ไม้สั้นไม้ยาว-ผีไม่เผาเงาไม่เหยียบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160227/223225.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันเสาร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ 2559
ไม้สั้นไม้ยาว-ผีไม่เผาเงาไม่เหยียบ

ไม้สั้นไม้ยาว-ผีไม่เผาเงาไม่เหยียบ : ล้วงตับการเมือง

            ช่วงนี้ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) กำลังทำงานอย่างขะมักเขม้น คณะกรรมาธิการ ด้านกีฬา วัฒนธรรม การศาสนา คุณธรรม และจริยธรรม ที่มี พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา หรือ “บิ๊กอ๊อด” ผู้กว้างขวางในวงการกีฬาบ้านเราก็เช่นกัน จะทำอะไรก็จะต้องมาบอกกล่าวเล่าขานให้ประชาชนได้รับรู้ว่าทำอะไรไปบ้าง ผ่านทีมโฆษกของคณะที่มี พล.อ.จิระ โกมุทพงศ์ อดีตเจ้ากรมพระธรรมนูญ เป็นโฆษกคณะกรรมาธิการ พร้อมด้วยทีมงาน นายชาญวิทย์ ผลชีวิน อดีตกุนซือทีมฟุตบอลทีมชาติไทย นายบวรเวท รุ่งรุจี อดีตอธิบดีกรมศิลปากร เรียกได้ว่าทีมโฆษกครบทุกด้านเลย

โดยปกติการแถลงข่าวก็เหมือนๆ กันทุกคณะ แถลงเสร็จก็แยกย้ายกันไป แต่คณะกรรมาธิการกีฬาฯ ชุดนี้หลังแถลงข่าวจบ ก็ยังอยู่กันครบ ก็เพราะกรรมาธิการมีเกมเล็กๆ น้อยๆ ให้สื่อมวลชนได้เล่นได้ลุ้นกัน โดยทุกครั้งที่ทีมโฆษกคณะกรรมาธิการกีฬาแถลงข่าวเสร็จก็จะมีแจกลูก “ฟุตบอล” แก่กระจอกข่าวที่มาทำข่าว นำไปเล่นออกกำลังกายเพื่อให้ร่างกายแข็งแรง

เอ๊ะๆๆ… แต่อย่าเข้าใจผิดว่าจะแจกลูกฟุตบอลให้แก่ทุกคนล่ะ เขามีลิมิตให้เพียงครั้งละ 3 ลูกเท่านั้น โดยการจะให้ลูกฟุตบอลไปเลยคงไม่สนุก ไม่ตื่นเต้น กมธ.การกีฬาฯ ก็หาวิธีให้ได้ “ลุ้น” กัน ด้วยวิธีที่ก็ง่ายแสนง่าย ด้วยการ “จับไม้สั้นไม้ยาว” ซึ่งกระจอกข่าวจะได้หรือไม่ได้ ก็ขึ้นอยู่กับ ”ดวง” แต่ละคน

โดยเจ้าหน้าที่ประจำคณะกรรมาธิการ จะนำหลอดที่ตัดมาทั้งสั้นและยาว ใส่แก้วหรือกระบอกน้ำ แล้วให้กระจอกข่าวจับ ซึ่งแต่ละครั้งก็จะออกกติกาไม่เหมือนกัน บางครั้งก็ออกกติกาใครจับได้หลอดสั้นก็ได้ลูกฟุตบอล แต่บางครั้งใครจับยาวก็ได้ลูกฟุตบอล ใครจับได้ตามกติกา ก็เอาไปเลยฟุตบอลคนละลูก …เกมแบบนี้ทำเอากระจอกข่าวลุ้นแล้วลุ้นอีก

555 กระบวนการแถลงข่าวของคณะกรรมาธิการการกีฬาฯ เนี่ย..ไม่เหมือนใครและไม่มีใครเหมือน สร้างความสนใจ และความสนุกตื่นเต้นให้สื่อมวลชนจริงๆ แบบนี้ต้องยกนิ้วโป้งให้เลย…

ผีไม่เผาเงาไม่เหยียบ

เมื่อ ทักษิณ ชินวัตร ขยับจ้อสื่อนอกหลายสำนัก หลังอยู่นิ่งๆ มานาน ทำให้หลายคนตีความไปว่าการขยับครั้งนี้มีนัย

แต่การหยั่งเชิงผ่านสื่อนอกคราวนี้ไม่ใช่เรื่องใหญ่ หากจับลีลานายใหญ่คนนี้มาหลายปีจะรู้แนวทางและจังหวะการเผยแพร่สารผ่านสื่อเพื่อหยั่งกระแสและกำหนดเกม

แน่นอนว่า…การปะ-ฉะ-ดะเรื่องความไม่เป็นประชาธิปไตย การเพ่งเล็งคดีความของคนในแวดวงชินวัตรและการยึดอำนาจนั้น เป็นสิ่งที่ทักษิณและเครือข่ายพร้อมเขย่าให้เรื่องนี้ปะทุและขยายวงไปเรื่อยๆ

บางคนมองว่าทักษิณแบไต๋พร้อมคุยแบบกลายๆ โดยมีหลากเงื่อนไขในการเดินเกม หากทุกฝ่ายยินดี ทุกอย่างจะแฮปปี้ แต่บางคนที่รู้สไตล์ของทักษิณก็จะกระซิบดังๆ ให้สังคมพอได้ยินและตีความกันว่า “จะเชื่อคำพูดของทักษิณได้หรือ”

แต่อาจจะมีบางเรื่องที่สังคมส่วนใหญ่ไม่เคยรู้มาก่อนว่า ความฝันหนึ่งของนายใหญ่ที่ไม่ปรารถนาให้บังเกิดขึ้นนั้นคืออะไร

10 กว่าปีก่อนคนไทยเคยได้ยินว่า ทักษิณจะเป็นนายกฯ 20 ปีแล้วจะส่งไม้ให้คนรุ่นใหม่ จากนั้นจะผันตัวเป็นอาจารย์สอนหนังสือ และใฝ่ฝันว่าความดีงามที่ทำให้บ้านเมืองนั้น น่าจะทำให้สังคมยกย่องให้เป็น “บุรุษของแผ่นดิน” เพราะใครบางคนบนถนนการเมืองและตำแหน่ง สร.1 ในอดีต คือโมเดลที่ทักษิณใฝ่ฝันจะเดินตาม แต่บางสิ่งของโมเดลนั้น ทักษิณไม่ต้องการให้มันเกิดขึ้นกับชีวิต

วิษณุ เครืองาม เคยแนะนำหนังสือ “บันทึกวิเคราะห์และวิจารณ์ 16 นายกรัฐมนตรีไทย” ให้นายใหญ่อ่าน เมื่อช่วงปี 2548-2549 จนวันนี้ไม่รู้ว่าทักษิณอ่านและตีความตัวอักษรกับสิ่งที่บังเกิดกับตัวเองและครอบครัวแล้วหรือไม่

แต่ที่แน่ๆ ตั้งแต่วันนี้และอนาคต ภาวะ “ผีไม่เผา เงาไม่เหยียบ” ระหว่างทักษิณและขั้วตรงข้ามจะยังคงสถานะนี้ไว้ จนกว่าจะมีบางสิ่งบางอย่างที่เปลี่ยนแปลงวิถีของสองฝ่ายนี้ในภายภาคหน้า

‘พะจุณณ์’ยันไม่ได้กล่าวหาใครซื้อขายตำแหน่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160226/223213.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันศุกร์ที่ 26 กุมภาพันธ์ 2559
‘พะจุณณ์’ยันไม่ได้กล่าวหาใครซื้อขายตำแหน่ง

ตร.ออกหมายเรียก “พะจุณณ์” ผิด พ.ร.บ.คอมพ์ฯ แชทไลน์อ้าง พล.อ.ซื้อขายตำแหน่งวงการสีกากี เจ้าตัวโบ้ยส่งต่อไลน์กลุ่มทหาร-ตร.เพื่อให้ช่วยตรวจสอบไม่ได้กล่าวหาใคร

              พนักงานสอบสวน กองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) ได้รวบรวมพยานหลักฐาน ยื่นขออนุมัติศาลออกหมายเรียก พล.ร.อ.พะจุณณ์ ตามประทีป อดีตสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ และอดีตหัวหน้าสำนักงานมูลนิธิรัฐบุรุษ เพื่อรับทราบข้อกล่าวหาความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ในวันที่ 10 มีนาคม เวลา 10.00 น. ที่ บก.ปอท. ศูนย์ราชการ ถนนแจ้งวัฒนะ

รายงานข่าวจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่ากรณีดังกล่าว เกิดขึ้นหลังมีข้อความแชทในแอพพลิเคชั่น “ไลน์” กล่าวหาว่ามี พลเอก ป. เข้ามาเกี่ยวข้องในการซื้อขายตำแหน่งในการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจ โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจมีพยานหลักฐานในการดำเนินคดี แต่รายละเอียดไม่ขอเปิดเผย หากไม่มาตามหมายเรียกก็มีขั้นตอนของกฎหมายในการดำเนินการอยู่แล้ว

ด้าน พล.ร.อ.พะจุณณ์ ชี้แจงในเวลาต่อมาว่า ไม่ได้เป็นคนเขียนข้อความในไลน์ แต่ไลน์ต้นฉบับ มีคนส่งมาให้อีกที ในฐานะที่เป็นประธานคณะอนุกรรมาธิการปฏิรูปโครงสร้างอำนาจหน้าที่และกระบวนการทำงานตำรวจเพื่อประโยชน์ของประชาชน และคณะกรรมการตรวจสอบการทุจริตคอรัปชั่น จึงส่งต่อไลน์ไปให้ 2 กลุ่ม คือ กลุ่มไลน์เตรียมทหารรุ่น 12 และไลน์กลุ่มตำรวจ เพื่อให้ช่วยกันตรวจสอบข้อเท็จจริง ซึ่งก็ไม่ได้เอ่ยชื่อหรือกล่าวพาดพิงไปถึง พลเอก ป. ตามที่เข้าใจกัน

“ผมส่งไลน์ให้เพื่อนเตรียมทหารรุ่น 12 ช่วยกันดู เพราะมันจะส่งผลกระทบถึงนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นเพื่อนร่วมรุ่นพวกเรา และเรามีหน้าที่แบ่งมอบชัดเจนอยู่แล้วหากพบข้อมูลทุจริตต้องส่งให้นายกรัฐมนตรี ส่วนที่ส่งให้กลุ่มตำรวจก็เพื่อให้ตรวจสอบอีกทาง เนื่องจากเป็นเรื่องการแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจ ซึ่งก็รู้อยู่แล้วว่าส่งไปแบบนี้เป็นการล้ำเส้น เดี๋ยวต้องโดน” พล.ร.อ.พะจุณณ์ กล่าว

พล.ร.อ.พะจุณณ์ ย้ำว่า ไม่ทราบว่าไลน์ต้นเหตุของปัญหานั้นถูกส่งมาจากใคร ส่วนที่ตำรวจจะออกหมายเรียกไปให้ปากคำนั้น ไม่จำเป็นต้องออกหมายเรียก แค่โทรมาก็ไปอยู่แล้ว

ผู้สื่อข่าวถามว่า ต้องเคลียร์กับ พลเอก ป. ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้เรียกรับผลประโยชน์จากการแต่งตั้งโยกย้ายนายตำรวจหรือไม่ พล.ร.อ.พะจุณณ์ กล่าวว่า ไม่แน่ใจว่าคนที่ส่งข้อมูลมาให้ต้องการอะไร ต้องการให้ประชาชนรู้ หรืออยากให้รัฐบาลรู้ว่ามีเรื่องนี้เกิดขึ้น เมื่อรัฐบาลรู้แล้วก็ต้องตรวจสอบว่าใครเป็นคนส่งข้อมูลนี้มา แล้วเป็นเรื่องจริงหรือไม่ ไม่ใช่มายุ่งกับตน

“ตำรวจโทรมาหาผม บอกว่าคนนั้นคนนี้สั่งเอาผมให้ตาย ผมก็งง และเอาไปให้นักกฎหมายดู เขายังบอกว่าอ่านแล้วยังไม่รู้ต้นสายปลายเหตุ ขอยืนยันผมทำเพื่อประโยชน์สาธารณะ ต้องการให้ตรวจสอบว่าจริงไหม” พล.ร.อ.พะจุณณ์ กล่าว

‘บิ๊กตู่’พ้อทำไมยอมรับยุทธศาสตร์20ปีไม่ได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160226/223202.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันศุกร์ที่ 26 กุมภาพันธ์ 2559
‘บิ๊กตู่’พ้อทำไมยอมรับยุทธศาสตร์20ปีไม่ได้

‘บิ๊กตู่’พ้อทำไมยอมรับยุทธศาสตร์20ปีไม่ได้ ขอนักการเมืองอย่าทำลายความหวังประชาชน ‘ปู’วอนคสช.ทำตามโรดแม็พเคร่งครัด ไต่สวนจำนำข้าวนัด3ระบุ’รบ.ยิ่งลักษณ์’ทำพิลึก

