สร้างผู้นำสายการเงิน พร้อมรับการเปลี่ยนแปลง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/559243

  • วันที่ 30 ก.ค. 2561 เวลา 13:26 น.

สร้างผู้นำสายการเงิน พร้อมรับการเปลี่ยนแปลง

โดย กูรูปราสาท เกออนคาร์ หัวหน้าฝ่ายการเงิน การปฎิบัติงาน และดิจิทัลซัพพลายเชน ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ออราเคิล ญี่ปุ่น และเอเชียแปซิฟิก

กระแสวิสัยทัศน์และบทบาททางการเงินที่กำลังขยายตัวอย่างต่อเนื่อง จากนี้หน้าที่ผู้ช่วยในการขับเคลื่อนองค์กรจะไม่ได้ตกอยู่ที่ผู้อำนวยการสายการเงินหรือซีเอฟโอ (CFO) แต่เพียงผู้เดียว ผู้นำด้านการเงินทุกคน จำเป็นต้องผันตัวเองให้มาเป็นผู้นำแห่งการเปลี่ยนแปลง (Change Agent) ด้วยการขับเคลื่อนนวัตกรรม คาดการณ์ความเคลื่อนไหวที่กำลังจะเกิดขึ้น พร้อมกับกำหนดรูปแบบในอนาคตปัจจุบัน ระบบ ERP (Enterprise Resource Planning) ที่ขับเคลื่อนด้วยแมชีนเลิร์นนิ่ง สามารถจัดการงานรายวันได้โดยอัตโนมัติ ซึ่งเป็นข้อดีที่ทำให้ทีมงานสามารถมุ่งความสนใจไปยังการกำหนดทิศทางธุรกิจ แทนที่จะต้องมาจัดการกับรายงานการประชุมและรายงานต่างๆ เมื่อบริษัททั้งหลายรับส่งข้อมูลปริมาณมหาศาลทั้งจากภายในและภายนอก ผู้เชี่ยวชาญทางด้านการเงินมักจะมีหน้าที่รับผิดชอบในการพัฒนาประสิทธิภาพการทำงาน และเชื่อมต่อข้อมูลในอดีตและข้อมูลคาดการณ์เชิงลึกเพื่อกำหนดกลยุทธ์และเป้าหมายของบริษัท

แอพพลิเคชั่นคลาวด์ ERP ที่มาพร้อมความสามารถทางด้านแมชีนเลิร์นนิ่งเป็นแรงขับเคลื่อนของการเปลี่ยนผ่านระบบการเงินที่สำคัญยิ่ง เพราะไม่เพียงแต่จะลดภาระงานที่ต้องใช้แรงกายได้เท่านั้น แต่ยังสามารถเรียนรู้ระหว่างการทำงาน และสรรหาแนวทางใหม่ๆ เพื่อที่จะสามารถเพิ่มประสิทธิภาพให้แก่การทำงานได้ ขณะเดียวกันแอพพลิเคชั่นเองก็จะฟีดคำถามในเชิง “ถ้าสิ่งนี้เกิดขึ้น…” ผ่านทางแชตบอต แดชบอร์ดรายงานเนื้อหาและอุปกรณ์มากมาย ผ่านการควบคุมทุกอย่างได้ด้วยปลายนิ้ว

ขณะที่ความเสี่ยงมักจะตกอยู่กับองค์กรที่ยังคงใช้ระบบการทำงานแบบดั้งเดิม โดยหลงลืมไปว่า ความไม่แน่นอนนั้นได้กลายเป็นเรื่องปกติไปเสียแล้ว ทางที่ดีคือการเตรียมความพร้อม รับมือกับการเปลี่ยนแปลงเสียตั้งแต่เนิ่นๆ องค์กรที่ได้เปรียบทางการแข่งขันจะต้องมีข้อมูลเชิงลึกที่เชื่อถือได้ ที่สามารถบอกพวกเขาได้ว่าสถานการณ์ในอนาคตจะเข้ามากระทบกับธุรกิจขององค์กรได้อย่างไร

สิ่งที่เกิดขึ้นในตอนนี้ คือธุรกิจที่มีความคล่องตัวเกือบครึ่งหรือ 49% ได้ทำการปฏิวัติโมเดลธุรกิจแล้ว เราได้เห็นหลายองค์กรปรับเปลี่ยนสิ่งเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินงานที่มีเป้าหมายเดียว ไปเป็นการสร้างโมเดลธุรกิจที่หลากหลาย และเกิดขึ้นพร้อมกันได้ การเปลี่ยนการบริการจัดการงานที่ต้องใช้แรงงาน มาเป็นการใช้ระบบอัตโนมัติจัดการกับภารกิจรายวันที่ซ้ำเดิม ช่วยให้ผู้เชี่ยวชาญสายการเงินสามารถนำเวลาอันมีค่าไปมุ่งสร้างกิจกรรมที่ส่งเสริมองค์กรในเชิงกลยุทธ์ได้

นอกจากนี้ ยังเปลี่ยนจากการคัดลอกโมเดลที่มีความคล่องตัว ไปเป็นการสร้างระบบธุรกิจที่คล่องตัว สามารถคาดการณ์และรับมือกับความเปลี่ยนแปลงได้ รวมถึงการเปลี่ยนจากการจัดเก็บข้อมูล ไปเป็นการสร้างและแบ่งปันข้อมูลเชิงลึกกับหัวหน้าของฝ่ายต่างๆ ในองค์กร และเปลี่ยนจากโซลูชั่นทางเทคโนโลยีแบบไซโลที่ไม่ยืดหยุ่น ให้เป็นระบบคลาวด์ที่อัพเดท เชื่อมโยงกัน ทั้งยังช่วยประหยัดต้นทุน และทำให้บริหารจัดการง่ายขึ้นกว่าเดิม

ในอดีต การอัพเกรดระบบ ERP มักมีค่าใช้จ่ายสูงและใช้ระยะเวลานานในการดำเนินการ แต่สำหรับระบบคลาวด์ ปัญหาเหล่านั้นจะไม่เกิดขึ้นอีกต่อไป โดยระบบคลาวด์จะอัพเดทฟีเจอร์ ข้อกำหนดด้านกฎหมายและระเบียบข้อบังคับในตลาดอยู่เสมอ การอัพเกรดเพียงแค่ครั้งเดียว แต่สามารถใช้งานได้ในระยะยาว

การทำงานร่วมกับพันธมิตรด้านนวัตกรรมระบบคลาวด์ที่มีความน่าเชื่อถือ จะทำให้ทีมงานสายการเงินมีอิสระในการอุทิศการทำงานให้แก่องค์กรแห่งอนาคต และสิ่งที่ตามมาคือศึกแย่งชิงผู้มีความสามารถโดยเฉพาะในสายการเงิน มอบโอกาสในการหล่อหลอมองค์กรให้กลายเป็นองค์กรแห่งอนาคตได้อย่างแท้จริง

เทคโนโลยีกำลังโหมกระแสคลื่นที่มาพร้อมกับประสิทธิผลทางธุรกิจ และนี่เป็นโอกาสทองสำหรับผู้นำทางด้านการเงินทั้งหลาย ที่จะผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะเป็นวันนี้หรือพรุ่งนี้ ผู้นำที่สามารถใช้งานเทคโนโลยีได้อย่างเหมาะสม จะต้องพร้อมสำหรับการคาดการณ์ในอนาคต และผันตัวเองมาเป็นผู้นำแห่งการเปลี่ยนแปลง ที่จะนำพาให้ทุกธุรกิจก้าวไปสู่ความสำเร็จ

เฟซบุ๊กเนื้อหอม ฟรีทีวีสนถ่ายพรีเมียร์ลีก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/558902

  • วันที่ 27 ก.ค. 2561 เวลา 06:15 น.

