สิงห์ปาร์ค เชียงราย ดนตรีสนุก อาหารอร่อย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/415264?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=lifestyle

สิงห์ปาร์ค เชียงราย ดนตรีสนุก อาหารอร่อย

8 กุมภาพันธ์ 2563 – 12:16 น.
สิงห์,บอลลูน
เปิดอ่าน 65 ครั้ง

คอลัมน์ – ตำนานแผ่นดิน โดย -อ.ไชยแสง กิรชัยวณิชย์

  บอลลูนนานาชาติ 2020 สิงห์ปาร์ค เชียงราย 
บริษัทบุญรอดบริวเวอรี่จำกัด ผู้ผลิตเครื่องดื่มสิงห์ น้ำดื่มสิงห์ โซดาสิงห์ เบียร์สิงห์ ข้าวพันดี และขนมขบเคี้ยวจากญี่ปุ่น มีพื้นที่ 8,500 ไร่ ที่ ต.แม่กรณ์ อ.เมือง จ.เชียงราย เมื่อ 40 ปีที่แล้ว สันติ ภิรมย์ภักดี กรรมการผู้จัดการใหญ่บุญรอดเทรดดิ้ง ใช้เป็นแปลงทดลองปลูกพืชไร่สำหรับเป็นวัตถุดิบในการผลิตเบียร์สิงห์เพื่อลดการสั่งนำเข้าจากต่างประเทศ รักษาดุลการค้าของประเทศไทย


ฮ็อป มอลต์ ยีสต์ พืชหลักในการทำเบียร์สิงห์ ถูกนำไปทดลองปลูกบนที่ดิน 8,500 ไร่ โดยหวังว่าอากาศที่หนาวเย็นใน จ.เชียงราย จะช่วยให้ ฮ็อป มอลต์ ยีสต์ จะให้ผลผลิตที่ดีสามารถนำไปใช้ในการผลิตเบียร์สิงห์ จะช่วยประหยัดต้นทุนการผลิตเบียร์สิงห์ ซึ่งเป็นเบียร์ยี่ห้อแรกที่ผลิตในประเทศไทย โดยใช้เวลาในการทดลองปลูกฮ็อป มอลต์ ยีสต์ นานกว่า 30 ปี
ปรากฏว่าการทดลองปลูกฮ็อป มอลต์ ยีสต์ บนแผ่นดินไทยไม่เป็นที่น่าพอใจ เนื่องจากสภาพอากาศไม่เอื้ออำนวยให้พืชทั้งสามชนิด เจริญเติบโตให้ผลผลิตอย่างยั่งยืนเหมือนเมืองหนาวแถบยุโรป สันติ ภิรมย์ภักดี กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทบุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด จึงเปลี่ยนมาทดลองปลูกชาอู่หลง ผลไม้เมืองหนาว ผักเมืองหนาว และไม้ดอกเมืองหนาว

โดยยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียงตามปรัชญาพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ให้ชาวบ้านแม่กรณ์เข้ามาช่วยในเพาะปลูกชาอู่หลง ผักผลไม้ ไม้ดอกเมืองหนาวจนประสบความสำเร็จอย่างดียิ่ง ทำให้พื้นที่ 8,500 ไร่ กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวของชาวเชียงรายเพราะอยู่ใกล้เมืองเชียงรายเพียง 12 กิโลเมตรเท่านั้น
เมื่อมีการสร้างสนามบินเชียงราย สันติ ภิรมย์ภักดี จึงพัฒนาไร่บุญรอดให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวของคนไทย ส่งพนักงานบุญรอดบริวเวอรี่ไปดูงานการแข่งขันบอลลูนที่สหรัฐอเมริกา แล้วมาจัดการแข่งขันบอลลูนนานาชาติที่ไร่บุญรอด เชียงราย จัดเวทีคอนเสิร์ตเชิญนักร้องที่มีชื่อเสียงมาแสดงให้ชาวเชียงรายและนักท่องเที่ยวเข้าชมมาเป็นระยะเวลา 5 ปี
            สิงห์ปาร์ค เชียงราย ดนตรีสนุก อาหารอร่อย
การแข่งขันบอลลูนนานาชาติ ไร่บุญรอด เชียงราย กระตุ้นให้ชาวไทยทั่วประเทศ และนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศเดินทางด้วยเครื่องบินไปชมการแข่งขันบอลลูนนานาชาติอย่างล้นหลาม และยังได้ชมคอนเสิร์ตจากนักร้องนักดนตรีที่มีชื่อเสียงของไทยอย่างใกล้ชิด ท่ามกลางอากาศเย็นสบายของเมืองเชียงราย ทำให้โรงแรมที่พักในเมืองเชียงรายเต็มตลอดการจัดงานทุกปี

           สันติ ภิรมย์ภักดี กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทบุญรอดบริเวอรี่ จำกัด มองเห็นว่าชาวเชียงราย นักท่องเที่ยวชาวไทย และนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศ มาเที่ยวชมการแข่งขับบอลลูนนานาชาติจนเต็มพื้นที่จัดงานแล้ว จึงมีดำริให้มีการแสดงโขนกลางแปลง โดยเชิญศิลปินโขนจากกรมศิลปากรมาร่วมแสดงโขนริมสระน้ำ ท่ามกลางไร่ชาอู่หลงอันกว้างใหญ่
ภูภิรมย์ ร้านอาหารในนามของบริษัทบุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด สร้างบนยอดเนินไร่ชาอู่หลงอันกว้างใหญ่ ให้นักท่องเที่ยวเข้าชิมอาหารจากเชฟของเบียร์สิงห์ ไก่ย่างภูภิรมย์ ไก่ย่างที่มีชื่อเสียงจากลานเบียร์สิงห์ทุกเทศกาล ยำยอดใบชาอู่หลง ใช้ยอดใบชาอู่หลงชุบแป้งทอดกรอบ กินกับน้ำยำกุ้งสด รสหวานอมเปรี้ยวเค็มนิดๆ ช่วยให้ยอดใบชาทอดกรอบอร่อยยิ่งขึ้น
เทศกาลบอลลูนนานาชาติ 2020 ณ สิงห์ปาร์ค เชียงราย ปีนี้จัดวันที่ 12-16 กุมภาพันธ์ ณ ไร่บุญรอด เชียงราย นอกจากจะมีการแข่งขันบอลลูนที่นักบอลลูนจาก 14 ประเทศ ส่งบอลลูนมาแข่งขันแล้ว ยังมีการแสดงโชว์บอลลูนรูปร่างแปลกตา รูปร่างสวยงามจากทุกชาติที่เข้าร่วมการแข่งขันเพื่อให้คนไทยและนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ โดยเฉพาะประเทศจีน เข้ามาชมอย่างคับคั่ง

ทุกค่ำคืนวันที่ 12-16 กุมภาพันธ์ พบกับการแสดงสดของนักร้องนักดนตรีชื่อดังจากทั่วประเทศบนสนามหญ้ากลางลานสิงห์ปาร์ค เชียงราย รับชาวเชียงรายและนักท่องเที่ยวได้มากถึง 50,000 คนต่อทุกค่ำคืน พร้อมที่ลานจอดรถได้มากกว่า 5,000 คัน จัดระบบการจราจรภายในอย่างเป็นระเบียบ ไม่ทำให้เกิดการจราจรติดขัด กระทบการจราจรบนถนนสายหลักถึงเมืองเชียงราย
รอบเวทีคอนเสิร์ตยังมีบูธอาหารจากร้านอาหารที่มีชื่อเสียงจากเมืองเชียงรายและเชียงใหม่ ร้านชาไทยของไร่บุญรอด ให้ซื้อกินตั้งแต่สี่โมงเย็นถึงเที่ยงคืน สเต๊กเนื้อ สเต๊กหมูจากร้านภูภิรมย์ ใช้เนื้อวัวและหมูชั้นดีหมักด้วยพริกไทยป่นตรามือ ย่างด้วยเตาถ่านให้หอมกรุ่นเนื้อนุ่มอร่อย กินกับไส้กรอกสูตรพิเศษของสิงห์ ราดด้วยซอสพริกคุณต๊อด ช่วยให้สเต๊กเนื้ออร่อยยิ่งขึ้น

ไก่ทอดภูคำ ไก่ทอดร้านอร่อยจากเมืองเชียงราย บาร์บีคิวไก่-หมู ร้านสารพัดยำ นำอาหารทะเลสดจากแพปลามหาชัย มายำให้อร่อยด้วยน้ำปลาทิพรส หมูหัน วัวหัน จากอำเภอเวียงชัยที่มีชื่อเสียง ย่างด้วยถ่านไม้สนให้กลิ่นควันเข้าเนื้อหนังบางกรอบ เทศกาลบอลลูนนานาชาติ เริ่มวันที่ 12-16 กุมภาพันธ์ รีบจองตั๋วเครื่องบิน โรงแรม รถเช่า ไปเที่ยวงานนี้กันเถอะ


                  ครัวลอยฟ้า ยำหมูยอทะเล
สุดยอดร้านยำเชียงราย ใช้อาหารทะเลสดส่งมาจากแพปลามหาชัย เอามาลวกยำกับหมูยอต้นตำรับเมืองเชียงราย ปรุงรสด้วยน้ำปลาทิพรส พริกไทยป่นตรามือให้เข้าเนื้อ พริกขี้หนูสวนรสแซบ

