ดีแทคสน900 ดอดถก’กสทช.’ย้ำต้องเยียวยา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/555355

  • วันที่ 23 มิ.ย. 2561 เวลา 07:19 น.

ดีแทคสน900 ดอดถก'กสทช.'ย้ำต้องเยียวยา

ดีแทค ซุ่มหารือ กสทช. เรื่องประมูลคลื่นความถี่ต่ำ 900 เมกฯ เชื่อลูกค้าจะได้รับการเยียวยาเหมือน ทรูกับเอไอเอส

นายลาร์ส นอร์ลิ่ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น หรือดีแทค กล่าวถึงความคืบหน้ากรณีการประมูลคลื่นความถี่ที่คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. เตรียมจะจัดให้มีขึ้น และการขอเยียวยา

“ขณะที่ดีแทคยังรอความชัดเจนในเรื่องการขอเยียวยา ดีแทคกำลังปรึกษาหารือกับ กสทช.ในเรื่องการเปิดประมูลคลื่นความถี่ต่ำ 900 เมกะเฮิรตซ์ (MHz) และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะมีการวางแผนจัดการประมูลอย่างรอบคอบ โดยคำนึงถึงสภาพเงื่อนไขการใช้งานคลื่นความถี่ 850 เมกฯ ของดีแทคและสถานการณ์ทางการตลาดในปัจจุบันด้วย” นายลาร์ส กล่าว

ทั้งนี้ ลูกค้าของดีแทคมีสิทธิที่จะได้รับบริการอย่างต่อเนื่อง ไม่มีซิมดับ หลังจากการสิ้นสุดสัมปทานคลื่น 1800 MHz และ 850 MHz ในเดือน ก.ย.นี้ ตามมาตรการเยียวยา จนกว่ากระบวนการจัดสรรคลื่นความถี่จะเสร็จสิ้นสมบูรณ์ คือ มีผู้ได้รับอนุญาตรายใหม่ถูกต้องตามกฎเกณฑ์ของ กสทช. โดยข้อกำหนดดังกล่าวได้เคยถูกนำมาบังคับใช้ตามที่เคยมีกรณีสิ้นสุดสัมปทานคลื่นความถี่กับผู้ให้บริการอื่นๆ เช่น ทรูและเอไอเอส ในปี 2556 และ 2558 ที่ผ่านมา

“ผมเชื่อมั่นว่าลูกค้าของดีแทคจะต้องได้รับการปกป้องดูแลสิทธิจาก กสทช.ในฐานะผู้กำกับดูแลนโยบาย และดีแทค หวังว่าการจัดสรรคลื่นความถี่ใหม่จะประสบความสำเร็จและเกิดขึ้นโดยเร็ว” นายลาร์ส กล่าว

แหล่งข่าวจากบริษัท ดีแทค เปิดเผยเพิ่มเติมว่า ในวันที่ 25 มิ.ย.นี้คณะกรรมการบริษัท ดีแทค จะมีการประชุมเพื่อกำหนดแนวทางในการเข้าร่วมประมูลคลื่นความถี่ต่ำ 850 MHz ที่ กสทช.นำไปแปลงเป็น 900 MHz หลังจากที่ กสทช.กำหนดจะนำคลื่น 900 MHz มาเปิดประมูลตามที่ดีแทคต้องการ เพราะคลื่นความถี่ต่ำที่มีคุณสมบัติส่งไปได้ไกล ทะลุผ่านอาคารในเมืองได้มีประสิทธิภาพ และคลื่นความถี่ต่ำจะเข้ามาเสริมการให้บริการกับคลื่น 2100 MHz กับ คลื่น 2300 MHz ที่ดีแทค มีในปัจจุบันให้การบริการ 3จี และ 4จี ได้ทั่วประเทศ

จี้ดีแทคโอนย้ายลูกค้า1800

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/555132

  • วันที่ 21 มิ.ย. 2561 เวลา 07:51 น.

จี้ดีแทคโอนย้ายลูกค้า1800

กสทช.ส่งหนังสือ ถึงดีแทค แจ้งลูกค้าคลื่น 1800 และ 850 เมกะเฮิรตซ์ โอนย้ายค่ายป้องกันซิมดับ

นายก่อกิจ ด่านชัยวิจิตร รองเลขา ธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 20 มิ.ย. 2561 สำนักงาน กสทช.ได้มีหนังสือเร่งรัดไปยังบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น หรือดีแทค ให้รีบดำเนินการประชาสัมพันธ์ ให้ประชาชนผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ในคลื่นความถี่ 850 เมกะเฮิรตซ์ และ 1800 เมกะเฮิรตซ์ ที่จะสิ้นสุดสัญญาสัมปทานในวันที่ 15 ก.ย. 2561 จำนวนประมาณ 4.3 แสนเลขหมาย ให้โอนย้ายไปใช้บริการกับผู้ให้บริการรายอื่นที่รองรับการให้บริการ หรือหากจะใช้บริการกับผู้ให้บริการรายเดิมก็ให้เปลี่ยนไปใช้คลื่นความถี่อื่น เพื่อให้ประชาชนสามารถใช้งานได้อย่างต่อเนื่อง แม้สัญญาสัมปทานจะสิ้นสุดลง ทั้งนี้เพื่อเป็นการคุ้มครองประชาชนผู้ใช้บริการและเป็นการเตรียมคลื่นให้ว่าง เพื่อรองรับการประมูล

สำหรับการโอนย้ายค่ายเบอร์เดิม ปัจจุบันสามารถโอนย้ายได้วันละ 6 หมื่นเลขหมาย โดยประชาชนสามารถติดต่อไปยังคอลเซ็นเตอร์ของแต่ละค่าย ที่ประชาชนต้องการโอนย้ายเข้าไป ซึ่งประชาชนสามารถเช็กสิทธิก่อนย้ายค่ายได้โดย กด *151*ตามด้วยเลขบัตรประชาชน 13 หลัก แล้วตามด้วยเครื่อง หมาย # แล้วกดโทรออก โดยไม่มีค่า ใช้จ่ายทุกเครือข่าย หากไม่ติดเงื่อนไขใดๆ เช่น ไม่มียอดค้างชำระ จะได้รับ รหัสแสดงตนทางเอสเอ็มเอสภายใน 10 นาที โดยรหัสแสดงตนที่ได้รับทาง เอสเอ็มเอส สามารถใช้ยื่นสมัครโอนย้ายที่จุดให้บริการของรายใหม่ได้ภายในวันที่ได้รับรหัส ซึ่งการโอนย้ายค่ายด้วยวิธีนี้จะใช้เวลาไม่เกิน 2 วันทำการ

ดีแทคจัดโปรเปลี่ยนมือถือลูกค้าจาก2Gเป็น3G/4Gฟรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/555108

  • วันที่ 20 มิ.ย. 2561 เวลา 19:45 น.

