‘ViaBus’ แอพดูรถเมล์แบบเรียลไทม์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/552250

  • วันที่ 25 พ.ค. 2561 เวลา 06:40 น.

‘ViaBus’ แอพดูรถเมล์แบบเรียลไทม์

โดย…วราภรณ์ เทียนเงิน

บริการใหม่ “ViaBus” แอพพลิเคชั่น การดูรถโดยสารประจำทางแบบเรียลไทม์ ทำให้ผู้ใช้งานสามารถรับทราบข้อมูล เส้นทางที่รถกำลังวิ่ง จึงไม่ต้องรอรถโดยสารยาวนาน จากผู้ก่อตั้ง 3 คน ทั้ง อินทัช มาศวงษ์ปกรณ์, ธนัทเศรษฐ์ หอวัฒนพันธ์ และธนิษฐ์ ซึ้งหทัยพร สร้างระบบจากการเห็นปัญหาใกล้ตัว มาสู่การสร้างเทคโนโลยีที่จะช่วยยกระดับและเปลี่ยนชีวิตคนไทยทั้งประเทศ

“อินทัช มาศวงษ์ปกรณ์” ซีอีโอ และผู้ร่วมก่อตั้ง เวียบัส (ViaBus) เปิดเผยว่า “ViaBus” แอพพลิเคชั่นติดตามรถแบบเรียลไทม์ จะช่วยบอกตำแหน่งรถโดยสารประจำทางแบบเรียลไทม์ โดยเป็นบริการใหม่ที่มีเป็นครั้งแรกของไทย จากสตาร์ทอัพไทย ส่งผลทำให้ผู้ใช้บริการสามารถทราบตำแหน่งของรถโดยสารประจำทาง และหมดปัญหาเรื่องการรอรถโดยสารนาน พร้อมกันนี้ยังมีการบอกถึงตำแหน่งป้ายและเส้นทางโดยสารที่อยู่ใกล้กับผู้ใช้บริการ

ทั้งนี้ ยังมีบริการค้นหาเส้นทางการเดินทางได้หลากหลายรูปแบบ เช่น การเดินทางเส้นทางใดเร็วที่สุด หรือเลือกได้ว่า จะเดินทางด้วยรถโดยสารประจำทางที่เป็นแอร์เท่านั้น รวมถึงการมีตัวเลือกที่ช่วยวางแผนการเดินทางได้ และเชื่อมต่อกับทั้งรถไฟฟ้าใต้ดินและรถไฟฟ้าบนดิน ส่งผลให้ผู้ใช้บริการได้อย่างสะดวก ลดค่าใช้จ่ายและการเดินทาง ซึ่งเป็นบริการฟรีเพื่อทุกคนเพียงดาวน์โหลดการใช้งานแอพพลิเคชั่น “ViaBus”

“ViaBus” ได้เปิดให้บริการอย่างเป็นทางการตั้งแต่ช่วงต้นปี 2561 มีรถโดยสารประจำทางที่อยู่ในระบบประมาณ 200-300 สาย ครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมดรอบ กทม.และปริมณฑล มีป้ายโดยสารจำนวน 5,000-6,000 ป้าย ที่ประชาชนสามารถไปรอรถโดยสารได้ กลุ่มลูกค้าที่ใช้บริการจะมีทั้งคนไทยและต่างชาติ ซึ่งลูกค้าต่างชาติที่ใช้บริการมีมากกว่า 20 ชาติแล้ว ทั้งนักท่องเที่ยว และคนต่างชาติที่ทำงานในไทย เช่น ประเทศญี่ปุ่น อังกฤษ เยอรมนี อิตาลี เบลเยียม และจีน เป็นต้น

“พื้นที่ให้บริการครอบคลุมความต้องการของลูกค้าใน กทม.และปริมณฑล ทำให้ผู้ใช้งานทราบตำแหน่งที่ชัดเจน และยังมีการเชื่อมโยงให้ทราบได้อีกว่า รถเมล์สายที่จะใช้บริการ มีจุดเริ่มต้นสาย และสิ้นสุดที่ใด ต้องผ่านสถานที่อะไรบ้าง หรือทราบได้ว่าจะต้องไปต่อรถโดยสารที่จุดใด ต้องเดินทางกี่เมตร และข้ามถนนที่ใด หรือไปต่อในเส้นทางใด ใช้บริการไหนสะดวกสุด” อินทัช กล่าว

ดังนั้น แอพพลิเคชั่นที่นอกจากจะช่วยส่งเสริมคุณภาพชีวิตให้แก่คนในประเทศแล้ว ยังส่งผลดีต่อนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ใช้บริการขนส่งสาธารณะของไทยได้สะดวก ช่วยส่งเสริมธุรกิจท่องเที่ยวไทย เนื่องจากประเทศไทยติดอันดับการท่องเที่ยวสูงเป็นอันดับต้นๆ ของโลก โดยปัจจุบันมีภาษาที่เปิดให้บริการ ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ คาดว่าภายในสิ้นปี 2561 จะมีภาษาจีนรองรับนักท่องเที่ยวชาวจีน ที่นิยมเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในไทย

ในปีนี้มีแผนจะขยายบริการ ที่เชื่อมโยงกับรถสองแถวและรถข้ามจังหวัด ระหว่าง กทม.และปทุมธานี รวมถึงสนใจจะขยายเชื่อมโยงเส้นทางการขนส่งสาธารณะอื่นๆ เช่น รถตู้ ที่ติดตั้งระบบจีพีเอส อยู่แล้ว หรือ ผู้ให้บริการขนส่งสาธารณะรายอื่นสามารถเข้ามาเชื่อมโยงบริการของบริษัทได้เช่นกัน คาดว่าในเวลา 1-2 ปีจะครอบคลุมทุกเส้นทางการเดินทางใน กทม.ได้วางเป้าหมายว่า ภายใน 5 ปีข้างหน้า จะต้องมีบริการที่ครอบคลุมทุกพื้นที่ของไทย ทำให้คนในประเทศและลูกค้าต่างชาติ สามารถรับทราบข้อมูลระบบโดยสารสาธารณะ ทั้งบริการจากรถโดยสารสาธารณะ รถตู้ รถสองแถว เรือโดยสาร และเรือโดยสารข้ามฝาก รถไฟฟ้าใต้ดิน และรถไฟฟ้าบนดิน หรืออื่นๆ ครบทุกการเดินทาง