เครื่องปรุง
1.ซีฟู้ด กุ้ง-หอยนางรม-เนื้อปลากะพง 1 ถ้วย
2.หมูยอดเชียงราย 1 ห่อ
3.น้ำมะนาว 2 ลูก
4.น้ำตาลปี๊บ-น้ำปลาทิพรส 1 ถ้วย
5.พริกขี้หนูสับละเอียด 1 ถ้วย
6.ขึ้นฉ่าย-หอมหัวใหญ่ 1 ถ้วย
7.พริกไทยป่นตรามือ 1 ขวด
วิธีทำ
1.ลวกอาหารทะเลหมูยอให้สุกแล้วสะเด็ดน้ำให้แห้งสนิท
2.ผสมน้ำมะนาวน้ำตาลปี๊บน้ำปลาพริกขี้หนูสับรวนเป็นน้ำยำ
3.ราดน้ำยำลงในซีฟู้ดหมูยอใช้ช้อนรวนให้เข้ากัน
4.ใส่ขึ้นฉ่ายหอมหัวใหญ่แล้วโรยพริกไทยป่นตรามือ
ยำหมูยอทะเล มีขายในงานเทศกาลบอลลูนนานาชาติ ณ สิงห์ปาร์ค เชียงราย วันที่ 12-16 กุมภาพันธ์ มีให้กินทุกค่ำคืน แล้วขึ้นบอลลูนชมไร่บุญรอด 8,500 ไร่ สวยงามจับใจ

รสเตี๋ยวสามชาติ ข้าวหน้าไก่อาม่า #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/415253?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=lifestyle

รสเตี๋ยวสามชาติ ข้าวหน้าไก่อาม่า

8 กุมภาพันธ์ 2563 – 04:54 น.
อาหาร,ตำนานแผ่นดิน
เปิดอ่าน 180 ครั้ง

คอลัมน์ – ตำนานแผ่นดิน โดย อ.ไชยแสง กิรชัยวณิชย์

         ง่วนสูน(พริกไทยตรามือ) ตำนานเยาวราช 
สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิดงาน “เทศกาลตรุษจีนเยาวราช” ตั้งแต่ปี 2543 ทรงเป็นมิ่งขวัญของชาวไทยเชื้อสายจีน เพราะตลอด 20 ปีที่ผ่านมา เสด็จฯ ไปทรงเยี่ยมร้านค้าร้านอาหารเกือบทั่วถนนเยาวราชและเจริญกรุง

             สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิดงาน “เทศกาลตรุษจีนเยาวราช”
       วิศิษฏ์ ลิ้มประนะ ผู้บริหารบริษัทง่วนสูน(พริกไทยตรามือ) ในฐานะกรรมการชุมชนชาวไทยเชื้อสายจีนเยาวราช มีบทบาทสำคัญยิ่งในการรับเสด็จ ดูแลการจัดเส้นทางเสด็จพระราชดำเนินตลอดถนนสายเยาวราช ทรงเยี่ยมร้านค้าร้านอาหารทั้งที่อยู่ในตรอกซอยต่างๆ แทบทุกร้านมีพระฉายาลักษณ์ที่ทรงฉายกับเจ้าของร้านประดับไว้ด้วยความจงรักภักดีและเทิดทูน
“เทศกาลตรุษจีนเยาวราช ปี 2563” สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเป็นประธานเปิดงาน โดยมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี, ชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา, พิพัฒน์ รัชกิจประการ รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา, อิทธิพล คุณปลื้ม รมว.วัฒนธรรม, พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าฯ กทม. เฝ้าทูลละอองพระบาทรับเสด็จ ร่วมกับชาวไทยเชื้อสายจีนเยาวราชอย่างเนืองแน่น


     ลั่ว ซู่ กัง รมต.วัฒนธรรมและการท่องเที่ยว สาธารณรัฐประชาชนจีน กล่าวถวายพระพรชัยมงคลและทูลเกล้าฯ ถวายของที่ระลึก, ฐาปน สิริวัฒนภักดี ประธานคณะกรรมการจัดงานตรุษจีนเยาวราช กราบบังคมทูลรายงานการจัดงานตรุษจีนเยาวราช จากนั้นเสด็จพระราชดำเนินไปทรงกราบนมัสการเจ้าแม่กวนอิม ภายในโรงพยาบาลเทียนฟ้ามูลนิธิ เป็นเจ้าแม่กวนอิมศิลปะสมัยราชวงศ์ถัง อายุกว่าพันปี
ทรงพระดำเนินเข้าซอยอิสรานุภาพ เยี่ยมพ่อค้าแม่ค้าชาวไทยเชื้อสายจีนตรอกเล่งบ๊วยเอี้ยะ ซึ่งเป็นตลาดเก่าแก่ที่ยังเหลืออยู่ย่านเยาวราชอายุกว่า 110 ปี ประทับพักพระอิริยาบถที่ร้านง่วนสูน(พริกไทยตรามือ) วิศิษฎ์ ลิ้มประนะ ผู้บริหารบริษัทง่วนสูน(พริกไทยตรามือ) ในฐานะกรรมการร้านภูฟ้า เข้าเฝ้าฯ รับเสด็จ การนี้ ทรงพู่กันจีนคำว่า源顺 (ง่วนสูน) บนกระดาษแดง แปลว่า ก่อเกิดความเจริญรุ่งเรือง พระราชทานแก่ร้านง่วนสูน(พริกไทยตรามือ)

           รสเตี๋ยว ไทย+จีน+ฝรั่ง ข้าวหน้าไก่อาม่า
        ณพดล คูเกษมรัตน์ อดีตผู้จัดการทั่วไป โรงแรมแกรนด์ไชน่า ส่งลูกชายไปเรียนธุรกิจที่ลอนดอน อาตี๋ว่างจากเรียนไปรับจ้างล้างจานในครัวร้านอาหาร ฝึกทำอาหารฝรั่งจนเชี่ยวชาญ กลับเมืองไทยแทนที่จะไปทำงานบริหาร กลับขอเตี่ยซื้อรถบรรทุกเล็ก ดัดแปลงเป็นร้านขายก๋วยเตี๋ยวหมูต้มยำ จอดขายข้างโรงแรมแกรนด์ไชน่า ถนนเยาวราช ทุกค่ำคืน
           สรวิชญ์ คูเกษมรัตน์ ทำก๋วยเตี๋ยวหมูต้มยำใส่รถขายอยู่ 3 ปี จึงย้ายไปขายที่ฟู้ดคอร์ท ชั้นใต้ดิน ตึกสินธร ถนนวิทยุ ก๋วยเตี๋ยวหมูต้มยำ ก๋วยเตี๋ยวทะเลต้มยำ ก๋วยเตี๋ยวหมูต้มยำไข่ออนเซน ข้าวต้มแห้งหมู-ทะเล ต้มยำน้ำข้นทะเล ข้าวหน้าไก่สูตรอาม่า ขายเฉพาะมื้อเที่ยง เย็นกลับมาเปิดร้านขายที่บ้าน ถนนท่าดินแดงซอย 2 คลองสาน


รสเตี๋ยว เด็กๆ อาม่าทำกับข้าวให้กิน สอนวิธีการทำอาหารจีนให้อร่อย ไก่แช่เหล้า ข้าวหน้าไก่ ก๋วยเตี๋ยวหมูต้มยำ จนตี๋มีความรู้การทำอาหารจีนติดตัว ไปช่วยทำอาหารให้ฝรั่งกิน แล้วฝึกการทำอาหารฝรั่งตามแบบฉบับชาวอังกฤษ กลับถึงเมืองไทยเตี่ยให้ไปทำงานเป็นผู้จัดการฝ่ายห้องพักโรงแรมย่านเยาวราช แต่ด้วยใจรักงานอาหาร ตี๋ลาออกมาทำอาหารขาย
ก๋วยเตี๋ยวหมูต้มยำไข่ออนเซน ต้องคั่วถั่วลิสงพริกแห้งแล้วบดทุกวัน จะได้ถั่วพริกหอมกรอบกินกับก๋วยเตี๋ยวอร่อย น้ำต้มยำปรุงรสให้เข้มข้น ใส่ไข่ลวกออนเซนแบบญี่ปุ่น ให้กินอิ่มเต็มท้องทุกชาม ข้าวหน้าไก่อาม่า เป็นสูตรที่อาม่าสอนให้ทำตั้งแต่เด็ก ต้มเคี่ยวเนื้อไก่ด้วยวิธีสุญญากาศ กับซอสหอยนางรมน้ำมันงาน้ำตาลปี๊บให้หอมหวานนิดอร่อยกว่าห้าแยกพลับพลาไชย ขายที่ตึกสาธร
ร้านรสเตี๋ยว ท่าดินแดง เปิดทุกวันตั้งแต่ 17.00-23.00 น. ตี๋กลับมาที่บ้าน ทำอาหารตามสั่งให้ลูกค้านั่งกินในห้องแอร์อย่างมีความสุข หม้อไฟซี่โครงหมูน้ำข้น ตี๋เลือกใช้ซี่โครงหมูอ่อน ต้มด้วยระบบสุญญากาศความร้อนต่ำ เคี่ยวจนกระดูกอ่อนแข็งๆ กลายเป็นวุ้นใสได้น้ำซุปข้นเหนียว เอาไปทำหม้อไฟร้อนๆ โรยด้วยงาขาว น้ำจะขลุกขลิกหอมกลิ่นไขกระดูกหมู