ดีแทคจัดโปรเปลี่ยนมือถือลูกค้าจาก2Gเป็น3G/4Gฟรี

ดีแทคจัดโปรให้ลูกค้าเปลี่ยนมือถือ2Gเป็น 3Gและ4G รองรับคลื่น 1800 และ 850 MHzที่กำลังหมดสัมปทานในเดือนก.ย.นี้

เมื่อวันที่ 20 มิ.ย. นายปัญญา เวชบรรยงรัตน์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มงานพาณิชย์ บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่นจำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ดีแทคได้ออกโปรโมชั่นให้ ลูกค้าย้ายจากการใช้งาน 2G ไปเป็น 3G/4G โดยให้ลูกค้าสามารถเปลี่ยนมือถือ 2G ให้เป็นมือถือ 3G/4G จากดีแทคฟรี (รุ่นที่ได้ขึ้นอยู่กับสิทธิ์ของแต่ละหมายเลข) หรือ รับส่วนลดค่าเครื่องทันที สูงสุด 1,000 บาท เมื่อซื้อสมาร์ทโฟนทุกรุ่น สอบถามโทรที่ *444 หรือตรวจสอบสิทธิ์ฟรีได้ด้วยตัวเองจากหมายเลข *444# ลูกค้าสามารถรับสิทธิ์ได้ที่ศูนย์บริการดีแทคทั่วประเทศ

นายปัญญากล่าวว่า ดีแทคเร่งออกโปรโมชั่นดังกล่าว เพื่อรับกับการที่ลูกค้าที่อยู่บนคลื่น 1800 และ 850 MHz ที่กำลังหมดสัมปทาน

นอกจากนี้ เพื่อต้อนรับคลื่นดีแทคเทอร์โบ ซื้อสมาร์ทโฟนราคาพิเศษ ในมหกรรมลดราคาสมาร์ทโฟน Super Speed Super Sale ส่วนลดสูงสุด 15,000 บาท พิเศษสุด! ดีแทคแจกคูปองส่วนลดค่าเครื่องเพิ่มอีก 2,300 บาท จำนวน 10,000 ใบสำหรับลูกค้าแบบรายเดือน ที่ใช้ดีแทคเทอร์โบ ในพื้นที่เปิดให้บริการเฟสแรก กรุงเทพ ขอนแก่น เชียงใหม่ และภูเก็ต

Samsung Galaxy A6 ราคาเพียง 2,600 บาท (จากราคาปกติ 8,900 บาท รวมส่วนลดเพิ่มจากคูปองส่วนลด 2,300 บาทแล้ว) เมื่อชำระค่าบริการล่วงหน้า 2,000 บาทพร้อมสมัครหรือมีแพ็กเกจเริ่มต้น 699 บาท

Samsung Galaxy S9+ 256GB ราคาเพียง 22,100 บาท(จากราคาปกติ 37,900 บาท รวมส่วนลดเพิ่มจากคูปองส่วนลด 2,300 บาทแล้ว) เมื่อชำระค่าบริการล่วงหน้า 5,000 บาทพร้อมสมัครหรือมีแพ็กเกจเริ่มต้น 1,099 บาท

iPhoneX ราคาเริ่มต้นเพียง 24,700 บาท (จากราคาปกติ 41,000 บาทรวมส่วนลดเพิ่มจากคูปองส่วนลด 2,300 บาทแล้ว) เมื่อชำระค่าบริการล่วงหน้า 5,000 บาท พร้อมสมัครหรือมีแพ็กเกจเริ่มต้น 1499 บาท

พิเศษลูกค้าย้ายค่ายเบอร์เดิมรับส่วนลดค่าเครื่องเพิ่ม 1,500 บาท รายะเอียดเพิ่มเติม http://www.dtac.co.th/camp/device/best-deal.html

ก่อนหน้านี้นายก่อกิจ ด่านชัยวิจิตร รองเลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (รองเลขาธิการ กสทช.) กล่าวว่า สำนักงาน กสทช. ได้มีหนังสือเร่งรัดไปยังดีแทคให้รีบดำเนินการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ในคลื่นความถี่ 850 และ 1800 MHz ที่จะสิ้นสุดสัญญาสัมปทานในวันที่ 15 ก.ย. 2561 จำนวนประมาณ 430,000 เลขหมาย โอนย้ายไปใช้บริการกับผู้ให้บริการรายอื่นที่รองรับการให้บริการ หรือหากจะใช้บริการกับผู้ให้บริการรายเดิมก็ให้เปลี่ยนไปใช้คลื่นความถี่อื่น เพื่อให้ประชาชนสามารถใช้งานได้อย่างต่อเนื่อง ไม่สะดุด แม้สัญญาสัมปทานจะสิ้นสุดลง ทั้งนี้เพื่อเป็นการคุ้มครองประชาชนผู้ใช้บริการ และเป็นการเตรียมคลื่นให้ว่างเพื่อรองรับการประมูล

กสทช.ดิ้นประมูลคลื่น ยึดหลักเกณฑ์เดิม เริ่มเดือนส.ค.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/555010

  • วันที่ 20 มิ.ย. 2561 เวลา 07:42 น.

กสทช.ดิ้นประมูลคลื่น ยึดหลักเกณฑ์เดิม เริ่มเดือนส.ค.

