ศิลปะ อาหาร และโรงละคร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 กันยายน 2560 เวลา 11:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/restaurant/513660

ศิลปะ อาหาร และโรงละคร

ดุ๊ก คอนเทมโพรารี อาร์ต สเปซ เป็นส่วนหนึ่งของ เกษร ฟู้ด วิลเลจ ตามความตั้งใจที่จะเติมเต็มการใช้ชีวิตแบบเออร์บันที่เปี่ยมด้วยแพชชั่น เพื่อมอบประสบการณ์กินดื่มที่มีสีสัน สำหรับ ดุ๊ก คอนเทมโพรารี อาร์ต สเปซ เป็นวิสกี้บาร์ที่ให้กรุ่นกลิ่นอายศิลปะ ด้วยมีงานศิลป์ตกแต่งพื้นที่ ทั้งยังมีส่วนที่ทำเป็นแกลเลอรี่สำหรับแสดงนิทรรศการศิลปะหมุนเวียน ทุกๆ 1 เดือนจะมีงานศิลปะชุดใหม่ๆ มาให้ได้ชม ที่นี่เป็นพื้นที่นัดพบสังสรรค์ กินดื่ม รายล้อมด้วยศิลปะ เป็นร้านของกลุ่มนักธุรกิจรุ่นใหม่ หนึ่งในนั้นคือผู้ดูแลกลุ่มธุรกิจร้านอาหารในเครือวอเทอร์ไลบรารี ในส่วนของงานศิลป์ก็ได้บรรณาธิการของนิตยสารศิลปะมาช่วยคัดสรรผลงานศิลปะรูปแบบต่างๆ จัดแสดงภายในพื้นที่ด้วยตนเอง

ด้วยอาหารมื้อนั้นทำให้เราเข้าใจคำพูดที่ว่า “อาหาร คือ ศิลปะ ซึ่งทำให้เราอิ่มตาอิ่มใจ และอิ่มท้อง” ได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น ไม่เพียงเท่านั้นการได้กินดื่มในบรรยากาศที่แวดล้อมด้วยศิลปะที่งดงาม ณ “ดุ๊ก คอนเทมโพรารี อาร์ต สเปซ” ก็ช่วยเปิดประสบการณ์และสร้างความประทับใจอย่างมาก

 

 

 

ระหว่างนี้มีนิทรรศการ “ครู” โดย ยุทธนา พงศ์ผาสุก และนภัทร นานาชิน จัดแสดงไปจนถึงวันที่ 28 ก.ย. ขณะที่ภายในบริเวณร้านยังติดตั้งผลงานศิลปะอีกหลากหลายชิ้น เช่น ประติมากรรมไฟเบอร์กลาสสูงกว่า 300 ซม. ของ สุธี คุณาวิชยานนท์ ในชื่อว่า “ทหาร (เอกราช)” เพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงการปกครองสู่ระบอบประชาธิปไตย ในยุคที่ทหารเริ่มเข้ามามีบทบาททางการเมือง โดยนำคำทั้งหมด 6 คำจากหลัก 6 ประการโดยคณะราษฎรมาใช้เป็นแนวความคิดหลักในการสร้างผลงาน ซึ่งมีอยู่ทั้งหมด 6 ตัวด้วยกัน นอกจากนี้ภายในยังตกแต่งด้วยงานศิลปะหลากหลายรูปแบบกระจายตัวกลมกลืนเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่ ในห้องซิการ์เลานจ์มีภาพวาดของ อลงกรณ์ หล่อวัฒนา รวมทั้งงานชื่อ Light Art โดย กฤช งามสม งานวิดีโออาร์ตของสาครินทร์ เครืออ่อน ฯลฯ ให้ได้ดื่มด่ำ

พื้นที่ของร้านสามารถจัดกิจกรรม ประชุม งานเลี้ยงส่วนตัว ฯลฯ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาทางดุ๊ก คอนเทมโพรารี อาร์ต สเปซ ก็จัดให้มีงานเชฟส์เทเบิ้ล ซึ่งนับเป็นงานแรกของทางเกษร วิลเลจ โดยธีมของการจัดงานนั้นก็เข้ากับคอนเซ็ปต์ของพื้นที่อย่างยิ่ง ใช้ชื่องานว่า “Gaysorn Village Chef’s Table X Pinto New York” ซึ่งลูกค้าผู้ชื่นชอบรับประทานอาหารอร่อยก็จองที่นั่งมาจนเต็มทั้ง 3 รอบ

 

 

 

“ร้านอาหารเปรียบเสมือนโรงละครเล็กๆ ที่ผมจะใช้สร้างสรรค์โชว์…” เชฟโย-ธีรวงค์ นันทวัฒน์ศิริ เจ้าของร้าน ปิ่นโต จากนิวยอร์ก ผู้มาเปิดประสบการณ์การดื่มกินครั้งนี้กล่าว สำหรับเชฟโยเขาเป็นผู้ที่สนใจและหลงใหลในศิลปะละครเวทีก่อนจะกลายเป็นเชฟ และในค่ำคืนนั้นเขาก็ได้นำสองสิ่งคือ ละครเวทีและอาหารมาผสมผสานกัน เชฟหนุ่มยังบอกอีกว่า สูตรอาหารนั้นก็เหมือนกับบทละคร ส่วนการคัดเลือกนักแสดงก็เปรียบเหมือนกับการสรรหาวัตถุดิบส่วนผสมมาปรุงแต่ละเมนูนั่นเอง

อาหารทั้ง 8 คอร์สที่เชฟโยสร้างสรรค์โดยได้รับแรงบันดาลใจมาจาก 8 ย่านในมหานครนิวยอร์ก เริ่มต้นที่เขต โคลัมบัส เซอร์เคิล ซึ่งเป็นย่านที่ร้านปิ่นโตตั้งอยู่กับ Salmon Cornet มูสแซลมอนรมควันผสมผสานกับสมุนไพรไทย เสิร์ฟในโคนทำมือ เป็นอาหารที่เชฟโยพัฒนามาจากอาหารของเพอเซในนิวยอร์ก ซึ่งเป็นร้านของอาจารย์ของเขา จานนี้เสิร์ฟกับค็อกเทลชื่อไทยสบาย

 

 

 

แล้วไปต่อกันที่ อัปเปอร์ อีสต์ ไซด์-Caviar Coconut Sabayon อาหารสำหรับย่านไฮโซอย่างนี้ก็ต้องมีคาเวียร์ ซึ่งไปกันได้ดีกับความกลมกล่อมนวลเนียนนุ่มของมะพร้าวและกะทิ มาถึงย่านการเงินอย่างวอลสตรีท เชฟโยนำเสนอรสชาติเข้มข้นของ Tartar ซึ่งปรุงจากเนื้อแดงของทูน่า คลุกเคล้าสมุนไพรไทย พร้อมด้วยเดรสซิ่งที่มีน้ำมะนาวเป็นส่วนผสม ทั้งยังมีข้าวคั่วและไข่นกกระทาดิบ ชิมแล้วทุกคนก็เงยหน้ามองกันแล้วบอก “ลาบ… นี่นา”

เข้าสู่เขตบรูกลินก็มี Lobster Roll ขนมปังบริยอชมีไส้เป็นล็อบสเตอร์ต้มน้ำและข้าวโพดปิ้ง ล็อบสเตอร์โรลเป็นคอมฟอร์ตฟู้ดของนิวยอร์ก ซึ่งเชฟโยอยากนำมาเสิร์ฟในกรุงเทพฯ ขณะที่อีสต์ วิลเลจ มากับ Uni and Truffle เป็นข้าวริซอตโตเสิร์ฟกับอุนิ หรือไข่หอยเม่นสดและทรัฟเฟิล จานนี้มีกลิ่นอายญี่ปุ่น เพราะอีสต์ วิลเลจ นี้เป็นย่านของคนหนุ่มสาวหลากหลายเชื้อชาติโดยเฉพาะชาวญี่ปุ่น

จากนั้นจึงเข้าสู่โซโห ย่านศิลปินที่อยู่ติดกับไชน่าทาวน์ เชฟจึงผสมผสาน 2 วัฒนธรรมก่อนนำเสิร์ฟ Smoked Thai Tea Duck Breast ซึ่งก็คืออกเป็ดรมควันชาไทยราดซอสสไปซี่โทเมโทและผักสด ซึ่งเชฟหิ้วมาเองจากนิวยอร์ก ส่วนแฟลตไอออน หรือ โลเวอร์ อีสต์ ไซด์ เป็นชีสแบบแฮนด์เมดจากร้านดังในแฟลตไอออน แมนฮัตตัน เสิร์ฟคู่กับผลไม้ไทย ปิดท้ายที่ย่านฮิปสำหรับการปาร์ตี้และเฉลิมฉลอง คือ มีตแพ็กกิ้ง ดิสทริค มากับของหวาน Sala Gin Tonic Tart ทาร์ตผลไม้ไทยและยิน