สเต๊กหมูพริกไทยดำ ตี๋เลือกหมูเนื้อสันนอก หมักด้วยเครื่องปรุงสูตรพิเศษที่เรียนมาจากครัวในลอนดอน เอาไปทอดย่างจนเนื้อหมูสุกนอกนุ่มใน น้ำที่ได้จากการหมักหมู เอาไปรวนกับซอสสเต๊กพริกไทยดำตรามือจนเหนียวข้น ราดเนื้อสเต๊กช่วยให้ชุ่ม ปลาหมึกผัดพริกเกลือ ใช้หมึกกล้วยหั่นเป็นเส้นยาว ชุบแป้งทอดให้กรอบ ผัดพริกขี้หนูสวนกระเทียมเกลือพริกไทยตรามือให้หอม
สลัดเป็ดอโรม่า ตี๋ตุ๋นเป็ดด้วยอบเชยโป๊ยกั๊กพริกไทยตรามือ ให้เครื่องพะโล้ซึมเข้าเนื้อจนนุ่ม ฉีกเนื้อเป็ดติดหนังทอดให้กรอบ กินกับผักสลัดรากบัวทอดกรอบ อร่อยผสมจีนกับฝรั่ง พาสต้ามันปู ใช้มันปูญี่ปุ่น(คานิมิโซะ) กระป๋องเล็กๆ 400 กว่าบาท เอามันปูญี่ปุ่นมารวนกับน้ำซุปเหยาะพริกไทยป่นตรามือลงไปให้หอม ราดบนเส้นพาสต้าให้ชุ่ม หอมมันอร่อยมาก


คอหมูชาชูนุ่มๆ เนื้อสเต๊ก ไก่แช่เหล้า ราดหน้าไข่ข้นทะเล อาหารอร่อยที่ ร้านรสเตี๋ยว ถนนท่าดินแดงซอย 2 คลองสาน ที่จอดรถหน้าร้าน โทร.08-4244-2646 เปิด 17.00-23.00 น. ทุกวัน

                ครัวลอยฟ้า ข้าวหน้าไก่อาม่า
ตี๋ สรวิชญ์ คูเกษมรัตน์ ให้สูตรข้าวหน้าไก่ที่อาม่าสอนให้ทำ ไปทำกินบนคอนโดลอยฟ้า ให้อร่อยเหมือนไปกินที่ห้าแยกพลับพลาไชย

เครื่องปรุง
1.เนื้อน่องไก่ 5 ชิ้น
2.พริกไทยป่นตรามือ 1 ขวด
3.แป้งมันฮ่องกงตรามือ 1 ถุง
4.น้ำตาลปี๊บ 3 ช้อนชา
5.ซีอิ๊วดำหวาน 3 ช้อนชา
6.ซอสหอยนางรมฮ่องกง 4 ช้อนโต๊ะ
วิธีทำ
1.หั่นเนื้อไก่เป็นชิ้นสี่เหลี่ยมลูกเต๋านำลงผัดน้ำมันให้ใกล้สุก
2.ใส่น้ำซุปให้ท่วมพริกไทยป่นน้ำตาลปี๊บซอสหอยนางรมต้มให้เดือดจัด
3.หรี่ไฟลงเติมซีอิ๊วดำหวานให้สีเข้มขึ้นเคี่ยวจนเนื้อไก่นุ่มละลายแป้งมันลงไปให้เหนียว
ราดหน้าไก่บนข้าวสวยหอมมะลิพันดีให้ชุ่ม ตอกไข่ออนเซนลงไป 1 ฟอง หั่นแตงกวา พริกชี้ฟ้าเขียวเป็นเครื่องแกล้ม อร่อยจนไม่ต้องไปกินที่ห้าแยกพลับพลาไชย

รสชาติของความรักที่ “เอสเคป แบงค็อก” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/415199?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=lifestyle

รสชาติของความรักที่ “เอสเคป แบงค็อก”

6 กุมภาพันธ์ 2563 – 16:00 น.
เอสเคป แบงค็อก,Escape Bangkok,เอ็มควอเทียร์,วาเลนไทน์,สไตล์คาบาน่า,ทรอปิคอล,บาหลี,บีชคลับ,อะโลฮ่า,ฮาลอง ดรีม,เค้กมองบลังค์,แอพลิไทเซอร์ บอร์ด,สปาเกตตีไส้กรอกอีสาน,เนื้อแกะตุ๋นซอสช็อกโกแลต,บอร์ดโคลด์คัท,ชีสแพลตเตอร์,หอยนางรมคู่รัก,โมร็อกโก
เปิดอ่าน 107 ครั้ง

ร้านอร่อยบรรยากาศโรแมนติกใจกลางกรุง เติมเต็มรักหวานวันวาเลนไทน์

14 กุมภาพันธ์ วันวาเลนไทน์ปีนี้ แม้บรรยากาศจะอบอวลไปด้วยฝุ่นพีเอ็ม 2.5 และความกังวลเกี่ยวกับไวรัสโคโรนาที่กำลังระบาดอย่างหนัก หากว่าคนที่มี “รัก” ในหัวใจอย่างเต็มเปี่ยมก็ยังรู้สึกสดชื่นได้…นัดพบและมอบดอกไม้เสร็จสรรพ สเต็ปต่อไปก็ต้องหาร้านอร่อยบรรยากาศโรแมนติกเติมเต็มซึ่งกันและกัน มื้อสำคัญลองให้แหล่งกินดื่มใจกลางกรุงอย่าง “เอสเคป แบงค็อก” (Escape Bangkok) บนชั้น 5 ศูนย์การค้า ดิ เอ็มควอเทียร์ เป็นตัวเลือก ปีนี้เขาเตรียมรายการอาหารและเครื่องดื่มสื่อความหมายดีๆ ไว้เอาใจคนมีรักทุกรูปแบบ…

มุมโรแมนติก

บรรยากาศแบบบีชคลับ

          เอสเคป แบงค็อก เป็นบีชคลับสุดแสนจะอะโลฮ่า ตกแต่งผสมผสานระหว่างสไตล์คาบาน่าและทรอปิคอล เลือกใช้เฟอร์นิเจอร์นำเข้าจากบาหลีและโมร็อกโกเป็นหลัก กลมกลืนไปกับวิวทิวทัศน์ของป่าปูนที่รายล้อมอยู่ในใจกลางสุขุมวิท มีให้เลือกนั่งถึง 4 โซน เริ่มจากโซนเบียร์บาร์และทาปาสที่เน้นเสิร์ฟเครื่องดื่มและของกินเล่น ต่อด้วยโซนบาร์เครื่องดื่มสีขาวตรงกลาง ที่เปิดโอกาสให้ทุกคนสามารถนั่งพูดคุยกับบาร์เทนเดอร์ได้อย่างใกล้ชิดชนิดมองตาก็รู้ใจ หรือจะเป็นโซนอินดอร์ที่เหมาะสำหรับจัดไพรเวทปาร์ตี้ แต่ถ้าชอบความเป็นส่วนตั๊วส่วนตัวกับใครบางคนมุมโซฟาตรงระเบียง นั่งเอนกายจับมือพร้อมชมพระอาทิตย์ตกก็โรแมนติกใช่เล่น

หอยนางรมคู่รัก

บอร์ดโคลด์คัทและชีสแพลตเตอร์

          ได้มุมโปรดกันแล้ว กางเมนูสำรวจรายการอาหารรับวาเลนไทน์ บอกเลยทุกจานผ่านการคัดสรรอย่างพิถีพิถัน เริ่มจากออเดิร์ฟเรียกน้ำย่อย “หอยนางรมคู่รัก” หอยนางรมสดจากฝรั่งเศส เสิร์ฟมาเป็นคู่พร้อมค็อกเทลสุดคลาสสิกอย่าง “บลัดดี้ แมรี่” และเจลลี่ส้มยูสุผสมบีทรูทเพิ่มความสดชื่น หรือถ้าสาวข้างกายโปรดปรานรสชาติของชีส แนะนำให้สั่ง “บอร์ดโคลด์คัทและชีสแพลตเตอร์นำเข้า” เสิร์ฟมาบนถาดไม้ประกอบไปด้วย พาร์ม่า แฮม, สแปนิช โคริโซ่, ค็อปป้า แฮม, ซาลามี่, เพโคริโน่ หรือ ชีสนมแกะ, พาร์เมซาน ชีส และบรี ชีส พร้อมแครกเกอร์ ขนมปัง และผลไม้สด แห้ง หยิบกันเพลินเชียวล่ะ

แซลมอนเคียงคู่ริซอตโตบีทรูท

          อีกจานเบาๆ ที่อยากให้ลอง “แซลมอนเคียงคู่ริซอตโตบีทรูท” รับประทานง่ายๆ ด้วยเนื้อปลาแซลมอนเซียแบบสุกพอดี เสิร์ฟพร้อมริซอตโต้บีทรูท เบค่อน และซอสวารูเต้ที่ผสมชาร์โดห์เนย์ โรส หรือไวน์สีชมพู สบตาแล้วค่อยๆ ละเลียดได้รสชาติสุดๆ

เนื้อแกะตุ๋นซอสช็อกโกแลต

ชุดซีฟู้ดย่าง

          ส่วนใครที่ชอบรสชาติอันหนักหน่วง แนะนำเป็น “เนื้อแกะตุ๋นซอสช็อกโกแลต” งานนี้ใช้เนื้อแกะนำเข้าส่วนไหล่ตุ๋นกับซอสช็อกโกแลตจนนุ่ม เสิร์ฟคู่ทอร์เทลลินีชีสและผักโขม ความนุ่มของเนื้อไปกันได้ดีกับความหอมอ่อนๆ ของช็อกโกแลต แต่ถ้าไม่สันทัดเนื้อแกะเพราะทั้งใจยกให้ซีฟู้ดก็มี “ชุดซีฟู้ดย่าง” มีทั้งบอสตันล็อบสเตอร์ กุ้งลายเสือเนื้อเด้ง หอยเซลล์ตัวโต ปลาหิมะ ย่างด้วยเตาถ่านชาร์โคลหอมๆ จิ้มกับซอสซีฟู้ดรสแซบจัดจ้าดสุดเปรมปรีดิ์

