‘บิ๊กตู่’บอกพูดกับ‘ทักษิณ’ด้วยก.ม.เท่านั้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160223/222981.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันอังคารที่ 23 กุมภาพันธ์ 2559
‘บิ๊กตู่’บอกพูดกับ‘ทักษิณ’ด้วยก.ม.เท่านั้น

‘บิ๊กตู่’เมินเจรจา บอกพูดกับ‘ทักษิณ’ด้วยก.ม.เท่านั้นยังใช้กฎให้สื่อถามแค่ 4 คำถาม รับต้องมีกลไกช่วงเปลี่ยนผ่าน5ปี

            ที่ทำเนียบรัฐบาล วันที่ 23ก.พ.59 เวลา 14.20 น. ภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี  พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน กรณีความเคลื่อนไหวของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีที่ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อต่างประเทศว่า “ผมไม่ได้มองจุดประสงค์อะไร มองทำไม”     เมื่อถามย้ำว่าแล้วจะมีการเจรจาต่อรองอะไรกับนายทักษิณหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวเพียงสั้นๆ ว่า “ก็เขาพูดไปแล้วนี่ กฎหมาย พูดด้วยกฎหมาย”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการให้สัมภาษณ์ของพล.อ.ประยุทธ์ หลังการประชุมครม.ในวันนี้.ได้ใช้เวลาเพียง 10 นาทีและให้สื่อมวลชนได้ถามได้เพียง 4 ข้อ โดยไม่รวมการชี้แจงรายละเอียดการประชุมครม. ทั้งนี้ระหว่างการตอบข้อซักถาม พล.อ.ประยุทธ์ จะเตือนว่าผ่านไปกี่คำถามแล้ว และการให้สัมภาษณ์ก็ไม่มีทีท่าผ่อนคลายเหมือนที่ผ่านมา และสถิติในการแถลงข่าวภายหลังการประชุมครม.ที่ผ่านมาจะใช้เวลาค่อนข้างมาไม่ต่ำกว่า 40 นาที
อย่างไรก็ตาม หลังพล.อ.ประยุทธ์ ชี้แจงจบใน 4 ข้อคำถาม ได้กล่าวสวัสดีและขอบคุณก่อนจะเดินไปยังตึกไทยคู่ฟ้าทันที ขณะที่พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวขอร้องสื่อมวลชนอีกครั้ง โดยย้ำว่าในการตั้งคำถามต่อนายกรัฐมนตรีขอร้องให้แจ้งชื่อและสังกัดให้ชัดเจนผ่านไมโครโฟนตามข้อตกลงที่ได้แจ้งไว้ ไม่เช่นนั้นคนที่เป็นโฆษกฯ อย่างตนก็จะถูกหาว่าเยอะ จึงขอให้ม่ความเข้าใจที่ตรงกัน

 

รับต้องมีกลไกช่วงเปลี่ยนผ่าน5ปี

พล.อ.ประยุทธ์ นอกจากนี้ได้ตอบคำถามผู้สื่อข่าวถึงความชัดเจนต่อข้อเสนอปรับแก้ร่างรัฐธรรมนูญของรัฐบาลไปยังกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะข้อที่ระบุว่าต้องการให้รัฐธรรมนูญบังคับใช้เป็นสองช่วงว่า ถ้าใช้คำพูดว่าเป็นขยัก อาจจะผิด อาจจะทำให้งง ไม่ใช่มีรัฐธรรมนูญสองฉบับ รัฐธรรมนูญก็คือรัฐธรรมนูญ ทั้งหมดคือรัฐธรรมนูญทั้งฉบับสองร้อยกว่ามาตรา ซึ่งความหมายตรงนี้คือบทเฉพาะกาล คือถ้าทุกคนคิดว่าจะต้องมีการปฏิรูปในช่วงระยะเวลาแรกที่เปลี่ยนผ่าน มันควรจะต้องมีระยะเวลาหรือไม่ บทนั้นบทนี้ยกเว้นเป็นกาลชั่วคราวได้หรือไม่ เพื่อให้เกิดการปฏิรูป ไม่อย่างนั้นก็ทำไม่ได้หมด เพราะในรัฐธรรมนูญก็ต้องพูดถึงกระบวนการทั้งหมดเหมือนที่ผ่านมา แล้วมันก็เกิดปัญหา

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ฉะนั้นในช่วงแรกจะสร้างความเข้าใจว่า วาระประเทศชาติจะมั่นคงแข็งแรงภายในรัฐบาลหน้า โดยช่วงนี้ก็ต้องมีการปรับวิธีการบริหารราชการสักหน่อย แต่ไม่ได้ปรับทั้งหมด ตัวอย่างเช่น เรื่องของส.ว.จำเป็นหรือไม่ เพื่อให้เกิดการคานอำนาจในช่วงนี้ เรื่องยุทธศาสตร์ชาติ20ปี ไม่ใช่เขียนไว้ชัดเจน ว่าต้องทำนู่นทำนี่6ยุทธศาสตร์ มีทั้งด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ การสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน การบริหารทรัพยากรมนุษย์ มันสั่งไม่ได้อันนี้เป็นกรอบงานกว้างๆ ส่วนการจะไปทำอย่างไร เพื่อให้ลงไปสู่วิธีการปฏิบัติ โดยเฉพาะการไปอยู่ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ5ปี มันก็มีอยู่แล้ว เพียงแต่ไม่ได้ทำตามนั้นกัน ต่อไปเป็นเรื่องแผนการปฏิรูป5ปี ก็ไม่ได้เขียนว่าจะต้องทำนั่นทำนี่

นายกฯ กล่าวว่า วันนี้เรามองระยะยาวให้20ปี แผนปฏิรูปครั้งละ5ปี แต่ทั้งหมดนั้นเป็นเรื่องของรัฐบาลหน้า จะทำอย่างไรก็ทำไป แต่ต้องทำตามนี้ด้วยส่วนหนึ่ง นอกจากนโยบายพรรค เพราะบางทีไม่มีไกด์ตรงนี้ ก็เดินไปซ้ายขวา แล้วแต่สถานการณ์ทางการเมือง และการต่อสู้ทางการเมืองก็วุ่นไปหมด ฉะนั้นถ้าเขาเดินสองทาง เพื่อให้ประเทศเดินไปข้างหน้าขณะเดียวกัน เส้นของการเมืองก็เดินคู่ขนานกันไป แต่ถามว่ามันต้องมีมาตรการอะไรหรือไม่ มันก็ต้องมีและต้องมีอะไรสักอย่างเพื่อที่จะควบคุมให้ตรงนั้นเป็นไปตามนี้ ซึ่งก็มีหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นคณะอะไรขึ้นมาใหม่หรือจะเป็นส.ว. หรือใครก็แล้วแต่ ซึ่งทั้งหมดนี้คือกลไก ที่จะประเมินเท่านั้นเอง ถ้ามันไม่ได้ขึ้นมาทั้งสองสภาก็คุยกัน จะเป็นไปได้หรือไม่โดยการเปิดอภิปรายกันได้หรือไม่ว่าทำไมรัฐบาลไม่ทำนี่ทำนู่น แล้วจะแก้ไขกันอย่างไร ก็เป็นเรื่องที่จะต้องตกลงกัน ถ้าได้ก็ได้ ไม่ได้ก็ต้องมีคนตัดสิน จะไปศาลรัฐธรรมนูญได้หรือเปล่า ตนก็ไม่รู้ เข้าใจหรือยัง