เฟซบุ๊กเนื้อหอม ฟรีทีวีสนถ่ายพรีเมียร์ลีก

โดย…จะเรียม สำรวจ

ประมาณเดือน พ.ค. 2562 การแข่งขันฟุตบอลพรีเมียร์ลีกฤดูกาลปี 2018/2019 ก็จะสิ้นสุดลง แต่ก่อนที่จะสิ้นสุดฤดูกาลดังกล่าวก็มีการประกาศชัยชนะของผู้ที่คว้าสิทธิ 3 ฤดูกาลถัดไปแล้วว่าเป็นของสื่อโซเชียลมีเดียยักษ์ใหญ่อย่างเฟซบุ๊ก

ชัยชนะครั้งนี้เฟซบุ๊กได้ทุ่มเงินกว่า 265 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 8,800 ล้านบาท สำหรับการเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษในประเทศไทย และอีก 3 ประเทศ คือ ลาว กัมพูชา และเวียดนาม โดยการถ่ายทอดสดจะเริ่มตั้งแต่ฤดูกาล 2019/2020 2020/2021 และ 2021/2022

จากการที่เฟซบุ๊กเป็นเพียงเจ้าของแพลตฟอร์มสื่อโซเชียลไม่มีช่องทางแมสมีเดียในการถ่ายทอดสด ส่งผลให้เฟซบุ๊กต้องหาพันธมิตรในการถ่ายทอดเพิ่ม และหนึ่งช่องทางถ่ายทอดสดที่จะถูกเลือกคือสื่อฟรีทีวี

ด้วยเหตุนี้ทีวีหลายช่องเลยเริ่มส่งสัญญาณความสนใจในคอนเทนต์ดังกล่าวไปยังเฟซบุ๊ก ว่าถ้าการเจรจามีเงื่อนไขที่ลงตัวก็พร้อมที่จะเป็นพันธมิตร กับเฟซบุ๊ก ในการนำคอนเทนต์การถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอลพรีเมียร์ลีก อังกฤษมาออกอากาศ เนื่องจากเป็นกีฬาที่คอลูกหนังชาวไทยให้ความสนใจเป็นอันดับต้นๆ

เดียว วรตั้งตระกูล รองประธาน เจ้าหน้าที่บริหาร ช่องวัน 31 บริษัท จีเอ็มเอ็ม วัน ทีวี กล่าวว่า ถ้ามองในภาพรวมก็มีความเป็นไปได้ที่หลายช่องจะสนใจนำคอนเทนต์พรีเมียร์ลีกมาถ่ายทอดสด เพราะเป็นหนึ่งใน Killer Content ที่มีคนไทยสนใจ แต่ทั้งนี้ก็ต้องขึ้นอยู่กับนโยบายและจุดยืนของแต่ละช่องว่ามองคอนเทนต์นี้มีมูลค่าในการสร้างเรตติ้ง ให้ช่องมากน้อยแค่ไหน เมื่อเทียบกับค่าลิขสิทธิ์ที่ต้องซื้อมา

สำหรับช่องวัน ซึ่งเป็นช่องวาไรตี้ เน้นไปด้านของคอนเทนต์ละครและรายการวาไรตี้ ก็มีความสนใจในส่วนของคอนเทนต์กีฬา แต่อาจจะไม่ได้ให้น้ำหนักมากนัก จึงยังไม่มีนโยบายใน การซื้อลิขสิทธิ์คอนเทนต์นี้โดยตรง แต่ก็ไม่ได้ปิดกั้น เพราะทุกอย่างขึ้นอยู่กับโอกาสและสถานการณ์หากมีเงื่อนไขที่ลงตัว

เช่นเดียวกับช่องจีเอ็มเอ็ม 25 ที่ออกมาเปิดเผยว่า ไม่ปิดกั้นที่จะนำคอนเทนต์กีฬามาออกอากาศ เพราะเป็นคอนเทนต์ที่น่าสนใจ แต่ทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่กับเงื่อนไขและสถานการณ์ ซึ่งอาจเป็นลักษณะความร่วมมือในรูปแบบต่างๆ จากพันธมิตรหากมีเงื่อนไขลงตัว

ด้าน สุรินทร์ กฤตยาพงศ์พันธุ์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท บางกอก มีเดีย แอนด์ บรอดคาสติ้ง ผู้บริหารสถานีโทรทัศน์ช่องพีพีทีวี กล่าวว่า บริษัทมีความสนใจที่จะรับสิทธิถ่ายทอดการแข่งขันฟุตบอลพรีเมียร์ลีกต่อจากเฟซบุ๊ก หากเฟซบุ๊กมีการเข้ามาเจรจากับบริษัท

อย่างไรก็ดี พีพีทีวียังคงขอรอดูการเสนอราคาการรับสิทธิการถ่ายทอดสดต่อจากเฟซบุ๊กก่อนว่าจะเป็นอย่างไร เนื่องจากการซื้อสิทธิถ่ายทอดสดฟุตบอลพรีเมียร์ลีกที่เฟซบุ๊กได้มาในครั้งนี้มีราคาค่อนข้างสูงกว่าครั้งที่ผ่านมา ซึ่ง บีอิน สปอร์ตส์ ได้สิทธิในการถ่ายทอดไป

สุรินทร์ กล่าวต่อว่า หลังจากนี้ไปคงต้องรอดูว่าเฟซบุ๊กจะมีการบริหารจัดการเรื่องนี้อย่างไร และจะมีใครมานั่งเป็นผู้บริหาร ซึ่งขณะนี้ก็ยังมีเวลาเหลือเนื่องจากตอนนี้หลังเหลือการถ่ายทอดสดของปี 2018/2019 ที่จะเริ่มในเดือน ส.ค.นี้” สุรินทร์ กล่าว

อีกหนึ่งรายที่ออกมาแสดงความสนใจในการรับสิทธิการถ่ายทอดสดต่อจากเฟซบุ๊ก คือ บริษัท ทรูวิชั่นส์ หลังจากประสบความสำเร็จเป็นอย่างดีกับการรับสิทธิต่อจากบีอินในการถ่ายทอดสด การแข่งขันฟุตบอลพรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2016/2017 2017/2018 และ 2018/2019

ศึกษิฐ ชลศึกษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท ทรูวิชั่นส์ กรุ๊ป กล่าวว่า กรณีที่มีเฟซบุ๊กได้รับลิขสิทธิ์ฟุตบอลพรีเมียร์ลีกในฤดูกาลต่อไป คือ 2019/2020-2021/2022 นั้น บริษัทกำลังรอข้อมูลที่ชัดเจน เพราะมีความยินดี ที่จะเจรจากับทางเฟซบุ๊ก เพื่อรับสิทธิต่อในการถ่ายทอดสด

สำหรับการถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอลพรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2018/2019 นั้น ทรูวิชั่นส์ยังคงเอาใจแฟนบอลอย่างต่อเนื่อง ยืนยันการรับลิขสิทธิ์พรีเมียร์ลีก ฤดูกาลใหม่ไว้อย่างครบถ้วนทั้ง 380 แมตช์เช่นเดิม โดยแฟนบอลสามารถติดตามชมสดได้ทั้งบนหน้าจอทรูวิชั่นส์ และบนมือถือผ่านแอพทรูไอดีทีวี ซึ่งจะเปิดฤดูกาลด้วยคู่ใหญ่ ศึกฟรายเดย์ไนท์ ในคืนวันศุกร์ที่ 10 ส.ค.นี้ เวลา 02.00 น. แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด พบ เลสเตอร์ ซิตี้

ในส่วนของ พรพรรณ เตชรุ่งชัยกุล ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท อาร์เอส แม้ว่าจะออกตัวไม่สนใจใช้เงินลงทุนกับคอนเทนต์ลักษณะนี้ เพราะ คอนเทนต์กีฬาที่มีอยู่พอเพียงในการสร้างความหลากหลายในฐานะช่องวาไรตี้อยู่แล้ว แต่ก็ได้มีการให้ข้อคิดเกี่ยวกับการลงทุนคอนเทนต์กีฬาด้วยว่า โครงสร้างการทำธุรกิจกับคอนเทนต์การถ่ายทอดสดประเภทรายการกีฬาได้เปลี่ยนไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง

“หากมีช่องทีวีบางช่องไปซื้อลิขสิทธิ์มาบางส่วน น่าจะเป็นต้นทุนทางด้านการตลาดมากกว่าที่จะเป็นคอนเทนต์นำมาทำธุรกิจได้ด้วยตัวเอง เพราะราคาแบบที่พรีเมียร์ลีกคาดหวังหรือตั้งเกณฑ์ไว้ไม่มีทางได้เห็นในตลาดไทยอีกต่อไป เห็นได้จากการขายสิทธิการถ่ายทอดสดฟุตบอลพรีเมียร์ลีกฤดูกาลที่ผ่านมา 3 ฤดูกาล และฤดูกาลใหม่อีก 3 ฤดูกาล ที่จะไปตกอยู่ในมือของผู้เล่นรายใหญ่ระดับโลกหรือระดับภูมิภาค” พรพรรณ กล่าว

จัดหนักผู้ประมูลคลื่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/558821

  • วันที่ 26 ก.ค. 2561 เวลา 08:32 น.

