เสียงคนชนชั้นกลาง20เปอร์เซ็นต์ชี้ชะตาประชามติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160225/223082.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันพฤหัสบดีที่ 25 กุมภาพันธ์ 2559
เสียงคนชนชั้นกลาง20เปอร์เซ็นต์ชี้ชะตาประชามติ

เสียงคนชนชั้นกลาง20เปอร์เซ็นต์ ชี้ชะตาประชามติ : ตะลุยกองทัพ โดยจิตราภรณ์ เสนวงศ์

           สถานีสร้างการรับรู้ ณ ค่ายฝึกภาคสนามของนักศึกษาวิชาทหาร (นศท.) เขาชนไก่ จ.กาญจนบุรี ที่หวังผลิต นศท.ทั้งชายและหญิง ให้มีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการปกครองตามระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ตลอดจนการให้ความรู้เกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญ และการออกเสียงลงประชามติ ในโครงการ “รด.จิตอาสา” ตามนโยบาย พล.อ.ธีรชัย นาควานิช ผู้บัญชาการทหารบก

โดยกำหนดห้วงการฝึกไว้ตั้งแต่วันที่ 4 มกราคม–5 มีนาคม 2559 นี้ โดยมีนักศึกษาวิชาทหารเข้ารับการฝึกจำนวนทั้งสิ้น 69,552 นาย แบ่งเป็น นศท.ชั้นปีที่ 2 และ 3 จากส่วนกลาง จาก กรุงเทพฯ ปทุมธานี นครปฐม นนทบุรี สมุทรสาคร และสมุทรปราการ นอกเหนือจากนี้จะทำการฝึก ณ มณฑลทหารบกที่เป็นต้นสังกัด และนศท.ชั้นปีที่ 4 และ 5 จากทั่วประเทศ ทำการอบรมวันละ 2 ชั่วโมง

สำหรับหลักสูตรการฝึกประกอบด้วย 3 วิชาหลัก คือ 1.ชีวิตกับการเมือง โดยให้ นศท.อธิบายการเมืองที่มีส่วนเกี่ยวข้องในชีวิตประจำวัน 2.ต้นไม้ประชาธิปไตย มี 6 หลัก คือ สิทธิเสรีภาพ, ความเสมอภาค, ภราดรภาพ, หลักการอำนาจอธิปไตยของปวงชน, หลักเหตุผล, หลักนิติธรรม และ 3.พลเมืองดีวิถีประชาธิปไตย สอนความแตกต่างระหว่างพลเมืองกับประชาชน การสร้างพลเมืองดีตามหลักสากล และพลเมืองไทยใครควรสร้าง

หลังจากการฝึกเสร็จสิ้น นศท.จะได้รับมอบภารกิจ ผ่านความร่วมมือระหว่างหน่วยบัญชาการรักษาดินแดน (นรด.) และคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้ทยอยลงพื้นที่ไปทำกิจกรรมการให้ความรู้และการรณรงค์ให้ประชาชนออกมาใช้สิทธ์ลงประชามติ โดยไม่ให้ชี้นำ และตั้งเป้าให้มีผู้ออกมาใช้สิทธิ์ 80% ของจำนวนผู้มีสิทธิ์ลงคะแนนทั้งหมด

“ประเทศกำลังมีปัญหามากมาย นศท.ทุกคนที่ได้รับความรู้จากที่นี่ ถือว่ามีบทบาทในการทำความเข้าใจกับประชาชน และในอนาคตที่จะมีการปฏิรูปประเทศ มีรัฐธรรมนูญที่จะเป็นประชาธิปไตย ท่านถือเป็นส่วนสำคัญที่จะไปรณรงค์ให้เกิดประชามติ บอกให้ประชาชนออกมากันมากๆ เพื่อให้เห็นว่าเสียงส่วนใหญ่ของประเทศต้องการอะไร เราไม่ต้องการไปชี้นำว่าจะประชามติได้หรือไม่ได้ แล้วแต่ว่าจะทำอย่างไร จะเลือกอย่างไร แล้วแต่ประชาชนคนไทย” พล.อ.ธีรชัย กล่าว

จากการวิเคราะห์ผู้มีสิทธิ์ลงประชามติทั่วประเทศประมาณ 60% คิดเป็นฐานเสียงของพรรคเพื่อไทย 17 ล้านเสียง และเป็นฐานเสียงที่ไม่เอาพรรคเพื่อไทย 14 ล้านเสียง ดังนั้น นศท.ชั้นปีที่ 3 ปีที่ 4 และปีที่ 5 ซึ่งส่วนใหญ่กำลังศึกษาอยู่ในระดับมหาวิทยาลัย และเป็นครอบครัวที่มาจากชนชั้นกลาง ประมาณ 20% น่าจะเป็นส่วนสำคัญที่จะส่งผลการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญไม่น้อย

‘ผบ.สส.’ยันไม่ชี้นำลงประชามติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160224/223039.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันพุธที่ 24 กุมภาพันธ์ 2559
‘ผบ.สส.’ยันไม่ชี้นำลงประชามติ

‘ผบ.สส.’ รณรงค์ปชช.ออกมาใช้สิทธิ์ลงประชามติร่างรธน. ยันไม่ชี้นำ ประชุม ‘ผบ.เหล่าทัพ’ แจ้งลงพื้นที่ช่วยเหลือชาวบ้านประสบภัยแล้ง ย้ำเฝ้าระวังภัยก่อการร้าย 24 ชม.