“มันไม่ใช่สองขยักสามขยักหรอก ขยักเดียวนั่นแหล่ะ เพียงแต่ช่วงนี้จะยกเว้นบางส่วนก่อนได้หรือไม่ เมื่อถึงเวลาสถานการณ์ปกติ ก็กลับมาทั้งหมดจะกลับเข้าที่เดิมหมด ส.ว.ก็เลือกตั้งใหม่ทั้งหมดก็ได้ เพียงแต่รัฐบาลหน้ามันต้องเกิดความมั่นใจให้เรา ไม่ใช่เพื่อผม แต่เพื่อท่านทุกคนเข้าใจหรือยัง” นายกฯ กล่าว

เมื่อถามว่าหลังการเลือกตั้งรัฐบาลนี้จะยังอยู่หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า หลังเลือกตั้ง ตนจะอยู่ได้อย่างไร ก็ไม่รู้ เป็นเรื่องที่จะต้องไปพิจารณามา ซึ่งคิดว่าตนก็ทำไว้ให้เยอะแล้ว ก็ไปคิดกันมาบ้าง ซึ่งช่วงเปลี่ยนผ่านก็ภายใน5ปี ถ้ามันดีขึ้นทุกปีๆ ก็ผ่อนผันลดลงไป เข้ากลไกปกติ ทำไปตามที่เราวางไว้ไม่เห็นจะยาก ถ้ามันดี และถ้าเขียนไว้ในบทเฉพาะกาลจะง่ายกว่าตรงที่จะกลับมาเป็นปกติ เมื่อสถานการณ์พร้อม แต่ถ้าใส่ในรัฐธรรมนูญก็ลำบาก นี่แสดงให้เห็นถึงความจริงใจของตน     เมื่อถามว่าขอความชัดเจนว่าในช่วงระยะเวลาเปลี่ยนผ่าน4-5ปีนั้น หมายถึงคสช.จะยังอยู่ใช่หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ตนจะอยู่ไปทำไม แต่เขาจะมีวิธีการอื่น แต่หากอยู่ด้วยกลไกปกติ ก็อยู่ไปตนถึงได้บอกว่าจะมีคณะ จะไม่มี หรือจะมีวิธีการไหนก็ไปว่ามา

“ไม่ใช่ว่าผมจะต้องอยู่หรือไม่อยู่ ไม่ต้องมายุ่งสนใจกับผมมากนัก ผมมีหน้าที่ทำให้บ้านเมืองสงบ เดินหน้าไปสู่การเลือกตั้ง ท่านก็คิดกันต่อสิจะเอาอย่างไร และท่านอย่ามาโทษผม ว่าทำไม่เรียบร้อยไม่สำเร็จ อย่ามาโทษผมแบบนั้น ท่านอยากให้เป็นอย่างไร อยู่ที่ท่านกำหนดของท่านเองทั้งนั้น” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

 

“สุรชัย”ดอดทานข้าวเที่ยง“มีชัย”45นาที

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 12.15 น. นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) คนที่ 1 ฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) สามัญพิจารณา ศึกษา เสนอแนะและรวบรวมความเห็นเพื่อประกอบการพิจารณาจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ สนช. พร้อมด้วยพล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม สนช. ฐานะกมธ. เสนอแนะทำร่างรัฐธรรมนูญฯ และ นายศักดิ์ชัย ธนบุญชัย สนช. เข้าพบนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ที่ห้องทำงานส่วนตัว ทั้งนี้มีรายงานว่าการพบปะดังกล่าวเป็นการนัดหมายเพื่อพูดคุยเกี่ยวกับการปรับปรุงร่างรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตราก่อนที่จะนำไปสู่การออกเสียงประชามติ สำหรับการพบปะดังกล่าวอยู่ระหว่างการรับประทานอาหารมื้อกลางวัน ที่ใช้เวลาประมาณ 45 นาที

ทั้งนี้ พล.อ.สมเจตน์ ให้สัมภาษณ์ภายหลังการเข้าพบ โดยปฏิเสธว่าไม่ได้หารือต่อประเด็นการให้กรธ.รับข้อเสนอของสนช. ต่อประเด็นการปรับมาตราว่าด้วยโครงสร้างทางการเมืองไปปรับปรุงเนื้อหา และเป็นการร่วมรับประทานอาหารกลางวันเป็นปกติ โดยตนมาให้กำลังใจนายมีชัยด้วย ส่วนประเด็นของข้อเสนอแนะให้ปรับปรุงแก้ไขรัฐธรรมนูญยอมรับว่ามีเนื้อหาที่ไม่ตรงกัน ซึ่งนายมีชัยต้องนำวิธีการทั้งหมดไปสังเคราะห์เพื่อหาวิธีที่ดีที่สุด ทั้งนี้ตนให้ความเคารพกับการทำงานของนายมีชัย เพราะท่านเป็นผู้อาวุโส และมีความเชี่ยวชาญด้านกฎหมายและประสบการณ์ในด้านต่างๆ ดังนั้นตนให้เกียรติกับกรธ.ที่จะทำงาน ส่วนข้อเสนอต่างๆ เช่นให้มีส.ว.สรรหาทั้งหมด เพราะเป็นข้อเสนอจากประสบการณ์ ที่ผ่านมาตนชอบส.ว. ที่มาจากการเลือกตั้งและสรรหา แต่เมื่อเข้ามาทำหน้าที่แล้วไม่ได้เป็นแบบนั้น และเมื่อร่างรัฐธรรมนูญของกรธ. หาวิธีใหม่เพื่อให้ได้มาซึ่งส.ว. ยังไม่ทราบว่าดีหรือไม่ ดังนั้นเมื่อของเดิมดีอยู่แล้ว แต่มีข้อเสียอยู่บ้าง ดังนั้นควรนำรูปแบบเดิมมาปรับปรุงข้อเสียให้ดีขึ้น จะเป็นผลดีกว่าหาวิธีการใหม่ๆ ที่ยังไม่ทราบผลว่าจะดีหรือไม่

“ข้อเสนอของคณะรัฐมนตรีที่ให้ว่าต้องทำการเมืองสมดุลช่วงเปลี่ยนผ่าน ถือเป็นความคิดหนึ่ง ที่ว่าในที่สุดเรามีการเลือกตั้งจะกลับไปสู่สถานการณ์เดิมเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 หรือไม่ หากเราไม่อยากให้กลับไปสู่ความขัดแย้ง นักการเมืองเลวร้าย และนำมาสู่วัฎจักรการปฏิวัติอีก ต้องจัดการให้เบ็ดเสร็จ ให้ได้นักการเมืองที่ดีๆ มาให้ได้ ส่วนกลไกในร่างรัฐธรรมนูญของกรธ. ที่กำหนดเงื่อนไขคนไม่ดีเข้าสู่วงการการเมืองนั้น ผมพอใจ แต่ควรเพิ่มเงื่อนไขใหม่ คือ คนที่กระทำการขัดกับรัฐธรรมนูญไม่ควรอยู่ในสังคมการเมือง ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยแล้ว เพราะถือว่านักการเมืองที่กระทำการขัดรัฐธรรมนูญถือเป็นคนเลวที่ไม่สมควรเข้ามาถืออำนาจรัฐ และอาจทำให้ประชาชนเกิดความทุกข์ยากได้ในอนาคต” พล.อ.สมเจตน์ กล่าว