จัดหนักผู้ประมูลคลื่น

บอร์ด กสทช.เคาะเกณฑ์ประมูลให้สิทธิผู้ชนะเลือกย่านความถี่ก่อน พร้อมมีมติจำกัดซื้อซิม 1 คน ได้ 5 ซิม/ค่าย ป้องกันกลุ่มมิจฉาชีพ

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (เลขาธิการ กสทช.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมบอร์ด กสทช. มีมติเห็นชอบให้ผู้ชนะการประมูลคลื่นความถี่ย่าน 1800 เมกะเฮิรตซ์ ที่มีราคารวมการประมูลสูงสุด เป็นผู้เลือก ย่านคลื่นความถี่ก่อน ซึ่งอยู่ในย่านความถี่ 1740-1785/1835-1880 เมกะเฮิรตซ์ เพื่อความสะดวกในการใช้งานและประหยัดการลงทุน แต่ต้องไม่มีผลกระทบกับ ผู้ใช้งานในปัจจุบัน

ทั้งนี้ มีเงื่อนไขสำคัญ 3 ข้อ คือ 1.หากผู้มีสิทธิเลือกช่องความถี่ก่อน(ผู้ที่ชนะการประมูลด้วยการประมูลสูงสุด) เป็นผู้ที่ไม่ได้ถือครองคลื่นความถี่ 1800 เมกะเฮิรตซ์อยู่เดิม จะต้องไม่เลือกคลื่นความถี่ที่ทำให้ผู้ถือครองคลื่นความถี่ รายเดิมและเป็นผู้ชนะการประมูลใน ครั้งนี้ ไม่สามารถใช้คลื่นความถี่ที่เรียงติดกับคลื่นความถี่เดิมได้

2.หากผู้มีสิทธิเลือกช่องคลื่นความถี่ก่อน เป็นผู้ที่ถือครองคลื่นความถี่ 1800 เมกะเฮิรตซ์ เดิมอยู่ก่อนแล้ว และ ไม่สามารถเลือกช่องความถี่ใหม่ให้เรียงติดกับคลื่นความถี่เดิมได้ ให้สามารถ ย้ายการใช้งานคลื่นความถี่ตามสิทธิทั้งหมดไปยังช่วงความถี่ที่ว่างพอสำหรับตัวเองได้ และ 3. หลังจากผู้ชนะการประมูลเลือกช่องความถี่แล้วสำนักงาน กสทช.จะนำเสนอที่ประชุม กสทช. ให้ความเห็นชอบต่อไป

นอกจากนี้ ที่ประชุมมีมติกำหนด การลงทะเบียนซิมของผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ โดยควบคุมให้ผู้ใช้บริการสามารถซื้อซิมโทรศัพท์เคลื่อนที่ได้ไม่เกิน 5 หมายเลข/คน/ค่าย ทั้งนี้หากต้องการ ซื้อซิมมากกว่านั้น สามารถซื้อได้ที่ศูนย์บริการโดยตรง และผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ต้องรายงานกับ กสทช. รวมทั้งกำหนดให้ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ เป็นผู้แต่งตั้งตัวแทนจำหน่ายซิมของร้านจัดจำหน่ายโทรศัพท์มือถือที่ไม่ใช่ศูนย์บริการ (ลูกตู้) โดยผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ต้องรับผิดชอบในทางแพ่งหากพบการกระทำความผิด เพื่อป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้น ซึ่งเคยมีกรณีผู้ใช้บริการ 1 รายซื้อซิมมากกว่า 3 แสนซิมและใช้ในการกระทำความผิด

ปัจจุบัน กสทช.มีมติให้ใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคมประเภทที่ 3 แบบมีโครงข่าย อายุใบอนุญาต 15 ปี แก่บริษัท กรุงเทพธนาคม เพื่อให้บริการโครงข่าย สามารถวางโครงข่ายระบบท่อ เพื่อจัดระเบียบสายสื่อสาร นำสายลงดินเพื่อให้กรุงเทพมีความเป็นระเบียบ ผลักดันให้เป็นมหานครแห่งอาเซียน ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการเร่งด่วนของรัฐบาลที่ให้ดำเนินการในเรื่องนี้

คนไทยยุคดิจิทัล ขยับสู่โลกออนไลน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/558810

  • วันที่ 26 ก.ค. 2561 เวลา 06:14 น.

คนไทยยุคดิจิทัล ขยับสู่โลกออนไลน์

โดย…รัชนีย์ ศรีวัฒนชัย

สังคมไทยกำลังเปลี่ยนผ่านจากโลก อะนาล็อกมาสู่โลกดิจิทัลอย่างเต็มตัว สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็ก ทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) (เอ็ตด้า) เผยพฤติกรรรมคนไทย วิถีชีวิตทั้งการดูหนัง ฟังเพลง การช็อปปิ้ง การอ่านหนังสือ การท่องเที่ยว เริ่มเปลี่ยนจากช่องทางออฟไลน์มาสู่ออนไลน์มาก ยิ่งขึ้น

สุรางคณา วายุภาพ ผู้อำนวยการเอ็ตด้า เปิดเผยว่า ผลสำรวจพฤติกรรมผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตประเทศไทยปี 2561 พบว่าคนไทยใช้อินเทอร์เน็ตเพิ่มขึ้น เป็น 10 ชั่วโมง 5 นาที/วัน เพิ่มจากปี ที่ผ่านมาราว 3 ชั่วโมง 41 นาที/วัน ซึ่งพบว่ากลุ่มวัยทำงานและวัยเรียนใน วันธรรมดาใช้อินเทอร์เน็ต 3 ชั่วโมง 18 นาที/วัน และในช่วงวันหยุดราว 4 ชั่วโมง 6 นาที/วัน โดยกลุ่มเจเนอเรชั่นวาย เป็นแชมป์การใช้อินเทอร์เน็ตสูงที่สุดต่อเนื่องกัน 4 ปี

ขณะที่การเปลี่ยนผ่านชีวิตของ คนไทยจากอะนาล็อกมาสู่ดิจิทัล คนไทยยังนิยมใช้โซเชียลมีเดีย ไม่ว่าจะเป็น เฟซบุ๊ก อินสตาแกรม ทวิตเตอร์ สูงถึง 3 ชั่วโมง 30 นาที/วัน ขณะที่การดู วิดีโอสตรีมมิ่ง อย่างยูทูบ ไลน์ทีวี ราว 2 ชั่วโมง 35 นาที/วัน การใช้แอพพลิเคชั่นเพื่อพูดคุย 2 ชั่วโมง/วัน การเล่นเกมออนไลน์ 1 ชั่วโมง 51 นาที/วัน และอ่านหนังสือออนไลน์หรือบทความ 1 ชั่วโมง 31 นาที โดยโซเชียลมีเดียที่ครองใจคนไทยอันดับ 1 คือ ยูทูบ 98.8% ไลน์ 98.6% เฟซบุ๊ก 96%