       24 ก.พ.59 พล.อ.สมหมาย เกาฏีระ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.สส.) กล่าวถึง การรณรงค์ให้ประชาชนออกมาใช้สิทธิ์ลงประชามติต่อร่างรัฐธรรมนูญ ว่า การทำความเข้าใจกับประชาชน ต่อเรื่องร่างรัฐธรรมนูญผู้บัญชาการทหารบก ในฐานะเลขาธิการคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ชี้แจงไปหลายครั้งแล้ว ในวันนี้ในแต่ละเหล่าทัพ จะมีการรณรงค์ให้กำลังพลรวมไปถึงครอบครัวแต่ละเหล่าทัพให้ไปใช้สิทธิ์ในการลงประชามติที่จะเกิดขึ้นในเดือน ก.ค.59 นี้ และอีกส่วนหนึ่งเราก็จะลงพื้นที่ทำความเข้าใจกีบประชาชนไปด้วย ทั้งนี้ต้องเข้าใจว่าการทำความเข้าใจกับประชาชนนั้นไม่ได้เป็นการชี้นำแต่อย่างใด การไปใช้สิทธิ์ของประชาชนนั้นถือว่าเป็นเอกสิทธิ์ของแต่ละบุคคล
       “ผมอยากรณรงค์ให้ประชาชนออกไปลงประชามติกันมาก ๆ เพื่อให้เป็นประชามติของรัฐธรรมนูญที่มีประชาชนมาใช้สิทธิ์กันจำนวนมาก จะเห็นด้วยหรือไม่อย่างไรกับร่างรัฐธรรมนูญ ผมขอย้ำว่าเราไม่ได้ไปชี้นำประชาชน” ผบ.สส.กล่าว
       ผู้สื่อข่าวถามว่า เหล่าทัพมีการหารือกันหรือไม่ในข้อเสนอข้อที่ 16 ของ ครม. ที่เสนอไปยังกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ที่ให้แบ่งช่วงระยะเวลาเป็น 2 ช่วง พล.อ.สมหมาย ปฏิเสธที่จะตอบคำถามดังกล่าว โดยระบุบเพียงสั้นๆว่า ตนขออนุญาตไม่ตอบคำถามนี้ เหล่าประชุมเพียงงานที่เหล่าทัพรับผิดชอบเท่านั้น
ประชุม‘ผบ.เหล่าทัพ’ย้ำเฝ้าระวังภัยก่อการร้าย 24 ชม.
       พล.อ.สมหมาย แถลงข่าวภายหลังการประชุม ผู้บัญชาการเหล่าทัพ ครั้งที่ 3/2559 ว่า การประชุมในวันนี้เป็นการพูดคุยถึงการฝึกของแต่ละเหล่าทัพ โดยกองทัพบกได้มีการตรวจสอบการฝึกในระดับกรม ส่วนการฝึกของกองทัพเรือ และกองทัพอากาศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ รวมถึงในส่วนกองบัญชาการกองทัพไทยได้มีการจัดการฝึกคอบบร้าโกลด์ ตนขอขอบคุณกำลังพลทุกนาย ที่รวมการฝึกเป็นไปอย่างเข้มแข็ง พร้อมทั้งได้รับคำชื่นชมจากนานาชาติ ทั้งนี้ในที่ประชุมได้มีการพูดถึง การสนองตอบงานของทางรัฐบาล ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้ให้แต่ละเหล่าทัพ หยิบยกประเด็นต่าง ๆ ขึ้นมาเพื่อ บูรณาการร่วมกัน และทำให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม
       ผู้สื่อข่าวถามว่า มาตรการช่วยเหลือภัยแล้งที่อาจจะวิกฤต โดยทุกเหล่าทัพจะบูรณาการร่วมกันในการปฏิบัติงานอย่างไร เพื่อช่วยเหลือประชาชน พล.อ.สมหมาย กล่าวว่า ในที่ประชุมได้มีการสั่งการด้วยการใช้รถบรรทุกน้ำนำไปแจกจ่ายให้กับประชาชน และมีการขุดบ่อน้ำบาดาล และมีการทำฝนหลวงพระราชทาน ที่ทุกเหล่าทัพได้มีกรอบและแผนงานในการช่วยเหลือประชาชนอยู่แล้ว
       ผู้สื่อข่าวถามว่า นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้ทุกเหล่าทัพรับมือกับภัยก่อการร้ายอย่างไร พล.อ.สมหมาย กล่าวว่า ในเรื่องของอาชญากรรมข้ามชาติ และการก่อการร้าย ในฐานะที่เหล่าทัพดูแลเรื่องความมั่นคง เรามีการเฝ้าระวังตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งล่าสุดเจ้าหน้าที่ ได้จับกุมแก๊ง “ดอกเตอร์” ที่ทำพาสปอร์ตปลอมรายใหญ่ได้ จะเห็นว่าทางเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง มีส่วนร่วมอย่างมากในการจับกุมกรณีดังกล่าว ตนขอย้ำว่าเราไม่ประมาทและจะมีการเฝ้าระวังตลอด 24 ชั่วโมง
       ต่อข้อถามที่ว่า แต่ละเหล่าทัพ มีการพูดคุยถึงยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี เพื่อรองรับและแก้ไขปัญหาการก่อการร้ายหรือไม่ พล.อ.สมหมาย กล่าว่า กองบัญชาการกองทัพไทย จะรวบรวมแผนยุทธศาสตร์ของทุกเหล่าทัพ มาทำเป็นแผนยุทธศาสตร์ของกองทัพไทย 20 ปี เราได้มีการพูดคุยร่วมกันว่า อีก 20 ปีข้างหน้าภัยคุกครามข้ามชาติ กองทัพจะต้องดำเนินการอย่างไร ซึ่งเราต้องมีหน้าที่ดูแล ป้องกันรักษาอธิปไตยของชาติ พร้อมทั้งต้องรักษาผลประโยชน์และทรัพยากรของชาติให้ได้ อีก 20 ปี ข้างหน้าทรัพยากรของชาติ อาจเหลือน้อยลง ส่งผลให้มีการแย่งชิงกันสูง กองทัพต้องพร้อมรับมือปัญหาดังกล่าวเพราะอาจเป็นภัยคุกครามรูปแบบใหม่ ซึ่งเราได้เตรียมดำเนินการหมดแล้ว

‘นายกฯ’วางแผนยุทธศาสตร์ข้าว20ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160224/223028.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันพุธที่ 24 กุมภาพันธ์ 2559
‘นายกฯ’วางแผนยุทธศาสตร์ข้าว20ปี

‘นายกฯ’ สั่งทำแผนวางยุทธศาสตร์ข้าว 20 ปี ย้ำรัฐบาลหนุนลดการปลูกข้าว เผยยังไม่ได้ข้อสรุปตัวเลขความเสียหายโครงการรับจำนำข้าว