“อินทัช” กล่าวว่า สตาร์ทอัพ “ViaBus” มีจุดเริ่มต้นตั้งแต่ช่วงเรียนมหาวิทยาลัย ระหว่างรอเข้าปี 1 ในคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้เข้ามาร่วมทำกิจกรรมที่คณะวิศวกรรมศาสตร์ จึงประสบปัญหาการใช้บริการรถโดยสารที่วนรอบมหาวิทยาลัย ที่ไม่ทราบว่ามาถึงสถานที่ใดและออกไปหรือยัง จึงร่วมกับเพื่อนพัฒนาแอพดูข้อมูลรถบัส ปรากฏว่า ได้รับผลตอบรับดีในมหาวิทยาลัยอย่างมาก ขณะเดียวกันผู้ใช้งานไม่ใช่แค่นิสิต ยังมีคุณป้าที่ขายของในมหาวิทยาลัยได้ใช้บริการและเปลี่ยนชีวิตของคุณป้าในการใช้บริการ

หลังจากนั้นได้เริ่มขยายไปสู่การทดลองระบบภายนอกมหาวิทยาลัย ที่มีองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ให้การส่งเสริม โดยผลการทดลองกลุ่มลูกค้าใช้บริการต่างชื่นชอบ ทำให้มีการพัฒนาอย่างไม่หยุดนิ่งและพัฒนาระบบต่างๆ ทั้งข้อมูล รถโดยสาร เส้นทางเดินทาง ป้ายรถเมล์ จะมีทีมงานไปเก็บข้อมูลจริงๆ ทั้งหมด ทำให้ได้ข้อมูลที่เป็นเรียลไทม์ ซึ่งหากมีการเปลี่ยนแปลงเส้นทางสายรถเมล์ หรือป้ายรถเมล์ ระบบจะบอกข้อมูลได้ทันที

“ViaBus” มีผู้ร่วมก่อตั้งทั้งหมด 3 คนทั้งตนเอง “ธนัทเศรษฐ์ หอวัฒนพันธ์” ตำแหน่ง ซีดีโอ และ “ธนิษฐ์ ซึ้งหทัยพร” ตำแหน่ง ซีทีโอ ที่ทุกคนได้เรียนจบแล้ว โดยเทคโนโลยีทั้งหมด หรือการดูข้อมูลเส้นทาง เป็นระบบที่ได้พัฒนาเอง โดยไม่ได้ใช้เทคโนโลยีจากต่างประเทศ อีกทั้งการพัฒนาระบบมีการสำรวจความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย และการทดลองใช้บริการ เพื่อนำเสนอบริการที่ดีให้แก่ผู้ใช้บริการ ซึ่งกำลังพัฒนาระบบเพื่อให้ทราบได้ว่ารถโดยสารจะมาถึงในเวลากี่นาที

อีกทั้งยังเป็นผลดีต่อภาคเอกชนที่ให้บริการรถโดยสารแบบต่างๆ สามารถติดตามรถ ระยะเวลาปล่อยรถ จึงบริหารจัดการรถได้ง่ายขึ้น ช่วยยกระดับมาตรฐานการบริการและการเดินทาง ทำให้ผู้ประกอบการรถโดยสารเพิ่มรายได้

“อินทัช” กล่าวต่อว่า การดำเนินงานที่ผ่านมา นอกจากได้รับส่งเสริมจากทั้ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ขสมก. ยังมีจาก เมืองนวัตกรรมแห่งสยาม (Siam Innovation District) มาส่งเสริมต่อเนื่อง รวมถึงการได้รับรางวัลจากการประกวดในเวทีต่างๆ อีกทั้งร่วมออกงาน สตาร์ทอัพ ไทยแลนด์ (Startup Thailand) จัดโดยสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สนช.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ผลักดันทำให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น

ได้วางเป้าหมายว่า “ViaBus” จะมีกลุ่มลูกค้าที่ใช้บริการดาวน์โหลดครบ 1 ล้านรายในสิ้นปีนี้ พร้อมกับการให้บริการที่ครอบคลุมทุกเส้นทางการเดินทางในประเทศ เพื่อร่วมเปลี่ยนวิถีชีวิตและการยกระดับคุณภาพชีวิต และในระยะยาวสนใจขยายสู่ภูมิภาคอาเซียน

แนะลงทุนเทคโนโลยี ปิดช่องโหว่ภัยไซเบอร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/552128

  • วันที่ 24 พ.ค. 2561 เวลา 06:19 น.

