ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20160225/223119.html
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20160225/223119.html
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20160225/223114.html
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20160225/223110.html
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20160225/223105.html
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20160225/223102.html
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20160225/223097.html
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20160225/223096.html
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20160225/223089.html
รศ.ดร.สังศิต พิริยะรังสรรค์ และคณะ ศูนย์บริการวิชาการธรรมาภิบาล มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม ได้จัดทำร่างรายงานการวิจัยฉบับสมบูรณ์ เรื่อง “ภาษีการพนันและสนามม้า” พร้อมนำเสนอในวันพฤหัสบดีที่ 25 กุมภาพันธ์ 2559 ที่โรงแรมเดอะสุโกศล ถนนศรีอยุธยา กรุงเทพมหานคร
ทั้งนี้ งานดังกล่าวมีนักวิชาการร่วมนำเสนอรายงานวิจัย โดย ดร.ดวงพร อาภาศิลป์ ได้จัดทำงานวิจัยเรื่อง “โครงการกาสิโนในเขตบริหารพิเศษมาเก๊าแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน” มีเนื้อหาตอนหนึ่งถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจของกาสิโนและภาษีเกมพนันว่าเป็นรายได้หลักของรัฐบาลมาเก๊าและมีสัดส่วนร้อยละ 84.5 ของรายรับของรัฐบาลในปี 2014 (รายรับภาษีเกมอยู่ที่ 136,710 ล้านปาตาคา และรายรับรัฐบาลอยู่ที่ 161,861 ล้านปาตาคา หรือประมาณ 728,375 ล้านบาท) ส่วนผลกระทบทางสังคมของกาสิโน รายงานวิจัยดังกล่าวพบว่าผลกระทบมากสุดเป็นการเพิ่มพนักงานต่างชาติ ตามด้วยการส่งเสริมชื่อเสียง เพราะมาเก๊าเริ่มเน้นพัฒนาอุตสาหกรรมจึงทำให้ต้องนำเข้าแรงงานต่างชาติ
ขณะที่ ดร.กฤษฎา พรประภา ได้จัดทำงานวิจัยเรื่อง “การสำรวจทัศนคติของประชาชนในการจัดตั้งกาสิโนในประเทศไทย” โดยกล่าวถึงพฤติกรรมการเล่นการพนันของประชาชนในเขตประเทศไทยว่า ส่วนใหญ่มีการศึกษาระดับปริญญาตรี รายได้ต่ำกว่า 2 แสนบาทต่อปี โดยให้เหตุผลในการเล่นการพนันหรือเสี่ยงโชคว่าชอบเป็นการส่วนตัว มีแหล่งที่เล่นอยู่ใกล้ๆ และให้เหตุผลอื่นๆ ซึ่งหมายถึงอยากได้เงินและเพื่อความสนุกมากที่สุด
ส่วนทัศนคติของประชาชนที่มีต่อกาสิโน ในด้าน Corporate Social Responsibility (CSR) เมื่อมีการเปิดการพนันอย่างถูกต้องตามกฎหมายมีข้อดีหลายประการ คือ ทำให้รัฐมีรายได้จากการเก็บภาษีเพิ่มขึ้น ทำให้รัฐมีรายได้จากการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น ทำให้เกิดการจ้างงานเพิ่มขึ้น ทำให้รัฐบาลมีรายได้ทางอ้อมจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจเพิ่มมากขึ้น และสามารถลดจำนวนผู้ไปเล่นการพนันในต่างประเทศ
