กูเกิลแอสซิสแทนต์ ผู้ช่วยใหม่เวอร์ชั่นไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/551549

  • วันที่ 17 พ.ค. 2561 เวลา 12:19 น.

กูเกิลแอสซิสแทนต์ ผู้ช่วยใหม่เวอร์ชั่นไทย

หลังใช้เวลาพัฒนากว่า 2 ปี ล่าสุด “กูเกิล” ก็ได้ฤกษ์ส่งผู้ช่วยส่วนตัวอัจฉริยะ “กูเกิลแอสซิสแทนต์” ในเวอร์ชั่นภาษาไทยให้คนไทยได้สัมผัสแล้ว

***************************

โดย…ภูวดล โกมลรัตนเสถียร

ย้อนกลับไป 2 ปีที่ผ่านมา กูเกิลได้เริ่มเปิดตัวระบบผู้ช่วยส่วนตัวอัจฉริยะ กูเกิลแอสซิสแทนต์ (Google Assistant) โดยได้มีการพัฒนาทั้งระบบและฟีเจอร์เพื่อรองรับการใช้งานของผู้ใช้บริการทั่วโลก ให้สามารถสั่งงานด้วยเสียงลงในแอพหรืออุปกรณ์โทรศัพท์อื่นๆ ทำให้ตัวเลขผู้ใช้งานระบบกูเกิลแอสซิสแทนต์ผ่านอุปกรณ์ต่างๆ จนถึงปัจจุบันเพิ่มมาอยู่ที่ 500 ล้านเครื่องทั่วโลก

ล่าสุด กูเกิลได้เปิดตัวระบบกูเกิลแอสซิสแทนต์ในเวอร์ชั่นภาษาไทย ที่สามารถสั่งงานด้วยเสียงภาษาไทยได้ สำหรับใช้งานบนสมาร์ทโฟน โดยจะสามารถใช้งานได้กับโทรศัพท์แอนดรอยด์ที่ใช้ระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ 5.0 โลลิป๊อปขึ้นไป และระบบปฏิบัติการไอโอเอส 9.1 หรือเวอร์ชั่นที่สูงกว่า ผ่านแอพ Google Assistant โดยคาดว่าคนไทยจะใช้งานอย่างเต็มรูปแบบได้ครบทุกคนภายในสัปดาห์หน้า

ศารณีย์ บุญฤทธิ์ธงไชย หัวหน้าฝ่ายการตลาด ผลิตภัณฑ์สำหรับผู้บริโภคกูเกิลประเทศไทย เปิดเผยว่า ประเทศไทยถือเป็นประเทศที่มีผู้ใช้สมาร์ทโฟนค่อนข้างสูง มีจำนวนกว่า 54 ล้านเครื่อง ซึ่งมีการใช้งานอยู่ทุกที่ทุกเวลา ดังนั้นการเปิดตัวกูเกิลแอสซิสแทนต์เวอร์ชั่นภาษาไทย จะช่วยให้คนไทยสามารถทำสิ่งต่างๆ ได้อย่างรวดเร็วผ่านทางโทรศัพท์สมาร์ทโฟน ภายใต้แนวคิดในการนำระบบดังกล่าวให้เข้าถึงคนไทย เข้าใจคนไทย และให้ชีวิตคนไทยง่ายขึ้น

ทั้งนี้ ทีมนักพัฒนากูเกิลได้ใช้เวลาพัฒนาเวอร์ชั่นภาษาไทยกว่า 2 ปี เนื่องจากภาษาไทยมีความซับซ้อน พร้อมได้ทำงานวิจัยสำรวจพฤติกรรมผู้ใช้งานคนไทยก่อนที่จะเปิดตัวคุณสมบัติหรือฟีเจอร์สำหรับการใช้งานที่เหมาะสมโดยพบว่าคนไทยส่วนใหญ่จะชื่นชอบการสันทนาการ ความบันเทิง การค้นหาแผนที่ การเดินทาง การแปลภาษา การตั้งเวลาปลุก ความสนุกสนานและผ่อนคลาย

ขณะเดียวกันการพัฒนาระบบได้นำเทคโนโลยีแมชีนเลิร์นนิ่งเข้ามาใช้งานร่วมกับระบบประมวลเสียง ซึ่งจะช่วยให้ระบบดังกล่าวสามารถเข้าใจบริบทของภาษาไทย มีการเรียนรู้เพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะสามารถฟังคำสั่งเสียงเข้าใจในภาษาไทยที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการได้

สำหรับแนวทางการพัฒนาระบบในอนาคต กูเกิลจะติดตามความนิยมและพฤติกรรมของผู้บริโภค ก่อนที่จะทยอยเปิดตัวคุณสมบัติต่างๆ ที่คนไทยชื่นชอบและต้องการ โดยปัจจุบันกูเกิลมีคุณสมบัติการใช้งานมากกว่า 1 ล้านแอ็กชั่น ส่วนผู้ที่สนใจที่จะพัฒนาต่อยอดการใช้งานในระบบอื่นๆ นอกเหนือจากระบบแอนดรอยด์และไอโอเอส ก็สามารถเข้าโปรแกรมสนับสนุนของกูเกิลเพื่อนำไปพัฒนาปรับใช้ต่อไปได้

ศารณีย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ไทยเป็นตลาดที่สำคัญจากยอดผู้ใช้สมาร์ทโฟนสูง ทำให้เกิดการพัฒนาสำหรับเวอร์ชั่นภาษาไทยขึ้น ซึ่งเป็นภาษาที่ 10 ที่ได้เปิดตัวทั่วโลก หลังจากเปิดตัวเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษ อินโดนีเซีย ฝรั่งเศส เยอรมัน อิตาลี ฮินดู ญี่ปุ่น เกาหลี และโปรตุเกส

ขณะที่เป้าหมายการพัฒนาจากนี้ บริษัทจะพัฒนาระบบกูเกิลแอสซิสแทนต์ให้เปิดกว้าง เพื่อรองรับผู้ใช้งาน โดยจะให้เกิดขึ้นทั้งหมด 30 ภาษา ใน 80 ประเทศภายในสิ้นปีนี้

เฟซบุ๊กปั๊มรายได้ไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/551404

  • วันที่ 16 พ.ค. 2561 เวลา 07:42 น.