แนะลงทุนเทคโนโลยี ปิดช่องโหว่ภัยไซเบอร์

โดย…ปากกาด้ามเดียว

จากกรณีมัลแวร์เรียกค่าไถ่ (Ransomware) และการโจมตีโดยปฏิเสธการให้บริการ (Distributed Denial of Service-DDoS) มีจำนวนมากขึ้น ทำให้การป้องกันการ โจมตีหรือคุกคามทางไซเบอร์ในจุดที่เป็นเป้าโจมตีของแต่ละองค์กร จึงเพิ่มขึ้นกว่า 2 เท่าเมื่อเทียบกับช่วง 12 เดือนก่อนหน้า

อย่างไรก็ดี มีองค์กรเพียง 2 ใน 5 ที่ได้ลงทุนในเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำอย่างแมชีนเลิร์นนิ่ง ปัญญาประดิษฐ์ และ ออโตเมชั่น แสดงให้เห็นว่าองค์กรควรเห็นความสำคัญของการลงทุนในนวัตกรรมและโซลูชั่นต่างๆ เพื่อเสริมสมรรถนะการรับมือทางไซเบอร์ให้มากขึ้น

เอคเซนเชอร์ได้จัดทำรายงานการศึกษาสภาวการณ์ความต้านทานทางไซเบอร์ ปี 2018 ระหว่างเดือน ม.ค.-กลางเดือน มี.ค. 2561 พบว่าองค์กรที่ขยับเชิงรุกเพื่อรับมือการโจมตีสามารถป้องกันจุดที่เป็นเป้าโจมตีได้ถึง 87% เทียบกับ 70% ในปี 2560 แต่ยังมีอีก 13% ของเป้าโจมตีที่องค์กรยังต้องเผชิญการเจาะระบบความปลอดภัย เฉลี่ยประมาณ 30 กรณี/ปี ซึ่งสร้างความเสียหายหรือ ทำให้สูญเสียทรัพย์สิน ที่มีมูลค่ามากนนทวัฒน์ พุ่มชูศรี กรรมการผู้จัดการ เอคเซนเชอร์ ประเทศไทย กล่าวว่า ในปีนี้มีเป้าโจมตีเพียง 0.125% ที่ถูกเจาะสำเร็จ เทียบกับ 0.33% เมื่อปีที่แล้วแสดงว่าองค์กรรับมือได้ดีขึ้น สามารถป้องกันข้อมูลไม่ให้โดนแฮ็ก ขโมย หรือรั่วไหลออกไป

อย่างไรก็ตาม แม้ผลการศึกษาจะพบว่าองค์กรทำได้ดีแล้วในการลดผลกระทบจากการโจมตีทางไซเบอร์ แต่ก็ยังมีอีกหลายสิ่งหลายอย่างที่ควรต้องทำสำหรับองค์กรที่ต้องการปิดช่องป้องกันไม่ให้เกิดการโจมตีใดๆ ได้อีก การยกระดับการลงทุนด้านความปลอดภัยเป็นการลงทุนที่ชาญฉลาด และควรเป็นสิ่งที่องค์กรให้ความสำคัญอันดับต้นๆ ผู้นำธุรกิจที่ลงทุนและนำเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาใช้อย่างต่อเนื่อง จะเสริมสร้างให้องค์กรมีความต้านทานทางไซเบอร์ได้อย่างยั่งยืนในอีก 2-3 ปีข้างหน้า

นนทวัฒน์ พุ่มชูศรี

ปัจจุบันนี้องค์กรสามารถตรวจจับการเจาะระบบได้เร็วขึ้น จากที่เคยใช้เวลาเป็นเดือนเป็นปี ก็ลดเหลือเป็นวันเป็นสัปดาห์ โดยเฉลี่ย 89% ของผู้ตอบแบบสำรวจเผยว่า ทีมรักษาความปลอดภัยภายในองค์กรตรวจพบการเจาะระบบได้ภายใน 1 เดือน เทียบกับสัดส่วนในปีที่แล้วที่ 32% สำหรับปีนี้มีองค์กร 55% ที่ใช้เวลา 1 สัปดาห์หรือน้อยกว่านั้น ในการตรวจพบการเจาะระบบ เทียบกับที่มีองค์กรเพียง 10% ในปีที่แล้ว แต่ก็ยังค้นพบได้เพียง 64% ของเหตุการณ์ทั้งหมด

นอกจากนี้ ยังพบว่าภายในองค์กรนั้นเพียง 67% ที่มีการป้องกันเป็นอย่างดีด้วยระบบการรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ เมื่อสอบถามถึงสมรรถนะที่จำเป็นต่อการอุดช่องโหว่การรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ 2 คำตอบอันดับต้นๆ คือ ระบบอะนาไลติกส์ด้านการคุกคามทางไซเบอร์ และระบบติดตามความปลอดภัย และผู้ตอบ 83% เห็นพ้องว่าเทคโนโลยีใหม่ๆ อย่างปัญญาประดิษฐ์ แมชีนหรือดีปเลิร์นนิ่ง ระบบวิเคราะห์พฤติกรรมผู้ใช้ และบล็อกเชน เป็นสิ่งจำเป็นต่อการรักษาอนาคตขององค์กรให้ปลอดภัย

สำหรับ 5 ขั้นตอนที่องค์กรควรทำเพื่อเสริมสร้างความต้านทานทางไซเบอร์ ได้แก่ 1.การสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่ง โดยกำหนดสินทรัพย์ที่มีมูลค่าสูงและเสริมสร้างจุดนั้นให้แข็งแกร่ง มีการควบคุมทุกๆ ส่วนตลอดห่วงโซ่คุณค่า 2.ทดสอบความต้านทานเหมือนถูกโจมตี พัฒนาความสามารถด้านการรักษาความปลอดภัย ด้วยการแบ่งบทบาทคนภายในองค์กรให้เป็นทั้งผู้เล่นและโค้ชแบบสลับสับเปลี่ยนกัน เพื่อวิเคราะห์ว่าควรปรับปรุงตรงจุดใดบ้าง

3.จัดสรรการลงทุนเพื่อลงทุนในเทคโนโลยีที่จะเข้ามาช่วยทำระบบป้องกันให้เป็นอัตโนมัติ ใช้สมรรถนะของระบบอัตโนมัติต่างๆ รวมทั้งระบบอะนาไลติกส์ที่ทันสมัย 4.ดำเนินการเชิงรุกและค้นหาสิ่งที่เป็นภัยคุกคามพัฒนาข้อมูลเชิงกลยุทธ์และเทคนิคเกี่ยวกับการคุกคามที่เกี่ยวข้องกับสภาพแวดล้อมของธุรกิจ และ 5.พัฒนาบทบาทของ CISO หรือประธานเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยสารสนเทศรุ่นต่อไป ที่มีความรู้ลึกในด้านธุรกิจ และสามารถบริหารความเสี่ยงให้สมดุลตามลักษณะธุรกิจได้

หัวหน้าคสช.ใช้ม.44ช่วยทีวีดิจิทัลพักชำระค่าไลเซ่นส์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/552092

  • วันที่ 23 พ.ค. 2561 เวลา 15:31 น.