“ประเด็นที่ต้องจับตามองพฤติกรรมซื้อสินค้าและบริการผ่านช่องทาง อี-คอมเมิร์ซราว 49.6% ใกล้เคียงกับช่องทางออฟไลน์ที่มีสัดส่วน 50.4% จึงมองว่าธุรกิจอี-คอมเมิร์ซไทยคาดว่าจะมีมูลค่าเติบโตจาก 2.8 ล้านล้านบาท เป็น 3 ล้านล้านบาทในปีหน้า และมองว่าประเทศไทยควรสร้างดิจิทัล คอนเทนต์ พาร์คขึ้นมาไว้รวมกัน เพราะเป็นอุตสาหกรรมที่เติบโตและเป็นเครื่องมือส่งเสริมการตลาด รวมทั้งกำลังจะ สร้างแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียชื่อว่า DURIAN กำลังคุยกับนักลงทุน”

สำหรับกิจกรรมการใช้อินเทอร์เน็ต 2561 ที่มีผู้ใช้เพิ่มสูงขึ้นมาก มีด้วยกัน 5 กิจกรรม ได้แก่ การอ่านหนังสือจาก 30.8% เพิ่มเป็น 48.27% การขายสินค้าและบริการ 13.7% เพิ่มเป็น 24.48% การจองโรงแรม 11% เพิ่มเป็น 20.56% บริการเรียกรถแท็กซี่ 4.8% เพิ่มเป็น 12.61% จองหรือซื้อตั๋วภาพยนตร์ 14.6% เพิ่มเป็น 21.67% นอกจากนี้ ผลสำรวจพบว่า หลากหลายกิจกรรมที่คนไทย ยังสุ่มเสี่ยงในการถูกละเมิดข้อมูล 1.ไม่เปลี่ยนรหัสผ่านทุกๆ 3 เดือน

ในส่วนด้านที่ 2 การให้วันเดือนปีเกิดที่แท้จริงผ่านสื่อสังคมออนไลน์ 45.04% 3.เมื่อทำธุรกรรมทางการเงินผ่านเว็บไซต์ธนาคารก็ละเลยที่จะสังเกตว่าเป็นเว็บไซต์ที่ขึ้นต้นด้วย https:// หรือไม่ 44.48% 4.เปิดอีเมล/คลิกลิงค์ที่ไม่รู้จัก 43.36% และ 5.อัพโหลดรูปถ่าย/วิดีโอทันทีหลังถ่ายผ่านสื่อสังคมออนไลน์ 35.70% กลุ่มที่น่าจะเสี่ยงมากที่สุด คือเบบี้บูมเมอร์ เช่น การทำธุรกรรมการเงินผ่านทางเว็บไซต์ธนาคาร และละเลยที่จะสังเกตว่าเว็บไซต์ขึ้นต้นด้วย https:// 55.94%

ทั้งนี้ กลุ่มเจนซีก็มีโอกาสสุ่มเสี่ยงในเรื่องของการให้วันเดือนปีเกิดที่แท้จริงผ่านสื่อสังคมออนไลน์ 55.97% ส่วนกลุ่มเจเนอเรชั่นวาย มักชอบทำกิจกรรมเสี่ยงผ่านสื่อสังคมออนไลน์ โดยตั้งค่าสาธารณะ เช่น การอัพโหลดรูปถ่าย/วิดีโอทันทีหลังถ่าย 37.90% อย่างไร ก็ดีเอ็ตด้ายังร่วมลงนามความร่วมมือกับดิจิทัล เอเชีย ฮับ ฮ่องกง จัดตั้งศูนย์ดิจิทัล เอเชีย ฮับ ไทยแลนด์ โดยจะทำหน้าที่เป็นจุดเชื่อมโยงทางเครือข่ายอินเทอร์เน็ตและสังคมในระดับภูมิภาคและระดับโลก

มติกสทช.ให้บุคคลธรรมดาซื้อซิมโทรศัพท์ได้สูงสุด5ซิมต่อค่าย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/558774

  • วันที่ 25 ก.ค. 2561 เวลา 16:19 น.

มติกสทช.ให้บุคคลธรรมดาซื้อซิมโทรศัพท์ได้สูงสุด5ซิมต่อค่าย

กสทช. มีมติกำหนดให้บุคคลธรรมดาสามารถซื้อซิมได้สูงสุด 5 ซิมต่อค่าย หากเกินนั้นต้องซื้อที่ศูนย์บริการโดยตรงและแจ้งให้สำนักงาน กสทช. ทราบ

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (เลขาธิการ กสทช.) เปิดเผยว่า วันนี้ (25 ก.ค. 2561) ที่ประชุม กสทช. ได้มีมติให้มาตรการเพิ่มเติม สำหรับการลงทะเบียนผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ หรือที่เรียกว่า ลงทะเบียนซิม โดยกำหนดดังนี้

1.ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ทุกราย จะต้องควบคุมจำนวนการลงทะเบียนของผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่กรณีบุคคลธรรมดา ให้มีจำนวนไม่เกิน 5 เลขหมายต่อหนึ่งผู้ใช้บริการ ทั้งนี้ หากพบการลงทะเบียนผู้ใช้บริการเกินจำนวนที่กำหนดไว้ ต้องซื้อที่ศูนย์บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่เท่านั้น และให้ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่รายงานต่อสำนักงาน กสทช.

2. ให้มีข้อกำหนดในสัญญาระหว่างผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่กับตัวแทนจำหน่ายที่มีหน้าที่และความรับผิดชอบในฐานะตัวการตัวแทน ซึ่งผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่มีหน้าที่ต้องรับผิดชอบในทางแพ่งต่อผู้ใช้บริการและบุคคลภายนอกในการกระทำของตัวแทนจำหน่ายด้วย

เรื่องที่ 2 วันนี้ที่ประชุม กสทช. มีมติให้ใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคมประเภทที่ 3 แบบมีโครงข่าย อายุใบอนุญาต 15 ปี แก่ บริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด ของกรุงเทพมหานคร (กทม.) เพื่อให้บริการโครงข่าย สามารถวางโครงข่ายระบบท่อ เพื่อจัดระเบียบสายสื่อสาร นำสายลงดิน เพื่อให้กรุงเทพมหานครมีความเป็นระเบียบ ทัศนยภาพสวยงาม ซึ่งผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคม และผู้ประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์สามารถใช้บริการเช่าท่อของ กทม. เพื่อให้บริการได้ ซึ่งทั้งหมดเป็นโครงการเร่งด่วนของรัฐบาลที่ให้ดำเนินการในเรื่องนี้ เพื่อทำให้กรุงเทพมหานครเป็นมหานครแห่งอาเซียน

นายฐากร กล่าวว่า มติเรื่องที่ 3 ตามประกาศ กสทช. เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่สำหรับกิจการโทรคมนาคมย่าน 1740-1785/1835-1880 MHz ดังกล่าวได้กำหนดเกี่ยวกับการปรับเปลี่ยนการใช้คลื่น ในภาคผนวก ข กฎการประมูล ข้อ 3 กำหนดให้ ผู้ชนะการประมูลจะเป็นผู้เลือกย่านความถี่จากรูปแบบที่ กสทช. กำหนดตามลำดับของผลรวมในการเสนอราคาที่ชนะการประมูล โดยผู้ชนะการประมูลที่มีผลรวมของการเสนอราคาสูงที่สุดจะได้เลือกย่านความถี่เป็นลำดับแรก