กสทช.ไฟเขียวนำคลื่น 1800-900 เมกะเฮิรตซ์ เปิดประมูลใหม่ ยันไม่ลดราคา แต่อาจทบทวนแผนใหม่หากยังไร้ผู้ประมูล

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (เลขาธิการ กสทช.) เปิดเผยว่า มติที่ประชุมคณะอนุกรรมการกลั่นกรองงานด้านโทรคมนาคม เห็นชอบให้นำคลื่นความถี่ย่าน 1800 เมกะเฮิรตซ์ กลับมาประมูลใหม่ โดยยังยึดหลักเกณฑ์การประมูลเดิม คือ เปิดประมูลจำนวน 3 ใบอนุญาต ขนาด ใบอนุญาตละ 15 เมกะเฮิรตซ์ ราคาตั้งต้น เดิม 37,457 ล้านบาท

ทั้งนี้ กำหนดให้วันที่ 26 มิ.ย.-25 ก.ค. 2561 เป็นช่วงเชิญชวนและรับ คำขอผู้สนใจเข้าร่วมการประมูล โดยกำหนดวันที่ 26 ก.ค. 2561 เป็นวันยื่นคำขอเพื่อเข้าร่วมการประมูล หลังจากนั้นวันที่ 26 ก.ค.-30 ก.ค. 2561 จะพิจารณาคุณสมบัติผู้มีสิทธิเข้าร่วมการประมูล โดยวันที่ 1 ส.ค. จะประกาศรายชื่อผู้ผ่านคุณสมบัติ และประมูลในวันที่ 4 ส.ค. 2561 ตามเดิม

นอกจากนี้ มติที่ประชุมคณะอนุกรรมการฯ ด้านโทรคมนาคม ยังเห็นชอบให้นำคลื่นความถี่ย่าน 900 เมกะเฮิรตซ์ กลับมาประมูลภายใต้เงื่อนไขผู้ที่ชนะการประมูลต้องลงทุนสร้างแนวกำแพงป้องกัน คลื่นความถี่รบกวนการเดินรถของรถไฟไทยจีน โดยจะเปิดประมูล 1 ใบอนุญาต จำนวน 5 เมกะเฮิรตซ์ ราคาตั้งต้นที่ 37,988 ล้านบาท (นำเงินลงทุนสร้างแนวกำแพงป้องกัน คลื่นความถี่มาหักได้)

อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 19 มิ.ย.-22 มิ.ย. 2561 จะพิจารณาทบทวนร่างประกาศ และในวันที่ 25 มิ.ย. 2561 จะนำเข้าสู่วาระที่ประชุมคณะอนุกรรมการกลั่นกรองงานด้านโทรคมนาคม และเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (บอร์ด กสทช.) ในวันเดียวกัน ซึ่งกำหนดเปิดประมูลในวันที่ 10 ส.ค. 2561

นายฐากร กล่าวว่า หากการประมูลครั้งใหม่ยังไม่มีผู้เข้าร่วม ทางสำนักงาน กสทช.จะพิจารณาทบทวนหลักเกณฑ์การประมูลคลื่นความถี่ใหม่ทั้งหมด ซึ่งต้องใช้เวลาขั้นต่ำ 5-6 เดือน สำหรับกรณีที่มีผู้เข้าร่วมการประมูล 1 ราย จะขยายระยะเวลาอีก 30 วัน ดังนั้นในส่วนคลื่นความถี่ย่าน 1800 เมกะเฮิรตซ์ จะย้ายไปประมูลภายในวันที่ 11 ก.ย. 2561 ด้านคลื่นความถี่ย่าน 900 เมกะเฮิรตซ์ จะย้ายไปประมูลภายในวันที่ 12 ก.ย. 2561

สำหรับมาตรการเยียวยาคลื่นความถี่ย่าน 1800 เมกะเฮิรตซ์ และ 900 เมกะเฮิรตซ์ ของดีแทคและแคทนั้น สำนักงาน กสทช.จะนำเข้าสู่วาระบอร์ด กสทช. ภายในวันที่ 25 มิ.ย. 2561 เพื่อพิจารณาว่าเงื่อนไขเหมาะสมกับการใช้มาตรการเยียวยาหรือไม่ และจะเร่งรัดให้มีการโอนย้ายลูกค้าที่เหลืออยู่จำนวน 4.3 แสนราย ให้เสร็จสิ้นก่อนสิ้นสุดสัญญาสัมปทานของแคทและดีแทคในวันที่ 15 ก.ย. 2561

“ถามว่ามั่นใจไหมว่าการเปิดประมูลครั้งใหม่จะมีผู้เข้าร่วม ผมคงตอบไม่ได้ แต่ผมจะทำให้ดีที่สุด ทั้งนี้ ผมยอมเสียหน้า ดีกว่าติดคุก ในกรณีที่ยอมลดราคาการประมูลเพื่อให้คนเข้าร่วม” นายฐากร  กล่าว

ทรูลุยเพิ่มเน็ตในเมือง ชะลอชายขอบหลังรัฐเข้าลงทุนต่างจังหวัด หันเจาะอสังหา-คอนโด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/554996

  • วันที่ 20 มิ.ย. 2561 เวลา 06:24 น.

ทรูลุยเพิ่มเน็ตในเมือง ชะลอชายขอบหลังรัฐเข้าลงทุนต่างจังหวัด หันเจาะอสังหา-คอนโด

ทรูออนไลน์ ตั้งเป้ารายได้โต 10% หวังฐานลูกค้าเพิ่มขึ้นเป็น 4 ล้านครัวเรือน ผนึกกำลังทำโปรฯ บันเดิ้ล

นายสหรัฐส์ คนองศิลป์ ผู้อำนวยการและหัวหน้าสายงานการพาณิชย์ ทรูออนไลน์ และคอนเวอร์เจนซ์ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น เปิดเผยว่า จากนโยบายของรัฐบาลที่ผลักดันให้ประชาชนไทย เข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้อย่างทั่วถึงทั่วประเทศ อาทิ เน็ตชายขอบ และเน็ตประชารัฐ ส่งผลให้ ทรู ออนไลน์ มีการลงทุนใน การขยายอินเทอร์เน็ตให้เข้าถึงครัวเรือนต่างๆ ทั่วประเทศลดลง จากเดิมที่มีแผนการขยายการลงทุนไปยังจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศ

“แม้จะเป็นวิสัยทัศน์ทางธุรกิจที่จะขยายอินเทอร์เน็ตให้เข้าถึงชุมชนทั่วประเทศ แต่บริษัทจะไม่ขยายแข่งขันกับภาครัฐ ดังนั้น บริษัทจึงมุ่งเน้นในการพัฒนาโครงข่ายในเขตเมืองเพิ่มมากขึ้นและการพัฒนาให้สอดคล้องกับความต้องการของค่าเฉลี่ยในการใช้งานของผู้บริโภคในเขตเมืองที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง” นายสหรัฐส์ กล่าว