ผัดไทยกุ้งสูตรเอสเคป

สปาเกตตีไส้กรอกอีสาน

แอพลิไทเซอร์ บอร์ด

เค้กมองบลังค์สูตรโฮมเมด

          ยังมีจานเด็ดที่จะทำให้วาเลนไทน์ไม่มีจืดชืดซึ่งเป็นเมนูขึ้นชื่อของร้านอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็น “ผัดไทยกุ้งสูตรเอสเคป” เส้นนุ้มนุ่มรสชาติไม่ธรรมดา หรือ “สปาเกตตีไส้กรอกอีสาน” ผัดน้ำมันมะกอก จัดจ้านด้วยพริกแห้งและกระเทียม หรือ “แอพลิไทเซอร์ บอร์ด” ของกินเล่นยอดฮิตของร้านรวมอยู่ในเซตเดียว สั่งมาแชร์กับเพื่อนๆ ก่อนจะล้างปากด้วยของหวาน “เค้กมองบลังค์สูตรโฮมเมด”  หอมหวานกำลังพอดี ด้วยครีมเกาลัดเนื้อเนียน นุ่มละมุนเข้ากันดีกับรสเปรี้ยวนิดๆ ของสตรอเบอร์รี่อบแห้ง

โมจิโต้-ฮาลอง ดรีม

          และแน่นอนว่ารสชาติของเครื่องดื่มมักขาดไม่ได้สำหรับช่วงเวลาดีๆ ทางร้านเตรียมสูตรเด็ดสำหรับทุกอารมณ์ เช่น “ฮาลอง ดรีม” ซิกเนเจอร์ค็อกเทลหอมหวาน ผสมผสานด้วยลิ้นจี่ วอดก้า จากเวียดนาม สดชื่นเสมือนกำลังนั่งจิบอยู่ริมชายหาด เพิ่มดีกรีอีกนิดกับ “โมจิโต้” ค็อกเทลสุดฮิตของนักดื่ม เหล้ารัมที่ผสมผสานความหอมของใบมิ้นต์และน้ำตาลทรายแดง เพิ่มความเปรี้ยว ซ่าด้วยโซดา มะนาว เหมาะสำหรับวันสบายๆ เป็นที่สุด

บรรยากาศแบบบีชคลับ

          ชอบอารมณ์ดังว่าก็ชักชวนคนที่คุณรักสวมหน้ากากอนามัยไปกันเลย ร้านอยู่ชั้น 5 ดิ เอ็มควอเทียร์ เปิดบริการทุกวัน เวลา 17.00-24.00 น. สอบถามโทร.0-2003-6000

          หลังจากมื้อนี้จะไปต่อกันที่ไหนก็สุดแต่…เรื่องนั้นเหนือการควบคุม…@

Museum Hua Hin goes mulberry mad for Valentine’s #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

https://www.nationthailand.com/food/30381756?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

Museum Hua Hin goes mulberry mad for Valentine’s

Feb 07. 2020
By The Nation

The Museum Coffee & Tea Corner at Centara Grand Beach Resort & Villas Hua Hin is serving a romantic dessert throughout the month of love.

“Marvellous Mulberry Treats” boasts a perfect balance of sweetness and tartness coaxed from the season’s best mulberries.

Highlights include the all-time favourite Mulberry & Cream Jelly Cake with vanilla sponge cake and lashings of cream and jelly, and Mulberry, Pistachio & White Chocolate Trifle Cake, featuring multiple layers of summertime deliciousness.

Mulberry and Lemongrass Yoghurt Tart is a refreshing, citrusy treasure.

Also on the menu are freshly made breads, pastries and sandwiches available daily for dining in or taking away.

Prices start at Bt120-plus.

Wuhan’s signature noodles become a symbol of solidarity amid the coronavirus outbreak #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

https://www.nationthailand.com/food/30381722?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

Wuhan’s signature noodles become a symbol of solidarity amid the coronavirus outbreak

Feb 07. 2020
Wuhan's signature noodles at Mama Chang. MUST CREDIT: Washington Post photo by Emily Heil.

Wuhan’s signature noodles at Mama Chang. MUST CREDIT: Washington Post photo by Emily Heil.
By The Washington Post · Emily Heil · FEATURES, FOOD

This is how most Americans have come to know the Chinese city of Wuhan, where health workers are trying to contain the spread of the deadly coronavirus outbreak: a panicked metropolis, a hastily constructed hospital built to accommodate masses of victims and an eerie scene of empty streets.

But Wuhan has other faces – such as its thriving punk scene, abundant cherry blossoms and historic temples. Then there’s the city’s signature dish, hot dry noodles, or re gan mian. Picture a bowlful of springy spirals coated in a thick brown paste of toasted sesame, sometimes graced with flecks of fiery red pepper, pickled vegetables, green onions or soft herbs.

With Wuhan on lockdown and the world watching through the grainy lens of newspaper photos, hot dry noodles have become its unlikely ambassador, a reminder that Wuhan, the river-crossed home to more than 11 million people, is more than just the epicenter of a lethal virus.

For Lydia Chang, they are the taste of childhood. Chang, director of business development for her family’s Washington-based restaurant empire, grew up in Wuhan, where her mother, chef Lisa Chang, is from. Her father, chef Peter, is a native of Hubei, the province of which Wuhan is the capital. “If you ask anyone who has been to Wuhan what is the flavor you miss most when you are away, they will say the sesame noodles,” she says.

She wishes the world hadn’t been introduced to her hometown the way it has. “It’s sad for the city that it has so much wonderful culture to be recognized internationally for the first time for something tragic,” she says.

A better way to meet Wuhan, she says, can be found on the menus at all four of her family’s Washington-area restaurants. There, the curly flour noodles are topped with the traditional sauce and a crown of rust-red pepper mixture that contributes a warm but not scorching heat, which diners stir together with shards of pickled radish and sprigs of cilantro for a complex bowlful. The dish might resemble those served at street stalls all over her hometown, Lydia says, but the paste’s precise ratio of toasted-sesame sweetness, savory soy and salt is her mother’s “secret.”

In the pantheon of Chinese noodles, Wuhan’s hot dry noodles are far lesser known to American diners than others such as dan dan or zhajiang, says Jennifer 8. Lee, author of “The Fortune Cookie Chronicles: Adventures in the World of Chinese Food.” They’re not even ubiquitous in other parts of China, she says. What distinguishes them from the more common noodles seen stateside is that they are not served in a soupy sauce, nor are they usually fried, hence the “dry” descriptor. They’re typically eaten for breakfast, though if you find them on American menus, it’s usually as a lunch or dinner appetizer.

In addition to being a touchstone for far-flung Wuhan natives, the noodles have become a symbol around the globe of solidarity with the people of the quarantined city. As news of the virus spread, a touching Chinese cartoon circulated on social media. It featured a bowl of noodles, depicted as a hospital patient being attended to by a doctor. Outside the window, a gaggle of other characters gather, each depicting the signature dishes of other regions, holding signs that read, “Hot dry noodles, get better.”

In another gesture of unity, people spliced images of other iconic dishes with bowls of the hot dry noodles to create a single dish and shared them on Twitter. The message? We’re not so different from one another.

Yuli Yang, an editor for CNN International based in Hong Kong, posted a thread of tweets this week paying tribute to her hometown of Wuhan. They included a love letter to the dish, along with some of the city’s other points of pride: its many lakes, its lotus blossoms and the first Asian Grand Slam champ, Li Na. “With these mini-tales of Wuhan, I hope you can open up a small space in your heart,” Yang concluded. “A space for compassion. A space to love and to support the millions of my fellow Wuhaners.”

Caffeine has been a boon for civilization, Michael Pollan says. But it has come at a cost. #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

https://www.nationthailand.com/food/30381665?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

Caffeine has been a boon for civilization, Michael Pollan says. But it has come at a cost.

Feb 06. 2020
By The Washington Post · Tim Carman · FEATURES, FOOD
Michael Pollan laughs and says, yes, he’s on drugs while conducting this interview. Okay, he doesn’t use those exact words, but he acknowledges that he has a “tall, takeout container” of half-caff coffee at his side as we discuss, via phone, his latest project, simply titled “Caffeine,” available only as an audio book from Audible.

Pollan, the author of “The Omnivore’s Dilemma,” “The Botany of Desire,” “In Defense of Food” and “How to Change Your Mind” – in which he has explored our complicated relationship with food, plants, drugs and many other things we take for granted – has turned his imposing analytical skills to caffeine, the most popular mind-altering chemical on the planet.

“For most of us, to be caffeinated to one degree or another has simply become baseline human consciousness,” Pollan writes, well, reads in “Caffeine.” “Something like 90% of humans ingest caffeine regularly, making it the most widely used psychoactive drug in the world and the only one we routinely give to children, commonly in the form of soda. It’s so pervasive that it’s easy to overlook the fact that to be caffeinated is not baseline consciousness but, in fact, is an altered state.”

After others suggested the idea, Pollan decided to get off caffeine, cold turkey, to better understand the stimulant’s effects on human consciousness. Last year, he abstained from coffee and tea for three months. As he notes in “Caffeine,” the experiment nearly killed his enthusiasm for the book. “How can you possibly expect to write anything when you can’t concentrate?” Pollan writes about his withdrawal symptoms, a state so intense that it’s officially classified as a mental disorder by the American Psychiatric Association.

When Pollan ended his caffeine fast, he promised himself to drink coffee and tea only on Saturdays. Our interview was on a Monday. So what happened?

His Saturday-only policy was proceeding as planned, Pollan says, but then he went to Scandinavia on a book tour in December, when the days are shorter than the attention span of a tween on Twitter. “It was really dark,” he says. “It got dark at 2:46 in the afternoon in Stockholm. I remember this. So people are like caffeinated till then, and then they switch over to alcohol, and that’s basically how they survive. And I was jet-lagged on top of it, so I started having some caffeine then, and it did get me through that whole experience.”

“And now I’ve lapsed,” he adds. These days, he has a half-caff every morning.

