ทรูแจงถูกแฮกทำข้อมูลบัตรประชาชนลูกค้า11,400รายหลุด กสทช.สั่งออกมาตรการเยียวยา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/548240

  • วันที่ 17 เม.ย. 2561 เวลา 12:44 น.

ทรูแจงถูกแฮกทำข้อมูลบัตรประชาชนลูกค้า11,400รายหลุด กสทช.สั่งออกมาตรการเยียวยา

ทรูแจงกสทช.ระบุถูกแฮกทำข้อมูลบัตรประชาชนลูกค้า 11,400 รายหลุด เผยยังไม่ได้รับรายงานความเสียหายจากลูกค้า กสทช.จี้ออกมาตรการเยียวยา

เมื่อวันที่ 17 เม.ย. นายภัคพงศ์ พัฒนมาศ รองผู้อำนวยการธุรกิจโมบายล์ บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น (TRUE) และนายสืบสกุล สกลสัตยาทร กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอสเซนต์ คอมเมิร์ซ จำกัด (ไอทรูมาร์ท) เข้าชี้แจงข้อเท็จจริงกับนายฐากร ตัณฑสิทธิ เลขาธิการ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กสทช.) และ นพ.ประวิทย์ ลี่สถาพร กรรมการ กสทช.กรณีที่ปรากฎข่าวว่ามีข้อมูลบัตรประชาชนลูกค้าจำนวนมากหลุดออกสู่ภายนอก

นายสืบสกุล กล่าวว่า ข้อมูลลูกค้าที่รั่วไหลออกมาเป็นลูกค้าที่ซื้อซิมพร้อมเครื่องของทรูมูฟ เอช และเป็นสำเนาบัตรประชาชน จำนวน 11,400 ราย จากลูกค้าทั้งหมด 1 ล้านรายในระหว่างปี 58-60 โดยถูกจารกรรมข้อมูล (Hack) ที่ต้องใช้เครื่องมือพิเศษถึง 3 ชนิด ซึ่งบริษัทได้ทราบเรื่องเมื่อ 11 เม.ย. ที่ผ่านมา และได้ระงับช่องโหว่ดังกล่าวไปเมื่อวันที่ 12 เม.ย.ที่ผ่านมา

“เรารู้สึกเสียใจที่ทำให้ลูกค้าเกิดผลกระทบจากเหตุการณ์นี้ และเราจะเพิ่มมาตรการความปลอดภัยให้แข็งแรงมากขึ้น”นายสืบสกุล กล่าว

ทั้งนี้ ไอทรูมาร์ท และ http://www.wemall.com เป็นการติดตั้งระบบบนคลาวด์ โดยใช้ Amazon S3 เป็น Storage ซึ่งข้อมูลที่เก็บไว้บุคคลทั่วไปไม่สามารถเข้าถึงได้ มีแต่ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้นที่จะเจาะข้อมูลเข้าไปได้ โดยใช้เครื่องมือพิเศษ

นายภัคพงศ์ กล่าวว่า ไอทรูมาร์ทเป็นพันธมิตรในการขายช่องทางออนไลน์ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับลูกค้าจำนวน 11,400 ราย ทาง ทรูมูฟ เอช ยังไม่ได้รับรายงานความเสียหายกับลูกค้ากลุ่มนี้

อย่างไรก็ตาม บริษัทจะเข้าแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจในวันนี้ไว้เพื่อสงวนสิทธิของลูกค้ากลุ่มนี้หากอนาคตเกิดความเสียหาย และในช่วงเย็นวันนี้จะแจ้งข้อความทาง SMS เตือนไปยังลูกค้าเพื่อแจ้งว่ามีการเจาะเข้าไปใช้ข้อมูลโดยไม่ได้รับอนุญาต

อย่างไรก็ดี ข้อมูลของลูกค้าทรูมูฟเอชทั้งหมดยกเว้นการขายผ่านช่องทางออนไลน์นั้น บริษัทเป็นผู้จัดเก็บข้อมูลเอง ซึ่งเป็นระบบปิด และต่อไปนี้บริษัทมีนโยบายเพิ่มความปลอดภัย (Data Securrity) มากยิ่งขึ้น

ขณะที่นายฐากร กล่าวว่า กสทช.มอบหมายให้โอเปอเรเตอร์ทำการตรวจสอบลูกค้า 11,400 รายที่ข้อมูลถูกเปิดเผยเพื่อกำหนดมาตรการเยียวยาผู้บริโภค พร้อมกันนั้นจะรวบรวมข้อเท็จจริงเพื่อนำเสนอต่อคณะกรรมการ กสทช. ก่อนที่จะพิจารณาบทลงโทษ รวมทั้งจะมีมาตรการต่างๆ หลังจากที่ ทรูซึ่งเป็นผู้รับใบอนุญาตโทรคมนาคมแจ้งเรื่องมาว่าคนทั่วไปไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลได้ แต่เกิดจากการ แฮก ข้อมูลของคู่ค้า

นายฐากร กล่าวว่า สำนักงาน กสทช.มีแนวคิดที่จะตั้งดาต้าเซ็นเตอร์เองเพื่อจัดเก็บข้อมูลลูกค้าทุกโอเปอเรเตอร์ รวมทั้งจะมีการออกมาตรการมาให้ทุกโอเปอเรเตอร์ป้องกันข้อมูลลูกค้าด้วย

“ทรู”ส่งตัวแทนแจงกสทช.ปมข้อมูลบัตรประชาชนลูกค้าหลุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/548225

  • วันที่ 17 เม.ย. 2561 เวลา 11:08 น.

"ทรู"ส่งตัวแทนแจงกสทช.ปมข้อมูลบัตรประชาชนลูกค้าหลุด

ตัวแทนทรู คอร์ปอเรชั่นเข้าชี้แจงกสทช.ปมข้อมูลบัตรประชาชนลูกค้าหลุด รมว.มหาดไทยยันข้อมูลหลุดแค่หน้าบัตรประชาชน แต่เชิงลึกไม่รั่ว

เมื่อวันที่ 17 เม.ย. นายภัคพงศ์ พัฒนมาศ รองผู้อำนวยการธุรกิจโมบายล์ บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น (TRUE) และนายสืบสกุล สกลสัตยาทร กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอสเซนต์ คอมเมิร์ซ จำกัด (ไอทรูมาร์ท) เข้าชี้แจงข้อเท็จจริงต่อ นายฐากร ตัณฑสิทธิ เลขาธิการ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กสทช.) และ นพ.ประวิทย์ ลี่สถาพร กรรมการ กสทช.กรณีที่ปรากฎข่าวบนเว็บไซต์ว่า TRUE ทำข้อมูลบัตรประชาชนลูกค้าจำนวนมากหลุดออกสู่ภายนอก

ด้าน พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย กล่าวยืนยันว่าข้อมูลที่หลุดออกไปเป็นเพียงข้อมูลหน้าบัตรประชาชนเท่านั้น ส่วนข้อมูลเชิงลึกในบัตรประชาชนนั้นไม่ได้หลุดออกไปอย่างแน่นอน เพราะมีระบบป้องกันข้อมูลส่วนตัวของประชาชน ไม่มีใครสามารถเข้าถึงข้อมูลได้นอกจากเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบ ซึ่งหากมีเจ้าหน้าที่รายใดที่มีส่วนทำให้ข้อมูลของประชาชนรั่วไหลออกไป ก็ต้องได้รับโทษตามกฎหมาย

กสทช.เรียกผู้ให้บริการมือถือแจงปมSMSดูดเงินผู้ใช้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/548189

  • วันที่ 16 เม.ย. 2561 เวลา 18:28 น.

กสทช.เรียกผู้ให้บริการมือถือแจงปมSMSดูดเงินผู้ใช้

กสทช.เรียผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่เข้าชี้แจงกรณีมีข่าวเอสเอ็มเอสดูดเงินผู้ใช้บริการโดยไม่สมัครใจในวันที่ 17 เม.ย.นี้

เมื่อวันที่ 16 เม.ย. นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ กสทช. เปิดเผยว่า สำนักงาน กสทช. ได้เรียกผู้ประกอบการโทรศัพท์เคลื่อนที่ทุกรายเข้าชี้แจง กรณีที่มีข่าว SMS ดูดเงินประชาชนผู้ใช้บริการ ในวันที่ 17 เม.ย. 2561 เวลา 10.30 น.ต่อจากที่เรียกทรูมูฟ เอช มาชี้แจงกรณีที่ปรากฎข่าวบนเว็บไซต์ว่าทรูทำข้อมูลบัตรประชาชนลูกค้าหลุดจำนวนมาก

“เรื่อง SMS ดูดเงินประชาชน เป็นปัญหาที่สำนักงาน กสทช. ให้ความสำคัญเพราะเป็นกรณีที่ทำให้ประชาชนผู้ใช้บริการต้องเสียเงินโดยไม่ได้สมัครใจโอเปอเรเตอร์ ต้องชี้แจงข้อมูลมาว่าเกิดอะไรขึ้นและจะแก้ไขปัญหาเหล่านี้ยังไง ประชาชนต้องไม่เจอกับ ปัญหา SMSดูดเงินเช่นนี้อีก”นาฐากร กล่าว

กันภัยคุกคาม การละเมิดข้อมูล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/548084

  • วันที่ 16 เม.ย. 2561 เวลา 09:19 น.

