ศก.ดิจิทัลอาเซียนพุ่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 23 ก.พ. 2561 เวลา 06:55 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/541492

ศก.ดิจิทัลอาเซียนพุ่ง

กูเกิล คาดเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียนปี 2568 มูลค่า 2 แสนล้านดอลลาร์ จับตา 4 เซ็กเตอร์ดัน ส่วนไทย 3.7 หมื่นดอลลาร์

นายเบน คิง หัวหน้าฝ่ายธุรกิจ บริษัท กูเกิล ประเทศไทย เปิดเผยว่า กูเกิลได้ จับมือร่วมกับเทมาเสกเผยรายงานการวิจัยในหัวข้อ “e-Conomy Southeast Asia Spotlight 2017” เป็นการติดตามผลของการวิจัยในหัวข้อ “e-Conomy 2025 Southeast Asia” ที่จัดทำขึ้นในปี 2559 พบว่าภาพรวมเศรษฐกิจดิจิทัลในอาเซียนจะมีมูลค่า 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ปี 2568 ถือเป็นอัตราการเติบโตที่รวดเร็ว

ทั้งนี้ ปัจจัยที่ผลักดันให้เติบโต มาจากความจำเป็นธุรกิจต้องลงทุนโดยเฉลี่ย 4-5 หมื่นล้านดอลลาร์ โดยธุรกิจหลัก ที่เน้นการลงทุนระบบนิเวศอินเทอร์เน็ต มีด้วยกัน 4 กลุ่ม คือ 1.การลงทุนธุรกิจ อี-คอมเมิร์ซ 8.8 หมื่นล้านดอลลาร์ 2.การท่องเที่ยวออนไลน์ 6.7 หมื่นล้านดอลลาร์ 3.สื่อออนไลน์ 2 หมื่นล้านดอลลาร์ และ 4.ธุรกิจบริการรถนั่งร่วมทางเดียวกัน 1.3 หมื่นล้านดอลลาร์

นอกจากนี้ ยังพบว่าปริมาณผู้ใช้อินเทอร์เน็ตอาเซียนเพิ่มจาก 260 ล้านคนในปี 2558 เพิ่มเป็น 480 ล้านคนในปี 2563 หรือเพิ่มขึ้น 3.7 ล้านคน/เดือน เติบโต 1.8 เท่าตัว สำหรับตัวเลขผู้ใช้อินเทอร์เน็ตของไทยเพิ่มจาก 38 ล้านคนในปี 2558 เป็น 59 ล้านคนในปี 2568 หรือคิดเป็น 84% ของประชากรไทย โดยเติบโตเพิ่มขึ้น 9% ในจำนวนนี้เป็นกลุ่ม ซื้อสินค้าผ่านทางออนไลน์เข้ามาในตลาดถึง 20 ล้านคน

ขณะที่ไทยในปี 2558 มูลค่าเศรษฐกิจดิจิทัล 5,800 ล้านดอลลาร์ และเพิ่ม เป็น 1 หมื่นล้านดอลลาร์ในปี 2560 โดยในช่วง 10 ปีข้างหน้าธุรกิจจะขับเคลื่อนโครงการต่างผลักดันให้มูลค่าเศรษฐกิจดิจิทัลเพิ่มเป็น 3.7 หมื่นล้านดอลลาร์ในปี 2568 ซึ่งในช่วง 10 ปี (2558-2568) โดย 4 ธุรกิจเติบโตรวดเร็ว ได้แก่ ธุรกิจอี-คอมเมิร์ซมีมูลค่าเพิ่ม 0.9 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มเป็น 1.11 หมื่นล้านดอลลาร์ในปี 2568

นายคิง กล่าวว่า ส่วนธุรกิจอีก 3 กลุ่ม ที่เติบโตเร็วในช่วง 10 ปี คือ บริการรถนั่ง เติบโตโดยเฉลี่ย 24% สื่อออนไลน์โต 19% และธุรกิจการท่องเที่ยวออนไลน์โต 18% นอกจากนี้ยังมองว่าประชากรไทยรุ่นใหม่ที่มีรายได้มากขึ้นและมีความรู้ และความเข้าใจการใช้โทรศัพท์มือถือ จะเป็นกลุ่มผลักดันให้การเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศ ซึ่งพบว่าจำนวนผู้ใช้อินเทอร์เน็ต 45 ล้านคน มาจากการใช้งานบนโทรศัพท์แบบจ่ายรายเดือน 20 ล้านคน

อย่างไรก็ดี กูเกิลมองว่าไทยต้องคว้าโอกาสเพิ่มขีดความสามารถทางอุตสาหกรรมเทคโนโลยี ไทยเผชิญกับความท้าทายจากผู้ใช้งานและโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ระบบการชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ การขนส่ง รวมถึงความไว้วางใจของลูกค้า และการระดมทุน ซึ่งกูเกิลถือว่าเป็นเครื่องมือสำหรับให้ธุรกิจเอนเกจเมนต์ระหว่างแบรนด์กับผู้บริโภคได้เป็นอย่างดี

สำหรับในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ตลาดอาเซียนมีแบรนด์ต่างใช้กูเกิลเป็นแพลตฟอร์มสำหรับการค้นหาสินค้าเติบโต 2 เท่าตัว เพิ่มสูงมากกว่าตลาดในอเมริกา

สมาร์ทโฟนหนุน ฟังเพลงผ่านสตรีมมิ่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 23 ก.พ. 2561 เวลา 06:43 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/541491

สมาร์ทโฟนหนุน ฟังเพลงผ่านสตรีมมิ่ง

โดย…ณัฏฐ์ธยาน์ สุทธิเจริญ

ข้อมูลจากรายงานของเว็บไซต์ We Are Social ระบุว่า คนไทยใช้สมาร์ทโฟนเป็นอุปกรณ์หลักในการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตถึง 70% และใช้เวลาบนอินเทอร์เน็ตผ่านสมาร์ทโฟนเฉลี่ย 4 ชั่วโมง 14 นาที/วัน

ทั้งนี้ สมาร์ทโฟนเป็นอุปกรณ์ยอดนิยมสำหรับการฟังเพลงที่ 22% รองลงมาคือคอมพิวเตอร์ที่ 6% และแท็บเล็ต 3% สะท้อนให้เห็นว่าพฤติกรรมของคนฟังเพลงในยุคนี้ได้เปลี่ยนสู่ยุคสตรีมมิ่งแบบเต็มตัว

กฤตธี มโนลีหกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท เทนเซ็นต์ (ประเทศไทย) และ ผู้บริหาร JOOX ประเทศไทย กล่าว ว่า ตั้งแต่เปิดให้บริการจุ๊คซ์มา 2 ปีเข้าสู่ปีที่ 3 ต้องยอมรับว่าบริการของบริษัทเติบโตขึ้นเร็วมาก อาจเพราะเทรนด์การใช้สมาร์ทโฟนที่เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้การฟังเพลงสะดวกขึ้น