เฟซบุ๊กปั๊มรายได้ไทย

เฟซบุ๊ก ประกาศแผนลงทุนไทย โฟกัส 3 เสาหลัก เอสเอ็มอี องค์กร คอมมูนิตี้ ชี้ธุรกิจทรานส์ฟอร์มโอกาสโตเศรษฐกิจดิจิทัล 3.2 แสนล้าน

นายจอห์น แวกเนอร์ กรรมการ ผู้จัดการ เฟซบุ๊ก ประเทศไทย เปิดเผยว่า เฟซบุ๊กประกาศแผนเพิ่มการลงทุนในไทย ทั้งการเพิ่มฟีเจอร์ซึ่งเป็นนวัตกรรมใหม่ การขยายสำนักงานใหม่ เพราะไทยถือว่าเป็นตลาดที่สำคัญของเฟซบุ๊ก โดยจะวางนโยบายสนับสนุนการพลิกโฉมประเทศไทยสู่เศรษฐกิจและสังคมดิจิทัลที่กำลังจะเกิดขึ้น

นอกจากนี้ ยังมองว่าโอกาสการเติบโตธุรกิจในประเทศนั้นสูงถึง 3.2 แสนล้านบาทในปีนี้ หากธุรกิจไทยทรานส์ฟอร์มก้าวเข้าดิจิทัลหรือช่องทางออนไลน์ เนื่องจากพฤติกรรมของคนไทยใช้อินเทอร์เน็ตผ่านมือถือนานสูงเป็นอันดับ 1 ของโลก

ทั้งนี้ นโยบายเฟซบุ๊กจะโฟกัสลงทุน 3 เสาหลัก ประกอบด้วย 1.ผู้ประกอบการ ธุรกิจขนาดกลางและย่อม หรือเอสเอ็มอี โดยเฟซบุ๊กจะส่งเสริมเครื่องมือที่เป็นนวัตกรรมใหม่ อาทิ การเปิดมาร์เก็ตเพลส ช่วยให้ลูกค้าค้นพบธุรกิจต่างๆ ได้ง่ายขึ้น การชำระเงินผ่านพาร์ตเนอร์ในประเทศ รวมถึงการสร้างความรู้เพื่อให้เครื่องมือผ่านเฟซบุ๊กให้เกิดประสิทธิภาพ และทีมงาน สนับสนุนด้านการโฆษณา เพื่อเพิ่มโอกาสเข้าถึงลูกค้าเพิ่มขึ้น

“ในปีที่ผ่านมา ไทยเป็นอันดับหนึ่งภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก และเป็น 1 ใน 5 ของโลกที่ผู้คนติดต่อสื่อสารผ่านการส่งข้อความกับธุรกิจเอสเอ็มอี นอกจากนี้พบว่า 51% ของธุรกิจอี-คอมเมิร์ซเกิดขึ้นผ่านโซเชียลมีเดีย ขณะที่กลุ่มเอสเอ็มอี เป็นธุรกิจขนาดใหญ่ของประเทศหรือคิดเป็น 98% ของธุรกิจในไทย คิดเป็นผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ หรือจีดีพี 40% ธุรกิจเหล่านี้สร้างงาน 70% ของแรงงานทั่วประเทศ” นายแวกเนอร์ กล่าว

อย่างไรก็ดี ยังพบว่าธุรกิจเอสเอ็มอีในไทยมากกว่า 2.5 ล้านราย ดำเนินธุรกิจบนเฟซบุ๊ก และมีคนไทยกว่า 40 ล้านคน ที่อาศัยอยู่ในไทยโดยที่เชื่อมต่อกับธุรกิจเอสเอ็มอี ส่วนผู้ที่อาศัยอยู่นอกประเทศมากกว่า 100 ล้านคน ได้เชื่อมต่อธุรกิจเอสเอ็มอีผ่านทางเฟซบุ๊ก กลุ่มประเทศที่ติดต่อกัน อาทิ เมียนมา กัมพูชา มาเลเซีย ลาว และฟิลิปปินส์

สำหรับเสาที่ 2 กลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ มุ่งปลดล็อกการเติบโตของธุรกิจที่กำลังมองหาช่องทางสู่อนาคตผ่านทางค้าทางโทรศัพท์มือถือและการพัฒนาองค์กร โดยสนับสนุนการทรานส์ฟอร์มองค์กร ซึ่งผลวิจัยอุตสาหกรรมของภาคธุรกิจ 89% ของผู้นำองค์กรในไทยเชื่อว่าการเติบโตในอนาคตของธุรกิจขึ้นอยู่กับการปรับเปลี่ยนองค์กรไปสู่การทำธุรกิจเชิงดิจิทัล แต่มีเพียง 29% ที่มีกลยุทธ์เชิงดิจิทัลเต็มรูปแบบ

ขณะที่เฟซบุ๊กจะเข้ามาพัฒนาวิธีการร่วมมือในองค์กรผ่านแพลตฟอร์มเวิร์กเพลซ บาย เฟซบุ๊ก เพื่อเชื่อมต่อการทำงานองค์กรและการเข้าถึงลูกค้า ซึ่งพบว่าบริษัทต่างๆ พยายามลดช่องว่างผู้บริโภคด้วยการใช้ประโยชน์เครื่องมือของเฟซบุ๊ก เพราะพฤติกรรมการซื้อสินค้าออนไลน์ 60% ของผู้ซื้อสินค้าจะออกจากเว็บไซต์โดย ไม่กระทำใดๆ และ 60% ของการใช้มือถือ มีเพียง 15% ที่เปลี่ยนไปเป็นยอดขาย ส่วน 43% มักจะทิ้งตะกร้าสินค้า

ด้านเสาที่ 3 การสร้างคอมมูนิตี้หรือสังคมดิจิทัลของประเทศไทย โดยลงทุนสนับสนุนสังคมดิจิทัลผ่านโปรแกรมต่างๆ มีความร่วมมือในประเทศและการอบรมทักษะ เพื่อเสริมศักยภาพที่จำเป็นในการสร้างสรรค์นวัตกรรมและขับเคลื่อนการพัฒนาของสังคมในประเทศไทย โดยในปีที่ผ่านมามีจำนวนผู้ใช้งานเฟซบุ๊กกว่า 51 ล้านคน/เดือน โต 11% และมีผู้ใช้งาน ทุกวันมากกว่า 34 ล้านคน ส่วนการจัดเก็บภาษีผู้ประกอบการธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ยังไม่ได้สามารถตอบรายละเอียดได้

ชูคิวอาร์โค้ดตรวจสอบสินค้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/551394

  • วันที่ 16 พ.ค. 2561 เวลา 05:50 น.