หัวหน้าคสช.ใช้ม.44ช่วยทีวีดิจิทัลพักชำระค่าไลเซ่นส์

หัวหน้าคสช.ออกคำสั่งตามม.44บรรเทาผลกระทบช่วยผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลให้ช่อง11หาโฆษณาได้ วิษณุเผยรัฐบาลเปิดโอกาสให้เวลาผ่อนผันจ่ายค่าไลเซ่นส์ได้

ราชกิจจานุเบกษา ได้เผยแพร่ คําสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ ๙/๒๕๖๑ เรื่อง มาตรการบรรเทาผลกระทบต่อผู้ประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์และกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ โดยสาระสำคัญของประกาศฉบับนี้ คือมาตราการพักชําระค่าธรรมเนียมใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ เป็นเวลาไม่เกิน3ปี และเปิดโอกาสให้สถานีโทรทัศน์ช่องทีวีดิจิทัล พักชำระค่าสถานีโทรทัศน์กรมประชาสัมพันธ์ สามารถหาโฆษณาได้

ก่อนหน้านี้ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เป็นผู้เปิดเผยว่า รัฐบาลโดยหัวหน้าคสช.ได้ออกคำสั่ง ตามมาตรา 44 เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการทีวีดิจิทัล

“สำหรับรายละเอียดแนวทางการช่วยเหลือจะเป็นไปตามที่คุยกันไว้ ไม่มีอะไรเพิ่ม แต่อาจมีบางข้อเสนอหายไป ส่วนจะทันกำหนดจ่ายค่าใบอนุญาตทีวีดิจิทัลงวดที่ 5 ที่เปิดให้จ่ายวันนี้เป็นวันแรกและจะสิ้นสุดตามเวลาราชการในเวลา 16.00 น.หรือไม่นั้น ไม่ทันไม่เป็นอะไร เพราะมีระยะผ่อนผัน (grace period) ที่กำหนดให้สามารถจ่ายช้ากว่ากำหนด(late payment)ได้” นายวิษณุ กล่าว

รายละเอียดเพิ่มเติม คลิกที่นี้

http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2561/E/117/12.PDF

โซนี่ซื้อ EMI ครองลิขสิทธิ์รุกสตรีมเพลง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/552032

  • วันที่ 23 พ.ค. 2561 เวลา 06:44 น.

โซนี่ซื้อ EMI ครองลิขสิทธิ์รุกสตรีมเพลง

โซนี่ซื้ออีเอ็มไอ ขึ้นเป็นผู้จัดจำหน่ายเพลงรายใหญ่ที่สุดของโลก เกาะกระแสบริการสตรีมมิ่งมิวสิคเติบโตแรง

โซนี่ คอร์ป เครือบริษัทข้ามชาติจากญี่ปุ่น ประกาศว่า บริษัทจะลงทุน 2,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 7.37 หมื่นล้านบาท) เพื่อเข้าซื้อกิจการอีเอ็มไอ มิวสิค พับลิชชิง ทำให้โซนี่ได้ลิขสิทธิ์เพลงเพิ่มมากกว่า 2 ล้านเพลง จากศิลปินดังมากมาย เช่น คานเย เวสต์ แซม สมิธ และเซีย และกลายเป็นผู้จัดจำหน่ายเพลงรายใหญ่ที่สุดในโลก

ด้านโฆษกโซนี่ เปิดเผยว่า อีเอ็มไอ ครองส่วนแบ่ง 15% ในอุตสาหกรรมจัดจำหน่ายเพลง และการเข้าควบคุมกิจการครั้งนี้ทำให้โซนี่ เอทีวี กลายเป็นผู้นำในภาคธุรกิจดังกล่าวโดยครองส่วนแบ่งตลาดเพิ่มเป็น 26% เหนือคู่แข่งรายใหญ่อย่างยูนิเวอร์แซล มิวสิค กรุ๊ป และวอร์เนอร์ มิวสิค กรุ๊ป

ทั้งนี้ การซื้ออีเอ็มไอเป็นความเคลื่อนไหวของโซนี่ที่พยายามคว้าโอกาสธุรกิจจากการเติบโตอย่างรวดเร็วในบริการสตรีมมิ่งเพลง เช่น สปอติฟาย และแอปเปิ้ล มิวสิค ซึ่งช่วยฟื้นฟูอุตสาหกรรมดนตรีขึ้นมาใหม่ และยังสอดคล้องกับแผนของเคนอิจิโร โยชิดะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) โซนี่ที่ต้องการทำให้รายได้ของบริษัทมั่นคงมากขึ้น หลังจากบริษัทปรับแผนมาเน้นด้านคอนเทนต์บันเทิงและการพัฒนาอิมเมจเซ็นเซอร์ แทนที่การผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์เพื่อการบริโภค

“การลงทุนในทรัพย์สินทางปัญญาด้านคอนเทนต์ คือ ก้าวสำคัญสำหรับการเติบโตระยะยาวของบริษัท” โยชิดะ กล่าว

“บิ๊กตู่” ยืนยัน”ต้องดีขึ้น” ปม ม.44 ช่วยทีวีดิจิทัล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/551981

  • วันที่ 22 พ.ค. 2561 เวลา 15:09 น.