นอกจากนี้ ปีที่ผ่านมา จุ๊คซ์มียอดจำนวนครั้งดาวน์โหลดสูงถึง 50 ล้านครั้งแล้ว เพิ่มขึ้นสองเท่าเมื่อเทียบ กับปี 2559 และมียอดการฟังแบบ สตรีมมิ่งสูงถึง 2,000 ล้านสตรีม ชี้ให้เห็นว่าพฤติกรรมของคนรุ่นใหม่เปลี่ยนไปแล้ว

อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าภาพรวมของธุรกิจเพลงได้เปลี่ยนไปแล้ว จากการฟังผ่านเทป หรือซีดี มาเป็นการดาวน์โหลดมาเก็บไว้ในเครื่อง จนถึงการฟังเพลงแบบสตรีมมิ่ง ซึ่งไม่จำเป็นต้องดาวน์โหลดมาเก็บไว้ในเครื่อง รวมทั้งเปิดกว้างเรื่องเทรนด์การฟังเพลงใหม่ๆ ทั้งเพลงอินดี้ เพลงต่างประเทศ เพื่อให้เข้าถึงความต้องการที่แตกต่างกัน

ตัวเลขจาก IFPI บอกว่า รายได้ของอุตสาหกรรมการฟังเพลงลดลงมาเรื่อยๆ ตั้งแต่ปี 2544 ตัวเลขอยู่ที่ 2.36 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ และยังคงลดลงต่อเนื่องจนถึงปี 2559 อยู่ที่ 5,400 ล้านดอลลาร์ โดยมีตัวเลขจากการฟังเพลงแบบดิจิทัลเข้ามาแย่งส่วนแบ่ง ทำให้ขณะนี้การฟังเพลงแบบดิจิทัลตัวเลขอยู่ที่ 7,800 ล้านดอลลาร์ แซงหน้าการฟังเพลงแบบเดิม

ทั้งนี้ จุ๊คซ์มั่นใจว่าเป็นแพลตฟอร์มการฟังเพลงเบอร์ 1 ของไทย ที่มีมากที่สุดทั้งจำนวนเพลง ผู้ใช้งานและศิลปินในระบบ ซึ่งทั้งสามส่วนนี้ถือว่าเป็น ฟันเฟืองที่สำคัญที่ให้ธุรกิจนี้เติบโต และโตกว่าคู่แข่งในตลาดถึง 3 เท่าด้วยกัน

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่จุ๊คซ์จะเดินหน้าต่อในปีนี้คือ การเข้าถึงผู้ใช้งานให้มากขึ้น ทั้งการหาเพลงเข้าระบบให้มากขึ้น สร้างอีเวนต์ตามมหาวิทยาลัยและร่วมมือกับพาร์ตเนอร์แบบ O2O (ออฟไลน์สู่ออนไลน์) ในการเข้าถึงคนฟังให้มากขึ้น และเชื่อมแพลตฟอร์มที่มีในมือให้เป็นมากกว่าแค่ฟังเพลงเพียงอย่างเดียว

ทางด้านของสปอติฟายผู้ให้บริการด้านการฟังเพลงจากต่างประเทศที่เพิ่งเข้ามาทำตลาดในไทยได้เพียง 1 ปีนั้น ยังคงเดินหน้าหาเพลงไทยยอดนิยม เพื่อให้บริการแก่นักฟังเพลงอย่างต่อเนื่อง เพราะถึงแม้จะมีเพลงต่างชาติมากถึง 30 ล้านเพลง สมาชิกกว่า 70 ล้านคน ใน 61 ประเทศทั่วโลก แต่คนท้องถิ่นส่วนใหญ่ก็ยังนิยมฟังเพลงจากศิลปินในประเทศตนเองมากกว่า

ทั้งนี้ ด้วยพฤติกรรมของการฟังเพลงที่เปลี่ยนไป ผู้ให้บริการเพลงก็เปลี่ยนมือจากการผลิตแผ่นมาเป็นผลิตแพลตฟอร์มมากขึ้น สิ่งที่ต้องเร่งสร้างอย่างแน่นอนคือ สร้างจิตสำนึกให้คนเลิกซื้อและฟังเพลงเถื่อนให้ได้ เพราะนอกจากจะช่วยให้อุตสาหกรรมเพลงอยู่รอดแล้ว ยังช่วยสร้างคุณภาพของคนให้ดีขึ้นด้วย

เอไอเอสลงทุน3.8หมื่นล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 22 ก.พ. 2561 เวลา 08:22 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/541316

เอไอเอสลงทุน3.8หมื่นล้าน

“สมคิด” ชี้ไทยต้องปฏิรูปเศรษฐกิจด้วยดิจิทัลใน 3 ปีเพื่อการเติบโต เอไอเอสลงทุน 3.8 หมื่นล้านสู่ดิจิทัลแพลตฟอร์ม

นายสมชัย เลิศสุทธิวงค์ ประธาน เจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส กล่าวในงาน Digital Intelligent Nation 2018 ว่า บริษัทลงทุน 3.5-3.8 หมื่นล้านบาท ขยายเครือข่ายมือถือสู่เน็กซ์ เจเนอเรชั่น การขยายเครือข่ายรองรับไอโอที เป็นต้น ภายใต้วิสัยทัศน์การเป็นดิจิทัลแพลตฟอร์ม ฟอร์ ไทย เปิดตัว 3 แพลตฟอร์ม คือ 1.AIS IoT Alliance Program โครงการความร่วมมือสมาชิก 70 ราย พัฒนาโซลูชั่นไอโอที

ทั้งนี้ เอไอเอสได้เตรียม 2 เครือข่ายเพื่อไอโอที (Narrow Band IoT) สำหรับอุปกรณ์ที่ใช้ความเร็วไม่สูง กับไอโอที (eMTC) อุปกรณ์ที่ต้องการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงและเคลื่อนที่ เริ่มต้นทั่วกรุงเทพฯ และหัวเมืองใหญ่ 9 จังหวัด รวมไปถึงยกระดับเครือข่ายดาต้าทั่วประเทศสู่ เน็กซ์ จี เน็ตเวิร์ก รับการใช้งาน 1 กิกะไบต์ เพื่อรองรับการเกิด 5จี ในปี 2563

ขณะที่แพลตฟอร์ม 2.วิดีโอแพลต ฟอร์มกับเพลย์ 365 ที่เปิดโอกาสให้ ผู้สร้างคอนเทนต์ 365 คน นำคอนเทนต์มาไว้ที่เพลย์ 365 สร้างโอกาสในการ เข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคและรายได้ 3.วีอาร์ คอนเทนต์แพลตฟอร์ม เปิดบริการที่ เอไอเอส ไอแมกซ์ วีอาร์ และให้นักพัฒนาวีอาร์คอนเทนต์ร่วมพัฒนา