 

 

 

อาหารทั้ง 8 จานแพร์ริ่งกับไวน์และค็อกเทล ระหว่างรับประทานก็มีแสง สี เสียง และการแสดงจากแดนเซอร์มืออาชีพ โดย ครูอู๋-เปรมจิตต์ อำนรรฆมณี นับเป็นมื้ออาหารที่เปี่ยมไปด้วยศิลปะ ทำให้เราอิ่มตา อิ่มใจ และอิ่มท้องได้จริงๆ

ใครติดใจอาหารของเชฟโยก็สามารถตามไปชิมได้ที่นิวยอร์ก ปิ่นโตเป็นร้านอาหารไทยร่วมสมัยที่เชฟโยเน้นในเรื่องการใช้วัตถุดิบท้องถิ่นเพื่อปรุงอาหารตามสูตรดั้งเดิม เพิ่มเติมคือ “Twist” หรือ “บิด” บางอย่าง บางจานนั้นมองดูอาจจะไม่เห็นว่าเป็นอาหารไทยตรงไหน แต่พอได้ชิมแล้วก็พบว่านี่ไงไทยจริงๆ ปิ่นโตมี 2 สาขาที่นิวยอร์ก ใครอยากลองไปชิมที่ร้านก็หาข้อมูลได้ ที่ pintonyc.com หรือจะจองโต๊ะผ่านทางเกษร วิลเลจ โทร. 02-656-1149 ก็ได้ หรืออยากจะไปสัมผัสกับบรรยากาศวิสกี้บาร์กรุ่นกลิ่นงานศิลป์ก็แวะไปที่ ดุ๊ก คอนเทมโพรารี อาร์ต สเปซ ซึ่งตั้งอยู่บริเวณชั้น 1 ของเกษร วิลเลจ facebook.com/duke.gaysorn หรือโทร. 09-4647-8888

หลังจากงานเชฟส์เทเบิ้ลครั้งนี้แล้ว ดุ๊ก คอนเทมโพรารี อาร์ต สเปซ ยังคงมีศิลปะ อาหาร เครื่องดื่ม และอื่นๆ ให้ได้ลิ้มชิมรสชาติเป็นการเปิดประสบการณ์หลากหลายด้านพร้อมกันในสถานที่เดียว หลายคนที่เคยไปเยือนดุ๊กมาแล้ว ต่างก็บอกว่าไปมากี่ครั้งก็ให้ความรู้สึกและอารมณ์ที่แตกต่างกันออกไป

 

บัวริมแม่น้ำ ตำนานความอร่อยกว่า 3 ทศวรรษ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 กันยายน 2560 เวลา 11:00 น. …. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/restaurant/513655

บัวริมแม่น้ำ ตำนานความอร่อยกว่า 3 ทศวรรษ

บัวริมแม่น้ำ ร้านอาหารไทย-จีน ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ถนนพระราม 3 ยังคงความอร่อยและบรรยากาศตราตรึงใจลูกค้ามานาน 30 กว่าปีตั้งแต่ปี 2529 จนบางคนถึงกับรำลึกอดีตถึงสมัยเด็กๆ คุณพ่อคุณแม่มากินที่ร้านนี้ ตอนนั้นยังต้องเดินบนสะพานไม้ชมวิวคล้ายๆ ป่าชายเลนเข้ามายังเรือนไม้ริมน้ำ ใช่แล้ว…สมัยนั้นร้านบัวริมแม่น้ำฮอตมาก ลูกค้าเนืองแน่นและเป็นแบบนี้มาจนถึงวันนี้

ปัจจุบันบัวริมแม่น้ำได้ย้ายจากที่ตั้งเดิมมาอยู่ที่ชั้นจี ของตึกเอสวี ซิตี้ ถนนพระราม 3 (ติดกับร้านเดิม) ยังคงอยู่ติดริมแม่น้ำ และบรรยากาศในยามค่ำคืนแสนโรแมนติกท่ามกลางแสงสีสองฝั่งเจ้าพระยา รวมทั้งในลำน้ำก็มีแสงสีจากเรือใหญ่น้อยแล่นผ่านไปมามองแล้วเพลิน ครั้นมองไปที่สะพานภูมิพลแสงไฟสะพานทำให้เห็นความอลังการของสะพานจนต้องอดเก็บภาพสวยๆ ไม่ได้

 

นอกจากความอร่อยที่เป็นจุดขายของร้านแล้ว บรรยากาศริมแม่น้ำที่ทั้งวิวสวยและอากาศเย็นสบายในยามค่ำคืนนี่แหละถือเป็นจุดเด่นที่ดึงดูดลูกค้า หากใครไปร้านในช่วงกลางวันแล้วเดินไปโซนริมน้ำจะเห็นโต๊ะอาหารที่ตั้งอยู่ส่วนใหญ่ถูกจับจองโดยมีชื่อและเบอร์โทรผู้จองติดอยู่ที่โต๊ะ บ่งบอกว่าลูกค้าชื่นชอบบรรยากาศร้านแค่ไหน

“ร้านเปิด 10 โมงไปจนถึง 4 ทุ่ม ช่วงกลางวันจะเป็นห้องแอร์เย็นสบาย พอตกเย็น 4 โมงเป็นต้นไปก็จะเปิดโซนเอาต์ดอร์ริมน้ำ

ลูกค้าที่มาตอนเย็นมักมานั่งตรงส่วนนี้ ส่วนใหญ่จะจองโต๊ะล่วงหน้าเพราะกลัวที่นั่งเต็ม และวันศุกร์เป็นวันที่ลูกค้าจองเข้ามาเยอะสุด” คุณากร เม็ดไธสง ผู้จัดการร้านให้ข้อมูล

 

สำหรับอาหารของร้าน ไม่เพียงถูกปากคนไทย แต่ยังเป็นที่ชื่นชอบของชาวต่างชาติด้วย โดยเมนูที่ขึ้นชื่อของร้านมีหลายเมนู ที่นำเสนอวันนี้ก็มี “ซี่โครงหมูรมควัน” ซี่โครงหมูคัดพิเศษชิ้นใหญ่เนื้อเยอะ ด้วยซอสที่หมักมาอย่างดีรสชาติจึงกลมกล่อม กินคู่กับน้ำจิ้มแจ่วสูตรพิเศษของร้านเข้ากันมาก หรือจะห่อหมกสวนบัวก็อร่อยไม่เบา ตัวห่อหมกหอมพริกแกงสูตรดั้งเดิม เนื้อปลาช่อนที่ซ่อนตัว ด้านในก็เนื้อแน่น กินกับข้าวสวยร้อนๆ บอกได้เลยว่าอร่อยมาก

 

ฉู่ฉี่ปลาหมึกยัดไส้ ไส้ที่ยัดในปลาหมึกจะคล้ายๆ ห่อหมกหอมพริกแกง ยัดไส้แล้วเอาไปนึ่งเสร็จแล้วผัดกับน้ำฉู่ฉี่ที่มีจุดเด่นที่กะทิสดเอามาราด กินกับข้าวสวยรสชาติเยี่ยมเลย ส่วนพระเอกของวันนี้ก็ต้องยกให้แกงส้มแป๊ะซะปลาช่อนทอด ปลาช่อนอร่อย น้ำซุปรสชาติเข้มข้น เปรี้ยวพอดี ไม่ถึงกับเผ็ดมาก ซดร้อนๆ โอ้…ดีงามเหลือเกิน ปิดท้ายด้วยของหวานล้างปากกับทับทิมกรอบเม็ดโตเนื้อกรอบ และมะพร้าวกะทิที่ใช้ มะพร้าวนำมาเคี่ยวอย่างดี ผสมผสานกับน้ำกะทิทำเองได้รสชาติถูกใจสุดๆ

 

นอกจากให้บริการอาหารรสชาติอร่อยในบรรยากาศที่ดีแล้ว บัวริมแม่น้ำยังรับจัดเลี้ยงทั้งในและนอกสถานที่ ภายในร้านมีบรรยากาศริมแม่น้ำ ห้องจัดเลี้ยงที่สามารถรองรับลูกค้าได้มากกว่า 500 คน สอบถามรายละเอียดได้ที่โทร. 02-682-7300-1 &O5532;

 

J-Cruises 17

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 กันยายน 2560 เวลา 10:25 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/restaurant/513907

