เฟซบุ๊กยังรายได้พุ่งเกือบ50% แม้เผชิญเหตุข้อมูลรั่วไหล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/549184

  • วันที่ 26 เม.ย. 2561 เวลา 14:51 น.

เฟซบุ๊กยังรายได้พุ่งเกือบ50% แม้เผชิญเหตุข้อมูลรั่วไหล

เฟซบุ๊กยังแกร่ง!รายได้ไตรมาสแรกพุ่งเกือบ 50% แม้เผชิญปัญหาข้อมูลรั่วไหลครั้งใหญ่

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เฟซบุ๊ก โซเชียลมีเดียอันดับ 1 ของโลก ได้เปิดเผยยอดรายได้ในไตรมาส1ของปีนี้ที่เพิ่มขึ้นเกือบ 50% แม้ว่า บริษัทได้เผชิญกับปัญหาการรั่วไหลของข้อมูลผู้ใช้บริการ 50 ล้านคนเมื่อไม่นานมานี้

รายได้ของเฟซบุ๊กในไตรมาสแรก เพิ่มขึ้นสู่ระดับ 1.19 หมื่นล้านดอลลาร์ จากระดับ 8 พันล้านดอลลาร์ในไตรมาสเดียวกันปีที่แล้ว ขณะที่รายได้จากการโฆษณา เพิ่มขึ้นแตะ 1.17 หมื่นล้านดอลลาร์ เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันในปีที่แล้ว ซึ่งอยู่ที่ 7.8 พันล้านดอลลาร์

ด้าน นายมาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก ซีอีโอและผู้ก่อตั้งของเฟซบุ๊ก กล่าวว่า แม้ว่า บริษัทจะเผชิญกับสถานการณ์ที่ท้าทายต่างๆนานา แต่ชุมชนและธุรกิจของเราก็ยังคงเดินหน้าได้อย่างแข็งแกร่งในช่วงต้นปีนี้

ภาพ เอเอฟพี

“ออปโป้”วาดยุทธศาสตร์ รั้งอันดับ 2 สมาร์ทโฟนไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/549125

  • วันที่ 25 เม.ย. 2561 เวลา 21:50 น.

"ออปโป้"วาดยุทธศาสตร์ รั้งอันดับ 2 สมาร์ทโฟนไทย

ถือเป็นอีกค่ายสมาร์ทโฟนที่มาแรงในตลาดเมืองไทย ที่วันนี้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำอันดับ 2 ในตลาดสมาร์ทโฟนแอนดรอยด์เมืองไทย และเป็นอันดับ 4ของโลก

**********************

โดย…วันเพ็ญ พุทธานนท์

ถือเป็นอีกค่ายสมาร์ทโฟนที่มาแรงในตลาดเมืองไทย โดยเฉพาะการให้ความสำคัญกับการพัฒนาสินค้าให้มีความโดดเด่นทั้งด้านเทคโนโลยีและดีไซน์ จนทำให้วันนี้ ออปโป้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำอันดับ 2 ในตลาดสมาร์ทโฟนแอนดรอยด์เมืองไทย และเป็นอันดับ 4ของโลก

ชานนท์ จิรายุกุล ผู้บริหารสูงสุดฝ่ายขาย บริษัท ไทย ออปโป้ เปิดเผยว่าจากความสำเร็จของออปโป้ เอฟซีรี่ส์ล่าสุดบริษัทได้พัฒนาสินค้าต่อเนื่องจนนำมาสู่การวางตลาด ออปโป้ เอฟ 7 (F7) ซึ่งเป็นสมาร์ทโฟนรุ่นล่าสุดในตระกูล เอฟซีรี่ส์ โดยมีเป้าหมายเพื่อรักษาความเป็นผู้นำตลาดอันดับ 2 อย่างต่อเนื่องในประเทศไทย

นอกจากนี้ ยังได้วางกลยุทธ์หลัก ได้แก่ การรักษาภาพลักษณ์ในฐานะแบรนด์รุ่นใหม่และโดดเด่นเรื่องแฟชั่น การมีผลิตภัณฑ์ที่ดีจากการวิจัยและพัฒนาต่อเนื่อง ทำให้ออปโป้เป็นผู้นำและผู้เชี่ยวชาญด้านการเซลฟี่ มีคุณสมบัติการใช้งานที่ตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายที่มีศักยภาพ

ขณะเดียวกัน ในปีนี้ยังเตรียมทุ่มงบกว่า 300 ล้านบาท เพื่อพัฒนาบริการหลังการขายที่ครอบคลุมและมีคุณภาพ สามารถซ่อมได้เร็วโดยใช้เวลาเพียง 1 ชั่วโมง ด้วยศูนย์บริการกว่า 40 แห่งทั่วประเทศ นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาโปรดักต์อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการเป็นผู้นำด้านเซลฟี่

สำหรับจุดเด่นของออปโป้ ที่เน้นความโดดเด่นเรื่องเซลฟี่นั้น ในรุ่น F7 ได้เพิ่มระบบ AI Beauty 2.0 เวอร์ชั่นล่าสุด ที่สามารถแยกแยะความแตกต่างทั้งสีผิวและเพศของผู้ที่ปรากฏในภาพ รวมทั้งประมวลผลและปรับแต่งภาพในโหมด Beauty ได้อย่างเป็นธรรมชาติมากขึ้นและเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น โดยจะเริ่มจำหน่ายวันแรกในวันที่ 5 พ.ค.นี้ ซึ่งลูกค้าจะได้รับการประกันหน้าจอ 1 ปี และประกันตัวเครื่องถึง 24 เดือน ทั้งสองรุ่น