ในกรณีที่มีผู้ชนะการประมูลที่มีผลรวมของการเสนอราคาเท่ากัน กสทช. จะใช้วิธีการจับสลากเพื่อกำหนดผู้ที่จะได้เลือกย่านความถี่ก่อน โดยย่านความถี่สำหรับผู้ชนะการประมูลแต่ละรายจะเป็นชุดคลื่นความถี่ที่อยู่ติดกัน ซึ่งผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคมที่จะเข้าร่วมการประมูลอยากให้สำนักงาน กสทช. ประกาศกำหนดเงื่อนไขในการที่จัดเรียงช่องคลื่นความถี่ดังกล่าว ให้มีความชัดเจน ก่อนที่จะมีการยื่นเข้าร่วมการประมูลในวันที่ 8 ส.ค. 2561 วันนี้ที่ประชุม กสทช. จึงได้มีมติในเรื่องดังกล่าว และให้สำนักงาน กสทช. ออกประกาศดังกล่าวต่อไป โดยเงื่อนไขที่สำคัญที่ระบุเข้าไปมีดังนี้

1. หากผู้มีสิทธิเลือกช่องความถี่ก่อน (ผู้ที่ชนะการประมูลด้วยการประมูลสูงสุด) เป็นผู้ที่ไม่ได้ถือครองคลื่นความถี่ 1800 MHz อยู่เดิม จะต้องไม่เลือกคลื่นความถี่ที่ทำให้ผู้ถือครองคลื่นความถี่รายเดิมและเป็นผู้ชนะการประมูลในครั้งนี้ ไม่สามารถใช้คลื่นความถี่ที่เรียงติดกับคลื่นความถี่เดิมได้

2. หากผู้มีสิทธิเลือกช่องคลื่นความถี่ก่อน เป็นผู้ที่ถือครองคลื่นความถี่ 1800 MHz เดิมอยู่ก่อนแล้ว และไม่สามารถเลือกช่องความถี่ใหม่ให้เรียงติดกับคลื่นความถี่เดิมได้ ให้ผู้ใช้งานคลื่นดังกล่าวสามารถย้ายการใช้งานคลื่นความถี่ตามสิทธิทั้งหมดไปยังช่วงความถี่ที่ว่างพอสำหรับตัวเองได้

3. หลังจากผู้ชนะการประมูลเลือกช่องความถี่แล้วสำนักงาน กสทช. จะนำเสนอที่ประชุม กสทช. ให้ความเห็นชอบต่อไป

อี-คอมเมิร์ซแข่งดุ ยอดพุ่ง3ล้านล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/558713

  • วันที่ 25 ก.ค. 2561 เวลา 09:04 น.

อี-คอมเมิร์ซแข่งดุ ยอดพุ่ง3ล้านล้าน

เอ็ตด้าคาดยอดอี-คอมเมิร์ซพุ่ง 3 ล้านล้าน เดินหน้าจัดตั้ง อี-คอมเมิร์ซพาร์ค หนุนเติบโต

นางสุรางคณา วายุภาพ ผู้อำนวยการ สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) หรือเอ็ตด้า เปิดเผยในงาน “Future Economy and Internet Governance : Big Change to Big Chance” ว่า ภาพรวมธุรกิจอี-คอมเมิร์ซในประเทศไทยปี 2561 คาดว่าจะมีมูลค่า 3 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2560 ที่มีมูลค่า 2.81 ล้านบาท โดยเป็นการเติบโตจาก อี-คอมเมิร์ซแบบธุรกิจสู่ผู้บริโภค หรือบีทูซี ที่ขยายตัว 28.89% ในปี 2560 ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ เมื่อเปรียบมูลค่าตลาดอี-คอมเมิร์ซในรูปแบบบีทูซี พบว่าไทยมีมูลค่าสูงสุดเป็นอันดับที่ 1 ในอาเซียน ตามด้วยประเทศมาเลเซีย เวียดนาม อินโดนีเซีย และสิงคโปร์ ขณะที่หากเปรียบเทียบมูลค่าต่อหัว สิงคโปร์เป็นอันดับ 1 ตามด้วยมาเลเซีย ไทย เวียดนาม และอินโดนีเซีย

“แนวโน้มการเติบโตมาจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป รวมถึงการปรับใช้เทคโนโลยีของหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ไม่ว่าจะเป็นบิ๊กดาต้า บล็อกเชน การเติบโตของสังคมอี-คอมเมิร์ซ ตลอดจนการเชื่อมโยงช่องทางออฟไลน์สู่ออนไลน์ และช่องทางออนไลน์สู่ออฟไลน์ในด้านการค้า” นางสุรางคณา กล่าว

สำหรับการสร้างสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่เหมาะสมกับการเติบโตของ อี-คอมเมิร์ซไทย คือ การสร้างแพลตฟอร์มทางเลือก (Platform Alternative) การสร้างกำลังคนสู่ตลาดแรงงาน ความร่วมมือของสถาบันการเงิน การสร้างความมั่นใจในธุรกรรมออนไลน์ให้กับผู้บริโภค และสร้างพื้นที่อี-คอมเมิร์ซพาร์ค เป็นต้น

นางสุรางคณา กล่าวว่า จะผลักดัน ผู้ประกอบการไทยเข้าสู่แพลตฟอร์มระดับโลก สร้างมูลค่าส่งออก 1,000 ล้านบาท

อุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลแข่งดุ ซินโนโลยีรุกจับ3แนวโน้ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/558698

  • วันที่ 25 ก.ค. 2561 เวลา 06:42 น.

อุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลแข่งดุ ซินโนโลยีรุกจับ3แนวโน้ม

โดย…จะเรียม สำรวจ

การเก็บรักษาข้อมูลขององค์กรถือว่ามีความสำคัญเป็นอย่างมากสำหรับการทำธุรกิจในยุคปัจจุบัน เพราะถ้าหากเก็บข้อมูลไม่ดีอาจรั่วไหลไปถึงมือคู่แข่งทางธุรกิจได้ จากความต้องการอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ธุรกิจนี้เริ่มมีการแข่งขันกันรุนแรง และเพื่อสร้างความแตกต่างจากคู่แข่งในตลาด หลายบริษัทต่างหาจุดขายในด้านของบริการ เช่นเดียวกับ ซินโนโลยี (Synology)

ไมค์ เฉิน ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท ซินโนโลยี ผู้ให้บริการด้านอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลบนเครือข่าย (Network Attached Storage หรือ NAS) กล่าวว่า หลังจากบริษัทเข้ามาทำตลาดในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2558 ด้วยการสร้างอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลบนเครือข่าย โซลูชั่น IP Surveillance อุปกรณ์เครือข่ายที่ปฏิวัติการเก็บข้อมูล Surveillance และการจัดการเครือข่ายในระบบคลาวด์ พบว่า ลูกค้าให้ผลการตอบรับเป็นอย่างดี

ทั้งนี้ เพื่อให้ลูกค้าองค์กรของไทยทั้งภาครัฐและเอกชนเข้ามาใช้บริการผลิตภัณฑ์และอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลเพิ่มขึ้น จึงได้เปิดตัวระบบปฏิบัติการ DSM (DiskStation Manager) เวอร์ชั่นภาษาไทย เพื่ออำนวยความสะดวกในด้านการใช้งานให้กับกลุ่มลูกค้าคนไทย

ด้าน ทิม ไตรติลานันท์ ผู้จัดการฝ่ายการขาย บริษัท ซินโนโลยี กล่าวว่า ตลอดระยะเวลาที่บริษัทได้เข้ามาทำธุรกิจในประเทศไทย ในแต่ละปีจะมียอดขายเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเฉลี่ยปีละประมาณ 20% และเพื่อ ให้บริการของบริษัทเป็นที่รู้จักมากขึ้น และใช้งานง่ายยิ่งขึ้น จึงได้มีการเปิดตัวของระบบปฏิบัติการ DSM เวอร์ชั่นภาษาไทย

นอกจากนี้ ในเดือน ส.ค.นี้ ซินโน โลยียังมีแผนที่จะเปิดตัว Synology Replacement Service (SRS) ในประเทศไทย เพื่อลดความยากลำบากในด้านการบริการเปลี่ยนอะไหล่และอุปกรณ์ให้กับลูกค้าได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ซึ่งบริการนี้จะทำการจัดส่งอะไหล่ใหม่และจัดเก็บอะไหล่ที่เสียโดยไม่คิดค่าบริการ

