษกรณ์ คอวนิช หัวหน้าแผนกงานการตลาดด้านผลิตภัณฑ์เอไอเอส กล่าวว่า การเปิดตัวแบบเอ็กซ์คลูซีฟ เสี่ยวหมี่ Mi A2 Lite และ Mi 8 เฉพาะรุ่น 6+64GB สมาร์ทโฟนสองรุ่น มุ่งจับกลุ่มเป้าหมายกลุ่มคนมิลเลนเนียม ที่มองหามือถือสเปกสูงในราคาดีคุ้มค่า และสามารถใช้งานได้ครบทุกไลฟ์สไตล์

ทั้งนี้ ได้จัดโปรโมชั่นพิเศษสำหรับรุ่น A2 Lite ลูกค้าเอไอเอสระบบรายเดือน รับส่วนลดเหลือ 2,290 บาท จากปกติ 6,290 บาท เมื่อสมัครแพ็กเกจเอไอเอส ฮอต ดีล 599 บาทขึ้นไป และรุ่น Mi 8 ลูกค้าเอไอเอสระบบรายเดือน ลดเหลือ 9,990 บาท จากปกติ 15,990 บาท เมื่อสมัครแพ็กเกจ เอไอเอสฮอต ดีล 899 บาท ขึ้นไป

แอปเปิ้ลผงาดแรง มูลค่าพุ่ง1ล้านล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/559743

  • วันที่ 04 ส.ค. 2561 เวลา 11:08 น.

แอปเปิ้ลผงาดแรง มูลค่าพุ่ง1ล้านล้าน

มูลค่าแอปเปิ้ลทะลุ 1 ล้านล้านดอลลาร์ ด้านหัวเว่ยจ่อครองตลาดสมาร์ทโฟนอันดับ 1

แอปเปิ้ล อิงค์ ผู้ผลิตสมาร์ทโฟนยักษ์ใหญ่ของสหรัฐ กลายเป็นบริษัทเอกชนแห่งแรกของโลกที่มีมูลค่าตลาดทะลุ 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 33 ล้านล้านบาท) จากการที่ราคาหุ้นแอปเปิ้ลปิดตลาดในวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา พุ่งขึ้น 2.9% แตะระดับ 208.38 ดอลลาร์/หุ้น (ราว 6,953 บาท) หลังบริษัทเผยผลประกอบการไตรมาส 2 ว่าดีเหนือความคาดหมาย ซึ่งได้แรงหนุนจากยอดขายไอโฟน

ทั้งนี้ แอปเปิ้ลเข้าสู่ตลาดหุ้นเมื่อปี 1980 ด้วยราคาไม่ถึง 1 ดอลลาร์/หุ้น (ราว 32 บาท) และมูลค่าบริษัทขณะนั้นน้อยกว่า 2,000 ล้านดอลลาร์ (6.6 หมื่นล้านบาท) อีกทั้งยังต้องเผชิญกับภาวะเสี่ยงล้มละลาย แต่จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นเมื่อแอปเปิ้ลเปิดตัวไอโฟนรุ่นแรกออกจำหน่ายเมื่อปี 2007 ส่งผลให้มูลค่าหุ้นของแอปเปิ้ลพุ่งทะยานมากกว่า 50,000% นับตั้งแต่เข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ครั้งแรก

หลังมูลค่าตลาดของแอปเปิ้ลพุ่งแตะ 1 ล้านล้านดอลลาร์ได้ไม่นาน หัวเว่ย ผู้ผลิตสมาร์ทโฟนรายใหญ่จากจีน ที่เพิ่งขึ้นมาเป็นอันดับ 2 ของตลาด สมาร์ทโฟนโลกแซงหน้าแอปเปิ้ลเมื่อไม่นานมานี้ ประกาศว่า บริษัทตั้งเป้าก้าวสู่การเป็นอันดับ 1 ของตลาดสมาร์ทโฟนของโลกให้ได้ภายในสิ้นปี 2019 ด้วยส่วนแบ่งทางการตลาดมากกว่า 20%

แอพเรียกรถแข่งดุ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/559642

  • วันที่ 03 ส.ค. 2561 เวลา 08:46 น.