“บิ๊กตู่” ยืนยัน"ต้องดีขึ้น" ปม ม.44 ช่วยทีวีดิจิทัล

นายกฯ ยืนยัน ต้องดีขึ้น  ม.44 ช่วยบรรเทาผลกระทบต่อผู้ประกอบการทีวีดิจิทัล

เมื่อวันที่ 22 พค. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) กรณีจะครบกำหนดจ่ายค่าสัมปทานทีวีดิจิทัล งวดที่ 5 รัฐบาลจะออกมาตรา 44 ช่วยผู้ประกอบการทันหรือไม่ว่า เรื่องดังกล่าวรัฐบาลกำลังดูแล กำลังดำเนินการเรื่องมาตรา 44 อยู่ เดี๋ยวรอว่าออกมาแล้วจะดำเนินการได้อย่างไร อย่างน้อยก็จะบรรเทาความเดือดร้อนทางด้านเศรษฐกิจไป ก็ขอให้ทุกภาคส่วนช่วยกันด้วย หลายๆอย่างเราต้องแก้ไข เรียกว่าดูแลทุกกลุ่มทุกฝ่ายให้เกิดความเป็นธรรม และช่วยเหลือผู้ประกอบการบ้าง เพราะที่ทำผ่านๆมาเป็นเรื่องที่ทำก่อนแล้ว หลายอย่างเราต้องแก้ไข และการออกมาตรา 44 ต้องพิจารณาตามความเหมาะสม ได้แค่ไหนอย่างไร แต่ตนยืนยันว่ามันต้องดีขึ้น

ชี้ทางออกทีวีดิจิทัลอิงสูตรยืดจ่าย90วัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/551912

  • วันที่ 22 พ.ค. 2561 เวลา 06:53 น.

ชี้ทางออกทีวีดิจิทัลอิงสูตรยืดจ่าย90วัน

ผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลถก กสทช.ปมมาตรา 44 หลังใกล้ครบชำระงวดที่ 5 คาดใช้สูตรเดียวกับไทยทีวีให้เวลา 90 วัน

นายฐากร  ตัณฑสิทธิ์  เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยภายหลังการหารือกับ นายสุภาพ คลี่ขจาย นายกสมาคมผู้ประกอบการทีวีดิจิทัล เพื่อขอคำแนะนำกรณียังไม่มีการประกาศมาตรา 44 เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการทีวีดิจิทัล ซึ่งจะถึงกำหนดชำระใบอนุญาตทีวีดิจิทัล งวดที่ 5 ในวันที่ 23 พ.ค.นี้แล้ว

ทั้งนี้ ได้ให้คำแนะนำกับผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลว่า ในวันที่ 23 พ.ค. ผู้ประกอบการสามารถชำระค่าใบอนุ ญาตทีวีดิจิทัลงวดที่ 5 ได้ถึงเวลา 16.30 น. แต่ทั้งนี้หากไม่มีผู้เข้ามาชำระค่าใบอนุญาต สำนักงาน กสทช.จะใช้มาตรการเดียวกันกับบริษัทไทยทีวี ที่จะออกหนังสือแจ้งเตือนครั้งที่ 1 ให้ผู้ประกอบการมาชำระภายใน 30 วัน นับจากวันที่ 23 พ.ค. 2561 หากยังไม่นำมาชำระอีกจะออกมาตรการในครั้งที่ 2 และครั้งที่ 3 ดังนั้นผู้ประกอบการจึงมีระยะเวลา 90 วัน แต่หากยังไม่มีการชำระอีก สำนักงาน กสทช.จะนำวาระเข้าที่ประชุมคณะกรรมการ กสทช. เพื่อพิจารณาโทษต่อไป เช่น การพักใช้ใบอนุญาต

อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 21 พ.ค. 2561 ที่ผ่านมาทาง ช่อง 7HD ได้เดินทางมาชำระค่าใบอนุญาตในงวดที่ 5 เรียบร้อยแล้ว

สำหรับมาตรา 44 ช่วยเหลือ ผู้ประกอบการทีวีดิจิทัล มี 3 แนวทาง ได้แก่ 1.ได้รับการพักชำระหนี้ 3 ปี ยื่นความจำนงภายใน 30 วัน 2.กสทช.สนับสนุนค่าเช่าโครงข่ายทีวีดิจิทัล (มักซ์) ไม่เกิน 50% ของค่าเช่าที่ต้องชำระเป็นเวลา 24 เดือน และ 3.อนุญาตให้มีการเปลี่ยนมือใบอนุญาตได้

ดิจิทัลมีเดีย-มาร์เก็ตติง ปั้นแบรนด์ครองใจผู้บริโภค

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/551905

  • วันที่ 22 พ.ค. 2561 เวลา 06:04 น.

ดิจิทัลมีเดีย-มาร์เก็ตติง ปั้นแบรนด์ครองใจผู้บริโภค

การจัดงาน มาร์เก็ตเธียร์ นัมเบอร์วันแบรนด์ ไทยแลนด์ 2560-2561 ในปีนี้มีแบรนด์มีสินค้า 46 แบรนด์ที่ได้รับรางวัล

การทำยอดขายและกำไรให้เติบโตต่อเนื่องว่ายากแล้ว การบริหารแบรนด์ให้เป็นที่ยอดนิยมอันดับ 1 ครองใจผู้บริโภคยาวนานยิ่งยากกว่า โดยหนึ่งในกลยุทธ์สำคัญและทำให้แบรนด์ครองใจผู้บริโภคได้อย่างยาวนาน นอกจากสินค้าต้องมี นวัตกรรม คุณภาพแล้ว ยุคนี้ต้องสร้างแบรนด์ก้าวเข้าสู่ 4.0

สำหรับ จากการสำรวจกลุ่มตัวอย่าง 4,000 คน แบรนด์ที่มาแรงคว้าการโหวตจากผู้บริโภค บ่งบอกถึงไลฟ์สไตล์ปัจจุบันคนไทย ฟิตเนส เฟิรส์ท และเคอรี่ เอ็กซ์เพรส