ชูคิวอาร์โค้ดตรวจสอบสินค้า

เอสจีเอสเปิด 3 แพลตฟอร์มใหม่ ตรวจแหล่งที่มาผลิตภัณฑ์รับนโยบายคิวอาร์โค้ด-ไทยแลนด์ 4.0

นายศุภมิตร จตุพรฆ้องชัย ผู้จัดการฝ่ายวางแผนและพัฒนาธุรกิจองค์กร บริษัท เอสจีเอส (ประเทศไทย) ผู้ตรวจสอบ การทดสอบ และการรับรองระบบ เปิดเผยว่า บริษัทเปิดตัว 3 แพลตฟอร์มใหม่ในการเพิ่มประสิทธิภาพและความ เชื่อมั่นในแหล่งที่มาของผลิตภัณฑ์ต่างๆ รวมถึงข้อมูลกฎระเบียบต่างประเทศในการส่งออกผลิตภัณฑ์ เพื่อรองรับการปรับตัวของธุรกิจต่างๆ ในยุคไทยแลนด์ 4.0

ทั้งนี้ 3 แพลตฟอร์มดังกล่าว ได้แก่ 1.ดิจิ คอมพลาย (Digi Comply) แพลตฟอร์มรวบรวมข้อกฎหมายและกฎระเบียบในประเทศต่างๆ ทั่วโลกสำหรับผู้ที่ต้องการ ส่งออกผลิตภัณฑ์สู่ต่างประเทศ 2.ทรานส์ พาเรนซี วัน (Transparency One) แพลตฟอร์มสำหรับผู้ประกอบการและผู้บริโภคที่สามารถตรวจสอบแหล่งที่มาของผลิตภัณฑ์ได้ในทุกขั้นตอนการผลิต โดยสแกนผ่านคิวอาร์โค้ด ในกลุ่มสินค้าบริโภค และ 3.อีคิวเอสเอส (EQSS) แพลตฟอร์มตรวจสอบแหล่งที่มาของผลิตภัณฑ์ที่ต้องมีการประกอบสินค้าประเภทอุปโภค เป็นต้น
ขณะที่บริษัทคาดว่าจะมีรายได้จาก 3 กลุ่มดังกล่าวอยู่ที่ 100 ล้านบาทภายในปีนี้ โดยกลุ่มที่โฟกัส คือ ธุรกิจค้าปลีกและสถานีบริการน้ำมันที่มีการแข่งขันที่สูง และการสร้างความเชื่อมั่นต่อผู้บริโภค จากภาพรวมรายได้บริษัทคาดว่าจะเติบโต 15% จากปีก่อน 2,200 ล้านบาท
“แพลตฟอร์มดังกล่าวจะสร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภคที่ตรวจสอบข้อมูลขั้นตอนและแหล่งที่มาการผลิตได้โดยมีเอสจีเอส รับรอง ส่งเสริมด้านความปลอดภัยในผลิตภัณฑ์สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล และเป็นโอกาสทางธุรกิจสำหรับผู้ประกอบการรายเล็ก” นายศุภมิตร กล่าว

3ค่ายมือถือรับเอกสารประมูลคลื่นฯ1800

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/551314

  • วันที่ 15 พ.ค. 2561 เวลา 12:46 น.

3ค่ายมือถือรับเอกสารประมูลคลื่นฯ1800

สำนักงาน กสทช. เปิดให้รับเอกสารการประมูลคลื่นฯ 1800 MHZ วันแรก 3 ค่ายใหญ่รับไป 5 ซอง

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (เลขาธิการ กสทช.) กล่าวว่า วันนี้ (15 พ.ค. 2561) สำนักงาน กสทช. เปิดให้ผู้สนใจเข้ารับเอกสารการประมูลคลื่นความถี่ย่าน 1800 MHz เป็นวันแรก และจะเปิดให้รับเอกสารฯ ไปจนถึงวันที่ 14 มิ.ย. 2561โดยวันนี้ ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3 รายหลักของประเทศไทย ได้เข้ารับเอกสารการประมูลคลื่นความถี่ฯ โดยกลุ่มบริษัท AIS รับเอกสารไป 2 ชุด ในนามบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) (AIS) และบริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค จำกัด (AWN) กลุ่มบริษัท DTAC รับเอกสารไป 2 ชุด ในนามบริษัท ดีแทค ไตรเน็ต จำกัด (DTN) และบริษัท ดีแทค บรอดแบนด์ จำกัด (DBB) ส่วนกลุ่มบริษัท TRUE รับเอกสารไป 1 ชุด ในนามบริษัท ทรู มูฟ เอช ยูนิเวอร์แซล คอมมิวนิเคชั่น จำกัด (TUC)

สำนักงานฯ เห็นว่า คลื่นความถี่ย่าน 1800 MHz ยังเป็นที่สนใจของผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคม เป็นความต้องการของตลาด เพื่อที่จะรองรับการให้บริการโทรคมนาคมที่มีประสิทธิภาพผู้ให้บริการจำเป็นต้องมีคลื่นความถี่เพื่อให้บริการอย่างเพียงพอ

นายฐากร กล่าวว่า ขั้นตอนต่อจากนี้ สำนักงาน กสทช. กำหนดให้ยื่นคำขอรับใบอนุญาตในวันที่ 15 มิ.ย. 2561 จากนั้นจะเป็นขั้นตอนการพิจารณาคุณสมบัติขั้นแรก ระหว่างวันที่ 16-28 มิ.ย. 2561 หลังจากนั้นจะประกาศรายชื่อผู้ผ่านคุณสมบัติเป็นผู้เข้าร่วมประมูลภายในวันที่ 29 มิ.ย. 2561 ส่วนในระหว่างวันที่ 1-3 ส.ค. 2561 จะทำการจัด ชี้แจงการประมูล (Information Session) และการทดสอบการประมูล (Mock Auction) สำหรับผู้เข้าร่วมการประมูล และกำหนดจัดการประมูลในวันที่ 4 ส.ค. 2561 ทั้งนี้ เพื่อให้สามารถจัดการประมูลคลื่นความถี่ได้ทันก่อนที่สัญญาสัมปทานระหว่าง DTAC กับ CAT จะสิ้นสุดลงในวันที่ 15 ก.ย. 2561