J-Cruises 17

เที่ยงวันพักผ่อนบนเรือแบบนี้ บุฟเฟ่ต์บนชั้น 14 ดูจะเป็นอะไรที่ง่ายที่สุด ความหลากหลายของอาหารก็ดูเหมือนจะมากกว่าตอนค่ำ ซึ่งผู้โดยสารส่วนใหญ่นิยมคอร์สเมนูกัน บุฟเฟ่ต์มื้อค่ำจึงเป็นเสมือนตัวเลือกรอง มื้อเที่ยงวันนี้มีขาหมูไว้เอาใจผู้โดยสารชาวไต้หวันเป็นพิเศษ มีบะหมี่น้ำด้วยแต่หน้าตาดูจืดไปนิด วนไปวนมาหลายรอบ สุดท้ายก็มาจบที่บะหมี่หน้าจืดนี่แหละ ใส่พริกเพิ่มรสชาติลงไปหน่อยพอกินได้อยู่ ช่วงบ่ายเดินไปสำรวจสระว่ายน้ำเสียหน่อย บนเรือมีอยู่หลายตำแหน่งด้วยกัน หลักๆ จะอยู่ชั้น 14 มีสระกลางแจ้ง Neptune และสระในร่ม Calypso บนชั้น 15 ก็มีที่หัวเรือใน Lotus Spa เป็นสระในร่ม และด้านท้ายเรือมีสระกลางแจ้งขนาดย่อมอีก 2 ตำแหน่ง ถ้าชอบความโรแมนติกแนะนำให้มาแช่สระท้ายเรือช่วงเย็นก่อนค่ำ ชมแสงอาทิตย์สีส้มตัดกับสีฟ้าหม่นของน้ำทะเล เป็นภาพมหัศจรรย์ที่หาดูไม่ได้จากบนผืนแผ่นดิน มุมหนึ่งของสระกลางแจ้ง Neptune มีร้านอาหารเล็กๆ ชื่อ Trident Grill ใครไม่อยากกินในห้องอาหารปกติจะมาเปลี่ยนบรรยากาศที่นี่ก็ได้ เขามีเมนูล็อบสเตอร์ให้สั่งได้ 3 รายการ และมีค่าใช้จ่ายเพิ่มที่ละ 18-22 ดอลลาร์สหรัฐ เห็นมีคนสั่งกินอยู่เหมือนกัน

ในส่วนอื่นๆ บนเรือก็มีกิจกรรมมากมาย อาทิ สอนเต้น เล่นเกม ขายของ แต่ตัวหนึ่งที่ผมแปลกใจมากคือ มีการสัมมนาเกี่ยวกับศิลปะและสุขภาพด้วย ตอนแรกตั้งใจจะหยิบหนังสือไปอ่านที่ห้องสมุด พอเดินเข้าไปเจอคนเพียบเลยแปลกใจ ที่แท้ทางเรือเปิดรับจองทริปเรือสำราญพร้อมส่วนลด ผู้โดยสารที่สนใจสามารถจองโดยชำระค่ามัดจำเพียง 100 ดอลลาร์ ที่สำคัญคือ 100 ดอลลาร์นี้ สามารถขอคืนได้ในกรณีเปลี่ยนใจ ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่ดีมาก ผู้โดยสารชาวไต้หวันมาจองกันเยอะเลย เดินไปเดินมาแป๊บเดียวจะเย็นอีกแล้ว ต้องรีบไปอาบน้ำแต่งตัว เพราะคืนนี้มีกิจกรรมสำคัญของเรือ คือ Captain’s Champagne Waterfall Party อันเป็นธรรมเนียมปฏิบัติของการล่องเรือสำราญ โดยส่วนใหญ่บรรดาผู้โดยสารจะแต่งตัวกันเต็มยศผิดหูผิดตาไปจากวันสองวันแรกที่ดูสบายๆ ต้องยอมรับว่าคนไต้หวันเขาเตรียมตัวมาดีจริงๆ 5 โมง กว่าๆ เจ้าหน้าที่เริ่มนำแก้วแชมเปญมาเรียงทีละชั้นๆ (แอบลุ้นให้โค่นอยู่เหมือนกัน 5555) ใกล้จะทุ่มผู้โดยสารส่วนใหญ่มาชุมนุมกันที่ Atrium และพอได้เวลา Maitre d’Hotel คุณ Francois Ferat ก็เริ่มเชิญผู้โดยสารที่ได้รับการทาบทามแล้วออกมารินแชมเปญ จากนั้นก็เป็นการแนะนำเจ้าหน้าที่ระดับสูงบนเรือโดย Cruise Director หลักๆ ก็มี Hotel General Manager ผู้ดูแลในส่วนของห้องพัก Maitre d’Hotel ผู้ดูแลห้องอาหาร Executive Chef พ่อครัวใหญ่ผู้ออกแบบเมนูและควบคุมการปรุงอาหาร Chief Engineer ผู้ดูแลระบบควบคุมการเดินเรือทั้งหมด และแน่นอนว่าต้องปิดท้ายโดยกัปตันเรือ เป็นอันเสร็จสิ้นพิธีการในราวๆ ทุ่มสี่สิบห้า

สองทุ่มตรงเป็นเวลานัดหมายสำหรับมื้อพิเศษในค่ำคืนนี้ พื้นที่ส่วนหลังของห้องอาหาร Horizon บนชั้น 14 ถูกปรับให้เป็น Sterling Steakhouse ห้องอาหารที่เน้นหนักไปทางสเต็กเนื้อ บรรดาคนรักเนื้อต้องไม่พลาด ย้ำว่าต้องไม่พลาด สำหรับผมขอยกห้องนี้ให้เป็นมื้อที่ดีที่สุดของทริปเลย เริ่มตั้งแต่การปรับห้องบุฟเฟ่ต์ให้เป็นห้องอาหารที่แอบหรูดูดีด้วยม่านบางๆ แค่ไม่กี่ผืนแล้วหรี่ไฟลงเล็กน้อย พร้อมทั้ง Restaurant Manager ที่หล่อมาก หน้าตาบุคลิกเหมือน แอนโตนิโอ แบนเดอรัส ยังกับฝาแฝด ได้ใจสาวๆ ร่วมทริปไปตั้งแต่หน้าร้าน เมนูมีไม่มาก แบ่งเป็น Appetizers 3 อย่าง ซุปและสลัด 3 อย่าง เนื้อ 7 อย่าง และเมนูสำหรับคนไม่กินเนื้ออีก 2 อย่าง ไม่รวมของหวาน อาหารเรียก น้ำย่อยจานแรกคือ Black Tiger Prawn and Papaya Salpicon กุ้งกุลาดำตัวใหญ่เนื้อกรอบเด้งกับสลัดมะละกอเข้ากั๊นเข้ากัน จานที่สองเป็น Mediterranean-Style Spiny Lobster Cake, Tarragon Foam เหมือนทอดมันกุ้ง ลูกกลมใหญ่เท่าซาลาเปา เนื้อในนุ่มชุ่มฉ่ำด้วยรสกุ้งผสมสมุนไพร แค่ 2 จานแรก ก็เริ่มหนักๆ ท้องแล้ว ยังมีซุปอีกถ้วยก่อนจานหลักจะมา คุณแอนโตนิโอ (ผมแอบเรียกเอง) เดินมาให้เลือกเครื่องเคียงกินกับสเต็ก ถามไปถามมาแกเลยบอกว่าไอจัดมาให้ยูหมดทุกอย่างเลยละกัน ฮั่นแน่! หล่อแล้วยังใจดีอีก เครื่องเคียง 5 อย่าง ประกอบด้วย เฟรนช์ฟรายส์ มันบด ผักโขมผัดกับครีม เห็ดผัด และแอสพารากัสย่าง ถ้ากินหมดทั้ง 5 อย่างนี่ไปเล่นเกมแข่งกินจุได้เลย และแล้วเมนูหลักที่สั่งไปก็ทยอยมา ในเมนูมีเนื้อให้เลือก 7 อย่าง คือ New York Strip 340 กรัม Kansas City Strip เนื้อติดกระดูก 450 กรัม Rib-Eye 400 กรัม Fillet Mignon มี 2 ขนาด คือ 220 และ 280 กรัม Porterhouse ขนาดบิ๊กเบิ้ม 620 กรัม น้ำหนักพอฟัดพอเหวี่ยงกับ Cote de Boeuf ที่กินได้ 2 คน และสุดท้ายคือ Surf & Turf เนื้อ 170 กรัม กับล็อบสเตอร์ท่อนหางเหมาะสำหรับคนรับประทานไม่จุ