ศิวลี บูรณสงคราม ผู้จัดการส่วนงานบริหารแบรนด์ เอไอเอส หรือบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (เอไอเอส) เปิดเผยว่า กลยุทธ์ของเอไอเอสการเป็นแบรนด์ยอดนิยมอันดับ 1 และครองใจผู้บริโภคด้านโมบายโอเปอเรเตอร์ การดำเนินกลยุทธ์เรียลไทม์มาร์เก็ตติ้ง เพื่อสร้างแบรนด์ให้ทันสมัยก้าวให้ทันกับโลก โดยเฉพาะการให้ความสำคัญและใช้งบเพิ่มขึ้นสื่อออนไลน์ เป็นเครื่องมือ การเอ็นเกจเมนต์กลุ่มเป้าหมายทุกช่องทาง เพราะการเข้าถึงสื่อผ่านทางออนไลน์หมดแล้ว

ทั้งนี้ แคมเปญเรียลไทม์บริษัทได้ จับมือร่วมกับละคร บุพเพสันนิวาส ในรูปแบบ โค-ครีเอชั่น ระหว่างบริษัทกับช่อง 3 และบรอดคาซท์ ไทย เทเลวิชั่น เพื่อผลิตสื่อโฆษณาผ่านช่องทางออนไลน์และสร้างคอนเทนต์ร่วมกัน มีเป้าหมายเพื่อสร้างเอนเกจเมนต์ทำให้แบรนด์ เอไอเอสเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคได้เร็ว ถือว่าเป็นแคมเปญที่ประสบความสำเร็จมากแคมเปญหนึ่ง

ธนิดา ซุยวัฒนา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ฝ่ายการตลาด บริษัท ลาซาด้า ผู้ดำเนินธุรกิจมาร์เก็ตเพลส กล่าวว่า ปัจจัยที่ทำให้ลาซาด้าเป็นแบรนด์ครองใจผู้บริโภคอันดับ 1 ในธุรกิจมาร์เก็ตเพลส เพราะบริษัทพัฒนาแพลตฟอร์มอย่างต่อเนื่อง โดยนำเสนอฟีเจอร์ใหม่ๆ อาทิ ระบบ Chat Now ลูกค้าสามารถพูดคุยกับร้านค้าที่จำหน่ายโดยตรง และฟีเจอร์ให้ลูกค้าตกแต่งหน้าร้านค้า และยังสามารถติดตาม (Follow) ร้านค้าได้

ขณะที่ วราวุธ นาถประดิษฐ์ รอง ผู้จัดการทั่วไป สายงานการค้าและพาณิชย์ บริษัท เคอรี่ เอ็กซ์เพรส กล่าวว่า การที่ทำให้เคอรี่เป็นแบรนด์ครองใจผู้บริโภคเป็นครั้งแรก มาจากการนำเสนอบริการที่ตอบโจทย์ด้านความสะดวกสบายรองรับกับยุค 4.0 การพัฒนาแอพพลิเคชั่นให้ผู้ส่งสินค้าสามารถใช้งานได้ ซึ่งขณะนี้มียอดดาวน์โหลด 3.5 แสนดาวน์โหลด

นอกจากนั้น ในขณะนี้กำลังเพิ่มความสะดวกรวดเร็ว การให้บริการขนส่งสินค้า แบบส่งของภายในวันสั่ง เปิดจุดให้บริการที่รถไฟฟ้าบีทีเอส กำลังอยู่ระหว่างพิจารณาจากสถานีทั้งหมด 160 สถานี และกำลังเจรจากับกลุ่มผู้ประกอบการมาร์เก็ตเพลสหลายค่าย อาทิ ลาซาด้า ช้อปปี้ เพื่อให้บริการลูกค้าอี-คอมเมิร์ซ

จันทรา พงศ์ศรี กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฟู้ดสตาร์ ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์น้ำผลไม้พร้อมดื่มแบรนด์ ดีโด้ กล่าวว่า การสร้างแบรนด์ 4.0 ดีโด้ทุ่มงบในสื่อออนไลน์เพิ่มขึ้น 30-40% หรือราว 80 ล้านบาท จากเมื่อปีที่ผ่านมาใช้งบ 10% จากงบรวม 200 ล้านบาท บริษัทมุ่งเอนเกจเมนต์ผู้บริโภคทุกช่องทาง อาทิ เฟซบุ๊ก ซึ่งจะสร้างคอนเทนต์ทำ น้ำผลไม้รูปแบบต่างๆ สร้างแบรนด์เข้าไปอยู่ในไลฟ์สไตล์ผู้บริโภค

จิตลดา วิโรจนาภา ผู้จัดการอาวุโสผลิตภัณฑ์-เลย์ บริษัท เป๊ปซี่-โคล่า (ไทย) เทรดดิ้ง ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายมันฝรั่งทอดกรอบเลย์ กล่าวว่า การสื่อสารทางดิจิทัลถือว่าเป็นช่องทางที่สำคัญในยุค 4.0 พฤติกรรมผู้บริโภคเสพสื่อผ่านทางออนไลน์มากกว่าทางทีวี บริษัทใช้งบโฆษณาดิจิทัลมีเดียเพิ่มขึ้น ปีนี้หันมาใช้ทวิตเตอร์ จากการที่พรีเซนเตอร์ เป๊ก ผลิตโชค มีแฟนคลับติดตาม ทวิตเตอร์ช่วยให้แบรนด์เอนเกจเมนต์ผู้บริโภคใหม่ๆ เพิ่มขึ้น

นั่นคือหนึ่งในหลากกลยุทธ์ที่ทำให้แบรนด์ยังครองใจผู้บริโภคคนไทย

กสทช.เผยต้นพ.ค.สั่งระงับโฆษณาสินค้าผิดกม.ในทีวีแล้ว35ผลิตภัณฑ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/551898

  • วันที่ 21 พ.ค. 2561 เวลา 21:01 น.