สำหรับ คลื่นความถี่ย่าน 1800 MHz ที่จะนำมาประมูลครั้งนี้ มีจำนวนทั้งหมด 45 MHZ โดยกำหนดขนาดคลื่นความถี่ที่จะประมูลออกเป็น 3 ชุดๆ ละ 15 MHz ต่อ 1 ใบอนุญาต โดยผู้เข้าร่วมประมูลสามารถประมูลได้สูงสุด 1 ชุดคลื่นความถี่ โดยกำหนดราคาเริ่มต้นของการประมูลไว้ที่ 37,457 ล้านบาท และกำหนดหลักประกันการประมูล เท่ากับ 1,880 ล้านบาท ซึ่งเป็นราคาสุดท้ายจากการประมูลคลื่นความถี่ย่าน 1800 MHz ในครั้งก่อน โดยใช้สูตร N-1 ใบอนุญาตมีระยะเวลาการอนุญาต 15 ปี ราคาที่เพิ่มต่อการเคาะในแต่ละครั้ง 75 ล้านบาท กรณีที่จะมีการทิ้งการประมูลสำนักงาน กสทช. จะยึดหลักประกันการประมูล 1,880 ล้านบาท และการคิดค่าปรับอีก 5,620 ล้านบาท เป็นมูลค่ารวมทั้งสิ้น 7,500 ล้านบาท อีกทั้งยังตัดสิทธิ์ JAS ไม่ให้เข้าร่วมการประมูล ครั้งนี้ด้วย

ยื่นชิง1800วันนี้3ราย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/551275

  • วันที่ 15 พ.ค. 2561 เวลา 08:02 น.

ยื่นชิง1800วันนี้3ราย

ค่ายมือถือ เอไอเอส- ดีแทค-ทรู เข้ารับเอกสารชิงคลื่น 1800 วันนี้ ไอดีซีคาดประมูลแค่ 3 รายเดิม “หมอลี่” ยอมรับส่อขายไม่หมด 3 ใบ

นายก่อกิจ ด่านชัยวิจิตร รองเลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า วันที่ 15 พ.ค.นี้ กสทช.จะเริ่มประกาศเชิญชวนผู้ให้บริการที่สนใจเข้าร่วมประมูลคลื่นความถี่ย่าน 1800 เมกะเฮิรตซ์ (MHz) ขนาด 15 เมกะเฮิรตซ์ จำนวน 3 ใบอนุญาต อายุสัญญา 15 ปี เงื่อนไขประมูล N-1 (N = จำนวนผู้เข้าประมูล) เข้ารับเอกสารชี้ชวนการลงทุน (MI) ก่อนการยื่นขอรับใบอนุญาตใน วันที่ 15 มิ.ย. โดยบริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค ในเครือเอไอเอส และบริษัท ทรูมูฟ เอช ยูนิเวอร์แซล คอมมิวนิเคชั่น ในเครือทรู ได้แจ้งความจำนงจะเข้ารับเอกสารวันที่ 15 พ.ค.นี้

นายราจีฟ บาวา รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มกิจการองค์กรและพัฒนาธุรกิจ บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น หรือ ดีแทค กล่าวว่า บริษัทจะเข้าร่วมรับเอกสารชี้ชวนการลงทุนหรือซองประมูลคลื่น 1800 ที่ทาง กสทช.จะจัดขึ้นในวันที่ 15 พ.ค. 2561 เช่นเดียวกัน

ด้าน นายจาริตร์ สิทธุ หัวหน้าฝ่ายบริหารจัดการ ไอดีซี ประเทศไทย องค์กรด้านการวิจัยและที่ปรึกษาไอซีที กล่าวว่า การประมูลครั้งนี้ดีแทคเป็นค่ายที่จำเป็นต้องเข้าร่วมประมูลมากที่สุด เพราะคลื่นความถี่ 1800 กับ 850 จะหมดสัมปทานเดือน ก.ย. 2561 แม้บริษัท เทเลแอกเซส ในเครือดีแทคไตรเน็ต จะลงนามเช่าคลื่น 2300 กับบริษัท ทีโอที ไปแล้ว แต่การมีคลื่นอยู่ในมือเองจะดีกว่าในระยะยาว

ขณะที่เอไอเอสกับทรูจะเข้าประมูล เพราะการมีคลื่นเพิ่มขึ้นน่าจะเป็นประโยชน์ ปัจจุบันทรูมีคลื่นในมือรวม 55 เมกะเฮิรตซ์ และเอไอเอสมีรวม 45 เมกะเฮิรตซ์ แต่ต้องวัดใจว่าราคาตั้งต้น 37,457 ล้านบาท ต่อ 15 เมกะเฮิรตซ์ ทั้งสองค่ายจะสู้แค่ไหนถึงไม่กระทบแผนลงทุน จึงมองว่าการประมูลครั้งนี้ไม่น่าจะแข่งขันรุนแรงเท่าครั้งที่ผ่านมา ส่วนรายที่ 4 คงยาก เพราะประชากรใช้โทรศัพท์มือถือมี 121.53 ล้านเลขหมาย ถือว่าอยู่ในภาวะอิ่มตัวแล้ว

นายประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา กรรมการ กสทช. กล่าวว่า มีแนวโน้มที่ กสทช.จะขายใบอนุญาต 1800 ในการเปิดประมูลครั้งนี้ 3 ใบ ภายใต้เงื่อนไข N-1 ไม่ได้ทั้งหมด เนื่องจากความต้องการคลื่นความถี่ในตลาดขณะนี้ไม่สูงมาก แต่ราคาตั้งต้นประมูลสูง เนื่องจากยึดตามราคาการประมูลครั้งก่อน ความจูงใจเข้าร่วมประมูลครั้งนี้จึงต่ำ

นอกจากนั้น ในปี 2563-2564 กสทช.เตรียมเปิดประมูลคลื่น 700 ทำให้ความจำเป็นประมูลครั้งนี้น้อยลงไปอีก เพราะผู้ให้บริการสามารถรอคลื่น 700 มาทดแทนได้ ส่วนกรณีที่ดีแทคได้คลื่น 2300 แล้ว ถึงแม้คุณภาพคลื่นรองรับ 4จีได้เหมือน 1800 แต่หากดีแทคต้องการรองรับกลุ่มผู้ใช้งานที่ยังมีมือถือรุ่นเก่าๆ คลื่น 1800 ก็ยังจำเป็น

เจเอสแอลรุกออนไลน์ ปั้นแพลตฟอร์มเสริมทีวี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/551260

  • วันที่ 15 พ.ค. 2561 เวลา 05:52 น.