แนวทางการดำเนินธุรกิจดังกล่าวถือเป็นหนึ่งในกลยุทธ์การเดินตามเทรนด์ของเทคโนโลยียุคใหม่ ซึ่งมีอยู่ด้วยกัน 3 เทรนด์ คือ 1.ปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) หรือ กลไกที่จะช่วยให้เกิดการประมวลผลได้อย่างลึกซึ้ง ทั้งในระบบการอ่านค่า จากภาพ หรือระบบการแยกแยะแบบอัตโนมัติ โดยได้ผสมผสานเข้ากับเทคโนโลยีการเรียนรู้ขั้นสูง และนำมาประยุกต์ใช้เพื่อต่อยอดพัฒนาโซลูชั่น Video Surveillance อีกทั้งยังสามารถนำกลไกเอไอนี้มาช่วยในระบบสนับสนุนเพื่อพัฒนาด้านการบริการลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เทรนด์ที่ 2 คือ Hyper-Converged Infrastructure (HCI) โดยซินโนโลยีได้สร้างและพัฒนา NAS โดยยึดระบบ Hype-Converged Infrastructure คือ การรวมเอาเซิร์ฟเวอร์ Storage และ Storage Network เข้าเอาไว้ด้วยกัน และยังได้ปล่อย Virtual Machine Manager Pro (VMM Pro) ล่าสุด เพื่อช่วยให้ระบบบริการจัดการ Virtual เป็นไปได้อย่างง่ายดาย อีกทั้งยังช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นและลดต้นทุนในการผลิต ซึ่งส่งผลดีแก่ธุรกิจขนาดเล็กได้เป็นอย่างมาก

ขณะที่เทรนด์ที่ 3 คือ  5จี : เป็นการส่งผ่านข้อมูลความเร็วสูงบนคลื่น แบนด์วิดท์จำเพาะที่จะช่วยเพิ่มสมรรถภาพในการแชร์ หรือสตรีมข้อมูลมัลติมีเดียที่มีความละเอียดสูงให้ใช้งานได้ดีขึ้น ซึ่งต้องใช้เนื้อที่ในการจัดเก็บข้อมูลในตัวเครื่องที่เพิ่มมากขึ้น โดยซินโนโลยีสามารถตอบโจทย์การใช้งานในส่วนนี้ให้กับผู้บริโภคที่ใช้งานบนอุปกรณ์มือถือ ได้อีกด้วย

จากแนวทางการดำเนินธุรกิจ ดังกล่าว ซินโนโลยี มั่นใจว่าสิ้นปี 2561 นี้จะมีรายได้เติบโตที่ 50%

ตั้งไซเบอร์พอร์ตในไทย หนุนสตาร์ทอัพ เข้าหาแหล่งเงินทุนได้ง่าย เล็งพื้นที่ดิจิทัลพาร์ค

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/558582

  • วันที่ 24 ก.ค. 2561 เวลา 08:21 น.

ตั้งไซเบอร์พอร์ตในไทย หนุนสตาร์ทอัพ เข้าหาแหล่งเงินทุนได้ง่าย เล็งพื้นที่ดิจิทัลพาร์ค

ดีอียึดโมเดลฮ่องกงปรับใช้หวังยกระดับผู้ประกอบการไทย ขณะที่พื้นที่ทดสอบ 5จี คาดเริ่มดำเนินการ ก.ย.นี้

นายพิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยในงานงาน 8 ปี “Future Economy and Internet Governance : Big Change to Big Chance” โดยสำนักงานพัฒนา ธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) หรือเอ็ตด้า ว่า เมื่อเร็วๆ นี้กระทรวงดีอีได้หารือร่วมกับไซเบอร์พอร์ต ศูนย์รวมสตาร์ทอัพของฮ่องกง โดยไซเบอร์พอร์ตจัดตั้งเป็นบริษัท ถือหุ้นโดยรัฐบาลฮ่องกง มองว่าเป็นรูปแบบการพัฒนาสตาร์ทอัพที่มีประสิทธิภาพ จึงประสานความร่วมมือเพื่อจัดตั้งไซเบอร์พอร์ต ในดิจิทัลพาร์ค ศรีราชา ของไทย เพื่อผลักดันการเติบโตของสตาร์ทอัพไทยตามนโยบายรัฐบาล

ทั้งนี้ ฮ่องกงมีความเชี่ยวชาญด้านการเงินและไอที โดย 23% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ของฮ่องกง มาจากภาคส่วนทางการเงิน และหากฮ่องกงต้องการรักษาความเป็นผู้นำด้านการเงิน ต้องปรับตัวให้ทันการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี นำมาสู่การสนับสนุนฟินเทคและสตาร์ทอัพ และการจัดตั้งไซเบอร์พอร์ตของฮ่องกง มุ่งเน้นการผลักดันนวัตกรรมเทคโนโลยีแก่เยาวชน ผ่านการฝึกงาน และฝึกอบรม รวมทั้งมีพื้นที่ให้ความรู้แก่สตาร์ทอัพ ทั้งเปิดพื้นที่ทำงานร่วม หรือโคเวิร์กกิ้ง สเปซ และเครือข่ายสตาร์ทอัพระหว่างประเทศ โดยไทยจะยึดโมเดลดังกล่าว เพื่อจัดตั้งไซเบอร์พอร์ตในประเทศไทย

นายพิเชฐ กล่าวว่า ฮ่องกงจะช่วยวางแผนการพัฒนาไซเบอร์พอร์ตในประเทศไทย ผ่านความร่วมมือกับไซเบอร์พอร์ตของฮ่องกง เพื่อพัฒนาสตาร์ทอัพไทยให้เข้าถึงแหล่งเงินทุนใหญ่ๆ ระดับสากล โดยฮ่องกงมองว่าไทยเป็นศูนย์ กลางภูมิภาคอาเซียน มีกลุ่มสตาร์ทอัพคุณภาพที่สามารถพัฒนาให้เติบโตในระดับนานาชาติได้

สำหรับความคืบหน้าในการจัดตั้งพื้นที่ทดสอบ 5จี หรือ 5G Testbed ในดิจิทัลพาร์ค อ.ศรีราชา ในวันที่ 26 ก.ค. 2561 รมว. ดีอี จะหารือร่วมกับผู้บริหารมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตศรีราชา ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับดิจิทัลพาร์ค ในการขอใช้เป็นพื้นที่ทดสอบระบบ 5จี ไปพลางก่อน โดยโครงการ 5G Testbed ผ่านมติที่ประชุมคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (บอร์ดดีอี) แล้ว และกำลังรอเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการ อีอีซี ทั้งนี้คาดการณ์ว่าช่วงเดือน ก.ย. 2561 จะสามารถเริ่มต้นการทดสอบระบบ 5จี ได้

“ในเบื้องต้นโครงการ 5G Testbed คาดการณ์ว่ายังไม่ต้องใช้งบประมาณในการลงทุน เนื่องจากใช้พื้นที่ฟรี ใช้คลื่นความถี่ฟรี ทั้งได้รับการสนับสนุนบุคลากรจากสถาบันการศึกษา ในด้านอุปกรณ์การทดสอบลงทุนโดยภาคเอกชน และผู้ที่ต้องการใช้พื้นที่ทดสอบรับผิดชอบค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวเนื่องของตนเอง แต่ในด้านการใช้งานพื้นที่ต้องการเปิดให้ใช้ฟรีทั้งภาครัฐและเอกชน” นายพิเชฐ กล่าว

นางสุรางคณา วายุภาพ ผู้อำนวยการเอ็ตด้า กล่าวว่า เศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) ในปี 2560 คิดเป็น 16% ของจีดีพี ซึ่งในปี 2561 ไทยมีเป้าหมายเพิ่มมูลค่าของเศรษฐกิจดิจิทัลเป็น 25% ของจีดีพี ทั้งนี้ถึงเวลาที่คนไทยต้องเข้ามามีส่วนร่วมสร้างความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจดิจิทัล โดยอี-คอมเมิร์ซเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล

บรรยายภาพ – 8 ปีเอ็ตด้า : พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี (ที่ 2 จากขวา) พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ที่ 2 จากซ้าย) ร่วมถ่ายภาพในงาน 8 ปี “Future Economy and Internet Governance : Big Change to Big Chance” โดยเอ็ตด้า เรียนรู้ประเทศไทยยุคดิจิทัล ในการปรับตัวสู่โลกอนาคต ที่รอยัลพารากอนฮอลล์ สยามพารากอน

นวัตกรรม แก้ปัญหาสิวโดยไม่ใช้ยา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/558264

  • วันที่ 21 ก.ค. 2561 เวลา 12:05 น.