แอพเรียกรถแข่งดุ

ศึกไรด์เฮลลิ่งอาเซียนเดือด แกร็บระดมเพิ่ม 3.3 หมื่นล้าน ด้านโกเจ็กตีตลาดเวียดนามสู้

แกร็บ ผู้ให้บริการเรียกรถรับส่ง (ไรด์เฮลลิ่ง) จากสิงคโปร์ เปิดเผยว่า บริษัทสามารถระดมทุนรอบใหม่ได้เพิ่มอีก 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.3 หมื่นล้านบาท) รวมเป็นทั้งหมด 2,000 ล้านดอลลาร์ เพื่อขยายบริการใหม่ๆ ครอบคลุมชีวิตประจำวันของผู้บริโภคยิ่งขึ้น เช่น การชำระเงินออนไลน์ การส่งอาหารและพัสดุ ขณะที่การแข่งขันในธุรกิจไรด์เฮลลิ่งกำลังดุเดือดยิ่งขึ้น หลังโกเจ็ก บริษัทคู่แข่งจากอินโดนีเซียประกาศลงทุน 500 ล้านดอลลาร์ (ราว 1.6 หมื่นล้านบาท) เพื่อรุกตลาด 4 ประเทศอาเซียน

“เราจะนำเงินระดมทุนส่วนหนึ่งไปใช้ยกระดับตลาดอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นตลาดใหญ่สุดของแกร็บ” หมิง หม่า ประธานแกร็บ กล่าว

ด้าน นิกเกอิ เอเชียน รีวิว รายงานว่า โกเจ็ก เปิดตัว โก-เวียดเพื่อให้บริการใน 3 เมืองใหญ่ของเวียดนาม ได้แก่  นครโฮจิมินห์ กรุงฮานอย และดานังภายในเดือน ก.ย.นี้ และวางแผนเปิด โก-ไบค์ บริการรถจักรยานยนต์รับส่ง และ โก-เซนด์ บริการส่งเอกสารด้วยเช่นกัน

คนไทยแห่ใช้ฮัลโหลผ่านแอพลดการโทรตรง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/559519

  • วันที่ 02 ส.ค. 2561 เวลา 07:48 น.

คนไทยแห่ใช้ฮัลโหลผ่านแอพลดการโทรตรง

กสทช. เผยคนไทย ใช้โทรศัพท์ผ่านแอพมากขึ้น 16.95% ฉุดการโทรด้วยเสียง ลดลงจากไตรมาส 4 ปี 2560

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า การใช้งานโทรศัพท์ด้วยเสียง (voice) โดยตรงผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่ช่วงไตรมาสแรกของปี 2561 มีปริมาณ 7,700 ล้านนาที ลดลง 13% จากไตรมาส 4 ปี 2560

ด้านข้อมูลปริมาณการใช้งานอินเทอร์เน็ต (ดาต้า) ผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่พบว่าเพิ่มขึ้น 16.95% จากไตรมาส 4 ปี 2560 โดยเพิ่มจาก 1,033,022 เทราไบต์ เป็น 1,208,046 เทราไบต์ แสดงให้เห็นว่าคนไทยเปลี่ยน รูปแบบการใช้งานจากที่โทรหากันด้วยเสียงผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่โดยตรง เป็นการโทรหากันผ่านอินเทอร์เน็ตบนโทรศัพท์เคลื่อนที่ ด้วยแอพพลิเคชั่น อาทิ ไลน์   (Line) วอตส์แอพ (WhatsApp) สไกป์ (skype) เมสเซนเจอร์ (Messenger) กาเกาทอล์ก (KakaoTalk) หรือแอพพลิเคชั่นอื่นๆ แทน