พล.อ.สมเจตน์ กล่าวด้วยว่า ส่วนกรณีที่นักการเมืองของพรรคเพื่อไทยที่ออกมาให้สัมภาษณ์ ตนมองว่าไม่สมควรพูด เพราะคนในกลุ่มคนนี้เป็นผู้ที่ทำลายประชาธิปไตย ดังนั้นไม่มีเครดิตเพียงพอที่จะเสนอทางออก หรือเรียกร้องใดๆ

‘ทักษิณ’ลั่นไม่ต้องกลัวกลับไปเเก้เเค้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160223/222973.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันอังคารที่ 23 กุมภาพันธ์ 2559
‘ทักษิณ’ลั่นไม่ต้องกลัวกลับไปเเก้เเค้น

‘ทักษิณ’ให้สัมภาษณ์สื่อ‘อัลจาซีร่า’ ลั่นไม่ต้องกลัวกลับไปเเก้เเค้น อัดคสช.เขียนรธน.บ้าคลั่ง อ้างหากเป็นเเบบนี้ไทยจะเป็นเหมือนเกาหลีเหนือและเมียนมาร์

           23ก.พ.2559 สำนักข่าวอัลจาซีร่า (Al Jazeera) เตรียมออกอากาศ บทสัมภาษณ์พิเศษ ดร.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีของไทย ในช่วงเย็นวันนี้ (วันอังคารที่ 23 กุมภาพันธ์ 2559)

ทั้งนี้ ดร.ทักษิณ ได้ให้สัมภาษณ์สื่อต่างประเทศและสำนักข่าวชั้นนำของโลกหลายสำนักข่าวตลอดช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยก่อนหน้านี้ได้กล่าวกับไฟแนนเชียลไทม์ และ วอลล์สตรีทเจอร์นัล ว่า ผมขอให้พล.อ.ประยุทธ์พูดคุยกับทุกกลุ่มการเมืองเพื่อหาทางที่ทุกฝ่ายยอมรับ โดยการเริ่มต้นจากการวางกรอบรัฐธรรมนูญที่จะสามารถเอื้อให้ประชาชนได้ให้สิทธิกับทุกเสียงของผู้มีสิทธิเลือกตั้งของประเทศ และไม่ถูกริดลอนสิทธิด้วยการให้ทหารสืบทอดอำนาจอยู่เบื้องหลัง

ขอได้โปรดอย่ากังวล และอย่ากลัวว่าผมจะมาคิดแค้น ผมไม่ได้ต้องการเงื่อนไขใดๆเพื่อช่วยตัวผม แต่ถ้าท่านมีความตั้งใจจริงที่จะให้ประเทศเดินไปข้างหน้า ถ้าท่านตั้งใจที่จะคืนศักดิ์ศรีให้กับประชาชนชาวไทย ท่านต้องมาพูดคุยกัน

“ผมเงียบมานานเกินไป นักวิจารณ์หลายคนมองผมในแง่ลบและกังวล ผมขอแสดงความชัดเจนว่าไม่ต้องห่วงผม ผมไม่ได้ใส่ใจกับสถานภาพของผม แต่ผมอยากให้ประเทศเดินไปข้างหน้าและไม่อยากให้รัฐธรรมนูญต้องร่างมาต้องเปลืองเวลาและทรัพยากรบุคคล ร่างรัฐธรรมนูญนี้ไม่สามารถเป็นที่ยอมรับได้สำหรับคนทั่วไปยกเว้นตัวรัฐบาลเอง ถ้าร่างรัฐธรรมนูญนี้ผ่าน ประเทศไทยจะเดินถอยหลัง”

 

‘ทักษิณ’ลั่นไม่ต้องกลัวกลับไปเเก้เเค้น  

ต่อมาสำนักข่าวอัลจาซีราได้เเพร่คลิปการให้สัมภาษณ์ของนายทักษิณผ่านทางยูทูปความว่า “ผมเงียบมาเป็นเวลานานเกินไปแล้ว และมีข่าวลือเกี่ยวกับผมออกมามาก บางคนถึงกับบอกว่าพวกเขากลัวว่าผมจะกลับไปแก้แค้น ผมเลยอยากออกมาบอกว่าผมไม่ต้องการแก้แค้นใคร อะไรที่ผ่านไปแล้วก็ให้ผ่านไป ผมต้องการเห็นประเทศเดินหน้าต่อไป ผมพร้อมอภิปรายหรือคุยกับอีกฝ่ายในรูปแบบไหนก็ได้ ผมไม่มีเงื่อนไขอะไร ผมแค่ต้องการเห็นประเทศเดินหน้า”

“ผมพูดชัดเจนว่า ถ้าพวกเขา(คสช.)กังวลตัวผมเลยต้องร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาเพื่อขัดขวางผม ร่างนี้จะมีผลกระทบกับประเทศในอนาคต ผมพร้อมที่จะทำให้เศรษฐกิจเติบโต ผมพร้อมที่จะรับใช้ประชาชน แต่สิ่งเหล่านี้ไม่มีอยู่ในร่างรัฐธรรมนูญ  ข้อกล่าวหาต่างๆ ต่อผมมาจากแรงจูงใจทางการเมือง ผมไม่แคร์  ผมไม่ได้ยั่วยุพวกเขา ผมไม่ได้ชวนพวกเขามาสู้ ผมแค่บอกว่าระบอบการปกครองใดๆ ก็ตามที่ไม่เคารพความต้องการของประชาชนจะอยู่ได้ไม่นาน”

นอกจากนี้ในข่าวยังระบุคำให้สัมภาษณ์ของนายทักษิณที่สิงคโปร์ว่า “ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นฉบับที่บ้าคลั่ง และนี่เป็นหนึ่งในกลยุทธ์ของรัฐบาลเพื่อหลีกเลี่ยงการเลือกตั้งที่ผลการสำรวจเบื้องต้นบ่งบอกชัดเจนว่าต้องแพ้ให้กับนายทักษิณ และจะทำให้ประเทศกลายเป็นระบอบอัตตาธิปไตยมากขึ้นเหมือนกับเกาหลีเหนือหรือเมียนมาร์ในยุคเก่า มันเป็นรัฐธรรมนูญที่ร่างขึ้นในศตวรรษที่ 21 ไม่ใช่สมัยศตวรรษที่ 18 ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะทำให้นายกฯต้องฟังคำสั่งจากนายพลเหมือนเมียนมาร์”