งานวิจัยชิ้นนี้ มีข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย ซึ่งประชาชนส่วนใหญ่เห็นด้วยกับการจัดตั้งสถานกาสิโนอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ดังนั้นรัฐควรดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย และควรนำรายได้ที่ได้จากกาสิโนมาบริจาคช่วยเหลือสังคมอย่างต่อเนื่อง โดยกันรายได้บางส่วนไปตั้งกองทุนทำประโยชน์แก่สังคมและควรมีวิธีการตรวจสอบด้านรายได้ รายจ่าย ที่ชัดเจน ตรวจสอบง่ายโดยประชาชน และรัฐบาลควรส่งเสริมด้านการศึกษาและพัฒนาด้านการกีฬา ด้านสังคมสงเคราะห์และช่วยเหลือผู้พิการ ด้านการแพทย์รวมทั้งสาธารณสุข เพื่อยกระดับจิตสำนึกทางจริยธรรมและความซื่อสัตย์ของประชาชน
อีกทั้งรัฐบาลควรส่งเสริมและประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนเข้าใจรีสอร์ทกาสิโนอย่างถูกต้องว่าสถานที่ดังกล่าวเน้นการเป็นสถานบันเทิง การเป็นสถานที่จัดประชุม และเป็นที่พักผ่อนของประชาชนที่ต้องการความสะดวกสบาย ต้องการผ่อนคลายจากการทำงาน แต่เป็นสถานที่เล่นการพนันเพียง 25% รัฐบาลควรกำหนดการเข้าเล่นการพนัน เช่น อายุ และจำนวนเงินของผู้เล่น เพื่อความเหมาะสมและลดปัญหาในทางสังคมและอาชญากรรม
ขณะเดียวกัน รัฐบาลควรห้ามมิให้ข้าราชการและนักการเมืองท้องถิ่นเข้ามาเล่นการพนัน ผู้เข้าเล่นกาสิโนต้องแสดงบัตรประจำตัวประชาชน อาชีพ และมีรายได้ที่แน่นอน รวมถึงมีการจ่ายภาษี รัฐบาลต้องตรวจสอบผู้ที่เข้าเล่นว่ามีการจ่ายภาษีปีละเท่าไร ผู้จ่ายภาษีต้องจ่ายภาษีขั้นต่ำเท่าไหร่ถึงจะเข้าเล่นได้ และจะมีการเก็บภาษีทุก 12 ชั่วโมงแบบเหมาโต๊ะ
ด้าน ดร.ศรัณย์ ธิติลักษณ์ ได้เสนองานวิจัยเรื่อง “การพนันแข่งม้าและการจัดเก็บภาษี ในประเทศไทย มาเลเซีย สิงคโปร์” ซึ่งมีแนวโน้มลดลงสอดคล้องกับการพนันม้าแข่งของโลกที่มีแนวโน้มลดลงด้วย มีสาเหตุมาจากการพนันประเภทอื่นเพิ่มมากขึ้น อาทิ พนันบอลทางอินเทอร์เน็ตที่เล่นได้ง่ายกว่า เล่นได้ทุกเวลาทุกสถานที่ ทั้งนี้การพนันม้าแข่งการสนับสนุนจากรัฐไม่มีในกรณีประเทศไทย ส่วนประเทศสิงคโปร์และมาเลเซียคงให้ความสำคัญกับม้าแข่งโดยมุ่งเน้นไปในเชิงกีฬาประเภทอื่นๆ มากขึ้น และกำหนดวันแข่งขันน้อย เพราะมีผลต่อรายได้ของสนามม้าในทุกประเทศที่ศึกษา
นอกจากนี้ ดร.ศรัณย์ ยังได้ทำวิจัย “การสำรวจพื้นที่ จังหวัดเชียงราย” อีกด้วย โดยได้จัดทำกลุ่มตัวอย่างการมีบ่อนกาสิโนในเขตเพื่อนบ้าน ทั้งทางด้านประเทศพม่า และ สปป. ลาว ว่าไม่มีผลกระทบในด้านเศรษฐกิจ สังคม ของจังหวัดเชียงราย ส่วนที่ได้ประโยชน์ คืออุตสาหกรรมโรงแรมที่พัก และสายการบิน เนื่องจากเชียงรายจะเป็นแค่ทางผ่านไปบ่อนพนันทั้งสองประเทศ ขณะที่นักพนันจีนจะมาใช้สนามบินเชียงรายเพื่อเป็นทางผ่าน ส่วนนักพนันไทยใช้สนามบินเชียงรายผ่านแดนทางแม่สายไปเล่นพนันในฝั่งพม่า อัตราการค้างคืนของกลุ่มคนพวกนี้จึงมีน้อย