ด้าน นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งกล่าวปาฐกถาหัวข้อ Thailand’s development landscape forward ในงาน Digital Intelligent Nation 2018 ว่า ต้องการเปลี่ยนเศรษฐกิจของประเทศให้ขับเคลื่อนด้วยดิจิทัล โดยเปลี่ยนโครงสร้างทั้งหมดไปสู่ดิจิทัล เพราะปัจจุบันโครงสร้างเศรษฐกิจเริ่มเก่าไม่สามารถแข่งขันได้ ส่งผลให้การขยายตัวเศรษฐกิจไม่สามารถทะยานขึ้น

สำหรับปีนี้ สภาพัฒน์คาดการณ์ผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ (จีดีพี) เติบโต 4.1% แต่หากทำได้ตามแผน รัฐบาลลงทุนโครงการใหญ่ตามเป้าและการส่งออกขยายตัว เชื่อว่าจะโตสูงกว่า 4.1%  แต่ต้องยอมรับว่าไทยตื่นสาย เพิ่งตื่นได้ 3 ปีที่ผ่านมา และตอนนี้รัฐบาลกำลังเร่งดำเนินการให้ดิจิทัลไปสู่ทุกคนในประเทศ

“ในอีก 3 ปีนี้ข้างหน้าจะเป็นเวลาสำคัญ รัฐบาลกำลังดำเนินการและทุกภาคส่วนต้องร่วมกันเพื่อให้ได้ดิจิทัลสำหรับทุกคน โดยไทยต้องเปลี่ยนผ่านไปให้ได้ และต้องก้าวไปข้างหน้าให้ได้ เพราะโครงสร้างการผลิตไปสู่ดิจิทัล ช่วยลดต้นทุนการผลิต เพิ่มผลผลิต สร้างนวัตกรรม และสามารถค้าขายได้ทั่วโลก เติบโตเป็นทวีคูณ” นายสมคิด กล่าว

ทำร้านค้าออนไลน์ให้ปัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 21 ก.พ. 2561 เวลา 11:14 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/541087

ทำร้านค้าออนไลน์ให้ปัง

โดย…ศุภยศ ศิริจำรูญวิทย์

นอกจากการบริการทั้งก่อนและหลังให้ประทับใจลูกค้าแล้ว เรื่องของการออกแบบเว็บไซต์ให้เหมาะกับการใช้งานของลูกค้า รวมถึงธุรกิจของเราก็เป็นสิ่งที่คนเป็นเจ้าของร้านค้าออนไลน์ควรให้ความสำคัญไม่แพ้เรื่องอื่น เพราะนอกจากจะดึงดูดสร้างความประทับใจในการใช้งานให้กับลูกค้าแล้ว การออกแบบเว็บให้ดีก็สามารถช่วยยกระดับแบรนด์หรือสินค้าของเราให้ดูพรีเมียมขึ้นได้ด้วย วันนี้ผมรวบรวมหลักการที่ช่วยให้ทุกท่านดันร้านค้าออนไลน์ให้ปัง ในงบที่จำกัดมาให้ปรับใช้กันครับ

1.กำหนดเป้าหมายให้ชัดเจน

ก่อนออกแบบเว็บ เราควรกำหนดกลุ่มลูกค้าที่เราต้องการให้ชัดเจน เพื่อใช้เป็นแนวทางในการออกแบบเว็บให้ตอบโจทย์การใช้งาน รวมถึงความต้องการของกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย เพราะแต่ละช่วงอายุมีความต้องการและความสนใจที่แตกต่างกัน ดังนั้นหากเรากำหนดกลุ่มลูกค้าที่ต้องการได้อย่างชัดเจนว่าเน้นเจาะตลาดกลุ่มไหน หรือต้องการให้ลูกค้าช่วงอายุไหนเข้าร้านค้าออนไลน์ของเราบ่อยๆ ก็จะช่วยเพิ่มยอดขาย และยังช่วยควบคุมค่าใช้จ่ายในการออกแบบเว็บให้มีราคาถูกด้วย

2.เข้าใจในผลิตภัณฑ์ หรือสินค้าของตนเองให้เป๊ะ!

แน่นอนว่าเราเป็นคนขายของมีร้านค้าออนไลน์ของตนเอง ถ้าเราไม่รู้ ไม่เข้าใจ เรื่องของสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ที่ขายเป็นอย่างดี ความมั่นใจในร้านค้าออนไลน์ของเราจากลูกค้าก็คงลดหายไป นอกจากเราจะไม่สามารถบอกได้ว่าสินค้าของเราเน้นขายให้กับใคร กลุ่มไหนแล้วเป็นอย่างไรแล้ว เรื่องของการออกแบบเว็บให้สอดคล้องกับผลิตภัณฑ์หรือสินค้าเพื่อดึงดูดลูกค้าให้เข้าร้านค้าออนไลน์ของเราก็ยิ่งทำได้ยาก และถ้าจะไปจ้างคนอื่นออกแบบเว็บให้ เรื่องราคาถูกก็ยิ่งเป็นไปไม่ได้ เพราะคนออกแบบเว็บก็ต้องบวกค่าความคิดเข้าไปด้วย

3.เมื่อทุกอย่างพร้อม การออกแบบเว็บราคาถูกก็ไม่ใช่เรื่องยาก

เมื่อทุกอย่างทุกโจทย์ความต้องการมีข้อมูลพร้อม เราก็สามารถนำข้อมูลเหล่านี้มาทำการออกแบบเว็บร้านค้าออนไลน์ ด้วยงบราคาถูกได้แล้ว เพราะนอกจากจะง่ายต่อคนออกแบบเว็บแล้ว เรื่องของงบประมาณก็ไม่บานปลาย เพราะมีโจทย์ความต้องการที่แน่นอน ชัดเจนหมดแล้ว ดังนั้นความคิดที่อยากออกแบบเว็บ ร้านค้าออนไลน์ ราคาถูกจึงไม่ไกลเกินเอื้อม

เพียงเท่านี้เราก็สามารถเริ่มต้นออกแบบเว็บ ร้านค้าออนไลน์ของเราให้ปังในราคาถูกไม่บานปลายได้แล้ว ยิ่งมีข้อมูลที่ต้องการในการออกแบบเว็บมากเท่าไร นอกจากจะเป็นผลดีต่อการออกแบบเว็บร้านค้าออนไลน์ให้ออกมาดูดีแล้ว ยังช่วยให้คนออกแบบทำงานง่ายและมีผลงานที่ดีตามมาได้อีกด้วย

กล้องดิจิทัลฮึด ดึงลูกค้าจากสมาร์ทโฟน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 21 ก.พ. 2561 เวลา 06:58 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/541103

กล้องดิจิทัลฮึด ดึงลูกค้าจากสมาร์ทโฟน

โดย…ณัฏฐ์ธยาน์ สุทธิเจริญ

ภาพรวมตลาดกล้องดิจิทัลในไทยของปี 2560 ที่มีอยู่ราว 3.1 แสนตัว มูลค่าตลาด 8,600 ล้านบาท อาจเทียบไม่ได้กับมูลค่าตลาดมือถือที่ไอดีซีเคยคาดการณ์ไว้ว่ามีมูลค่ากว่า 1.81 แสนล้านบาท จำนวนเครื่องในไตรมาส 3 ของปี 2560 อยู่ที่ 22.29 ล้านเครื่อง ทำให้ฟูจิฟิล์มหวังจะขอชิงส่วนแบ่งคนชอบเซลฟี่มาให้ได้สัก 1% เท่านี้ก็สร้างโอกาสใหม่ๆ ให้กล้องดิจิทัลได้มากแล้ว