นายทักษิณอ้างด้วยว่า “ไม่ได้ต้องการต่อสู้ แต่ในศตวรรษที่ 21 ไม่มีใครยอมรับระบอบการปกครองโดยทหารอีกแล้ว และที่ผ่านมา ผมไม่เคยคุยกับเหล่านายพลเลยทั้งทางตรงและทางอ้อม”

นายทักษิณระบุว่า ตอนนี้้มีชีวิตที่ต้องระหกระเหินไปที่ต่างๆ โดยใช้พาสปอร์ตของประเทศมอนเตเนโกร ส่วนใหญ่อยู่ที่ดูไบ   แต่ก็มีบ้านในสหรัฐฯ อังกฤษ เยอรมนี สิงคโปร์ และฮ่องกง ขณะเดียวกันนายทักษิณยังลงทุนในบริษัทต่างๆ ตั้งแต่บริษัทด้านเทคโนโลยีการแพทย์ในอังกฤษ ไปจนถึงเหมืองเหล็กในอูกานดาและแทนซาเนียเเละนายทักษิณประเมินทรัพย์สินของตัวเองในปัจจุบันอยู่ที่ราว 1 พันล้านดอลลาร์ หรือกว่า 3 หมื่น 5 พันล้านบาท

 

 “นพดล”โต้ข่าว“แม้ว”เรียกร้องเจรจา

นายนพดล ปัทมะ อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศกล่าวว่าชี้แจงว่า ตามที่ เนชั่นทีวีเสนอข่าวว่าแหล่งข่าวในพรรคเพื่อไทยวิเคราะห์ว่ากรณีที่นายทักษิณออกมาเคลื่อนไหวเจรจากับรัฐบาลในช่วงนี้ เพื่อหวังต่อรองรัฐบาลทหารที่จะไม่ยึดทรัพย์ในคดีจำนำข้าวของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี  วงเงินกว่า 2 แสน 5 หมื่นล้านบาท เพื่อแลกกับ ตระกูลชินวัตร ยุติบทบาททางการเมืองนั้น  ขอเรียนว่าข่าวนี้ไม่เป็นความจริงและเป็นเรื่องเหลวไหลโดยสิ้นเชิง  เชื่อว่าน่าจะเป็นการปฏิบัติการทางการข่าวหรือไอโอที่คนบางกลุ่มทำขึ้นเพื่อใส่ร้ายอดีตนายกฯทั้งสองคน

นายนพดลกล่าวว่าขอยืนยันว่า นายทักษิณเสนอให้ทุกฝ่ายหันหน้าคุยกันเพื่อก้าวข้าวความขัดแย้ง เนื่องจากเป็นห่วงอนาคตของประเทศ และกระบวนการสร้างความปรองดองและสร้างความไว้วางใจของคนในชาติจะเกิดได้ก็จากการพูดคุยกัน นายทักษิณไม่มีเงื่อนไขหรือประโยชน์เพื่อตนเองทั้งสิ้น ถ้ามีเงื่อนไขจริงสังคมก็ต้องรู้เพราะไม่อาจปกปิดได้

“ขอปฏิเสธข่าวข้างต้นโดยสิ้นเชิง เนื่องจากอดีตนายกฯ ทักษิณไม่ได้ตั้งเงื่อนไขหรือต่อรองใดใดๆเพื่อตัวท่านเองหรือนางสาวยิ่งลักษณ์ทั้งสิ้น”นายนพดลกล่าว

 

 ‘บก.ลายจุด’ระบุ‘แม้ว’ขอเจรจาคสช.เป็นเรื่องดี

นายสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ บก.ลายจุด แกนนำกลุ่มวันอาทิตย์สีแดง กล่าวถึงกรณีที่นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ขอเจรจากับคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ว่า หลักการที่ต้องการเจรจาเป็นสิ่งดี เพราะความขัดแย้งด้านการเมืองทางความคิด ดังนั้นการพูดคุยถือเป็นเครื่องมือหนึ่งที่ช่วยขจัดความขัดแย้ง แต่ทั้งสองฝ่ายต้องนึกถึงประชาชนให้มาก หากไม่มีการพูดคุยกันก็คงต้องสู้กันต่อไป ซึ่งที่ผ่านมาก็ไม่มีท่าทีว่าฝ่ายไหนจะชนะมีแต่ความสูญเสียโอกาสในการพัฒนาประเทศ รวมถึงเกิดคดีความต่างๆตามมา ทั้งนี้ควรส่งเสริมให้เกิดเวทีการพูดคุยในกลุ่มการเมืองด้วย ไม่ใช่แค่พูดคุยกับนายทักษิณและ คสช.เท่านั้น ทั้งนี้ไม่ว่าผลการพูดคุยจะมากน้อยเพียงใดก็ค่อยๆพัฒนาเรื่อยๆ เรียนรู้และต่อรองกันต่อไป ขณะที่ปฏิกิริยาของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.)นั้น ตนมองว่าเป็นคนละเรื่อง ซึ่งต้องเข้าใจมวลชนแต่ละกลุ่มด้วยว่ามีภาวะทางอารมณ์ต่างกัน เพราะผ่านการปลุกเร้าทำให้บางคนไม่เห็นด้วยกับการเจรจา
…………………….

(ข้อมูลและภาพจาก – fb/tv24official)

‘ดอน’เชื่อไม่มีการล็อบบี้ไทยหลัง‘ทักษิณ’วิจารณ์ร่างรธน.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160223/222969.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันอังคารที่ 23 กุมภาพันธ์ 2559
‘ดอน’เชื่อไม่มีการล็อบบี้ไทยหลัง‘ทักษิณ’วิจารณ์ร่างรธน.

“ดอน”เชื่อไม่มีการ“ล็อบบี้”ไทยหลัง“ทักษิณ”วิจารณ์การ“ร่างรธน.” ชี้ต่างชาติ มองเป็นเรื่องภายในให้คุยกันเอง เชื่อไม่ถูกมองจำกัดสิทธิทบทวนวีซ่าสื่อเทศแค่10%มีปัญหา