กันภัยคุกคาม การละเมิดข้อมูล

โดย ฟอร์ติเน็ต

รายงานล่าสุดเกี่ยวกับการละเมิดข้อมูลส่วนตัวของคนจำนวนมาก และขนาดใหญ่ในองค์กร สื่อโซเชียลมีเดียกลายเป็นเรื่องที่น่ากลัวสำหรับทุกคน ลูกค้าผู้ใช้บริการโซเชียลมีเดียทั้งหลาย ย่อมต้องกังวลว่าข้อมูลการเงินและข้อมูลส่วนบุคคลของตนจะถูกล่วงละเมิด ขณะเดียวกันองค์กรที่ถูกบุกรุกย่อมกังวลเกี่ยวกับผลกระทบในระยะสั้นและระยะยาวต่อธุรกิจ

คำถามใหญ่ที่ทุกคนถาม คือ จะทำอย่างไรเกี่ยวกับเรื่องนี้ ลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากการละเมิดข้อมูลส่วนตัว สำหรับผู้บริโภค หากคุณซื้อสินค้าที่ร้านค้าปลีกที่มีการละเมิดข้อมูลส่วนตัว ไม่ว่าจะเป็นแบบออนไลน์หรือซื้อที่ร้านค้า สิ่งแรกที่ต้องทำคือ ควรโทรติดต่อธนาคารหรือผู้ออกบัตรเครดิตของคุณและเปลี่ยนบัตร

สิ่งที่ควรทำต่อไปคือ เข้าออนไลน์และเปลี่ยนรหัสผ่าน หากใช้รหัสผ่านเดียวกันกับบัญชีอื่นๆ โปรดเปลี่ยนรหัสบัญชีเหล่านั้นด้วย และท้ายสุดควรเริ่มตรวจสอบข้อมูลของตนเองที่องค์กรที่ออกรายงานด้านเครดิตและรายงานทันที หากพบสิ่งที่ดูไม่ถูกต้อง

นอกเหนือจากเหยื่อที่ได้รับผลกระทบเป็นรายบุคคลแล้ว คำถามที่ถามในห้องบอร์ดทั่วประเทศในวันนี้ คือ สิ่งที่องค์กรต่างๆ สามารถทำได้ในตอนนี้ เพื่อให้แน่ใจว่าภัยคุกคามนี้จะไม่ได้เกิดขึ้น เริ่มต้นในวันนี้ มีโซลูชั่นความปลอดภัยอยู่จำนวนมากที่ยังไม่สามารถปกป้องเครือข่ายดิจิทัลใหม่ได้อย่างเพียงพอ ทั้งนี้ เพื่อให้แน่ใจว่าสามารถปกป้ององค์กรขอได้จำเป็นต้องสร้างเครือข่ายและพื้นฐานความปลอดภัยที่สามารถใช้งานได้

ทั้งนี้ มีองค์ประกอบหลัก 3 ประการ คือ 1.การประเมินความเสี่ยงอย่างละเอียดจะช่วยให้มั่นใจได้ว่า การปกป้องและตรวจสอบสิ่งที่สำคัญต่อธุรกิจ เครือข่ายในปัจจุบันมีความซับซ้อนมากขึ้น จึงหมายความว่าอาจไม่สามารถปกป้องและตรวจสอบทุกอย่างได้ แต่ยังจะต้องเน้นความพยายามตรวจสอบไปยังความเสี่ยงที่มีผลกระทบมากที่สุดต่อธุรกิจ โดยการปรับแนวความคิดด้านความปลอดภัยให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ทางธุรกิจอย่างต่อเนื่อง

สำหรับประการที่ 2 สร้างความปลอดภัยที่สถาปัตยกรรมเครือข่าย องค์กรมักเริ่มออกแบบสถาปัตยกรรมเครือข่ายที่ดี แต่เมื่อเวลาผ่านไป เครือข่ายเติบโตขึ้นทั้งในด้านขนาดและความซับซ้อนทำให้โซลูชั่นด้านความปลอดภัยมีประสิทธิภาพน้อยลงหรือกลับกลายเป็นว่าซับซ้อนมากขึ้น ไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม มักจะเจอจุดบอดของเครือข่าย ดังนั้นควรระบุจุดแข็งและจุดอ่อนเหล่านั้น และใช้ศักยภาพในการมองเห็นเครือข่ายและการควบคุมให้ลึกซึ้ง

ขณะเดียวกัน ต้องประเมินเส้นทางการโจมตีที่น่าเป็นไปได้ที่ไปยังข้อมูลสำคัญ รวมทั้งช่องโหว่ที่เชื่อมโยงกันในระบบต่างๆ ทั้งหมด ซึ่งอาจช่วยให้องค์กรสามารถจัดลำดับความสำคัญของช่องโหว่ได้ดีขึ้น สามารถใช้กรอบโมเดลต่างๆ เพื่อให้เข้าใจสถานการณ์ได้ดียิ่งขึ้น

ประการที่ 3 ระบุสินทรัพย์สำคัญ เครือข่ายมีการเติบโตอย่างรวดเร็วและเพิ่มมากขึ้นในระบบนิเวศตั้งแต่ศูนย์ข้อมูลเสมือนจริงไปจนถึงสภาพแวดล้อมแบบมัลติคลาวด์ เมื่อรวมกับอุปกรณ์ปลายทางที่เพิ่มขึ้น ซึ่งเชื่อมต่อกับเครือข่ายและความนิยมของอุปกรณ์ไอโอที ทำให้การสร้างและการบำรุงรักษาอุปกรณ์ที่ถูกต้องอาจเป็นเรื่องที่ท้าทาย นอกจากนี้สภาพแวดล้อมที่ซับซ้อน ยิ่งทำให้องค์กรไม่สามารถมองเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นในเครือข่ายจากส่วนกลางอย่างชัดเจน เนื่องจากปริมาณข้อมูลที่ถูกละเมิดมีมากมาย

ดังนั้น อาจต้องลงทุนในเครื่องมือต่างๆ ที่มีศักยภาพในการมองเห็นได้ทั่วเครือข่าย สามารถระบุอุปกรณ์ ระบบปฏิบัติการที่ใช้และระดับของแพตช์ได้ ซึ่งต้องสามารถผูกข้อมูลนี้กับข้อมูลภัยคุกคามอัจฉริยะเพื่อให้สามารถดูและจัดลำดับความสำคัญของความเสี่ยงสูงสุดได้

ฟอร์ติเน็ตพบว่า องค์กรยังพึ่งพาโซลูชั่นด้านความปลอดภัยและกลยุทธ์ป้องกันภัยแบบดั้งเดิม องค์กรต้องเปลี่ยน และเริ่มมีแผนงาน บุคลากรและกระบวนการต่างๆ ร่วมกับเทคโนโลยีด้านความปลอดภัยยุคใหม่ที่ออกแบบมาเพื่อปรับขนาดให้เข้ากับเครือข่ายดิจิทัล จึงจะสามารถโต้ตอบภัยได้โดยอัตโนมัติและมีการป้องกันเชิงรุกได้

เฟซบุ๊กครองแชมป์ แพลตฟอร์มโฆษณาในไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/548078

  • วันที่ 16 เม.ย. 2561 เวลา 08:30 น.