สิทธิเวช เศวตรพัชร์ ผู้จัดการฝ่ายอาวุโส ผลิตภัณฑ์กล้องดิจิทัล อิมเมจจิ้ง บริษัท ฟูจิฟิล์ม (ประเทศไทย) กล่าวว่า กลยุทธ์ที่บริษัทหวังจะช่วยฟื้นตลาดกล้องให้ดีขึ้นนั้น คือ กลุ่มคนที่ชอบถ่ายรูปด้วยมือถือและต้องการกล้องเพื่อใช้งานควบคู่กันไป ฟูจิฟิล์มไม่ได้มองว่ากล้องจะเข้าไปเป็นสินค้าทดแทน แค่อยากให้ซื้อไปใช้งานคู่กันกับมือถือที่มีอยู่เดิม

อย่างไรก็ตาม ต้องเข้าใจก่อนว่าสมาร์ทโฟนกลายเป็นสิ่งที่ทุกคนขาดไม่ได้อยู่แล้ว ซึ่งการที่บริษัทพยายามสื่อสารผ่านแบรนด์แอมบาสซาเดอร์อย่าง BNK48 ให้คนรุ่นใหม่ได้รู้ว่าสินค้าของบริษัทมีความโดดเด่นในเรื่องการถ่ายภาพแบบเซลฟี่ ซึ่งคนรุ่นใหม่ชอบการถ่ายรูปแนวนี้ และกล้องมือถือไม่ได้มีความละเอียดหรือการปรับแต่งภาพให้สมจริงได้เท่ากับกล้องจริงๆ

ทั้งนี้ ภาพรวมตลาดกล้องทั้งหมด แบ่งเป็นเซ็กเมนต์กล้องมิร์เรอร์เลส 60% หรือมูลค่ากว่า 5,100 ล้านบาท รองลงมา คือ กล้องดีเอสแอลอาร์ 31% และกล้องคอมแพกต์ 9% นั้น จะเห็นได้ว่าตัวเลขของกล้องคอมแพกต์ลดลงเรื่อยๆ เพราะสมาร์ทโฟนเข้ามาแทนที่ ส่วนกล้องดีเอสแอลอาร์ก็คงที่ ซึ่งในแง่ภาพรวมตลาดกล้อง บริษัทคาดว่า ปีนี้โตกว่า 30% บริษัทจึงจับตลาดที่ราคาแพงขึ้นและคุณภาพก็ดีกว่าเดิม

แม้ว่าฟูจิฟิล์มจะมีส่วนแบ่งตลาดกล้องมิร์เรอร์เลสถึง 34% ของปี 2560 และในปี 2561 บริษัทต้องการเพิ่มส่วนแบ่งตลาดในกลุ่มนี้เป็น 50% จึงตัดสินใจเดินหน้าส่งกล้องตระกูล X-series ตั้งแต่ระดับผู้เริ่มใช้หรือเอนทรี จนถึงโปรเฟสชั่นแนลมาเติมเต็มทุกกลุ่ม

“เราเปิดตัวกล้องรุ่น X-A5 ในราคา 21,990 บาท ถือว่าเป็นราคาที่เหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจช่วงนี้”

บริษัทมั่นใจว่าปีนี้เศรษฐกิจและการใช้จ่ายของประชาชนน่าจะดีขึ้น แม้ว่าปีที่แล้วหลายฝ่ายจะคาดการณ์ว่าการใช้จ่ายอาจจะชะลอตัว แต่สินค้าของบริษัทยังมีการเติบโตและราคาขายที่ประกาศออกมานั้นถือว่าเหมาะกับจังหวะของตลาด ลูกค้าไม่ต้องบินไปซื้อที่ญี่ปุ่น เพราะราคาขายอยู่ในระดับที่ไม่ค่อยต่างกัน

นอกจากนี้ บริษัทได้มีการทำวิจัยตลาดเกี่ยวกับพฤติกรรมการถ่ายภาพและความต้องการใช้งานกล้อง และส่งข้อมูลไปให้ฝ่ายพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ญี่ปุ่นอย่างต่อเนื่อง โดยใช้ประเทศไทยเป็นต้นแบบในการพัฒนาสินค้าของกล้องตระกูล X-A Series โดยพบว่ากลุ่มลูกค้าระดับเอนทรีนั้น คือ กลุ่มคนที่นิยมใช้สมาร์ทโฟนในการถ่ายภาพ มีอายุระหว่าง 18-29 ปี เพศหญิง มีความชื่นชอบการถ่ายภาพเซลฟี่ แต่ขณะเดียวกันก็ต้องการคุณภาพของไฟล์ภาพที่คมชัดแตกต่างจากการใช้แอพพลิเคชั่นจากกล้องมือถือ สิทธิเวช กล่าวว่า บริษัทจะใช้งบ 100 ล้านบาท ทำกิจกรรมตลอดทั้งปี เพื่อสื่อสารการตลาดทั้งออนไลน์และออฟไลน์ให้มีกระแสและสร้างการจดจำมากขึ้น ด้วยการสื่อสารผ่านแบรนด์แอมบาสเดอร์ที่กำลังโด่งดังอยู่ในขณะนี้ เพื่อช่วยส่งเสริมให้สินค้าเป็นที่รู้จักมากขึ้น

บริษัทพยายามที่จะสื่อสารตลาดให้มีการตื่นตัวอย่างต่อเนื่อง เพราะมั่นใจว่าการเป็นผู้นำในตลาดกล้อง หากไม่สร้างการรับรู้หรือเข้าถึงกระแสใหม่ๆ จะยิ่งส่งผลให้ความต้องการสินค้าลดลงและอาจจะหายไปจากธุรกิจได้ และเชื่อว่าการทำเช่นนี้ คู่แข่งก็ต้องเร่งทำตลาดมากขึ้น เมื่อมีการแข่งขันแน่นอนว่าธุรกิจย่อมไปรอด

“หากกลยุทธ์นี้สามารถดึงลูกค้ากลุ่มผู้ใช้สมาร์ทโฟนที่มีมูลค่าหลายแสนล้านบาทมาได้สัก 1% ก็เป็นโอกาสที่ธุรกิจกล้องจะอยู่รอดได้แล้ว”

ขณะที่บริษัทมีแผนจะเพิ่มทีมงานเพื่อมาเติมเต็มในส่วนของงานกิจกรรมส่งเสริมการตลาดและเวิร์กช็อปให้เยอะขึ้น เพื่อเดินหน้าตามกลยุทธ์ รวมทั้งเน้นการสื่อสารผ่านช่องทางออนไลน์เป็นหลัก เพราะคนรุ่นใหม่ไม่ค่อยนิยมดูทีวีแล้ว ทำให้บริษัทต้องเข้าถึงลูกค้ากลุ่มนี้ในช่องทางอื่นๆ ทุกช่องทาง