             เมื่อเวลา 16.00น. 26 ก.พ.2559  ที่โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาทับเสลา ต.ระบำ อ.ลานสัก จ.อุทัยธานี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้สัมภาษณ์หลังการลงพื้นที่จ.อุทัยธานี ว่า รัฐบาลทำทุกเรื่อง แก้ไขทุกปัญหา และไม่ได้มาอวดโอ้ว่าเก่งแต่อย่างใด แต่การแก้ปัญหาไม่สามารถเกิดขึ้นได้ใน 1 – 2 ปีนี้ แต่ทุกคนต้องช่วยกัน ทั้งประชาชน สื่อมวลชน คนระดับบน กลาง และล่าง ช่วยกันให้ความรู้แก่ประชาชน นักการเมืองเองก็ต้องช่วยกัน ขออย่ามาขัดแย้งกันอีกเลย ประเทศชาติย่อมสำคัญกว่าสิ่งอื่นเสมอ การพัฒนาประเทศด้วยยุทธศาสตร์ 20 ปี ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ไม่ยากจนเกินไป ใครจะทำก็ว่ามา เพราะไม่มีใครอยู่ค้ำฟ้า

หากไม่มียุทธศาสตร์ดังกล่าวเมื่อมีรัฐบาลใหม่เข้ามาก็จะเปลี่ยนแนวทางการเดินหน้าประเทศ ทำให้ประเทศไม่สามารถเดินหน้าได้ นักการเมืองอยากทำให้คนรักอย่างไรก็ให้ไปทำ เรื่องของท่าน แต่ทำให้มันดี แต่เรื่องแค่นี้เหตุใดจึงยอมกันไม่ได้ ทำไมไม่ทำเพื่อประเทศชาติ รัฐบาลทุกรัฐบาลต้องเดินหน้าแบบนี้ ส.ส.ต้องนำปัญหาในพื้นที่ตัวเองเสนอต่อรัฐบาล นี่คือประชาธิปไตยร้อยเปอร์เซ็นต์ ซึ่งประชาชนเป็นผู้เลือกส.ส.ขึ้นไป โดยรัฐบาลจะเอาทุกปัญหาเพื่อหาแนวทางแก้ไข และวางแผนการใช้จ่ายงบประมาณให้ดี มีความสอดคล้องกับความต้องการและปัญหาของประเทศ ถ้ามัวไปตีกันอยู่แบบนี้ทุกอย่างก็ไปไม่ได้

“ผมถามว่าเป็นอยู่แบบนี้ไม่สงสารประชาชนหรือ เห็นแววตาเขาหรือไม่ ทุกคนอาจจะเข้าใจว่าผมมีความสุขเพราะเห็นว่าชาวบ้านรัก ชอบ แต่นี่คือความกดดันที่ผมมี เพราะประชาชนคาดหวัง เราจะทำลายความหวังของเขาหรือไง เขาหวังมากี่รัฐบาลแล้ว เราอย่าไปทำลาย รัฐบาลนี้ไม่ได้มุ่งหวังอะไรจากเขาเลย มีแต่จะให้ แต่จะทำอย่างไรที่จะทำให้ทุกคนพอใจและมีความสุข เมื่องบประมาณมีเท่านี้ต้องแบ่งปัน จัดระเบียบ ทุกประเทศต้องเป็นแบบนี้ ไม่มีประเทศไหนจะมาตีกัน ประชาธิปไตยต้องไม่เป็นแบบนี้หรอก”พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

นายกฯ กล่าวว่า ตนเดินทางไปต่างประเทศได้พบเจอกับคนไทยที่นั่น ซึ่งเป็นคนเก่งและบอกว่าพร้อมที่จะช่วยเหลือประเทศไทย ทุกคนพร้อมช่วยเหลือประเทศอยู่แล้ว ไม่เหมือนกับใครบางคนที่ไม่เคยนึกถึงประเทศ อย่างไรก็ตาม ทุกคนต้องปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด ทุกคนไม่ว่าจะเป็นใครก็ตามต้องอยู่ภายใต้กฎหมายของบ้านเมือง ไม่มีข้อยกเว้น และขอประชาชนอย่าเพิ่งท้อแท้ เพราะหากทุกคนท้อแท้ตนจะยิ่งท้อแท้ยิ่งกว่า ที่ยังทำงานได้ทุกวันนี้เพราะได้กำลังใจจากประชาชน ถ้าไม่มีกำลังใจเลย มีแต่ความขัดแย้งก็คงจะหมดกำลังใจที่จะทำงานต่อไป แต่ถึงอย่างไรกำลังใจก็จะไม่มีวันหมด เพราะตนทำเพื่อส่วนรวม ไม่ได้ทำเพื่อตัวเอง การทำเพื่อคนอื่นนั้นสามารถทำได้ร้อยแปดพันเรื่อง แต่ถ้าทำเพื่อตัวเองไม่นานก็จบ
ปูวอนคสช.ทำตามโรดแม็พเคร่งครัด

ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง วันที่ 26 ก.พ.59 เวลา 09.00 น. ก่อนเข้ารับฟังการไต่สวนพยานโจทก์ คดีจำนำข้าว น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงสถานการณ์การเมืองว่า ตอนนี้คนไทยอยากเห็นการเลือกตั้ง การคืนอำนาจให้กับประชาชนโดยเร็ว ซึ่งถ้าทำได้ก็จะทำให้ความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจกลับคืนมา ตนไม่อยากเห็นสภาพบ้านเมืองถูกควบคุมแบบนี้ อยากให้สิทธิเสรีภาพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของคนไทยกลับคืนมา อยากเห็นรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง และเป็นของประชาชนตามหลักสากล ถ้าเราไม่เดินตามกลไกประชาธิปไตยก็ไม่สามารถทำให้นักลงทุนต่างประเทศเชื่อมั่นได้ ซึ่งเป็นปัญหาที่น่าห่วง

น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวอีกว่า ขณะเดียวกันตนก็เข้าใจข้อจำกัดของรัฐบาลคสช.ที่ต้องดูแลความสงบเรียบร้อยของประเทศ ซึ่งอยากฝากว่ามีวิธีใดหรือไม่ที่จะทำให้ประชาธิปไตยกลับคืนมา คิดว่าทุกคนจะให้ความร่วมมือเพราะอยากเห็นประเทศไทยเดินไปข้างหน้าด้วยกัน อย่างไรก็ตามขณะนี้อยากจะให้คสช.ทำตามโรดแม็บอย่างเคร่งครัดและทำให้เต็มที่ จะได้ประกาศการเลือกตั้งโดยเร็ว ซึ่งเป็นสิ่งที่ประชาชนเฝ้ารอคอย

ไต่สวนจำนำข้าวนัด3ระบุ’รบ.ยิ่งลักษณ์’ทำพิลึก

ขณะเดียวกันที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ถ.แจ้งวัฒนะ ตั้งแต่เวลา 09.30 น. นายชีพ จุลมนต์ รองประธานศาลฎีกา เจ้าของสำนวนพร้อมองค์คณะรวม 9 คน ออกนั่งบัลลังก์ไต่สวนพยานโจทก์ครั้งที่สาม คดีโครงการรับจำนำข้าว หมายเลขดำ อม.22/2558 ที่อัยการสูงสุด เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นจำเลย ในความผิดฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบฯ และเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในตำแหน่งหรือหน้าที่หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหรือหน้าที่โดยมิชอบฯ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และความผิดตาม พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 กรณีละเลยไม่ดำเนินการระงับยับยั้งโครงการรับจำนำข้าว ซึ่งทำให้รัฐเสียหายกว่า 5 แสนล้านบาท

โดยวันนี้ อัยการ โจทก์ นำ นายวิชัย ศรีประเสริฐ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย พยานให้ศาลไต่สวนปากแรก สรุปว่า พยานมีประสบการณ์การส่งออกข้าวมานานเกือบ 40 ปี ได้เป็นนายกสมาคมผู้ส่งออก ฯ ติดต่อ 2 สมัย 4 ปี ก่อนที่จะมาเป็นนายกกิตติมศักดิ์ ตั้งแต่ปี 2549 ถึงปัจจุบัน โดยพยานเคยให้การในชั้น ป.ป.ช.2 ครั้งในปี 2556 และ 2557 สำหรับโครงการจำนำข้าวที่มีการวางกรอบซื้อ-ขายข้าวแบบจีทูจี (รัฐต่อรัฐ) ไม่ใช่การขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐอย่างแท้จริง เพราะมีการส่งข้าวที่ขายให้ผู้แทนไทยที่หน้าโกดังในประเทศไทย ไม่ใช่การส่งออกไปตลาดต่างประเทศ จึงเป็นยุทธศาสตร์ที่ผิดปกติไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์ ทำให้เกิดช่องโหว่ นำข้าวนั้นมาหมุนเวียนขายในประเทศได้ ซึ่งการขายแบบจีทูจีที่ดำเนินการช่วงปลายของรัฐบาลจำเลย ที่พยานเห็นว่าดำเนินการจริงน่าจะมีเพียง 1 ล้านตันเท่านั้น ที่บริษัทคอฟโก้ เดินทางมากับรัฐบาลจีนแล้วทำสัญญารับซื้อข้าวที่เป็นข้าวใหม่ ส่วนสัญญาฉบับอื่นในช่วงแรกที่มีการซื้อข้าว 2 ล้านตันนั้นเป็นข้าวเก่าทั้งหมด ทั้งที่ปกติจีนจะซื้อข้าวใหม่เท่านั้นเพราะประชาชนจีนไม่นิยมบริโภคข้าวเก่า ขณะที่ประเทศจีนมีโควตารับซื้อข้าวต่างประเทศเพียง 5.3 ล้านตัน แต่มีระบุว่ามีการทำสัญญาซื้อขายจีทูจี 14 ล้านตัน พยานจึงไม่เชื่อว่าจะเป็นไปได้ เพราะข้าวนั้นเป็นข้าวเก่าที่เก็บในโกดังด้วย อีกทั้งบริษัทเอกชนที่เป็นตัวแทนของประเทศจีนที่ได้สิทธิ์ซื้อข้าว ต้องเป็นบริษัทคอฟโก้บริษัทเดียวตามพันธะที่ประเทศจีนแจ้งไว้กับ WTO ส่วนบริษัท ไห่หนาน เกรน แอนด์ ออยล์ อินดัสเทรียล เทรดดิ้ง ซึ่งรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์อ้างว่าได้ทำสัญญาซื้อขายข้าวด้วยนั้น จะมีสถานะเป็นรัฐวิสาหกิจของจีนหรือไม่ ไม่สำคัญ แต่ไม่มีสิทธิ์ที่จะเป็นตัวแทนจีนในการทำการค้าแทนได้ โดยภายหลังการยึดอำนาจมีการนำโควต้ามาให้สมาคมจัดสรรกับบริษัทผู้ส่งออก ซึ่งมีความถูกต้องและเป็นธรรมที่สุด

นายวิชัย เบิกความอีกว่า แม้มติ ครม.ปี 2554 อนุมัติให้อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เป็นผู้เจรจาซื้อขายข้าวแบบจีทูจีกับต่างประเทศ แต่ในมติก็ระบุชัดเจนว่าเมื่อเจรจาถึงขั้นสุดท้ายแล้วให้สรุปรายงานถึง รมว.พาณิชย์ หากเห็นด้วยให้เซ็นสัญญาได้ ซึ่งการพิจารณาดังกล่าวทำตามกรอบซื้อขายที่ กนข.วางไว้ ขณะที่ปกติประเทศไทยจะผลิตข้าวได้ปีละ 20 ล้านตัน แบ่งเป็นบริโภคในประเทศ 10 ล้านตัน ส่วนที่เหลือจะเป็นการส่งออก แต่เมื่อมีการแทรกแซงตลาด ด้วยราคารับจำนำ 15,000 บาทที่สูงกว่าราคาตลาดทั่วไป โดยข้าวไปอยู่ในมือรัฐบาลถึง 13 ล้านตัน ขณะที่ไม่มีข้าวเหลือพอให้เอกชนส่งออกนั้นก็เป็นเหมือนการผูกขาด แต่ที่เอกชนยังส่งออกได้ถึง 7 ล้านตัน เพราะมีข้าวหมุนเวียนขณะที่รัฐบาลไม่ได้ระบายข้าวจีทูจีที่แท้จริง จึงทำให้มีการข้าวรั่วไหลมาถึงเอกชน