ทั้งนี้ บริษัทยังมีแผนความร่วมมือกับผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ (ดีเวลอปเปอร์) ในการนำอินเทอร์เน็ตไฟเบอร์ความเร็วสูงเข้าไปติดตั้งภายในคอนโดมิเนียม โครงการบ้านจัดสรร ซึ่งเป็นโครงการใหม่ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล รวมถึงในแนวรถไฟฟ้าสายสีต่างๆ โดยมีจำนวน 30 ดีเวลอปเปอร์ ที่อยู่ระหว่างการเจรจาและจะได้เห็นภายในปีนี้อย่างน้อย 1 โครงการ โดยการพูดคุยกับตลาดกลุ่มนี้จะเป็นการให้บริการแบบครบวงจร (โฮม โซลูชั่น)

นอกจากนี้ บริษัทตั้งเป้าหมายรายได้ของบริษัทในปีนี้อยู่ที่ 2.7 หมื่นล้านบาท หรือเติบโตขึ้น 10% เมื่อเทียบกับปีก่อนที่อยู่ที่ราว 2.5 หมื่นล้านบาท โดยมีแผนการขยายความครอบคลุมในการให้บริการอินเทอร์เน็ตเพิ่มขึ้นเป็น 18 ล้านครัวเรือน ภายในสิ้นปีนี้ จากปัจจุบันอยู่ที่ 13 ล้านครัวเรือน ซึ่งการให้บริการอินเทอร์เน็ตของตลาดคาดว่าจะครอบคลุมเพิ่มขึ้นเป็น 50% ของครัวเรือนทั้งประเทศที่มีอยู่ที่ 23 ล้านครัวเรือน ในปี 2563

สำหรับภาพรวมตลาดผู้ใช้อินเทอร์เน็ตทั่วประเทศปัจจุบันมีจำนวนราว 6-7 ล้านครัวเรือน ซึ่งบริษัทมีส่วนแบ่งทางการตลาดอยู่ที่ 42% หรืออยู่ที่ราว 3.2 ล้านครัวเรือน โดยทั้งปีนี้คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 4 ล้านครัวเรือน ส่วนภาพรวมตลาดผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในเขตกรุงเทพฯ มีจำนวนอยู่ที่ราว 3 ล้านครัวเรือน ซึ่งบริษัทมีส่วนแบ่งการตลาดในกรุงเทพฯ อยู่ที่ 53% หรืออยู่ที่ราว 1 ล้านครัวเรือน

อย่างไรก็ตาม ด้านการแข่งขันของตลาดอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงในปัจจุบันมีการแข่งขันที่รุนแรงสูงทางด้านราคาและการจัดรายการส่งเสริมการขาย (โปรโมชั่น) ซึ่งบริษัทในฐานะที่มีการให้บริการที่ครอบคลุมหลากหลายจุดใช้จุดแข็งในการทำแพ็กเกจร่วมกัน (บันเดิ้ล) อาทิ ร่วมกับทรูวิชั่นและร่วมกับทรูมูฟเอช เพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันในตลาด

นายสหรัฐส์ กล่าวว่า ล่าสุดบริษัทได้เปิดให้บริการไฟเบอร์อินเทอร์เน็ตความเร็วสูงด้วยแพ็กเกจ “ทรู ไฟเบอร์ 1 Gbps” ให้แก่ลูกค้าที่อยู่อาศัย (คอนซูเมอร์) จากเดิมที่มีให้บริการเฉพาะในกลุ่มลูกค้าองค์กร (คอร์ปอเรต) เพื่อขยายฐานลูกค้าให้กว้างขึ้นและสามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงได้ง่ายขึ้นในราคาเริ่มต้นที่ 2,999 บาท

ขณะที่ช่วงแรกจะเริ่มให้บริการเฉพาะในเขตกรุงเทพฯ โดยการรุกตลาดครั้งนี้เน้นลูกค้าในกลุ่มระดับพรีเมียม ก่อนจากนั้นจะขยายไปยังหัวเมืองใหญ่ในเดือน ก.ค.เป็นต้นไป ซึ่งตั้งเป้าว่า “ทรู ไฟเบอร์ 1 Gbps” จะมีสัดส่วน 10% ของฐานลูกค้าในเขตกรุงเทพฯ ของบริษัทที่อยู่ที่ราว 1 ล้านราย

กูเกิลร่วม “เจดี” ส่งอี-คอมเมิร์ซ ตีตลาดเอเชีย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/554985

  • วันที่ 19 มิ.ย. 2561 เวลา 19:58 น.

กูเกิลร่วม "เจดี" ส่งอี-คอมเมิร์ซ ตีตลาดเอเชีย

กูเกิลลงทุนเกือบ 2 หมื่นล้านในเจดีดอทคอม ใช้เทคโนโลยีพัฒนาอี-คอมเมิร์ซ บุกตลาดเอเชีย

บริษัท กูเกิล อิงค์ ออกแถลงการณ์ร่วมกับเจดีดอทคอม อี-คอมเมิร์ซ อันดับ 2 ของจีนว่า กูเกิลจะลงทุน 550 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (เกือบ 1.8 หมื่นล้านบาท) เพื่อร่วมพัฒนาบริการค้าปลีกในหลายตลาด รวมถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สหรัฐ และยุโรป ด้วยการผสมผสานความเชี่ยวชาญด้านโลจิสติกส์และซัพพลายเชนของเจดีกับเทคโนโลยีของกูเกิล ถือเป็นความร่วมมือที่เกิดขึ้นหลังกูเกิลและเจดีเคยร่วมกันลงทุนในโกเจ็ก ผู้ให้บริการเรียกรถรับส่งในอินโดนีเซีย

อย่างไรก็ดี รอยเตอร์สระบุว่า ข้อตกลงครั้งนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการเริ่มธุรกิจของกูเกิลในจีน ซึ่งกูเกิลยังไม่สามารถเปิดบริการในจีน เนื่องจากบริษัทปฏิเสธการเซ็นเซอร์ผลการค้นหาตามกฎหมายท้องถิ่น

ทั้งนี้ การลงทุนดังกล่าวเกิดขึ้น 1 สัปดาห์หลังกูเกิลร่วมมือกับคาร์ฟูร์พัฒนาธุรกิจค้าปลีกออนไลน์ในฝรั่งเศส และยังเป็นสัญญาณบ่งบอกว่ากูเกิลกำลังพยายามรุกอี-คอมเมิร์ซ