ผศ.ดร.วิษณุ วงศ์สินศิริกุล ทำวิจัยเรื่อง “การสำรวจพื้นที่จังหวัดสระแก้ว” โดยได้ศึกษาผลกระทบจากบ่อนพนันชายแดนด้านปอยเปตว่ามีการปรับเวลาของการเปิด-ปิดด่าน นักท่องเที่ยวมีเวลาเพียงพอที่จะกลับมาพำนักที่ฝั่งไทย ธุรกิจบ่อนพนันสร้างงานให้คนกัมพูชา ลดอาชญากรรมที่เกิดขึ้นจากคนกัมพูชาในฝั่งไทย รวมทั้งสร้างงานให้คนไทยด้วย โดยมีผลกระทบทางสังคมบ้างในระยะแรกของการมีบ่อนพนัน แต่คนสระแก้วส่วนใหญ่ไม่ใช่คนมีฐานะ
ดร.ดวงพร อาภาศิลปะ เสนองานวิจัยเรื่อง “การแข่งวัวชน” การเล่นพนันในบ่อนวัวชนมีวงเงินพนันหมุนเวียนวันละไม่ต่ำกว่าหลายสิบล้านบาท นอกจากวงเงินพนันตามเดิมพันและเสมอนอกแล้ว ยังมีเงินพนันที่นักพนันเล่นกันเองอีกจำนวนมาก การเลี้ยงวัวชนและการชนวัวทำให้เกิดการจ้างงาน สร้างรายได้ให้ชุมชนในท้องถิ่น ธุรกิจภายในสนามวัวชนและยังมีอาชีพอื่นที่เกี่ยวเนื่อง
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20160225/223074.html
ในที่สุดโครงการจัดสร้าง “กระเช้าขึ้นภูกระดึง” ขององค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน หรือ อพท. ได้ถูกนำเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันอังคารที่ 23 กุมภาพันธ์ 2559 โดยการนำเสนอของ พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรี รายงานให้ ครม.รับทราบถึงผลการศึกษาโครงการศึกษาความเป็นไปได้ในการก่อสร้างกระเช้าไฟฟ้าขึ้นภูกระดึง จังหวัดเลย ตามที่ ครม.เคยมีมติให้ศึกษาเมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2555

ทั้งนี้ อพท.ได้จัดจ้างที่ปรึกษาดำเนินโครงการศึกษาความเป็นไปได้ฯ นำโดยศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับ บริษัท แกรนด์เทค จำกัด และบริษัท ไทยซิสเทมเอนไว แอนด์ เอนจิเนียริ่ง จำกัด วงเงินงบประมาณปี 2557 จำนวน 23 ล้านบาท โดยผลการศึกษากำหนดทางเลือกของแนวเส้นทางและตำแหน่งที่ตั้งของสถานีกระเช้าไฟฟ้าสอดคล้องกับข้อพิจารณาของคณะกรรมาธิการการท่องเที่ยว สภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2548 ซึ่งเห็นว่าแนวกระเช้าไฟฟ้าต้องไม่มีผลกระทบต่อทัศนียภาพของทางเดินเท้าและมุมมองธรรมชาติของภูกระดึง