เฟซบุ๊กครองแชมป์ แพลตฟอร์มโฆษณาในไทย

สมาคมโฆษณาดิจิทัลระบุเฟซบุ๊กยังนั่งแท่นแพลตฟอร์มออนไลน์โฆษณาอันดับ 1 ที่สินค้าแห่ใช้งบ

นพ.ศุภชัย ปาจริยานนท์ นายกสมาคมโฆษณาดิจิทัล (ประเทศไทย) หรือ DAAT เปิดเผยว่า แพลตฟอร์มโฆษณาดิจิทัลที่คาดว่าจะยังมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง และมีการใช้เม็ดเงินโฆษณามากที่สุดในปีนี้ คือ เฟซบุ๊ก มีงบโฆษณาใช้ผ่าน 4,618 ล้านบาท ตามด้วยยูทูบ 2,604 ล้านบาท ดิสเพลย์ 1,431 ล้านบาท

ขณะที่อันดับสี่โซเชียล 1,195 ล้านบาท เสิร์ช 1,173 ล้านบาท ครีเอทีฟ 1,160 ล้านบาท วิดีโอออนไลน์ 882 ล้านบาท ไลน์ 758 ล้านบาท และเนทีฟ แอด หรือรูปแบบโฆษณาที่ใช้รูปแบบเนื้อหาเดียวกับเนื้อหาปกติในเว็บไซต์นั้น 369 ล้านบาท

สำหรับภาพรวมแพลตฟอร์มที่มีการใช้เม็ดเงินโฆษณามากที่สุดปี 2560 อันดับ 1 เป็นของเฟซบุ๊ก มีมูลค่าอยู่ที่ 4,084 ล้านบาท ตามด้วย ยูทูบ 2,105 ล้านบาท ดิสเพลย์ 1,340 ล้านบาท เสิร์ช 1,034 ล้านบาท โซเชียล 1,020 ล้านบาท ครีเอทีฟ 984 ล้านบาท วิดีโอออนไลน์ 729 ล้านบาท ไลน์ 627 ล้านบาท เนทีฟ แอด 235 ล้านบาท และอื่นๆ 175 ล้านบาท

ภาพ เอเอฟพี

กสทช.เรียก “ทรู” ชี้แจงปมข้อมูลลูกค้ารั่ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/547944

  • วันที่ 15 เม.ย. 2561 เวลา 06:46 น.

กสทช.เรียก "ทรู" ชี้แจงปมข้อมูลลูกค้ารั่ว

กสทช. เรียกทรูชี้แจง 17 เม.ย.นี้ กรณีทรูมูฟ เอช ทำข้อมูลบัตรประชาชนลูกค้าหลุด

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า สำนักงาน กสทช. เรียกให้ทรูมูฟ เอช เข้าชี้แจงข้อเท็จจริงกรณีที่ปรากฏข่าวบนเว็บไซต์ว่าทรูทำข้อมูลบัตรประชาชนลูกค้าหลุดจำนวนมาก ในวันที่ 17 เม.ย. 2561 เวลา 09.30 น. ณ ห้องประชุม ชั้น 4 อาคารอำนวยการ สำนักงาน กสทช.

ทั้งนี้ ตาม พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 กำหนดไว้ว่า ในเรื่องนี้ผู้กระทำผิดมีโทษตามกฎหมาย หากผู้ประกอบการมีส่วนในความผิดจะถูกดำเนินคดีตามกฎหมายและพักใช้ เพิกถอนใบอนุญาต โดย กสทช.เป็นผู้เสียหายตามกฎหมายด้วย

นายฐากร กล่าวว่า ในกรณีนี้หากเป็นการกระทำโดยเจตนา ทรูมูฟ เอช มีความผิดแน่นอน แต่สำนักงานต้องเรียกทรูมูฟ เอช มาให้ข้อมูลก่อนว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร จากนั้นสำนักงาน กสทช.จึงจะดำเนินการต่อไป

“สำนักงาน กสทช.ให้ความสำคัญต่อกรณีดังกล่าว เนื่องจากกระทบต่อข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชนผู้ใช้บริการ สำนักงานฯ จะรีบดำเนินการในเรื่องนี้ให้เร็วที่สุด เพื่อคุ้มครองประชาชนผู้ใช้บริการ” นายฐากร กล่าว

ขณะที่ ไอทรูมาร์ท ชี้แจงว่า รู้สึกเสียใจและขออภัยลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งเป็นการแฮ็กข้อมูลลูกค้าที่ได้ซื้อมือถือพร้อมแพ็กเกจบริการทรูมูฟ เอช โดยมีการลงทะเบียนซิมผ่านช่องทาง itruemart

ทั้งนี้ ล่าสุดทีมงานไอทรูมาร์ท ได้แก้ไขเหตุการณ์่เกี่ยวกับความปลอดภัยของข้อมูลลูกค้าแล้ว โดยจะส่งแจ้งเตือนให้ลูกค้าทราบถึงมาตรการในการป้องกันความปลอดภัย หากถูกนำไปใช้ในทางไม่ถูกต้อง

เว็บไซต์ไทยเซิร์ต รายงานเมื่อวันที่ 13 เม.ย. 2561 ว่า ไนออล เมอร์ริแกน นักวิจัยด้านความมั่นคงปลอดภัย ได้รายงานข้อมูลผู้ใช้บริการทรูมูฟ เอช รั่วไหล เป็นไฟล์สแกนสำเนาบัตรประชาชน ใบขับขี่ และพาสปอร์ตของผู้ใช้บริการรวม 4.6 หมื่นไฟล์ แต่ยังไม่ยืนยันจำนวนผู้ได้รับผลกระทบ

วีลแชร์ไฟฟ้าอัจฉริยะควบคุมด้วยสายตา คว้ารางวัลระดับนานาชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/547843

  • วันที่ 14 เม.ย. 2561 เวลา 11:36 น.

วีลแชร์ไฟฟ้าอัจฉริยะควบคุมด้วยสายตา คว้ารางวัลระดับนานาชาติ

โดย วราภรณ์

ด้วยการใช้ชีวิตทำงานที่เคร่งเครียดของคนในสังคมไทย ส่งผลไปสู่สุขภาพทำให้มีผู้ป่วยอัมพฤกษ์ อัมพาต หรือโรคหลอดเลือดสมอง (จากสาเหตุหลอดเลือดสมองตีบ อุดตัน และหลอดเลือดสมองแตก) เป็นสาเหตุการตายอันดับ 3 จากสถิติโลก และยังเป็นสาเหตุสำคัญของความพิการระดับรุนแรง

ในแต่ละปีจะมีผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองเกิดใหม่ทั่วโลก ราว 10-15 ล้านคน ในจำนวนนี้ 5 ล้านคน เสียชีวิต และอีก 5 ล้านคน กลายเป็นคนพิการถาวร

ปัญหาดังกล่าวทำให้วิศวกรรมชีวการแพทย์เพื่อสุขภาพมีการพัฒนาก้าวไปไกล ก่อนหน้านี้มีผู้สร้างวีลแชร์บังคับด้วยสมอง บังคับด้วยเสียงก็มี โดยล่าสุดคนไทยได้สร้างความฮือฮาด้วยผลงานนวัตกรรมวีลแชร์ไฟฟ้าอัจฉริยะควบคุมด้วยสายตา (Smart Wheelchair Based on Eye Tracking)

ทีมนักศึกษาและอาจารย์คณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) สร้างชื่อเสียงให้ประเทศไทยโดยคว้ารางวัล Silver Award จากเวทีแข่งขันนวัตกรรมระดับโลก International Contest of Innovation 2017 หรือ iCAN ที่เมืองปักกิ่ง ประเทศจีน ซึ่งมีผู้เข้าประกวดนวัตกรรมจำนวนกว่า 5,000 คน จาก 20 ประเทศ

 ทีมไทยนับเป็นทีมหนึ่งเดียวในอาเซียนที่ได้เข้ารอบและสามารถคว้ารางวัล Silver Award มาครองได้ ประกอบด้วยสมาชิกทีมคือ รศ.ดร.ชูชาติ ปิณฑวิรุจน์ ดร.วิบูลย์ ปิยวัฒนเมธา อนิวัฒน์ จูห้อง และ ศุภกร สุวรรณ

รศ.ดร.ชูชาติ ทีมวิจัย ภาควิชาวิศวกรรมชีวการแพทย์ คณะวิศวะฯ ลาดกระบัง กล่าวว่า แรงบันดาลใจให้เราคิดค้นวิจัยนวัตกรรมนี้ขึ้นมา เนื่องจากประเทศไทยกำลังก้าวสู่สังคมสูงวัย และมีผู้พิการเพิ่มมากขึ้น เฉพาะที่ลงทะเบียนมีจำนวนรวม 2.5 ล้านคน

“ในจำนวนนี้มี 3-5% ต้องทุกข์ทรมานจากอัมพฤกษ์และอัมพาต โดยคาดว่าในประเทศไทยมีผู้ป่วยใหม่ที่เป็นอัมพาตปีละกว่า 1.5 แสนราย วีลแชร์จึงเป็นอุปกรณ์สำคัญในการดำรงชีวิตประจำวันของผู้ป่วยเหล่านี้ รวมทั้งผู้สูงวัยและผู้พิการอื่นๆ ด้วย วีลแชร์ไฟฟ้าส่วนใหญ่ที่มีในท้องตลาดมักจะควบคุมการใช้งานด้วยจอยสติ๊ก”