          วันที่ 23 ก.พ.59 นายดอน ปรมัตถ์วินัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ (กต.) ให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงกรณีนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์สื่อต่างประเทศขอเจรจากับรัฐบาลเพื่อหาทางออกให้ประเทศ รวมถึงวิพากษ์วิจารณ์การร่างรัฐธรรมนูญว่า ต้องดูเป็นเรื่องๆ ไป ในส่วนการวิพากษ์วิจารณ์รัฐธรรมนูญต้องดูทีละประเด็น ทั้งประเด็นที่มาวุฒิสภา (ส.ว.) นายกฯคนนอก หรือการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่น มองว่าทุกประเด็นต้องพิจารณาอย่างละเอียด ตนเคยพูดคุยกับชาวต่างชาติเรื่องรัฐธรรมนูญของไทยหลายคนก็บอกว่าดี โดยเฉพาะเรื่องการปราบปรามทุจริต เนื่องจากต่างประเทศมองว่าปัญหาดังกล่าวฉุดรั้งความเจริญของประเทศ จะเห็นว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็มีจุดดีหลายจุด ส่วนใครที่คิดว่าหมวดไหน มาตราไหนไม่ดีก็ช่วยกันแก้ไข
          ผู้สื่อข่าวถามว่า ขณะนี้มีการเปรียบเทียบระหว่างร่างรัฐธรรมนูญฉบับนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ อดีตประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ (กมธ.) กับฉบับนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) นั้น ตนมองว่าสามารถนำข้อดีของแต่ละฉบับมาผสมผสานกันได้
          ผู้สื่อข่าวถามว่า เหตุใดรัฐบาลถึงไม่สร้างความสงบสุขให้บ้านเมือง แต่กลับโต้เถียงเรื่องร่างรัฐธรรมนูญเท่านั้น นายดอน กล่าวว่า ขอให้ทุกคนไม่ต้องเป็นห่วง เนื่องจากความสงบสุขเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องการ เพราะเรารู้ดีว่าหากบ้านเมืองสงบสุข บ้านเมืองก็จะพัฒนาได้เร็วขึ้น ตนขอถามกลับว่าที่ผ่านมานายกฯไม่เคยเร่งทำงานเพื่อทำให้บ้านเมืองสงบสุขหรือ อยากให้บ้านเมืองพัฒนาหรือไม่ ดังนั้น คนไทยต้องฝากความหวังกับคนไทยด้วยกัน
          ผู้สื่อข่าวถามว่า กระทรวงการต่างประเทศประเมินหรือไม่ว่าหลังจากนายทักษิณออกมาวิจารณ์สถานการณ์การเมืองไทยและการร่างรัฐธรรมนูญต่อไปจะมีกระบวนการล็อบบี้เพื่อกดดันไทยอีก นายดอน กล่าวว่า ต่างประเทศถือว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องภายในที่เราพยายามหาทางพูดคุยทำความเข้าใจกันเอง โดยกระบวนการเหล่านี้ได้เกิดขึ้นแล้ว ถือเป็นเรื่องดีซึ่งต่างชาติก็ต้องการให้เราพูดคุยหาทางแก้ปัญหากันเองอยู่แล้วเพราะไม่มีใครอยากจะมายุ่ง

“ดอน”เชื่อไม่ถูกมองจำกัดสิทธิทบทวนวีซ่าสื่อเทศแค่10%มีปัญหา
          นายดอน กล่าวถึงกรณี กระทรวงการต่างประเทศกำลังคิดทบทวนการต่อวีซ่าให้ผู้สื่อข่าวต่างประเทศว่า ตามปกติจะมีหลักสากลสำหรับนักข่าวที่เข้ามาประเทศนั้นๆ ว่ามีขอบเขตการทำงานเพียงใด ที่ผ่านมาประเทศเราไม่ได้เอาใจใส่เรื่องดังกล่าว ไม่ใช้ระบบหรือระเบียบที่เรามีอยู่แต่อะลุ่มอล่วยไปเรื่อยๆ แต่ขณะนี้พิจารณาแล้วเห็นว่าควรมีการจัดระบบ ระเบียบให้เรียบร้อย ซึ่งกรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศกำลังดำเนินการอยู่ ผู้สื่อข่าวต่างประเทศไม่น้อยที่อยู่ในต่างประเทศไม่ได้เป็นผู้สื่อข่าวที่ถูกต้อง ไม่มีสังกัด บางครั้งมีการนำเสนอข้อมูลไม่ตรงตามข้อเท็จจริง ส่งผลกระทบต่อประเทศชาติให้เกิดความเสียหาย จึงขอให้พาดหัวข่าวให้ตรงตามข้อมูลที่ได้ไป
          “เชื่อว่าการจำกัดเช่นนี้ต่างประเทศจะไม่มองว่าเราไปจำกัดสิทธิสื่อต่างชาติ แต่ตรงกันข้ามไทยเป็นประเทศที่ปล่อยให้สื่อมีอิสระเสรีภาพมากที่สุดในเอเชีย เพราะคนไทยเป็นคนอะลุ่มอล่วย มีจิตใจเมตตา เราไม่เข้มงวดเท่าอินโดนีเซียหรือเวียดนาม แต่ขณะนี้เพื่อให้ทุกอย่างเป็นระเบียบมากขึ้นจึงจำเป็นต้องจำกัด และเท่าที่ทราบสื่อต่างประเทศในไทยจำนวน 500 คน มีเพียง 10 เปอร์เซ็นต์ที่มีปัญหา แต่ไม่ได้หมายความว่าต่อวีซ่าไม่ได้ทั้งหมด ทั้งนี้หาก 10 เปอร์เซ็นต์ที่มีปัญหาสามารถชี้แจงต้นสังกัดได้ ก็สามารถต่อวีซ่าได้” นายดอน กล่าว
          ผู้สื่อข่าวถามว่าที่เข้มงวดเช่นนี้เนื่องจากที่ผ่านมามีการนำเสนอข่าวที่ไม่ดีต่อประเทศไทยใช่หรือไม่ นายดอน กล่าวว่า ไม่เกี่ยวกัน ในภูมิภาคเอเชียประเทศไทยถือว่าสื่อมีเสรีภาพมากที่สุดในการทำข่าว อยากคุยกับใครก็ได้คุย

ท็อปเท็น – ข่าวฮอต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160223/222964.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันอังคารที่ 23 กุมภาพันธ์ 2559
ท็อปเท็น - ข่าวฮอต

คสช.ปัดเจรจาทักษิณมีคดีติดตัว 3 พระผู้ใหญ่คุยรัฐบาลปมตั้งสังฆราช ฮัทเดอะสตาร์ขอโทษมือบอน ทำบุญมาฆบูชาทั่วประเทศ บอลไทยพรีเมียร์ลีกแรง ‘ค่าลิขสิทธิ์-ผู้ชม’ พุ่ง

                      1. คสช.ปัดเจรจาทักษิณมีคดีติดตัว – ไม่เอาคนโกงร่วมถก รธน.
                      2. มหาเถรสมาคมให้ 3 พระผู้ใหญ่คุยรัฐบาลปมตั้งสังฆราช
                      3. ฮัทเดอะสตาร์บินด่วนลบรอยเขียนหลักภูชี้ดาว – ขอโทษมือบอน
                      4. ทำบุญมาฆบูชาทั่วประเทศ – อุบลฯ ตักบาตรสองแผ่นดิน
                      5. บอลไทยพรีเมียร์ลีกแรง ‘ค่าลิขสิทธิ์ – ผู้ชม’ พุ่ง
                      6. คลื่นซัดเรือแคนูจมดับ 1 หาย 2 กลางทะเลภูเก็ตเร่งค้นหา
                      7. บ่อนปอยเปตฝ้าถล่มนักพนันนับร้อยหนีตาย – ไม่มีคนไทยเจ็บ
                      8. โจ๋ศูนย์ฝึกสุราษฎร์ฯ ตะลุมบอนยึดอาวุธอื้อปมชิงเป็นใหญ่
                      9. ฟีฟ่าแบน ‘บังยี’ รอบ 3 เพิ่มอีก 3 เดือน มีผลวันนี้
                      10. จับโชเฟอร์แท็กซี่แสบตระเวนลักรถยนต์จอดถนนเปลี่ยว