คณะทำงานมีการนำทางเลือกดังกล่าวเสนอในที่ประชุมสัมมนาใน อ.ภูกระดึง และได้รับการยอมรับจากประชาชนในท้องถิ่นแล้ว โดยค่าก่อสร้างรวมประมาณ 633.89 ล้านบาท โดยกระเช้านี้ความยาวในทางราบมีระยะทาง 4.4 กิโลเมตร โดยมีสถานีต้นทางและปลายทางอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติภูกระดึง ซึ่งสถานีต้นทางอยู่ห่างจากศูนย์บริการนักท่องเที่ยวศรีฐานไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ประมาณ 3.5 กิโลเมตร ตั้งอยู่ที่พิกัด UTM WGS 84N = 1,865,100 E = 802,800 ที่ระดับความสูงกว่าระดับน้ำทะเลปานกลางประมาณ 260 เมตร ขณะที่สถานีปลายทางตั้งอยู่ห่างจากบริเวณหลังแปไปทางทิศตะวันตกประมาณ 600 เมตร ตั้งอยู่ที่พิกัด N = 1,867,055 E = 798,845 ที่ระดับความสูงกว่าระดับน้ำทะเลปานกลางประมาณ 1,255 เมตร และมีระยะจากสถานีปลายทางไปศูนย์บริการนักท่องเที่ยววังกวาง 3.7 กิโลเมตร
ส่วนการออกแบบเป็นไปตามมาตรฐานสากลและลดผลกระทบสิ่งแวดล้อม การก่อสร้างจะใช้การประกอบชิ้นส่วนจากพื้นที่นอกเขตป่าไม้และขนส่งไปติดตั้งทางอากาศ ไม่มีการตัดต้นไม้ใหญ่ตามแนวเส้นทางวางสายเคเบิล ความลาดชันเฉลี่ยของแนวกระเช้าเท่ากับร้อยละ 27 และมีเสารองรับจำนวน 7 ต้น โดยระบบกระเช้าไฟฟ้าที่เหมาะสมคือ ระบบของกระเช้าไฟฟ้าแบบเก๋ง (Mono Cable Detachable Gondola : MDG) ชนิด 8 ที่นั่ง ที่ได้รับการรับรองจากมาตรฐานทั้งด้านความปลอดภัยและด้านเทคนิคจาก Organization Transport a Fune : O.I.T.A.F ที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลายในหลายประเทศ สามารถรับแรงลมได้ 20 เมตรต่อวินาที ซึ่งมากกว่าแรงลมเฉลี่ยบริเวณรอบๆ ภูกระดึง ที่มีค่าความเร็วลมเฉลี่ยที่ระดับความสูง 90 เมตร ต่ำกว่า 5 เมตรต่อวินาที หรือ 18 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
ผลการศึกษารูปแบบการลงทุนของโครงการและทางเลือกที่เหมาะสม ระบุว่า เนื่องจากมีความซับซ้อนในข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องในพื้นที่อุทยานแห่งชาติภูกระดึง มีข้อจำกัดทางด้านกฎหมายในการดำเนินงานก่อสร้างในพื้นที่อุทยานแห่งชาติและระยะเวลาที่จะต้องใช้ในการดำเนินการตามพระราชบัญญัติการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ พ.ศ.2556 ในกรณีที่หากจะต้องดำเนินการตามพระราชบัญญัตินี้ตามมาตรา 58 รูปแบบที่รัฐ คือ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ร่วมกับ อพท. ในการดำเนินการจัดหางบประมาณ อาศัยอำนาจตามมาตรา 16 (3) มาตรา 19 และมาตรา 23 แห่ง พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2504 ในการว่าจ้างเอกชนมารับจ้างก่อสร้างตามรูปแบบและรายการที่รัฐกำหนด
“เนื่องจากเป็นโครงการที่ต้องอาศัยเทคนิค และเทคโนโลยีเฉพาะทางในการบริหารจัดการและบำรุงรักษา ดังนั้นการว่าจ้างเอกชนให้เป็นผู้ดำเนินการเดินกระเช้าไฟฟ้าจะมีความเหมาะสมและคล่องตัวกว่าในการปฏิบัติงานการกำกับดูแลของรัฐ ดังนั้นรูปแบบการลงทุนที่เหมาะสมที่สุดคือ PSC–Gross Cost หรือ PSC–Modified Gross Cost โดยกรมอุทยานฯ ดำเนินการดังนี้ 1.ลงทุนงานโยธาและระบบกระเช้าไฟฟ้ารวมทั้งตู้กระเช้า (Gondola) โดยว่าจ้างเอกชนให้เป็นผู้รับเหมาก่อสร้าง 2.ว่าจ้างเอกชน เป็นผู้รับจ้างเดินกระเช้าไฟฟ้าและบำรุงรักษา (O&M) และ 3.เป็นผู้รับรายได้ทั้งหมดและจ่ายค่าจ้างให้เอกชนตามอัตราที่ตกลงกัน โดยไม่มีส่วนเกี่ยวกันกับค่าโดยสารกระเช้าฯ หรือมีส่วนเพิ่มหรือลดตามจำนวนผู้โดยสาร”