อย่างไรก็ตาม ในบางสถานการณ์ผู้ป่วยอัมพาตชนิด ALS หรือพาร์กินสัน จะใช้วีลแชร์ที่มีอยู่ทั่วไปได้อย่างยากลำบาก จึงมีนักวิจัยได้ออกแบบสร้างวีลแชร์ไฟฟ้าที่บังคับด้วยเสียง (Voiced-Control System) วีลแชร์ที่บังคับด้วยสมอง (Brain-Control System) แต่วีลแชร์ 2 ชนิดนี้มักจะเกิดปัญหาด้านประสิทธิภาพใช้งาน เมื่อมีสภาพแวดล้อมเสียงดังรบกวน

ทีมคณะวิศวกรรมศาสตร์ สจล.จึงได้วิจัยพัฒนาวีลแชร์ไฟฟ้าอัจฉริยะควบคุมด้วยสายตา (Smart Wheelchair based on Eye Tracking) ที่ปฏิบัติการควบคุมการเคลื่อนไหวของวีลแชร์ด้วยเทคโนโลยี Eye Tracking เพียงสายตาจ้องไปยังทิศทางที่ต้องการจะไป วีลแชร์นี้ก็จะเคลื่อนตัวมุ่งไปยังทิศทางนั้นทันที ระบบนี้ยังมีจุดเด่นน้ำหนักเบาและมีวิธีการใช้งานที่ง่ายดาย

ดร.วิบูลย์ หนึ่งในทีมนักวิจัย ภาควิชาวิศวกรรมชีวการแพทย์ คณะวิศวะฯ ลาดกระบัง บอกถึงส่วนประกอบสำคัญและการทำงานของวีลแชร์ไฟฟ้าอัจฉริยะควบคุมด้วยสายตา มี 4 ส่วนหลัก คือ 1.Image Processing Module 2.Wheelchair-Controlled Module 3.Appliances-Controlled Module 4.SMS Manager Module

“เมื่อ Image Processing Module ซึ่งมีกล้อง Webcam และ C++customized image processing จับภาพเคลื่อนไหวของดวงตา และส่งสัญญาณไปยัง Rasberry Pi โมโครคอนโทรลเลอร์ เชื่อมต่อประสานกับลูกตา ซึ่งจะทำหน้าที่เหมือนเป็น Cursor control ตัวจอของ Rasberry Pi ในการควบคุมระบบ นอกจากความเคลื่อนไหวของสายตาแล้ว การกะพริบตาก็ยังสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับระบบนี้ได้เพื่อสั่งการเหมือนกับการกดแป้น Enter บนคีย์บอร์ดนั่นเอง

ส่วน Wheelchair-Controlled Module เป็นที่รวมของเซอร์โว 2 ชุด ที่สามารถขับเคลื่อนไหวได้ 2 มิติ และปรับให้เข้ากับจอยสติ๊กได้ด้วย ระบบวีลแชร์นี้ยังสามารถควบคุมอุปกรณ์ต่างๆ ในระยะไกล และสื่อสารติดต่อกับแพทย์ผู้ดูแลสุขภาพผ่านการแจ้งข้อความในสมาร์ทโฟนได้ด้วย”

อนิวัฒน์ หนุ่มนักศึกษาปริญญาโท วิศวกรรมชีวการแพทย์ หนึ่งในทีมนักวิจัย กล่าวว่า วิธีการใช้งาน วีลแชร์ไฟฟ้าอัจฉริยะบังคับด้วยสายตา ภายในวีลแชร์อัจฉริยะนี้จะมีเครื่องมือตรวจจับความเคลื่อนไหวของดวงตา ที่จะคอยตรวจจับการเคลื่อนไหวของดวงตาผู้ที่ใช้งาน ซึ่งติดตั้งอยู่กับจอแสดงผลโดยจะมีคำสั่งต่างๆ ที่สามารถมองได้อย่างชัดเจน

“บนจอแสดงผลของวีลแชร์ไฟฟ้าอัจฉริยะนี้ จะมีสัญลักษณ์คำสั่งต่างๆ ที่จะให้ผู้ใช้งานได้เลือกใช้ ด้วยการมองไปยังสัญลักษณ์นั้น เพื่อสั่งงานตามความต้องการ ทั้งนี้ผู้ใช้ยังสามารถลิงก์เข้ากับระบบบ้านอยู่อาศัยแบบสมาร์ท โฮม โดยจะมีคำสั่งบนหน้าจอที่เป็นสัญลักษณ์ต่างๆ เพิ่มขึ้นมา ที่จะสามารถควบคุมระบบไฟ หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าระบบอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ภายในบ้าน เช่น เปิด-ปิดประตูบ้าน โคมไฟฟ้า เครื่องปรับอากาศ เครื่องรับโทรทัศน์ ได้อีกด้วย

นอกจากนี้ ยังสามารถสื่อสารระหว่างผู้ป่วยกับผู้ดูแลผู้ป่วย ผ่านการส่งข้อความไปยังสมาร์ทโฟนของผู้ดูแลผู้ป่วยว่า ผู้ป่วยต้องการความช่วยเหลือ หรือเกิดเหตุฉุกเฉินอะไรขึ้น”

แอพพลิเคชั่นของคนสูงวัย อนาคตสะดวกสบายบนปลายนิ้ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/547818

  • วันที่ 14 เม.ย. 2561 เวลา 09:29 น.

แอพพลิเคชั่นของคนสูงวัย อนาคตสะดวกสบายบนปลายนิ้ว

โดย พรเทพ เฮง

เมื่อปีที่แล้วในช่วงเทศกาลสงกรานต์และวันผู้สูงอายุแห่งชาติ ได้เห็นภาพของบรรดาหนุ่มสาวจิตอาสาสมาคมบ้านปันรัก สอนการใช้อุปกรณ์ต่างๆ ถามตอบให้ความรู้แอพพลิเคชั่นธรรมะพาเพลิน ตั้งค่าใช้งานเบื้องต้นให้ผู้สูงอายุคุณย่า คุณยาย ณ มูลนิธิบ้านอารีย์ ถือเป็นการเชื่อมต่อให้คนสูงวัยได้ก้าวสู่โลกออนไลน์ในชีวิตประจำวัน

การใช้โทรศัพท์สมาร์ทโฟน หรือแท็บเล็ตรุ่นต่างๆ เป็นที่น่าสนใจสำหรับผู้สูงอายุ เนื่องจากการสื่อสารเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้มีความมั่นใจมากขึ้น ว่าตัวเองไม่ถูกทอดทิ้งอยู่เพียงลำพัง และการมีกลุ่มเช่นสังคมออนไลน์ก็ทำให้บรรดาคนสูงวัยได้เรียนรู้ข่าวสารต่างๆ ฝึกสมอง ป้องกันอัลไซเมอร์ไปด้วยอีกทาง

ประเทศไทยมีประชากรสูงอายุอยู่ประมาณ 10.78 ล้านคน (ร้อยละ 16.5 ของประชากรทั้งประเทศ) ในปี 2564 จะมีผู้สูงอายุถึงร้อยละ 20 และปี 2574 จะมีผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 30 ทั้งนี้ปัจจุบันมีผู้สูงอายุที่เป็นผู้ป่วยติดเตียงประมาณ 1 แสนคน และนอกจากนั้นเป็นผู้สูงอายุที่ติดบ้านร้อยละ 19 ติดสังคมร้อยละ 80

เพราะฉะนั้นจะทำอย่างไรเพื่อให้ผู้สูงอายุ จะได้ไม่ต้องพึ่งพิงผู้อื่น และมีสุขภาพที่ดีทั้งกายและใจ การกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ และประกอบกับโลกออนไลน์ที่เข้ามามีบทบาททางสังคมมากยิ่งขึ้น การส่งต่อข้อความ (แชตไลน์) กลายเป็นเรื่องธรรมดาไปเรียบร้อยแล้วในปัจจุบัน ซึ่งมีความการบอกต่อหรือแชร์ข้อมูลจากกลุ่มเพื่อนผู้สูงวัยด้วยกันผ่านสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ตเสมือนอีกหนึ่งอุปกรณ์ข้างตัวที่ขาดไม่ได้