พยานยังเห็นว่า แม้รัฐบาลจะรับซื้อข้าวแพง แต่กลับไปขายได้ราคาถูก เพราะคุณภาพข้าวลดลงเมื่อถูกเก็บในโกดังหลายปี ซึ่งปกติข้าวหอมมะลิควรที่จะต้องขายขณะสดใหม่ โดยราคาข้าวในท้องตลาดระหว่างข้าวหอมมะลิ กับข้าวขาวที่ค้างเก่าจะมีราคาต่างกันถึงครึ่งหนึ่ง ขณะที่สมาคมฯ เคยทำหนังสือท้วงติงถึงรัฐบาล 8 ครั้ง และการขอเข้าพบนายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รมว.พาณิชย์ เพื่อให้ข้อเสนอแนะว่า ให้มีการจำกัดจำนวนข้าวที่รับจำนำ เพราะในช่วงแรกของโครงการรัฐบาลประกาศรับจำนำข้าวทุกเม็ด กระทั่งงบประมาณเริ่มจะไม่เพียงพอ รัฐบาลจึงจำกัดจำนวนรับซื้อเหลือรายละ 350,000 บาท และขอให้มีการประกาศขายข้าวตามมาตรฐานกระทรวงพาณิชย์ที่จะกำหนดคุณภาพและลักษณะเม็ดข้าวแต่ละประเภทไว้ชัดเจน ไม่ใช่การขายข้าวตามสภาพที่อยู่ในโกดังที่มีข้าวเก็บไว้จำนวนมากเป็นหมื่นตัน อาจมีการนำข้าวด้อยคุณภาพปะปน เมื่อไม่มีผู้แทนคลังสินค้ารับผิดชอบการตรวจสอบคุณภาพข้าว เมื่อซื้อแล้วต้องยอมรับข้าวทั้งหมดไม่อาจฟ้องกลับรัฐบาลได้หากพบข้าวไม่ได้มาตรฐานหรือผิดประเภท ดังนั้นถ้าจะขายข้าวตามสภาพเอกชนก็ต้องสี่ยง เว้นแต่เอกชนจะรู้จักกับโกดังนั้นแล้วทราบสภาพข้าวที่แท้จริง แต่สมาคมฯ ไม่ได้รับคำตอบจากรัฐบาลเรื่องดังกล่าว

ขณะที่ทนายความของอดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ พยายามซักถามพยานถึงการกำหนดราคารับจำนำข้าวที่สูงจะช่วยเกษตรกร นายวิชัย ตอบว่า การกำหนดราคาข้าวไม่ควรจะสูงเกินไปจนขายข้าวไม่ได้ ซึ่งผลกระทบไม่ได้อยู่เพียงแค่ข้าวเหลือเก็บโกดังที่จะเน่า แต่ข้าวที่รับจำนำไปอยู่ในมือของรัฐบาลทั้งหมดทำให้เอกชนไม่เหลือข้าวส่งออก ซึ่งผู้ค้า-ผู้ส่งออกมีหน้าที่ระบายข้าวแต่ละปีไม่ให้เหลือโดยเอกชนจะปรับราคาตามกลไกตลาด ไม่ใช่การตั้งราคาสูงราคาเดียวติดต่อยาวนาน 3 ปีเหมือนรัฐบาลทำ เพราะถ้าราคาสูงตลาดโลกรับซื้อไม่ได้ข้าวจะเหลือค้าง เช่น ปี 2551 ราคาข้าวในตลาดเคยสูงสุดถึง 13,000 บาทต่อตัน แต่ข้าวสามารถขายได้และได้กำไรเพราะข้าวดีมีคุณภาพไม่มีข้าวเหลือ แต่ช่วงรัฐบาลจำเลย รับจำนำราคาสูง 15,000 บาทต่อตัน แล้วนำมาขายได้เพียงราคา 6,000 บาทต่อตัน เพราะเป็นข้าวเก่าที่เก็บไว้นาน แสดงว่าการแทรกแซงราคาข้าวของรัฐบาล ไม่สัมพันธ์กับราคาตลาด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างการไต่สวน ทนายความจำเลยพยายามซักถามพยานว่า ข้อมูลสถิติตัวเลข เป็นเรื่องความเห็นของพยานเองใช่หรือไม่ ขณะที่นายวิชัย พยานได้ส่งสรุปข้อมูลตัวเลขการค้าข้าวเสนอศาลเป็นหลักฐาน พร้อมระบุว่าสถิติได้รวบรวมข้อมูลจากกระทรวงพาณิชย์

ขณะที่พยานปากที่ 2 นายระวี รุ่งเรือง เครือข่ายแกนนำชาวนา เบิกความว่า ภาพรวมโครงการจำนำข้าว เป็นโครงการที่ดี มีระบบจัดการ แต่เรื่องการตรวจสอบให้โครงการมีประสิทธิภาพไม่สามารถปฏิบัติได้จริง เนื่องจากเจ้าหน้าที่ไม่เพียงพอ และไม่มีความเชี่ยวชาญเรื่องเมล็ดพันธุ์ข้าว ความชื้นข้าว การตรวจสอบคุณภาพข้าว ขณะที่การสวมสิทธิ์ข้าวของชาวนาโดยโรงสี มีจริงลักษณะเป็นสมยอมกันระหว่างชาวนากับโรงสีที่ได้ประโยชน์ทั้งสองฝ่าย เช่น หลักเกณฑ์การผลผลิตกำหนดให้ได้ 800 กิโลกรัมต่อไร่ แต่ความเป็นจริงหากชาวนาได้ผลผลิตไม่ถึง 800 ตันต่อไร่ ส่วนต่างที่ขาดหายไปโรงสีจะมาขอใช้สิทธิ์กับชาวนา โดยให้ค่าตอบแทน 1,000 – 3,000 บาทต่อใบประทวน แล้วเมื่อหน่วยงานรัฐลงมาตรวจสอบโรงสีจะนำข้าวอื่นที่ไม่ได้คุณภาพมาใส่แค่ให้ครบจำนวนตรวจสอบตามใบประทวน ดังนั้นจึงหาหลักฐานได้ยากคล้ายกับการซื้อสิทธิขายเสียงเลือกตั้งที่ไม่มีหลักฐานเป็นเอกสารลายลักษณ์อักษร แต่เป็นการรับรู้ทั่วกัน โดยสามารถจับกุมดำเนินคดีทั่วประเทศ 270 คดี ซึ่งเทียบกับสัดส่วนชาวนาที่ร่วมโครงการถือว่าน้อยมาก ขณะที่การดำเนินคดีก็ไม่ใช่โรงสีรายใหญ่

ทั้งนี้นายระวี ยังเบิกความตอบ ที่ทนายความจำเลยซักถามว่า ร่วมชุมนุม กปปส.ปิด ธกส. เพื่อไม่ให้รัฐบาลนำเงินมาจ่ายชาวนาด้วยว่า ตั้งแต่ ต.ค.56 รัฐบาลไม่มีเงินจ่ายค่าจำนำข้าวให้ชาวนา เนื่องจากเป็นรัฐบาลรักษาการที่ไม่มีสิทธิ์กู้เงินจากสถาบันการเงิน จึงร่วมกับมวลชนเพื่อให้รัฐบาลที่มีอำนาจแท้จริงมาผลักดันกู้เงินจากสถาบันการเงิน เพื่อจ่ายค่าจำนำข้าวให้ชาวนา

เมื่อศาลไต่สวนพยานทั้ง 2 ปากเสร็จสิ้นเวลา 15.30 น. ศาลได้นัดไต่สวนพยานโจทก์ปากต่อไปวันที่ 4 มี.ค.นี้ เวลา 09.30 น. ทั้งนี้เมื่อเสร็จสิ้นกระบวนพิจารณา น.ส.ยิ่งลักษณ์อดีตนายกฯ เดินทางกลับทันที

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ ทนายความจำเลย ได้แถลงต่อศาล ให้ดำเนินการกับกรณีที่พยานของอัยการโจทก์ นายระวี รุ่งเรือง เครือข่ายชาวนาไทย ที่จะเข้าไต่สวนวันนี้ ได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนลักษณะโฟนอิน ประเด็นที่จะนำสืบวันนี้ก่อนนั้นว่าไม่เหมาะสมถูกต้อง ภายหลังจากศาลเคยสั่งห้ามคู่ความ 2 ฝ่ายให้สัมภาษณ์ที่จะชี้นำกระทบต่อคดี

นายชีพ จุลมนต์ รองประธานศาลฎีกา ผู้พิพากษาเจ้าของสำนวน จึงแจ้งคู่ความว่า ศาลได้ติดตามและเตรียมที่จะแจ้งให้คู่ความทราบอยู่แล้วว่า มอบให้สำนักงานศาลยุติธรรม แถลงข่าวต่อสาธารณะที่จะไม่ให้บุคคลอื่น นอกเหนือจากคู่ความ สัมภาษณ์กระทบต่อคดี ที่จะเป็นการละเมิดศาลตามกฎหมาย โดยศาลกำชับให้ฝ่ายอัยการ ดูแลพยานด้วย

โดยวันนี้ นายสืบพงษ์ ศรีพงษ์กุล โฆษกศาลยุติธรรม จึงได้ออกคำแถลงเป็นหนังสือต่อสื่อมวลชน ระบุว่า ขณะนี้ได้มีการนำคำให้การพยานในคดี ไปวิเคราะห์ในสื่อสิ่งพิมพ์หรือเผยแพร่ออกอากาศทางวิทยุกระจายเสียง อันมีลักษณะที่เป็นการชี้นำหรือบิดเบือนให้ผิดไปจากข้อเท็จจริง นอกจากนี้ยังมีพยานบางปาก ให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อในรูปแบบต่างๆ เกี่ยวกับคดีระหว่างที่ดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลฎีกาฯ ซึ่งยังไม่เสร็จสิ้น

สำนักงานศาลยุติธรรม ขอเรียนว่า การเสนอข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความคืบหน้าในการดำเนินกระบวนพิจารณาของศาล เป็นสิ่งที่สามารถกระทำได้ อย่างไรก็ตาม บรรดาข้อความหรือความเห็นที่อาจก่อให้เกิดอิทธิพลเหนือความรู้สึกของประชาชน หรือเหนือคู่ความหรือเหนือพยานในคดี หรืออาจทำให้สาธารณชนเข้าใจว่าข้อความหรือความเห็นนั้น มีอิทธิพลต่อการพิจารณาคดีของศาล ซึ่งอาจทำให้การพิจารณาคดีเสียความยุติธรรมไป โดยเฉพาะข้อมูลที่ผิดไปจากข้อเท็จจริงแห่งคดี การรายงานหรือการย่อเรื่องหรือ การวิพากษ์เกี่ยวกับกระบวนพิจารณาอย่างไม่เป็นกลาง ไม่ถูกต้อง หรือโดยไม่เป็นธรรมเกี่ยวกับการดำเนินคดีของคู่ความ หรือคำพยานหลักฐาน รวมทั้งการแถลงข้อความที่ทำให้เสื่อมเสียต่อชื่อเสียงของคู่ความหรือพยาน แม้ว่าข้อความเหล่านั้นอาจเป็นความจริงหรือการชักจูงให้เกิดมีคำพยานเท็จ เป็นสิ่งที่ไม่สามารถกระทำได้และอาจเป็นความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 32 (2)

“ ขอความร่วมมือผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย งดการวิเคราะห์หรือให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อต่างๆ อันอาจมีผลกระทบต่อการดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลและอาจทำให้ประชาชนเข้าใจคลาดเคลื่อนไปจากข้อเท็จจริงที่ถูกต้องในคดีดังกล่าว ”

‘รัฐบาล’ยันไม่มีแนวคิดประชาพิจารณ์ปมตั้ง‘สังฆราช’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160226/223175.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันศุกร์ที่ 26 กุมภาพันธ์ 2559
‘รัฐบาล’ยันไม่มีแนวคิดประชาพิจารณ์ปมตั้ง‘สังฆราช’

“รัฐบาล” ยันไม่มีแนวคิดประชาพิจารณ์ ปมตั้ง”สังฆราช” แจงต้องยึดระเบียบ-กฎหมายเป็นที่ตั้งวอนทุกฝ่ายหยุดสร้างความสับสน

          วันที่ 26 ก.พ.59 พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงกระแสข่าวเรื่องการทำประชาพิจารณ์การแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราชว่า รัฐบาลไม่มีแนวคิดในเรื่องดังกล่าว และยืนยันมาโดยตลอดว่าการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นจะต้องยึดหลักกฎหมายและระเบียบเป็นที่ตั้ง ทั้ง พ.ร.บ.คณะสงฆ์ กฎหมายปกติ หรือพระธรรมวินัย เพราะการนำความรู้สึกนึกคิดหรืออคติส่วนตัวมาตัดสินคงเป็นการไม่เหมาะสม และวอนทุกฝ่ายหยุดสร้างความสับสน
          อย่างไรก็ตาม หากบางกลุ่มมองว่าปัญหาของคณะสงฆ์เป็นเรื่องที่พระควรจัดการแก้ไขกันเอง รัฐบาลก็สนับสนุนให้คณะสงฆ์พูดคุยหารือเพื่อหาข้อยุติ บนเงื่อนไขที่ต้องไม่สร้างความขัดแย้งและเป็นที่ยอมรับภายใต้กฎหมาย ก่อนดำเนินการตามขั้นตอน ส่วนรายละเอียดว่า หากประพฤติผิดวินัยสงฆ์แล้วจะขาดจากความเป็นพระหรือไม่นั้น ก็เป็นหน้าที่ของฝ่ายที่เกี่ยวข้องต้องไปพิจารณากันตามหลักฐานและข้อเท็จจริงต่างๆ ไม่ว่าบุคคลใดในประเทศนี้ ทั้งพระภิกษุ ข้าราชการ หรือประชาชน หากกระทำผิดกฎหมายก็ต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมอย่างเท่าเทียม มีการสอบสวนหาข้อเท็จจริงในทุกกรณีเมื่อมีการร้องทุกข์กล่าวโทษ แต่หากพิสูจน์ได้ว่าไม่มีความผิดจริง โปร่งใส ไม่มีสิ่งใดแอบแฝงหรือสร้างความขัดแย้ง รัฐบาลก็ยินดีรับฟังและดำเนินการต่อไปตามขั้นตอนปกติ