นวัตกรรม แก้ปัญหาสิวโดยไม่ใช้ยา

โดย ภาดนุ

สิว อาจจะเป็นปัญหาที่ไม่อันตราย แต่ก็บ่อนทำลายความมั่นใจของใครหลายๆ คน บางคนสิวขึ้นเยอะจนชิน แต่บางคนสิวขึ้นแค่เม็ดเดียวก็เป็นกังวลมากเชียวละ เพราะหลังจากที่เป็นสิวแล้ว มันมักจะทิ้งรอยแผลเป็น รอยดำ รอยแดง ไว้เป็นปัญหากวนใจ

ดังนั้น การมีผิวพรรณที่สดใส ปราศจากปัญหาสิวและผิวพรรณ จึงเป็นสิ่งที่สาวๆ ทุกคนปรารถนา ไม่เว้นแม้แต่ชายหนุ่มในยุคนี้ ที่ต่างก็มองหาวิธีกำจัดสิวเพื่อเรียกความมั่นใจกลับมา

บางคนเลือกไปพบแพทย์ผิวหนังเพื่อทำการรักษา แต่บางคนก็เลือกที่จะซื้อยามาทาเอง จนทำให้เกิดเอฟเฟกต์ต่างๆ ตามมามากมาย

นพ.ชวลิต ช่วงชัยชัชวาล แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวพรรณ จากราชเทวีคลินิก เผยว่า สิว คือโรคผิวหนังชนิดหนึ่ง ซึ่งถือเป็นปัญหาผิวอันดับ 3 ของโลกที่หลายคนให้ความสำคัญ พบได้บ่อยในช่วงวัยรุ่นอายุ 15-25 ปี สามารถเกิดกับทุกเพศทุกวัย หลังจากมีฮอร์โมนเพศ ต่อมไขมันบนใบหน้ามีโอกาสอุดตันจากการอักเสบของต่อมท่อไขมัน แต่ส่วนใหญ่จะหายไปหลังจากอายุ 25 ปี

ปกติแล้วคนทั่วไปจะรู้จักสิวอยู่เพียง 2 แบบ คือ แบบ 1 เรียกว่า สิวอุดตัน และแบบ 3 ที่เรียกว่า สิวอักเสบ หรือที่รู้จักกันดีว่าสิวหัวช้าง แต่จากผลการวิจัยล่าสุดพบว่า สิวช่วงที่มีลักษณะอาการคัน เจ็บ ชมพูเรื่อๆ แต่ยังไม่ถึงขั้นอักเสบ จะเรียกว่าแบบ 2 หรือเรียกอีกแบบหนึ่งว่า สิวปุ๊บปั๊บ ซึ่งมีระยะเวลาเพียง 2 วันก่อนการอักเสบ และในระยะนี้นี่เอง หากเราสามารถที่จะหาวิธียับยั้งได้อย่างถูกต้อง ก็จะไม่ก่อให้เกิดการลุกลามไปยังแบบ 3 ซึ่งเป็นไทป์ที่รุนแรงและมีผลเสียที่จะตามมาอีกมากมาย เช่น รอยดำ รอยแผลเป็น รวมถึงมีค่าใช้จ่ายในการรักษาด้วย

“การรักษาสิวในปัจจุบันมีหลากหลายวิธี ทั้งยาทาและยารับประทาน การทำหัตถการต่างๆ หรือทำการรักษาด้วยเลเซอร์ ซึ่งการรักษาในแต่ละกลุ่มนี้มีการออกฤทธิ์และผลข้างเคียงที่แตกต่างกัน แต่ด้วยไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนไป คนมักจะนิยมค้นหาข้อมูลทางอินเทอร์เน็ต บางรายซื้อผลิตภัณฑ์รักษาสิวมาทาเอง จึงอยากแนะนำให้ปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพราะปัจจุบันวงการแพทย์พัฒนาก้าวไกลไปมาก ทำให้มีเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ มาเป็นตัวช่วยในการรักษาสิวมากขึ้น

จากการศึกษาเรื่องการเกิดสิว ทำให้เราสามารถคิดค้นผลิตภัณฑ์ต่างๆ มาช่วยในกระบวนการรักษา ผลลัพธ์ที่ได้ก็มีประสิทธิภาพ และเหมาะกับสภาพผิวของแต่ละคนเนื่องจากแต่ละบุคคลจะมีปัญหาแตกต่างกันไป ซึ่งนวัตกรรมดังกล่าวทำให้ไม่ต้องใช้ยาในการรักษาแบบเดิม ช่วยลดปริมาณการใช้ยาในกระบวนการรักษา และยังสามารถให้ผลได้ในระยะยาวอีกด้วย”

ล่าสุด นพ.ชวลิต บอกว่า เกิดเป็นความร่วมมือระหว่างราชเทวีคลินิก และบริษัท วิโนน่า (Winona) ผู้ผลิตเครื่องสำอางอันดับ 1 ของประเทศจีน โดยได้รับทุนสนับสนุนจากรัฐบาลจีน เพื่อศึกษาวิจัยค้นคว้าผลิตภัณฑ์ที่ผลิตจากสมุนไพรธรรมชาติ นำมารักษาคนไข้ที่มีปัญหาสิวและผิวพรรณ เพื่อหลีกเลี่ยงการรักษาด้วยยา และเพื่อความงามที่ยั่งยืน

ด้าน ศ.ดร.เหอลี่ ประธานเจ้าหน้าที่งานวิจัยและพัฒนาทางวิทยาศาสตร์จากวิโนน่า ประเทศจีน กล่าวว่า สิวถือเป็นปัญหาผิวที่ทุกคนทั่วโลกให้ความสำคัญ เพราะสามารถเกิดขึ้นได้ทุกเพศทุกวัย โดยพบว่าประชากรโลก 80% มีปัญหาการเกิดสิว

“สำหรับประชากรจีน ปัญหาเรื่องสิวถือเป็นปัญหาอันดับ 2 รองจากปัญหาผิวแพ้ง่าย โดยส่วนใหญ่จะพบในผู้ชาย สาเหตุมาจากฮอร์โมนผิดปกติ ซึ่งคนจีนจะกังวลในเรื่องนี้มาก จึงเกิดเป็นความร่วมมือกัน โดยมีนโยบายของรัฐบาลจีนกับโครงการ One Belt One Road ที่มุ่งเน้นให้ผู้ประกอบการในจีนขยายฐานตลาดสู่ต่างประเทศ เพื่อพัฒนาศักยภาพการบริการและยกระดับผลิตภัณฑ์

จากการสำรวจตลาดคลินิกในไทย พบว่า ราชเทวีคลินิกเป็นคลินิกที่มีชื่อเสียงและได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง ทั้งด้านคุณภาพและงานวิจัย และมีประวัติที่ยาวนานกว่า 40 ปี จุดนี้เองทำให้เราเชื่อมั่นในศักยภาพและมาตรฐานการให้บริการของราชเทวีคลินิก จึงตัดสินใจลงนามร่วมทุนเปิดแอคเน่ สปา เทค ช็อป เพื่อให้บริการด้านปัญหาสิวและผิวพรรณ