กระแสกล้องแม้จะไม่บูมเท่าในอดีต แต่การจับกระแสไอดอลมาช่วยฟื้นแบรนด์ ก็น่าจะเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ที่ช่วยให้ไปต่อในธุรกิจนี้ได้มากน้อยแค่ไหน งานนี้ต้องติดตามลูกฮึดเที่ยวล่าสุดของผู้เล่นหลักหรือคีย์เพลเยอร์ในวงการกล้อง

มือถือแพงหั่นราคาดันยอดในงานไทยแลนด์โมบายเอ็กซ์โป

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 20 ก.พ. 2561 เวลา 21:42 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/541014

มือถือแพงหั่นราคาดันยอดในงานไทยแลนด์โมบายเอ็กซ์โป

ไทยแลนด์โมบายเอ็กซ์โปยอดพุ่ง นักช็อปสนใจแบรนด์ดังแข่งตัดราคา กระตุ้นขายช่วงจัดงาน 4 วันสะพัด 2,000 ล้าน

นายโอภาส เฉิดพันธุ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอ็ม วิชั่น เปิดเผยว่า การจัดงานไทยแลนด์โมบาย เอ็กซ์โป 2018 ครั้งแรกของปี ภาพรวมการจัดงานในครั้งนี้ประสบความสำเร็จเกินคาด จากการที่แบรนด์ดังและโอเปอเรเตอร์ลดราคากระหน่ำ ยอดเงินสะพัดเพิ่มขึ้น 10% อยู่ที่ 2,000 ล้านบาท จากเป้าที่เคยตั้งไว้ 1,900 ล้านบาท ส่วนผู้เข้าชมงานเต็มความสามารถพื้นที่คือ 7 แสนคน

ทั้งนี้ ผู้จัดงานคาดว่าปัจจัยหลักที่ทำให้กระแสช็อปต้นปีครั้งนี้ยังมีทิศทางที่ดีมาจากสมาร์ทโฟนแบรนด์ดังหลายรุ่นวางจำหน่ายพร้อมโปรโมชั่นพิเศษ ซึ่งตรงกับความต้องการของผู้ใช้งานที่กำลังตัดสินใจที่จะเปลี่ยนมือถือใหม่พอดี รวมทั้งโซนลดราคาจากบานาน่าไอทีที่มีสินค้าหลายรุ่น ทั้งคอมพิวเตอร์ มือถือ แอ็กเซสเซอรี่ มาขายลดราคาที่งานครั้งแรกยิ่งเพิ่มความสนใจให้แก่นักช็อปชาวไทย

นอกจากนี้ โปรโมชั่นลดค่าเครื่องและแพ็กเกจค่าบริการของโอเปอเรเตอร์ทั้ง 3 ค่าย ก็เป็นปัจจัยสำคัญที่คนอยากมาย้ายค่ายและเปิดเบอร์ใหม่กันภายในงาน ทางด้าน 5 แบรนด์ดังที่ยังขายดีภายในงาน ได้แก่ แอปเปิ้ล ซัมซุง หัวเว่ย โซนี่และโนเกีย เป็นต้น

นายโอภาส กล่าวว่า ด้านพื้นที่โซนใหม่ในงานทั้ง EV Expo และ Camera Zone ก็เป็นอีกปัจจัยที่ช่วยดึงผู้เข้าชมงานได้ดี เพราะยังเป็นเรื่องใหม่ และช่วงกลางปี ผู้จัดงานวางแผนจะจัดงานแสดงรถยนต์อีวีให้แก่ผู้ที่สนใจด้วย ด้านการจัดสัมมนาเกี่ยวกับบิตคอยน์ซึ่งถือว่าเป็นการให้ข้อมูลแบบใหม่สำหรับผู้ที่กำลังสนใจกระแสบิตคอยน์และคริปโตเคอเรนซี มีผู้สนใจเข้าชมตลอดอย่างเนืองแน่น และคาดว่าในปีต่อไปจะดึงกระแสเทคโนโลยีในขณะนั้นมาให้ความรู้และดึงดูดผู้ที่สนใจอย่างต่อเนื่อง

เฟซบุ๊กเพิ่มคอมมูนิตี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 20 ก.พ. 2561 เวลา 05:55 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/540924

เฟซบุ๊กเพิ่มคอมมูนิตี้

เฟซบุ๊กเปิดเครื่องมือเพิ่ม ช่วยให้องค์กรและธุรกิจแบ่งปันข้อมูลได้สะดวกขึ้น

น.ส.อาช่า ชาร์มา หัวหน้าฝ่ายผลิตภัณฑ์เพื่อสังคมเฟซบุ๊ก เปิดเผยว่า การที่เฟซบุ๊กเปิดให้องค์กรและธุรกิจ สามารถโพสต์ในคอมมูนิตี้เฮลพ์ได้นั้น จะช่วยให้องค์กรและธุรกิจที่มีข้อมูลสำคัญแบ่งปันให้กับผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือในภาวะวิกฤตได้ง่ายขึ้น

ทั้งนี้ ในช่วงภาวะวิกฤต มักจะมี การเข้ามาใช้งานฟีเจอร์ Crisis Response บนเฟซบุ๊ก เพื่อแจ้งให้เพื่อนและครอบครัว ทราบว่าพวกเขาปลอดภัยดี รวมทั้งยังแบ่งปันเรื่องราวเพิ่มเติมเกี่ยวกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นและวิธีการที่จะช่วยให้ชุมชนฟื้นตัวหลังจากเหตุการณ์นั้นๆ เพื่อช่วยให้การส่งคำขอและมอบความช่วยเหลือในภาวะวิกฤตเป็นเรื่องง่ายขึ้น

นอกจากนี้ การโพสต์ข้อมูลบนเครื่องมือดังกล่าวอาจเกี่ยวกับการช่วยเหลือผู้คนในการค้นหาสิ่งต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการเดินทาง แบบไม่มีค่าใช้จ่าย ไปจนถึงการหาเสบียงอาหาร และการเชื่อมต่ออาสาสมัครเข้ากับองค์กรที่ต้องการความช่วยเหลือ เป็นต้น โดยฟีเจอร์ดังกล่าวได้เริ่มต้นให้บริการในหลากหลาย เพจองค์กรและธุรกิจ เช่น ไดเร็คท์ รีลีฟ ลิฟท์ (Direct Relief Lyft) อินเตอร์เนชันแนล เมดิคัล คอร์ปส์ (International Medical Corps) และ เซฟ เดอะ ชิลเดรน (Save the Children) เป็นต้น รวมทั้งมีแผนเพิ่มการบริการไปยังเพจอื่นๆ เพิ่มเติมด้วย