เจเอสแอลรุกออนไลน์ ปั้นแพลตฟอร์มเสริมทีวี

โดย…จะเรียม สำรวจ

หลังจากพฤติกรรมการดูทีวีของคนไทยยังคงปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะช่วงหลังเวลา 22.00-23.00 น. เป็นต้นไป ส่งผลให้ผู้ผลิตรายการทีวี หรือโปรดักชั่นเฮาส์ ต้องออกมาปรับตัว กันพอสมควร เนื่องจากช่วงเวลาดังกล่าวรายการส่วนใหญ่ที่ออกอากาศผ่านหน้าจอ ทีวีจะเป็นรายการวาไรตี้

ทั้งนี้ เพราะก่อนที่จะมีทีวีดิจิทัลเกิดขึ้น รายการวาไรตี้ในช่วงเวลาหลัง 22.00 น. ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก แต่หลังจากมีทีวีดิจิทัล ประกอบกับผู้บริโภคหันมาเปลี่ยนพฤติกรรมเสพสื่อดิจิทัลมากขึ้น จึงทำให้รายการวาไรตี้หลังเวลา 22.00 น. มีผู้ชมลดลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจากผลกระทบที่เกิดขึ้น ทำให้บริษัทโปรดักชั่นเฮาส์ต้องหันมาปรับกลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจให้มีความหลากหลายมากขึ้น

เช่นเดียวกับบริษัท เจ เอส แอล โกลบอล มีเดีย ที่ปัจจุบันมีการขยายไลน์ธุรกิจมากถึง 6 ขา ประกอบด้วย ธุรกิจผลิตรายการทีวี ธุรกิจดิจิทัลมาร์เก็ตติ้ง ธุรกิจอีเวนต์ ธุรกิจผลิตละครทีวี ธุรกิจผลิตละครเวที และธุรกิจน้องใหม่ล่าสุดผลิตรายการกีฬา โดยธุรกิจที่ เจ เอส แอล จะให้ความสำคัญเป็นพิเศษในปีนี้ คือ ธุรกิจดิจิทัลมาร์เก็ตติ้ง ด้วยการสร้างแพลตฟอร์มดิจิทัลขึ้น เพื่อรองรับคอนเทนต์ที่จะผลิตออกมาป้อนช่องทางออนไลน์โดยเฉพาะ

รติวัลคุ์ ธนาธรรมโรจน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจ เอส แอล โกลบอล มีเดีย ผู้ผลิตและออกแบบคอนเทนต์ดีไซเนอร์ กล่าวว่า แนวทางการดำเนินธุรกิจในปีนี้ บริษัทจะให้ความสำคัญกับการขยายธุรกิจดิจิทัลอย่างจริงจัง เพื่อผลักดันให้เป็นแหล่งรายได้ หลัก ทดแทนรายได้ในส่วนบริหารเวลาที่ลดลงภายหลังได้รับผลกระทบจากปัจจัยลบทางด้านเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมโดยรวม

ในส่วนของกลยุทธ์การตลาดที่จะนำมาใช้ คือ การต่อยอดทรัพย์สินและทรัพยากรที่มีอยู่ให้สร้างรายได้อย่างยั่งยืน ด้วยการโฟกัส สร้างสรรค์คอนเทนต์ที่สด ใหม่ ใหญ่ ดัง และสร้างพันธมิตรที่เป็นผู้เล่นหลัก

ในปีที่ผ่านมา เจ เอส แอล ได้มีการปรับหลังบ้านพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัลขึ้นมาใหม่ใน 4 รูปแบบ ประกอบด้วย 1.เว็บไซต์ ด้วยการพัฒนาเว็บไซต์เจาะใจออนไลน์ เพื่อนำรายการเจาะใจไปออกอากาศโดยเฉพาะ 2.การนำ คอนเทนต์ไปออกอากาศย้อนหลังในยูทูบ 3.การพัฒนา JSL Cycle การพัฒนาคอนเทนต์ในรูปแบบซีเอสอาร์ และ 4.การพัฒนาเว็บไซต์ My One Class เพื่อเปิดคลาสเรียนออนไลน์ที่สอนโดยตัวจริงของวงการ

รติวัลคุ์ กล่าวต่อว่า การเปิดตัวเว็บไซต์ My One Class คลาสเรียนออนไลน์ในครั้งนี้ ถือเป็นการต่อยอด จุดแข็งของคอนเทนต์ที่มีคุณภาพสู่แพลตฟอร์มออนไลน์ในยุคดิจิทัล เนื่องจากปัจจุบันคนไทยให้ความสนใจคลาสเรียนออนไลน์กันมากขึ้น บริษัท

จึงเล็งเห็นโอกาส ด้วยการเปิดตัวคลาสเรียนเว็บไซต์ดังกล่าวจำนวน 6 คอร์ส ได้แก่ คอร์ส “พูดดี ต้องมีของ” โดย ตุ้ม-ผุสชา โทณะวณิก คอร์ส “แต่งเพลง” โดย ดี้-นิติพงษ์ ห่อนาค คอร์ส “Short film workshop with Nonzee” โดย อุ๋ย-นนทรีย์ นิมิบุตร

คอร์ส “การแสดงขั้นพื้นฐาน” โดย ครูหนิง-พันพัสสา ธูปเทียน ครูสอนการแสดง ผู้กำกับ และสมาชิกคนไทยเพียงคนเดียวของ “The Actors Studio” สถาบันระดับโลกของนิวยอร์ก คอร์ส “การเขียนบทละคร” โดย ครูบัว-ผศ.ดร.ปริดา มโนมัยพิบูลย์ ครูสอนการเขียนบท ได้รับรางวัลคึกฤทธิ์ สาขาวรรณศิลป์ (ผู้เขียนบทละคร) และประธานหลักสูตรอักษรศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาศิลปการละคร และคอร์ส “การถ่ายภาพด้วยมือถือแบบมืออาชีพ” โดย แพท ชาน(Pat Chan) ช่างภาพสตรีชาวไทยที่มีผลงานระดับโลก ที่เคยถ่ายภาพบุคคลสำคัญของโลก เช่น ประธานาธิบดี บิล คลินตัน เป็นต้น