      24 ก.พ.59 เวลา 12.20 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) ว่า ประเด็นหลักที่ต้องการให้ทราบคือการทำแผนข้าวแบบครบวงจร ตั้งแต่การปลูกจนถึงกระบวนการบริหารจัดการไปสู่การตลาด ต้นทางไปสู่ปลายทาง โดยจะวางเป็นยุทธศาสตร์ข้าวเป็นเวลา 20 ปี เริ่มต้นตั้งแต่ปี 2560 ซึ่งทั้งหมดจะอยู่ในแผนการปฏิรูปให้รัฐบาลชุดต่อไปเดินหน้าต่อ เรื่องดังกล่าวหากสามารถเริ่มต้นได้ ก็จะให้ทำต่อในเรื่องรางพารา มันสำปะหลัง อ้อย ฯลฯ การทำงานต้องคิดลักษณะนี้ ถ้าไม่คิดแบบนี้ก็จะไปไม่ได้ โดยแผนงานต้องสอดคล้องกับการบริหารจัดการน้ำ ซึ่งมีต้นทุนจำกัด และพื้นที่ที่แตกต่างกัน ต้องมีความเหมาะสมในการปลูกพืช
      นอกจากนี้เรายังสนับสนุนผู้ที่ปรับเปลี่ยนการปลูกพืช เพราะรัฐบาลต้องการลดปริมาณการผลิตข้าว โดยปีนี้ต้องผลิตข้าวอยู่ที่ 25 ล้านตัน ไม่มิเช่นนั้นปริมาณจะมากเกินไป แต่ตัวเลขดังกล่าวต้องบวกกับอีก 8 เปอร์เซ็นต์ ทำให้ต้องปลูกข้าวประมาณ 27 ล้านตัน ซึ่งต้องเผื่อปัญหาภัยแล้งด้วย ส่วนที่ผ่านมา เกินมาที่ประมาณ 30 กว่าล้านตันนั้น ต้องหามาตรการเพื่อสร้างแรงจูงใจในการเปลี่ยนการปลูกพื้น แต่รัฐบาลไม่ได้บังคับ
‘นายกฯ’ ยังไม่ได้ข้อสรุปเสียหายจำนำข้าว
      เมื่อเวลา 12.20 น. วันที่ 24 กุมภาพันธ์ ที่ทำเนียบรัฐบาล ภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) ครั้งที่ 1/2559 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ตอบคำถามผู้สื่อข่าวสังกัดสำนักข่าวต่างประเทศ โดยผู้สื่อข่าวได้แนะนำตัวและสังกัดตามที่ทีมโฆษกรัฐบาลขอความร่วมมือ ซึ่งได้ถามถึงตัวเลขความเสียหายของโครงการรับจำนำข้าวในรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี
      โดย พล.อ.ประยุทธ์ ตอบว่า ยังไม่มีการสรุป ซึ่งคณะกรรมการจะเป็นผู้สรุปเอง “ทำไม มันต้องเอาให้ได้ใช่ไหม คุณไปบอกรอยเตอร์ เมื่อวานนี้พูดให้ดีด้วย” จากนั้น พล.อ.ประยุทธ์ ได้จบการสัมภาษณ์ด้วยอารมณ์ฉุนเฉียว แล้วเดินขึ้นตึกไทยคู่ฟ้าทันที
      ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้มีการให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวรอยเตอร์และอัลจาซีรา โดยมีเนื้อหาวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลและร่างรัฐธรรมนูญ

‘ผบ.ทบ.’ย้ำบทบาทคสช.ดูแลบ้านเมืองสงบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160224/223026.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันพุธที่ 24 กุมภาพันธ์ 2559
‘ผบ.ทบ.’ย้ำบทบาทคสช.ดูแลบ้านเมืองสงบ

‘พล.อ.ธีรชัย’ ย้ำบทบาท คสช.ดูแลบ้านเมืองให้สงบเรียบร้อย หนุนงานบริหารภาครัฐ-แก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของปชช.

       24 ก.พ.59 ที่กองบัญชาการกองทัพบก (บก.ทบ.) ถ.ราชดำเนิน พ.อ.หญิง ศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวว่า พล.อ.ธีรชัย นาควานิช ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ในฐานะเลขาธิการ คสช. เป็นประธานการประชุมสำนักเลขาธิการคสช. โดยได้ย้ำถึงบทบาทหน้าที่ของ คสช.ที่ต้องดูแลบ้านเมืองให้มีความสงบเรียบร้อย และสนับสนุนการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาล แก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนในทุกมิติ เดินหน้าตามโรดแม็พที่ได้กำหนดไว้ โดยให้ทุกส่วนงานคงบทบาทหน้าที่ดังกล่าวไว้อย่างเต็มที่เพื่อให้สังคมสงบและประเทศเดินหน้าพัฒนาไปตามแนวทางที่ประชาชนจะได้รับประโยชน์สูงสุด
       พ.อ.หญิง ศิริจันทร์ กล่าวต่อว่า ทั้งนี้พล.อ.ธีรชัย ได้ระบุในที่ประชุมว่า ปัจจุบันประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงของการร่างรัฐธรรมนูญที่ทุกภาคส่วนต้องมีส่วนร่วม และควรศึกษาในรายละเอียดของร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อนำไปสู่การใช้สิทธิ์ลงประชามติ โดยที่ผ่านมา คสช.ได้ใช้กลไกของฝ่ายปกครอง กองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย (กกล.รส.) ตำรวจ เพื่อสร้างการรับรู้ในข้อมูลพื้นฐานของกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญควบคู่ไปกับการรับฟังและแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนในแต่ละพื้นที่มาอย่างต่อเนื่อง โดยมีโครงการ รด.จิตอาสาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการลงพื้นที่พบปะประชาชน ซึ่งเกิดผลเป็นรูปธรรมและมีการตอบรับที่ดีจากภาคประชาชน โดยเลขาธิการ คสช. ได้กำชับให้ทุกส่วนราชการร่วมกันลงพื้นที่พบปะประชาชนในลักษณะดังกล่าวอย่างต่อเนื่องในทุกวาระ ทุกโอกาส ทุกชุมชน พร้อมเผยแพร่สาระสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญให้ประชาชนได้เข้าใจอย่างง่าย เพื่อเป็นพื้นฐานความรู้ให้ประชาชนมีข้อมูลเพียงพอในการตัดสินใจใช้สิทธิ์ลงประชามติจะนำมาซึ่งความสงบสุขของประเทศตามโรดแม็พของ คสช.ต่อไป
คสช.ห่วงภัยแล้งลงพื้นที่ดูแลปชช.เดือดร้อน
       24 ก.พ. พ.อ.หญิง ศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวว่า พล.อ.ธีรชัย นาควานิช ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ในฐานะเลขาธิการคสช. เป็นประธานการประชุมสำนักเลขาธิการคสช. โดยมีความห่วงใยถึงสถานการณ์ภัยแล้งที่ทวีความรุนแรงขึ้นในทุกพื้นที่ แม้ที่ผ่านมากองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย (กกล.รส.) ได้ช่วยเหลือประชาชนและแก้ปัญหาภัยแล้งตามนโยบายของรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง ทั้งในเรื่องการแนะนำให้เกษตรกรปลูกพืชใช้น้ำน้อย การช่วยหาตลาด การแจกจ่ายน้ำ การขุดลอกคลองและการจัดทำแก้มลิง รวมทั้งโครงการหยุดภัยแล้งด้วยแสงอาทิตย์ ซึ่งประสบผลสำเร็จและช่วยให้พื้นที่มีน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคและการเกษตรอย่างเพียงพอ เป็นโครงการที่เห็นผลเป็นรูปธรรม และบรรเทาความเดือดร้อนเรื่องภัยแล้งได้ทันที
       “เลขาธิการคสช.มอบให้ทุกส่วนงานทั้งผู้ว่าราชการจังหวัด ฝ่ายปกครอง ตำรวจ ทหาร เปิดช่องทางการช่วยเหลือภัยแล้งด้วยการแจกจ่ายน้ำให้ประชาชนเข้าถึงได้โดยง่าย และให้มีการแบ่งมอบพื้นที่รับผิดชอบและการแจกจ่ายน้ำกับประชาชนอย่างชัดเจน เพื่อส่งความช่วยเหลือให้ถึงในทุกพื้นที่ เน้นการแจกจ่ายน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคเป็นหลัก นอกจากนี้ได้มอบหมายให้ผู้ว่าราชการจังหวัด บูรณาการงบประมาณและแผนงานร่วมกับกกล.รส. ศูนย์ปรองดองสมานฉันท์ และส่วนราชการในพื้นที่เพื่อจัดทำโครงการหยุดภัยแล้งด้วยแสงอาทิตย์ในจังหวัด อำเภอ หรือชุมชนที่เหมาะสมตรงกับความต้องการของประชาชน อย่างไรก็ตามภัยแล้งในครั้งนี้รุนแรงและสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนอย่างชัดเจน ทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกันดูแลและบรรเทาความเดือดร้อนในเรื่องดังกล่าวอย่างดีที่สุด” พ.อ.หญิง ศิริจันทร์ กล่าว