ของผมไม่ต้องคิดมาก เห็นปุ๊บสั่งเลย New York Strip เนื้อสันติดมันที่นุ่มกำลังดี ย่างสุกปานกลางชุ่มฉ่ำเป็นที่สุด และด้วยขนาด 350 กรัม หลังจากซัดอาหารเรียก น้ำย่อยไป บอกเลยว่าถ้าไม่รักกันจริงนี่กินไม่หมดแน่ ต้องค่อยๆ บรรจงหั่นบรรจงกิน กินไปคุยไปกับพี่เกลอไกด์คนเก่ง ผู้ซึ่งอาจหาญสั่ง Porterhouse ชิ้นมหึมา แต่ก็คุ้มเพราะได้ลิ้มรสทั้ง Tenderloin และ Striploin ในชิ้นเดียว ยิ่งเป็นร้านนี้ก็ยิ่งคุ้ม เพราะจ่ายเพิ่ม 29 ดอลลาร์ ราคาเดียวแต่สามารถเลือกสั่ง สเต๊กแบบไหนก็ได้ พี่เกลอบอกมาทุกครั้งสั่งทุกครา ผมขอเฉือนฟากสันในมาชิมชิ้นหนึ่ง โอ้ว!นุ่มเหลือคณา ใครกระเพาะใหญ่ขอแนะนำชิ้นนี้เลย น้องที่มาด้วยกันสั่ง Rip-Eye แบบสุกมากิน โดนพวกแซวกันว่าเสียของ เนื้อดีๆ แถมไม่ค่อยมีมันปรุงสุกเกินไปมันเลยไม่ค่อยนุ่ม อีกจานเป็น Fillet Mignon สันในนุ่มๆ ขนาด 280 กรัม ย่างสุกปานกลาง แอบขอน้องชิมชิ้นหนึ่ง อื้ม! อร่อยไม่แพ้นิวยอร์กของผม พวกเราส่วนใหญ่เอนจอยกับสเต๊กมากถึงมากที่สุด สงสารก็แต่น้องที่ไม่กินเนื้อ สั่งเมนูกุ้งมาปรากฏว่าหน้าตามันคือข้าวผัดกุ้งชัดๆ ใครไม่กินเนื้อห้ามมากินที่ร้านนี้เด็ดขาด เพราะจ่ายเพิ่ม 29 ดอลลาร์ ก็ราวๆ 1,000 บาท ได้ข้าวผัดกุ้งจานเดียวต้องมีเคืองแน่ๆ

เป็นเพราะเนื้อที่ทั้งใหญ่และอร่อยเลยทำให้เครื่องเคียงทั้ง 5 แทบจะเป็นม่าย กระเดือกเนื้อชิ้นสุดท้ายลงไปด้วยความเสียดาย พร้อมกับคิดหนักว่าจะกินขนมต่อดีมั้ย ในเวลาแบบนี้ไม่มีอะไรจะดีไปกว่าเครมบูเล่ของหวานขึ้นชื่อที่อิ่มแค่ไหนก็พอยังยัดลงไปได้ เป็นอันปิดคอร์สสเต๊กเนื้อที่อร่อยและมีความสุขที่สุดในทริปนี้ของผมอย่างสวยงามประทับใจ n

 

เคี้ยว…เขียว แคทเทอริ่ง บริการจัดเลี้ยงอาหารปลอดภัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 กันยายน 2560 เวลา 15:41 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/restaurant/513860

เคี้ยว...เขียว แคทเทอริ่ง บริการจัดเลี้ยงอาหารปลอดภัย

 โดย วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ ภาพ : เคี้ยว…เขียว แคทเทอริ่ง

 มีบริการเก๋ๆ จากผลิตภัณฑ์อาหารอินทรีย์มาฝากอีกแล้ว คราวนี้เป็นบริการแคทเทอริ่ง หรือบริการอาหารจัดเลี้ยงเพื่อสุขภาพ บริการที่เน้นความเป็นอินทรีย์ของอาหารที่เสิร์ฟ เพื่อประโยชน์สูงสุดของผู้บริโภค “เคี้ยว…เขียว” ถ้าคุณยังไม่เคยได้ยิน ก็ขอชวนมาเคี้ยวเขียวด้วยกันเสียเลย

อธิพาพร เหลืองอ่อน ผู้จัดการ โครงการเคี้ยว…เขียว แคทเทอริ่ง เล่าว่า เคี้ยว…เขียว คือบริการอาหารจัดเลี้ยงเพื่อสุขภาพ หรือกรีน แคทเทอริ่ง (Green Catering) ที่เน้นการใช้วัตถุดิบจากเครือข่ายตลาดสีเขียว ที่ปลอดภัยในทุกกระบวนการผลิตและกระบวนการปรุง หลักการเป็นไปภายใต้ประโยชน์ของผู้บริโภค เกษตรกรและสิ่งแวดล้อม

 “เคี้ยว…เขียวฯ เป็นธุรกิจเพื่อสังคมหรือโซเชียลเอ็นเตอร์ไพรซ์ เราใช้วัตถุดิบเกษตรอินทรีย์เกือบทั้งหมด ผักผลไม้ก็เป็นผักผลไม้ตามฤดูกาล การปรุงก็ปรุงแต่งอย่างพิถีพิถันดูแลให้ปลอดภัย เช่น กะปิ น้ำปลา เกลือน้ำตาล เครื่องปรุงรสเหล่านี้ดูแลถึงที่มาของผลิตภัณฑ์ ปลอดสารพิษหรือใช้วิธีทางธรรมชาติเป็นหลัก”

อธิพาพร เล่าว่า มาตรฐานคือความปลอดภัยของผู้บริโภค รสชาติปรุงแต่งแต่น้อย ใช้หลักการว่าน้อยไว้ดีกว่า รสเค็มมาจากกะปิ รสเปรี้ยวมาจากมะดัน เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังเน้นความสวยงาม ความเรียบง่ายตามธรรมชาติ ภาชนะที่ใส่อาหารเป็นภาชนะที่ย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ เช่น กาบหมาก ใบตอง กาบกล้วย และตะกร้าสาน เพื่อที่ว่าคนปลอดภัยแล้ว สิ่งแวดล้อมก็ปลอดภัยด้วย

“อาหารของเคี้ยว…เขียวฯ มีความเรียบง่ายตามธรรมชาติ ซึ่งเป็นความสวยงามในรูปแบบหนึ่ง ขณะที่ภาชนะก็เน้นที่การลดขยะให้ได้สูงสุด อะไรที่รียูสหรือใช้ได้ใหม่ก็นำกลับมาใช้อีกครั้ง” อธิพาพร เล่า

 เคี้ยว…เขียวฯ เริ่มเป็นที่รู้จักของคนรักสุขภาพมาได้ระยะหนึ่ง ภายใต้คอนเซ็ปต์ “อร่อย งดงามบนความเรียบง่าย” ถือเป็นอีกหนึ่งเอกลักษณ์ที่ทำให้ผู้บริโภคได้รู้จักกับอาหารจัดเลี้ยงแนวสุขภาพ ที่ประหยัดสวยงาม และเรียบๆ ง่ายๆ ได้ใจ

“โชคดีว่ารุ่นพี่ที่ร่วมธุรกิจ ทำธุรกิจด้านดีไซน์อยู่ด้วย ก็ได้พี่ที่น่ารักมากคนนี้เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงด้านการดีไซน์ และการจัดอาหารที่สวยงาม”

ย้อนกลับไปเรื่องภาชนะ อธิพาพร เล่าว่า เคี้ยว…เขียวฯ ให้ความสำคัญอย่างมาก ที่จะไม่ทิ้งขยะหรือสิ่งใดให้ไร้ประโยชน์ แก้วกระดาษแม้ในบางครั้งจำเป็นต้องใช้ เพื่อให้บริการสำหรับการจัดเลี้ยงงานใหญ่ที่มีแขกจำนวนมาก แต่จะไม่ทิ้งให้สูญเปล่า แก้วกระดาษนับจำนวนเท่ากับแขกในงาน จะถูกนำกลับมาใช้เป็นภาชนะเพาะกล้าไม้ต่อไป ไม่มีอะไรที่เสียเปล่าเลย

“โลกนี้ไม่ควรมีอะไรที่ถูกทิ้งไปอย่างไร้ประโยชน์”

กลุ่มลูกค้าของเคี้ยว…เขียวฯ น่ะหรือ ตอบได้ไม่ยากเลย ก็คือกลุ่มผู้บริโภคที่รักในสุขภาพของตัวเอง องค์กรที่รักในสุขภาพของพนักงาน ซีเอสอาร์เก๋ๆ ที่แจกจ่ายกันกินด้วยอาหารเครื่องดื่มปลอดภัย งดชากาแฟเสียบ้างดีไหม เพื่อให้ที่ว่างแก่เคี้ยว…เขียวฯ ได้เสิร์ฟน้ำดื่มสมุนไพร ของว่างก็เปลี่ยนจากเบเกอรี่ไขมันสูง เป็นขนมไทยเท่ๆ หรือโรว์สลัดแสนเก๋

 “เมนูของเคี้ยว…เขียวฯ มีมากมาย และหลายรูปแบบ ได้แก่ ฟู้ดบ็อกซ์หรือเบนโตะ สแนคบ็อกซ์ และคอฟฟี่เบรก รวมทั้งบุฟเฟ่ต์ ราคาไม่แพง”