นอกจากนี้ รอยเตอร์สรายงานว่า กูเกิลอาจลงทุนในฟลิปคาร์ท อี-คอมเมิร์ซรายใหญ่ในอินเดีย เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามลงทุนในเอเชีย ภูมิภาคที่มีจำนวนชนชั้นกลางเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่ยังขาดระบบโครงสร้างพื้นฐานในธุรกิจค้าปลีกและธุรกิจอื่นๆ ทำให้เอเชียกลายเป็นตลาดที่น่าสนใจสำหรับบริษัทอินเทอร์เน็ตจากจีนและสหรัฐ

องค์กรเสี่ยงภัยไซเบอร์ เศรษฐกิจสูญ 2.86 แสนล.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/554875

  • วันที่ 19 มิ.ย. 2561 เวลา 06:27 น.

องค์กรเสี่ยงภัยไซเบอร์ เศรษฐกิจสูญ 2.86 แสนล.

โดย…รัชนีย์ ศรีวัฒนชัย

ไมโครซอฟท์ร่วมกับฟรอสต์ แอนด์ ซัลลิแวน เผยรายงานวิจัย ภาพรวมภัยคุกคามทางไซเบอร์ในเอเชีย แปซิฟิก การปกป้ององค์กรในโลกยุคดิจิทัล โดยทำการสำรวจ 13 ประเทศในเอเชียแปซิฟิก จำนวน 1,300 รายจาก 13 ประเทศ อาทิ จีน ญี่ปุ่น และไทย เพื่อชี้ให้เห็นช่องโหว่ในกลยุทธ์เชิงความปลอดภัยด้านไซเบอร์องค์กร

โอม ศิวะดิตถ์ ผู้บริหารด้าน นโยบายภาครัฐ บริษัท ไมโครซอฟท์ เปิดเผยว่า การก้าวสู่ยุคที่คลาวด์และ โมบายคอมพิวติ้งมีบทบาทในการ ทำหน้าที่เชื่อมต่อธุรกิจกับลูกค้า และช่วยเพิ่มศักยภาพในการทำงาน แต่ทุกองค์กรต้องเผชิญภัยคุกคามโลกไซเบอร์ ผลวิจัยพบว่า ความเสียหายทางเศรษฐกิจในไทยที่เป็น ผลกระทบมาจากความปลอดภัยทางไซเบอร์สามารถส่งผลถึง 2.86 แสนล้านบาท หรือเท่ากับ 2.2% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ หรือจีดีพี มูลค่า 14,360 ล้านล้านบาท

ทั้งนี้ ความปลอดภัยทางไซเบอร์ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจเอเชียแปซิฟิก โดยเฉลี่ยคิดเป็น 7% ของจีดีพี ซึ่งองค์กรขนาดใหญ่แต่ละแห่งในไทยอาจเผชิญความเสียหายทางเศรษฐกิจถึง 408 ล้านบาท จากการจู่โจมเพียงครั้งเดียว โดยโอกาสที่ธุรกิจสูญเสียลูกค้าและความน่าเชื่อถือคิดเป็นเม็ดเงินถึง 215.2 ล้านบาท และส่งผลกระทบการเลิกจ้างงานของพนักงานในบริษัทคิดเป็นมูลค่า 170.3 ล้านบาท

“ความเสียหายที่แท้จริงจากภัยอันตรายบนโลกไซเบอร์ ครอบคลุมทั้งเชิงเศรษฐกิจ โอกาสทางธุรกิจ ลดประสิทธิภาพการทำงาน บริษัทขาดสภาพคล่อง และการตกงาน ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา ราว 3 ใน 5 ขององค์กร ทั้งหมด หรือ 60% ต้องมีการปลด พนักงานออกในหลายตำแหน่ง เนื่องจาก ผลกระทบของภัยคุกคามทางไซเบอร์ นอกจากนี้ความกังวลในด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ ทำให้แผนการปฏิรูปธุรกิจด้วยดิจิทัลดำเนินการช้าลง ซึ่งไทยอยู่ในตัวเลขที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยของทั่วโลก” โอม กล่าว

ขณะที่ภัยร้ายที่ต้องจับตาและช่องโหว่ที่ต้องจัดการ ในกลยุทธ์ด้านความปลอดภัยขององค์กร ผลวิจัยระบุว่าสำหรับองค์กรในประเทศไทยแล้ว ภัยร้ายในโลกไซเบอร์ที่มีผลกระทบสูงสุด และใช้เวลาในการแก้ไขฟื้นฟูนานที่สุด คือการเลียนแบบตัวตนของแบรนด์ในโลกออนไลน์ การขโมยข้อมูล และการทำลายข้อมูล

สำหรับช่องว่างเชิงกลยุทธ์ขององค์กรในการปกป้อง คือ 1.องค์กรมองข้ามระบบความปลอดภัยขณะทำโครงการทรานส์ฟอร์เมชั่น 2.การมีระบบซับซ้อน ไม่ได้สะท้อนว่าปลอดภัย พบว่าองค์กรที่ใช้โซลูชั่นด้านความปลอดภัยรวม 26-50 โซลูชั่น มี 15% ที่สามารถแก้ไขปัญหาการจู่โจมใน 1 ชั่วโมง 3.ขาดวิสัยทัศน์เชิงกลยุทธ์ พบว่าองค์กร 28% ที่เล็งเห็นว่ากลยุทธ์ด้านความปลอดภัยขององค์กรเป็นหัวใจสำคัญของกระบวนการดิจิทัล ทรานส์ฟอร์เมชั่น

องค์กรไม่ควรมองข้ามความ ปลอดภัยทางไซเบอร์ เพราะเป็นส่วนสำคัญขับเคลื่อนการปฏิรูปธุรกิจด้วยดิจิทัล ซึ่งองค์กรต้องลงทุนอย่างต่อเนื่อง เพื่อลดโอกาสสูญเสียเม็ดเงินให้กับแฮ็กเกอร์ บอตเน็ต แรนซัมแวร์ 3 อาชญากรในยุคดิจิทัล และที่สำคัญลดการสูญเสียโอกาสของธุรกิจและเศรษฐกิจของประเทศที่มีมูลค่ามหาศาล

‘ยานยนต์ไฟฟ้า’ อนาคตที่วิ่งใกล้เข้ามาแล้ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/554627

  • วันที่ 16 มิ.ย. 2561 เวลา 12:33 น.