กสทช.เผยต้นพ.ค.สั่งระงับโฆษณาสินค้าผิดกม.ในทีวีแล้ว35ผลิตภัณฑ์

อย. – กสทช. เดินหน้าสั่งระงับการออกอากาศโฆษณาที่ผิดกฎหมาย ทั้งอาหารและเครื่องสำอางต่อเนื่อง เผยต้นพ.ค.สั่งระงับแล้ว 35 ผลิตภัณฑ์

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (เลขาธิการ กสทช.) พร้อมด้วยนายแพทย์วันชัย สัตยาวุฒิพงศ์ เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา และ ภก.สมชาย ปรีชาทวีกิจ รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา เปิดเผยว่า หลังจากสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (สำนักงาน กสทช.) และสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้ทำงานร่วมกันเพื่อตรวจสอบเฝ้าระวังการโฆษณาผลิตภัณฑ์สุขภาพที่มีเนื้อหาผิดกฎหมายทางสื่อโทรทัศน์ วิทยุ และเว็บไซต์ ตั้งแต่วันที่ 4 พ.ค. เป็นต้นมา มีทิศทางที่ดีขึ้น โดยจำนวนช่องที่มีการออกอากาศโฆษณาที่ผิดกฎหมายมีจำนวนลดลง

นายฐากร เปิดเผยว่า ตั้งแต่วันที่ 16-18 พ.ค. 2561 พบว่า มีทีวีดิจิตอลเพียง 2 ช่องที่ออกอากาศโฆษณาอาหารและเครื่องสำอางที่ผิดกฎหมาย ได้แก่ ช่องสปริงนิวส์ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร REAL อัลฟ่า คลอโรฟิลล์ และช่อง Nation TV ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางชาริส ส่วนช่องโทรทัศน์ดาวเทียม/เคเบิลทีวี มีทั้งหมด 10 ช่อง รวม 13 ผลิตภัณฑ์ แต่การโฆษณาในฝั่งเว็บไซต์มีจำนวนเพิ่มขึ้น 20 URL ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผลิตภัณฑ์ที่โฆษณาว่ามีผลกับโครงสร้างของร่างกาย การเพิ่มสมรรถภาพทางเพศ และผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่อ้างสรรพคุณเพื่อการรักษาโรค

ทั้งนี้ เมื่อเปรียบเทียบจากวันที่ 4-15 พ.ค. 2561 ซึ่งเป็นสัปดาห์แรกที่ทั้งสองหน่วยงานร่วมมือกัน สำนักงาน กสทช. ได้ระงับการออกอากาศโฆษณาที่ผิดกฎหมายในทีวีดิจิตอลไปแล้วจำนวน 7 ช่อง รวม 13 ผลิตภัณฑ์ ช่องโทรทัศน์ดาวเทียม/เคเบิลทีวีจำนวน 25 ช่อง 22 ผลิตภัณฑ์ และเว็บไซต์จำนวน 10 URL

“หลังจากสำนักงาน กสทช. และ อย. ได้ทำงานร่วมกันเพื่อระงับการออกอากาศโฆษณาที่ผิดกฎหมายพบว่า ขณะนี้ทิศทางเริ่มดีขึ้น จำนวนโฆษณาที่ผิดกฎหมายที่ไปออกช่องทีวีดิจิตอลเริ่มลดลง ยังคงมีเว็บไซต์ที่อาจเพิ่มขึ้น แต่ทั้งสองหน่วยงานจะยังทำงานร่วมกันติดตามโฆษณาเหล่านี้อย่างเข้มข้น ผมเชื่อว่าในช่วง 1-2 เดือนจากนี้แนวโน้มโฆษณาผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพที่ผิดกฎหมายที่ออกอากาศผ่านโทรทัศน์จะมีจำนวนลดลง”นายฐากร กล่าว

ด้าน ภก.สมชาย ปรีชาทวีกิจ รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา เปิดเผยว่า ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาจะพบว่าโฆษณาที่ผิดกฎหมายอยู่ในกลุ่มผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่โฆษณาว่าเป็นยารักษาโรค ทำให้เข้าใจผิดในสาระสำคัญ ส่วนเครื่องสำอางจะเป็นลักษณะการโฆษณาที่ทำให้เข้าใจว่ามีผลต่อโครงสร้างของร่างกาย เช่น การปรับสีผิว ผิวขาว หยุดผมร่วง เป็นต้น ส่วนโฆษณาผ่านเว็บไซต์ที่พบเป็นเรื่องการเพิ่มสมรรถภาพทางเพศ ซึ่งได้ส่งเรื่องให้สำนักงาน กสทช. ดำเนินการแล้ว

กสทช.ยันเดินหน้าประมูลคลื่น1800 แม้อาจเหลือผู้เข้าร่วมเพียงรายเดียว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/551687

  • วันที่ 18 พ.ค. 2561 เวลา 18:51 น.