ชวนมาเคี้ยวเขียวถึงตรงนี้ ก็คงต้องบอกว่า งานเลี้ยงไม่จำเป็นต้องพาให้อ้วนเสมอไป เพราะกรีนแคทเทอริ่งย่อมไม่ทำให้อ้วนแน่ ตรงกันข้ามจะทำให้เราหุ่นดี สุขภาพดี มีความสุข ไม่เพราะได้กินอาหารและผักผลไม้อร่อย ปลอดสารพิษเท่านั้น หากเพราะกินแล้วได้เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้วิถีการกินอยู่ยั่งยืนทั้งระบบ อิ่มจังและดีต่อใจด้วย

สนใจ เคี้ยว…เขียว แคทเทอริ่ง เข้าไปดูรายละเอียดได้ที่ fb : KeawKeaw.GreenCatering Line : mim.atipaporn หรือโทร. 08-9641-9283

 

ท่าเรือเชียงใหม่ซีฟู้ด อร่อยแบบไทยสไตล์ฟิวชั่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 กันยายน 2560 เวลา 11:43 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/restaurant/513825

ท่าเรือเชียงใหม่ซีฟู้ด อร่อยแบบไทยสไตล์ฟิวชั่น

 โดย ชีวิน ศรัทธา

 ขี้นเหนือมาท่องเที่ยวเมืองเชียงใหม่ มีร้านอาหารทะเลรสชาติอร่อยถูกปากหลายแห่ง แต่มีร้านแห่งหนึ่งที่อยากแนะนำไปชิมคือ ร้านท่าเรือเชียงใหม่ซีฟู้ด ตั้งอยู่บริเวณถนนห้วยแก้ว ใกล้กับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ต.สุเทพ อ.เมืองเชียงใหม่

ร้านท่าเรือเชียงใหม่ซีฟู้ด บริหารงานโดย ศิริศุกดิ์ จิระวรันธร ผู้จัดการร้าน เชฟก้อง ก้องภัค วรรณสุข เป็นเชฟเหรียญทอง และผู้ช่วยเชฟชุมพล เชฟกระทะเหล็ก ซึ่งทั้งสองคนเคยไปเป็นเชฟพี่เลี้ยงในหลายประเทศ เช่น สิงคโปร์ จีน เกาหลี และมัลดีฟส์ ที่เน้นปรุงอาหารไทยสไตล์ฟิวชั่น โดยเฉพาะอาหารทะเล

 ศิริศุกดิ์ บอกว่า ร้านท่าเรือเชียงใหม่ซีฟู้ดเปิดให้บริการได้ไม่นาน มีกระแสตอบรับจากนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติและชาวเชียงใหม่เป็นอย่างมาก เพราะอาหารทะเลสดนำมาจากทะเลอันดามัน จ.ภูเก็ต และสุราษฎร์ธานี

โดยเฉพาะกุ้งมังกรจะนำมาปรุงอาหารทะเลแบบเป็นๆ สดๆ รวมไปถึงอาหารทะเลอีกหลากหลายเมนูที่ลูกค้ามาที่ร้านแล้วจะเห็นอยู่ในตู้เป็นๆ

 เมนูอาหารทะเลที่นักท่องเที่ยวมาที่ร้านแห่งนี้ชื่นชอบเป็นพิเศษคือ เมนูชุดสมบัติจักรพรรดิหยกแก้วไหมทอง ที่มีกุ้งมังกร อาหารทะเลหลากหลายชนิดและน้ำซอสแบบไทยแต่เป็นสไตล์ฟิวชั่น ที่แปลกแตกต่างไปจากร้านอื่นๆ เพราะจะมีที่นี่ที่เดียว

สำหรับเมนูชุดสมบัติจักรพรรดิหยกแก้วไหมทอง มีให้เลือก 2 ชุด คือชุดเล็กราคา 1,599 บาท สามารถรับประทานได้ตั้งแต่ 3-5 คน ส่วนชุดใหญ่ราคา 3,999 บาท รับประทานได้ตั้งแต่ 8-10 คน เรียกว่ามาร่วมกันหารก็คนละไม่กี่ร้อยบาท จนได้กระแสตอบรับเป็นอย่างมาก

ส่วนลูกค้าที่อยากรับประทานเมนูญี่ปุ่น ทางการก็มีเมนูยอดฮิตไว้บริการคือ กุ้งมังกรซาชิมิ โดยนำกุ้งสดๆ ใหม่ๆ เป็นๆ มาปรุงให้ลูกค้าได้รับประทานต่อหน้าเลย ส่วนราคาขึ้นอยู่กับขนาดของกุ้งมังกร เรียกว่ายกทะเลภาคใต้มาไว้ที่เชียงใหม่เลยทีเดียว

 หากนักท่องเที่ยวมาเยือนเชียงใหม่อยากรับประทานอาหารทะเลสดๆ เป็นๆ จากทะเลอันดามัน แวะเวียนชิมได้ที่ร้านท่าเรือเชียงใหม่ซีฟู้ด ศิริศุกดิ์ การันตีความอร่อยถูกปาก ราคาถูกใจ

 

ครัวบนเนิน ร้านเด็ดที่คนภูเก็ตแนะนำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 กันยายน 2560 เวลา 11:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/restaurant/513654

ครัวบนเนิน ร้านเด็ดที่คนภูเก็ตแนะนำ

“ครัวบนเนิน” ที่แม้จะไม่ค่อยคุ้นเพราะเป็นร้านเล็กๆ อยู่ปากทางเข้าวัดสะปำ บนถนนเทพกระษัตรี สิ่งที่ทำให้หมดข้อสงสัยว่าทำไมตั้งชื่อว่าครัวบนเนิน เพราะที่ตั้งของร้านอยู่สูงกว่าถนนใหญ่ จะกินข้าวก็ต้องต้องเดินขึ้นเนินเรียกน้ำย่อยกันนิดหน่อย

มาภูเก็ตทั้งทีจะตามหาแต่อาหารทะเลสดๆ ก็กระไรอยู่ เพราะมีร้านเด็ดรสชาติ “หรอย” แบบภาคใต้แท้ๆ หลายร้านที่คนพื้นที่แนะนำ เจอชื่อร้านนี้

บรรยากาศร้านเน้นความเรียบง่ายแบบบ้านๆ มีประมาณ 5-6 โต๊ะ ให้ความรู้สึกเหมือนมากินอาหารของคนพื้นเมืองจริง ซึ่งอาหารแต่ละจานให้รสชาติจัดจ้านไม่ธรรมดา เป็นอาหารใต้แท้ๆ ยอดนิยมของร้านนี้ ได้แก่ แกงส้ม หมูคั่วเกลือ ผัดผักเหมียงไข่ใส่กุ้งเสียบ ส่วนเมนูที่พาแลงและคณะจัดมาในครั้งนี้ เริ่มจากแกงเหลืองปลากะพงยอดมะพร้าว จานนี้ถือเป็นเมนูเด็ดของที่นี่ รสแซบเปรี้ยวเผ็ดร้อนกำลังดี แกงคั่ว รสชาติเผ็ดเค็มมัน ยิ่งได้กินกับไข่เจียว โอ้โห!เทพชัดๆ ส่วนใครที่ชอบกินน้ำพริกกุ้งเสียบ มาเจอที่นี่จัดว่าเป็นอีกร้านที่สุดยอด เพราะน้ำพริกรสนัวลิ้น จัดจ้านแบบบ้านๆ กุ้งกรอบ ที่มาในน้ำพริกก็ตัวใหญ่ แถมผักที่นำมากินแกล้มยังจัดมาเต็มจาน ไม่ว่าจะกินกับผักอะไรก็อร่อย

 

 

 

จานถัดไปเป็นอาหารรสเบาๆ แก้เผ็ดนั่นคือ หมูคั่วเกลือ ใช้หมูสามชั้นหั่นลูกเต๋านำมาคั่วแห้งผัดกับกระเทียมสด เคียงมากับกระเทียมและพริกสด อาจจะทรมานใจสำหรับคนที่กำลังไดเอต แต่ความชุ่มฉ่ำของไขมันที่แทรกระหว่างชั้นของหมูบวกกับรสเค็มนิดๆ ของเกลือที่ซึมในเนื้อหมู กินกับข้าวสวย หรือกินเพื่อบรรเทารสเผ็ดได้ดีนักแล

ต่อมาเป็นจานใบเหมียงผัดไข่ แม้จะผัดแฉะเล็กน้อยแต่รสชาติโดยรวมดีทีเดียว ยังไม่หมดเพราะที่นี่เมนูเด็ดเกือบทุกจาน ทั้งกุ้งผัดกะปิสะตอ ปลากระบอกทอดกระเทียม ปลาทรายทอดขมิ้น ตบท้ายด้วยของหวานอย่างสละลอยแก้ว สละชิ้นใหญ่ๆ รสชาติหวานเข้มข้น อร่อย​​ไม่ผิดหวังที่นี่ราคาเป็นกันเองเฉลี่ยจานละ 80-100 บาท เรื่องบรรยากาศไม่เป็นปัญหาสำหรับคน