“ข้อมูลดังกล่าวแสดงให้เห็นถึง แนวโน้มการใช้งานดาต้าผ่านโทรศัพท์ ที่เพิ่มขึ้นของไทย สวนทางกับการโทรหากันโดยตรงด้วยเสียงผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่ ที่ลดลง อาจเกิดจากพฤติกรรมการใช้ งานที่เปลี่ยนแปลงไปเป็นการโทรหากันผ่านแอพพลิเคชั่นบนโทรศัพท์เคลื่อนที่แทน เพื่ออำนวยความสะดวกในชีวิต ประจำวัน” นายฐากร กล่าว

หัวเว่ยแซงแอปเปิลขึ้นแท่นอันดับ2ส่งออกสมาร์ทโฟนมากสุดในโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/559440

  • วันที่ 01 ส.ค. 2561 เวลา 13:51 น.

หัวเว่ยแซงแอปเปิลขึ้นแท่นอันดับ2ส่งออกสมาร์ทโฟนมากสุดในโลก

“หัวเว่ย”แซงแอปเปิลขึ้นแท่นบริษัทที่ส่งออกสมาร์ทโฟนมากสุดเป็นอันดับ2 ของโลก เป็นรองเพียงซัมซุงเท่านั้น

สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานว่า “หัวเว่ย เทคโนโลยี” ผู้ผลิตสมาร์ทโฟนสัญชาติจีน ได้แซงหน้า แอปเปิล อิงค์ ขึ้นแท่นบริษัทที่ส่งออกสมาร์ทโฟนรายใหญ่อันดับ 2 ของโลกในไตรมาส 2 เป็นครั้งแรก เป็นรองเพียง ซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ จากเกาหลีใต้เท่านั้น

รายงานข่าวระบุว่า หัวเว่ย ได้ส่งออกสมาร์ทโฟน 54.2 ล้านเครื่องในไตรมาส 2 ซึ่งสูงกว่าสถิติปีที่แล้ว 41%

ขณะที่ ส่วนแบ่งตลาดของหัวเว่ยในไตรมาส 2 อยู่ที่ 16% ส่วนซัมซุงอยู่ที่ 21% และแอปเปิล 12%

ที่ผ่านมา บริษัทผู้ผลิตสมาร์ทโฟนของจีนได้ขยายอิทธิพลในตลาดภายในประเทศมากขึ้น แต่ในขณะเดียวกันก็ขยายไปยังตลาดต่างประเทศ โดยหัวเว่ยได้ขยายตลาดไปยังยุโรปและแอฟริกา

ด้าน แอปเปิล อิงค์ ได้เปิดเผยผลประกอบการประจำไตรมาส 3 ซึ่งสิ้นสุด ณ วันที่ 30 มิ.ย. 2561 ตามปีงบการเงินของบริษัท โดยระบุว่า รายได้จากการบริการในช่วงเวลาดังกล่าวพุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 9.5 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งสูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์อยู่ประมาณ 400 ล้านดอลลาร์

ส่วนรายได้โดยรวมในไตรมาส 3 เพิ่มขึ้น 17% เมื่อเทียบเป็นรายปี แตะที่ 5.33 หมื่นล้านดอลลาร์ และกำไรต่อหุ้นอยู่ที่ 2.34 ดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 40%

นายทิม คุก ประธานบริหารของแอปเปิลกล่าวว่า รู้สึกตื่นเต้นที่ผลประกอบการไตรมาส 3 พุ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยรายได้ของแอปเปิลขยายตัวในอัตราเลขสองหลักติดต่อกันถึง 4 เดือน สำหรับปัจจัยที่ทำให้รายได้ในไตรมาส 3 ออกมาสูงสุดนั้น มาจากความแข็งแกร่งของยอดขาย ไอโฟน การบริการ และอุปกรณ์ในกลุ่มแวร์เอเบิล

ทั้งนี้ แอปเปิลมียอดขาย ไอโฟน จำนวน 41.3 ล้านเครื่อง ยอดขาย ไอแพดจำนวน 11.6 ล้านเครื่อง และยอดขายคอมพิวเตอร์แมคจำนวน 3.7 ล้านเครื่อง ในไตรมาส 3

กสทช.ห่วงทีวีดิจิทัลไม่รอด ตั้งคณะทำงานหามาตรการช่วยเหลือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/559282

  • วันที่ 31 ก.ค. 2561 เวลา 07:07 น.