ส่วนประเด็นการศึกษาและวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม ระบุว่า โครงการนี้เป็นโครงการที่ต้องมีการศึกษาวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ในขั้นรายละเอียด สำหรับการพัฒนาโครงการ เนื่องจากตั้งอยู่ในอุทยานแห่งชาติและมีแนวเส้นทางบางส่วนอยู่ในพื้นที่ชั้นคุณภาพลุ่มน้ำชั้นที่ 1 โดยผลการศึกษาแยกออกเป็น 5 ประเด็น คือ
1.ชั้นคุณภาพของลุ่มน้ำ ระบุว่า พื้นที่ที่ต้องใช้เพื่อการก่อสร้างโครงการ ประกอบด้วย สถานีต้นทางตั้งอยู่ในคุณภาพลุ่มน้ำชั้น 4 เป็นพื้นที่ 2.28 ไร่ สถานีปลายทาง ตั้งอยู่ในชั้นคุณภาพลุ่มน้ำชั้น 1A เป็นพื้นที่ 1.06 ไร่ พื้นที่ก่อสร้างเสารวม 7 ต้น ตั้งอยู่ในพื้นที่ชั้นคุณภาพลุ่มน้ำชั้น 1A เป็นพื้นที่ 0.19 ไร่ และพื้นที่ชั้นคุณภาพลุ่มน้ำชั้น 4 เป็นพื้นที่ 0.03 ไร่ คิดเป็นพื้นที่ที่เปลี่ยนแปลงในชั้นคุณภาพลุ่มน้ำชั้นที่ 1 รวมทั้งสิ้นร้อยละ 0.000804 และชั้นคุณภาพลุ่มน้ำชั้น 4 ร้อยละ 0.00981 และคิดเป็นร้อยละ 0.00164 ของพื้นที่อุทยานแห่งชาติภูกระดึงทั้งหมด ดังนั้น จึงเป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบต่อชั้นคุณภาพลุ่มน้ำชั้น 1 และชั้น 4 น้อยมาก ขนาดของพื้นที่ที่มีการเปลี่ยนแปลงนี้ไม่มีผลต่อการรับน้ำและอำนวยน้ำในระบบลุ่มน้ำ
2.การสูญเสียพื้นที่ป่า ระบุว่า ในการก่อสร้างทำให้สูญเสียพื้นที่ป่าไม้ที่ปกคลุมบริเวณที่ก่อสร้างสถานีต้นทาง สถานีปลายทาง และจุดที่วางเสากระเช้า 5,700 ตารางเมตร โดยการดำเนินโครงการจะไม่มีการตัดต้นไม้ที่มีขนาดใหญ่ ซึ่งมีจำนวนไม้ที่จะต้องสูญเสียประกอบด้วย ลูกไม้ 394 ต้น กล้าไม้ 1,512 ต้น และไม้ไผ่ 66 ลำ
3.เขตแหล่งอาศัยหรือหากินที่สำคัญของสัตว์ป่า ระบุว่า พื้นที่โครงการไม่อยู่ในเขตแหล่งอาศัยหรือหากินที่สำคัญของสัตว์ป่า เป็นเพียงพื้นที่ที่อาจเป็นเส้นทางเดินตามธรรมชาติ โดยอาจรบกวนกิจกรรมในรอบวันของสัตว์ป่าทั้งกิจกรรมการออกหาอาหาร การทำรัง วางไข่ และเลี้ยงดูลูกอ่อนของสัตว์ป่าที่อาศัยอยู่ตามเรือนยอดไม้ ซึ่งกิจกรรมของโครงการจะจำกัดเฉพาะแนวของกระเช้า ประกอบกับมีเจ้าหน้าที่ในการดูแลอย่างเข้มงวด ผลกระทบดังกล่าวจึงอยู่ในระดับต่ำ
4.ผู้มีรายได้เดิม (ลูกหาบและร้านค้า) รายงานระบุว่า ผู้ที่มีรายได้จากกิจกรรมการท่องเที่ยวในเขตอุทยานแห่งชาติภูกระดึง ได้แก่ ลูกหาบ 337 คน และร้านค้า 119 ร้าน ได้มีการกำหนดแผนรองรับการเปลี่ยนแปลงอาชีพ ซึ่งได้รับการยอมรับจากลูกหาบและผู้ประกอบการ โดยได้มีการหารือร่วมกันในกระบวนการมีส่วนร่วมโครงการ