 

 

 

ที่เน้นการกินจะมีความสุขกับอาหารที่นี่แน่นอนเพราะทุกเมนูทำจานต่อจาน ทำให้อาหารนั้นดูสดใหม่น่ากิน ร้านครัวบนเนินเปิดบริการทุกวันเปิดขาย 2 ช่วงเวลา ตอนเช้า 10.30-15.00 น. หยุดพักเบรก 2 ชั่วโมง แล้วเปิดอีกครั้งตอน 17.00-20.30 น. ถ้าจะแวะมาก็กะเวลาและโทร มาจองก่อนจะดีมาก เพราะทางร้านจะได้จัดอาหารตามจำนวนคนที่มา เบอร์ติดต่อ 076-239-250 และ 08-0892-3503

 

Spiced Coffee Hot Wings

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 กันยายน 2560 เวลา 11:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/restaurant/513647

Spiced Coffee Hot Wings

กาแฟกับอาหาร? ใครจะไปเชื่อว่ามันจะไปกันได้ เกริ่นกันไปในฉบับที่แล้วว่าการจับคู่รสชาติอาหารนั้น เขาอาศัยความเข้ากันของสารเคมีที่อยู่ในรูปของกลิ่นและรส ขึ้นอยู่กับองค์ประกอบที่มีอยู่ตามธรรมชาติและเชื่อว่าเกิดจากการลองผิดลองถูกในแต่ละวัฒนธรรมอาหาร กลายเป็นอาหารหลากหลายจานที่มีอยู่มากมายในโลกจนมีหนังสือรวบรวมเอาไว้เป็น “Profile” กลิ่นรสของส่วนผสมที่เข้ากัน

แน่นอนว่ากาแฟเป็นวัตถุดิบหนึ่งที่เข้าได้กับส่วนผสมมากมายบนโลกใบนี้ ทั้งของหวาน ขนมเครื่องดื่ม ไม่เว้นแม้กระทั่งอาหารคาว เข้าได้กับเนื้อหมู วัว และสัตว์ปีก อย่างเป็ด ไก่ นกกระทา นกพิราบ ในโลกของอาหารตะวันตก แต่การใช้กาแฟในอาหารเอเชียไม่ค่อยมีให้เห็นนัก

 

 

 

ฉบับนี้ผู้เขียนจึงนำเอาสูตร Hot Wings แบบเอเชียที่ทำเป็นประจำที่บ้าน มาเพิ่มเติมใส่กาแฟเข้าไปแล้วเข้าท่าไม่ใช่เล่นๆ ที่คิดว่ามันน่าจะไปกันได้เพราะทดลองเปิดหนังสือ Flavor Profile เล่มที่ซื้อมาตั้งแต่ตอนเรียนทำอาหาร เปิดดูแล้วมันมีความเชื่อมโยงของวัตถุดิบในสูตร ไม่ว่าจะเป็นไก่กับกาแฟ พริกไทยดำกับกาแฟ หรือจะเป็นความหอมของซีอิ๊วญี่ปุ่นและกาแฟ ตัดรสความเลี่ยนด้วยซอสพริกซึ่งจะช่วยให้อาหารจานนี้จัดจ้านขึ้น ผู้เขียนประยุกต์ดัดแปลงจากที่ไปอ่านเจอว่า ซอสโมเล่ (Mole) สไตล์เม็กซิกันที่เกิดจากการเคี่ยวพริกที่รมควันมา แล้วคุณแม่ครัวแอบใส่กาแฟบดลงไปเล็กน้อย จึงคิดว่ารสชาติมันน่าจะไปกันได้

ไก่ทอดของเราหมักด้วยกาแฟเล็กน้อย หนักพริกไทยดำเพื่อเพิ่มความหอม ทอดแบบ Deep Fried เหมือนไก่ทอดทั่วๆ ไป คลุกแป้งชุบทอดก่อนลงกระทะสักหน่อย เพราะแป้งที่ฟูๆ ตอนทอด จะช่วยโอบอุ้มซอสเอาไว้ ช่วยให้อร่อยยิ่งขึ้น 

 

 

 

เคล็ดลับนิดหน่อยสำหรับสูตรนี้คือ อย่าเคล้าซอสมากจนเกินไป เอาแค่ซอสติดอยู่ประปรายบนน่องไก่จิ๋วๆ จะช่วยให้อร่อย อยากกินอีกหลายๆ ชิ้นมากกว่าซอสแฉะๆ สำหรับผู้ที่ต้องการให้กลิ่นกาแฟชัดเจนในซอสมากยิ่งขึ้น อาจจะเพิ่มกาแฟสำเร็จรูปลงไปอีกเล็กน้อย ช่วยให้เข้มข้นขึ้นอีกเยอะ

 

นิโคลัส บัสเซ็ท อาหารและดนตรี ความต่างที่ลงตัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 กันยายน 2560 เวลา 11:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/restaurant/512347

นิโคลัส บัสเซ็ท อาหารและดนตรี ความต่างที่ลงตัว

เรื่อง พุสดี สิริวัชระเมตตา ภาพ ทวีชัย ธวัชปกรณ์

ทันทีที่ประตูลิฟต์ชั้น 22 ของโรงแรมโซฟิเทล กรุงเทพ สุขุมวิท เปิดออก เราได้เดินทางมาถึงห้องอาหารลาพาร์ต รูฟท็อป บาร์ แอนด์ เรสเตอรองต์ ห้องอาหารฝรั่งเศสแสนอบอุ่น ที่ยังคงเสน่ห์ของ Fine Dining แต่ปรับให้บรรยากาศชวนสนุกแบบ Fun Dining ยังไม่ทันได้เดินสำรวจห้องอาหารรอบๆ ก็พลันสะดุดตากับเชฟหนุ่มหล่อที่กำลังโฟกัสอยู่กับการทำอาหารตรงหน้า ที่หันหน้ามาส่งยิ้มให้ ก่อนวางมือจากอาหารและตรงเข้ามาทักทาย

 

เชฟนิโคลัส บัสเซ็ท เอ็กเซ็กคิวทีฟ ซูส์เชฟคนใหม่ของประจำห้องอาหารแห่งนี้ ซึ่งคว่ำหวอดในวงการอาหารมานับ 10 ปี เคยทำงานกับร้านอาหารระดับมิชลินสตาร์ ร่วมงานกับโรงแรมชั้นนำมาแล้วมากมาย รวมทั้งโรงแรมระดับ 5 ดาวในประเทศไทย

ครั้งนี้เขากลับมาเมืองไทยอีกครั้ง เพื่อนำทักษะความขำนาญในการสร้างสรรค์เมนูอาหารฝรั่งเศส มาผสานกับความคิดสร้างสรรค์สุดล้ำ เพื่อนำเสนอประสบการณ์ และรสชาติอาหารฝรั่งเศสที่เป็นเอกลักษณ์โดดเด่นไม่เหมือนใคร ให้นักชิมชาวไทยได้ลิ้มลอง

นิโคลัส เชฟลูกครึ่งฝรั่งเศส-ฟินแลนด์ เจ้าของรอยยิ้มแสนอบอุ่น พาย้อนวันวานไปสู่วัยเด็ก ก่อนจะก้าวมาเป็นเชฟเต็มตัวว่า เขามีความฝันอยากจะเป็นนักดนตรี สมัยอยู่ที่ฝรั่งเศส เขามีวงดนตรีกับเพื่อนๆ โดยเขารับหน้าที่เป็นมือกีตาร์ เขาแน่วแน่ในเส้นทางดนตรี จนตัดสินใจเดินทางมาเรียนต่อด้านดนตรีที่ Institute of Contemporary Music Performance ที่ลอนดอน แต่แล้ววันหนึ่ง ชีวิตก็ต้องพลิกผัน เมื่องานพาร์ตไทม์ที่เขาทำเพื่อหา รายได้พิเศษระหว่างเรียน ได้เปลี่ยนชีวิตเขาไปตลอดกาล

“ตอนเรียนที่อังกฤษ ผมเลือกไปทำงาน พาร์ตไทม์ในครัว เพราะรู้จักกับเพื่อนที่ทำงานโรงแรม ตอนนั้นเขามี 3 ตำแหน่งให้เลือก คือ ทำงานเป็นพนักงานต้อนรับ เป็นพนักงานเสิร์ฟ หรือทำงานในครัว ผมตัดสินใจเลือกอย่างหลัง ทั้งที่ไม่มีพื้นฐานการทำอาหาร และไม่เคยอยากเป็นเชฟด้วยซ้ำ แต่หลังจากได้ลองทำงานจริง ผมกลับหลงรักงานในครัวเข้าอย่างจัง ผมเรียนรู้งานทุกอย่าง จนรู้ซึ้งว่าการเป็นเชฟเป็นอาชีพที่งานหนัก ต้องทำงานวันละ 16-17 ชั่วโมง แต่ผมก็ยังรักที่จะทำอาชีพนี้อยู่ดี”