อย่างไรก็ตาม การที่ผู้คนได้มีส่วนร่วม ในฟีเจอร์ดังกล่าวกว่า 7.5 แสนครั้ง น่าจะแสดงให้เห็นว่าเครื่องมือดังกล่าวสามารถช่วยลดความวิตกกังวลของ ผู้รอดชีวิตจากภัยพิบัติรูปแบบต่างๆ ได้

“ตุ๊กตุ๊กพาส” จุดพลุท่องเที่ยวสู้ต่างชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 19 ก.พ. 2561 เวลา 21:15 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/540915

"ตุ๊กตุ๊กพาส" จุดพลุท่องเที่ยวสู้ต่างชาติ

โดย…ณัฏฐ์ธยาน์ สุทธิเจริญ

เรื่องของการท่องเที่ยวที่นักท่องเที่ยวเดินทางเข้าไทย หรือคนไทยที่เดินทางออกนอกประเทศมีจำนวนมากขึ้น การหาเครื่องมือในการค้นหาข้อมูลเพื่อท่องเที่ยวแบบครบวงจรนั้นอาจมีไม่มากนักและยังเป็นผู้ให้บริการต่างชาติ ซึ่งในอนาคตอีก 5 ปีจะมีคนมาเที่ยวไทยกว่า 500 ล้านคนแต่รายได้กลับไม่เข้าประเทศได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย

ปรางพิสุทธิ์ แดงเดช ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทตุ๊กตุ๊กพาส กล่าวว่า การสร้างแพลตฟอร์มด้านการท่องเที่ยวอย่างตุ๊กตุ๊กพาสขึ้นมานั้น จะช่วยให้นักท่องเที่ยวเข้าถึงบริการท่องเที่ยวผ่านแพลตฟอร์มเดียวโดยไม่ต้องโหลดหลายแอพ ผ่าน 3 บริการ คือ บล็อกเชนคีออสก์ เว็บไซต์ และแอพพลิเคชั่น

ทั้งนี้ การระดมทุนของบริษัทจะเป็นรูปแบบการเสนอขายไอซีโอมูลค่ากว่า 700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อให้บริการใน 100 เมืองท่องเที่ยวระดับโลก ผ่านการเสนอขายเหรียญ TTP-A จำนวน 10 รอบ รอบละ 70 ล้านโทเคน ซึ่งการขายรอบแรกจะเริ่มในวันที่ 19 ก.พ.นี้

การทำตุ๊กตุ๊กพาส ถือว่าเป็นโอทีเอบิซิเนสของไทยเป็นครั้งแรก เพราะหวังสู้กับชาวต่างชาติที่แย่งส่วนแบ่งรายได้การท่องเที่ยวจากการเข้าใช้แพลตฟอร์ม ดังนั้นการทำธุรกิจนี้ให้สำเร็จจะช่วยสร้างโอกาสอีกมากของการท่องเที่ยวในประเทศไทย

ที่มาของคำว่า ตุ๊กตุ๊กพาสนั้น มาจากรถตุ๊กตุ๊กที่เป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งของประเทศไทย และคำว่า “ตุ๊กตุ๊ก” ในสำเนียงภาษาอังกฤษที่ออกเสียงว่า “ทุกทุก”ให้ความหมายในภาษาไทยเช่นเดียวกับคำว่า “ทุกสิ่งทุกอย่าง” ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงเป้าหมายในการเป็นพาสของทุกอย่าง จึงเป็นที่มาของชื่อแพลตฟอร์ม ตุ๊กตุ๊กพาส ที่ครอบคลุมบริการทุกอย่างสำหรับการท่องเที่ยว

ทั้งนี้ นักท่องเที่ยวและผู้ให้บริการต่างจะได้รับประโยชน์จากชุมชนการท่องเที่ยวทั่วโลก เช่น นักท่องเที่ยวที่เขียนรีวิวที่เป็นประโยชน์ต่อนักเดินทางคนอื่นๆ ก็จะได้รับคะแนนที่สามารถนำไปใช้เพื่อแลกรับสินค้าและบริการการท่องเที่ยวสำหรับการเดินทางครั้งต่อไป

ผู้ให้บริการที่มีคุณภาพก็จะได้คะแนนจากผู้ใช้งานและโอกาสในการเข้าถึงลูกค้ามากขึ้น และด้วยเทคโนโลยีบล็อกเชนจะทำให้ระบบการจองและการชำระเงินผ่านแพลตฟอร์มตุ๊กตุ๊กพาส ทั้ง 3 รูปแบบ คือ บล็อกเชนคีออสก์ เว็บไซต์ และแอพพลิเคชั่น เป็นระบบการกระจายจากจุดศูนย์กลาง (Decentralized) ที่มีความถูกต้อง รวดเร็ว อีกทั้งยังรองรับการชำระเงินดิจิทัล (Cryptocurrency) และในรูปแบบเหรียญ (Token) สกุลต่างๆ ในอนาคตอีกด้วย

นอกจากนี้ บริษัทได้วางเป้าหมายที่จะเข้าถึงผู้ใช้งานด้วยกลยุทธ์ การโฆษณา ณ จุดขายในเมืองท่องเที่ยวอันดับต้นๆ 100 เมืองทั่วโลกเปิดตัวแพลตฟอร์มการท่องเที่ยวแบบครบวงจร ด้วยบล็อกเชนคีออสก์ซึ่งเป็นทั้งสื่อโฆษณาและจุดขายบริเวณล็อบบี้ของ 1 แสนโรงแรมชั้นนำใน 100 เมืองท่องเที่ยวระดับโลก ที่มีนักท่องเที่ยวรวมมากถึง 555 ล้านคน คิดเป็น 45% ของจำนวนนักเดินทางทั่วโลกตั้งเป้าสร้างกําไร 486 ล้านดอลลาร์/ปี ภายในระยะเวลา 5 ปี

ทั้งนี้ นอกจากผู้ลงทุนจะได้รับ Token TTP-A ที่สามารถซื้อขายได้ตามราคาตลาดแล้ว ผู้ถือ Token TTP-A จะได้รับผลตอบแทนเป็นค่าประมวลผลเน็ตเวิร์กที่เกิดจากธุรกิจบนแพลตฟอร์มของตุ๊กตุ๊กพาส ซึ่งจะจัดสรรให้ทุกไตรมาส 4 ของทุกปี โดยผู้ลงทุนจะได้รับเป็น TTP-C (COIN) ซึ่งเป็นเหรียญที่สามารถนำมาใช้จ่ายในแพลตฟอร์มตุ๊กตุ๊กพาส เพื่อให้นักท่องเที่ยวใช้ชำระสินค้าหรือบริการต่างๆ ได้ทั่วโลก ลดปัญหาเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ

‘ทุ่นเตือนภัยร่องน้ำและแนวปะการัง’ นวัตกรรมเพื่อความปลอดภัยในชุมชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 17 ก.พ. 2561 เวลา 13:02 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/540615