5.ทัศนียภาพ ระบุว่า แนวก่อสร้างเสากระเช้าไฟฟ้าจะไม่สามารถมองเห็นได้จากเส้นทางเดินท่องเที่ยวและไม่สามารถมองเห็นได้จากถนนสายหลักที่เข้าสู่ภูกระดึงในปัจจุบัน รวมทั้งโครงสร้างรองรับสายเคเบิล ตัวกระเช้า สถานีขึ้น-ลง ได้รับการออกแบบให้มีรูปแบบที่เรียบง่ายกลมกลืนกับสภาพแวดล้อม ก่อให้เกิดผลกระทบด้านบวก ด้านทัศนียภาพ เป็นการเปิดมุมมองใหม่สำหรับนักท่องเที่ยวที่นั่งกระเช้าขึ้นภูกระดึง นอกจากนี้ยังช่วยลดผลกระทบทางด้านทัศนียภาพจากขยะได้ด้วย
ในส่วนของการดำเนินงานแบบมีส่วนร่วมของประชาชน มีการจัดกิจกรรมการมีส่วนร่วมฯ ในระดับต่างๆ ครอบคลุมทั้งพื้นที่กว่า 30 เวที มีการรับฟังความคิดเห็นตามแนวทางของระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน พ.ศ.2548 รวม 3 ครั้ง การจัดประชุมกลุ่มย่อย 4 ครั้ง รวมทั้งการจัดการประชุมวิชาการเสนอข้อมูลสรุปผลการศึกษาสำหรับวิชาการและนักอนุรักษ์ที่กรุงเทพฯ การสัมภาษณ์เชิงลึกหน่วยงาน บุคคลที่เกี่ยวข้อง และมีการสำหรับทัศนคติต่อโครงการทางเว็บไซต์รวมมีผู้เข้าร่วมทั้งสิ้น 6,142 คน
ทั้งนี้ ในส่วนของการศึกษาความเหมาะสม (Feasibility Study) ได้สรุปผลการประเมินความคุ้มค่าของการลงทุนก่อสร้างประมาณการผลประโยชน์และต้นทุนของโครงการในระยะเวลาดำเนินการ 30 ปี โดยด้านการเงิน มีความคุ้มค่าในการลงทุนในกรณีที่อัตราล่วนลดเท่ากับร้อยละ 7 และ IRR เท่ากับร้อยละ 7.16 ส่วนเศรษฐศาสตร์มีความคุ้มค่าในการลงทุนทุกกรณี โดยมี IRR เท่ากับร้อยละ 17.62 โดยความคุ้มค่าส่วนใหญ่อยู่ในรูปของผลประโยชน์ต่อเศรษฐกิจและสังคมในชุมชน การสร้างอาชีพและสร้างรายได้ให้แก่ประชาชนในพื้นที่ จ.เลย และพื้นที่โดยรอบ รวมถึงโอกาสให้เกิดแรงงานคืนถิ่น ตลอดจนเป็นการส่งเสริมการศึกษาเรียนรู้ทางธรรมชาติ
กระนั้นก็ดี ยังมีการศึกษารูปแบบการบริหารจัดการอุทยานแห่งชาติ ด้วยรูปแบบการจัดการแหล่งท่องเที่ยวทั้งภายในและภายนอกพื้นที่อุทยานแห่งชาติ ภายใต้ขีดความสามารถที่รองรับนักท่องเที่ยวบนยอดภูกระดึงโดยไม่กระทบสิ่งแวดล้อม โดยจะมีการจำกัดนักท่องเที่ยวในการพักแรมต่อคืนบนยอดภูกระดึง ทั้งผู้เดินทางด้วยเท้าและผู้ใช้บริการกระเช้าไฟฟ้าให้มีจำนวนไม่เกิน 5,000 คน ซึ่งเป็นจำนวนเดียวกับที่ใช้อยู่ปัจจุบัน
นอกจากนี้จะมีการกำหนดเส้นทางการท่องเที่ยวให้เหมาะสมกับวิธีการเดินทางขึ้นและระยะเวลาที่อยู่บนยอดภูกระดึง จะมีการจำกัดช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวให้มีช่วงปิดการขึ้นให้ธรรมชาติได้ฟื้นตัว รวมถึงห้ามก่อสร้างอาคารที่พักในลักษณะถาวรเพิ่มขึ้น ห้ามขยายพื้นที่ส่วนบริเวณนักท่องเที่ยวของศูนย์บริการนักท่องเที่ยววังกวางออกไปจากเดิม