‘ยานยนต์ไฟฟ้า’ อนาคตที่วิ่งใกล้เข้ามาแล้ว

โดย ชุติมา

“อนาคตอันใกล้ไม่เกิน 5 ปีจากนี้ไป ยานยนต์ไฟฟ้าจะเหมือนสมาร์ทโฟนทั่วไป คาดว่ามีอัตราการใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมากอย่างแน่นอน เนื่องจากมีปัจจัยหลายประการที่ช่วยกระตุ้นให้ตัดสินใจเป็นเจ้าของ”

ดร.ยศพงษ์ ลออนวล กล่าวถึงเทรนด์รถยนต์ไฟฟ้า ที่ในเร็ววันนี้จะไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป

ยานยนต์ไฟฟ้า หรือ Electric Vehicle หมายถึง ยานยนต์ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว (Plug-in Hybrid EV-PHEV) หรือยานยนต์ที่อาศัยเครื่องยนต์มาใช้ร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า (Hybrid Electric Vehicle-HEV) รวมทั้งยานยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าอย่างเดียวแต่เก็บพลังงานในแบตเตอรี่จากภายนอก (Hybrid Electric Vehicle-HEV) และการอัดประจุไฟฟ้าจากภายนอก หรือการใช้เชื้อเพลิงไฮโดรเจนในการผลิตพลังงานไฟฟ้าจากเซลล์เชื้อเพลิง (Fuel Cell EV-FCEV)

รถยนต์ไฟฟ้าปลั๊กอินไฮบริด (Plug-in Hybrid EV-PHEV) ซึ่งจากสถิติปัจจุบันประเทศไทย มีผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าประเภทดังกล่าวอยู่ที่ประมาณ 1 หมื่นคัน และคาดว่าจะมีมากขึ้นในระยะ 5 ปีต่อจากนี้

สิ่งที่ยังเป็นช่องว่าง ไม่ว่าจะเป็นผู้บริโภคอย่างผู้ใช้รถใช้ถนน ผู้ประกอบการ นักลงทุน และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับภาคธุรกิจ คือองค์ความรู้และความเชี่ยวชาญในยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งงานเตรียมความพร้อมเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ที่ให้ความสนใจในความก้าวหน้าของนวัตกรรมยานยนต์ไฟฟ้า คือ Electric Vehicle Asia 2018, iEVTech2018 จัดขึ้นโดยสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย ร่วมกับยูบีเอ็ม เอเชีย (ประเทศไทย) เมื่อวันที่ 6-9 มิ.ย.ที่ผ่านมา ที่ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา

ครั้งแรกของไทยที่นำเอาเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าจากผู้พัฒนาและผู้ผลิตจากแบรนด์ชั้นนำมารวบรวมไว้ จัดแสดงอย่างครบวงจร ทั้งยานยนต์ไฟฟ้า สถานีชาร์จ และหัวข้อสัมมนาที่จะเชื่อมโยงในทุกเรื่องราวเกี่ยวกับยานยนต์ไฟฟ้า ต่อยอดการสร้างโอกาสให้กับอุตสาหกรรมต่างๆ การอนุรักษ์พลังงานและการยกระดับชุมชนเมืองให้กลายเป็นเมืองอัจฉริยะ หรือสมาร์ทซิตี้ (Smart City) และเตรียมความพร้อมสู่การเป็นอี-โมบิลิตี้ (E-mobility) ได้อย่างสมบูรณ์ โดยจัดคู่ขนานไปกับงานแสดงเทคโนโลยีและการประชุมนานาชาติด้านพลังงานทดแทน การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและยานยนต์ไฟฟ้าที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน (ASEAN Sustainable Energy Week 2018 หรือ ASE 2018)

งานนี้จัดแสดงนวัตกรรมยานยนต์ไฟฟ้ามากมาย เช่น กลุ่มบริษัทฮอนด้าในประเทศไทย มาร่วมจัดแสดงในงานนำเสนอแนวคิดแบตเตอรี่แบบสับเปลี่ยนได้ที่พัฒนาโดยฮอนด้า พร้อมด้วยจักรยานยนต์ไฟฟ้า พีซีเอ็กซ์ อิเล็กทริก รถยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็ก เอ็มซี เบต้า และพาหนะส่วนบุคคลรูปแบบใหม่ ยูนิ-คับ (UNI-CUB) ที่พัฒนามาจากการค้นคว้าและวิจัยหุ่นยนต์คล้ายมนุษย์ของฮอนด้าอาซิโม สามารถเคลื่อนที่ได้รอบทิศทางอย่างเป็นธรรมชาติ ทั้งเดินหน้า ถอยหลัง ด้านข้าง และแนวทแยงเพียงโน้มน้ำหนักตัวไปในทิศทางที่ต้องการ ที่สำคัญยังมีรูปทรงกะทัดรัดตอบโจทย์ผู้คนในโลกของอนาคตสำหรับการใช้งานภายในอาคาร เช่น สำนักงานและห้างสรรพสินค้า เป็นต้น

Honda MC-B รถพลังงานไฟฟ้าทางเลือกใหม่ที่ไม่ต้องพึ่งพาน้ำมันและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยพัฒนาภายใต้แนวคิด “การเป็นรถไฟฟ้าขนาดไมโครสำหรับการเดินทางระยะสั้นในเมืองใหญ่” มีน้ำหนักตัวถังเพียงแค่ 400 กก. ขับเคลื่อนด้วยแบตเตอรี่ขนาด 15 กิโลวัตต์หรือ 20 แรงม้า โครงสร้างตัวถังมีลักษณะคล้ายกับมอเตอร์ไซค์ รองรับที่นั่งเดียว มีความยาวตัวถังเพียง 2.5 เมตร และกว้าง 1.3 เมตร สำหรับ MC-B ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าขนาด 11 กิโลวัตต์ ซึ่งสามารถทำความเร็วสูงสุดได้ที่ 70 กม./ชม. ระยะทางขับเคลื่อนทำได้ไกลกว่า 80 กม.