นอกจากนี้ เจ เอส แอล ยังได้จับมือกับพันธมิตรอย่างไลน์ทีวี เพื่อนำรายการที่ออกอากาศทางทีวีไปออกอากาศย้อนหลังในไลน์ทีวีทันที ขณะเดียวกันยังมีการผลิตคอนเทนต์รายการใหม่มาออกอากาศเฉพาะในไลน์ทีวี และเพื่อต่อยอดความสำเร็จ เจ เอส แอล มีแผนที่จะนำคอนเทนต์รายการทีวีไปออกอากาศ และคอนเทนต์ที่ผลิตขึ้นมาใหม่ ไปออกอากาศในทรูไอดี และทีวีเอเชียในอนาคตอันใกล้นี้

จากแนวทางการทำธุรกิจดังกล่าว เจ เอส แอล คาดหวังว่าสิ้นปี 2561 นี้จะกลับมามีรายได้เติบโต 30% อีกครั้ง จากปีที่ผ่านมาพลาดเป้า

ค่ายมือถือจ่อคลอดโปรฯเน็ตช่วงบอลโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/551255

  • วันที่ 14 พ.ค. 2561 เวลา 21:45 น.

ค่ายมือถือจ่อคลอดโปรฯเน็ตช่วงบอลโลก

เอไอเอส ดีแทค จ่อคลอดโปรโมชั่นเด็ด เจาะคนเมืองชมการแข่งขันบอลโลกระหว่างเดินทางกลับบ้าน หวังเพิ่มรายได้จากการใช้ดาต้า

นายจาริตร์ สิทธุ หัวหน้าฝ่ายบริหารจัดการ ไอดีซี ประเทศไทย เปิดเผยว่า การแข่งขันฟุตบอลโลก 2018 รอบสุดท้าย ระหว่างวันที่ 14 มิ.ย.-15 ก.ค. ที่รัสเซีย ซึ่งช่วงระยะเวลาการแข่งขันเริ่มตั้งแต่เวลา 17.00 น. คาดว่าพฤติกรรมของคนไทย โดยเฉพาะกลุ่มคนเมืองในกรุงเทพฯ จะดูการแข่งขันฟุตบอลผ่านดีไวซ์ อาทิ มือถือ แท็บเล็ต ระหว่างการเดินทางกลับบ้าน ซึ่งทำให้มีความต้องการใช้ดาต้าในปริมาณเพิ่มขึ้น

นายปรัธนา ลีลพนัง หัวหน้าคณะผู้บริหารกลุ่มลูกค้าทั่วไป บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส หรือ เอไอเอส กล่าวว่า บริษัทกำลังพิจารณาเปิดตัวแพ็กเกจอินเทอร์เน็ต เพื่อต้อนรับกับช่วงการแข่งขันฟุตบอลโลก โดยลักษณะแพ็กเกจจะเป็นการใช้อินเทอร์เน็ตความเร็วไม่อั้นในช่วงระยะเวลาสั้นๆ ซึ่งจะเป็นโปรโมชั่นเด็ดๆ ออกมา ให้กลุ่มลูกค้าได้เลือกใช้บริการหลากหลายตามความต้องการ

“การใช้บริการมือถือยังคงอยู่ในภาวะเติบโตในช่วงไตรมาสแรกที่ผ่านมา เพราะมือถือกลายเป็นปัจจัยที่ 5 ภาวะเศรษฐกิจของประเทศจึงไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการใช้บริการทางโทรศัพท์มือถือมากนัก แต่กลยุทธ์ที่จะผลักดันให้เติบโตมองถึงการเข้าถึงลูกค้า การมีบริการใหม่ เพื่อผลักดันการใช้ดาต้าเพิ่มขึ้น”นายปรัธนา กล่าว

ด้าน บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น หรือ ดีแทค ระบุว่า ในช่วงปลายเดือน พ.ค. หรือต้นเดือน มิ.ย. จะจัดแพ็กเกจโปรโมชั่นอินเทอร์เน็ตในช่วงการแข่งขันฟุตบอลโลก ขณะเดียวกันก็เตรียมพร้อมสัญญาณอินเทอร์เน็ต เพื่อรองรับปริมาณการใช้งาน ทำให้การดูถ่ายทอดสดผ่านอินเทอร์เน็ตไม่สะดุด

ไทยตื่นทำแผนรับมือภัยไซเบอร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/550742

  • วันที่ 10 พ.ค. 2561 เวลา 07:56 น.

ไทยตื่นทำแผนรับมือภัยไซเบอร์

“บิ๊กตู่” สั่งเตรียมพร้อมรับมือภัยคุกคามจากไซเบอร์ 4 ด้าน หวังยกระดับติดกลุ่มประเทศมีความปลอดภัย

ที่ประชุมคณะเตรียมการด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเป็นประธานนัดแรก เมื่อวันที่ 9 พ.ค.ที่ผ่านมา ได้เห็นชอบแนวทางสร้างความมั่นคงทางไซเบอร์ของประเทศ 4 เรื่อง

นายพิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยว่า เรื่องที่ 1 เห็นชอบนโยบายและแผนระดับชาติเพื่อปกป้องรับมือ ป้องกันและลดความเสี่ยงให้ไปทิศทางเดียวกัน โดยให้จัดกลุ่มโครงสร้างพื้นฐานสำคัญทางสารสนเทศของประเทศเป็น 6 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มความมั่นคงและบริการภาครัฐ กลุ่มการเงิน กลุ่มเทคโนโลยี สารสนเทศและโทรคมนาคม กลุ่มการขนส่งและโลจิสติกส์ กลุ่มพลังงานและสาธารณูปโภค และกลุ่มสาธารณสุข เพื่อยกระดับแผนการทำงานในแต่ละด้าน

อย่างไรก็ตาม กระทรวงดีอีได้ประสานงานกับหลายหน่วยงานที่มีแผนป้องกันภัยจากไซเบอร์อยู่แล้ว เช่น ธนาคาร สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ผ่านศูนย์ประสานการรักษาความมั่นคงปลอดภัยระบบคอมพิวเตอร์ประเทศไทย (ไทยเซิร์ต) เพื่อซ้อมรับมือสถานการณ์ฉุกเฉิน