‘นายกฯ’ถกนบข.กำชับระบายข้าวไม่กระทบชาวนา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160224/223016.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันพุธที่ 24 กุมภาพันธ์ 2559
‘นายกฯ’ถกนบข.กำชับระบายข้าวไม่กระทบชาวนา

‘นายกฯ’ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว กำชับระบายข้าวเก่า-ใหม่ต้องชัดเจน ไม่กระทบชาวนา

     24 ก.พ.59 เวลา 09.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) ครั้งที่ 1/2559
     โดยนายกรัฐมนตรี กล่าวตอนหนึ่ง ของการประชุมว่า ประเด็นสำคัญที่ต้องหารือคือ การบริหารจัดการข้าว ทั้งข้าวเก่าและข้าวใหม่ รวมถึงราคาข้าว และคดีที่เกี่ยวข้องกับข้าวเก่า จึงจำเป็นต้องมีมาตรการที่ความชัดเจน อีกทั้งยังมีข้อกฎหมายที่กำกับเกี่ยวกับการระบายข้าวอยู่แล้ว จึงมั่นใจว่าผู้เข้าร่วมประชุมทุกคนเข้าใจสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องข้าวเป็นอย่างดีว่า เราต้องการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นให้ได้ โดยไม่มีผลกระทบกับข้าวในฤดูกาลใหม่ และขายข้าวเก่าให้ได้ราคามากที่สุด แต่ก็ขึ้นอยู่กับราคาตลาดในปัจจุบันด้วย พร้อมย้ำการบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้อง จะต้องไม่เป็นการบังคับให้เกิดการกระทำผิด แต่จะใช้เพื่อคลี่คลายสถานการณ์ที่เป็นอยู่ให้ดีขึ้น และต้องไม่มีผลกระทบกับคดีที่ค้างอยู่ ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของคณะกรรมการที่ตั้งขึ้น ดังนั้นต้องระมัดระวังเรื่องการระบายข้าว และราคาที่ระบายออกไป

‘ทักษิณ’เปิดเกมรุกคสช.รอบใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160224/223002.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันพุธที่ 24 กุมภาพันธ์ 2559
‘ทักษิณ’เปิดเกมรุกคสช.รอบใหม่

‘ทักษิณ’เปิดเกมรุกคสช.รอบใหม่ จับตา3แนวรบ-ต่อรองทางการเมือง

          การปรากฏตัวของ “ทักษิณ ชินวัตร” ผ่านสื่อต่างประเทศเที่ยวนี้ ถือเป็นการเดิมพันทางการเมืองครั้งใหญ่อีกครั้งหนึ่งของอดีตนายกฯไทยที่ต้องไปร่อนเร่อยู่ในต่างแดน เพราะนี่ไม่ใช่แค่การเปิดหน้า

ส่งเสียงผ่านคลิปเวลาอดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทยไปเยี่ยมเยือน ฝากกลับมาเผยแพร่ในเมืองไทยเพื่อไม่ให้บรรดาแฟนคลับหลงลืมกันเท่านั้น แต่น่าจะเรียกได้ว่าเป็นการเป่านกหวีดเดิมพันกับคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กันเลยทีเดียว

หน่วยงานความมั่นคงที่ทำหน้าที่วิเคราะห์ความเคลื่อนไหวทางการเมืองให้แก่ คสช.ให้ข้อมูลว่า สัญญาณจากอดีตนายกฯ ทักษิณเที่ยวนี้ เป็นการ “เปิดศึก” เพราะการให้สัมภาษณ์สื่อต่างประเทศหลายสื่อต่อเนื่องกันเช่นนี้ มีค่าใช้จ่ายไม่น้อยทีเดียว จังหวะก้าวของอดีตนายกฯทักษิณ ในการให้สัมภาษณ์สื่อต่างประเทศช่วงวันหยุดยาวมาฆบูชา วิเคราะห์ได้เป็น 2 ด้าน

ด้านหนึ่งมีการวิเคราะห์วิจารณ์กันไปบ้างแล้วว่าเป็นการออกตัวเพื่อช่วยน้องสาว “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” อดีตนายกฯ จากตระกูลชินวัตร อีกคนที่กำลังโดนคดีจำนำข้าว กับ “ลูกโอ๊ค” พานทองแท้ ชินวัตร ที่กำลังโดนหางเลขคดีทุจริตปล่อยกู้ของธนาคารกรุงไทยให้แก่กลุ่มบริษัทในเครือกฤษดามหานคร เพราะท่าทีของอดีตนายกฯ ทักษิณ ชัดเจนเรื่องการทอดสะพานขอเจรจากับรัฐบาลทหาร

ขณะที่อีกด้านหนึ่งที่ดูจะมีน้ำหนักมากกว่า คือการฉวยจังหวะที่รัฐบาล คสช.กำลังเซจากหลากหลายปัญหาที่กำลังรุมเร้า ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจตกต่ำ ภัยแล้ง การชุมนุมของพระสงฆ์จากปัญหาการแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราชองค์ใหม่ และกระแสต้านร่างรัฐธรรมนูญฉบับนายมีชัย ฤชุพันธุ์ โดยเฉพาะเรื่องม็อบจีวรนั้น มีเส้นสนกลในโยงใยกับวัดดังที่มีเจดีย์รูปจานบิน ซึ่งต้องไม่ลืมว่าเจ้าอาวาสวัดนี้เคยโดนคดีฟ้องร้องถึงขั้นปาราชิก แต่จู่ๆ ก่อนศาลจะพิพากษาไม่กี่วัน อัยการสูงสุดในยุครัฐบาลพรรคไทยรักไทยก็สั่งถอนฟ้อง อ้างว่าเจ้าอาวาสคืนทรัพย์สินที่อ้างว่ายักยอกจากวัดกลับไปให้วัดแล้ว นี่คือสายสัมพันธ์ที่เคยเกื้อหนุนกันมา…