‘พานทองแท้’ อีกปม ‘ทักษิณ’ ออกโรงวิพากษ์ร่างรธน.-รัฐบาล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160223/222940.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันอังคารที่ 23 กุมภาพันธ์ 2559
'พานทองแท้' อีกปม 'ทักษิณ' ออกโรงวิพากษ์ร่างรธน.-รัฐบาล

‘พานทองแท้’ อีกปม ‘ทักษิณ’ ออกโรงวิพากษ์ร่างรธน.-รัฐบาล : โดย…ปิยะนุช ทำนุเกษตรไชย สำนักข่าวเนชั่น

                      กรณีที่ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้ออกสื่อต่างประเทศวิจารณ์ร่างรัฐธรรมนูญ รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีี และเรียกร้องการเจรจากับรัฐบาลนั้น น่าจะมีสาเหตุมาจากการได้เห็นข้อเสนอแนะของคณะรัฐมนตรีต่อร่างรัฐธรรมนูญ ที่ต้องการให้มีกลไกพิเศษรองรับในระยะแรกช่วงเปลี่ยนผ่าน รวมทั้ง พ.ร.บ.ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ที่สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ให้ความเห็นชอบและเสนอต่อรัฐบาลแล้ว
                      ยังมีเหตุผลมาจากการที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นน้องสาว กำลังถูกดำเนินคดีอาญา ในข้อหาเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในตำแหน่งหรือหน้าที่หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหรือหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 กรณีละเลยไม่ดำเนินการระงับยับยั้งโครงการรับจำนำข้าว ทำให้รัฐเสียหายกว่า 5 แสนล้านบาท ที่อัยการสูงสุดยื่นฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและได้มีการไต่สวนพยานโจทก์ครั้งที่สองไปเมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2559 ที่ผ่านมา
                      ทั้งนี้คดีงวดเข้ามาทุกขณะและศาลอาจมีการตัดสินภายในปลายปีนี้ หรือต้นปี 2560  รวมทั้งคดีแพ่งเรียกค่าเสียหายจากโครงการรับจำนำข้าว ซึ่ง น.ส.ยิ่งลักษณ์ อาจต้องชดใช้นับแสนล้านบาท
                      ก่อนหน้านี้ อดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ได้ออกมาให้สัมภาษณ์สื่อต่างประเทศหลายฉบับ รวมถึงการเปิดบ้านให้สื่อต่างประเทศเข้าเยี่ยมแปลงผัก ซึ่งแน่นอนมีการตั้งข้อสังเกตว่าเธอจงใจที่จะให้สัมภาษณ์เฉพาะสื่อต่างประเทศเท่านั้น จากความเคลื่อนไหวให้สัมภาษณ์สื่อต่างประเทศของอดีตนายกฯสองพี่น้อง จึงทำให้ถูกตั้งคำถามว่านี่คือ ยุทธศาสตร์ “โลกล้อมประเทศ” หรือไม่
                      ขณะเดียวกัน ยังมีคดีสำคัญอีกคดีหนึ่ง ที่อาจเป็นปมเหตุให้ “ทักษิณ” ต้องออกโรงนิ่งเฉย อยู่ไม่ได้อีกต่อไป  คือ  คดีฟอกเงินซึ่งเป็นความผิดอาญาเกี่ยวเนื่องกับคดีทุจริตปล่อยกู้ของธนาคารกรุงไทยให้แก่กลุ่มบริษัทในเครือกฤษดามหานคร โดยคดีดังกล่าวอยู่ในความรับผิดชอบของดีเอสไอและได้มีการติดต่อเรียกนายพานทองแท้  ชินวัตร บุตรชาย นายทักษิณ เข้าให้ปากคำ เพื่อให้ชี้แจงเหตุผลในการรับเช็คจากบุตรชายของผู้บริหารกฤษดามหานคร แต่นายพานทองแท้ได้ขอเลื่อนนัดให้ปากคำออกไป
                      ดังนั้น จึงต้องมอง “ย้อนรอย” ไปถึงเมื่อครั้งที่ี่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พิพากษาจำคุก ร.ท.สุชาย เชาว์วิศิษฐ์ อดีตประธานบอร์ดบริหารธนาคารกรุงไทย และนายวิโรจน์ นวลแข อดีตกรรมการผู้จัดการธนาคารกรุงไทย เป็นเวลา 18 ปี จากการอนุมัติสินเชื่อกว่า 8 พันล้านให้แก่บริษัทในเครือของบริษัทกฤษดามหานคร พร้อมให้ร่วมกันชดใช้เงินคืนให้แก่ธนาคารกรุงไทย
                      ขณะที่เจ้าหน้าที่ที่เป็นกรรมการอนุมัติสินเชื่อ และกลุ่มเอกชนที่ทำการขอสินเชื่อให้จำคุกคนละ 12 ปี โดยคดีนี้ มีนายทักษิณ ชินวัตร เป็นจำเลยที่ 1 แต่ศาลได้สั่งให้จำหน่ายคดีในส่วนของนายทักษิณไว้ชั่วคราว เนื่องจากหลบหนีคดี
                      สำหรับพฤติการณ์ของเรื่องนี้มีว่า ผู้บริหารธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ในขณะนั้น ได้ให้สินเชื่อแก่ กลุ่ม บมจ.กฤษดามหานคร ที่มีสถานะอยู่ในกลุ่มลูกหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ของธนาคาร ทั้งที่ ผอ.ฝ่ายกลั่นกรองสินเชื่อธุรกิจนครหลวง เคยจัดอันดับความเสี่ยงของกลุ่มกฤษดามหานครในอันดับ 5 คือไม่สามารถอนุมัติสินเชื่อให้ได้ แต่ได้มีการอนุมัติสินเชื่อให้บริษัทในกลุ่มกฤษดามหานคร
                      หากมองย้อนไปมากกว่านั้น ก็จะพบว่าในชั้นการตรวจสอบของ “คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ” หรือ คตส. จะพบว่า เมื่อตอนที่ คตส.สรุปสำนวนคดีส่งให้ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ไต่สวนต่อนั้น ในสำนวนของ คตส.มีผู้กระทำความผิดถึง 31 คน