เรื่องที่ 2 เห็นชอบแนวทางการกำหนดโครงสร้างพื้นฐานสำคัญเพื่อตอบสนองต่อสถานการณ์ฉุกเฉิน เรื่องที่ 3 เห็นชอบแนวทางการพัฒนาบุคลากรระยะเร่งด่วน 1,000 คน ใช้งบประมาณกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม วงเงิน 350 ล้านบาท โดยจะจัดตั้งศูนย์ความร่วมมืออาเซียน-ญี่ปุ่น เพื่อพัฒนาบุคลากรตามมติที่ประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านโทรคมนาคมและเทคโนโลยีสารสนเทศร่วมกับญี่ปุ่น โดยไทยได้รับเลือกให้เป็นที่ตั้งศูนย์ และได้รับงบประมาณสนับสนุนจากรัฐบาลญี่ปุ่น ระยะ 5 ปี รวม 5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ มีเป้าหมาย พัฒนาบุคลากรในอาเซียน 800 คน

สำหรับเรื่องที่ 4 ที่ประชุมได้เห็นชอบการจัดตั้งไซเบอร์ซีเคียวริตี เอเยนซี (ซีเอสเอ) ทำหน้าที่เป็นหน่วยงานประสานงานกลางและหน่วยงานเผชิญเหตุด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ชั่วคราว เพื่อให้เกิดความมั่นคงในระดับชาติและได้มาตรฐานสากล ซึ่งในปี 2560 ดัชนีความพร้อมด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ของไทย ซึ่งจัดโดยสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ (ไอทียู) อยู่ที่อันดับ 22 จาก 194 ประเทศ ตั้งเป้าจะให้ไทยติดอันดับ 20 แรกของประเทศที่มีความพร้อม

การตลาดยุคใหม่ ไอโอทีสร้างความยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/550730

  • วันที่ 10 พ.ค. 2561 เวลา 06:15 น.

การตลาดยุคใหม่ ไอโอทีสร้างความยั่งยืน

โดย…รัชนีย์ ศรีวัฒนชัย

โมเดลการสร้างความยั่งยืนให้กับธุรกิจที่ผ่านมา สินค้าหรือแบรนด์จะให้ความสำคัญการสร้างการเติบโตจากรายได้และกำไรให้กับกลุ่มผู้ถือหุ้น คู่ค้า ลูกค้า สังคมและชุมชน แต่เมื่อโลกธุรกิจที่ก้าวสู่ Internet of Everything หรืออินเทอร์เน็ตของทุกอย่าง ไอโอที จึงเป็นเทคโนโลยีที่แบรนด์ระดับโลกเริ่มนำมาใช้เพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับธุรกิจ

ศิริชัย วิวัฒน์สกุลเจริญ รองผู้อำนวยการหน่วยงาน เอ็นเตอร์ไพรส์ เซ็กเตอร์ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น เปิดเผยว่า การสร้างความยั่งยืนให้กับธุรกิจนอกเหนือจากการปรับตัวของกลุ่มผู้ประกอบการโดยการพัฒนาแพลตฟอร์มธุรกิจและนำเทคโนโลยีมาปรับตัวแล้วนั้น ไอโอที หรืออินเทอร์เน็ต ออฟ ธิงส์ ยังเป็นเครื่องมือที่สร้างความยั่งยืนให้กับธุรกิจในยุคดิจิทัลด้วยเช่นเดียวกัน

ทั้งนี้ การขับเคลื่อนของแบรนด์ระดับโลก อาทิ บริษัทผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภครายใหญ่อย่างยูนิลีเวอร์ นำเทคโนโลยีไอโอทีที่สามารถวัดปริมาณการใช้น้ำสำหรับการล้างจาน และมีเซ็นเซอร์แจ้งเตือนหากมีการใช้น้ำในปริมาณมากเกินไปในแต่ละระดับ ช่วยลดการใช้น้ำและรักษาสิ่งแวดล้อมได้มากขึ้น ขณะที่แบรนด์ก็ได้ภาพลักษณ์สินค้าที่ดีไปด้วยในสายตาผู้บริโภค

ขณะที่โมเดลสร้างความยั่งยืนในรูปแบบเดิมๆ แบรนด์และสินค้าจะเน้นที่กำไรให้กับผู้ถือหุ้น พนักงานและด้านสังคม และสิ่งแวดล้อม เช่น ยูนิลีเวอร์เดินหน้าสร้างความยั่งยืนต่อเนื่อง 5 ปี จากการใช้น้ำมันปาล์มมาเป็นวัตถุดิบหลักการผลิตสินค้า แต่สวนปาล์มนั้นจะต้องไม่บุกรุกพื้นที่ป่า และต้องไม่ใช้แรงงานเด็กในการทำงาน รวมถึงวัตถุดิบต้องนำกลับมารีไซเคิลใหม่ได้

ปัจจัยที่แบรนด์ต่างๆ ต้องให้ความสำคัญกับการสร้างความยั่งยืน เพราะแนวโน้มประชากรจะเลือกซื้อสินค้าที่ให้ความสำคัญกับการสร้างความยั่งยืน จากการสำรวจของยูนิลีเวอร์กลุ่มตัวอย่าง 2 หมื่นรายใน 5 ประเทศ พบว่าประชาชน 33% เลือกซื้อสินค้าที่ดำเนินธุรกิจรับผิดชอบสังคมและสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ประเทศที่กำลังพัฒนาประชากรจะยอมจ่ายเงินเพื่อซื้อสินค้าที่สร้างความยั่งยืนสูง 66% ส่วนประเทศพัฒนาแล้วการซื้อสินค้าที่สร้างความยั่งยืนน้อย 34%

ศิริชัย กล่าวว่า แนวโน้มอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อกับไอโอทีในปี 2568 จะมีราว 1 แสนล้านชิ้น โดยเข้าไปมีอิทธิพลต่อชีวิตของผู้คนจำนวนมาก ดังนั้นธุรกิจควรเริ่มศึกษาและพัฒนาธุรกิจอย่างไร ให้สามารถใช้ไอโอทีสร้างความยั่งยืนให้กับแบรนด์หรือองค์กร สำหรับทรูขณะนี้ได้เปิดให้บริการไอโอที โซลูชั่น สมาร์ท ทรานสปอร์ต เพื่อให้บริการด้านโลจิสติกส์ ช่วยลดต้นทุน ลดการใช้พลังงาน