‘ดีเอสไอ’ตรวจรถจากัวร์‘หลวงพี่น้ำฝน’ตามหน้าที่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160226/223174.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันศุกร์ที่ 26 กุมภาพันธ์ 2559
‘ดีเอสไอ’ตรวจรถจากัวร์‘หลวงพี่น้ำฝน’ตามหน้าที่

‘รมว.ยุติธรรม’ แจง ‘ดีเอสไอ’ เรียกตรวจรถจากัวร์ ‘หลวงพี่น้ำฝน’ ตามหน้าที่ กำชับตรวจรถจดประกอบให้ครบ 6,000 คัน

      26 ก.พ.59 พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวถึงการตรวจสอบรถยนต์จดประกอบของหลวงพี่น้ำฝน ว่า ตนกำชับอธิบดีดีเอสไอไปแล้วให้ตรวจสอบรถจดประกอบทั้ง 6,000 คัน โดยจะต้องตรวจสอบทั้งระบบว่ามีการหลบเลี่ยงภาษีอย่างไร ในบางเรื่องต้องหยิบยกขึ้นมาตรวจสอบก่อนก็ไม่ใช่เป็นการเลือกปฏิบัติ แต่เป็นเพราะมีผู้ร้องทุกข์กล่าวโทษเฉพาะตัวบุคคล หากเจ้าหน้าที่ไม่ตรวจสอบก็จะมีความผิดอาญามาตรา 157 ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ส่วนรถยนต์คันอื่น ๆ อยู่ในรายการต้องตรวจสอบทั้งหมด
      อย่างไรก็ตามในวันนี้ (26 ก.พ.) ตนจะเรียกพ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีดีเอสไอ มาชี้แจงความคืบหน้าในการดำเนินคดีที่อยู่ในความสนใจของประชาชน ไม่ว่าจะเป็นคดีรถยนต์ของหลวงพี่น้ำฝน และคดีรับของโจรจากการยักยอกทรัพย์สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่นจำกัด ซึ่งมีพระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย เข้าไปเกี่ยวข้องด้วย
      ด้านพ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีดีเอสไอ กล่าวว่า ได้ชี้แจงข้อมูลเบื้องต้นให้พล.อ.ไพบูลย์รับทราบแล้ว โดยคดีเกี่ยวกับสหกรณ์คลองจั่นฯ ในสัปดาห์หน้าดีเอสไอจะเริ่มทยอยเรียกผู้ต้องหามารับทราบข้อกล่าวหา โดยเริ่มจากนายศุภชัย ศรีศุภอักษร อดีตประธารบริหารสหกรณ์คลองจั่นฯ ในข้อหาลักทรัพย์นายจ้าง จากนั้นจะแจ้งข้อกล่าวหาในคดีรับของโจรกับกลุ่มผู้รับเช็คต่าง ๆ ซึ่งรวมถึงพระธัมมชโยด้วย ส่วนคดีรถยนต์จดประกอบของหลวงพี่น้ำฝนนั้น ดีเอสไอตรวจสอบไปตามขั้นตอน โดยในวันที่ 2 มี.ค.นี้ พนักงานสอบสวนจะเข้าไปตรวจสอบสภาพรถยนต์จากัวร์ รุ่นแพนเธอร์ ที่วัดไผ่ล้อม จ.นครปฐม ในส่วนของรถยนต์จดประกอบอีกเกือบ 6,000 คัน นั้น ดีเอสไอจะไม่เรียกตรวจสอบทุกคัน เพราะบางคันเป็นรถเก่าที่นำเข้าชิ้นส่วนอะไล่มาจดประกอบจริง ดังนั้นในการเรียกตรวจสอบเฉพาะคันที่มีเจตนาเลี่ยงภาษีเท่านั้น
      ขณะที่พ.ต.ท.กรวัชร์ ปานประภากร ผบ.สำนักคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ หัวหน้าชุดสืบสวนคดีรถยนต์จดประกอบเลี่ยงภาษี กล่าวว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างจัดเตรียมกำลังและบุคลากร เพื่อเข้าตรวจสอบทางกายภาพของรถยนต์จากัวร์ รุ่นแพนเธอร์ ของหลวงพี่น้ำฝน ที่วัดไผ่ล้อม ซึ่งจะเป็นไปตามกำหนดเดิมคือในวันที่ 2 มี.ค.นี้
‘รมว.ยุติธรรม’ ย้ำชัดให้ สตง.สอบเพิ่มประเด็นหัวคิวราชภักดิ์เกิดขึ้นได้อย่างไร
      พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า ตนได้แจ้งให้นายพิศิษฏ์ ลีลาวชิโรภาส ผู้ตรวจการสำนักการตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.) ไปตรวจสอบประเด็นหัวคิวในการก่อสร้างอุทยานราชภักดิ์ เพิ่มเติมอีก 2-3 ประเด็น โดยนายพิศิษฏ์ก็รับที่จะไปดำเนินการเพราะศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ(ศอตช.) ต้องการปิดประเด็นทุกจุด เท่าที่ตรวจสอบจากรายงานของ สตง.พบว่าในบางจุดสตง.ยังไม่ได้เข้าไปสอบปากคำ โดยเฉพาะจุดเริ่มเรื่องที่นำไปสู่การเรียกร้องให้ตรวจสอบอุทยานราชภักดิ์ คือ การหักหัวคิว เพราะในทางราชการหัวคิวเป็นสิ่งผิดกฎหมาย หากมีการหักหัวคิวก็คือทุจริต ดังนั้นหน่วยตรวจสอบต้องตรวจให้ได้ว่ามีการกระทำผิดหรือไม่ และใครเข้าไปเกี่ยวข้องบ้าง
      “ไทม์ไลน์ของราชภักดิ์เริ่มต้นตั้งแต่หัวคิว การสอบจึงต้องสอบทั้งหมดตั้งแต่เริ่มเรื่อง ไม่ใช่ตรวจเฉพาะตรงกลาง ตรวจแค่นี้แล้วบอกว่าไม่มี เป็นการตัดช่วงมาบอก ตรวจแบบนี้ไม่ได้ ใครที่เกี่ยวข้องต้องไปสอบให้หมด ผมต้องการให้สอบตั้งแต่เริ่มต้นว่าคำว่าหัวคิวเกิดขึ้นได้อย่างไร เพราะสังคมอยากรู้ตรงนี้ สตง.บอกว่ายุติแล้วแต่ผมยังไม่ยุติ ถ้า สตง.ไม่สอบเพิ่มให้ครบผมก็จะไม่แถลงผลสอบ” พล.อ.ไพบูลย์ กล่าว

‘ยิ่งลักษณ์’ขึ้นศาลไต่สวนคดีข้าวนัด3

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160226/223171.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันศุกร์ที่ 26 กุมภาพันธ์ 2559
‘ยิ่งลักษณ์’ขึ้นศาลไต่สวนคดีข้าวนัด3

‘ยิ่งลักษณ์’ ไปศาลฎีกานักการเมืองร่วมฟังสืบพยานโจทก์เป็นครั้งที่ 3 หวังเห็นเลือกตั้ง จี้ ‘คสช.’ เร่งคืนอำนาจให้ประชาชน

     26 ก.พ.59 น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี พร้อมทีมทนายความ ได้เดินทางมายังศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ถนนแจ้งวัฒนะ เพื่อร่วมฟังการนัดสืบพยานฝ่ายโจทก์เป็นครั้งที่ 3 ในคดีโครงการรับจำนำข้าว กรณีปล่อยปละละเลยให้เกิดการทุจริตในโครงการ โดยมีบรรดาแกนนำและอดีตส.ส.พรรคเพื่อไทย รวมถึงแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ตลอดจนประชาชนผู้สนับสนุนยืนรอต้อนรับที่หน้าศาลฎีกาฯ ท่ามกลางกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจจากกองบัญชาการตำรวจนครบาล 2 (บก.น.2) 1 กองร้อย เฝ้าระวังความปลอดภัย
     โดยอดีตนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงข้อเสนอของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต่อร่างรัฐธรรมนูญที่ให้มีการใช้ร่างรัฐธรรมนูญ 2 ช่วงเวลา ว่า อยากให้ถามใจคนไทย ตนเชื่อว่าทุกคนอยากเห็นการเลือกตั้งและคืนอำนาจให้ประชาชนโดยเร็ว หากทำได้จะทำให้ความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจกลับมา ไม่อยากเห็นสภาพบ้านเมืองต้องถูกควบคุมด้วยวิธีนี้ อยากขอให้สิทธิ เสรีภาพ และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของคนไทยได้กลับคืนมา และอยากเห็นรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาประชาธิปไตยอย่างแท้จริง
     นอกจากนี้ ไม่อยากให้มีกลไกเปลี่ยนผ่านในร่างรัฐธรรมนูญ อยากเห็นรัฐธรรมนูญที่เป็นของประชาชนและเป็นสากล มิฉะนั้นสิ่งที่ยากคือจะตอบนักลงทุนและต่างประเทศได้อย่างไร ทั้งนี้ตนเข้าใจในข้อจำกัดของรัฐบาลที่ต้องการดูแลความสงบเรียบร้อย แต่อยากฝากว่ามีวิธีใดที่จะทำให้เกิดความมั่นใจด้วย ได้ประชาธิปไตย สิทธิเสรีภาพ และเศรษฐกิจกลับคืนมา ตนเชื่อว่าหากเป็นไปในทิศทางที่ดี ทุกคนคงให้ความร่วม เพราะเราอยากเห็นประเทศเดินไปข้างหน้าเหมือนกัน
     สำหรับการเคลื่อนไหวของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯนั้น มองว่า วันนี้ คสช. มีความตั้งใจที่จะทำตามโรดแมพ อย่างเคร่งครัด เพราะพล.อ.ประยุทธ์เป็นคนพูดเองและขอให้ทำอย่างเต็มที่ เพราะจะได้ประกาศการเลือกตั้งโดยเร็ว สิ่งนี้คือสิ่งที่ประชาชนเฝ้ารอคอย

‘นายกฯ’ลงอุทัยดูจัดสรรที่ดินทำกิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160226/223169.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันศุกร์ที่ 26 กุมภาพันธ์ 2559
‘นายกฯ’ลงอุทัยดูจัดสรรที่ดินทำกิน

‘นายกฯ’ ลงพื้นที่ จ.อุทัย เป็นสักขีพยานมอบที่ดิน400ไร่ สมาชิกสหกรณ์ปฏิรูปที่ดินชาวบ้าน ต.ระบำ สั่ง เร่งปฏิรูปที่ดินทั่วประเทศ ปลุก ประชาชนรังเกียจคนทุจริต