“นักพัฒนาของออปโป้ต้องศึกษาและสร้างจุดบนใบหน้าถึง 296 จุด รูปทรงและเค้าโครงของใบหน้า 25 โซน ทำให้ใบหน้าสมมาตรและมีมิติมากขึ้น นอกจากนี้ออปโป้ยังทำงานกับช่างภาพและเมกอัพอาร์ติสต์เพื่อพัฒนาระบบต่างๆ ทำให้ผู้ใช้สามารถปรับแต่งรูปได้อย่างเป็นธรรมชาติ” ชานนท์ กล่าว

พร้อมกันนี้ ออปโป้ยังได้ดึง “ญาญ่า-อุรัสยา เสปอร์บันด์” ดาราสาวสุดฮอตมาเป็นพรีเซนเตอร์คนล่าสุดที่จะสื่อถึงความสามารถด้านการถ่ายภาพเซลฟี่ และสะท้อนการใช้ชีวิตของคนรุ่นใหม่ได้อย่างสนุกสนาน มีสีสันได้อย่างเต็มที่

การเข้ามาอยู่ในตลาดเมืองไทยนานถึง 10 ปี ชานนท์ กล่าวว่า ทำให้ออปโป้เข้าใจความต้องการที่แท้จริงของลูกค้าชาวไทย และในฐานะสมาร์ทโฟนที่มีภาพลักษณ์เป็นแบรนด์ของคนรุ่นใหม่และมีความโดดเด่นด้านดีไซน์ จึงได้เลือก “ญาญ่า” มาเป็นพรีเซนเตอร์ เนื่องจากมีบุคลิกร่าเริง สดใส มีชีวิตชีวา และยังมีความสามารถในการจัดการเรื่องต่างๆ ในชีวิตได้ดี สะท้อนความเป็นออปโป้ได้อย่างชัดเจน

ขณะเดียวกัน ในปีนี้ออปโป้ยังได้เปิดศูนย์วิจัยถึง 6 แห่งทั่วโลก ได้แก่ ปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ ตงกวน เสิ่นเจิ้น สหรัฐ และญี่ปุ่น โดยร่วมมือกับมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลกอย่างสแตนฟอร์ด เพื่อสำรวจเทคโนโลยีการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี AI และได้ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยและสถาบันชั้นนำอื่นๆ ในการพัฒนาเทคโนโลยีเครือข่าย 5จี รวมถึงการมีส่วนร่วมในการกำหนดพื้นฐานของเทคโนโลยี 5จี ในสมาร์ทโฟนด้วย

มติบอร์ดกสทช.จัดประมูลคลื่น1800จำนวน3ใบอนุญาต4ส.ค.นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/549085

  • วันที่ 25 เม.ย. 2561 เวลา 16:14 น.

มติบอร์ดกสทช.จัดประมูลคลื่น1800จำนวน3ใบอนุญาต4ส.ค.นี้

บอร์ดกสทช.มีมติจัดประมูลคลื่น1800 จำนวน 3 ใบอนุญาต 4 ส.ค.นี้ ราคาเริ่มต้นใบละ 37,457 ล้านบาท

เมื่อวันที่ 25 เม.ย. นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) แถลงว่า ที่ประชุมคณะกรรมการกสทช.มีมติอนุมัติร่างประกาศหลักเกณฑ์การประมูลคลื่นความถี่ 1800 เมกะเฮิรตซ์ จำนวน 45 เมกะเฮิรตซ์ โดยแบ่งเป็น 3 ใบอนุญาต ขนาดใบละ 15 เมกะเฮิรตซ์ อายุใบอนุญาต 15 ปี ราคาเริ่มต้น 37,457 ล้านบาท โดยจะจัดการประมูลในวันที่ 4 ส.ค.61

ทั้งนี้ หลักเกณฑ์การเข้าประมูลคลื่นความถี่ในครั้งนี้ ได้กำหนดหลักประกันการประมูล เท่ากับ 1,873 ล้านบาท ซึ่งเป็นราคาสุดท้ายจากการประมูลคลื่นความถี่ย่าน 1800 เมกะเฮิร์ตซในครั้งก่อน คือถ้ามีผู้เข้าร่วมการประมูล 4 ราย จะประมูล 3 ใบอนุญาต มีผู้เข้าร่วมการประมูล 3 ราย จะประมูล 2 ใบอนุญาต ระยะเวลาการอนุญาต 15 ปี ราคาที่เพิ่มต่อการเคาะในแต่ละครั้ง 75 ล้านบาท

ด้านกรอบเวลาการเตรียมการประมูล สำนักงาน กสทช.จะนำประกาศไปลงในราชกิจจานุเบกษาภายในวันที่ 4 พ.ค.61 จากนั้นจะมีการประกาศเชิญชวนเข้าร่วมประมูลและเผยแพร่เอกสารชี้ชวนการลงทุน (IM) รวมทั้งชี้แจงต่อสาธารณะระหว่างวันที่ 15 พ.ค.-14 มิ.ย.61 และกำหนดการยื่นคำขอรับใบอนุญาตในวันที่ 15 มิ.ย.61 กสทช.กำหนดจะพิจารณาคุณสมบัติขั้นแรก ระหว่างวันที่ 16 มิ.ย.-31 ก.ค.61 หลังจากนั้นจะประกาศรายชื่อผู้ผ่านคุณสมบัติเป็นผู้เข้าร่วมประมูลภายในวันที่ 2 ก.ค.61

หลังจากนั้น จะเป็นขั้นตอนการเตรียมความพร้อมผู้เข้าร่วมประมูล ในระหว่างวันที่ 1-3 ส.ค.61 กสทช.จะจัดชี้แจงขั้นตอนการประมูล (Information Session) และทดสอบการประมูล (Mock Auction) ก่อนที่จะเปิดให้เคาะราคาในวันที่ 4 ส.ค.61 เพื่อให้ทันก่อนที่สัญญาสัมปทานระหว่าง บมจ.โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (DTAC) กับบมจ.กสท โทรคมนาคม (กสท.) จะสิ้นสุดลงในวันที่ 15 ก.ย.61 หากประมูลช้ากว่านี้จะก่อให้เกิดความเสียหาย