ไม่มีการพัฒนาขยายเส้นทางถนนให้กว้างขึ้นกว่าปัจจุบัน แต่จะซ่อมบำรุงให้เดินทางอย่างปลอดภัย ห้ามพัฒนาร้านค้าหรือบริการในลักษณะของการให้สัมปทาน จะมีเพียงการให้สิทธิ์แก่ร้านค้าเดิมที่ได้รับการอนุญาตอยู่แล้ว หรือเพื่อการสวัสดิการของเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติภูกระดึง รวมทั้งจะมีการปรับปรุงประสิทธิภาพและคุณภาพของระบบบำบัดน้ำเสียให้ดีขึ้น
กว่า 30 ปีที่มีความพยายามผลักดันโครงการก่อสร้างกระเช้าขึ้นภูกระดึง แต่ไม่เคยประสบความสำเร็จ เนื่องจากที่ผ่านมายังติดปัญหาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม และเทคโนโลยีที่นำมาใช้ยังไม่เป็นที่ยอมรับ แต่ล่าสุดภายใต้การดำเนินงานของ อพท. ได้เลือกพื้นที่ก่อสร้าง ซึ่งอยู่ห่างจากจุดบริการนักท่องเที่ยวเพียง 3 กิโลเมตร และใช้เทคโนโลยีจากต่างประเทศมาเป็นรูปแบบในการก่อสร้าง
นับเป็นก้าวสำคัญที่สังคมต้องจับตาการตัดสินใจของรัฐบาลว่าจะทำอย่างไรกับเรื่องนี้ต่อไป…!!!
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20160225/223076.html
การตอบคำถามของผู้สื่อข่าวของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เมื่อวันอังคารที่ 23 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา นับเป็นความชัดเจนครั้งแรก ไม่ว่าจะเป็นเนื้อหา ท่าที และเป้าหมายของ คสช.ว่า นับจากนี้จะนำพาประเทศไทยเดินไปในทิศทางใด
นอกจากนี้ยังสื่อไปยัง ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่เรียกร้องให้ คสช.ไปพูดคุยเจรจาโดยอ้างว่า เพื่อให้บ้านเมืองเดินต่อไปได้ว่า เรื่องเช่นนั้นจะไม่มีวันเกิดขึ้น
แหล่งข่าวใน คสช.บอกว่า ถ้อยแถลงของ พล.อ.ประยุทธ์ แทบไม่ต้องตีความเลย เพราะชัดเจนว่า ในระยะเปลี่ยนผ่านก่อนที่จะไปสู่การเลือกตั้งเต็มรูปแบบนั้น จะใช้เวลา 5 ปี เพื่อให้มั่นใจว่าแนวทางของประเทศจะเดินไปในแนวทางที่ คสช.ได้วางกรอบเอาไว้
ระยะเวลาที่ว่านั้น จึงจำเป็นที่จะต้องมีคณะกรรมการอะไรสักอย่างเพื่อเข้ามากำกับดูแลให้แนวนโยบายที่ได้วางเอาไว้เดินหน้าต่อไป แม้ระหว่างนั้นจะมีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ก็จะต้องเดินไปในแนวทางนี้ แม้ว่าส่วนหนึ่ง จะต้องทำตามนโยบายที่ได้หาเสียงเอาไว้ก็ตาม
ก่อนหน้านี้ มีการต่อต้านร่างรัฐธรรมนูญฉบับ บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ที่มีบทบัญญัติเกี่ยวกับการให้มี คณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติ หรือ คปป. มาแล้ว และการที่ สปช.คว่ำร่างรัฐธรรมนูญฉบับนั้น ก็ทำให้เชื่อว่า คสช.ไม่กล้าเผชิญหน้ากับการทำประชามติ
แต่ในครั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์ กล้าที่จะพูดอย่างชัดเจนว่า ต้องการให้มีคณะกรรมการที่มาทำหน้าที่ไม่ต่างกับ คปป.