          วันที่ 26 ก.พ.59 เวลา 08.00น. ที่พล.ม.2 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พร้อมด้วย พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และพล.อ.วิลาศ อรุณศรี เลขาธิการนายกรัฐมนตรี เดินทางโดยเฮลิคอปเตอร์ เพื่อลงพื้นที่ตรวจราชการ จ.อุทัยธานี
          ต่อมาเวลา 09.55น.นายกฯและคณะเดินทางมาถึงสำนักงานโครงการส่งน้ำและบํารุงรักษาทับเสลา ต.ระบํา อ.ลานสัก จ.อุทัยธานี โดยมีนายประภัสสร์ มาลากาญจน์ ผู้ว่าฯจ.อุทัยธานี ข้าราชการ ประชาชน จำนวนมากให้การต้อนรับ ท่ามกลางการรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวด เจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจทั้งในและนอกเครื่องแบบ สนธิกำลังรักษาความปลอดภัยตามจุดต่างๆ ขณะที่ บริเวณทางเข้า-ออกพื้นที่ มีการตั้งจุดตรวจค้นผู้ที่จะผ่านเข้าและออก และผ่านเครื่องสแกนโลหะ รวมถึงมีหน่วยเก็บกู้วัตถุระเบิด (อีโอดี) กระจายอยู่รอบๆ พื้นที่
          ต่อมา นายกฯ เป็นประธานสักขีพยานในพิธีมอบหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน แก่สหกรณ์ปฏิรูปที่ดินต.ระบำ อ.ลานสัก จ.อุทัยธานี ซึ่งอยู่ภายใต้การดูแลของคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ(กทช.) โดยพื้นที่ต.ระบำ ถือเป็น1ใน8ชุมชนที่เป็นต้นแบบที่ได้รับการจัดสรรที่ดิน โดยมีจำนวนประมาณ400ไร่ ที่ไม่มีกรรมสิทธิ์ จำนวน 62 ครัวเรือน จากพื้นที่ทั้งหมด 3,239 ไร่ ที่ คทช.จัดสรรให้ชาวบ้าน จ.อุทัยธานี ทั้งนี้ นายกฯยังได้มอบปัจจัยการผลิตให้แก่ผู้แทนสมาชิกสหกรณ์ปฏิรูปที่ดินระบ้า จำกัด
          ทั้งนี้ ชาวบ้านที่ได้รับหนังสือเข้าทำประโยชน์ จะต้องเป็นสมาชิกสหกรณ์ปฏิรูปที่ดิน ขณะที่การจัดแบ่งพื้นที่เดิมเป็นพื้นที่ทางองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้(ออป.)เคยเช่าปลูกต้นยูคาลิปตัส และหมดสัญญาเมื่อวันที่ 5 ก.ค.58 โดย คทช.ได้นำมาดำเนินการตามนโยบายรัฐบาลในการแก้ปัญหาการบุกรุกที่สงวนห้ามของรัฐ และการไม่มีที่ดินทำกินของเกษตรกรผู้มีรายได้น้อย โดยใน3ปีแรกยกเว้นการเก็บค่าเช่าที่และนาสั่งเร่งปฏิรูปที่ดินทั่วประเทศ ปลุก ประชาชนรังเกียจคนทุจริต อย่าเชื่อใครบิดเบือน บอกเลือกตั้งอย่าให้ใครชี้นำ
          พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า วันนี้เป็นวันครบรอบ 100 ปี สหกรณ์ไทยที่มีสมาชิกกว่า 8.9 ล้านคน ถือเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศ ต้องใช้ช่องทางนี้เป็นทางเลือกที่จะไปแข่งขันกับเอกชนได้ ในเรื่องป่าไม้ต้องทำให้เพิ่มมากขึ้นกว่าเดิมที่มีอยู่เพียง 40% ต้องแก้ปัญหาการบุกรุก การบริหารราชการวันนี้ทุกรัฐบาลต้องนำไปสู่การปฏิบัติในลักษณะที่สร้างการเท่าเทียม ให้ทุกคนมีที่ทำกิน รัฐบาลพยายามจะลงรายละเอียดให้มากที่สุด แต่อาจมองว่ารัฐบาลยุ่งเกินไปหรือเปล่า เป็นประชาธิปไตยหรือเปล่าแบบนี้ แล้วที่ว่าเป็นประชาธิปไตยมากๆ เป็นอย่างไร มันไม่เกิดขึ้นที่จะทำให้การปฏิรูปหรือการแก้ไขเป็นไปได้โดยความรวดเร็ว วันนี้เรามาช่วยกันปฏิรูปประเทศจะดีกว่า ประเทศไทยเป็นประเทศสังคมเกษตรกรรม มีพื้นที่ทำการเกษตร 47 ล้านไร่ และมีทั้งในเขตและนอกเขตชลประทาน ทั้งในเขตพื้นที่ที่มีน้ำฝนและไม่มีน้ำฝน เพราะฉะนั้นในพื้นที่เกษตร 47 ล้านไร่ จะเพิ่มระบบชลประทานจาก 30% เพิ่มได้ไม่เกิน 40% ดังนั้นจะปลูกข้าวเหมือนกันทั้งประเทศไม่ได้ หรือปลูกพืชที่ใช้น้ำมากไม่ได้ จึงต้องเร่งจัดระเบียบให้ได้โดยเร็ว ไม่อย่างนั้นพี่น้องจะเดือดร้อนมากกว่านี้ เพราะวันนี้โลกเกิดการสภาวะเปลี่ยนแปลง ประเทศไทยถือว่ายังโชคดีถ้าเราไม่ขัดแย้งกันมากๆ สิ่งเหล่านั้นจะไม่เกิด ต้องใช้วิกฤตที่ตนเข้ามาให้เป็นโอกาสให้ได้ เพื่อสร้างศักดิ์ศรีให้กับประเทศให้ได้ พูดได้เสียงดัง ทำให้ไทยเข้มแข็งให้เร็วสุดเพื่อรองรับความเสี่ยงภายใน 5-10 ปีข้างหน้า
          พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ถ้ายังทำการเกษตรเหมือนเดิมอย่างเดียว หรือตามนโยบายที่ไม่เป็นรูปธรรมมันจะทำให้เกิดปัญหา ถ้าปลูกข้าว ทำนาปรังปีละ 3-4 รอบจะเอาน้ำที่ไหน ท้ายสุดรัฐบาลก็ต้องมาเยียวยา แล้วจะเอาเงินที่ไหน เพราะรายได้ประเทศมาจากหลายทาง ทุกคนต้องเข้าใจตรงนี้ก่อน อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยต้องกลับไปเป็นประเทศที่เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ รังเกียจคนทุจริต เพราะฉะนั้นอย่าให้ใครมาบิดเบือนสิ่งเหล่านี้อีกต่อไป ก็จะลดความเหลื่อมล้ำได้มากขึ้น วันนี้รัฐบาลพยายามทำเต็มที่ แก้ไขปัญหาประชาชนในทุกมิติ สร้างสังคมที่เข้มแข็งต่อไปในอนาคต ที่ตนพูดเพื่อให้ทุกคนเข้าใจ ไม่มีอะไรเป็นส่วนตัว ตนสงสารพ่อแม่พี่น้องประชาชน ตนเป็นทหาร ทุกคนเป็นทหาร ทุกคนถูกทับซ้อนทั้งหมด การบริหารราชการไม่สามารรถทำเป็นชิ้นเป็นอันได้ ประเทศถูกซอยย่อยด้วยกระบวนการที่ผ่านมาทั้งหมด วันนี้ต้องไม่ทำแบบนั้นอีก ต้องเข้มแข็งด้วยตัวของท่านเอง กำหนดชะตากรรมของท่าน การเลือกตั้งที่จะมาในอนาคตท่านต้องกำหนดอนาคตตัวเอง อย่าให้คนมาชี้นำ การทำอะไรนอกกฎหมายต้องไม่เกิดขึ้นอีก วันนี้ก็เร่งรัดให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปปฏิรูปที่ดินและทำแบบนี้ให้ได้ทั่วประเทศ
          ยันไม่เปลี่ยน “รมว.เกษตรฯ” ผุดนโยบายเช่าที่ดิน ขุดแหล่งน้ำหมู่บ้าน ยก ต.ระบำ ตัวอย่าง สร้างสังคมเมืองชนบท สั่งผู้ว่าฯ แจงประชาชน ยุทธศาตร์ชาติ ระบุ กำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน ต้องรู้จักกราฟฟิกรัฐบาล
          นายกฯ กล่าวว่า ทุกจังหวัดจะต้องมีการมอบที่ดินทำกินให้กับประชาชนที่ไม่ที่ดินทำกิน แล้วตนจะลงพื้นที่ทุกเดือน สิ่งที่ในพื้นที่เผชิญอยู่คือความแห้งแล้งเพราะปลูุกต้นยูคาลิปตันมากเกินไป เสียเงินขุดตอ กว่า 7 ล้านบาท แล้วจะปลูกะอะไรขึ้นได้อีกก็ไม่รู้ตรงนี้เป็นผลเสีย ซึ่งต้องใช้งบประมาณจำนวนมากในการฟื้นฟู โดยทางราชการจะให้ความรู้และสนับสนุนเงินทุน แต่ท่านต้องเข้มแข็งด้วยตัวเอง มีความรู้สึกเป็นเจ้าของ หน้าที่ทุกรัฐบาลต้องเป็นแบบนี้ เอาคนทั้งประเทศมาดูว่าจะทำให้คนในแต่ละภูมิภาคเข้มแข็งอย่างไร ที่ไม่ขัดแย้งและแย่งตลาดกันเอง
          พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า สหกรณ์ที่นี่เป็นหนึ่งในหลายชุมชน ที่จะต้องแข็งแรงแบบที่นี่ วันนี้เรากำลังเดินหน้าไปสู่การจัดระเบียบสังคมเมืองในชนบท ส่วนที่จะต้องผังอย่างละเอียดว่ามีอะไรอยู่ตรงไหน เป็นตัวอย่างแบบแผนว่าวันหน้าต้องอยู่แบบนี้ ไม่เช่นนั้นจะกระจัดกระจาย ระบบบริหารจัดการน้ำก็ทำไม่ได้ ซึ่งตนกำลังให้นโยบายใหม่ว่า ให้จังหวัดนำที่ของชาวบ้านที่ทำมาหากินแล้วมีรายได้น้อย ให้ภาครัฐไปคุยแล้วเช่าที่ขุดบ่อน้ำใหญ่ๆ เหมือนกับที่เราทำแก้มลิง ต้องไปดูว่ากฎหมายทำได้หรือไม่ ถ้าได้เราก็จะมีแหล่งน้ำในพื้นที่ของตัวเอง ไม่ใช่เอาทั้งหมดมาเวนคืน
          พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า อยากให้เห็นใจรมว.เกษตรและสหกรณ์ด้วย ท่านทำงานทุกวันแล้วมาบอกว่า ไม่ชอบรมว.เกษตรฯ ถึงไม่ชอบก็ไม่เปลี่ยน เพราะเขาเหนื่อยและเหนื่อยกันทุกคน จากปัญหาที่ทับซ้อนมากมายมหาศาล แต่วันนี้ดีขึ้น ขอบคุณข้าราชการที่ให้ความร่วมมือ แต่ช้าบ้างเร็วบ้าง ก็ต้องปรับเปลี่ยนและปฏิรูปตัวเองทั้งหมด ทั้งข้าราชการ รัฐบาล ประชาชน ภาคประชาสังคมและนักการเมือง รัฐบาลไม่ได้เอื้อประโยชน์ให้ใครทั้งสิ้น เศรษฐกิจทั้งหมดต้องเชื่อมโยงขนาดใหญ่ไปสู่ความเข้มแข็งของชุมชน เป็นห่วงโซ่มูลค่า ถ้าไม่ทำแบบนี้ก็ตายลูกเดียว โดยทุกรัฐบาลต้องทำแบบนี้ ถ้าเป็นแบบเดิมก็ไม่เกิดผลสำฤทธิ์ ไม่ใช่สักแต่ว่าทำแล้วดีใจเมื่อได้คะแนนเสียงเข้ามา แต่ตนไม่ต้องการสักคะแนน และอยากให้นึกถึง 20 ปีข้างหน้า นั่นคือ ยุทธศาสตร์ที่ต้องวางจัดทำแบบสะเปะสะปะไม่ได้แล้ว ซึ่งตนไม่ได้บังคับใคร แต่วางไว้ว่าควรจะทำอะไร โดยทุกๆรัฐบาลจะต้องดูแลทุกพื้นที่ให้ทั่วถึง ส.ส.ต้องดูแลพื้นที่ ส่งข้อมูลปัญหามายังรัฐบาลเพื่อจัดทำแผนไม่ใช่แก้ปัญหาเฉพาะพวกของตัวเอง ทุกรัฐบาลต้องทำแบบนี้ พรรคการเมืองจะทำตามนโยบายของตัวเองก็ว่าไปแต่อย่าทำอะไรให้เกิดความเสียหาย อย่างนี้พอไปได้หรือไม่ เข้าใจหรือไม่เข้าใจ ผู้ว่าฯ ก็ต้องไปคุยต่อ ไม่ใช่ทุกอย่างจะเกิดโดย ส.ส.ทุกอย่างต้องรายงานมาที่รัฐบาลเพื่อวางแนวทางให้เกิดผลสัมฤทธิ์ที่ปลายทาง รัฐบาลต้องดูแลคนทั้งประเทศจะได้ไม่เกิดความขัดแย้ง ขณะเดียวกันประชาชนก็มีสิทธิ์ท้วงติงว่านโยบายไหนที่ดี หรือนโยบายใดที่จะทำให้เกิดความเสียหาย
           “วันนี้ถ้าผมทำไม่ได้ผมก็ผิดด้วย ประชาชนต้องให้ความร่วมมือ ถ้าไม่ร่วมมือก็ไปไม่ได้ ก็ถือว่าผิดด้วยกัน วันนี้เราต้องสร้างสังคมเมืองในชนบทเพื่อให้สาธาณูปโภคต่างๆเข้ามาพัฒนาพื้นที่ได้ง่ายขึ้น โดยพื้นที่อำเภอระบำถือเป็นตัวอย่าง วันนี้เห็นหน้าตายิ้มแย้ม ต่อไปขอให้ใช้เป็นชื่อสหกรณ์เริงระบำก็แล้วกัน” นายกฯ กล่าว
          พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า วันนี้กำนันผู้ใหญ่บ้าน จะต้องทำงานเป็นทีมเดียวกัน เดินตามแนวทางประชารัฐและต้องรู้จัก ไอจี (อินโฟกราฟฟิก) ที่รัฐบาลตั้งขึ้นมา จะได้มาพัฒนาตัวเอง ตนดีใจที่ได้มาวันนี้แต่ก็ยังเสียใจที่การพัฒนาประเทศยังช้าไปเสียใจ ไทยพัฒนาช้าไม่ทันโลก
          พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า การจะทำอะไรก็แล้วแต่ ต้องคิดถึงคนอื่นให้มาก ตนรู้สึกเสียใจที่ประเทศไทยพัฒนาได้ช้า ไม่ทันสถานการณ์โลก อย่างไรก็ตาม การลงพื้นที่วันนี้ เราทำตามแนวทางพระราชดำริของพระราชินี ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง ที่ดิน หรือเรื่องป่า ทำเพื่ออนาคตของลูกหลาน จึงขอให้ทุกคนช่วยกัน สำหรับปัญหาภัยแล้งรัฐบาลมีหลายมาตราการในการดูแล และอยากขอความร่วมมือเกษตรกรว่าอย่าทำนาปรังในพื้นที่น้ำน้อย น้ำวันนี้มีปริมาณจำกัด ต้องช่วยกันประหยัด เราดูแลทุกคนในประเทศไม่ใช่ดูแลเพียงกลุ่มใดกลุ่มเดียว ที่ผ่านมาประเทศมีปัญหาก็เพราะการเลือกดูเพียงบางกลุ่ม ทำให้เกิดความขัดแย้ง เราต้องการให้เกษตรกรรวมกลุ่มเป็นสหกรณ์ และหาอาชีพเสริม วันนี้ต้องทำให้พื้นที่ของตัวเองพัฒนา มีความแข็งแรง เพื่อที่จะไม่ต้องออกไปทำงานที่อื่น
          นายกฯ กล่าวต่อว่า การแข่งขันทางการค้ามีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งประเทศไทยเองยังมีปัญหาเกี่ยวกับสินค้าประจำท้องถิ่น ซึ่งในประเทศอาเซียน ก็มีสินค้าในลักษณะเดียวกัน ดังนั้นการแข่งขันจึงสูงขึ้น ประชาชนต้องเตรียมตัวให้พร้อมโดยการสร้างความเชื่อมโยง ซึ่งรัฐบาลได้เริ่มโครงการก่อสร้างรถไฟความเร็วปานกลาง เพื่อพัฒนาการเชื่อมโยง อย่างไรก็ตาม กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ต้องรวมตัวกันเป็นหนึ่ง เป็นประชารัฐ เพื่อช่วยกันพัฒนาประเทศชาติ
          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากนั้น พล.อ.ประยุทธ์ พร้อมคณะได้เรียกผู้ว่าราชการจังหวัดอุทัยธานี พร้อมข้าราชการขึ้นเวที เพื่อร่วมร้องเพลง“แผ่นดินของเรา”โดยนายกฯ กล่าวหยอกล้อ กับข้าราชการว่า“ใครไม่ขึ้นมาร้องเพลง ก็อย่าให้เห็นชื่อปรากฏในช่วงเดือนกันยายนหรือตุลาคมก็แล้วกัน”