นายฐากร กล่าวเพิ่มเติมว่า กรณีที่จัดให้มีการประมูลแล้ว หากไม่มีผู้เข้าร่วมการประมูล สำนักงาน กสทช. จะออกหลักเกณฑ์การประมูลใหม่ภายใน 1 เดือน เพื่อนำคลื่นความถี่มาประมูลอีกครั้งหนึ่ง หรือจะมีการพิจารณาปรับลดใบอนุญาตให้เล็กลง หรือเหลือใบละ 5 เมกะเฮิร์ตซ จำนวน 9 ใบอนุญาต

อย่างไรก็ตาม กสทช.ให้ตัดสิทธิ บริษัท แจส โมบาย เข้าประมูลในครั้งนี้ เนื่องจากได้ทิ้งใบอนุญาตในการประมูลครั้งก่อน และเพื่อป้องกันการทิ้งใบอนุญาตอีก ร่างประกาศฉบับนี้ได้ปรับให้มีความเข้มขึ้น โดยสำนักงาน กสทช.จะยึดหลักประกันการประมูล 1,873 ล้านบาท และการคิดค่าปรับอีก 5,619 ล้านบาท คิดเป็นมูลค่ารวมทั้งสิ้น 7,492 ล้านบาท

สำหรับการประมูลคลื่นความถี่ 900 เมกะเฮิตร์ซ เนื่องจากยังไม่มีผลการศึกษาที่ชัดเจนเกี่ยวกับการรบกวนสัญญาณกับคลื่นที่การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ขอใช้งานกับระบบรถไฟความเร็วสูง กสทช.จึงมีมติให้ชะลอการประมูลออกไปจนกว่าจะได้ข้อสรุปผลการศึกษาดังกล่าว

“เราเชื่อว่าการเปิดประมูลคลื่นความถี่ในครั้งนี้ จะมีผู้เข้าร่วมประมูลอย่างแน่นอน เนื่องจากทุกค่ายยังมีความจำเป็นในการถือครองคลื่นเพิ่มขึ้น แม้ว่าปัจจุบันจะมีการถือครองคลื่น 55 MHz บ้าง 45 MHz บ้าง แต่จากการประเมินของ ITU ยังคงห่างไกลมาก ซึ่งในประเทศควรมีคลื่นราว 720 MHz เพื่อรองรับกับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีในอนาคต”นายฐากูร กล่าว

กสทช.ขู่ผู้ให้บริการไม่เยียวยาลูกค้าเน็ตล่ม มีสิทธิถูกพักใบอนุญาต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/548967

  • วันที่ 24 เม.ย. 2561 เวลา 14:53 น.

กสทช.ขู่ผู้ให้บริการไม่เยียวยาลูกค้าเน็ตล่ม มีสิทธิถูกพักใบอนุญาต

กสทช.กำชับผู้ให้บริการแก้ปัญหาอินเทอร์เน็ตล่ม และเยียวยาลูกค้าด้วยการคืนเงิน-ให้ส่วนลดทันที ขู่หากไม่ดำเนินการมีสิทธิถูกพักใบอนุญาต

เมื่อวันที่ 24 เม.ย. นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.)กล่าวถึงกรณีมีประชาชนร้องเรียนกรณีเหตุขัดข้องจากการใช้งานอินเทอร์เน็ตและไม่ได้รับการเยียวยากว่า 100 รายว่า เมื่อมีเหตุขัดข้องและผู้ให้บริการรู้อยู่แล้วว่าเกิดเหตุขัดข้องจากผู้ให้บริการเอง จะต้องชดเชยเยียวยาทันที อย่าให้ผู้ใช้บริการมาร้องเรียนที่กสทช.

อย่างไรก็ตาม หากเกิดเหตุขัดข้องที่ไม่ได้เกิดจากผู้ให้บริการ เช่น เสาไฟล้ม ฯลฯ ผู้ให้บริการก็ต้องรีบแก้ไข และไม่ต้องเยียวยา แต่กรณีที่เกิดจากเหตุสุดวิสัย เช่น แผ่นดินไหว เหตุก่อการร้ายต่างๆ อาจไม่จำเป็นต้องเร่งดำเนินการแก้ไขในทันที ดังนั้น กสทช.จะดูถึงเหตุและผลต่างๆ ก่อน เพื่อคุ้มครองผลประโยชน์ประชาชนก่อน

“เมื่ออินเทอร์เน็ตเกิดเหตุขัดข้องโดยผู้ให้บริการเอง ผู้ให้บริการจะต้องเยียวยาทันที โดยจะต้องคืนเงินหรือได้รับส่วนลดในใบแจ้งหนี้เดือนถัดไปทันที ทั้งนี้ หากผู้ประกอบการไม่ดำเนินการตามมาตรา14 สำนักงาน กสทช.ก็มีกฎหมายเอาผิดตั้งแต่ขั้นตอนตักเตือน ปรับ และพักใช้ใบอนุญาต”นายฐากร กล่าว

อนึ่ง ในประกาศ กสทช.มาตรา 14 ได้ระบุว่าในกรณีเกิดเหตุขัดข้องของผู้ให้บริการ ผู้ให้บริการจะต้องแก้ไขให้ใช้งานได้ปกติโดยเร็ว และห้ามเรียกเก็บเงินผู้ใช้บริการ เว้นแต่ว่าประชาชนเป็นผู้ทำให้เกิดเหตุขัดข้องเอง และเมื่อเกิดเหตุในการใช้งานขัดข้องให้ประชาชนแจ้งไปที่ศูนย์คอลเซ็นเตอร์ผู้ให้บริการทันที

นายฐากร กล่าวอีกว่า สิ่งที่กสทช.ได้สั่งการต่อจากนี้คือการเยียวยาผู้ใช้บริการทันทีอย่าต้องให้มีการร้องเรียนมายังสำนักงานกสทช. และ ผู้ให้บริการจะต้องปรับปรุงศูนย์คอลเซ็นเตอร์เพื่อให้การแจ้งเหตุขัดข้องของผู้ใช้บริการได้รับความสะดวกสบาย รวดเร็ว เพื่อผู้ให้บริการดำเนินการเยียวยาทันที

แอกเซสซอรี่ไอทีสัญชาติเเสเตรเลียบุกตลาดไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/548850

  • วันที่ 23 เม.ย. 2561 เวลา 13:51 น.