นั่นย่อมหมายความว่า คสช.ไม่ได้ให้น้ำหนักว่า รัฐธรรมนูญจะผ่านการทำประชามติหรือไม่
และแน่นอน ย่อมไม่ให้น้ำหนักกับการต่อรองของทักษิณ ที่แบะท่าว่าจะใช้ประชามติมาต่อรองกับ คสช.
เพราะจริงแล้ว คสช.ก็รับรู้มาตลอดว่า “เสียง” ในพื้นที่ที่จะลงประชามตินั้น “เสี่ยง” เกินไปที่จะไปคาดหวังว่าจะรับร่างรัฐธรรมนูญที่มาจาก คสช.
แต่เพราะกำหนดเวลาของ “ระยะเปลี่ยนผ่าน” ที่ พล.อ.ประยุทธ์ ระบุนั้น ถูกวางเอาไว้แล้วว่า ต้องใช้เวลา 5 ปี
นั่นก็หมายความว่า หากการทำประชามติแล้วไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับ มีชัย ฤชุพันธุ์ แต่หากมีการเขียนบทเฉพาะกาลให้มีเนื้อหาอย่างที่ พล.อ.ประยุทธ์ บอกว่าจำเป็นต้องมี ก็มีแนวโน้มว่า รัฐธรรมนูญที่จะนำไปปรับใช้นั้น บทเฉพาะกาลของร่างรัฐธรรมนูญฉบับมีชัยจะยังคงมีความหมายสำคัญต่อไป
ส่วน พล.อ.ประยุทธ์ และ คสช.จะคงอยู่หรือไม่ น่าจะต้องแยกกันเป็น 2 ส่วน เพราะแนวโน้มที่ พล.อ.ประยุทธ์ จะอยู่ต่อนั้น มีโอกาสสูงกว่าการที่จะคงความเป็น คสช.ภายหลังการเลือกตั้งให้มี ส.ส.อย่างมีดุลยภาพ
แนวโน้มของ คสช.เดิม ถ้าไม่หายไปเลย ก็จะแปลงสภาพเป็นรูปแบบอื่น
อาจจะเป็นคณะกรรมการที่ชื่ออะไรสักอย่าง ตามที่ พล.อ.ประยุทธ์ บอกเอาไว้ว่า จะต้องมีคณะกรรมการคอยตรวจสอบรัฐบาลให้ทำตามแนวนโยบาย หรืออาจจะใช้ ส.ว.มาทำหน้าที่นี้ก็ได้
ทั้งนี้เป็นไปตามบทบัญญัติว่า จะให้คุณสมบัติของผู้ที่จะมาทำหน้าที่ “คณะกรรมการอะไรสักอย่าง” นั้น มาจากอะไร
“ไม่ใช่ว่าผมจะต้องอยู่หรือไม่อยู่ ไม่ต้องมายุ่งสนใจกับผมมากนัก ผมมีหน้าที่ทำให้บ้านเมืองสงบ เดินหน้าไปสู่การเลือกตั้ง ท่านก็คิดกันต่อสิ จะเอาอย่างไร” นั่นคือคำพูดทิ้งท้ายของ พล.อ.ประยุทธ์
แต่โดยภาพรวมแล้ว อาจจะต้องรอดูว่า สิ่งที่ พล.อ.ประยุทธ์ บอกมานั้น จะถูกเขียนไว้ในบทเฉพาะกาลอย่างไร
แต่สำหรับ ทักษิณ ชินวัตร ที่อุตส่าห์ออกมาเรียกร้องให้มีการเจรจาครั้งล่าสุด คงจะได้รับคำตอบแล้วว่า นอกจากจะไม่คุยแล้ว ยังบอกว่ายังอยู่กันไปแบบนี้อีกยาว!