นอกจากนี้ เรายังได้ลงนามเพื่อทำการวิจัยผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ร่วมกับราชเทวีคลินิก โดยนำสมุนไพรจากเมืองคุนหมิงและเมืองยูนนานมาทำการวิจัยและพัฒนา เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการรักษา และตอบโจทย์ทุกปัญหาผิวพรรณ เพื่อลดปริมาณการใช้ยา เนื่องจากการใช้ยาต่อเนื่องกันเป็นระยะเวลานาน จะทำให้เกิดผลข้างเคียงต่างๆ ตามมาได้”

แอคเน่ สปา เทค ช็อป เป็นโมเดลทางธุรกิจแบบใหม่ที่ให้บริการรักษาสิวและความงาม ด้วยประสบการณ์กว่า 40 ปีของราชเทวีคลินิก ที่ยึดคอนเซ็ปต์ Precision Beauty ลูกค้าจะได้รับคำปรึกษาทางด้านความงามและเรื่องสิวอย่างละเอียดจากบิวตี้โฮสต์ ประกอบกับเทคโนโลยี Perfect Skin Test ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ราชเทวีคลินิกนำมาพัฒนา และได้รับการรับรองจาก สวทช. (สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ) เรียบร้อยแล้ว จึงถือว่าเป็นนวัตกรรมทางด้านวิทยาศาสตร์และสุขภาพอย่างหนึ่ง

จุดเด่นของเทคโนโลยีนี้ก็คือ สามารถวิเคราะห์ ตรวจประเภทของสิว และเช็กความผิดปกติระดับชั้นของผิวหนังในแต่ละชั้น ทำให้ทราบถึงปัญหาที่เกิดขึ้นเฉพาะบุคคลในแบบเชิงลึก เช่น ความหยาบกร้าน ไม่เรียบเนียนของผิว เป็นต้น เนื่องจากปัญหาสิวมีหลากหลายรูปแบบ และมีความรุนแรงแตกต่างกัน ระบบ Perfect Skin Test ในแอคเน่ สปา เทค ช็อป จึงถูกพัฒนาให้มีการติดตามและประเมินผลแบบละเอียด จึงสามารถติดตามความคืบหน้าทั้งก่อนและหลังได้ เป็นการสร้างความมั่นใจ อีกทั้งยังสามารถพิสูจน์ผลการรักษาได้ตลอดระยะเวลาการรักษาและการดูแลผิวอีกด้วย

มีโปรแกรมดูแลสิวและผิวให้เลือกมากมาย เช่น Acne 3 Day, Acne 7 Day, Perfect Smooth Treatment ฯลฯ โดยมี Perfect Skin Test เป็นขั้นตอนสำคัญในทุกโปรแกรม ที่สำคัญโปรแกรมต่างๆ จะไม่ใช้ยา เรียกว่าเป็นการดูแลและปรับดุลยภาพเซลล์ผิว (Homeostasis) ที่ปลอดภัยตามมาตรฐานของราชเทวีคลินิกนั่นเอง

สำหรับผู้ที่มีปัญหาเรื่องสิว มีวิธีปฏิบัติตัวเพื่อควบคุมสิวง่ายๆ คือ 1.ทำความสะอาดผิวหน้าอย่างสม่ำเสมอ ด้วยผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่เหมาะสม 2.ไม่ควรแกะหรือบีบสิว เพราะอาจทำให้เกิดการอักเสบมากขึ้น 3.หลีกเลี่ยงสิ่งแวดล้อมที่อาจกระตุ้นสิว เช่น การตากแดดนานๆ โดนฝุ่นละออง หรืออยู่ในที่ร้อนนานๆ สุดท้ายก็คือพยายามลดความเครียดทั้งทางร่างกายและจิตใจซึ่งเป็นผลทำให้เกิดสิวได้

ขายพ่วงประมูล5จี กสทช.หวังช่วยลดต้นทุนผู้ประกอบการ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/558147

  • วันที่ 20 ก.ค. 2561 เวลา 09:33 น.

ขายพ่วงประมูล5จี กสทช.หวังช่วยลดต้นทุนผู้ประกอบการ

เร่งเครื่องจัดสรรคลื่นความถี่รองรับระบบ 5จี ผุดแนวคิดเปิดประมูลคลื่นความถี่ย่าน 700 เมกะเฮิรตซ์ พ่วงใช้งานคลื่นความถี่ย่านสูง ‘ฐากร’ฟันธงต.ค.63ได้ใช้งานคลื่นใหม่แน่

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยในงานทำอย่างไรให้ “5จี เทคโนโลยีพลิกโลก” เกิดขึ้นจริงในไทย ตอนหนึ่งว่า ปัจจัยสำคัญ 3 ประการ ที่ขับเคลื่อนให้ประเทศไทยเข้าสู่ยุค 5จี ได้ คือ 1.การมีคลื่นความถี่รองรับระบบ 5จี 2.การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานรองรับระบบ 5จี และ 3.การเชื่อมโยงทั้งการสื่อสารระหว่างมนุษย์ การเชื่อมโยงด้านอินเทอร์เน็ตออฟธิงส์ (ไอโอที) และการสื่อสารกับเทคโนโลยีอัจฉริยะ (เอไอ)

ทั้งนี้ กสทช.จะเร่งจัดสรรคลื่นความถี่บริการ 5จี โดยเร็วที่สุด คาดการณ์ว่าจะให้บริการได้ในเดือน ต.ค. 2563 และในปี 2563 เตรียมเปิดประมูลคลื่นความถี่ย่าน 700 เมกะเฮิรตซ์ สูงสุด 90 เมกะเฮิรตซ์ และคลื่นความถี่ย่าน 2600 เมกะเฮิรตซ์ สูงสุด 180 เมกะเฮิรตซ์

ขณะที่คลื่นความถี่ใหม่ย่าน 3500 เมกะเฮิรตซ์ ซึ่งมีอยู่ 200 เมกะเฮิรตซ์ และคลื่นความถี่ย่าน 26000 และ 28000 เมกะเฮิรตซ์ มีรวมกัน 3000 เมกะเฮิรตซ์

อย่างไรก็ตาม การเปิดประมูลคลื่นความถี่ย่าน 700 เมกะเฮิรตซ์ สามารถพ่วงคลื่นความถี่ย่าน 26000 และ 28000 เมกะเฮิรตซ์ ให้โอเปอเรเตอร์ใช้งานด้วย เพื่อลดต้นทุนการลงทุนด้านคลื่นความถี่ ลดต้นทุนการพัฒนาระบบ 5จี โดยรวม และผลักดันให้เทคโนโลยี 5จี เกิดเร็วขึ้น โดยจากการประเมินเบื้องต้นหาก 5จี ไม่เกิดขึ้น ไทยจะสูญเสียทางเศรษฐกิจกว่า 2.3 ล้านล้านบาท หรือ 20% ของจีดีพีปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม ภาคส่วนที่ได้รับผล กระทบมากที่สุดคือภาคการผลิตและอุตสาหกรรม ซึ่งจะเสียโอกาสถึง 7 แสนล้าน-1.6 ล้านล้านบาท คิดเป็น 10-30% ของมูลค่าภาคอุตสาหกรรมโดยรวม

ด้าน นายสมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวว่า เทคโนโลยี 5จี จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศเมื่อมีการกำกับดูแลที่ดี เปิดเสรีในการแข่งขัน ด้านโทรคมนาคม โดยยึดประชาชนเป็นตัวตั้ง หากกำกับดูแลที่ไม่เป็นธรรม ต้นทุนการใช้บริการ 5จี จะสูง และ ถ้าดำเนินการไม่ดีจะส่งผลให้ผู้ประกอบการในธุรกิจนี้อาจลดลงจาก 3.2 ราย เหลือ 2.3 ราย และคุณภาพการบริการไม่ดีแต่ราคาสูง