Pollan’s fall from the wagon is more testimony to the addictive nature of caffeine, a drug that the author argues helped advance civilization while, simultaneously, disrupting our sleep. The introduction of coffee and tea to Europe in the mid-17th century – at the time, alcohol was the drink that fueled and befogged workers – freed “people from the natural rhythms of the body and the sun, thus making possible whole new kinds of work and, arguably, new kinds of thought, too,” Pollan writes.

Caffeine would transform the world around us in ways large and small, magnificent and horrific. It would stimulate and focus the mind in a way that would influence the workplace, politics, social relations and “arguably even the rhythms of English prose,” Pollan writes. But the cultivation of, and trade in, coffee and tea plants (and the sugar used in both) would also enslave countless people and lead to the East India Company opening an opium trade with China. The drug trade was good for British coffers, but it crippled a great empire.

Once business executives discovered caffeine could improve worker production, coffee became capitalism’s silent co-conspirator. Pollan delves into a Fair Labor Standards Act case from the 1950s in which a company, Los Wigman Weavers, made 15-minute coffee breaks mandatory, but refused to pay workers for the breaks. The courts ruled against Wigman, ushering in a law that requires employers to pay workers for short breaks.

Historically, Pollan says, drugs that favor business have fared better under U.S. law than those that don’t, though the increasing legalization of marijuana counters that trend.

“I think there is a kind of a bias against drugs that interfere with the smooth working of the economic machine,” the author says. “As soon as you get into jobs that involve machines or numbers, alcohol is a challenge. And we did try to ban alcohol, without success. I just think it’s too deeply rooted in everyday life to take it on. But in general, you find that the drugs that increase productivity are the ones that are most supported in our society.”

With “Caffeine,” though, Pollan wanted to separate what’s good for civilization (and business) from what’s good for humans as a species. He spent considerable time with sleep researchers, most of whom don’t touch caffeine because of what it does to the body and the quality of one’s shut-eye. Coffee, in particular, has become the solution to the problem that coffee has created, Pollan notes in the book.

“There is no free lunch,” Pollan says, laughing at the memory of his struggle without caffeine. “You know, these drugs give us something, and they take something, too. I think, on balance, the advantages exceed the disadvantages. I’m drinking coffee, and it’s not just because I’m enslaved to it. I get a lot from it. I get a lot of pleasure, and I’m convinced it helps me with my writing. Getting off it certainly hurt my writing.”

Pollan says he started drinking coffee at age 10, more than 50 years ago, mostly as a way to bond with his father, who worked in New York City and would not return home to suburban Long Island until late at night. “So my time with him was in the morning when he was getting ready to go to work. I’d get up early so I could hang out with him, and I started drinking coffee because he drank coffee.”

In other words, until Pollan gave up caffeine last year, he had rarely, if ever, known an adult consciousness that was not altered by the drug. Perhaps not surprisingly, he prefers the clarity of mind that caffeine provides. Or what his wife, the painter Judith Belzer, calls the morning “cup of optimism.”

Although he prefers the caffeinated life, Pollan is not sure where he stands on whether coffee and tea have been good for humans in general. And even if he were clear, he probably wouldn’t tell us, he says.

“Caffeine makes us work harder. Is that good for us or not? What is good for a species?” Pollan says. “The kind of person caffeine made us, someone more likely to be striving and ambitious and highly productive, does that necessarily make us happier?”

“The benefits are clear on the civilization ledger,” he adds. “On the species ledger, it really depends if you see civilization as a plus or minus for the species. It does a lot for us, but it also has an enormous cost.”

Cast-iron skillet pizza delivers the crunchy crust we crave #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

https://www.nationthailand.com/food/30381643?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

Cast-iron skillet pizza delivers the crunchy crust we crave

Feb 05. 2020
Italian Sausage and Kalamata Olive Cast Iron Skillet Pizza. MUST CREDIT: Photo by Tom McCorkle for The Washington Post.

Italian Sausage and Kalamata Olive Cast Iron Skillet Pizza. MUST CREDIT: Photo by Tom McCorkle for The Washington Post.
By The Washington Post · Ann Maloney · FEATURES, FOOD

 Crispy pizza crust is so satisfying. It’s essential if I’m going to give a pie a gold star, especially if we’re talking about the thick crust style, with the dough battling the toppings for a starring role.

The first thing I noticed as I took my first bite of this incredibly easy Italian Sausage and Kalamata Olive Cast Iron Skillet Pizza was the sound – that crunch.

The beauty of this little pizza, made in a piping hot cast-iron skillet, is that you can have it ready in less time than ordering takeout. And, because you’re making the pizza at home, it doesn’t get softened by delivery-box steam.

I looked at many variations of cast-iron skillet pizza, settling on one that I adapted below. (The original version called for whole wheat dough and kale.) I opted for easy-to-find store-bought white dough. I kept the 500-degree cast-iron skillet and fairly dry toppings. It baked in 15 minutes.

Pizza dough is easy enough to make at home. The pizza dough you’ll get will be superlative, but you’ll be adding many more minutes to the recipe preparation. Lots of folks make their dough in advance and store it in the refrigerator or freezer, so it is ready to roll when they walk in the door at 7 p.m. on a weeknight.

Otherwise, look for a ready-to-bake dough at your grocery store. You can use the pop-open-can brands like Pillsbury. Or, try dough made at grocery stores, such as Whole Foods or Trader Joe’s. You also can swing by your local pizzeria on your way home and see if they’ll sell you a ball of dough – some parlors are happy to do that.

Keep in mind, though, that the golden key to unlock the crunch in this recipe is the blazing hot cast-iron skillet. When the raw dough hits the hot metal, it almost immediately begins forming a crust.

The other key to that crunch is to keep the toppings mostly dry. Rather than a sauce, this recipe calls for diced, fire-roasted canned tomatoes that are drained. Because the pizza cooks at such a high temperature, it’s important to layer the ingredients as directed, start with tomatoes, then layer cheese, sausage, cheese, sausage. Do not end with cheese on top because it will burn at that high heat.

The 12-inch cast iron skillet heats up in a 500-degree oven while you prepare the toppings, so it is essential to be prepared. Gather everything you’ll need to protect your hands (sturdy oven mitts) and your counters (a heatproof surface, such as cookie rack) before pulling that hot pan out of the oven.

Don’t have a cast-iron skillet or just don’t want to deal with that heavy, hot metal? You can still make a quick, delicious pizza. In addition to the cast-iron method, we also tested this recipe using a lightly oiled sheet pan. We baked our pizza at 375 degrees for 35 minutes. It wasn’t as crunchy or deep-dish, of course, but we still had a delicious dinner on the table in, well, minutes.

– – –

ITALIAN SAUSAGE AND KALAMATA OLIVE CAST IRON SKILLET PIZZA

Active: 25 minutes | Total: 45 minutes

4 servings

High heat and cast iron come together to help produce a crunchy, crispy crust on this easy-to-make pizza.

Don’t want to mess with that hot skillet? Make this pie on a sheet pan.

Storage note: Let pizza cool completely, then store in an airtight container in the refrigerator for up to 3 days.

Ingredients

3 tablespoons extra-virgin olive oil, divided, or more as needed

6 ounces (about 2 links) sweet Italian sausage, removed from casing

1/4 cup (about 10) pitted Kalamata olives, roughly chopped

1 cup (about 1 ounce) arugula leaves

13 ounces to 1 pound ready-to-bake pizza dough, at room temperature

1 teaspoon cornmeal or semolina

1/2 cup (about 4 ounces) canned, no-salt-added fire-roasted tomatoes, drained and diced

4 ounces (about 1 cup) shredded part-skim mozzarella

Grated Parmesan (optional)

Fresh basil (optional)

Steps

Position a rack in the middle of the oven and preheat to 500 degrees. Place a well-seasoned 12-inch cast-iron skillet, or other ovenproof, heavy-bottom skillet, in the oven.

In another large skillet over medium-high heat, heat 1 tablespoon oil until shimmering. Add the sausage and cook, breaking up the pieces with a wooden spoon, until no longer pink, 5 to 8 minutes. Add the olives and stir to combine. Remove the skillet from the heat. Stir the arugula into meat.

Stretch dough into a 12-inch circle on a lightly floured surface.

Using sturdy oven mitts, carefully remove the very hot skillet from the oven and place it on a heatproof surface. Sprinkle the cornmeal into the skillet. Carefully place the dough on top of the cornmeal and press the dough out toward the edges of the pan, being careful not to touch the very hot skillet. It’s okay if the dough bounces back a bit. Brush the edges of the dough with the olive oil, creating a 1-inch border of oiled dough.

Spoon the tomatoes over the dough, leaving a 1-inch border. Top with half of the mozzarella, followed by the half of the sausage-arugula mixture. Repeat with the remaining mozzarella and sausage mixture.

Return the skillet to the oven and bake for about 15 minutes, until the bottom of the pizza is crisp and the cheese is starting to bubble.

Let cool on a wire rack for at least 3 minutes before serving. Using oven mitts to hold the hot pan, tilt the pan over a cutting board and use a spatula to gently slide the pizza onto the board.

Sprinkle with Parmesan and fresh basil, if desired, then cut and serve.

NOTE: If you don’t want to use the hot-skillet method, this pie can be baked on a sheet pan. Reduce the oven temperature to 375 and bake for about 35 minutes. The crust should be golden brown and the cheese bubbling.

Nutrition | Calories: 500; Total Fat: 24 g; Saturated Fat: 6 g; Cholesterol: 30 mg; Sodium: 1010 mg; Carbohydrates: 46 g; Dietary Fiber: 4 g; Sugars: 1 g; Protein: 21 g.