ด้วยเหตุนี้ เมื่อชีวิตเดินทางมาถึงจุดที่ต้องเลือก นิโคลัส จึงเลือกที่จะเดินตามแพสชั่นของตัวเอง เขาเริ่มต้นฝึกงานที่โรงแรมโนโวเทล ลอนดอน เวสต์ (Novotel London West) จากนั้นจึงได้มีโอกาสเข้ามาทำงานในร้านมิชลินสตาร์ อย่าง The Orrery และ La Trompette ก่อนจะเข้ามาร่วมงานกับโรงแรมในเครือแอคคอร์

“ผมคิดว่า การทำอาหารก็เหมือนการเล่นดนตรี เป็นงานที่เปิดโอกาสให้ผมได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์ไม่สิ้นสุด ก่อนจะแต่งเพลง 1 เพลง นักดนตรีต้องคิดถึงตัวโน้ต ท่วงทำนอง เช่นเดียวกับการทำอาหาร เชฟต้องคัดเลือกส่วนผสมที่จะใช้เพื่อสร้างสรรค์เมนูพิเศษ

เทคนิคจากการเป็นนักดนตรีที่ผมนำมาประยุกต์ใช้กับการทำอาหารคือ ก่อนจะแต่งเพลง เล่นดนตรี หรือทำอาหาร เราต้องมองภาพรวมให้ออก รู้ว่าผลงานที่ออกมาจะเป็นอย่างไร แล้วค่อยๆ สร้างสรรค์ขึ้นมา

แน่นอนว่าในความเป็นจริงการทำอาหารและเล่นดนตรีอาจจะไม่เหมือนกันเสียทีเดียว เพราะยังมีองค์ประกอบหลายอย่าง ต้องมีเรื่องของการทำงานเป็นทีมเขามา ซึ่งถ้าจะเปรียบเทียบการ ทำอาหารกับการเล่นดนตรีจริงๆ คงเหมือน ออร์เคสตราวงใหญ่”

เปรียบเทียบอย่างเห็นภาพขนาดนี้ เลยอดสงสัยไม่ได้ว่า การเดินทางมาทำงานที่ประเทศไทยอีกครั้งนี้ เชฟเตรียมความพิเศษอะไรมาไว้เซอร์ไพรส์แขกคนสำคัญ นิโคลัสบอกว่า ซิกเนเจอร์ในอาหารทุกจานของเขา คือ ให้ความสำคัญกับวัตถุดิบ เขามักมองหาแรงบันดาลใจใหม่ๆ ในการทำอาหารจากวัตถุดิบที่ได้มา และคิดต่อ ยอดว่าจะทำอย่างไรให้อาหารจานนี้สวยขึ้น รสชาติดีขึ้น ในทุกเมนูเขาพยายามให้วัตถุดิบเป็นฮีโร่ ที่เพิ่มเติมคือ ความคิดสร้างสรรค์

 

“สำหรับผม การได้เห็นรอยยิ้ม และความสุขของลูกค้าที่มากินอาหาร ก็คือ ความสุขของผม” เชฟหนุ่มกล่าวด้วยแววตามุ่งมุ่น พร้อมเผยถึงเป้าหมายในชีวิตว่า ความฝันไกลๆ ของเขาคือ การเปิดร้านอาหารของตัวเอง แม้จะยังลงรายละเอียดไม่ได้ว่าจะเป็นร้านอาหารสไตล์ไหน หรือจะเปิดที่ไหน แต่เชฟหนุ่มก็แย้มออกมาแล้วว่า เห็นภาพว่าอนาคตของตัวเขาอยู่ในประเทศไทย

“เพราะผมชอบเมืองไทย ผมมีโอกาสมาเมืองไทยหลายครั้ง ทั้งมาเที่ยวและมาทำงาน ที่สำคัญผมมีภรรยาเป็นคนไทย” นิโคลัสบอกเล่าพร้อมอมยิ้ม

งานนี้ เพื่อพิสูจน์ว่าพูดจริง และต้องทำให้ได้ เชฟหนุ่มยังกล่าวทิ้งท้ายว่า “อาหารที่ผมชอบที่สุดคือ อาหารไทย ผมมีความสุขที่ได้มาทำงานที่นี่ และคิดว่า 5 ปีจากนี้ผมจะพูดภาษาไทยได้คล่อง”

 

ว่าด้วยประวัติศาสตร์ กาแฟหลังบาร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 กันยายน 2560 เวลา 11:00 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/restaurant/512338

ว่าด้วยประวัติศาสตร์ กาแฟหลังบาร์

เรื่อง เอกศาสตร์ สรรพช่างภาพ เอพี

ชาวไอริชดื่มกาแฟผสมกาแฟวิสกี้ คนรัสเซียก็ดื่มกาแฟผสมวอดก้าในตอนเช้า เรื่องของกาแฟกับแอลกอฮอล์จึงไม่ใช่เรื่องที่ห่างไกลเกินกว่าจะพูดถึง ทุกวันนี้เครื่องดื่มหลังบาร์อย่างหนึ่งที่ต้องมีติดชั้นไว้ก็คือกาแฟผสมเมรัยทั้งหลายนี่แหละ

ผมเป็นคนหนึ่งที่ชอบกลิ่นและรส ชาติขมๆ ของกาแฟในค็อกเทล มันให้ความรู้สึกเหมือนดื่มกาแฟเย็นแต่เมาได้ สัปดาห์นี้ก็เลยอยากจะเล่าเรื่องของกาแฟที่อยู่ในค็อกเทลว่ามันมาได้อย่างไร ใครกันหนอเป็นคนอุตริเริ่มต้น

สิ่งที่น่าสังเกตอย่างหนึ่งก็คือ โดยทั่วไป Coffee Liqueurs มีปริมาณแอลกอฮอล์ค่อนข้างสูง บางแบรนด์นั้นสูงถึง 30-40% น้องวอดก้าเลยทีเดียว ไม่รู้ทำไมเหมือนกันว่าทำไมต้องสูงขนาดนั้น Coffee Liqueurs ส่วนมากนิยมดื่มทั้งแบบเพียวๆ และใช้ผสมกับวอดก้าและครีมข้น ใส่ น้ำแข็งเสียหน่อยก็อร่อยแล้ว

Coffee Liqueurs มีหลากหลาย แบรนด์มาก ที่รู้จักกันดีก็ เช่น Kahlua, Cafe Rica ความเข้มของกาแฟและความหวานก็แล้วแต่สูตรของแต่ละแบรนด์

ความนิยมเรื่องการผสมกาแฟลงในเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ถ้าสืบค้นกัน สามารถย้อนกลับไปไกลถึงช่วงศตรรษที่ 18 โน่นเลย กลุ่มคนที่ริเริ่มกลุ่มแรกๆ คือในลาตินอเมริกา เนื่องจากเป็นแหล่งปลูกกาแฟขนาดใหญ่ของโลก แต่หากสาวเรื่องไปจริงๆ ผู้ที่อยู่เบื้องหลังก็คือคนสเปน ที่เข้ามาขยายอาณานิคมและปกครองคนท้องถิ่น สอนให้พวกเขาปลูกกาแฟในแบบที่เป็นอุตสาหกรรมมากขึ้น นั่นเป็นที่มาว่าเมล็ดกาแฟเป็นทุกสิ่ง ตั้งแต่พืชที่หาเลี้ยงพวกเขาจนกระทั่งถึงเครื่องดื่มที่เป็นสัญลักษณ์ของวัฒนธรรมในที่สุด

 

ผมพยายามไปหาต้นตอว่าใครกันแน่ที่เป็นคนคิดเครื่องดื่มนี้เป็นคนแรกแต่ก็ไม่มีระบุไว้ชัดเจนอย่าง Tia Maria แบรนด์ Coffee Liqueurs จากจาไมกาเล่าที่มาของชื่อนี้ย้อนไปได้ถึงศตวรรษที่ 18 แต่กลายเป็นว่าแบรนด์นี้เพิ่งเกิดขึ้นมาจริงๆ ก็ตอนหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 นี่เอง ซึ่งเมื่อเทียบกับหลายๆ แบรนด์ ทั้ง Kahlua (จากเม็กซิโก), Cafe Rica (จากคอสตา ริกา), Toussaint (จาก เฮติ), Kamora (จากเม็กซิโก) ก็ล้วนเกิดขึ้นมาในระยะเวลาไล่เลี่ยกัน นั่นคือ ไม่เกิน 60 ปีนี้เอง