ถอดรหัสแก้วิกฤติการเมือง‘ร่างรธน.ของกรธ.’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160226/223136.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันศุกร์ที่ 26 กุมภาพันธ์ 2559
ถอดรหัสแก้วิกฤติการเมือง‘ร่างรธน.ของกรธ.’

ถอดรหัสแก้วิกฤติการเมือง‘ร่างรธน.ของกรธ.’ : ขนิษฐา เทพจร

            การทำร่างรัฐธรรมนูญล่าสุด อยู่ในจังหวะที่ คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ที่มี มีชัย ฤชุพันธุ์ เป็นประธาน ปรับปรุงเนื้อหาตามข้อเสนอ โดยความเห็นที่ถูกจับตา คือ ข้อเสนอของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ลำดับที่ 16 ระบุสาระสำคัญบนความห่วงใยของครม. หลังรัฐธรรมนูญใหม่ประกาศใช้ หลังการเลือกตั้งและจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ ความขัดแย้งไม่สงบเรียบร้อยของประเทศจะก่อตัวจนนำไปสู่ภาวะรัฐล้มเหลว จึงเสนอให้ร่างรัฐธรรมนูญแบ่งการใช้เนื้อหาเป็น 2 ช่วง คือ ช่วงเฉพาะกาลในระยะแรกที่ไม่ยาวนาน ด้วยการใช้หลักเกณฑ์อย่างหนึ่งที่เสมือนเป็นข้อยกเว้นเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง เพื่อให้การเมืองหลังการเลือกตั้งมีมีดุลยภาพภายใต้ช่วงเปลี่ยนผ่านและช่วงที่รัฐธรรมนูญสามารถบังคับใช้ภายใต้บทบัญญัติที่กำหนดที่เป็นไปตามหลักสากลและเป็นไปไปตามระบอบประชาธิปไตย ว่าจะเป็นข้อเสนอที่นำไปสู่การเขียนเนื้อหาเพื่อต่อท่ออำนาจให้แก่คณะรัฎฐาธิปัตย์หรือไม่ ?

แม้ความเคลือบแคลงนี้ ยังไม่ได้รับคำยืนยันอย่างชัดเจนจาก “ประธาน กรธ.” แต่พอจะคลำทางได้ว่าปัญหาความขัดแย้งในอดีตที่อาจกลับมาเป็นวัฏจักรแห่งวิกฤติการเมือง ทั้ง “คสช.” และ “กรธ.” มองด้วยสายตาเป็นกังวลเช่นเดียวกัน

ดังนั้น “กรธ.” พยายามสร้างรหัสปลดล็อกจุดวิกฤติ โดยวางกลไกในร่างรัฐธรรมนูญโดยมีรายละเอียดดังนี้

1.วางกลไกให้ “ศาลรัฐธรรมนูญ” เป็นยาวิเศษ เมื่อยามใดที่มีปมปัญหาทางการเมือง ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ จะมีอำนาจเต็มที่จะวินิจฉัยให้ได้มาซึ่งทางออกแห่งปัญหานั้น

2.เปิดช่องให้ “รองประธานวุฒิสภา หรือสมาชิกวุฒิสภาที่อาวุโสสูงสุด” ทำหน้าที่ประธานรัฐสภาได้เมื่อไม่มี ประธานสภาผู้แทนราษฎร หรือ ประธานวุฒิสภา ปฏิบัติหน้าที่เป็นประธานรัฐสภา เหตุผลสำคัญเพื่อแก้ไขสุญญากาศการเมืองในฝ่ายนิติบัญญัติ ที่ไร้ประมุขแห่งสภาเพื่อทำหน้าที่ยื่นขอเปิดประชุมรัฐสภาเพื่อระดมความเห็นแก้วิกฤติการเมือง

3.ให้บทบาทและอำนาจ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในการกำหนดวันเลือกตั้งที่เหมาะสมร่วมกับรัฐบาล ในมาตรา 98 กำหนดจังหวะให้ กกต.ร่วมกับรัฐบาลรักษาการช่วยพิเคราะห์สถานการณ์ทางการเมือง เป็นเวลา 5 วันนับจากวันที่มีพระราชกฤษฎีกายุบสภาก่อนกำหนดวันเลือกตั้งทั่วไป ซึ่งต่างจากเดิมที่ต้องประกาศวันเลือกตั้งพร้อมกับการออกพระราชกฤษฎีกายุบสภา โดยเป็นดุลพินิจของรัฐบาลเพียงฝ่ายเดียว

ในมาตรการนี้มีส่วนเสริมที่ถูกเขียนไว้ในมาตรา 99 ที่แม้จะกำหนดวันเลือกตั้งทั่วไปแล้ว หากวันเลือกตั้งจริงพบเหตุจำเป็นที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เช่น เหตุการณ์ล้อมสถานที่รับสมัครเลือกตั้ง หรือสถานที่ลงคะแนนเลือกตั้งเหมือนที่เคยเกิดขึ้น เนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญยังกำหนดให้ กกต. มีอำนาจเต็มในการกำหนดวันเลือกตั้งใหม่ได้เอง ภายใน 30 วันนับจากเหตุการณ์ที่จำเป็นนั้นสิ้นสุดลง เพื่อเป็นมาตรการแก้ปัญหาที่นำไปสู่การฟ้อร้องทางกฎหมาย กรณีการเลือกตั้งไม่เป็นวันเดียวกันทั่วราชอาณาจักร จนกลายเป็นเหตุวิกฤติที่นำไปสู่สุญญากาศทางการเมืองไทยในห้วงที่ผ่านมา

4.แก้ไขการครอบงำจากฝ่ายพรรคการเมืองใน “วุฒิสภา” โดยกำหนดคุณสมบัติต้องห้ามให้ ส.ว.พ้นจากสมาชิกพรรค หรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ้นจากความเป็นรัฐมนตรี นักการเมืองท้องถิ่นเป็นเวลา 10 ปีก่อนจะลงสมัครเป็น ส.ว. พร้อมกับแก้ปัญหาความขัดแย้งที่ถูกอ้างถึงที่มาที่แตกต่างกัน คือ จากการเลือกตั้ง และการสรรหา หรือปลาสองน้ำ ด้วยการปรับระบบให้มาจากการเลือกกันเองของบุคคลกลุ่มต่างๆ

5.ปัญหาการใช้เสียงข้างมากผ่านร่างกฎหมายที่มีลักษณะเอื้อประโยชน์ให้แก่ฝ่ายรัฐบาลหรือคนของรัฐบาล มีเนื้อหาในมาตรา 140 พ่วงเข้ากับมาตรา 143 ให้นายกฯ พักร่างพระราชบัญญัติที่รัฐสภาเห็นชอบไว้ 5 วันก่อนนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย เพื่อให้เป็นจังหวะให้สมาชิกรัฐสภาตรวจสอบข้อความของเนื้อหาว่ามีความขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญหรือตราขึ้นโดยไม่ถูกต้องหรือไม่ เมื่อพบความไม่ถูกต้องจะมีกลไกที่ให้ประธานแห่งสภาส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัย โดยระหว่างที่ศาลรัฐธรรมนูญรอการวินิจฉัยให้ นายกฯ ชะลอการนำร่างกฎหมายขึ้นทูลเกล้าฯ ไว้จนกว่าจะมีคำวินิจฉัย

6.ให้สิทธิ ส.ส.เข้าชื่อไม่น้อยกว่า 1 ใน 10 ขอเปิดอภิปรายทั่วไป ให้ ครม.แถลงข้อเท็จจริงหรือชี้แจงปัญหาสำคัญที่เกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดินโดยไม่มีการลงมติ ภายใต้มาตรา 148 จากเดิมที่ให้สิทธิเฉพาะ ครม.เท่านั้นที่จะแจ้งไปยังประธานรัฐสภาเพื่อขอเปิดประชุมร่วมกันของรัฐสภา ซึ่งที่ผ่านมามาตรการที่ใช้เวทีสภาเพื่อหาทางออกของปัญหาไม่เคยถูกนำมาใช้ และมีบทบัญญัติมาตรา 150 ให้สิทธิผู้นำฝ่ายค้านในสภาแจ้งไปยังประธานรัฐสภาขอเปิดประชุมเพื่อให้ความเห็นต่อการแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจ ความมั่นคง ปลอดภัยของประเทศ เท่ากับเป็นการสร้างเวทีให้ฝ่ายค้านได้มีบทบาทในการเสนอแนวทางบริหารประเทศอีกทาง

7.กำหนดให้ “ปลัดกระทรวง” ปฏิบัติหน้าที่แทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงนั้นๆ หากคณะรัฐมนตรีลาออกไปทั้งคณะ ภายใต้เงื่อนไขมาตรา 163 และกำหนดให้ปลัดกระทรวงคัดเลือกกันเองให้คนหนึ่งปฏิบัติหน้าที่แทนนายกฯ เพื่อต้องการแก้ไขปมที่ “ทีมกฎหมายของรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” ยืนยันว่ารัฐบาลยุคนั้นลาออกไม่ได้เพราะไม่มีกฎหมายข้อใดให้ลาออก

8.เพื่อแก้ปัญหาการชุมนุม เดินขบวนแบบฉบับ ชัตดาวน์กรุงเทพฯเพื่อกดดันให้รัฐบาลลาออก หรือมีการชุมนุมที่พบการใช้อาวุธหนัก ได้กำหนดมาตรการแก้ไขไว้ในมาตรา 25 กำหนดห้ามใช้เสรีภาพทุกประการของปวงชนชาวไทยที่เป็นการละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพบุคคลอื่น กระทบต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน รวมถึงเป็นอันตรายต่อความมั่นคงของรัฐ

แต่อย่างไรก็ตาม รหัสแก้วิกฤติที่ “กรธ.” บรรจงเขียนสอดแทรกไว้ในร่างรัฐธรรมนูญเหมือนจะไม่โดนใจ “คสช.” เพราะภายใต้ข้อเสนอที่ว่า “หลักเกณฑ์อย่างหนึ่งที่เสมือนเป็นข้อยกเว้นเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง เพื่อให้การเมืองหลังการเลือกตั้งมีมีดุลยภาพภายใต้ช่วงเปลี่ยนผ่าน” เหมือนกับแสดงความปรารถนาให้ร่างรัฐธรรมนูญบัญญัติเนื้อหาเพื่อคุมเกมการเมืองของผู้เล่นชุดใหม่ที่เข้ามาทำงานภายใต้รัฐธรรมนูญใหม่