แซ่บ – นัว กับอาหารอีสานแท้รสชาติต้นตำรับ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/414544?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=lifestyle

แซ่บ – นัว กับอาหารอีสานแท้รสชาติต้นตำรับ

3 กุมภาพันธ์ 2563 – 17:30 น.
อาหาร,แซบ,นัว,โรงแรมแบงค็อก แมริออท มาร์คีส์ ควีนส์ปาร์ค,อาหารอีสาน,ส้มตำ,ขากบทอดกระเทียม,น้ำพริกปลาร้า
เปิดอ่าน 209 ครั้ง

คัดสรรวัตถุดิบชั้นดีจากทั่วเมืองไทย มาปรุงเป็นอาหารอีสานรสชาติต้นตำรับที่เราคุ้นเคย

มนต์เสน่ห์อาหารอีสานยังสามารถมัดใจ ผู้คนให้หลงใหลเสมอมา ห้องอาหารไทยร่วมสมัย สยาม ที รูม โรงแรมแบงค็อก แมริออท มาร์คีส์ ควีนส์ปาร์ค คัดสรรวัตถุดิบชั้นดีจากทั่วเมืองไทย มาปรุงเป็นอาหารอีสานรสชาติต้นตำรับที่เราคุ้นเคย อาทิ ส้มตำปลาร้า ขากบทอดกระเทียม แกงอ่อมเนื้อ ลาบเป็ดอุดร รับประกันความแซ่บแบบมิอาจลืมเลือน

ส้มตำปลาร้า

เปิดฉากความอร่อยด้วย “น้ำพริกปลาร้า” รสชาติจัดจ้าน เคียงคู่กับปลาดุกย่างหอมๆ ไข่ต้มยางมะตูม และสารพัดผักออร์แกนิก ในราคาชุดละ 260++ บาท และผู้ที่หลงใหลรสแซ่บนัวของปลาร้า ไม่ควรพลาด “ส้มตำปลาร้า” สูตรอีสานแท้ ใส่มะเขือเครือ โรยเม็ดกระถิน เสิร์ฟพร้อมแคบหมู ไข่ต้ม และข้าวเหนียวร้อนๆ ในราคาชุดละ 195++ บาท

ต่อด้วย “ขากบทอดกระเทียม” อาหารอีสานจานเด็ดหารับประทานยาก ที่ทีมเชฟตั้งใจปรุงให้ท่านได้ลิ้มรส โดยเลือก ขากบอวบเนื้อแน่น หมักกระเทียม พริกไทย และรากผักชี ทอดกรอบนอกนุ่มชุ่มฉ่ำด้านใน ราคา 475++ บาท

“ลาบเป็ดอุดร”

คอหมูย่างจิ้มแจ่วบอง

ตามด้วย “ลาบเป็ดอุดร” ตำรับลาบเป็ดรสเด็ด พร้อมหนังเป็ดทอดกรอบที่ครองใจคนไทยใน ราคา 275++ บาท ที่ขาดไม่ได้บนสำรับอาหารอีสาน “คอหมูย่างจิ้มแจ่วบอง” คอหมูย่างถ่านหอมๆ จิ้มแจ่วบองรสแซ่บสไตล์หลวงพระบาง มาพร้อมกับข้าวเหนียวนึ่งร้อนๆ ชุดละ 310++ บาท

 

แกงอ่อมเนื้อ

และอย่าพลาด “แกงอ่อมเนื้อ” เพื่อสร้างสีสันให้มื้ออร่อย ด้วยเนื้อตุ๋นจนนิ่มปรุงรสด้วยสมุนไพร หอมกลิ่นน้ำปลาร้า ข้าวคั่ว และผักชีลาว ราคา 395++ บาท ก่อนปิดท้ายมื้อแซ่บด้วย “ไอศกรีมน้ำอ้อย” ที่ทำจากน้ำอ้อยแท้ ๆ เสิร์ฟพร้อมข้าวแต๋นให้รสสัมผัสที่กรุบกรอบ ราคา 190++ บาท

ไอศกรีมน้ำอ้อย

ลิ้มรสอาหารอีสานแท้รสชาติแบบต้นตำรับที่ราบสูงของไทย ด้วยวัตถุดิบระดับพรีเมี่ยม ณ ห้องอาหารไทย สยาม ที รูม โรงแรมแบงค็อก แมริออท มาร์คีส์ ควีนส์ปาร์ค ระหว่างวันที่ 1 กุมภาพันธ์ – 31 มีนาคม 2563 เวลา 11.00 – 23.00 น.

สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมกรุณาโทร.0-2059-5999 อีเมล์ restaurant-reservations.bkkqp@marriotthotels.com,เฟซบุ๊ก  https://www.facebook.com/siamtearoom/  หรือไลน์     @siamtearoom

แฟนพันธ์แท้สตรอเบอร์รี่ห้ามพลาด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/414054?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=lifestyle

แฟนพันธ์แท้สตรอเบอร์รี่ห้ามพลาด

1 กุมภาพันธ์ 2563 – 02:00 น.
ของหวาน,เมนูของหวานสตรอว์เบอร์รี,หอยนางรมฮอกไกโด,บุฟเฟ่ต์มื้อสาย,ไก่ย่างสไปซี่,คะนิ นาเบะ,เห็ดชิเมจิ,ห้องอาหารดิ โอเอซิส โรงแรมนิกโก้
เปิดอ่าน 291 ครั้ง

เมนูของหวานสตรอว์เบอร์รีที่จัดขึ้นมาเพื่อเอาใจคนรักสตรอเบอร์รี

 มินิบอน คลาสสิก 3 ชิ้น, มินิ ช็อกโกบอน 3 ชิ้น และ มินิ คาราเมลพีแคนบอน 3 ชิ้น

 “ซินนาบอน” แบรนด์ขนมอบชื่อดัง จัดเซตเอาใจคนรักขนมอบให้ได้ฟินกันสุดๆ กับซินนาบอน ทริปเปิ้ล 9 ที่คัดสรรความอร่อยอันเป็นเอกลักษณ์ให้ได้ลิ้มลองถึง 3 รสชาติ ประกอบด้วย มินิบอน คลาสสิก 3 ชิ้น, มินิ ช็อกโกบอน 3 ชิ้น และ มินิ คาราเมลพีแคนบอน 3 ชิ้น เพียง 365 บาท อิ่มอร่อยกับรสชาติสุดคลาสสิกได้แล้ววันนี้ที่ร้านซินนาบอนทั้ง 6 สาขาใกล้บ้านคุณ ติดตามความเคลื่อนไหว LINE@Cinnabonthai

 “บัคคาลา” (ปลาคอดตากแห้ง)

ตลอดเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์นี้ ห้องอาหารแอทติโก้ โรงแรมเรดิสันบลู เชิญเพลิดเพลินไปกับวัตถุดิบพิเศษจากประเทศอิตาลี “บัคคาลา” (ปลาคอดตากแห้ง) หนึ่งในกรรมวิธีการผลิตเมื่อ 500 ปีก่อน ทางตอนเหนือของยุโรป โดยเชฟดานิโล ได้นำมารังสรรค์เป็นเมนูพิเศษประจำฤดูกาลนี้ อาทิ บัคคาลามูสและโพเลนต้าย่าง (620 บาท), บัคคาลาราวีโอลี (640 บาท) และอีกหลากหลายเมนู เปิดบริการตั้งแต่ 18.00–22.30 น. สอบถามหรือสำรองที่นั่งโทร.0-2302-333 หรือ attico.bangkok.blu@radisson.com

ฟิเลมิยอง

ฉลองค่ำคืนอันแสนหวาน พร้อมบอกรักคนพิเศษในเทศกาลแห่งความรักวันวาเลนไทน์ ที่ห้องอาหารนัมเบอร์ 43 อิตาเลียน บิสโทรโรงแรมเคปเฮ้าส์ กรุงเทพฯ ห้องอาหารอิตาเลียนพรีเมี่ยมตั้งอยู่บริเวณหลังสวนใจกลางกรุงเทพฯ พร้อมให้คุณและคนรักได้ดื่มด่ำบรรยากาศอันแสนหวานในวันศุกร์ที่ 14 กุมภาพันธ์ กับ “ดินเนอร์อิตาเลียนสุดพิเศษ 4 คอร์ส สำหรับคู่รัก ”โดยเชฟระดับโรงแรมห้าดาว ที่คัดสรรวัตถุดิบอย่างพิถีพิถันนำมารังสรรค์เป็นเมนู อิตาเลียนสุดเอ็กซ์คลูซีฟ อาทิฟิเลมิยอง สเต๊กเนื้อนุ่มเสิร์ฟพร้อมหอยเชลล์กราแตงอบชีสและซอสราสป์เบอร์รี, แซลมอน 3 ฤดู (แซลมอนทาร์ทาร์, แซลมอนรมควัน และแซลมอนทวิสต์โรลสอดไส้ริคอตต้าชีส), ซาบายองสตรอว์เบอร์รีและเหล้ารัมเลมอน เสิร์ฟคู่กับไอศกรีม และอีกหลากหลายเมนูเลิศรส ในราคาเพียงท่านละ 980++ บาท เปิดให้บริการเฉพาะมื้อค่ำ เวลา 18.00-24.00 น. (รับออเดอร์อาหารถึง 23.30 น.) ช่วงเวลาพิเศษสำหรับคุณและคนที่คุณรักสำรองที่นั่งล่วงหน้า หรือ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร:02 658 7444 ต่อ 285หรือเยี่ยมชมเว็บไซต์www.capecollection.com

ปลาหิมะนึ่งกับเห็ดป่า,ข้าวผัดซีฟู้ดราดครีมซอส และสลัดผลไม้บอสตันล็อบสเตอร์

          ห้องอาหารจีนหลิว โรงแรมคอนราด กรุงเทพฯ นำเสนอเซ็ทเมนูพิเศษฉลองวันวาเลนไทน์สำหรับสองท่าน เหมาะแก่การเติมเต็มความหวานระหว่างคุณและคนที่คุณรักในช่วงเวลาที่แสนพิเศษนี้ เริ่มต้นความพิเศษด้วยอาหารเรียกน้ำย่อยอย่าง “สลัดผลไม้บอสตันล็อบสเตอร์” ตามมาด้วยเมนู “พระกระโดดกำแพง” ซุปกระเพาะปลา หอยเป๋าฮื้อ ปลิงทะเล หอยสังข์ และหอยเชลล์ ซึ่งเป็นเมนูที่ชาวจีนโปรดปรานมานานหลายศตวรรษ