ถอดรหัสการเคลื่อนไหวจึงปฏิเสธไม่ได้ว่า อดีตนายกฯ ทักษิณ กำลังส่งสัญญาณให้กลุ่มต่อต้านรัฐบาลที่เคย “แยกกันเดิน” ให้หันกลับมา “รวมกันตี” อย่างพร้อมเพรียงกัน โดยใช้ประเด็นสาธารณะอย่างร่างรัฐธรรมนูญฉบับนายมีชัยเป็นจุดร่วม เนื่องจากเป็นร่างรัฐธรรมนูญที่ทุกฝ่าย แม้แต่ฝ่ายที่เคยสนับสนุน คสช.ก็ยังออกมาตำหนิวิจารณ์ว่ารับไม่ได้

การให้สัมภาษณ์ของอดีตนายกฯ ทักษิณ มีการวางประเด็นอย่างเป็นระบบ เริ่มจากการถล่มร่างรัฐธรรมนูญ โยงมาถึงปัญหาการเมืองอันสืบเนื่องจากการที่รัฐบาลทหารไม่ได้รับการยอมรับจากชาติตะวันตก ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย และนั่นจึงนำไปสู่การขมวดปมให้มาพูดคุยเจรจากัน ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นการส่งสัญญาณต่อรองคดีน้องสาวกับลูกชาย ทุกอย่างมีการจัดวางอย่างลงตัว ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ

ข้อมูลการวิเคราะห์จากฝ่ายความมั่นคงที่ส่งถึง คสช. ระบุว่า หลังจากนี้รัฐบาลจะเผชิญศึก 3 ด้าน 3 แนวรบ คือ 1.แนวรบในประเทศ ทุกกลุ่มทุกเครือข่ายจะออกมาขย่มรัฐบาลพร้อมกัน จะเห็นได้ว่าช่วงที่อดีตนายกฯ ให้สัมภาษณ์สื่อต่างประเทศ พรรคเพื่อไทยก็ออกแถลงการณ์ถี่ยิบ ขณะที่น้องสาวอย่างยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็เปิดตัว เปิดบ้านให้สื่อเข้าไปสัมภาษณ์

2.แนวรบต่างประเทศ จะมีการใช้เครือข่ายคนเสื้อแดงที่หลบหนีอยู่ในต่างประเทศเคลื่อนไหวกดดัน พร้อมๆ กับการขับเคลื่อนของกลุ่มเอ็นจีโอด้านสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย การว่าจ้างหรือล็อบบี้สื่อต่างประเทศให้ช่วยโหมประโคมข่าว ตลอดจนประสานให้นักการเมืองชาติตะวันตกที่รู้จักหรือเป็นเครือข่ายกัน ให้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ซ้ำเข้าไปอีก และ 3.แนวรบโซเชียลมีเดีย จะมีปฏิบัติการข่าวสารผ่านสื่อออนไลน์ทุกรูปแบบ ซึ่งเป็นงานถนัดของเครือข่ายคนเสื้อแดงและกลุ่มสนับสนุนอดีตนายกฯ ทักษิณอยู่แล้ว

นี่คือศึกใหญ่ที่รัฐบาลต้องเตรียมรับ เพราะเอาแค่การเคลื่อนไหวผ่านสื่อต่างประเทศ ทีมงานของอดีตนายกฯ ก็ทำอย่างมียุทธศาสตร์ บางสื่อมีการนำเสนอบทสัมภาษณ์เป็นการเปิดประเด็นนำร่อง ก่อนจะมีสกู๊ปยาวๆ เกี่ยวกับชีวิตของ “ชายชื่อทักษิณ” ตามมาในเร็ววันนี้ เรียกว่ามีประเด็นเป็นข่าวต่อเนื่องนานเป็นสัปดาห์

ทางออกของรัฐบาล คสช. จึงต้องเร่งกำหนดยุทธศาสตร์การชี้แจงข้อกล่าวหาต่างๆ อย่างเป็นระบบ และที่สำคัญคือปลดชนวนระเบิดจากร่างรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะประเด็นที่เสนอแบ่งเวลาการบังคับใช้รัฐธรรมนูญออกเป็น 2 ช่วงหรือ 2 ขยัก เพราะหนีไม่พ้นการถูกโจมตีเรื่องความไม่เป็นประชาธิปไตย และต้องการลากยาวสืบทอดอำนาจต่อไปของรัฐบาลและคสช.

ประเด็นที่ฝ่ายความมั่นคงแจ้งเตือนไปยังรัฐบาลและ คสช. ก็คือ สิ่งที่อ่อนไหวกับสถานการณ์การเมืองมากที่สุดก็คือร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่มีเนื้อหาส่อไปในทาง “สืบทอดอำนาจ” เพราะกงล้อประวัติศาสตร์การเมืองอาจหมุนวนกลับไปเหมือนก่อนเกิดเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ เมื่อปี 2535

ไทยปรับแผน‘สมดุล’3มหาอำนาจ‘สหรัฐ-รัสเซีย-จีน’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160224/222999.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันพุธที่ 24 กุมภาพันธ์ 2559
ไทยปรับแผน‘สมดุล’3มหาอำนาจ‘สหรัฐ-รัสเซีย-จีน’

ไทยปรับแผน‘สมดุล’3มหาอำนาจ‘สหรัฐ-รัสเซีย-จีน’ ‘บิ๊กป้อม’ลุย‘รัสเซีย’จ่อซื้อ ฮ.-แลกสินค้าเกษตร : ทีมข่าวสืบสวนสอบสวน

           กลางดึกของวันที่ 22 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม พร้อมด้วย สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี รวมทั้งคณะ รมว.พาณิชย์ รมว.อุตสาหกรรม รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชุดใหญ่ ได้เหินฟ้าเยือนสหพันธรัฐรัสเซีย และสาธารณรัฐเบรารุส ในระหว่างวันที่ 23-27 กุมภาพันธ์นี้

การเดินทางเยือนในครั้งนี้ ถูกจับตามองมากกว่าภารกิจหลักคือ ข่าวการจัดซื้อเฮลิคอปเตอร์รุ่น เอ็มไอ 17 จำนวน 10 ลำ มูลค่ากว่า 3,000 ล้านบาท รวมถึงรถถัง T-90 A ตามแผนที่กองทัพบกไทยจะมีการจัดซื้อเพื่อมาทดแทนรถถังที่จะเตรียมปลดประจำการเกือบ 100 คัน โดยมีมูลค่าเกือบ 9,000 ล้านบาท

แต่แท้จริงแล้ว เป้าหมายของการเยือนครั้งนี้ ประเทศไทยและสหพันธรัฐรัสเซีย จะขยายความร่วมมือด้านความมั่นคง และด้านเศรษฐกิจ รวมทั้งการค้า การลงทุน ระหว่างกันให้เกิดเป็นรูปธรรมมากขึ้น หลังจากการเยือนประเทศไทยของ นายดมิทรี เมดเวเดฟ นายกรัฐมนตรีรัสเซีย เมื่อเดือนเมษายน 2558 ที่ผ่านมา