                      ครั้งนั้น กรรมการคตส.ท่านหนึ่ง เคยระบุว่าการดำเนินการปล่อยกู้ มีการดำเนินการเป็นขั้นตอนตั้งแต่การอนุมัติสินเชื่อโดยเร่งด่วน มีเงินที่นำไปให้พวกพ้อง มีการโอนเงินให้ลูกชายของหัวหน้าพรรคการเมืองใหญ่ที่เป็นผู้สั่งการให้อนุมัติสินเชื่อ จากนั้นก็โอนเงินให้บิดาของอดีตส.ส.ลูกพรรค และโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของบิดา, เลขาฯ ส่วนตัวของภรรยาหัวหน้าพรรค เป็นเหตุให้ธนาคารกรุงไทยเสียหาย 4.5 พันล้านบาท
                      ทั้งนี้ คตส.เคยกล่าวหาว่า มีกลุ่มคนที่เกี่ยวข้อง 5 ส่วนด้วยกัน หนึ่งในนั้น คือ กลุ่มนักการเมือง คือ นายทักษิณ ชินวัตร, นายพานทองแท้ ชินวัตร, นางกาญจนาภา หงษ์เหิน เลขานุการส่วนตัวคุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ และนายมานพ ทิวารี
                      ต่อมาคดีดังกล่าว อัยการสูงสุดเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายทักษิณ, กรรมการบริหาร, กรรมการสินเชื่อ, เจ้าหน้าที่สินเชื่อของธนาคารกรุงไทย และกลุ่มบริษัทเอกชนรวม 27 ราย เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2555 แต่มีคนที่เคยถูก คตส. กล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้อง แต่อัยการสูงสุดสั่งไม่ฟ้อง ซึ่งหนึ่งในนั้นมีนายพานทองแท้ รวมอยู่ด้วย
                      เมื่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ได้มีคำพิพากษาให้จำคุกอดีตผู้บริหารธนาคารกรุงไทยและอดีตผู้บริหารกฤษดามหานคร ทางกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ จึงได้ปัดฝุ่น “คดีฟอกเงิน” ที่เกี่ยวข้องกับคดีนี้ ซึ่งค้างอยู่ขึ้นมาทำอีกครั้ง เนื่องจากยังมีผู้เกี่ยวข้องกับการรับเช็คสั่งจ่ายจากกลุ่มผู้บริหารกฤษดามหานครอีกจำนวนหนึ่งแต่ยังไม่ถูกดำเนินคดีฟอกเงินและรับของโจรอันเป็นความผิดอาญาเกี่ยวเนื่องเกี่ยวพันกับการทุจริตปล่อยกู้ โดยคดีรับของโจรอายุความ 10 ปี ซึ่งขาดอายุความไปในชั้นการพิจารณาของ ป.ป.ช. จึงเหลือเพียงคดีฟอกเงินที่ถูกส่งมาให้ดีเอสไอดำเนินการก่อนจะครบอายุความในปี 2561
                      การสอบสวนก่อนหน้าที่ศาลฎีกาฯ จะมีคำพิพากษา มี พ.ต.ท.วิชัย สุวรรณประเสริฐ เป็นหัวหน้าพนักงานสอบสวน มีการทำชาร์ตเส้นทางการเงินแต่ไม่ตอบโจทย์อะไรมากนักและมีการสอบปากคำพยานไปแล้ว 148 ปาก อยู่ในขั้นตอนของการเตรียมที่จะเรียกผู้ต้องหา 4-6 ราย ซึ่งเป็นผู้ที่มีรายชื่อเป็นจำเลยในคดีทุจริตปล่อยกู้ฯ ตามที่ศาลมีคำพิพากษาลงโทษจำคุกไปแล้ว ให้เข้ารับทราบข้อกล่าวหาร่วมกันฟอกเงินเพิ่มอีก 1 ข้อหา
                      เมื่อ พ.ต.ท.สมบูรณ์ สาระสิทธิ์ รองอธิบดีดีเอสไอ ได้รับแต่งตั้งเป็นหัวหน้าพนักงานสอบสวนชุดใหม่ จึงนำสำนวนคดีชุดเดิมมาสอบทาน พร้อมเปรียบเทียบกับรายละเอียดในคำพิพากษาของศาลฎีกาฯ ความยาว 76 หน้ากระดาษ พบว่าต้องสอบสวนใหม่ทั้งหมด โดยตั้งต้นจากชาร์ตเส้นทางการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ซึ่งข้อมูลค่อนข้างครบถ้วนสมบูรณ์ว่า เงินถูกส่งต่อไปให้ใครและออกตั๋วแลกเงิน-เช็คกี่ฉบับ
                      โดยเฉพาะในส่วนของการจ่ายเช็ค 26 ล้านบาท ในวันที่ 30 ธันวาคม 2546 โดยนายธีรโชติ พรมคุณ พนักงานบริษัทกฤษดามหานคร ได้ซื้อแคชเชียร์เช็คสั่งจ่ายเงินเข้าบัญชี นายพานทองแท้ ชินวัตร แต่ในเย็นวันเดียวกันได้สั่งยกเลิกเช็ค แล้ววันรุ่งขึ้นได้ซื้อแคชเชียร์เช็คโอนเข้าบัญชีนางเกศินี จิปิภพ มารดาของนางกาญจนาภา หงษ์เหิน เพื่อซื้อหุ้นบริษัทท่าอากาศยานไทย จำกัด ในชื่อพนักงานบริษัทฮาวคัม จำกัด และบริษัท มาสเตอร์โฟน จำกัด ซึ่งมี นายพานทองแท้ ชินวัตร เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ จึงเป็นเหตุให้ นายพานทองแท้, นางกาญจนาภา เลขานุการส่วนตัวคุณหญิงพจมาน, นายวันชัย หงษ์เหิน สามีนางกาญจนภา, นางเกศินี จิปิภพ มารดาของนางกาญจนาภา และนายมานพ ทิวารี บิดาของ น.ต.ศิธา ทิวารี ถูกดีเอสไอเรียกเข้าให้ปากคำชี้แจงระหว่างวันที่ 14-18 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ถึงเหตุผลในการรับเช็คจากนายรัชฎา กฤษดาธานนท์ ลูกชายของนายวิชัย กฤษดาธานนท์ ว่ามีมูลหนี้ใดต่อกัน
                      แต่ที่ผ่านมาบุคคลทั้ง 5 ขอเลื่อนนัดให้ปากคำออกไปโดยอ้างว่าอยู่ระหว่างจัดเตรียมเอกสารประกอบคำให้การ ส่วนนายพานทองแท้ขอให้พนักงานสอบสวนไปสอบปากคำนอกสถานที่ แต่ดีเอสไอยืนยันให้เดินทางมาให้ปากคำที่อาคารกรมสอบสวนคดีพิเศษ
                      ต้องจับตากันต่อไปว่า การสอบสวนขยายผลของดีเอสไอในคดีฟอกเงิน จะออกผลสัมฤทธิ์แค่ไหน !
————————
(‘พานทองแท้’ อีกปม ‘ทักษิณ’ ออกโรงวิพากษ์ร่างรธน.-รัฐบาล : โดย…ปิยะนุช ทำนุเกษตรไชย สำนักข่าวเนชั่น)