อันนี้สันนิษฐานเองนะครับว่า ในแง่ของการเป็นเครื่องดื่มประจำถิ่นฐาน น่าจะมีมานานมากแล้ว และเมื่อเราคิดถึงความจริงที่ว่าลาตินอเมริกาเองก็เป็นหนึ่งในแหล่งผลิตอ้อยและเหล้ารัมที่ดีที่ที่สุดในโลก จะแปลกตรงไหนที่เขาจะลองเอารัมเหยาะใส่กาแฟ

เมื่อสเปนเข้ามา พวกเขาน่าจะเอาค็อกเทลคลาสสิกของสเปนเองอย่าง Carajillo (ประกอบด้วย กาแฟ ผสมกับบรั่นดี) เข้ามาเผยแพร่ด้วย แต่เปลี่ยนจากกาแฟกับบรั่นดีหรือวิสกี้ มาเป็นเหล้ารัมแทน จนกระทั่งต่อมาก็พัฒนาเป็นอุตสาหกรรมมากขึ้นเรื่อยๆ

เหล้ารัมผสมกาแฟ มีปริมาณแอลกฮอล์ที่ค่อนข้างสูงทีเดียวนะครับ คืออยู่ที่ประมาณ 30-40% ในช่วงยุคทศวรรตที่ 1970 ช่วงที่ Cafe Rica และ Kahlua ออกจำหน่ายก็อยู่ที่ประมาณ 40% แต่ภายหลังก็มีการปรับสูตรให้มีแอลกอฮอล์ลดลงเหลือ 26-30% เพื่อให้เหมาะสมกับตลาด กาแฟที่ใช้โดยมากเป็นกาแฟอราบิกา ซึ่งเป็นที่นิยมปลูกในลาตินอเมริกาอยู่แล้ว ภายหลังเมื่อมีบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Pernod Ricard เข้าไปช่วยทำตลาดและซื้อแบรนด์เหล่านี้มาอยู่พอร์ตของตัวเอง ก็ผลักดันเอาเครื่องดื่มประเภทนี้เข้าสู่ตลาดมากขึ้น เราก็เริ่มเห็นค็อกเทลที่มีส่วนผสมของกาแฟมากขึ้นเรื่อยๆ นอกเหนือจาก Carajillo กับ Irish Coffee แต่เดิม นอกเหนือจาก Kahlua ใส่น้ำแข็ง แล้วก็จะมีอย่าง Black Russian, White Russian แล้วก็ Espresso Martini ก็เริ่มมีคนสั่งมากขึ้น ก็เป็นรสชาติที่แปลกไปอีกแบบ

หากคุณสงสัยว่า กาเฟอีนกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มีผลอย่างไรไหมกับร่างกาย ก็คงมีอยู่บ้างเช่นว่ามันทำให้เกิดความรู้สึกตื่นตัว แต่กาเฟอีนก็ยังน้อยกว่าค็อกเทลพวก Redbull Vodka สิ่งที่ควรระมัดระวังมากกว่านั้นก็คือน้ำตาลมากกว่า เนื่องจากเป็นประเทศปลูกอ้อย พวกเขาไม่จำเป็นต้องเขียมน้ำตาล โดยเฉพาะ Kahlua ซึ่งรสชาติค่อนข้างหวาน ความหวานนี้ต่างหากที่จะทำให้ร่ากายดูดซึมแอลกอฮอล์มากขึ้น

เจตนาของการมาเล่าสู่กันฟัง ผม ไม่ได้ต้องการส่งเสริมการดื่มอย่างเมามาย สาระอยู่ที่การเรียนรู้วัฒนธรรมการดื่ม ไม่ใช่การส่งเสริมนิสัยการดื่มแต่การได้รู้ประวัติศาสตร์ของการดื่มกิน เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เราเข้าใจสภาพสังคมและวัฒนธรรมของคนประเทศอื่นๆ ว่าเขาสร้างอัตลักษณ์ของพวกเขาขึ้นมาได้อย่างไร

เรียกว่าดื่มให้เป็นต้องเห็นที่มาของมันด้วย

 

อร่อยทุกชิ้น กล้วยแขกพระราม 5 สาขา 9

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 กันยายน 2560 เวลา 11:30 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/restaurant/512339

อร่อยทุกชิ้น กล้วยแขกพระราม 5 สาขา 9

เรื่อง แมงโก้หวาน

กล้วยแขกพระราม 5 ยี่ห้อนี้ดังมานานและขึ้นชื่อในความอร่อยและความโดดเด่นของเขาที่ถือเป็นเอกลักษณ์ของร้านและร้านสาขาไม่เหมือนเจ้าอื่นๆ ก็คือจะมีเครื่องสะบัดน้ำมันที่ใช้แรงเหวี่ยงให้สะเด็ดน้ำมัน ทอดเสร็จไม่ต้องตักมาพักรอให้น้ำมันสะเด็ดเหมือนเจ้าอื่นๆ แค่ใส่ลงในเครื่องสะบัดน้ำมันทำงานไม่ถึงนาที ก็จะได้กล้วยแขกแห้ง กรอบนอก นุ่มใน ไม่อมน้ำมันอร้อย…อร่อย

แล้วทำไมต้องสาขา 9 ตลาดศาลายา ทั้งที่เพิ่งเปิดได้ไม่นาน เพราะ 1.ไม่ว่าสาขาไหนกล้วยแขกพระราม 5 ก็คงคุณลักษณะเช่นที่กล่าวมาคือ แห้ง กรอบนอก นุ่มใน ไม่อมน้ำมัน และรสชาติอร่อย 2.สูตรตามเจ้าแห่งต้นตำรับที่พระราม 5 เป๊ะ ใช้แป้งข้าวเจ้า มะพร้าวขูด งาขาว เกลือ น้ำตาล และน้ำปูนใส (ปูนที่ใช้กินกับหมาก) ซึ่งเป็นสูตรเฉพาะที่ช่วยเพิ่มความกรอบให้กับแป้งโดยที่ไม่ต้องเติมผงฟู

3.สาขา 9 การตกแต่งร้านใช้ไม้ไผ่เป็นหลัก จึงดูเก๋ไก๋มีสไตล์น่ารักชวนให้ลูกค้าเข้าร้าน 4.เจ้าของที่เป็นผู้หญิง วัชรี สุพรรณมี หนึ่งในทีมพากย์ละครวิทยุของคณะเกศทิพย์ ซึ่งเธอรับหน้าที่พากย์เสียงเด็กไปจนถึงคนแก่ ทุกวันนี้ยังพากย์อยู่ทุกวันเสาร์ ส่วนใครไปอุดหนุนที่ร้านหากได้ยินเสียงเด็กน่ารักๆ โดยเฉพาะเสียงเด็กผู้ชายหรือเสียงคนแก่อย่าตกใจอาจเป็นเทคนิคการขายของเธอก็ได้ 5.ใช้น้ำมันบัวอย่างดีในการทอด ไม่ใช้น้ำมันปาล์มเพราะกล้วยทอดจะออกมาสีดำ

 

“ในการทอดกล้วยแขก เทคนิคของต้นตำรับต้องใช้ 3 กระทะ แต่ตอนนี้ทางร้านใช้ 2 กระทะอยู่เพราะคนไม่พอแต่ต่อไปเพิ่ม กระทะที่ 3 แน่นอน กระทะแรกเป็นกระทะ หยอดใช้ไฟกลาง หลังจุ่มกล้วยในแป้ง แล้วเอามาหย่อนกระทะแรกทีละชิ้นเพื่อ ไม่ให้ติดกัน พอแป้งห่อหุ้มสวยยังไม่เหลืองดี และไม่เกาะกระทะ ก็ย้ายมากระทะสองที่เพิ่มไฟอีกระดับหนึ่ง พอสุกกล้วยจะออก สีเหลืองจากนั้นเร่งไฟเพื่อไล่น้ำมัน แต่ถ้ามี กระทะ 3 ซึ่งใช้ไฟแรงโดยเฉพาะกล้วยสุกก็ย้ายมากระทะ 3 ได้เลย สักพักหนึ่งก็ย้ายไป สะเด็ดน้ำมันต่อที่เครื่องสะบัดน้ำมันเป็นอันเรียบร้อย” วัชรี บอกเคล็ดลับความอร่อยของกล้วยแขก

ปัจจุบันสาขา 9 ขายอยู่ 3 อย่างคือ กล้วย (ใช้กล้วยน้ำว้า) เผือก และมันเทศสีส้ม กล้วยอยู่ที่วันละ 30-40 หวี เพราะคนทำไม่พอเนื่องจากวัชรียังทำงานประจำอยู่ ส่วนราคา 8 ชิ้น 20 บาท ใครไปตลาดศาลายา อย่าลืมแวะไปอุดหนุน สามารถโทรสอบถามก่อนได้ที่ 08-0514-2995