'ทุ่นเตือนภัยร่องน้ำและแนวปะการัง' นวัตกรรมเพื่อความปลอดภัยในชุมชน

โดย วราภรณ์

อุบัติเหตุและอุบัติภัย นับเป็นหนึ่งในประเด็นปัญหาที่รัฐบาลให้ความสำคัญ และพยายามปรับปรุงแก้ไขอย่างต่อเนื่อง

ด้วยเหตุนี้ โครงการ Chevron Enjoy Science : สนุกวิทย์ พลังคิด เพื่ออนาคต นำโดย บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต ร่วมกับ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) และสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) กระทรวงศึกษาธิการ จัดงาน “Enjoy Science : Young Makers Contest ปี 2”

เชิญชวน “เมกเกอร์” (Makers) หรือนักสร้างสรรค์นวัตกรรมรุ่นใหม่ ในระดับนักเรียน-นักศึกษาทั้งสายสามัญและอาชีวศึกษา เข้าร่วมการประกวดในหัวข้อ “สิ่งประดิษฐ์เพื่อเสริมสร้างความปลอดภัยในชุมชน” เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างสรรค์สังคม

ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กล่าวว่า การประกวดครั้งนี้เพื่อส่งเสริมให้เยาวชนคิดค้นสิ่งประดิษฐ์เพื่อสร้างประโยชน์ให้กับสังคม และสร้างความสนใจให้กับเยาวชนในการศึกษาต่อและประกอบอาชีพในสาขาสะเต็ม อันเป็นรากฐานสำคัญของการผลักดันประเทศไทยสู่ “เมกเกอร์ เนชั่น” ที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม ตามยุทธศาสตร์ประเทศไทย 4.0 ของรัฐบาล เพราะเมกเกอร์มีบทบาทสำคัญยิ่งในการคิดค้นนวัตกรรมและผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่ช่วยเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจได้อย่างมหาศาล

 สำหรับผลงานที่ได้รับรางวัลชนะเลิศในระดับนักเรียนนักศึกษาสายสามัญ ได้แก่ ผลงาน “BCC E-TM (Bangkok Christian College Electronic Traffic Management)” โดยนักเรียนจากโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย ส่วนผลงานที่ได้รับรางวัลชนะเลิศสายอาชีพ ได้แก่ ผลงาน “ทุ่นเตือนภัยร่องน้ำและแนวปะการัง” โดยนักศึกษาจากวิทยาลัยเทคนิคสุราษฎร์ธานี ซึ่งนักเรียน-นักศึกษาเจ้าของผลงานชนะเลิศแต่ละประเภท ได้รับทุนการศึกษาและทริปร่วมงาน Maker Faire Bay Area มหกรรมแสดงผลงานของเมกเกอร์ระดับโลกที่เมืองซานฟรานซิสโก สหรัฐอเมริกา รวมมูลค่ากว่า 5 แสนบาท

ด้าน เตมีย์ เนตรพุกกณะ อายุ 21 ปี และ วีระพล บุญจันทร์ นักนักศึกษาชั้น ปวส.2 แผนกวิชาช่างอิเล็กทรอนิกส์ วิทยาลัยเทคนิคสุราษฎร์ธานี ผู้ชนะเลิศสายอาชีวศึกษา กล่าวถึงแรงบันดาลใจในการออกแบบทุ่นเตือนภัยร่องน้ำและแนวปะการัง เกิดจากด้วยญาติของเขาทำอาชีพประมง ซึ่งเขาก็ไปมาหาสู่อยู่เป็นประจำ เขาและเพื่อนจึงเล็งเห็นว่า ทุ่นทะเลแบบเดิมสามารถใช้ได้เพียงตอนกลางวัน ทำให้บางครั้งเกิดอุบัติเหตุในตอนกลางคืน เป็นปัญหาที่ควรได้รับการแก้ไข

เขากับเพื่อนจึงพัฒนาผลงาน “ทุ่นเตือนภัยร่องน้ำและแนวปะการัง” ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่พัฒนามาจากงานของรุ่นพี่ กลายเป็นทุ่นที่มีแสงไฟ สามารถใช้คลื่นที่มีอยู่แล้วในทะเลมาทำให้เจเนอเรเตอร์ (มอเตอร์ของเครื่องซักผ้าขนาดใหญ่) เกิดการหมุนและผลิตเป็นพลังงานสำหรับแสงไฟตอนกลางคืนได้

“วัสดุอุปกรณ์ที่พวกผมใช้ประกอบขึ้นมา ได้แก่ สเตนเลสแบบบาง เคลือบด้วยไฟเบอร์กลาสทาด้วยสีทาเรือ ข้างในเป็นเจเนอเรเตอร์ เวลาคิดค้นชิ้นงานนี้ประมาณ 3 เดือน เป็นการพัฒนางานของรุ่นพี่ที่คณะคิดไว้แล้วเรามาต่อยอด รุ่นพี่คิดเป็นทรงกลม เล็กกว่านี้และผลิตไฟได้น้อยกว่า หลักการทำงานต่างกัน

 เดิมเขาทำงานเหมือนมอเตอร์ปั่นไฟขนาดเล็ก ข้างในใช้สลิงดึงตุ้มถ่วงไว้ในทะเล เวลาที่มีคลื่นรอกจะดึงตุ้มลง จนเกิดการปั่นกลายเป็นพลังงาน แต่ขณะที่รอกดึงกลับพลังงานจะไม่เกิด ผมกับเพื่อนจึงพัฒนาเปลี่ยนกลไกจากใช้รอก มาเป็นปีกพยุงตัวทุ่น ปีกจะมีข้อต่อจากกลไกเรียกว่าฟันเฟืองสเตอร์ทดรอก สเตอร์ทดรอกมี 2 ชุด เอาไปติดกับปีกข้างละชุดเพื่อที่ว่าเวลาคลื่นมากระทบปีก สเตอร์จะไปหมุนเจเนอเรเตอร์ให้หมุนปั่นผลิตกระแสไฟฟ้า ทำให้กำลังไฟฟ้าแรง และทั้งสองข้างแยกการทำงานอย่างอิสระทำให้เกิดกระแสไฟฟ้าได้ไม่ว่าข้างใดข้างหนึ่งเกิดการกระทบกับคลื่นก็ตาม

ที่สำคัญคือในตัวทุ่นมีระบบจีพีเอสระบุตำแหน่งของทุ่น ช่วยเรือลำใหญ่ๆ เขาจะเห็นทุ่นได้จากจอในเรือ หน้าจอในเรือจะสามารถจับสัญญาณจีพีเอสได้ ทำให้ไม่เกิดอุบัติเหตุ