กสทช.ห่วงทีวีดิจิทัลไม่รอด ตั้งคณะทำงานหามาตรการช่วยเหลือ

กสทช.เร่งตั้งคณะทำงานลุยแก้ไขปัญหาทีวีดิจิทัลระยะยาว หลังสิ้นสุดมาตรา 44 ช่วยเหลือผู้ประกอบการในอีก 2-3 ปี

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า สำนักงาน กสทช.ได้ตั้งคณะทำงานแก้ไขปัญหาทีวีดิจิทัลระยะยาว โดยมีตนเป็นที่ปรึกษา เพื่อหามาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลให้อยู่รอดในอุตสาหกรรมได้ หลังจากมาตรการช่วยเหลือของรัฐบาลตามมาตรา 44 สิ้นสุดลง โดยจะหารือว่ารัฐบาลต้องสนับสนุนผู้ประกอบการอย่างไรต่อไป และผู้ประกอบการเองต้องปรับตัวอย่างไรบ้าง

“เมื่อหมดการช่วยเหลือจากรัฐบาลตามมาตรา 44 ช่วยผู้ประกอบการทีวีดิจิทัล ทำให้กังวลว่าผู้ประกอบการจะสามารถแบกรับภาระค่าใช้จ่ายในการเช่าโครงข่ายได้หรือไม่ จึงต้องแก้ไขปัญหาพวกนี้ในระยะยาว อีกทั้งในอนาคตเทคโนโลยี 5จี จะเข้ามาในประเทศอีก ดังนั้นผู้ประกอบการจะได้รับผลกระทบ จึงตั้งคณะทำงานดังกล่าวขึ้นมาเพื่อแก้ไขปัญหาโดยเฉพาะ” นายฐากร กล่าว

นอกจากนี้ ในปี 2562-2563สำนักงาน กสทช.จะนำคลื่นความถี่ย่าน 700 เมกะเฮิรตซ์ ออกมาประมูลรองรับเทคโนโลยี 5จี ซึ่งในปัจจุบันคลื่นความถี่ย่าน 700 เมกะเฮิรตซ์ ใช้งานในกิจการทีวีดิจิทัล ส่งผลให้ผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลต้องย้ายไปใช้งานคลื่นความถี่ในย่านอื่น ดังนั้นเมื่อมีการนำออกมาประมูลแล้ว สำนักงาน กสทช.ต้องเยียวยาผลกระทบให้กับผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลในอนาคตด้วย

รายงานข่าวแจ้งว่า การช่วยเหลือผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลที่ระบุในมาตรา 44 มีสาระสำคัญคือพักชำระค่าธรรมเนียมใบอนุญาตทีวีดิจิทัลเป็นระยะเวลา 3 ปี และสำนักงาน กสทช.จะสนับสนุนค่าเช่าโครงข่ายทีวีดิจิทัล (มักซ์) ไม่เกิน 50% ของค่าเช่าที่ต้องชำระเป็นเวลา 24 เดือน นับจากวันที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ออกคำสั่ง

นายสุภาพ คลี่ขจาย นายกสมาคมผู้ประกอบการทีวีดิจิทัล กล่าวว่า เร็วๆ นี้ สมาคมผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลและตัวแทนจากกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) จะเข้าหารือกับ พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกฯ เกี่ยวกับมาตรการกฎหมายที่กระทรวงดีอีจะปรับปรุงให้สอดรับกับเทคโนโลยีดิจิทัล โดยการเปลี่ยนแปลงทางด้านเทคโนโลยีเป็นปัจจัยหนึ่งที่กระทบต่ออุตสาหกรรมทีวีดิจิทัล