แอกเซสซอรี่ไอทีสัญชาติเเสเตรเลียบุกตลาดไทย

เอสทีเอ็ม ธุรกิจแอกเซสซอรี่ไอทีสัญชาติออสเตรเลียบุกไทย ลุยกระเป๋าใส่อุปกรณ์ เคสสมาร์ทโฟน หวังดันรายได้โต 30%

นายอีธาน ไนโฮล์ม ผู้ก่อตั้ง เอสทีเอ็ม กูดส์ ออสเตรเลีย ภายใต้แบรนด์เอสทีเอ็ม และอีลีเมนท์ เคส เปิดเผยว่า แผนธุรกิจทำตลาดในปีนี้ บริษัทจะนำสินค้าแอกเซสซอรี่ไอที กระเป๋าใส่โน้ตบุ๊กและเคสสมาร์ทโฟนเข้ามาทำตลาดเชิงรุกในเซ็กเมนต์พรีเมียมมากขึ้น เนื่องจากปัจจุบันตลาดดังกล่าวมีสัดส่วนเพียง 15-20% ของตลาดรวม ส่วนอีก 80-85% เป็นสินค้านำเข้าจากจีน เนื่องจากคนไทยส่วนใหญ่มีดีไวซ์พกพาในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็น สมาร์ทโฟน หรือโน้ตบุ๊ก

สำหรับกลยุทธ์ทำตลาดในปีนี้บริษัทจะเปิดตัวเทคโนโลยี อ็อกเมนเต็ด เรียลิตี้ หรือเออาร์ โดยการสแกนไปยังตราสินค้าบนผลิตภัณฑ์เพื่อดูผลิตภัณฑ์ทุกมุมได้เหมือนจริง นอกจากนี้ ยังสามารถถ่ายดูการสะพายสีกระเป๋าที่เหมาะกับตัวเองได้ ดังนั้นบริษัทจึงมีแผนจะนำระบบดังกล่าวมาทำตลาดในช่องทางร้านค้าปลีก เพื่อให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อสินค้าเร็วขึ้น หลังจากพบว่าคนไทยให้ความสนใจซื้อสินค้าผ่าน ช่องทางออนไลน์เพิ่มขึ้น

นอกจากนี้ ยังจะนำเทคโนโลยีเออาร์มาใช้ภายในเว็บไซต์ ซึ่งปัจจุบันสินค้ากลุ่มกระเป๋ามีด้วยกัน 4 กลุ่ม คือ สตอรี่ คอลเลกชั่น สำหรับกลุ่มผู้ใช้งานทั่วไป สตรีท คอลเลกชั่น สำหรับนักเดินทาง และเวโลซิตี้ คอลเลกชั่น สำหรับนักธุรกิจ รวมทั้ง เกรซ คอลเลกชั่น สำหรับกลุ่มผู้หญิง นอกจากนี้ยังจำหน่ายเคสสมาร์ทโฟนแบรนด์อีลีเมนท์ และเคสสำหรับไอแพด เจาะกลุ่มทำงานและนักศึกษาที่ต้องพกอุปกรณ์ตลอดเวลา

นายไนโฮล์ม กล่าวว่า ช่องทางจำหน่ายจับมือร่วมกับพันธมิตรในกลุ่มร้านค้าปลีกสินค้าไอทีที่มีสาขาจำนวนมาก ขณะนี้สินค้าของบริษัทจำหน่าย 250 แห่ง แบ่งเป็นไอดูสตูดิโอ 200 แห่ง ที่เหลือเป็นบานาน่า ไอที เป็นต้น ส่วนในช่องออนไลน์วางจำหน่ายช็อปอินช็อปผ่านลาซาด้า สำหรับปีนี้บริษัทมุ่งเน้นการสร้างแบรนด์และการรับรู้คุณสมบัติที่แตกต่างจากแบรนด์อื่นๆ ที่อยู่ในตลาดพรีเมียม ผ่านโซเชียลมีเดีย เพื่อเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายมากที่สุด โดยสิ้นปีคาดว่าจะมีรายได้เติบโต 30%

“เอสทีเอ็ม กูดส์ เป็นแบรนด์จากออสเตรเลีย มีสินค้าวางจำหน่ายทั้งอเมริกาเหนือ อังกฤษ และเอเชียแปซิฟิก นิวซีแลนด์ ซึ่งเอเชียถือเป็นตลาดที่เติบโตเร็ว เช่นเดียวกับตลาดไทย แม้ว่าเริ่มทำตลาดได้เพียง 2 ปี” นายไนโฮล์ม กล่าว

หัวเว่ยเผยยอดจองพี20ในไทยทะลุเป้า มากกว่าพี10เท่าตัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/548566

  • วันที่ 20 เม.ย. 2561 เวลา 21:42 น.