กสทช.ยันเดินหน้าประมูลคลื่น1800 แม้อาจเหลือผู้เข้าร่วมเพียงรายเดียว

กสทช.ยืนยันเดินหน้าจัดประมูลคลื่น 1800 แม้อาจมีผู้ประกอบการเข้าร่วมเพียงรายเดียว หลัง “ทรู” ประกาศไม่เข้าร่วมประมูล

เมื่อวันที่ 18 พ.ค. นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) กล่าวว่า กสทช. จะยังคงเดินหน้าจัดประมูลคลื่นความถี่ 1800 เมกะเฮิรตซ์ต่อไป แม้อาจจะเหลือผู้ประกอบการที่เข้าประมูลเพียงรายเดียว หลังจาก บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น (TRUE) ประกาศว่าจะไม่เข้าประมูลในครั้งนี้

“แม้เหลือผู้เข้าประมูลเพียงรายเดียวก็ยังประมูลได้”นายฐากร กล่าว

นายฐากร กล่าวว่า รู้สึกเสียดายแทนหากผู้ประกอบจะละทิ้งโอกาสที่ดีไป เพราะ กสทช.เคยประเมินไว้ว่าเมื่อเทคโนโลยี 5G ให้บริการเชิงพาณิชย์ในปี 63 ผู้ประกอบการทุกรายควรจะมีจำนวนคลื่นความถี่อย่างน้อยรายละ 100 เมกะเฮิรตซ์เพื่อให้เพียงพอรองรับการให้บริการด้วยเทคโนโลยีใหม่

ด้านนายสืบศักดิ์ สืบภักดี นักวิจัยด้านโทรคมนาคม สำนักวิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ กล่าวถึงกรณีกลุ่มทรูประกาศไม่เข้าร่วมประมูลคลื่นความถี่ 1800 เมกะเฮิรตซ์ว่า ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ เพราะก่อนหน้านี้ทรูไม่ได้ยืนยันความชัดเจนที่จะเข้าร่วมประมูลคลื่นตั้งแต่แรก ส่วนที่รีบออกมาประกาศทั้งที่เพิ่งเปิดให้รับเอกสารหลักเกณฑ์การประมูลคลื่นไปไม่กี่วันก็เป็นสิทธิที่จะทำได้

จากนี้คงต้องดูว่าจะมีผู้ประกอบการรายอื่นประกาศไม่เข้าร่วมประมูลอีกหรือไม่ คงต้องรอดูจนถึงช่วงให้ยื่นแสดงความจำนงเข้าประมูลและตรวจคุณสมบัติจนเสร็จเรียบร้อยว่าจะเหลือผู้ประกอบการอีกกี่ราย ตามหลักเกณฑ์การประมูลหากเหลือผู้ประกอบการน้อยราย กสทช.จะขยายเวลาในการยื่นแสดงความประสงค์เข้าประมูลออกไปอีก 90 วัน หลังจากนั้นจึงจะตัดสินใจว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป

“ทรู”แจงไม่เข้าร่วมประมูลคลื่น1800 มั่นใจคลื่นในมือมีมากพอรองรับลูกค้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/551648

  • วันที่ 18 พ.ค. 2561 เวลา 12:59 น.

"ทรู"แจงไม่เข้าร่วมประมูลคลื่น1800 มั่นใจคลื่นในมือมีมากพอรองรับลูกค้า

กลุ่มทรู แจงเหตุผลไม่เข้าร่วมประมูลคลื่น 1800 มั่นใจปริมาณคลื่นที่มีอยู่มากพอที่จะรักษาความได้เปรียบในตลาด-รองรับจำนวนลูกค้าเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว

เมื่อวันที่ 18 พ.ค. บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น แจ้งว่า ตามที่ กลุ่มทรู ได้เข้ารับเอกสารการประมูลคลื่น 1800 MHz ในนามบริษัท ทรู มูฟ เอช ยูนิเวอร์แซล คอมมิวนิเคชั่น จำกัด (ทียูซี) ไปเมื่อวันที่ 15 พ.ค.ที่ผ่านมานั้น บริษัทฯ ได้พิจารณากฎเกณฑ์การประมูลต่างๆในเอกสารแล้ว และพิจารณาว่าจะไม่เข้าร่วมประมูลคลื่น 1800 MHz ในครั้งนี้

ดร.กิตติณัฐ ทีคะวรรณ กรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มบริษัท (ร่วม) บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า จากการพิจารณาเอกสารรายละเอียดต่างๆของการประมูลคลื่นความถี่ย่าน 1800 MHz ที่ได้รับจากสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) คณะผู้บริหารพิจารณาว่า จะไม่เข้าร่วมประมูลคลื่น 1800 MHz ที่จะมีขึ้นในครั้งนี้ ด้วยเหตุผลสำคัญ 3 ประการคือ เรื่องปริมาณคลื่นความถี่ที่ทรูมูฟ เอช มีอยู่ในปัจจุบันที่มีมากถึง 55 MHz ยังมากเพียงพอที่จะรองรับจำนวนลูกค้าที่จะเติบโตเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว

และเมื่อเปรียบเทียบกับศักยภาพการให้บริการของผู้ประกอบการรายอื่นในประเทศแล้ว ปริมาณคลื่นของทรูมูฟ เอช ยังคงสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันในตลาดได้ต่อไปในอนาคต รวมทั้งจะรักษาประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้าในเรื่องการใช้งานทั้งวอยซ์และดาต้าที่จะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องแน่นอน

นอกจากนี้ จากการพิจารณารายละเอียดกฎเกณฑ์การประมูลตามเอกสารแล้ว ทั้งเรื่องราคาและข้อกำหนดต่างๆ ไม่ได้เอื้อประโยชน์ให้ผู้ที่ชนะประมูลในครั้งนี้จะมีความได้เปรียบอย่างมีนัยยะสำคัญแต่อย่างใด และที่สำคัญคือความเชื่อของกลุ่มทรูในเรื่องของการแข่งขันที่เสรีและเป็นธรรม ที่จะไม่เข้าร่วมประมูลเพียงเพื่อจะทำให้ราคาสูงผิดปกติเกินกว่าความเป็นจริง หรือสร้างภาระทางการเงินให้แก่ผู้ชนะประมูลแต่อย่างใด ดังนั้น ด้วยเหตุผลที่ได้กล่าวมาเบื้องต้น บริษัทฯ จึงพิจารณาว่า ยังไม่มีเหตุผลที่จะเข้าร่วมประมูลคลื่น 1800 MHz ในครั้งนี้