ทำให้นึกถึงกลไกพิเศษ ภายใต้ชื่อ “คณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติ” (คปป.) ที่ “บวรศักดิ์ อุวรรณโณ” เขียนไว้ให้ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับก่อนหน้านี้

แต่ด้วยสถานการณ์ทางการเมืองปัจจุบัน ที่ต่างจากสถานการณ์การเมืองยุคบัญญัติให้มี คปป. จึงทำให้ “กรธ.” ต้องคิดให้หนักว่าจะออกแบบกลไกกำกับฝ่ายการเมืองหลังการเลือกตั้ง ให้อยู่ในกติกาใหม่ได้อย่างไร

ส่วนหนึ่งที่ “กรธ.” คิดการณ์ไกลและออกแบบกรอบปฏิบัติไว้ คือ การให้มีมาตรฐานทางจริยธรรม ตามมาตรา 215 ที่ให้ศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระร่วมจัดทำ พร้อมกำหนดความแจ่มชัดไว้ในบทเฉพาะกาลให้ทำให้เสร็จภายใน 1 ปีนับแต่วันที่รัฐธรรมนูญใหม่ประกาศใช้ แม้รายละเอียดการทำมาตรฐานจริยธรรมกำหนดให้ฟังความเห็นของ ครม. ส.ส. ส.ว. แต่ระยะ 1 ปีที่กำหนดถูกเซ็ตให้เป็นองคาพยพของรัฏฐาธิปัตย์ ซึ่งเท่ากับ คสช.ยังมีอำนาจแฝงที่จะคุมฝ่ายการเมืองให้เป็นไปตามทางที่ คสช.ต้องการ นอกจากนี้ภายใต้เกมการเมืองที่ คสช.เป็นผู้คุมอำนาจ ได้วางเครือข่ายของตนเองไว้ในองค์กรอิสระ เพื่อเป็นหมากอีกชั้นในการคุมเกมฝ่ายการเมือง

ดังนั้น คำถามสำคัญที่ต้องพิจารณา คือ เมื่อมีกลไกกำกับฝ่ายการเมืองอยู่เกือบทุกประตูแล้ว อะไรคือเหตุผลสำคัญที่ “คสช.” ยังอยากอยู่ต่อ ซึ่งการหาคำตอบประกอบเหตุผลวันนี้ คงไม่ต่างอะไรกับเหตุผลที่เขาสั่งให้โหวตคว่ำร่างรัฐธรรมนูญฉบับพลเมืองเป็นใหญ่ เมื่อวันที่ 6 กันยายน 2558

‘สังศิต’ชี้สิงคโปร์ได้ภาษีแสนล้านต่อปีจากบ่อนเสรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160225/223157.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันพฤหัสบดีที่ 25 กุมภาพันธ์ 2559
‘สังศิต’ชี้สิงคโปร์ได้ภาษีแสนล้านต่อปีจากบ่อนเสรี

‘สังศิต’ ระบุสิงคโปร์เปิดบ่อนถูกกฎหมาย รับภาษีแสนล้านบาทต่อปี เผยไทยพร้อมดำเนินการเรื่องนี้ เหลือเพียงนโยบายจากรัฐ

          ที่โรงแรม เดอะ สุโกศล วันที่ 25 ก.พ.2559 นายสังศิต พิริยะรังสรรค์​ คณะบดีวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต ได้กล่าวภายหลังรับฟังความเห็นต่องานวิจัย “ภาษีการพนันและสนามม้า” ว่า การเปิดคาสิโนถูกกฎหมายได้ในแต่ละประเทศนั้นจะต้องขึ้นอยู่กับ 3 ปัจจัย คือ 1.สังคมและประชาชนจะต้องให้การยอมรับ ซึ่งที่ผ่านมาแนวโน้มการยอมรับของประชาชนในเรื่องนี้ก็มีในทางที่ดีขึ้น 2.รัฐบาลที่สุจริต และมีนโยบายเปิดคาสิโน และ 3.คือผู้ประกอบการธุรกิจ ซึ่งส่วนนี้เอกชนมีความพร้อม หากรัฐบาลจะดำเนินการเองตนเชื่อว่าสามารถทำได้ เพราะมีเงินทุนเพียงพอในการดำเนินงาน เหลือเพียงรัฐที่จะมีนโยบายในการดำเนินการในเรื่องดังกล่าวและจะต้องเป็นรัฐบาลที่สุจริตไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อนเข้ามาดำเนินการด้วย และถึงแม้ว่ากรมสรรพสามิตจะให้ตนและคณะศึกษาเรื่องดังกล่าว แต่ข้าราชการก็ไม่มีสิทธิตัดสินใจในเรื่องนี้ หากต้องขึ้นอยู่กับรัฐบาลอยู่ดี

นายสังศิต กล่าวอีกว่า ขณะนี้มีกรณีศึกษาที่น่าสนใจ ที่ไม่ได้มุ่งเปิดคาสิโนอย่างเต็มรูปแบบ หากมาในธุรกิจ MICE (Meeting, Incentives, Conferencing, Exhibitions) ที่เน้นให้บริการเรื่องการจัดงาน จัดห้องประชุม โดยมีคาสิโนเป็นส่วนประกอบ ซึ่งเฉพาะภาษีจากธุรกิจคาสิโนนั้นรัฐผ่านไป 3 ปี ได้ภาษีไปมากกว่าปีละแสนล้านบาท ซึ่งขณะนี้ในกลุ่มประเทศอาเซียนมีเพียงไทย และบรูไน เท่านั้นที่ยังไม่มีคาสิโนถูกกฎหมาย ในส่วนของข้อเสียหลายๆประเทศได้ออกมาตรการควบคุม เช่น ป้องกันปัญหาคนมีหนี้สิน กันปัญหาอาชญากรรม โดยสิงคโปร์ได้มีมารตรการ เก็บเงินกับนักพนันครั้งละ 2,000 บาท หรือถ้าอยากเล่นทั้งปีก็กับคนละ 60,000 บาทต่อปี ทั้งนี้ก่อนเข้าคาสิโน นักพนันจะต้องโชว์บัตร เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบสถานะทางการเงิน และอาชีพ หรือถ้าภรรยาไม่ชอบให้สามีเช่นการพนัน ก็สามารถทำเรื่องส่งไปยังทางการ เพื่อให้เขาตรวจสอบได้ หากการเล่นการพนันของคนนั้นมีผลกระทบต่อครอบครัวจริง ก็จะถูกห้ามไม่ให้เข้าคาสิโน

เมื่อถามว่าหากประเทศไทยเปิดคาสิโนได้ถูกกฎหมาย จะประเมินภาษีที่ไทยได้เท่าไหร่ นายสังศิตกล่าวว่า หากเอาสิงคโปรเป็นตัวตั้ง เราจะได้ภาษี 1 ปี มากกว่าแสนล้านบาท เพราะว่าไทยมีแหล่งท่องเที่ยวที่มากกว่าสิงคโปร์ด้วย สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวได้มากกว่า ซึ่งการเปิดคาสิโนในไทยควรเน้นอุตสาหกรรมแบบ MICE ไปเลย และกำหนดมาตรการแบบสิงค์โปรเพื่อป้องกันปัญหาด้านลบตามมาก็ได้ ทั้งนี้รัฐบาลชุดนี้ไม่ได้มีแนวนโยบายเกี่ยวกับคาสิโน เพราะฉะนั้นขณะนี้เรามี 2 องค์ประกอบที่พร้อมแล้ว ซึ่งตนมองว่ายังไม่เห็นโอกาสที่จะมีการเปิดคาสิโนถูกกฎหมายในไทยเร็วๆนี้

ด้านนางดวงพร อาภาศิลป์ รองคณบดีฝ่ายวิชาการ วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวถึงงานศึกษา “คาสิโนในเขตบริหารพิเศษมาเก๊า แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน” ตอนหนึ่งว่า ภาพรวมของการพนันโลก ทางภูมิภาคเอเชียแปซิฟิค มีการเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง และมีอัตราเติบโตมากที่สุดในโลก เนื่องจากมีหลายประเทศ​ได้เปิดนโยบายให้การพนันเป็นสิ่งที่ถูกกฎหมาย ในส่วนเขตบริหารพิเศษมาเก๊าที่ประเทศจีน ตั้งแต่มีนโยบายเปิดเสรีการพนันคาสิโนตั้งแต่ปี 2545 ทำให้มีรายรับภาษีเกม (Tax revenue from gaming) เติบโตมากขึ้น โดยในปี 2557 มาเก๊ามีรายรับภาษีเกมมากถึง 136,710 ล้านปาตาคา หรือประมาณ 615,195 ล้านบาทไทย

นางดวงพรกล่าวต่อไปว่า ในส่วนผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจและสังคมจากการเปิดคาสิโนของมาเก๊านั้น จากงานวิจับพบว่าสิ่งที่ส่งผลกระทบมากที่สุดคือการเพิ่มพนักงานชาวต่างชาติ ที่มีศักยภาพมากขึ้น ซึงน่าจะเป็นผลมาจากการพัฒนาอุตสาหกรรม MICE (Meeting, Incentives, Conferencing, Exhibitions) นอกจากนี้ยังส่งผลทำให้ประชาชนมีสวัสดิการที่ดีขึ้น โดยรัฐบาลมาเก๊านำรายได้จากคาสิโน ให้เป็นโบนัสกับประชาชน 22000 – 26000 บาทต่อปี ยังมีสวัสดิการให้การศึกษาฟรี 15 ปี ให้การรักษาพยาบาลฟรี แต่ก็ยังมีปัญหาเรื่องของผู้ติดพนันเพิ่มขึ้น การมีความปลอดภัยสาธารณะที่เลวลง และการเพิ่มขึ้นของจำนวนอาชญากรตามลำดับ

ส่วนนายวิษณุ วงศ์สินศิริกุล อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ กล่าวถึงรายงาน “คาสิโนในสิงคโปร์ และมาเลเซีย” ตอนหนึ่งว่า ด้วยเนื่องประเทศสิงคโปร์ ไม่มีทรัพยากรภาคการผลิตที่แข่งขันกับคนอื่นได้ จึงต้องเน้นไปที่ภาคบริการ ให้เป็นตัวขับเคลื่อนประเทศ โดยมีแนวคิดคาสิโนถูกกฎหมาย ซึ่งแนวคิดดังกล่าวก็ถูกต่อต้านมาโดยตลอดจากพรรคการเมืองฝ่ายค้าน และเอ็นจีโอ แต่ตัวนายลี เซียน ลุง นายกรัฐมนตรี ได้ระบุว่าเรื่องการทำคาสิโนให้ถูกกฎหมาย ไม่ไดเป็นเรื่องศีลธรรมแต่เป็นเรื่องของเศรษฐกิจ จึงได้ประกาศนโยบายดังกล่าว แต่ไม่ได้เป็นการเปิดแบบคาสิโนโดยตรง หากมาในรูปแบบของธุรกิจ MICE เป็นแหล่งท่องเที่ยว เสียมากกว่า

นายวิษณุกล่าวอีกว่า หลังจากที่เปิดคาสิโนถูกกฎหมายในปี 2553 ก็มีผลกระทบด้านบวกคือ ส่งเสริมการท่องเที่ยว เกิดการจ้างงานมากขึ้น สร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้ประเทศมีความเป็นสากลมากขึ้น มีรายได้จากภาษีพนันเพิ่มขึ้น ป้องกันเงินรั่วไหลออกนอกประเทศ สามารถควบคุมปัญหาการพนัน และอาชญากรรมได้ดีขึ้นน ส่วนผลกระทบด้านลบนั้น เช่น ดูดซับเงินจากธุรกิจอื่น มาสู่ธุรกิจคาสิโน, ยังมีมีหลักฐานชัดเจนในเรื่องการป้องกันคนไปเล่นพนันที่ต่างประเทศ และมีปัญหาสังคมอื่นๆ รวมถึงปัญหาคอร์รัปชั่น ซึ่งในส่วนนี้ทางการสิงคโปร์มั่นใจว่าจัดการได้ดี

ขณะที่นายกฤษฎา พรประภา อาจารย์คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยศิลปากร กล่าวถึงงานวิจัย “สำรวจทัศนคติของประชาชนในการจัดตั้งคาสิโน ในประเทศไทย” ว่ารายงานผลการศึกษาจะพบว่าทุกช่วงอายุจะเคยเล่นการพนันมากกว่าไม่เคยเล่น ซึ่งคนที่มีการศึกษาต่ำกว่า ปริญญาตรี หรือมีรายได้ต่ำกว่า 200,000 บาทต่อปี จะเคยเล่นการพนันมากถึง 37.1% ทั้งนี้งานสำรวจยังได้พบว่าคนส่วนใหญ่เล่นการโดยมีเหตุผลเพื่อการเสี่ยงโชคมากถึง 48.4% และเพื่อความตื่นเต้น 24.4% ทั้งนี้การสำรวจพฤติกรรมของประชาชนที่เล่นการพนันจะพบ 3 สาเหตุหลักๆคือชอบเป็นการส่วนตัว เพื่อความตื่นเต้นเพลินๆ และมีแหล่งที่เล่นอยู่ใกล้ๆ ดังนั้นงานวิจัยนี้จะทำให้เห็นว่า ไม่ว่าจะมีคาสิโนหรือไม่ ประชาชนก็ยังคงเล่นการพนันอยู่ดี