          เข้าสู่อาหารจานหลัก ซึ่งสามารถเลือกเมนู หอยเชลล์โฮตาเตะย่าง ราดด้วยซอสทรัฟเฟิล หรือจะเป็นเนื้อแองกัสสันใน จากออสเตรเลีย กับซอสพริกไทยดำเข้มข้น นอกจากนี้ยังมีปลาหิมะนึ่งกับเห็ดป่าตัดด้วยรสชาติของพาร์มาแฮมและข้าวผัดซีฟู้ดราดครีมซอสที่มีรสชาติอร่อยกลมกล่อม ก่อนจะปิดท้ายด้วยของหวานที่ขาดไม่ได้เด็ดขาด อย่าง พุดดิ้งมะม่วงเนื้อนวล และทาร์ตไข่กับรังนก จบวันที่แสนโรแมนติกนี้อย่างอิ่มเอมหัวใจ เมนูพิเศษนี้พร้อมเติมเต็มความหวานให้คุณในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2562 ที่ห้องอาหารจีนหลิว โรงแรมคอนราด กรุงเทพฯ ในราคา 2,888 บาท ต่อคู่ ราคาดังกล่าวยังไม่รวมค่าบริการ 10% และภาษี 7% ห้องอาหารหลิว ตั้งอยู่บริเวณชั้น 3 โรงแรมคอนราด กรุงเทพฯ เปิดให้บริการมื้อกลางวัน ตั้งแต่เวลา 11.30–14.30 น. และมิ้อค่ำ ตั้งแต่เวลา 18.00–22.30 น. สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมหรือสำรองที่นั่งได้ที่ โทร.0-2690-9255 หรือ อีเมล bkkci.info@conradhotels.com

ไก่ย่างสไปซี่,ส้มตำไก่ย่างนมสด และข้าวเหนียวดอกอัญชัน

          ปริ๊นเซส คาเฟ่ โรงแรมรอยัลปริ๊นเซส หลานหลวง กรุงเทพฯ นำเสนอเมนูฟิวชั่นที่สร้างสรรค์ด้วยความตั้งใจ ผสมผสานวัตถุดิบให้เข้ากันจนลงตัว อาทิ ไก่ย่างสไปซี่เสิร์ฟพร้อมส้มตำไก่ย่างนมสดนุ่มๆ รสจัดจ้าน จากพริกเกาหลี และพริกป่น ทานคู่กับ ส้มตำรสเด็ด และข้าวเหนียวดอกอัญชัน ราคา 236 สุทธิปลากะพงอบสมุนไพรไทยเสิร์ฟพร้อมส้มตำปลากะพงหมัก ตระไคร้ ใบโหระพา หอมแดง กระเทียม และใบมะกรูด ย่างจนหอม เนื้อนุ่มละมุน ทานคู่กับส้มตำรสเด็ด และข้าวเหนียวดอกอัญชัน ราคา 354 สุทธิเนื้อซี่โครงย่างคาบาบเสิร์ฟพร้อมส้มตำเนื้อซี่โครง เลาะเอาแต่เนื้อเน้นๆ หมักเครื่องเทศมาซาล่า เนื้อนุ่มละลายในปาก เสิร์ฟพร้อมแป้งนานหอมๆ ทานคู่กับส้มตำรสเด็ด และข้าวเหนียวดอกอัญชัน ราคา 377 สุทธิหมูย่างตะไคร้เสิร์ฟพร้อมส้มตำสันคอหมู หมักนมสด และเครื่องเทศ ตระไคร้ ขมิ้น ลูกผักชี ย่างหอมๆ เนื้อนุ่มละมุน ทานคู่กับส้มตำรสเด็ด และข้าวเหนียวดอกอัญชัน ราคา 236 สุทธิอร่อยจี๊ดจ๊าด กับส้มตำรสเด็ด ข้าวเหนียวหอมนุ่มน่าทาน และวัตถุดิบชั้นยอดที่เราคัดสรรมาเพื่อคุณ ทั้งมื้อกลางวันและมื้อค่ำ ตั้งแต่ กุมภาพันธ์-มีนาคม 2563 สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมโทร.0-2281-3088 ต่อ 129

เนื้อเซอร์ลอยด์ออสเตรเลีย

ร่วมสร้างความประทับใจในวันวาเลนไทน์ วันศุกร์ที่ 14 กุมภาพันธ์ ในงาน“Baiyoke in love”ที่โรงแรมใบหยกสกาย ควงคู่คนรู้ใจดินเนอร์มื้อหรู ท่ามกลางบรรยากาศสุดโรแมนติก ชมพระอาทิตย์ตกที่ปลายขอบฟ้า พร้อมรับประทานแบบพรีเมี่ยม ไม่ว่าจะเป็นล็อบสเตอร์อบชีส, หอยนางรมสด, ฟัวกราส์, เนื้อเซอร์ลอยด์ออสเตรเลีย, สเต๊กซี่โครงแกะนิวซีแลนด์, ซุปล็อบสเตอร์บิส ซูชิ-ซาซิมิ เครปซูเซ็ท ข้าวเหนียวมะม่วง และอาหารอีกมากกว่า 100 ชนิด แบบไม่จำกัดเวลา พร้อมบริการฟรีถ่ายรูปคู่ ที่ระลึกเพื่อให้เป็นช่วงเวลาสุดประทับใจ และมุ้งมิ้ง ฟรุ้งฟริ้ง ไปกับกิจกรรม“Design your love”รักที่ออกแบบได้ ของที่ระลึกสุดประทับใจชิ้นเดียวในโลก ในราคาเริ่มต้นเพียง 1,490 บาท พร้อมรับฟรี! ไวน์ หรือ special cocktail ท่านละ 1 แก้ว พร้อม soft drink แบบไม่จำกัด สามารถจองได้แต่วันนี้ ถึง 14 กุมภาพันธ์ จองก่อนเลือกที่นั่งก่อน!! สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่Baiyoke Customer Service 0-2656-3939หรือแอดไลน์มาที่@Baiyokeskyhotel

บุฟเฟต์ญี่ปุ่นรวมซูชิพรีเมียม

   ห้องอาหารญี่ปุ่นไดอิจิ โรงแรมดิ เอมเมอรัลด์ จัดบุฟเฟต์ญี่ปุ่นรวมซูชิพรีเมียม เช่น ฟัวกราส์ วากิว ปลาไหลญี่ปุ่น หอยปีกนก ฯลฯ โปรโมชั่นพิเศษ เช่นมา 1-3 คนเพียงคนละ 780 บาทถ้วน มา 4-5 คนคนละ 740 บาทถ้วน เป็นต้น จากราคาปกติ 919 บาทถ้วน ตลอดเดือนกุมภาพันธ์ และพิเศษอิ่มอร่อยเพิ่มเติมสำหรับคนชอบ “ชาบู” ทั้งเนื้อวากิว เนื้อใบพายหมูคุโรบูตะ ปลาแซลมอน หมึกกรอบ กุ้งแก้ว ฯลฯ ร่วมกับบุฟเฟ่ต์ซูชิพรีเมียม เพียงคนละ 919 บาทถ้วน สอบถามโทร.0-2276-4567 ต่อ 8593

คะนิ นาเบะ

      ห้องอาหารยามาซาโตะ โรงแรมดิ โอกุระ เพรสทีจ กรุงเทพฯ เชิญลิ้มลอง “คะนิ นาเบะ” หม้อไฟปูหิมะญี่ปุ่นรสชาติต้นตำรับ พร้อมเห็ดชิตาเกะ เห็ดชิเมจิ เห็ดอิโนกิ เต้าหู้ญี่ปุ่น เส้นอุด้ง โมจิ และผักนานาชนิด เฉพาะมื้อค่ำเวลา 18.00-22.30 น. ระหว่างวันที่ 1–28 กุมภาพันธ์นี้ เพียงหม้อละ 2,500++ บาท สอบถามหรือสำรองที่นั่ง โทร.0-2687-9000 หรือเว็บไซต์ www.okurabangkok.com

บุฟเฟ่ต์มื้อสาย

    ห้องอาหารดิ โอเอซิส โรงแรมนิกโก้ กรุงเทพฯ ฉลองครบหนึ่งปียิ่งใหญ่ รับสิทธิ์จ่ายเพียง 7 บาท++ (ทุกๆ 2 ท่าน) เมื่อรับประทานบุฟเฟ่ต์นานาชาติมื้อกลางวัน มื้อค่ำ หรือมื้อสายวันอาทิตย์ตลอด 7 วัน อันเป็นมงคลของโรงแรม วันเสาร์ที่ 1 ถึงวันศุกร์ที่ 7 กุมภาพันธ์นี้ เท่านั้น เช่น บุฟเฟ่ต์มื้อสายวันอาทิตย์ที่ 2 กุมภาพันธ์ ราคา 1,590 บาท++ต่อหัว คนแรกจ่ายราคาปกติ คนที่ 2 เพียง 7 บาท++ เป็นต้น สอบถามโทร.0-2080-2111