อีกทั้งเป็นการเตรียมการก่อนการเดินทางของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน-รัสเซีย ในช่วงเดือนพฤษภาคม 2559 ที่เมืองโซชิ ซึ่งถือเป็นโอกาสของการสถาปนาความสัมพันธ์รัสเซีย-อาเซียน ครบรอบ 120 ปี ตามคำเชิญของ ประธานาธิบดี วลาดิมีร์ ปูติน

ดร.ปณิธาน วัฒนายากร ที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง ระบุว่า ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับรัสเซีย ที่มีมานาน แต่ไม่มีความใกล้ชิด เพราะรัสเซียมีข้อจำกัดในอดีตมากพอสมควรและไม่คุ้นเคยผู้นำอาเซียนจนถึงผู้นำไทย แต่ในทางการเรามีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันและในภาคธุรกิจเอกชนเริ่มมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดมากขึ้น ภาคประชาชนมีการแลกเปลี่ยนนักท่องเที่ยว การค้า มีมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ไม่ใกล้ชิดมากนัก ทั้ง 2 ประเทศจึงเห็นโอกาสมากขึ้นหลังจากมีการปรับความสัมพันธ์และขยายของมหาอำนาจในภูมิภาค ปรับนโยบายของสหรัฐอเมริกา ทางรัสเซียเองก็ต้องมีการปรับความสัมพันธ์ที่ดีขึ้น

การหารือเรื่องดังกล่าวเริ่มขึ้นปีที่แล้ว ในช่วงประชุมสุดยอดผู้นำเอเปค ที่ประเทศฟิลิปปินส์ พล.อ.ประยุทธ์ บอกกับนายกรัฐมนตรีรัสเซีย ว่าจะให้รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงและรองนายกรัฐมนตรีเศรษฐกิจ รวมถึงภาคเอกชนของไทย เดินทางไปรัสเซียเพื่อผลักดันให้ความร่วมมือทวิภาคีเกิดขึ้น และกลางปี 2559 พล.อ.ประยุทธ์จะเดินทางไปต่อยอด จึงประสานงานกันตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

สำหรับการไปเยือนในครั้งนี้ ไทยมีเป้าหมายอยู่ 2 ประการ 1.ความต้องการด้านความมั่นคง จะมีการทบทวนข้อตกลงและมีการเซ็นบันทึกช่วยจำ ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จในช่วงที่ พล.อ.ประยุทธ์ เดินทางไป รวมถึงความต้องการแลกเปลี่ยนทางด้านข่าวสาร ข่าวกรอง การต่อต้านการก่อการร้าย อาชญากรข้ามชาติ เป็นสิ่งที่สองประเทศต้องการ และมีเรื่องที่เป็นกังวลคือการขยายตัวของไอซิส ซึ่งเราจะหยิบยกเรื่องการดูแลความปลอดภัยให้แก่นักท่องเที่ยวรัสเซียมาพูดคุยกัน ซึ่งเมื่อมีการทบทวนเอ็มโอยูเสร็จ แล้วก็จะมีการเซ็นเอ็มโอยูใหม่หลังจากนั้นเดินหน้า

ดร.ปณิธาน กล่าวต่อว่า หลังจากที่สภาความมั่นคงแห่งชาติของรัสเซีย ร่วมประชุมกับ สภาความมั่นคงแห่งชาติของไทย เพื่อเป็นกรอบการเจรจาหลังจากที่ไม่ได้ประชุมกันมา 10 ปีแล้ว หลังจากประชุมเสร็จตกลงกันว่าจะมีการประชุมกันทุกปี คล้ายๆ ของสหรัฐ คือการประชุมสุดยอดผู้นำสหรัฐกับเอเซียนทุกปี เป็นข้อเสนอ แต่ของรัสเซียยังไม่มี ซึ่งทางฝ่ายความมั่นคงจะมีการพบปะกันมากขึ้น แต่ในส่วนของฝ่ายการเมือง คาดว่าหลังจากที่นายกรัฐมนตรีไปเยือน ทางรัสเซียจะมีข้อเสนอคล้ายๆ กัน คือปรับความสัมพันธ์อาเซียนให้ใกล้ชิดขึ้น

อย่างไรก็ตาม รัสเซียเองในกรอบของอาเซียน เป็นประเทศคู่หารือตั้งแต่ พ.ศ.2534 และเป็นคู่เจรจาเมื่อ 2539 และรัสเซียเป็นมหาอำนาจไม่กี่ประเทศที่ได้ลงนามและสัตยาบันในแง่ของจิตวิทยาไมตรีและความร่วมมือของอาเซียนเป็นกรอบใหญ่ เพียงแต่กรอบความร่วมมือด้านความมั่นคงภายในประเทศยังไม่มีการผลักดันอย่างจริงจังจนถึงทุกวันนี้

2.มองโอกาสใช้ประโยชน์จากรัสเซียเรื่องยุทโธปกรณ์ เป็นเรื่องที่คุยกันมาและมีประสบการณ์มาบ้างแล้ว เช่น เฮลิคอปเตอร์ แต่ยังไม่ได้คิดอย่างเป็นระบบ แต่ขณะนี้ข้อจำกัดของไทยกับสหรัฐมีความชัดเจนในเรื่องยุทโธปกรณ์ และเรามีความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศอื่นที่ใช้ระบบเดียวกับรัสเซีย คือ ยูเครน มีปัญหาเพียงเรื่องการส่งมอบ โดยต้องรอดูแลการเจรจาที่จะเกิดขึ้น ส่วนเรื่องเศรษฐกิจ ทางรัสเซียมีปัญหาเรื่องสินค้าเกษตร เพราะถูกปิดล้อมและคว่ำบาตรจากยุโรป เพราะเป็นปัญหาการเมืองของเขา รัสเซียต้องการสินค้าเกษตร เราก็ต้องการตลาดในการขายข้าวและยาง ดูเรื่องพลังงานที่รัสเซียมีศักยภาพ ตลอดจนถึงสินค้าอื่นๆ

นอกจากนี้ พล.อ.ประวิตร จะเลยไปเบรารุส เรื่องความมั่นคง เพราะเป็นประเทศที่ผลิตอาวุธและมีศักยภาพทางทหารมาก เพราะประเทศมีลักษณะเป็นสมรภูมิสงครามโลกครั้งที่ 2 กับเยอรมนี และมีความเชี่ยวชาญด้านการรบของทหารราบ