หัวเว่ยเผยยอดจองพี20ในไทยทะลุเป้า มากกว่าพี10เท่าตัว

หัวเว่ยชูเรือธงพี 20 ซีรี่่ส์สู้ศึกตลาดสมาร์ทโฟนพรีเมียม ตั้งเป้ายอดขายเพิ่มขึ้นเท่าตัว หนุนยอดขายรวมปีนี้โต 50% ตามเป้า หวังขึ้นที่ 2

นายทศพร นิษฐานนท์ รองผู้อำนวยการ หัวเว่ย คอนซูมเมอร์ บิสสิเนส กรุ๊ป (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดสมาร์ทโฟนในปีนี้คาดว่าจะเติบโตเล็กน้อยเพียง 1 หลักเท่านั้น จากสัญญาณของตลาดในปีที่ผ่านมายังไม่คึกคักมากนัก เช่นเดียวกับตลาดสมาร์ทโฟนกลุ่มระดับบน หรือพรีเมียม ที่มีราคา 1.5 หมื่นบาทขึ้นไป ที่แม้จะมีสัญญาณบวกเล็กน้อย แต่คาดว่าจะเติบโตที่ 1 หลักเช่นกัน

ขณะที่กลยุทธ์ปีนี้ บริษัทได้ส่งสมาร์ทโฟนเรือธงรุ่นใหม่ล่าสุด หัวเว่ย พี20 (Huawei P20) ในราคา 1.99 หมื่นบาท และหัวเว่ย พี20 โปร (Huawei P20 Pro) ในราคา 2.79 หมื่นบาท โดยจะวางจำหน่ายในประเทศไทยตั้งแต่วันที่ 20 เม.ย.นี้ เพื่อทำตลาดชิงส่วนแบ่งของตลาดสมาร์ทโฟนกลุ่มพรีเมียม ซึ่งจะผลักดันให้ยอดขายสมาร์ทโฟนในกลุ่มพรีเมียมมียอดขายเพิ่มขึ้น โดยตั้งเป้าขึ้นเป็นอันดับที่ 2 ภายในปีนี้ จากปัจจุบันมี 3 แบรนด์ที่แข่งขันในตลาด คิดเป็นสัดส่วน 30% ของตลาดสมาร์ทโฟนโดยรวม

“การเข้ามาของหัวเว่ย พี20 ซีรี่ส์ จะช่วยสร้างสีสันให้กับตลาด ช่วยให้ตลาดสามารถเติบโตได้ เนื่องจากผู้ใช้จะมองหาสมาร์ทโฟนที่ตอบโจทย์การใช้งานของตนเองเป็นหลัก”นายทศพร กล่าว

ทั้งนี้ หลังจากการเปิดตัวหัวเว่ย พี20 ซีรี่ส์ เมื่อช่วงเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา พบว่าสัญญาณการตอบรับของลูกค้าไทยเติบโตขึ้น โดยยอดการเปิดจอง (พรีออร์เดอร์)ในไทยระหว่างวันที่ 6-16 เม.ย.ที่ผ่านมา มียอดจองเกินกว่าเป้าหมายที่วางไว้ ซึ่งสูงกว่าหัวเว่ย พี10 ซีรี่ส์ มากกว่าเท่าตัวซึ่งสัญญาณดังกล่าวทำให้บริษัทตั้งเป้าหมายยอดขายหัวเว่ย พี20 ซีรี่ส์ เพิ่มขึ้นเท่าตัวจากที่หัวเว่ย พี10 เคยทำยอดขายสูงสุดไว้

ขณะเดียวกัน บริษัทได้เดินหน้าพัฒนาร้านค้าแอพ ชื่อ หัวเว่ย แอพ แกลเลอรี่ (Huawei App Gallery) เพื่อสร้างอีโคซิสเต็มในระบบ โดยรวบรวมพันธมิตรทั้งผู้ผลิตและแบรนด์สินค้ากว่า 10 บริษัทในระยะแรก ในการมอบสิทธิประโยชน์ และเพื่อสื่อสารไปยังผู้บริโภค เบื้องต้นแอพแกลเลอรี่จะติดตั้งในมือถือรุ่นใหม่หัวเว่ย พี20 ซีรี่ส์ ก่อนที่จะพัฒนาสู่สมาร์ทโฟนรุ่นอื่นให้สามารถใช้งานได้ในทุกรุ่น

พร้อมกันนี้ จะชูจุดแข็งของหัวเว่ยโดยเฉพาะการลงทุนต่อเนื่องเพื่อสร้างนวัตกรรมด้านเทคโนโลยี ซึ่งจะทำให้คุณภาพของสินค้าแตกต่างเป็นที่ต้องการ และช่วยให้ธุรกิจเติบโตได้ในระยะยาว

สำหรับช่องทางจำหน่าย ได้วางกลยุทธ์ร่วมมือกับธุรกิจอี-คอมเมิรซ์ ทั้ง ลาซาด้า ช้อปปี้ และ 11Street ส่วนช่องทางออฟไลน์จะเดินหน้าพัฒนาแบรนด์ช็อปเพิ่มเป็นกว่า 140 สาขาทั่วประเทศภายในปีนี้ จากปัจจุบันที่ 90 สาขา โดยจะมีแคมเปญการตลาด และการสื่อให้ผู้บริโภคเห็นเรื่องคุณภาพของภาพที่ถ่ายจากเครื่องช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นในแบรนด์

สำหรับเป้าหมายรายได้ในปีนี้จากการเปิดตัวเรือธงและการเพิ่มช่องทางจำหน่าย เชื่อว่าจะเป็นสัญญาณที่ดีที่จะช่วยให้ยอดขายของบริษัทเป็นไปตามเป้าเติบโตได้กว่า 50% จากปีก่อน

ทรูมูฟ ยันระบบป้องกันภัยทุกรูปแบบ เตรียมจ้างโปรแกรมเมอร์ระดับโลกเสริมทีม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/548529

  • วันที่ 20 เม.ย. 2561 เวลา 15:53 น.