ในงานผู้สูงอายุไทย ก้าวไกล ไทยแลนด์ 4.0 : นวัตกรรมด้านสุขภาพเพื่อผู้สูงอายุ (Health care innovation for older persons) เพื่อยกระดับพัฒนาคุณภาพชีวิตสู่ไทยแลนด์ 4.0 มีการเปิดโครงการ “ผู้สูงอายุไทย ก้าวไกลไทยแลนด์ 4.0 : สูงวัย สูงคุณค่า สานภูมิปัญญา สู่ลูกหลานไทย” เพื่อนำนวัตกรรมในสาขาต่างๆ มาใช้ประโยชน์ในการพัฒนาคุณภาพการดำเนินชีวิตผู้สูงอายุใน 5 มิติ ทั้งมิติด้านสังคม เศรษฐกิจ สุขภาพ สภาพแวดล้อม และเทคโนโลยีและนวัตกรรม และสร้างความตระหนักให้สังคมเห็นคุณค่าของผู้สูงอายุในฐานะภูมิปัญญา และคลังความรู้ของสังคม ในการเปิดโอกาสให้ภาคส่วนต่างๆ นำนวัตกรรมและภูมิปัญญาไปเผยแพร่ในสังคมต่อไป

หนึ่งในแผนดำเนินการ มีแอพพลิเคชั่น (Application) สำหรับผู้สูงอายุรวมอยู่ด้วย นั่นคือแอพพลิเคชั่นสิทธิต่างๆ ของผู้สูงอายุ (Gold Application) ซึ่งถือว่าเป็นก้าวใหม่ของการใช้ชีวิตบนหน้าจอโลกออนไลน์ของคนสูงวัย

จากสภาพแวดล้อมสภาพเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไปของสังคมไทยในปัจจุบัน มีส่วนผลักดันให้ผู้สูงอายุลดภาระพึ่งพิงจากลูกหลานอยู่แล้ว ปัจจุบันผู้สูงวัยในวัยเกษียณแสดงตัวให้ลูกหลานเห็นว่ามีศักยภาพในการพัฒนาตนเอง โดยใช้อุปกรณ์ดิจิทัลและแอพพลิเคชั่นต่างๆ ท่องโลกออนไลน์ สร้างประชาสังคมออนไลน์หรือคอมมูนิตี้เป็นกลุ่มของตัวเองได้อย่างชำนาญ แสดงให้เห็นถึงความทันสมัยในการอยู่ในสังคมยุคปัจจุบันอย่างเท่าทันและมีใช้ประโยชน์ให้สมวัยได้เป็นอย่างดี

งานวิจัยแอพพลิเคชั่นผู้สูงวัย

ในปัจจุบันสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ตเป็นอุปกรณ์หนึ่งที่นิยม ส่วนใหญ่จะมีไว้เพื่อใช้งานในชีวิตประจำวัน และมีการพัฒนาโมบายแอพพลิเคชั่น (Mobile Application) มากขึ้น เพื่อนำมาประยุกต์ใช้ และตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคขั้นสูงสุด การสร้างแอพพลิเคชั่นขึ้นมาให้เป็นแนวทางที่สะดวก ง่าย และลดขั้นตอนการติดต่อสื่อสารต่างๆ เพื่อความรวดเร็ว

 แต่สำหรับผู้ใช้ที่เป็นผู้สูงอายุนั้นจะมีสายตาที่ไม่เหมือนกับคนปกติ ซึ่งจะมีการมองเห็นที่แตกต่างออกไป ในส่วนของการใช้งานแอพพลิเคชั่นต่างๆ นั้น ผู้ออกแบบส่วนใหญ่ไม่ได้ออกแบบมาให้ผู้สูงอายุใช้โดยเฉพาะ ซึ่งทำให้ผู้สูงอายุมีการกดปุ่มที่ผิดพลาด หรือมองไม่เห็นสีที่ชัดเจน จึงเป็นที่มาของการทำแอพพลิเคชั่นนี้เพื่อทำการหาขนาดของปุ่มที่เหมาะสมกับสายตาของผู้สูงอายุในโมบาย แอพพลิเคชั่น

วิทยานิพนธ์ระดับปริญญาโท ชื่อ “การศึกษาขนาดของปุ่มที่เหมาะสมในโมบายแอพพลิเคชั่นสำหรับผู้สูงอายุ” (A Study of Action-Button Size on Mobile Applications for Elderly) ของ วิชญ์พล เกตุชัยโกศล ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตรวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศและการจัดการ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ปีการศึกษา 2558 ให้ข้อมูลว่า ผู้สูงอายุในสังคมปัจจุบันส่วนใหญ่นั้น จะมีการเข้าถึงการใช้งานเทคโนโลยีมากขึ้นในการดำเนินชีวิต ซึ่งแตกต่างจากสมัยก่อนที่ผู้สูงอายุไม่ค่อยให้ความสำคัญของเทคโนโลยีมากนัก

แต่ในความเป็นจริงแล้วผู้สูงอายุก็สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีได้ไม่ยาก อย่างเช่นการใช้โลกออนไลน์เพื่อติดตามข่าวสาร หรือจะเป็นการติดต่อครอบครัวที่อยู่ห่างไกลก็สามารถใช้ช่องทางการสื่อสารได้หลายทาง อีกทั้งการเล่นเกมเพื่อช่วยในการพัฒนาสมอง ช่วยฝึกความจำ และป้องกันโรคสมองเสื่อม โดยมีเทคโนโลยีมากมายเป็นสื่อกลางในการเข้าถึงสำหรับผู้สูงอายุ

เทคโนโลยีในปัจจุบันนี้มีการพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะโทรศัพท์มือถือหรือว่าแท็บเล็ต จากในช่วงแรกเน้น โทรเข้า-โทรออก สามารถพกพาได้ก็เริ่มพัฒนาให้ตัวโทรศัพท์มือถือบางลง เล็กลง เบาลง มีฟังก์ชั่นเพิ่มขึ้น เช่น ส่งข้อความ เล่นเกม และพัฒนามาให้สามารถถ่ายรูป ฟังเพลง เล่นเพลง ฟังวิทยุ จนกลายมาเป็นมือถือที่สามารถท่องโลกอินเทอร์เน็ต ดูหนัง เล่นโซเชียลเน็ตเวิร์ก และอื่นอีกๆ มากมาย

ถึงแม้จะมีแอพพลิเคชั่นมากมายที่สร้างมาสำหรับผู้สูงอายุ แต่บางทีการออกแบบในส่วนของพื้นหลังขนาดของตัวอักษรและขนาดของปุ่ม แต่ในบางครั้งอาจจะทำให้ผู้สูงอายุไม่สะดวกในการใช้งาน การออกแบบการใช้งานหน้าจอที่เหมาะสมสำหรับผู้สูงอายุจะมีการแบ่งออกเป็นส่วนของพื้นหลังที่มีสีพื้นหลังสบายตา และขนาดของตัวอักษรที่ต้องมีความเหมาะสมในการใช้งาน ไม่เล็กหรือใหญ่จนเกินไป

รวมถึงรูปแบบตัวอักษรที่เป็นมาตรฐานปุ่มกดจึงมีความสำคัญในการบ่งบอกตัวตนของปุ่มว่า ลักษณะหรือรูปแบบเช่นนี้ คือปุ่มที่ใช้สำหรับกดเพื่อใช้เข้างานในแอพพลิเคชั่นอื่นๆ

ดังนั้น นอกจากลักษณะและรูปแบบแล้ว ขนาดที่เหมาะสมก็เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการใช้งานของผู้สูงอายุ หากขนาดของปุ่มมีขนาดที่ใหญ่เกินไป ก็จะทำให้สภาพโดยรวมของหน้าจอดูไม่เหมาะสม แต่หากว่าขนาดของปุ่มมีขนาดเล็กเกินไปก็อาจจะทำให้ผู้ใช้งานกดไม่โดนปุ่ม

การใช้งานแอพพลิเคชั่นในปัจจุบัน ผู้จัดทำต้องให้ความสำคัญในเรื่องการออกแบบปุ่มกดบนแอพพลิเคชั่น เพื่อนำมาวิเคราะห์ออกแบบขนาดปุ่มกดเพื่อให้มีรูปแบบที่น่าใช้และมีความเหมาะสมในการใช้งาน

โลกในปัจจุบันเป็นยุคของสังคมเครือข่าย เทคโนโลยีมากมายเข้ามามีบทบาทในทุกเรื่องของการดำเนินชีวิตโดยเฉพาะอย่างยิ่ง “สังคมออนไลน์” ตัวผู้สูงอายุเองก็สามารถเข้าถึงสังคมออนไลน์เหล่านี้ได้เช่นกัน อย่างเช่น 1) ช่วยเปิดโลกกว้างให้กับผู้สูงอายุ เทคโนโลยีที่ทันสมัย อย่างสมาร์ทโฟน ไอแพด แท็บเล็ต คอมพิวเตอร์ เป็นต้น ช่วยเปิดโลกกว้างให้กับผู้สูงอายุได้ไม่ว่าจะอยากทราบเรื่องใดสนใจเรื่องใดก็สามารถหาข้อมูลได้ในทันที ทำให้ไม่ตกข่าว ได้รับรู้ความเคลื่อนไหวในสังคม และช่วยสอนเรื่องต่างๆ ได้