ไฮไลต์เรียกความสนใจ Honda PCX Electric เคยเปิดตัวที่งานโตเกียวมอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 45 ประจำปี 2017 (Tokyo Motor Show 2017) และพร้อมให้คนไทยหรือสิงห์มอเตอร์ไซค์ได้ยลโฉมอย่างใกล้ชิด โดย PCX Electric รุ่นนี้ปรับเปลี่ยนระบบสายพานแบบมอเตอร์ไซค์ปกติมาเป็นระบบมอเตอร์ไฟฟ้า ส่งผลให้รถมอเตอร์ไซค์อัจฉริยะคันนี้ คือนวัตกรรมมอเตอร์ไซค์คันแรกของฮอนด้าที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าแบบ 100% มีมลพิษเป็นศูนย์ ไร้การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ระบบแบตเตอรี่ ทางฮอนด้าได้พัฒนาระบบแบตเตอรี่สำหรับมอเตอร์ไซค์คันนี้ขึ้นมาโดยเฉพาะ โดยเรียกแบตเตอรี่เทคโนโลยีนี้ด้วยชื่อว่า “Honda Mobile Power Pack” ซึ่งเป็นแบตเตอรี่ลิเทียมไอออนจำนวน 2 ก้อนที่จัดเก็บไว้ด้านในตัวเครื่อง ความพิเศษของแบตเตอรี่แนวคิดใหม่อันนี้ก็คือ การดีไซน์ที่พัฒนาขึ้นมาเพื่อให้พร้อมใช้งานในชีวิตประจำวันโดยเฉพาะ ด้วยฟังก์ชั่นในการถอดแบตเตอรี่ออกมาชาร์จด้านนอกได้ สามารถสับเปลี่ยนก้อนได้ง่าย รวมถึงรองรับการเสียบชาร์จโดยตรงเข้าสู่ตัวมอเตอร์ไซค์ได้อีกด้วย ที่สำคัญตัวแบตเตอรี่ยังใช้ได้กับ MC-B และรถไฟฟ้ารุ่นอื่นๆ ที่จะพัฒนามาในอนาคตได้อีกด้วย

รถสามล้อพลังงานไฟฟ้าจากแบรนด์ K-Lion รถไฟฟ้าอีกคันที่ขับขี่ง่าย รูปทรงสวยงาม เหมาะกับการนำไปจ่ายตลาดได้อย่างลงตัว ขณะที่บูธจากญี่ปุ่นได้นำเอา Scooter หลากหลายดีไซน์มานำเสนอ พร้อมกับทดลองขับขี่ในพื้นที่จำกัดได้อย่างสะดวกสบาย พร้อมกันนี้ยังมีจักรยานไฟฟ้าและรถยนต์ไฟฟ้าขนาดกะทัดรัดมาจัดแสดง ตอบโจทย์เมืองอัจฉริยะในอนาคตได้อย่างสมส่วน

สำหรับมิติใหม่ของรถสามล้อสัญชาติไทยอย่างตุ๊กตุ๊ก ได้ถูกนำมาพัฒนาใหม่ในรูปแบบของยานยนต์ไฟฟ้าจากผู้ผลิตชั้นนำ ทั้งจากแบรนด์ Leabon New Energy และ Electric Tuk Tuk จากภาครัฐ ซึ่งมีจุดเด่นในเรื่องของการขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ ซึ่งจะช่วยลดปัญหามลพิษทางอากาศและเสียง สามารถใช้ได้ทั้งรับส่งผู้โดยสาร รับส่งกลุ่มลูกค้าจากโรงแรม และอื่นๆ อีกมากมาย ถือเป็นก้าวใหม่ของตุ๊กตุ๊กไทยกับยานยนต์ไฟฟ้าที่ต่างชาติจะต้องประทับใจ

ไม่เพียงแต่ยานยนต์ไฟฟ้า สิ่งที่ใครหลายๆ คนกังวลคือสถานีชาร์จ โดยภายในงานได้มีการนำเสนอโมบายแอพพลิเคชั่น Pumpcharge ที่สามารถค้นหาสถานีชาร์จไฟฟ้าได้อย่างคล่องตัว ซึ่งภายในแอพชี้แจงถึงข้อมูลอย่างละเอียด ไม่ว่าจะเป็นขั้นตอนการชาร์จไฟฟ้า สถานะของเครื่องชาร์จไฟฟ้า และการชำระเงินภายในแอพเดียว ที่สำคัญรองรับทั้งรถยนต์ รถมอเตอร์ไซค์ รถบัสที่ใช้พลังงานไฟฟ้าในการขับเคลื่อน

ภาพของรถยนต์ที่เติมน้ำมันกำลังจะหมดไป โดยมีพลังงานรูปแบบใหม่อย่างพลังงานไฟฟ้าเข้ามาทดแทน สิ่งที่อยู่ระหว่างการเปลี่ยนผ่านอย่างมนุษย์ นอกจากการพัฒนาคือการปรับตัวให้เท่าทัน ฉะนั้นยานยนต์ไฟฟ้าไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป

บีบลดค่าคลื่น1800

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/554595

  • วันที่ 16 มิ.ย. 2561 เวลา 09:07 น.

บีบลดค่าคลื่น1800

กสทช.รายงานรัฐบาล หลังประมูล 1800 ล่ม เสนอยกเลิกการประกาศเยียวยา เอกชนกดดันลดค่าคลื่น

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 15 มิ.ย. 2561 ถึงกำหนดเวลาการยื่นขอรับใบอนุญาตการประมูลคลื่นความถี่ย่าน 1800 เมกะเฮิรตซ์ ทั้งนี้ไม่มีผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ (โอเปอเรเตอร์) รายใด เข้าร่วมการประมูล

“ผมได้รายงานปัญหาดังกล่าวด้วยวาจาแก่นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในเบื้องต้นแล้ว หลังจากนี้จะเสนอรายงานต่อรัฐบาลอย่างเป็นทางการภายใน 2 วัน เกี่ยวกับประเด็นปัญหา ที่ทำให้ไม่มีผู้เข้าร่วมการประมูล คาดจะ ได้ข้อสรุปชัดเจนว่าจะดำเนินการอย่างไร ต่อไปภายในวันที่ 10 ก.ค.นี้” นายฐากร กล่าว