นายกฤษฎากล่าวต่อไปว่า ในการสำรวจทัศนคติของประชาชนต่อการเปิดคาสิโนถูกกฎหมายในรูปแบบสถานบันเทิงครบวงจรนั้น จะพบว่ากลุ่มคนที่เห็นด้วยส่วนใหญ่ จะเป็นผู้ที่มีรายได้ต่ำว่า 200,000 บาทต่อปี และมีการศึกษาระดับปริญญาตรี หรือต่ำกว่า และผลกระทบที่ประชาชนคิดว่าจะเกิดขึ้นหลังเปิดคาสิโนในรูปแบบสถานบันเทิงครบวงจรคือ เกิดปัญหาอาชญากรรมเพิ่มขึ้น แต่จากการลงพื้นที่ของคณะทำงาน ในประเทศที่มีการเปิดคาสิโนถูกกฎหมาย จะพบว่าสถิติการเกิดอาชญากรรมไม่ได้เพิ่มขึ้นตามที่หลายคนเข้าใจ หากพูดตามตรงก็คืออัตราการก่ออาชญากรรมจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อเขาไม่มีงานทำ ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว หากมีการเปิดสถานบันเทิงครบวงจร จะเกิดการจ้างงานเพิ่มขึ้นหลายอัตรา ทั้งนี้การลงพื้นที่ศึกษาแต่ละภูมิภาค ก็มีความเห็นไม่ค่อยตรงกัน ซึ่งบางภาคอีสาน และภาคเหนือ จะมีความคิดทางเห็นด้วย ส่วนภาคตะวันตกจะมีความคิดค่อนไปทางไม่เห็นด้วย

“ผลสรุปพบว่าประชาชนส่วนใหญ่เห็นด้วยกับการตั้งคาสิโนถูกฎหมาย โดยยังมีข้อแนะนำอีกว่าว่ารัฐบาลควรกันรายได้บางส่วนจากคาสิโน ไปจัดตั้งกองทุนเพื่อประโยชน์ของสังคมให้มากพอ และควรมีกระบวนการตรวจสอบเรื่องของรายได้ รายจ่าย ที่ชัดเจน และประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลส่วนนี้ได้ง่าย ทั้งนี้รัฐบาลควรส่งเสริมให้ประชาชนเข้าใจว่ารีสอร์ทคาสิโนนั้นเป็นเพียงสถานบันเทิง เป็นสถานที่จัดประชุม ซึ่งมีสถานที่เล่นการพนันเพียง 25% ควรมีข้อกำหนดของคนที่จะเล่นการพนันเช่น  จำนวนเงินผู้เล่น อายุ เป็นต้น รวมถึงห้ามไม่ให้ข้าราชการ นักการเมือง เข้าเล่นการพนันเพื่อป้องการกันฟอกเงิน”อาจารย์คณะวิทยาการจัดการ กล่าว

ในส่วนของการลงสำรวจในพื้นที่ชายแดนที่ติดกับคาสิโนถูกกฎหมายของประเทศเพื่อนบ้านนั้น  นายศรัณย์ ธิติลักษณ์ ผู้อำนวยการหลักสูตรศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาผู้นำทางสังคม ธุรกิจและการเมือง วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวว่า การสำรวจพื้นที่ จ.เชียงราย แถวชายแดนเราได้สอบถามผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการเปิดคาสิโนของประเทศเพื่อนบ้าน พบว่าในพื้นที่นั้น ไม่มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจของจังหวัดมากนัก  เนื่องจากมีรายได้จากการทำเกษตรกรรมเป็นหลัก ในส่วนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวก็มีผลกระทบบ้าง คือมียอดจองที่พัก และมีนักท่องเที่ยวแวะเวียนเพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่ไม่อาจระบุได้ว่ามาจากนักพนัน ส่วนผลกระทบทางสังคมพบว่า อาชญากรรมในพื้นที่ก็ไม่มี

ด้านนายวิษณุ กล่าวถึงการสำรวจในพื้นที่ชายแดนจ. สระแก้วว่า ธุรกิจบ่อนที่ชายแดนประเทศกัมพูชาหรือในปอยเปต ได้สร้างงานให้คนกัมพูชา และคนไทยที่ข้ามไปทำงานยังฝั่งไทยด้วย ลดอาชญากรรมที่เกิดขึ้นจากคนกัมพูชาในฝั่งไทย ซึ่งเมื่อก่อนคนที่มาก่ออาชญากรรมในฝั่งไทยนั้นส่วนใหญ่จะเป็นคนกัมพูชา ซึ่งหลังจากเปิดบ่อนการพนันปัญหานี้ก็ลดลง แต่ผลกระทบด้านลบก็มีบ้างในช่วงการเปิดบ่อนช่วงแรกๆ เพราะชาวบ้านก็อยากจะลองไปเล่นดู ซึ่งเมื่อระยะผ่านไปปัญหาค่อยๆลดลง อีกทั้งคน จ.สระแก้ว ส่วนใหญ่ไม่ใช่คนมีฐานะด้วย

ทั้งนี้นางดวงพร ยังได้กล่าวถึงงานวิจัยเรื่อง “การแข่งวัวชน” ว่าเป็นการพนันที่รัฐอนุญาตให้มีได้ และไม่มีการเพิ่มใบอนุญาต ซึ่งขณะนี้มีบ่อนวัวชนอยู่ 28 แห่งทั่วประเทศไทย โดยการจับเก็บภาษีของบ่อนจะเป็นในรูปแบบภาษีรายได้ และค่าธรรมเนียม ทั้งนี้วงเงินเดิมพันหมุนเวียนไม่ต่ำกว่าหลายสิบล้านบาท ซึ่งยังไม่นับรวมวงเงินที่นักพนันเล่นกันเองอีก ​โดยการเลี้ยงวัวชนยังก่อให้เกิดการจ้างงานเพิ่มขึ้น เช่นรับจ้างเลี้ยงวัว เช่าคอกวัว ค้าขายอาหาร สร้างรายได้ให้ท้องถิ่นเป็นจำนวนมาก ทั้งนี้การแข่งวัวชนนั้นไม่ได้แข่งจนตาย หากแต่ดูว่าถ้าตัวไหนถอย จะถูกตัดสินให้แพ้ ในส่วนผลกระทบนั้นบ่อนวัวชน จะกลายเป็นศูนย์รวมของสังคมท้องถิ่นที่สนใจดูพนันวัว ถ้าเป็นบ่อนขนาดใหญ่ และมีวัวคู่ที่มีชื่อเสียง จะมีผู้ชมถึงหลักหมื่นด้วย

มึน!มาตลาดนายกฯโดนล็อกล้อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160225/223134.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันพฤหัสบดีที่ 25 กุมภาพันธ์ 2559
มึน!มาตลาดนายกฯโดนล็อกล้อ

ตำรวจอ้างคำสั่ง ‘ประวิตร’ ห้ามจอดรถหน้าทำเนียบรัฐบาล หวั่นคาร์บอมบ์ ชาวบ้านมึน! มาตลาดนายกฯ โดนล็อกล้อทั้งจอดในช่องที่ตีเส้นให้จอดได้

                      25 ก.พ. 59  ผู้สื่อข่าวได้รับการร้องเรียนจากประชาชนที่มาติดต่อราชการ และจับจ่ายซื้อสินค้าที่ตลาดริมคลองผดุงกรุงเกษม ภายในทำเนียบรัฐบาล หรือ ตลาดนายกฯ หลังจากประสบปัญหาโดนใบสั่ง และล็อกล้อรถยนต์ โดย สน.นางเลิ้ง ซึ่งจากการตรวจสอบจุดที่มีการร้องเรียนเป็นถนนพระราม 5 ฝั่งตรงข้ามทำเนียบรัฐบาล ที่มีคลองเปรมประชากรคั่นกลาง ซึ่งขณะตรวจสอบพบว่ามีรถสุขา 1 คัน และรถดับเพลิง 1 คัน จอดอยู่ รวมทั้งมีรถยนต์ของประชาชนถูกล็อกล้อจำนวน 4 คัน ทั้งที่จอดรถในช่องจอดที่มีการตีเส้นจราจรบนพื้นผิวถนน และกรวยยางวางในบางจุด และป้ายห้ามจอดมีตัวหนังสือจางๆ และแผ่นป้ายขึ้นสนิมวางไว้ในฝั่งถนนที่มีเส้นขาว-แดง
                      ทั้งนี้ จากการสอบถามเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.นางเลิ้ง ที่มาไขปลดล็อกล้อ ทำให้ทราบว่าจุดดังกล่าวเดิมทีสามารถจอดรถได้ตามปกติ แต่ต้องเป็นพื้นที่ห้ามจอดนับตั้งแต่หลังเกิดเหตุระเบิดที่แยกราชประสงค์เป็นต้นมา โดยตำรวจนายดังกล่าวอ้างว่า มีคำสั่งจากข้างในทำเนียบรัฐบาล โดย พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ที่สั่งห้ามจอดรถบริเวณดังกล่าว เนื่องจากป้องกันเหตุร้าย หรือคาร์บอมบ์
                      อย่างไรก็ตาม จากการสอบถามเจ้าหน้าที่ฝ่ายสถานที่ทำเนียบรัฐบาลทราบว่า ปัญหาที่จอดรถของทำเนียบรัฐบาลมีมานาน เนื่องจากทำเนียบรัฐบาลมีพื้นที่จำกัด แต่ปริมาณของรถของบุคลากรเจ้าหน้าที่ในทำเนียบมีมากขึ้น และเมื่อปีที่แล้ว มีโครงการจัดตลาดนายกฯ ที่ถนนด้านหลังตึกบัญชาการที่เดิมทีเป็นที่จอดรถที่สามารถจอดได้หลายสิบคัน แต่เมื่อนำตลาดมาตั้งในที่จอดรถ ก็ทำให้ประสบปัญหาที่จอดรถมากขึ้น เพราะในแต่ละวันที่ทำเนียบรัฐบาลมีการเรียกประชุมคณะต่างๆ ทุกวัน ที่หน่วยงานนอกทำเนียบจะต้องนำรถเข้ามาจอด จึงทำให้รถที่จอดในทำเนียบฯ ต้องไปหาที่จอดด้านนอกที่มีจำกัด เพราะต้องจอดตามฟุตปาธที่เสี่ยงต่อการถูกเฉี่ยวชน แต่เมื่อไปจอดที่ถนนพระราม 5 ตรงข้ามทำเนียบฯ ก็เจอปัญหาการแจกใบสั่งและล็อกล้ออีก โดยไม่มีการปิดกั้นพื้นที่และเขียนป้ายให้ชัดเจนว่าห้ามจอดตลอดแนว ซึ่งเป็นปัญหางูกินหางที่ไม่ได้รับการแก้ไขนับตั้งแต่มีการเปิด “ตลาดนายกฯ” และเกิดเหตุที่แยกราชประสงค์ และคิดว่าควรมีการทำป้ายให้เห็นชัดเจน หรือนำคำสั่งดังกล่าวของพลเอกประวิตรมาแปะไว้ เพราะไม่เช่นนั้นตำรวจ สน.นางเลิ้ง ก็จะได้ค่าปรับจากประชาชนทุกวัน
ผบก.น.1ชี้แจงรอบทำเนียบฯจุดเสี่ยงไม่อนุญาตให้จอดรถ

เมื่อเวลา 18.30 น. พล.ต.ต.วิชาญญ์วัชร์ บริรักษ์กุล ผบก.น. 1 เปิดเผยถึงกรณีที่มีการเผยแพร่ภาพรถยนต์ที่จอดบริเวณทำเนียบรัฐบาลและถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจล็อคคอ พร้อมกับอ้างว่ามีคำสั่งจากผู้ใหญ่ห้ามจอดรถหน้าทำเนียบ ว่า ก่อนหน้านี้ ตนได้รับการประสานงานจากผู้อำนวยการสำนักรักษาความปลอดภัย ทำเนียบรัฐบาล มาตั้งแต่ครั้งแรก ๆที่มีการจัดตลาดน้ำ เนื่องจากรอบๆทำเนียบเป็นจุดเสี่ยง สำหรับประชาชนที่มาเดินเที่ยวจับจ่ายซื้อของในงาน จึงได้ประสานให้ไปจอดรถยนต์ที่บริเวณข้างคลองผดุงกรุงเกษม ฝั่งวัดโสมฯ และบริเวณถ.ลูกหลวง ข้างกระทรวงศึกษา แทน แต่ก็มักจะมีประชาชนแอบเข้ามาจอดรถเป็นประจำ จึงได้ประสานและกำชับให้ทางสน.นางเลิ้งปฎิบัติการคุมเข้มอย่างเคร่งครัดตามที่ได้รับการประสานงานมา