เมนูของหวานเอาใจคนรักสตรอเบอร์รี

  ห้องอาหารเบนิฮานา โรงแรมอวานี เอเทรียม กรุงเทพฯ ชวนคุณมาเต็มอิ่มกับบุฟเฟ่ต์มื้อกลางวัน ที่ท่านจะได้ลิ้มลองเมนูสุดอร่อย อย่าง หอยนางรมฮอกไกโด, แซลมอนนอร์เวย์, และเมนูซิกเนเจอร์อีกหลากหลาย พร้อมขนเหล่าเมนูของหวานสตรอเบอร์รีที่จัดขึ้นมาเพื่อเอาใจคนรักสตรอเบอร์รี ให้ได้กินกันแบบไม่อั้น ยาวๆ ตลอดเดือนกุมภาพันธ์นี้ สนุกสนานไปกับโชว์สุดพิเศษจากเชฟ ที่จะทำให้ทุกท่านได้รับประสบการณ์ “ทุกมื้ออาหารคือการแสดง” ราคาเพียง1,550++ต่อท่านทุกวันเสาร์-อาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 12.00 – 15.00 น.สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม และสำรองที่นั่งโทร.0-2718-2000 หรือ http://bit.ly/38ziHSV

สำรับไทยในไทยมาเช่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/413953?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=lifestyle

สำรับไทยในไทยมาเช่

31 มกราคม 2563 – 14:11 น.
ไทยมาเช่,ต้นตำรับฉบับไทยมาเช่,ไทยมาเช่ พัทยา,ไทยมาเช่ อาหาร คมชัดลึก
เปิดอ่าน 249 ครั้ง

อาหารไทยที่ทั่วโลกรู้จัก-ปรุงโดยเชฟที่มีประสบการณ์กว่า 30 ปี

“พัทยา” เป็นเมืองที่เต็มไปด้วยสีสันทั้งสถานที่ท่องเที่ยวและอาหารการกิน สัปดาห์นี้ขอเล่าถึงร้านอาหารไทย-นานาชาติมากคุณภาพ “ไทยมาเช่” ซึ่งลูกค้าจะได้สัมผัสประสบการณ์ใหม่ของการรับประทานอาหารไทยสูตรต้นตำรับฉบับไทยมาเช่ กับสำรับไทยที่มีชื่อเสียงไปทั่วโลก เปี่ยมด้วยความพิถีพิถันในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การคัดสรรวัตถุดิบคุณภาพพรีเมียม เน้นความสดใหม่ของวัตถุดิบจากท้องทะเล ปรุงโดยเชฟที่มีประสบการณ์ด้านอาหารและโรงแรมกว่า 30 ปี พร้อมตกแต่งจานอาหารให้สวยงามราวกับงานศิลปะโดยฟู้ดสไตลิสต์ เพื่อให้ทุกเซ้นส์สัมผัสของร่างกายได้ผ่อนคลายและมีความสุขกับมื้ออาหารที่รังสรรค์ขึ้นมา

บนพื้นที่กว่า 4,631 ตารางวา ได้รับการออกแบบให้โดดเด่นและสง่างามด้วยสถาปัตยกรรมแบบอาร์ตนูโว ที่ได้แรงบันดาลใจมาจาก “แกรนด์ เซ็นทรัล สเตชั่น” ใจกลางกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส นำมาดีไซน์เข้ากับอัตลักษณ์ความเป็นไทยร่วมสมัย ทำให้ “ไทยมาเช่” เป็นหมุดหมายแห่งใหม่ของนักท่องเที่ยวทั่วโลกที่มาพักผ่อนในพัทยาอย่างรวดเร็ว ภายใต้การดูแลและบริหารงานโดย บริษัท ทิฟฟานี่โชว์ จำกัด และ บริษัท ลาบาเก๊ตต์ จำกัด เจ้าของเบเกอรี่ฝรั่งเศสชื่อดังทั้ง “La Baguette” และ “La Freme” และ โรงแรมในเครือวู้ดแลนด์ส (Woodlands) ที่สร้างชื่อเสียงให้เมืองพัทยามากว่า 40 ปี

การตกแต่งภายในผสมผสานศิลปะอาร์ตนูโวเข้ากับลวดลายจักสานดีไซน์ร่วมสมัย สะท้อนวิถีชีวิต เรียบง่ายของคนไทยในอดีตที่ผูกพันกับเครื่องจักสานมาช้านานและถ่ายทอดภูมิปัญญาจากรุ่นสู่รุ่น การออกแบบแบ่งออกเป็น 2 โซนโดดเด่นอย่างมีสไตล์ พร้อมต้อนรับคุณด้วย โซนคาเฟ่ (Café) ซึ่งเปิดให้บริการมื้อบลันช์ถึงเที่ยงคืน เน้นบรรยากาศอบอุ่นและผ่อนคลาย โถงกระจกสูงโปร่งสบายตา ให้ลูกค้าได้อิ่มอร่อยกับมื้ออาหารและชมจังหวะชีวิตของเมืองพัทยาในแบบส่วนตัว ส่วนบริเวณชั้นสองเป็น โซนมาเช่ (Marche) พร้อมเสิร์ฟดินเนอร์ในบรรยากาศโรแมนติก

ขนมจีนน้ำพริกกุ้งสด

แกงมัสมั่น เสิร์ฟพร้อมครัวซองส์ สไตล์ La Baguette

สำหรับจานแนะนำของ “โซนคาเฟ่” ที่มาแล้วไม่ควรพลาด ได้แก่ ข้าวเหนียวหมูปิ้ง, หมูสะเต๊ะ, ต้มข่าหอยเชลล์, ผัดไทย, เนื้อออสเตรเลียทอดใบยี่หร่า เป็นต้น ส่วนเมนูซิกเนเจอร์หนึ่งเดียวในเมืองไทยต้องยกให้ “ขนมจีนน้ำพริกกุ้งสด” ตำรับมรดกโลกโดย “เชฟแพร” ปภาดา เอี่ยมธรรมโชติ และ “แกงมัสมั่น” เสิร์ฟพร้อมครัวซองส์ สไตล์ La Baguette มีให้เลือกทั้งมัสมั่นไก่และเนื้อ  “ข้าวขาหมู” สูตรพิเศษที่นำขาหมูต้มโค้กจนให้รสหวานนุ่ม ละมุนลิ้น

 ข้าวขาหมู ต้มโค้กจนได้เนื้อหวานนุ่ม

หมี่กรอบสูตรทรงเครื่อง

แตงโมหน้าปลาแห้ง

น้ำกระเจี๊ยบหวานชื่นใจ

นอกจากนี้ ยังมีกาแฟซิกเนเจอร์อย่าง “กาแฟไทยมาเช่” และ “กาแฟมะม่วงลาเต้” รสชาติหวานกลมกล่อมไม่เหมือนใคร รวมถึงเครื่องดื่มสมุนไพร คอกเทล มอกเทล สมูทตี้ แฟรบเป้ และขนมหวานมากมายให้เพลิดเพลินได้ตลอดวัน (สามารถสั่งขึ้นไปรับประทานบนโซนมาเช่ได้ด้วย) อาทิ Siamese Soda, Chinese Plum Honey Soda, Thai Stimulus, Frivolous, Lanna Scent ฯลฯ

สเต็กเนื้อวัวพรีเมียมจากภาคอีสานของไทย

ยำแซลมอนรสชาติจัดจ้านส่งตรงจากสเตชั่นส้มตำและยำ

         ขณะที่โซน “มาเช่” พร้อมเสิร์ฟอาหารทะเลสดใหม่คัดไซส์พิเศษจากชาวประมงท้องถิ่น รวมถึงเนื้อวัวพรีเมียมจากภาคอีสานของไทย รังสรรค์เมนูซิกเนเจอร์โดย เชฟชาลี กาเดอร์ ผู้อยู่เบื้องหลังความอร่อยของร้านอาหารมากมาย และ เชฟภาคภูมิ อารมณ์รัตน์ กรุ๊ป เอ็กซ์คลูซีฟ เชฟ ในเครือวู้ดแลนด์ส ให้ลูกค้าตื่นตาตื่นใจไปกับสเตชั่นต่างๆ อาทิ อาหารทะเล, ส้มตำและยำ, ปิ้งย่าง, อาหารประเภทเส้นและซุป, ของหวาน, เครื่องดื่ม โดยเมนูแนะนำสำหรับ ได้แก่ ข้าวซอยปูทะเล, ปูเนื้อผัดผงกะหรี่, เส้นหมี่ปูผัดซอสเต้าเจี้ยว, กุ้งลายเสืออบซีเรียล, ทะเลรวมนึ่ง, หอยนางรมสด Fine de Claire จากฝรั่งเศส, ไก่เหลืองย่างสมุนไพร เป็นต้น

สปาเก็ตตี้ผัดขี้เมาทะเล

นอกจากจะได้อิ่มอร่อยกับซีฟู้ดสดๆ และอาหารไทยรสจัดจ้าน ไฮไลท์สำคัญของโซนมาเช่อยู่ที่โชว์พิเศษจากทิฟฟานีโชว์ ที่ครีเอทขึ้นสำหรับลูกค้าของไทยมาเช่โดยเฉพาะในแบบใกล้ชิด เพื่อให้นักแสดงและผู้ชมมีส่วนร่วมในการครีเอทโชว์ในแต่ละค่ำคืนให้พิเศษไม่ซ้ำกัน พร้อมเปิดม่านการแสดงทุกคืนเวลา 20.30 น.

ข้าวเหนียวทุเรียน เรียกหาได้ที่สเตชั่นของหวาน

ขนมปังสังขยาชาแดงและสังขยาใบเตย

ขนมหม้อแกง

 ไทยมาเช่ เปิดให้บริการทุกวัน โซนคาเฟ่ ตั้งแต่เวลา 11.00-24.00 น. และโซนมาเช่ เปิดให้บริการ ตั้งแต่เวลา 17.00-24.00 น. สำรองที่นั่งได้ที่โทร.(038) 410724-6 หรือติดตามความเคลื่อนไหวและโปรโมชั่นได้ทาง https://www.facebook.com/thaimarche/ ปักหมุดเช็กพิกัดได้เลยที่ https://bit.ly/2rqFWhu