ทรูมูฟ ยันระบบป้องกันภัยทุกรูปแบบ เตรียมจ้างโปรแกรมเมอร์ระดับโลกเสริมทีม

ทรูมูฟ แจ้งปิดระบบกั้นการเข้าถึงข้อมูลแล้ว ยันระบบป้องกันภัยทุกรูปแบบ เผยเตรียมจ้างโปรแกรมเมอร์ระดับโลกเสริมทีมหลังข้อมูลลูกค้าหลุด

เมื่อวันที่ 20 เม.ย.  จากกรณีที่มีการเข้าถึงข้อมูลสำเนาบัตรประชาชนของลูกค้าทรูมูฟ เอช จำนวน 11,400 ราย ล่าสุดทรูมูฟ เอช ได้ออกหนังสื่อชี้แจง โดยมีเนื้อหาสรุปว่า จากกรณีดังกล่าว บริษัทฯ ยินดีปฏิบัติตามคำสั่ง กสทช.เรื่องมาตรการคุ้มครองสิทธิของผู้ใช้บริการ และขอรับรองว่าได้ปฏิบัติตามมาตรการดังกล่าวอย่างเคร่งครัดมาตลอด สำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตอนนี้ได้มีการขอความร่วมมือไปยัง iTruemart ให้ดำเนินการปิดกั้นการเข้าถึงข้อมูลของลูกค้าทั้งหมดแล้ว พร้อมให้ลงบันทึกประจำวันเป็นหลักฐานต่อหน่วยงานราชการ และส่งเอสเอ็มเอสแจ้งลูกค้าที่อาจได้รับผลกระทบ และเปิดให้สอบถามผ่านคอลเซ็นเตอร์โดยไม่มีค่าใช้จ่ายที่หมายเลข 1242 ตลอด 24 ชั่วโมง รวมทั้ง ทรูมูฟ เอช ยินดีดูแลและเยียวยาความเสียหายร่วมกับ iTruemart ให้แก่ลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

ทั้งนี้ ยืนยันว่าเหตุการณ์นี้ไม่กระทบต่อลูกค้าทรูมูฟ เอช โดยรวม เนื่องจากข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้า ทรูมูฟ เอชทั้งหมดโดยมีการจัดเก็บโดยใช้ระบบที่ตั้งอยู่ในศูนย์คอมพิวเตอร์ภายในของบริษัทฯ ซึ่งเป็นระบบที่มีมาตรการป้องกันและรักษาความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคลอย่างแน่นหนา และมีการจัดการภายในองค์กรที่เป็นไปตามประกาศมาตรการคุ้มครองสิทธิ อีกทั้งมีมาตรการที่ใช้บังคับภายในด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และบริษัทฯ ได้มีการตรวจสอบระบบเป็นประจำ เพื่อเป็นหลักประกันว่าข้อมูลส่วนบุคคลที่อยู่ภายใต้การควบคุมภายในของบริษัทฯ จะมีความมั่นคงและปลอดจากภัยคุกคามต่างๆ รวมทั้งจะมีการจ้างบริษัทผู้เชี่ยวชาญด้านไซเบอร์ซีเคียวริตี้ระดับโลกเข้ามาเสริมทีม เพื่อเพิ่มความมั่นใจในมาตรฐานการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลให้มากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ ทรูมูฟ เอช จะมีการดำเนินการร่วมกับ iTruemart ซึ่งเป็นหนึ่งในช่องทางการจัดจำหน่ายของบริษัทฯ รวมถึงเพื่อนคู่ค้า (Partner) รายอื่นเพื่อพัฒนามาตรการป้องกัน และยกระดับการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคล ให้เหมาะสมกับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นกับการพัฒนาทางเทคโนโลยี

อเมซอนรุกต่างประเทศส่งสินค้าตรงถึงไทย-ให้ซื้อเป็นเงินบาทได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/548481

  • วันที่ 20 เม.ย. 2561 เวลา 07:47 น.

อเมซอนรุกต่างประเทศส่งสินค้าตรงถึงไทย-ให้ซื้อเป็นเงินบาทได้

อเมซอนปรับโฉมใหม่ เพิ่มภาษา-ใช้เงินท้องถิ่นซื้อของได้ หวังลุยตลาดต่างประเทศเต็มสูบ

รอยเตอร์สและเว็บไซต์เท็คครันช์ รายงานว่า บริษัท อเมซอนดอตคอม อี-คอมเมิร์ซรายใหญ่ที่สุดในโลกจากสหรัฐ ได้เปิดตัวฟีเจอร์ใหม่บนเว็บไซต์เพื่อขยายฐานลูกค้าในต่างประเทศโดยเฉพาะ ทั้งในด้านการส่งสินค้าและรับชำระเงินในสกุลท้องถิ่น ซึ่งในจำนวนนี้ยังรวมถึงการส่งสินค้าตรงถึงประเทศไทย และซื้อสินค้าเป็นเงินบาทได้โดยตรง

แถลงการณ์ของอเมซอน ระบุว่า ลูกค้าจะได้ใช้งานฟังก์ชั่นใหม่ที่สามารถเลือกช็อปปิ้งได้ถึง 5 ภาษา คือ อังกฤษ สเปน จีน เยอรมัน และโปรตุเกส และยังสามารถชำระเป็นเงินสกุลท้องถิ่นได้ถึง 25 สกุลเงินทั่วโลก เพื่อหวังขยายตลาดในกว่า 100 ประเทศทั่วโลก โดยในหน้าเว็บไซต์จะมีการแสดงราคาสินค้า ค่าขนส่ง และการประเมินภาษีอากรให้ โดยที่อเมซอนจะเป็นผู้ดำเนินการในเรื่องบริการขนส่งสินค้าและขั้นตอนทางศุลกากรเอง