นอกจากนี้ ยังมีตัวช่วยการทำงานของยามชายฝั่ง ตรงที่ว่าทุ่นเราติดอัลตราโซนิคตรวจสอบการเคลื่อนไหวของวัตถุที่เข้าใกล้ทุ่น เช่น เรือ ยามชายฝั่งจะรู้ เพราะระบบจะตรวจจับมีวัตถุเข้ามาใกล้ทุ่นมากเกินไป ซึ่งทุ่นจะวางใกล้ๆ กับหินโสโครกยามชายฝั่งจะได้เตือนเรือลำนั้นได้ อาจวิทยุบอกไปว่าให้เปลี่ยนเส้นทางการเดินเรือ หรือไม่ก็อาจส่งหน่วยออกไปสกัดไว้ ก็จะช่วยลดอุบัติเหตุสำหรับชาวประมงและผู้สัญจรทางน้ำได้” เตมีย์เล่า และบอกต่ออีกว่า เขาคาดหวังว่าสิ่งประดิษฐ์ชิ้นนี้จะช่วยชาวประมงด้านความปลอดภัยในการใช้เรือสัญจรทางน้ำ เพราะจะช่วยลดการเกิดอุบัติเหตุได้

ไทยแลนด์โมบายฯ ปรับกลยุทธ์ดึงคน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 16 ก.พ. 2561 เวลา 06:12 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/it/540475

ไทยแลนด์โมบายฯ ปรับกลยุทธ์ดึงคน

โดย…ณัฏฐ์ธยาน์ สุทธิเจริญ

ในยุคที่สมาร์ทโฟนยังไม่มีเรื่องเทคโนโลยีใหม่ที่น่าสนใจ ทำให้ผู้ใช้งานที่ไม่ได้เจอจังหวะต้องเปลี่ยนเครื่อง ก็อาจจะไม่ได้ต้องการซื้อเครื่องใหม่ในช่วงต้นปีที่ต้องมีรายจ่ายมากมายก็เป็นได้ โดยข้อมูลจากไอดีซีระบุพฤติกรรมการเปลี่ยนเครื่องของผู้ใช้งานมือถือไว้ว่า ความต้องการเปลี่ยนเครื่องใหม่จากเดิม 1-2 ปี มาเป็น 3-4 ปี ทำให้ราคาเครื่องเฉลี่ยจะสูงขึ้นเป็น 8,000-1.2 หมื่นบาท จากเดิมอยู่ที่ประมาณ 7,000 บาท

โอภาส เฉิดพันธุ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอ็มวิชั่น เปิดเผยว่า การจัดงานไทยแลนด์ โมบายล์ เอ็กซ์โป 2018 ครั้งนี้ บริษัทนำเทรนด์มาจากงาน CES 2018 เมื่อต้นปีที่ผ่านมา ซึ่งมีการแสดงสินค้าเทคโนโลยีเกี่ยวกับอุปกรณ์ไอโอที แมชีนเลิร์นนิ่ง และรถยนต์ไฟฟ้า มาเป็นกลยุทธ์ในการจัดแสดงภายในงานมากขึ้น

ทั้งนี้ พฤติกรรมของลูกค้าที่จะเปลี่ยนเครื่องใหม่ก็มีความต้องการช้าลง และเท่าที่ดูจากหลายแบรนด์ในตลาดก็ยังไม่มีเครื่องที่สเปกโดดเด่นจนผู้บริโภคต้องมาต่อแถวเพื่อเปลี่ยนเครื่อง ซึ่งโอเปอเรเตอร์มีการแข่งขันเรื่องโปรโมชั่นอย่างดุเดือด ทำให้ลูกค้าน่าจะเข้ามาเดินภายในงาน เพื่อหา โปรโมชั่นและของแถมที่น่าสนใจ ซึ่งบริษัทตั้งเป้าเงินสะพัดในงาน 1,900 ล้านบาท ผู้มาเข้าร่วมงาน 7 แสนราย

นอกจากนี้ การจัดงานจึงต้องปรับตัวเพื่อรับเทรนด์ที่เปลี่ยนไป โดยนอกจากโซนที่ให้ข้อมูลและขายรถยนต์ไฟฟ้าและสินค้าไอโอทีแล้ว ต่อไปจะมีโซนที่เรียกว่า Update Trend ซึ่งจะเป็นการเช็ก กระแสของเทคโนโลยีในขณะนั้นว่ามีอะไรโดดเด่นจะนำมารวบรวมไว้ในงานและจะมีโซนดังกล่าวทุกครั้งในการจัดงาน

“ถ้าตลาดมือถือไม่ปรับตัวนำเทคโนโลยีใหม่มาจุดกระแสว้าวในตลาด เราในฐานะผู้จัดงานก็ต้องหากลยุทธ์ที่ดึงดูดให้คนมาเดินงาน ซึ่งหวังว่าในงานช่วงกลางและปลายปีจะมีการเปลี่ยนอะไรใหม่ๆ ให้ดีขึ้น” โอภาส กล่าว

อย่างไรก็ตาม บริษัทมองว่าการปรับตัวของแบรนด์มือถือต่อจากนี้ นอกจากนวัตกรรมแล้วก็คือเรื่องของการปรับกลยุทธ์การเปิดสาขาที่การลงทุนเองอาจไม่คุ้มค่า หรือการขายออนไลน์ก็อาจไม่ใช่เรื่องที่เหมาะสมแล้ว

ด้าน วิชัย พรพระตั้ง รองประธานองค์กร ธุรกิจโทรคมนาคมและไอที บริษัท ไทยซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ กล่าวว่า บริษัทยังเชื่อว่าลูกค้ามีความต้องการสินค้าเรื่องของนวัตกรรมเป็นหลัก ซัมซุงยังคงเป็นผู้ผลิตสินค้าที่เกี่ยวกับความล้ำหน้าใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง สำหรับงานไทยแลนด์ โมบาย เอ็กซ์โป 2018 ปีนี้ จึงยังคงนำทัพสินค้ารุ่นใหม่ทั้งกาแล็คซี่ เอ 8/เอ 8 พลัส ที่มีฟีเจอร์ตามไลฟ์สไตล์มาวางขายต่อเนื่อง

โรจน์ เดโชดมพันธ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ธุรกิจโพสต์เพด กลุ่มงานพาณิชย์ บริษัท โทเทิล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น หรือดีแทค กล่าวว่า ดีแทคมีการจัดโปรโมชั่นเกี่ยวกับซิมรายเดือนให้ดีขึ้นหลากหลายและตอบโจทย์ผู้บริโภคในแต่ละกลุ่ม ภายในงานก็ได้จัดแพ็กเกจ ลดค่าเครื่องสำหรับคนที่มาเปิดเบอร์ภายในงาน เช่น ไอโฟน X ลดสูงสุด 1.15 หมื่นบาท ลดราคาแพ็กเกจสำหรับลูกค้าที่เปิดเบอร์ใหม่ เป็นต้น

แค่เริ่มต้นปีทุกค่ายก็ดูจะต้องเร่งสู้กันให้หนัก เพราะคนกลางอย่างผู้จัดงานยังบอกว่าเหนื่อย เนื่องจากต้องหาโอกาสใหม่เพื่อดึงคนเข้างาน แต่กำลังซื้อของผู้บริโภคจะเป็นอย่างไร ต้องรอดูว่าจะมีเทรนด์การเปลี่ยนเครื่องมากขึ้นหรือไม่