ดร.ปณิธาน บอกด้วยว่า หากพิจารณาความสัมพันธ์ในภาพรวมแล้ว คงจะไม่เร็วนัก เพราะเราห่างเหินกับรัสเซียมานาน คล้ายๆ อินเดีย เริ่มต้นการฟื้นฟูบันทึกช่วยจำ การประชุมต่างๆ ตั้งคณะทำงาน ดูในบางส่วนเรายกระดับได้ไหม ถ้าไม่มีก็ต้องพัฒนา เช่น การค้าการลงทุน ความร่วมมือบางอย่างทางด้านความมั่นคง ถือว่าเป็นการเปิดศักราชใหม่ ที่เราให้ความสำคัญค่อนข้างชัดเจนและรองนายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญด้านเศรษฐกิจและความมั่นคง ถือเป็นนโยบายปรับความสมดุลของไทย เพราะสหรัฐอเมริกายังมีนโยบายปรับสมดุล ไม่แปลกที่ไทยจะมีนโยบายปรับสมดุล แต่การปรับสมดุลครั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าจะเอารัสเซียมาแทนสหรัฐ หรือจีน แต่เรามีความสัมพันธ์ที่ทับซ้อนกับทุกประเทศ

“เราต้องระมัดระวังไม่ให้ความสัมพันธ์ตรงนี้ไปกระทบความสัมพันธ์กับสหรัฐเรื่องการทหารที่เป็นเบอร์ 1 อยู่ ส่วนความสัมพันธ์กับจีนทางด้านความมั่นคงก็ดีขึ้น เพราะเรายกระดับขึ้นมาแลกเปลี่ยนส่งผู้ร้ายข้ามแดน เพราะคนจีนเข้าเมืองไทยมากขึ้นใกล้ 10 ล้านคน หากไม่ปรับจะรองรับภัยคุกคามที่เข้ามาไม่ไหว ของรัสเซีย 1.7 ล้าน โดยศักยภาพมีแนวโน้มที่ดี แต่ต้องใช้การพัฒนาจริงจัง ซึ่งนายกรัฐมนตรีตั้งใจเพราะการส่งรองนายกรัฐมนตรีไป 2 ท่าน แต่อาจมีปัญหาค่าเงิน เพราะรัสเซียไม่สะดวกเงินดอลลาร์ ก็ต้องไปคุยกัน” ดร.ปณิธาน ระบุ

‘ทักษิณ’เปิดเกมเจรจา‘อะไร-กับใคร’?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160224/222996.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันพุธที่ 24 กุมภาพันธ์ 2559
‘ทักษิณ’เปิดเกมเจรจา‘อะไร-กับใคร’?

‘ทักษิณ’เปิดเกมเจรจา‘อะไร-กับใคร’? : ขยายปมร้อน โดยอรรถยุทธ บุตรศรีภูมิ

           “เวลานี้ผมขอเสนอให้มีการพูดคุย ผมพร้อมแล้ว โดยขอแค่เพียงเห็นประเทศเดินไปข้างหน้าคืนประชาธิปไตยให้แก่ประชาชน”  นี่คือคำให้สัมภาษณ์ของ “ทักษิณ ชินวัตร” ที่มีต่อสื่อต่างชาติ ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

แน่นอนว่า คำให้สัมภาษณ์ครั้งนี้ ยึดกุมหน้าสื่อทุกประเภท ทั้งหนังสือพิมพ์ โทรทัศน์ วิทยุ หรือสื่อออนไลน์  มุมหนึ่งเป็นเพราะเป็นคำสัมภาษณ์ของ “ทักษิณ ชินวัตร” ผู้ถูกมองเป็นเบอร์หนึ่งของคู่ขัดแย้ง อีกมุมหนึ่ง เพราะเป็นการให้สัมภาษณ์ต่อสื่อระดับโลก  และอีกมุมหนึ่งเป็นเพราะเขาพูดชัดๆ ว่า พร้อมจะเปิดการเจรจากับอีกขั้วความขัดแย้ง

ทำให้ปรากฏการณ์ครั้งนี้ได้รับความสนใจจากคนทั่วไปในสังคม และแน่นอนว่า ข้อเสนอผ่านสื่อเช่นนี้ ถูกดาหน้าปฏิเสธจากฝั่งผู้มีอำนาจในปัจจุบัน

คำถามคือ “ทักษิณ” หวังแค่ไหน และหวัังอะไรกับการขอเจรจาครั้งนี้   เราคงไม่อาจฟันธงได้ 100% ว่าเขาจะอยากเจรจาเพื่อหาทางยุติเรื่องราวที่ดำเนินมาอย่างยืดเยื้อได้จริงหรือไม่  แต่หากดูจากเรื่องราวที่ผ่านมาก็พอจะทำให้เห็นอะไรบางอย่างของปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้

สิ่งที่ต้องนำมาพิจารณาคือ หาก “ทักษิณ” ต้องการให้เกิดการเจรจาจริง เขากำลังจะเจรจาอะไร  เจรจาเพื่อให้ผู้มีอำนาจเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ให้เป็นประชาธิปไตยอย่างนั้นหรือ หรือเจรจาเพื่อยุติความขัดแย้ง หรือเจรจาเพื่อหาทางออกให้แก่บ้านเมือง หรือเจรจาเพื่อหาทางออกให้ตัวเขาเอง หรือเจรจาเพื่อหาทางออกให้คนในครอบครัว หรือเจรจาเพื่อให้น้องสาวอย่าง “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” หลุดพ้นจากบ่วงคดี ที่ตอนนี้เธอต้องเผชิญทั้งคดีแพ่งและอาญา

นี่คือสิ่งที่ไม่ใช่แค่เราต้องตอบ แต่เป็นคำถามที่ “ทักษิณ” ต้องตอบเช่นเดียวกันว่า ถ้ามีการเจรจาจริงๆ เขาต้องการเจรจาเรื่องอะไรเป็นหลักกันแน่

ประการต่อมาคือ หากมีการเจรจาตกลง เขาจะเอาอะไรในมือไปเจรจาต่อรอง เพราะการจะต่อรองหรือพูดคุยเพื่อหาข้อยุติของคู่ขัดแย้ง ทั้งสองฝ่ายต้องมีสถานะที่ทัดเทียม และมีข้อเสนอในมือที่เรียกได้ว่าอีกฝั่งต้องการเป็นอย่างมาก

ในวันที่เขามีอำนาจอยู่เต็มมือ หรือพลังมวลชนที่คอยหนุนหลัง เขายังต่อรองกับอีกฝั่งไม่สำเร็จ แล้ววันนี้เขายังจะสามารถต่อรองอะไรได้อีกหรือ เพราะแม้เขาจะมีมวลชนในมืออยู่บ้าง แต่ความเคลื่อนไหวก็ถูกจำกัด หรือเขาเชื่อว่า เมื่อถึงวันเลือกตั้งพรรคที่เขาสนับสนุนจะชนะการเลือกตั้ง  แต่นั่นก็ยังเป็นวันข้างหน้า ซึ่งยังไม่มีอะไรรับประกันว่าเขาจะชนะจริงๆ หรือแม้แต่หากชนะแล้วจะมีอำนาจอะไรเมื่อกติกาที่เขียนไว้ล็อกตายมิให้เคลื่อนไหวหรือทำอะไรได้  แม้แต่แก้รัฐธรรมนูญก็อาจเป็นเรื่องยากเหลือล้น