ก่อนหน้านี้ อเมซอนพยายามลดข้อจำกัดการทำตลาดนอกสหรัฐ ด้วยการเปิดบริการส่งสินค้าในต่างประเทศบางพื้นที่แล้ว แต่การปรับเพิ่มฟีเจอร์ใหม่ในครั้งนี้มีขึ้นเพื่ออำนวยความสะดวกและดึงดูดลูกค้าต่างชาติให้มากกว่าเดิม โดยเฉพาะในบราซิลที่เป็นเขตเศรษฐกิจใหญ่สุดในละตินอเมริกา ซึ่งอเมซอนเข้าไปรุกขยายบริการอย่างรวดเร็วตลอดช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ขณะที่คู่แข่งอย่างอาลีบาบา กรุ๊ป โฮลดิ้ง ยังไม่สามารถเจาะบราซิลได้มาก เนื่องจากอุปสรรคด้านระบบศุลกากรและภาษีอากรที่แพง

ขณะที่ เจฟฟ์ เบซอส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของอเมซอน เปิดเผยว่า บริษัทมีฐานลูกค้ากลุ่มอเมซอนไพรม์มากกว่า 100 ล้านคนแล้ว ซึ่งนับเป็นการเปิดเผยตัวเลขเป็นครั้งแรก โดยอเมซอนไพรม์ถือเป็นบริการพรีเมียมที่ส่งสินค้าภายใน 2 วัน มีค่าบริการปีละ 99 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3,000 บาท) ซึ่งนักวิเคราะห์เคยตั้งคำถามถึงบริการนี้ในช่วงแรกๆ ว่าจะมีลูกค้ายอมจ่ายเพื่อรับบริการนี้หรือไม่

ด้านเว็บไซต์อเล็กซา ซึ่งเป็นธุรกิจวิเคราะห์ข้อมูลตลาดในเครือของอเมซอนได้เปิดเผยรายงานเชิงสถิติล่าสุดว่า แพลตฟอร์มอาลีบาบาจากจีนได้แซงหน้าอเมซอนขึ้นเป็นเว็บไซต์อี-คอมเมิร์ซที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในโลกแล้ว โดยเว็บไซต์เถาเป่าในเครืออาลีบาบามีคนใช้งานมากที่สุดเป็นอันดับ 10 ในโลก แซงหน้าเว็บไซต์อเมซอนซึ่งอยู่ที่ 11 เมื่อเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา

ภาพ เอเอฟพี

กสทช.สั่ง “ทรู” เร่งเยียวยาลูกค้าที่ข้อมูลบัตรประชาชนหลุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/548362

  • วันที่ 18 เม.ย. 2561 เวลา 16:46 น.

กสทช.สั่ง "ทรู" เร่งเยียวยาลูกค้าที่ข้อมูลบัตรประชาชนหลุด

กสทช.แจ้งทรูให้รับผิดชอบ-เยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้นต่อลูกค้าที่ข้อมูลบัตรประชาชนหลุดทั้งทางแพ่งและอาญา ขู่ปรับรายวันหากไม่ดำเนินการ

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (เลขาธิการ กสทช.) เปิดเผยว่า สืบเนื่องจากที่สำนักงาน กสทช. ได้เชิญผู้ที่เกี่ยวข้องกับกรณีที่ปรากฏข่าวผ่านสื่อสารมวลชนว่า ทรูมูฟ เอช ทำข้อมูลบัตรประชาชนลูกค้าหลุดเป็นจำนวนมาก มาชี้แจงข้อเท็จจริง ณ สำนักงาน กสทช. เมื่อวานนี้ (17 เม.ย. 2561) ในวันนี้ สำนักงาน กสทช. ได้มีหนังสือถึงบริษัท เรียล มูฟ จำกัด เรื่อง ให้ปฏิบัติตามประกาศคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ เรื่อง มาตรการคุ้มครองสิทธิของผู้ใช้บริการโทรคมนาคมเกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคล สิทธิในความเป็นส่วนตัว และเสรีภาพในการสื่อสารถึงกันโดยทางโทรคมนาคม โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 64 แห่ง พ.ร.บ.การประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2544 มีคำสั่งให้ บริษัทฯ ระงับการกระทำที่ฝ่าฝืน แก้ไขปรับปรุง และปฏิบัติให้ถูกต้องเหมาะสม ในเรื่องดังต่อไปนี้

1. จัดให้มีมาตรการป้องกันและรักษาความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคลทั้งทางด้านเทคนิคและการจัดการภายในองค์กรในรูปแบบที่เหมาะสมกับบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ โดยอย่างน้อยต้องปรับระดับรักษาความปลอดภัยให้เหมาะสมกับความเสี่ยงที่เกิดขึ้นตามการพัฒนาทางเทคโนโลยี และให้มีการตรวจสอบระบบการรักษาความปลอดภัยจากผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยของข้อมูล

2. จัดให้มีช่องทางการตรวจสอบจากประชาชนที่อาจได้รับผลกระทบ โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย

3. ให้ บจ. เรียล มูฟฯ รับผิดชอบและเยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้นต่อผู้ใช้บริการที่ได้รับผลกระทบ ทั้งความเสียหายที่เกิดขึ้นในทางแพ่งและทางอาญา

4. ให้รายงานผลการดำเนินการตามคำสั่งตามข้อ 1. 2. และ 3. มายังสำนักงาน กสทช. ภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือฉบับนี้ และรายงานความคืบหน้าในการดำเนินการตามคำสั่งนี้เป็นระยะๆ ทุก 15 วัน

หากบจ. เรียล มูฟฯ ไม่ดำเนินการตามคำสั่งนี้ เลขาธิการ กสทช. จะใช้มาตรการบังคับทางปกครองกำหนดค่าปรับทางปกครองตามกฎหมายไม่ต่ำกว่าสองหมื่นบาทต่อวัน ตามมาตรา 66 แห่งพ.ร.บ.การประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2544