2) ช่วยฝึกพัฒนาสมอง การเรียนรู้ในการใช้เทคโนโลยีเป็นการช่วยฝึกความจำช่วยพัฒนาสมอง และช่วยป้องกันโรคสมองเสื่อมได้เป็นอย่างดีเพราะเป็นการฝึกใช้สมองที่ดีอย่างหนึ่ง และยังเป็นการปรับตัวเข้ากับสังคมอีกด้วย ทำให้ผู้สูงอายุรู้สึกว่าตนเองยังก้าวทันโลกและยังทันสมัยอยู่

3) ช่วยให้ครอบครัวใกล้ชิดกัน โลกสังคมออนไลน์สามารถย่อโลกอันกว้างใหญ่ให้เหลือนิดเดียวได้ หากอยากคุยกับลูกหลานที่อยู่ทางไกลก็สามารถสไกป์ เฟสไทม์ แชต หรือติดต่อกันได้อย่างง่ายดายโดยเห็นหน้ากันได้อีกด้วย ช่วยให้ครอบครัวได้ใกล้ชิดกันมากขึ้นและได้พูดคุยกันมากขึ้นแม้จะอยู่ไกลกัน

สำหรับวัตถุประสงค์การใช้งานแอพพลิเคชั่นของผู้สูงอายุ แยกได้ดังนี้ 1) เพื่อติดต่อสื่อสารกับครอบครัว เพื่อน หรือการทำงานได้อย่างรวดเร็ว 2) เพื่อรับรู้ข้อมูลข่าวสารอย่างทันเหตุการณ์ 3) เพื่อการเรียนรู้ และค้นคว้าวิจัยในเรื่องที่สนใจ 4) เพื่อความบันเทิง 5) เพื่อทำประโยชน์เกี่ยวกับธุรกิจการค้าที่มีการติดต่อกัน โดยใช้เทคโนโลยีไม่ว่าจะเป็นธุรกิจในหรือระหว่างประเทศ รวมถึงการธนาคารออนไลน์ 6) เพื่อทำงานหรือพิมพ์งาน และ 7) เพื่อประโยชน์ในการบริการสังคม

ปัญหาการสัมผัสหน้าจอบนแอพพลิเคชั่นของผู้สูงอายุ จากการสังเกตพฤติกรรมการใช้งานแท็บเล็ต มีการใช้งานในส่วนของร่างกาย 2 ส่วนหลัก คือ สายตาที่ใช้ในการมองหน้าจอของอุปกรณ์ กับการเคลื่อนไหวของมือในการใช้งาน

ในปัจจุบันการที่ผู้สูงอายุเปิดใจและพยายามที่จะติดต่อสื่อสารด้วยสมาร์ทโฟน หรือแท็บเล็ต ด้วยโปรแกรมสื่อสารต่างๆ นั้น เป็นเรื่องที่ยากแค่ตอนเริ่มต้นเท่านั้น เพราะในตอนนี้อุปกรณ์ถูกพัฒนามาเพื่อผู้เล่นผู้สูงวัยโดยเฉพาะทั้งตัวหนังสือและไอคอนที่ใหญ่ขึ้น การสัมผัสที่แม่นยำและวิธีการเล่นที่ไม่ซับซ้อน จึงทำให้ผู้สูงอายุเข้าถึงสมาร์ทโฟน และแท็บเล็ตได้มากขึ้น

ฉะนั้น “อายุ” จึงไม่ใช่อุปสรรคในการเรียนรู้สิ่งใหม่ แค่ผู้สูงอายุต้องมีความยืดหยุ่นให้กับตนเอง ไม่ปิดกั้นสิ่งใหม่ เพื่อให้ตนเองมีความสุขในยุคปัจจุบันให้มากที่สุด

แอพฯ สูงวัยของไทย

4 แอพพลิเคชั่นยอดนิยมในโลกออนไลน์ที่ผู้คนมีไว้เป็นแอพฯ หลักบนสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ต เพื่อใช้งานบ่อยๆ นั่นคือ ไลน์ (LINE) เฟซบุ๊ก (Facebook) ยูทูบ (Youtube) และกูเกิล (Google) ซึ่งผู้สูงอายุที่อินเทรนด์ในโลกออนไลน์จะใช้เป็นพื้นฐานกันอยู่แล้ว

ความยอดนิยมตรงนี้วัดได้จากการมีหนังสือคู่มือออกมาวางจำหน่ายให้กลุ่มผู้สูงวัยกันเลยทีเดียว นั่นคือหนังสือชื่อ “สูงวัย Like Social หนังสือคู่ใจวัยเก๋า 4.0” ซึ่งแสดงให้เห็นการขยายตัวของผู้สูงวัยที่ใช้แอพพลิเคชั่นบนมือถือและแท็บเล็ตในชีวิตประจำวัน

ย้อนกลับไปในปี 2556 มีการเปิดตัวแอพพลิเคชั่น “Wheel-go-round” ช่วยผู้พิการ-ผู้สูงอายุค้นหาสถานที่ที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับผู้ใช้วีลแชร์และผู้สูงอายุให้สามารถใช้ชีวิตนอกบ้านได้อย่างมีอิสระ สะดวกสบายมากขึ้น หลังพบสภาพแวดล้อมปัจจุบันเป็นอุปสรรคต่อการใช้ชีวิตนอกบ้าน

แอพฯ นี้จะช่วยให้ผู้ใช้วีลแชร์สามารถทราบและเข้าถึงข้อมูลการเดินทางไปในสถานที่ต่างๆ ได้อย่างสะดวก โดยผ่านการใช้งานบนโทรศัพท์มือถือ ซึ่งนอกจากผู้ใช้วีลแชร์แล้ว ข้อมูลเหล่านี้ยังสามารถนำเสนอไปสู่ยังกลุ่มคนที่กว้างขึ้นและเข้าถึงได้ง่ายขึ้น

โดยแอพพลิเคชั่น Wheel-go-round มีหน้าจอที่มีเมนูให้เลือกว่าต้องการไปยังสถานที่ใด ดังนี้ 1.กลุ่มท่องเที่ยว ช็อปปิ้ง บันเทิง 2.ขนส่งมวลชน เช่น MRY BYS รถเมล์ 3.ศาสนสถาน 4.สถานที่ราชการ ธนาคาร ไปรษณีย์ต่างๆ 5.โรงพยาบาล และ 6.ร้านอาหาร โดยสามารถเลือกค้นหาได้ว่าสถานที่เหล่านี้มีสิ่งอำนวยความสะดวกใดรองรับได้บ้างคือ ลิฟต์ ห้องน้ำ ทางลาด และที่จอดรถ หรือสามารถเลือกเมนูค้นหาสิ่งอำนวยความสะดวกดังกล่าวในบริเวณใกล้เคียงกับที่ผู้ใช้แอพพลิเคชั่นอยู่ได้ ซึ่งมีการลงข้อมูลสถานที่ต่างๆ ประมาณ 200 จุดทั่ว กทม.

นอกจากนี้ แอพพลิเคชั่นดังกล่าว ยังให้ผู้ใช้สามารถถ่ายรูป เพื่อเพิ่มสถานที่ที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับผู้ใช้วีลแชร์ หรือผู้สูงอายุได้ด้วย โดยก่อนที่จะเพิ่มจะมีการให้ตอบแบบสอบถามว่าสถานที่ดังกล่าวมีสิ่งอำนวยความสะดวกอยู่ในระดับใด

ปัจจุบันมีแอพพลิเคชั่นสำหรับผู้สูงอายุออกมาให้บริการเยอะพอสมควร อาทิ Pill Reminder Pro เป็นแอพพลิเคชั่นเตือนความจำเวลาทานยาสำหรับผู้สูงอายุ คิดขึ้นมาตอบโจทย์ตารางเวลาของชีวิต เพียงกรอกชื่อ จำนวนครั้งที่รับประทานยา และเวลาที่ต้องกินยา หลังจากนั้น ก็แค่รอเสียงกริ่งเรียกเตือนกินยาเท่านั้นเอง ถือเป็นแอพพลิเคชั่นเพื่อสุขภาพผู้สูงอายุ

Blood PressureiBP แอพฯ วัดระดับน้ำตาลในเลือด ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้สูงอายุมักจะให้ความสำคัญมาเป็นอันดับแรก ทำหน้าที่คอยติดตามผลและวิเคราะห์น้ำตาลในเลือดแต่ละครั้ง เพื่อให้คุณรับมือกับสุขภาพได้อย่างทันท่วงที ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้สูงอายุมักจะให้ความสำคัญมาเป็นอันดับแรก