สำหรับทิศทางการใช้ไอโอทีทั่วโลกในปี 2560 มีบริษัทใช้ผลิตภัณฑ์และโซลูชั่นไอโอที 30% และคาดว่าปี 2563 จะมีบริษัทใช้มากกว่า 65% และคาดการณ์ว่าในปี 2568 การใช้จ่ายไอโอที ทั่วโลก 63 ล้านล้านบาท และสร้างมูลค่าต่อเศรษฐกิจโลก 315 ล้านล้านบาท สำหรับไทยคาดว่าการใช้จ่ายไอโอที 5 แสนล้านบาท ขณะที่สร้างมูลค่าต่อเศรษฐกิจ 3 ล้านล้านบาท

ดังนั้น หากแบรนด์หรือสินค้าที่หันมาใช้ไอโอทีเป็นเครื่องมือสร้างความยั่งยืน ก็มีโอกาสที่จะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น เพราะนอกจากจะช่วยลดต้นทุน และสร้างภาพลักษณ์แล้ว กลุ่มที่มีพลังอำนาจการซื้อในโลกอนาคตสูงอย่าง เจเนอเรชั่นซี ก็ให้ความสำคัญเลือกซื้อสินค้าที่สร้างความยั่งยืน ซึ่งคาดการณ์ว่าจะเป็นประชากรในสัดส่วนถึง 2,000 ล้านคนในอนาคต

แกร็บปรับองค์กรใหม่ งัดกลยุทธ์เบ็ดเสร็จในแอพเดียว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/550611

  • วันที่ 09 พ.ค. 2561 เวลา 05:53 น.

แกร็บปรับองค์กรใหม่ งัดกลยุทธ์เบ็ดเสร็จในแอพเดียว

แกร็บปรับองค์กรใหม่ ชูกลยุทธ์เบ็ดเสร็จในแอพเดียว ขยายทำแกร็บฟู้ดเสริมไลน์ พร้อมยื่นขอใบอนุญาตให้บริการทางการเงินจาก ธปท.

นายธรินทร์ ธนียวัน กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แกร็บ ประเทศไทย เปิดเผยว่า บริษัทได้ปรับองค์กรใหม่ (รีออร์แกไนเซชั่น) ภายหลังการควบรวมกิจการกับอูเบอร์ในระดับอาเซียนช่วงต้นปี 2561 โดยโฟกัสธุรกิจด้วยการพัฒนาแอพพลิเคชั่นแบบศูนย์รวมทุกความต้องการไว้ในแอพเดียวภายใต้แนวคิด แกร็บ เอฟรี่เดย์ (Grab Everyday) ซึ่งมี 3 แกนธุรกิจหลักได้แก่ 1.บริการรถสาธารณะ (ทรานสปอร์ต) 2.บริการส่งสินค้า (เดลิเวอรี่) และ 3.บริการทางการเงิน (เพย์เมนต์/ไฟแนนเชียล) ซึ่งคาดว่าจะสมบูรณ์ภายในปีนี้

ทั้งนี้ รูปแบบการให้บริการของบริษัทในอนาคตจะสามารถเชื่อมโยงถึงกันทั้งหมดทั้งในด้านการเดินทาง การสั่งอาหาร การส่งสินค้า และการชำระเงิน ผ่านแอพพลิเคชั่น “แกร็บ” เพื่อรองรับนโยบายไทยแลนด์ 4.0 และการก้าวเข้าสู่สังคมไร้เงินสด (แคชเลสโซไซตี้)

นอกจากนั้น ล่าสุดบริษัทได้เปิดตัว “แกร็บ ฟู้ด” อย่างเป็นทางการ เพื่อขยายความครบถ้วนในการให้บริการบนแอพ พลิเคชั่นเดียว ซึ่งได้มีการทดลองให้บริการไปแล้วในช่วง 3-4 เดือนที่ผ่านมา ได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคเป็นอย่างดีด้วยการเติบโต 440% นับตั้งแต่เริ่มทดลอง และปัจจุบันมีจำนวนร้านอาหารที่เข้าร่วมเป็นพันธมิตรจำนวน 4,000 ร้าน ซึ่งมีแผนขยายเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

“แม้ว่าการแข่งขันในตลาดฟู้ดเดลิ เวอรี่ จะรุนแรงแต่บริษัทมองเป็นโอกาสทางธุรกิจ ซึ่งได้จัดโปรโมชั่นฟรีค่าส่งตั้งแต่ วันนี้ถึงสิ้นเดือน พ.ค.นี้” นายธรินทร์ กล่าว

นายธรินทร์ กล่าวว่า ปัจจุบันบริษัทอยู่ระหว่างการยื่นขอใบอนุญาตการทำ อี-วอลเล็ต และการปล่อยสินเชื่อใน รูปแบบ นาโน ไฟแนนเชียล กับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) โดยมีแผนในการปล่อยกู้ให้กับผู้ขับขี่ในแอพพลิเคชั่นแกร็บ เพื่อยกระดับการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของกลุ่มดังกล่าวโดยใช้ฐานข้อมูลที่ลงทะเบียนในแอพของบริษัท จากนั้นจะแนะนำบริการ “แกร็บ ไฟแนนเชียล” ต่อไป

ขณะที่ด้านแผนการขยายการให้บริการรถสาธารณะของบริษัทให้ครอบคลุมจังหวัดต่างๆ ซึ่งปัจจุบันมีพื้นที่ในการให้บริการ 16 จังหวัดทั่วประเทศ และในช่วงกลางเดือน พ.ค.นี้ จะขยายไปยัง อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ โดยภายในปีนี้มีแผนขยายการให้บริการทั้งสิ้น 20 จังหวัด

นายธรินทร์ กล่าวอีกว่า ส่วนกรณีกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในกรุงเทพมหานคร (กอ.รมน.กทม.) สั่งห้ามไม่ให้รถยนต์ส่วนบุคคลให้บริการ รับ-ส่ง ผู้โดยสารเด็ดขาดนั้น บริษัทอยู่ระหว่างการทำความเข้าใจกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ซึ่งบริษัทยินดีให้ความร่วมมือทุกวิถีทางเพื่อปรับเปลี่ยนรูปแบบการให้บริการให้ถูกต้องตามที่รัฐกำหนด