ทั้งนี้ บจ. เรียล มูฟฯ มีสิทธิโต้แย้งคำสั่ง ดังกล่าวได้โดยยื่นอุทธรณ์ต่อ กสทช. ภายในระยะเวลา 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือฉบับนี้ ตามมาตรา 65 แห่งพ.ร.บ.การประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2544

นายฐากร กล่าวว่า พร้อมกันนี้ สำนักงาน กสทช. ได้มีหนังสือถึงผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่รายอื่นๆ ว่า ต้องจัดให้มีมาตรการป้องกันและและรักษาความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคลทั้งทางด้านเทคนิคและการจัดการภายในองค์กรในรูปแบบที่เหมาะสมกับแต่ละบริการโทรคมนาคม ตามข้อ 10 ของประกาศ กทช. เรื่อง มาตรการคุ้มครองสิทธิของผู้ใช้บริการโทรคมนาคมเกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคล สิทธิในความเป็นส่วนตัว และเสรีภาพในการสื่อสารถึงกันโดยทางโทรคมนาคมกำหนด โดยผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดในประกาศอย่างเคร่งครัด และหากเกิดกรณีที่ไม่เป็นไปตามที่ประกาศกำหนด ผู้รับใบอนุญาตต้องควบคุมดูแลให้ระงับการกระทำที่ฝ่าฝืน หรือแก้ไขปรับปรุงหรือปฏิบัติตามให้ถูกต้องเหมาะสม และผู้รับใบอนุญาตต้องผูกพันในการดำเนินการใด ๆ ของบุคคลดังกล่าวเสมือนว่าผู้รับใบอนุญาตเป็นผู้ดำเนินการด้วยตนเอง ตามข้อ 18 ของประกาศดังกล่าวกำหนดไว้

กสทช.สั่งค่ายมือถือส่งSMSเปิดทางลูกค้ายกเลิกบริการที่สมัครโดยไม่ตั้งใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/548250

  • วันที่ 17 เม.ย. 2561 เวลา 14:07 น.

กสทช.สั่งค่ายมือถือส่งSMSเปิดทางลูกค้ายกเลิกบริการที่สมัครโดยไม่ตั้งใจ

กสทช.สั่งโอเปอเรเตอร์ทุกค่ายส่งเอสเอ็มเอสให้ลูกค้า เพื่อเปิดทางให้ประชาชนสามารถยกเลิกบริการที่ไม่ได้ตั้งใจสมัครได้อัตโนมัติ พร้อมหาทางเยียวยา

เมื่อวันที่ 17 เม.ย. นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ คณะกรรมการ กิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคานาคมแห่งชาติ (กสทช.) กล่าวว่า กสทช.เรียกผู้ประการโทรศัพท์มือถือทุกราย คือ บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (ADVANC) หรือ เอไอเอส บมจ.โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (DTAC) หรือ ดีแทค และ บมจ.ทรูคอร์ปอร์เรชั่น (TRUE) หรือ ทรูมูฟ เอช เกี่ยวกับเรื่อง SMS ที่ประชาชนสมัครโดยไม่ตั้งใจ หรือไม่ได้สมัคร ทำให้รับความเดือดร้อน

ทั้งนี้จากสถิติในปี 60 สำนักงานกสทช.ได้รับเรื่องที่มีประชาชนร้องเรียนเรื่องนี้จำนวน 772 เรื่อง คิดเป็นจำนวนเงิน 176,911.48 บาท ทางสำนักงาน กสทช.ได้แจ้งผู้ประกอบการแล้ว ซึ่งผู้ประกอบการได้คืนเงินให้ลูกค้าเพื่อรักษาฐานลูกค้าไว้

“ล่าสุดตั้งแต่ 1 ม.ค.-15 เม.ย.61 มีประชาชนร้องเรียน 292 เรื่อง จำนวนเงิน 58,217.89 บาท โดย 94% ประชาชนที่ร้องเรียนมาได้รับเงินคืน”นายฐากรกล่าว

นายฐากร กล่าวว่า แม้ว่าทางผู้ประกอบการได้คืนเงินให้กับลูกค้าที่ร้องเรียนแล้ว แต่ กสทช.เห็นควรเปิดช่องทางให้กับประชาชนหรือลูกค้าที่ไม่ได้ร้องเรียน สามารถยกเลิกบริการ SMS ได้ จึงได้สั่งการให้โอเปอเรเตอร์ทุกรายส่ง SMS ข้อความ 2 ครั้ง ครั้งแรกเป็นข้อความที่ทุกโอเปอเรเตอร์เคยส่งอยู่แล้วเพื่อยืนยันการสมัครและขอบคุณในการใช้บริการ และให้ส่ง SMS อีกครั้งเพื่อแจ้งให้ลูกค้าที่ไม่ต้องการรับบริการสามารถยกเลิกได้ โดยกด *137 แล้วโทรออก ซึ่งจะมีผลทันที

“นับจากนี้อีก 7 วันให้ทุกค่ายส่ง SMS 2 ครั้ง เป็นการส่ง SMS เพื่อขอบคุณที่ใช้บริการ และ SMS แจ้งให้สามารถกด *137 โทรออกเพื่อยกเลิกบริการ SMS ได้ ให้ประชาชนยกเลิกได้เองโดยไม่ต้องร้องเรียน เพราะประชาชนบางส่วนสมัครโดยไม่ตั้งใจและมีผลให้ต้องเสียเงินทันที กว่าจะร้องเรียนและทำเรื่องคืนก็ใช้เวลา จึงได้ให้ทุกโอเปอเรเตอร์หาทางเยียวยากรณีกดสมัครโดยไม่ตั้งใจแต่ไม่ได้ร้องเรียน”นายฐากร กล่าว