Magnifying Glass With Light ช่วยขยายตัวหนังสือที่หน้าจอให้ผู้สูงวัยเล่นได้ไม่ปวดตา และไม่ว่าจะอ่านหนังสือพิมพ์ อ่านนิตยสาร หรือเล่นเฟซบุ๊ก

Pocket Physio เป็นแอพฯ ที่รวบรวมท่าออกกำลังเพื่อสุขภาพ ให้ทำตามกันได้ไม่ยาก ซึ่งละท่าก็ล้วนออกแบบมาแล้ว สำหรับผู้สูงอายุเพื่อไม่ให้หักโหมจนเกิดอาการอักเสบขึ้นได้

OLDSTER เป็นแอพพลิเคชั่นเครือขายสังคมออนไลน์สำหรับคนวัยเกษียณโดยเฉพาะ โดยเอาไว้ติดต่อสื่อสาร หาเพื่อนใหม่ และแบ่งปันเรื่องราวส่วนตัวระหว่างกลุ่มคนสูงอายุด้วยกัน ซึ่งก็จะยิ่งช่วยให้พวกเขาไม่ต้องรู้สึกโดดเดี่ยวและเหงาต่อไป เพราะมีกิจกรรมบนโลกออนไลน์ที่ได้พูดคุยกับคนรุ่นเดียวกันแล้ว

นอกจากนี้ ยังมี Halo Beam แอพพลิเคชั่นไทยบริการรับส่งผู้สูงอายุ Senior Tourism เป็นแอพพลิเคชั่นสำหรับงานวิจัย เพื่อใช้ในการจัดการการท่องเที่ยวสำหรับผู้สูงอายุ ซึ่งสมาชิกในครอบครัวไม่เกิน 6 คนจะสามารถใช้แอพฯ นี้ได้ ด้วยการตั้งค่าการแชร์กันในครอบครัว

Modern Senior Community แอพพลิเคชั่นชุมชนออนไลน์ของผู้สูงอายุ ให้ความรู้ข่าวสารต่างๆ และข้อมูลด้านเทคโนโลยีที่เป็นประโยชน์ ผ่านโซเชียลมีเดีย โดยนำเสนอเนื้อหาที่เป็นประโยชน์ต่อกลุ่มผู้สูงวัยโดยตรง อาทิ เรื่องเทคโนโลยี สุขภาพ ท่ากายบริหาร การเงินการงาน และใช้อินโฟกราฟฟิกที่ดึงดูด น่ารัก เข้าใจง่าย และ SUkH assist แอพพลิเคชั่นสำหรับเป็นผู้ช่วยให้กับผู้สูงอายุในการหาบริการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านอาหาร ท่องเที่ยว การแพทย์ หรือการเดินทาง

แอพฯ ธนาคารขยับตามความต้องการคนสูงวัย

กลุ่มโมบาย แบงก์กิ้ง (Mobile Banking) แอพพลิเคชั่นทำธุรกรรมทางการเงินผ่านมือถือก็หันมาเอาใจผู้สูงวัย อย่างธนาคารกสิกรไทยได้ออก K PLUS Beacon ที่พัฒนาประสบการณ์ใช้งานเพื่อคนกลุ่มนี้โดยเฉพาะ ไม่ว่าจะเป็นคนสูงวัย คนตาบอดมีปัญหาด้านการมองเห็นประเภทอื่นๆ หรือแม้แต่บุคคลทั่วไป ก็สามารถทำธุรกรรมทางการเงินได้ง่ายขึ้นมาก

พัฒนาต่อยอดจากผลงานฟินเทคที่คว้า 2 รางวัลระดับโลก เพราะเป็นนวัตกรรมที่จะทำให้ผู้บกพร่องทางการมองเห็น สามารถทำธุรกรรมการเงินผ่านมือถือได้อย่างสะดวกสบายและถูกต้องแม่นยำมากขึ้น ซึ่งตัวแอพฯ จะใช้เสียงในการสื่อสารกับผู้ใช้เป็นหลัก โดยบริการหลักบนแอพฯ นั้นจะประกอบด้วย การถามยอด โอนเงิน เติมเงิน และจ่ายบิล ภายใต้ระบบรักษาความปลอดภัยมาตรฐานเดียวกับ K PLUS

ส่วนธนาคารไทยพาณิชย์ เอาใจคนสูงอายุ จัดซีเนียร์ บัดดี้ สอนใช้ Easy App โดยมีพนักงานกว่า 500 คน คอยเชิญชวน ให้คำแนะนำและสอนวิธีใช้ให้กับคนทั่วไป ซึ่งคนกลุ่มผู้สูงอายุ 50+ ที่มองว่า ถ้าให้คนวัยใกล้เคียงกันไปชวนและช่วยแนะนำ น่าจะสื่อสารได้เข้าใจมากกว่า จึงเกิดเป็นซีเนียร์ บัดดี้ (Senior Buddy)

จากการสำรวจพบว่า ใน 10 คนจะมี 7-8 คนที่สนใจจากการแนะนำการใช้แอพฯ จากซีเนียร์ บัดดี้ ซึ่งทำให้ทัศนคติว่าคนสูงวัยใช้แอพฯ ไม่ได้หมดไป โดยผู้ใช้กลุ่มสูงอายุใช้แอพฯ เพิ่มขึ้น 10%

ว่าไปแล้วแอพพลิเคชั่นต่างๆ ของผู้สูงวัย ทำให้ผู้สูงอายุสามารถเข้าถึงเทคโนโลยี ก็จะพึ่งพาตัวเองได้ ไม่เหงา ได้พูดคุยกับลูกหลานที่อยู่ห่างไกลกันหรือแม้กระทั่งได้พบปะกับเพื่อนใหม่ในวัยเดียวกัน ทำให้พวกเขาใช้ชีวิตอย่างคุ้มค่า มีชีวิตที่ง่ายขึ้นและมีความสุขอีกครั้ง

‘Ooca’ แอพพลิเคชั่น จิตแพทย์ออนไลน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/547783

  • วันที่ 13 เม.ย. 2561 เวลา 16:21 น.

‘Ooca’ แอพพลิเคชั่น จิตแพทย์ออนไลน์

โดย วราภรณ์ เทียนเงิน

“Ooca” แอพพลิเคชั่นใหม่กับการให้บริการพบจิตแพทย์และนักจิตวิทยาออนไลน์ผ่านวิดีโอคอลจากที่บ้าน ถือเป็นบริการใหม่ในประเทศไทย ทำให้กลุ่มลูกค้าที่ใช้บริการได้รับความสะดวก เพราะเวลาเป็นสิ่งที่มีค่ามากที่สุดในชีวิต และเรื่องสุขภาพทางจิตใจ ก็มีความสำคัญที่สามารถเปลี่ยนชีวิตของคนได้เลย

“ทพญ.กัญจน์ภัสสร สุริยาแสงเพ็ชร์”ผู้ก่อตั้งสตาร์ทอัพ “Ooca” บริษัท เทเลเมดิก้า แอพพลิเคชั่นในการพบแพทย์ จิตแพทย์ นักจิตวิทยา รูปแบบใหม่ผ่านวิดีโอคอล กล่าวว่า เรื่องสุขภาพจิตเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างมาก และพบปัญหาในชีวิตประจำวันของทุกคนจะเกี่ยวข้องกับเรื่องครอบครัว ความรัก การทำงาน และต้องการวิธีในการแก้ปัญหาแตกต่างกัน ทั้งอาจจะพูดคุยกับตัวเอง การไปหาเพื่อน หรือหาแนวทางระบายความเครียด หรือบางครั้งถึงจุดเครียดอย่างมาก ควรเข้าไปพูดคุยกับทั้งจิตแพทย์ หรือนักจิตวิทยา ได้ทั้งหมด “Ooca” จึงได้เข้ามาพัฒนาแอพพลิเคชั่น ที่รวบรวมทั้งอาจารย์จิตแพทย์ จิตแพทย์ และนักจิตวิทยา ได้อย่างครอบคลุมในทุกด้าน โดยเป็นช่องทางทำให้ผู้ใช้บริการได้รับความสะดวก สามารถนัดเวลาเพื่อพบจิตแพทย์ หรือนักจิตวิทยา ผ่านช่องทางแอพพลิเคชั่นได้อย่างรวดเร็ว และสามารถพูดคุยได้โดยตรง รวมถึงมีความสะดวกในการใช้งาน ซึ่งเป็นแอพพลิเคชั่นที่ให้บริการดังกล่าวรายแรกและรายเดียวในประเทศไทย