สำหรับประเด็นปัญหาสำคัญที่ทำให้ไม่มีผู้เข้าร่วมการประมูลครั้งนี้ ทั้งในส่วนของทรูและเอไอเอส คือ ต้องชำระเงินค่าประมูลคลื่นความถี่ย่าน 900 เมกะเฮิรตซ์ในปี 2562 และต้องเตรียมเงินเพื่อลงทุนเทคโนโลยีใหม่ จึงขอไม่เข้าร่วมการประมูล สำหรับดีแทคแจ้งว่ามีคลื่นในการให้บริการเพียงพอ โดยได้รวมคลื่นความถี่ย่าน 1800 เมกะเฮิรตซ์ และคลื่นความถี่ย่าน 850 เมกะเฮิรตซ์ ซึ่งกำลังจะสิ้นสุดสัญญาสัมปทานในเดือน ก.ย. 2561 และหวังว่า จะได้รับมาตรการเยียวยา

อย่างไรก็ตาม สำนักงาน กสทช.จะเสนอการยกเลิกประกาศ กสทช. เรื่อง “มาตรการคุ้มครองผู้ใช้บริการ ในกรณีการสิ้นสุดการอนุญาตสัมปทาน หรือสัญญาณการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ พ.ศ. 2556” หรือมาตรการเยียวยาคลื่นความถี่แก่รัฐบาล เนื่องจากเจตนาการเยียวยาคลื่นความถี่ต้องมาจากปัญหาที่สำนักงาน กสทช.จัดการประมูลไม่ทันก่อนการสิ้นสุดสัญญาสัมปทาน แต่ในครั้งนี้ได้เตรียมการประมูลล่วงหน้าก่อนสิ้นสุดสัญญาสัมปทาน แต่ไม่มีผู้เข้าร่วมการประมูล เงื่อนไขการขอเยียวยาผู้ใช้งานคลื่นความถี่ย่าน 1800 เมกะเฮิรตซ์ในครั้งนี้จึงไม่สมเหตุสมผล

“เราต้องขจัดปัญหาที่ทำให้ไม่มีผู้เข้าร่วมการประมูล โดยในส่วนทรูและเอไอเอส กังวลในประเด็นไม่มีเงินในการประมูล เนื่องจากต้องชำระค่าคลื่นความถี่ย่าน 900 เมกะเฮิรตซ์ ในงวดที่ 4 ที่จะครบกำหนดชำระในปี 2562 จึงจะเสนอให้รัฐบาลใช้มาตรา 44 เพื่อขยายงวดการชำระ สำหรับดีแทคจะยกเลิกมาตรการเยียวยาเนื่องจากไม่เข้าข่าย และเป็นเหตุผลส่วนหนึ่งที่ทำให้ดีแทคไม่เข้าร่วมประมูล ดังนั้นฝากบอกโอเปอเรเตอร์ว่าฝันใกล้ๆ ระวังจะไปไม่ถึง” นายฐากร กล่าว

นายลาร์ส นอร์ลิ่ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น หรือ ดีแทค กล่าวว่า บริษัทได้พิจารณาไว้อย่างรอบคอบแล้วจะไม่มีการเข้าร่วมประมูล เพราะราคาเริ่มต้นประมูลสูง 37,457 ล้านบาท อย่างไรก็ดี หาก กสทช.ปรับเงื่อนไขหลักเกณฑ์การประมูลใหม่ บริษัทจะนำไปพิจารณาใหม่อีกครั้ง

ขณะที่ นายสมชัย เลิศสุทธิวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (เอไอเอส) กล่าวเช่นเดียวกันว่า หลักเกณฑ์และเงื่อนไขการประมูลยังไม่เหมาะสมต่อการลงทุน

นายประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา กรรมการ  กสทช.  กล่าวว่า การประมูลคลื่น 1800  เมกะเฮิรตซ์ ที่ล่มลง ส่งผลกระทบต่อการก้าวสู่เศรษฐกิจดิจิทัลของไทย เพราะ ปริมาณการใช้ดาต้าที่เพิ่มขึ้นจาก 8 กิกะไบต์/คน/เดือน รวมถึงทิศทางไปสู่ 5จี ของไทยจะช้าลงไปอีก

“กูเกิล”บุกเบิกเอไอแปลภาษา ใช้แบบออฟไลน์ในอุปกรณ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/554485

  • วันที่ 14 มิ.ย. 2561 เวลา 21:36 น.

"กูเกิล"บุกเบิกเอไอแปลภาษา ใช้แบบออฟไลน์ในอุปกรณ์

กูเกิลเตรียมอัพเดทแปลแบบออฟไลน์ รองรับ 59 ภาษารวมภาษาไทย รองรับพื้นที่ไร้เน็ต

รายงานข่าวจากกูเกิลแจ้งว่า ล่าสุด กูเกิลได้นำระบบ Neural Machine Translation (NMT) ที่พัฒนาขึ้นเมื่อ 2 ปีที่แล้ว สำหรับการแปลภาษาออนไลน์มาใช้ในอุปกรณ์สำหรับการแปลภาษาแบบออฟไลน์ส่งผลให้สามารถทำงานในแอพพลิเคชั่น กูเกิล ทรานสเลท ได้โดยตรง ทั้งบนอุปกรณ์ระบบแอนดรอยด์และไอโอเอส เพื่อให้ใช้งานแปลได้โดยไม่ต้องใช้อินเทอร์เน็ต

สำหรับระบบแปลภาษาดังกล่าวจะเป็นการแปลประโยคทั้งประโยคในครั้งเดียว จากเดิมที่แปลแยกเป็นคำๆ หรือวลี แล้วนำความหมายมารวมกัน โดยระบบนี้ใช้บริบทที่กว้างขึ้นเพื่อช่วยให้แปลได้ตรงกับความหมายที่สุด จากนั้นจะจัดเรียงและปรับให้ตรงหรือใกล้เคียงภาษาพูดของมนุษย์มากที่สุดด้วยไวยากรณ์ที่เหมาะสม ทำให้ย่อหน้าและบทความที่ได้รับการแปลเข้าใจได้ง่ายขึ้น

ทั้งนี้ การแปลภาษาแบบออฟไลน์จะมีประโยชน์โดยเฉพาะเมื่อต้องเดินทางไปต่างประเทศ และไม่มีการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต โดยแต่ละชุดภาษามีขนาดไฟล์เพียง 35-45 MB ทำให้ไม่เปลืองพื้นที่จัดเก็บในโทรศัพท์รองรับ 59 ภาษา รวมทั้งภาษาไทย