คำถามอีกประการคือ ถ้าหากเขามองตัวเขาเป็นแกนหลักของหนึ่งขั้วความขัดแย้ง  แล้วอีกข้างหนึ่งของเชือกที่เขาคิดจะเจรจาด้วยเป็นใคร เป็น “ประยุทธ์ จันทร์โอชา” ในฐานะผู้บังคับบัญชาสูงสุดของอำนาจรัฐในขณะนี้หรือไม่ หรือเป็น คสช.ทั้งคณะ ที่กำลังบริหารบ้านเมืองในขณะนี้อยู่ หรือจะมีกลุ่มคนที่อยู่เบื้องหลังอีก และการเจรจากับคนเป็นกลุ่มนั้น ย่อมยากกว่าการเจรจากับผู้บังคับบัญชาเพียงคนเดียว

นอกจากนี้ สิ่งที่ “ทักษิณ” พึงนำมาคิดคือ กี่ครั้งมาแล้วที่เขาเจรจา หรือยื่นข้อต่อรองแล้วปรากฏว่าไม่เป็นไปตามที่คิด จนหลายครั้งกลุ่มที่อยู่ใกล้เคียงกับเขามักจะคิดว่าเขาถูกหักหลัง  หากเขายังคิดเจรจาอีกก็อาจต้องดูว่า เขาอยู่ในข่ายผู้เสพความเจ็บปวดหรือไม่ เนื่องจากจะเจ็บอีกกี่ครั้งก็ไม่จำ

จากทั้งหมดเราจึงเชื่อได้ว่า การออกมาของเขาในครั้งนี้ต่อสื่อนอก จึงเป็นเพียงการเกาะเพื่อไม่ให้ตกกระแสเท่านั้น

วันนี้เมื่อร่างรัฐธรรมนูญที่ถูกกล่าวหาว่าไม่เป็นประชาธิปไตยถูกเปิดออกมา  กอปรกับสภาพเศรษฐกิจที่อยู่ในภาวะดิ่งเหว  เขาจึงเลือกที่จะเกาะกระแสออกมาในขณะนี้ เพื่อช่วงชิงพื้นที่ และเตรียมการเคลื่อนไหวในอนาคต เผื่อวันข้างหน้าที่อำนาจปัจจุบันอ่อนแรงลง และอาจจะคาบเกี่ยวไปถึงความพยายามช่วยเหลือพี่น้องที่ติดบ่วงคดีด้วย

แต่สิ่งหนึ่งที่ “ทักษิณ” อาจจะลืมไปคือ วันนี้เขาไม่ได้อยู่ในสถานะแกนนำอีกต่อไป เพราะที่ผ่านมาเขาก็ทำให้มวลชนเจ็บช้ำมิใช่น้อย ไม่ว่าจะเป็นการเร่งผลักดันร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมแบบเหมาเข่ง หรือสภาพนิ่งเฉยเมื่อรัฐบาลเลือกตั้งถูกรัฐประหาร

เขาอาจจะอยู่ในสถานะสำคัญตัวผิด คิดว่าเป็นแกนกลางของทุกสิ่ง  แต่ตอนนี้ประชาชนได้ก้าวข้ามเขาไปมาก และพร้อมที่จะขับเคลื่อนด้วยตัวเองหากมีอะไรที่ไม่เป็นประชาธิปไตย โดยไม่ต้องให้มือที่เปื้อนผลประโยชน์มาตักตวงเอาความได้เปรียบไปใช้เพื่อตัวเองอีกต่อไป

ทั้ง “ทักษิณ” และ “ผู้มีอำนาจ” พึงเข้าใจถึงความจริงข้อนี้ให้จงดี

‘บิ๊กตู่’ลั่นตั้งสังฆราชองค์ใหม่ต้องตามก.ม.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160223/222984.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันอังคารที่ 23 กุมภาพันธ์ 2559
‘บิ๊กตู่’ลั่นตั้งสังฆราชองค์ใหม่ต้องตามก.ม.

รัฐบาลเล็งโยนปัญหา’พระ’ให้มส.ช่วยหาทางออก ด้านนายกฯลั่นปมขัดแย้งตั้งสังฆราชองค์ใหม่ต้องอยู่ใต้กฎหมาย

            23ก.พ.2559 รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยกรณีความขัดแย้งในของพระสงฆ์เรื่องการแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราชองค์ใหม่ ว่า พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เน้นย้ำในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่าทุกอย่างต้องเป็นไปตามกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นพระสงฆ์หรือประชาชนทั่วไปทุกคนต้องอยู่ใต้กฎหมาย

รายงานข่าวแจ้งว่า มีบุคคลในรัฐบาลได้เสนอความเห็นเรื่องนี้ต่อนายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีว่านอกจากมหาเถรสมาคม (มส.)จะเป็นผู้เสนอชื่อสมเด็จพระสังฆราชและแต่งตั้งพระในตำแหน่งต่าง ๆ แล้ว รัฐบาลน่าจะเสนอให้มส.เป็นผู้ตัดสินปัญหาความขัดแย้งระหว่างพระสงฆ์เรื่องการแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราชด้วยตัวเอง เพราะนอกจากมส.จะพิจารณาความเหมาะสมของพระที่จะขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราชแล้ว ต้องมีความสง่างาม ไม่มีมลทิน หรือติฉินนินทาจากประชาชนด้วย

ตั้ง’นิชา ธุวธรรม’เป็นรองเลขาธิการนายกฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160223/222983.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันอังคารที่ 23 กุมภาพันธ์ 2559
ตั้ง'นิชา ธุวธรรม'เป็นรองเลขาธิการนายกฯ

‘นิชา หิรัญบูรณะ ธุวธรรม’ขึ้นดำรงตำแหน่ง ‘รองเลขาธิการนายกฯ’ ครม.ตั้ง’ปฏิคม วงษ์สุวรรณ’เป็นกก.ไฟฟ้าส่วนภูมิภาค

           23ก.พ.2559 ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาล ถึง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายบริหาร (นักบริหารสูง) คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเสนอแต่งตั้ง นางนิชา หิรัญบูรณะ ธุวธรรม ผู้ช่วยเลขาธิการนายกรัฐมนตรี (นักบริหารต้น) สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ให้ดำรงตำแหน่งรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี (นักบริหารสูง) สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นต้นไป
ตั้ง’ปฏิคม วงษ์สุวรรณ’เป็นกก.ไฟฟ้าส่วนภูมิภาค   

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอแต่งตั้ง นายปฏิคม วงษ์สุวรรณ เป็นกรรมการอื่นในคณะกรรมการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค แทนนายสมพร ใช้บางยาง ที่พ้นจากตำแหน่งเนื่องจากมีอายุครบ 65 ปีบริบูรณ์ ตามนัยมาตรา 5 (2) แห่งพระราชบัญญัติคุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2518 ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2559 เป็นต้นไป