“ปัญหาสุขภาพจิต ถ้ามีการละเลยก็จะเกิดเรื่องที่คาดคิดไม่ได้เยอะ ทุกคนไม่ว่าจะเด็ก ผู้ใหญ่ ทำงานอาชีพใด เราสามารถรู้สึกอ่อนแอได้ ต้องการที่พึ่งทางใจ สุขภาพจิตเป็นสิ่งที่อยู่ภายในที่มีความสำคัญอย่างมาก” ทพญ.กัญจน์ภัสสร กล่าว

สตาร์ทอัพ Ooca ให้บริการเป็นทางการประมาณ 6 เดือนแล้ว โดยเริ่มต้นแนวคิดดังกล่าวและเตรียมพัฒนาอย่างต่อเนื่องมาเป็นระยะเวลาร่วม 2 ปีแล้ว พร้อมกันนี้การเลือกให้บริการในรูปแบบแอพพลิเคชั่น เพราะเป็นระบบทำให้ผู้ใช้บริการได้รับความสะดวก สามารถเลือกนัดพบได้ตามเวลาที่ต้องการผ่านโทรศัพท์มือถือ และพูดคุยผ่านวิดีโอคอลของแอพพลิเคชั่น Ooca หรือเข้าไปดูข้อมูลได้ผ่านเว็บไซต์ http://www.ooca.co

ขณะเดียวกัน กลุ่มลูกค้าที่ต้องการเข้ามาปรึกษา สามารถบอกรายละเอียดของปัญหา หรือเรื่องราวที่ประสบมา และระบบจะคัดเลือกให้ตรงกับความต้องการมากที่สุด เพราะแต่ละคุณหมอ และนักจิตวิทยา จะมีความถนัดแตกต่างกัน รวมถึงสามารถเลือกดูประวัติของจิตแพทย์ หรือนักจิตวิทยาที่ต้องการได้ ขอยกตัวอย่าง มีทั้งจิตแพทย์ทั่วไป จิตแพทย์เด็ก และวัยรุ่น รวมถึงนักจิตวิทยาในด้านต่างๆ อีกทั้งยังมีแบบทดสอบความเครียดให้ลูกค้าได้รับรู้ข้อมูลด้วย

อีกทั้งข้อดีต่อผู้ใช้งานบริการ ทำให้ไม่ต้องเดินทาง ไม่จำกัดสถานที่ในการใช้บริการ สามารถรักษาสุขภาพต่อเนื่อง ข้อมูลทุกอย่างเป็นความลับ ทำให้ผู้ใช้บริการไม่ต้องกังวลว่าจะมีใครทราบว่าไปพบจิตแพทย์ และไม่เสียเวลารอนาน

“จากการที่ตนเองเป็นทันตแพทย์และพบปัญหาความต้องการของประชาชนในประเทศที่ต้องการพบจิตแพทย์ แต่ติดปัญหาในเรื่องต่างๆ ทั้งการเดินทาง หรือไม่สะดวก และการพบจิตแพทย์เป็นสิ่งสำคัญ ทำให้สนใจพัฒนาบริการดังกล่าวออกมา” ทพญ.กัญจน์ภัสสร กล่าว

ทพญ.กัญจน์ภัสสร กล่าวว่า หลังจากเปิดให้บริการแล้ว กลุ่มลูกค้าได้เข้ามาปรึกษาอย่างต่อเนื่อง และได้รับการตอบรับที่ดี โดยปัญหาหลักที่พบมากสุดในการเข้ามาปรึกษาจะเป็นเรื่องครอบครัว รองลงมาคือ ปัญหาการทำงาน และปัญหาด้านความรัก ซึ่งการเลือกใช้บริการจะสามารถเลือกพูดคุยได้ในระยะเวลา 30 นาที หรือระยะเวลา 1 ชั่วโมง/ครั้ง สำหรับอัตราค่าบริการ นักจิตวิทยาจะมีค่าธรรมเนียมอยู่ที่ 1,000 บาทในช่วงเวลา 30 นาที จิตแพทย์ เวลา 30 นาที ค่าธรรมเนียม 1,500 บาท

ทั้งนี้ Ooca ได้เข้าร่วมโครงการของ “Digital Ventures Accelerator” หรือ DVA ที่ส่งผลต่อการพัฒนาทีมในด้านต่างๆ รวมถึงได้ร่วมโครงการของหน่วยงานภาครัฐ ทั้งสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สนช. ได้รับการส่งเสริมเรื่องคูปองนวัตกรรม และล่าสุดทีมได้เข้ารอบ 12 ทีมสุดท้ายของโครงการ SPARK รุ่น 2 จัดโดย สนช. ร่วมกับบริษัท เอจีดับเบิลยู กรุ๊ป และเอจีดับเบิลยู (ไทยแลนด์)

เป็นหนึ่งในสตาร์ทอัพไทย จากแรงขับเคลื่อนของคุณหมอหญิงรุ่นใหม่ พร้อมนำเสนอบริการ พบจิตแพทย์ออนไลน์ได้อย่างคล่องตัว สะดวก ทำให้คนที่กำลังมีปัญหา คนที่มีความทุกข์ใจ ได้พบแนวทางช่วยเหลือได้อย่างรวดเร็ว ท้ายที่สุดจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศไทยและคนในประเทศอย่างมาก

โยนกสทช.ใหม่เคาะประมูล1800

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/it/547562

  • วันที่ 12 เม.ย. 2561 เวลา 08:49 น.

โยนกสทช.ใหม่เคาะประมูล1800

บอร์ด กสทช.โยนคณะกรรมการชุดใหม่ เคาะหลักเกณฑ์ประมูลคลื่น 1800 และ 900 เมกะเฮิรตซ์

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (เลขาธิการ กสทช.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (บอร์ด กสทช.) เมื่อวันที่ 11 เม.ย. 2561 มีมติชะลอเคาะหลักเกณฑ์การประมูลคลื่นความถี่ย่าน 1800 เมกะเฮิรตซ์ และ 900 เมกะเฮิรตซ์ เพื่อรอคณะกรรมการชุดใหม่ ซึ่งสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) จะคัดเลือกในวันที่ 19 เม.ย.นี้

ทั้งนี้ คณะกรรมการ กสทช.ชุดรักษาการ ได้เสนอให้คณะกรรมการ กสทช.ชุดใหม่ ยึดหลักเกณฑ์การประมูลคลื่นความถี่แบบเดิมคือเปิดให้ประมูลคลื่นความถี่ย่าน 1800 เมกะเฮิรตซ์ จำนวน 3 ใบอนุญาต ใบอนุญาตละ 15 เมกะเฮิรตซ์ สำหรับคลื่นความถี่ย่าน 900 เมกะเฮิรตซ์ เสนอให้ชะลอการประมูลออกไป จนกว่าจะมีผลการศึกษายืนยันว่าไม่กระทบต่อการเดินรถของรถไฟความเร็วสูง

นอกจากนี้ ที่ประชุม กสทช.ยังมีมติเห็นชอบร่างขอบเขตงานโครงการประเภทที่ 2 ประจำปี 2561 ครั้งที่ 1 ของกองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม เพื่อประโยชน์สาธารณะ (กทปส.) จำนวน 6 โครงการ รวมวงเงินงบประมาณ 64,300,000 บาท ซึ่งผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการบริหารกองทุน กทปส.เรียบร้อยแล้ว ก่อนนำเสนอประธาน กสทช. ลงนามในประกาศเปิดรับข้อเสนอโครงการต่อไป

สำหรับ 6 โครงการ ประกอบด้วย 1.โครงการศึกษาผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมของโครงการเน็ตประชารัฐ งบประมาณ 21.3 ล้านบาท 2.โครงการศึกษาความเหมาะสมในการจัดตั้งศูนย์ความรู้ เฉพาะด้าน Internet of Things (IoT) 3 ล้านบาท 3.โครงการศึกษาเพื่อพัฒนาระบบตรวจสอบการใช้คลื่นความถี่ สำหรับเครื่องวิทยุคมนาคมที่ใช้กำลังส่งต่ำ 15 ล้านบาท 4.โครงการพัฒนาต้นแบบโรงเรียนอัจฉริยะ 10 ล้านบาท 5.โครงการจัดทำแผนแม่บทการส่งเสริมและพัฒนาบุคลากรด้านกระจายเสียง โทรทัศน์ และโทรคมนาคม 5 ปี 5 ล้านบาท และ 6.โครงการพัฒนาแอพพลิเคชั่นสำหรับติดตั้งในโทรศัพท์เคลื่อนที่เพื่อวัดความแรงการแพร่กระจายคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าจากโครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ 10 ล้านบาท