แก้รัฐธรรมนูญยากหรือง่าย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160223/222933.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันอังคารที่ 23 กุมภาพันธ์ 2559
แก้รัฐธรรมนูญยากหรือง่าย

มอนิเตอร์ร่างรัฐธรรมนูญ : แก้รัฐธรรมนูญยากหรือง่าย : โดย…สำนักข่าวเนชั่น

                      ร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “มีชัย ฤชุพันธุ์” ข้อหนึ่งซึ่งถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากคือความแข็งตัวของรัฐธรรมนูญ กล่าวคือมีข้อครหาว่า หากร่างฉบับนี้ผ่านออกไปใช้เป็นรัฐธรรมนูญจริง ก็จะแก้ไขได้ยาก เพราะมีบทบัญญัติเฉพาะที่เกี่ยวกับเงื่อนไขในการแก้ซึ่ง “พิเศษ” กว่ารัฐธรรมนูญฉบับที่ผ่านๆ มา
                      ทีมข่าวสำนักข่าวเนชั่นได้รวบรวมวิธีการแก้ไขรัฐธรรมนูญแบบเข้าใจง่ายๆ มาเพื่อเป็นข้อมูลให้ท่านผู้อ่านลองทำความเข้าใจและนำไปตัดสินใจในการรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ
                      ผู้ใดเสนอได้ ?
                      1.คณะรัฐมนตรี 2.ส.ส.จำนวน 1 ใน 5 3.ส.ส. และ ส.ว. ไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 ของทั้งสองสภา และ 4.ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเข้าชื่อไม่น้อยกว่า 5 หมื่นคน
                      กระบวนการทำอย่างไร ?
                      วาระ 1 รับหลักการ ใช้วิธีเรียกชื่อ ลงคะแนนเปิดเผย ใช้เสียงไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของทั้งสองสภา และกำหนดว่าต้องมี ส.ว. เห็นชอบด้วยไม่น้อยกว่า 1 ใน 3
                      วาระ 2 พิจารณาเรียงตามมาตรา และเปิดโอกาสให้ผู้เข้าชื่อร่วมแสดงความเห็น จากนั้นรอ 15 วัน จึงเข้าวาระ 3
                      วาระ 3 การลงมติ ใช้วิธีเรียกชื่อ ลงคะแนนโดยเปิดเผย เสียงเห็นชอบใช้กึ่งหนึ่งของทั้งสองสภา
                      เงื่อนไขพิเศษ ?
                      การลงมติในวาระ 3 ต้องมี ส.ส.จากพรรคการเมืองทุกพรรค ที่มีสมาชิกในสภาไม่น้อยกว่า 10 คน เห็นชอบไม่น้อยกว่าร้อยละสิบ แต่หากพรรคใดมี ส.ส.ต่ำกว่า 10 คน ให้รวมกันทุกพรรคและต้องมีเสียงเห็นชอบไม่น้อยกว่าร้อยละ 10 เช่นกัน
                      -ส.ว. ต้องเห็นด้วยไม่น้อยกว่า 1 ใน 3
                      -เมื่อมีมติเห็นชอบให้รอไว้ 15 วันและนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย
                      ต้องทำประชามติหรือไม่ ?
                      -หากเป็นการแก้ไข หมวด 1 (บททั่วไป), หมวด 2 (พระมหากษัตริย์), หมวด 15 (เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ) หรือหมวดที่เกี่ยวกับลักษณะต้องห้ามของผู้ดำรงตำแหน่งต่างๆ หรือที่เกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของศาล หรือองค์กรอิสระ หรือทำให้ศาลหรือองค์กรอิสระไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ตามอำนาจได้ ต้องทำประชามติ
                      – นอกจากนั้นไม่ต้องทำประชามติ
                      ศาลรัฐธรรมนูญตรวจสอบได้หรือไม่ก่อนนำความขึ้นทูลกล้าฯ ถวาย ?
                      -ส.ส. หรือ ส.ว. หรือสมาชิกทั้งสองสภาไม่น้อยว่า 1 ใน 10 สามารถเข้าชื่อเสนอต่อประธานรัฐสภา เพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครอง หรือรูปแบบรัฐ (ตามมาตรา 252) หรือไม่
                      -ตรวจสอบว่าเนื้อหาที่กำลังแก้นั้นเข้าข่ายที่ต้องทำประชามติหรือไม่
                      เหล่านี้คือกระบวนการ วิธีแก้ไข และเงื่อนไขที่ว่ากันว่าเป็นเงื่อนไขที่พิเศษ ที่อาจทำให้รัฐธรรมนูญแก้ยาก มุมหนึ่งบอกว่าแก้ยากจะเป็นปัญหาในอนาคตหากรัฐธรรมนูญถึงทางตันจะทำอย่างไรเพราะไม่มีกฎหมายใดทันสมัยได้ตลอดไป
                      ส่วนอีกมุมมองว่าหากแก้ไขง่าย ในอนาคตใครมีเสียงข้างมากก็จะสามารถแก้ไขกติกาของประเทศได้โดยง่าย กติกาสูงสุดก็จะไร้ความหมายอีกต่อไป …!!!
———————–
(มอนิเตอร์ร่างรัฐธรรมนูญ : แก้รัฐธรรมนูญยากหรือง่าย : โดย…สำนักข่าวเนชั่น)

ระบอบเปรมาธิปไตย 2559

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160223/222953.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันอังคารที่ 23 กุมภาพันธ์ 2559
ระบอบเปรมาธิปไตย 2559

กระดานความคิด : ระบอบเปรมาธิปไตย 2559 : โดย…บางนา บางปะกง

                      สังคมไทยกำลังวิพากษ์วิจารณ์ข้อเสนอข้อสุดท้าย “ข้อที่ 16” ซึ่งเป็นข้อเสนอของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต่อคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ที่ปฏิเสธไม่ได้ว่า นี่คือสืบทอดอำนาจระยะสั้น ก่อน คสช.ลงหลังเสือ
                      เมื่อ ครม.ขอให้ กรธ.พิจารณาขยายช่วงเวลาการบังคับใช้รัฐธรรมนูญเป็นสองช่วง หรือขยายบทเฉพาะการที่ให้คงอำนาจพิเศษเพื่อเหตุผลความมั่นคง ให้ยาวครอบคลุมไปจนหลังการเลือกตั้งและหลังการมีรัฐบาลชุดใหม่ด้วย โดยอ้างถึงความขัดแย้งที่อาจก่อวิกฤติที่รุนแรงยิ่งกว่าที่ผ่านมา รูปธรรมคือ หากผลการเลือกตั้งทั่วไปปรากฏว่า พรรคเพื่อไทยและพรรคแนวร่วมชนะ และได้จัดตั้งรัฐบาล ความขัดแย้งครั้งใหม่จะบังเกิดขึ้นทันที
                      ครม.ประยุทธ์จึงสรุปว่า “เป็นหัวเลี้ยวหัวต่อและความเป็นความตายของประเทศ” ด้วยเหตุนี้ ครม.จึงเสนอให้บัญญัติเนื้อหาและการบังคับใช้รัฐธรรมนูญเป็นช่วงสองเวลา
                      ช่วงเฉพาะกาลในระยะแรก ซึ่งอาจไม่ยาวนานนัก โดยใช้หลักเกณฑ์อย่างหนึ่ง เสมือนข้อยกเว้นตามความจำเป็นแห่งสถานการณ์ เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง แต่อยู่บนพื้นฐานของการปกครองระบอบประชาธิปไตยที่มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในระดับหนึ่งอย่างมีดุลยภาพ
                      พูดตรงๆ คสช.ยังจำเป็นต้องอยู่ เพื่อควบคุมสถานการณ์หลังเลือกตั้ง
                      คสช.หวังที่จะให้อาจารย์มีชัย ฤชุพันธุ์ เขียนรัฐธรรมนูญแบบวัฒนธรรมไทย หรือประชาธิปไตยครึ่งใบ อันหมายถึง ระบบการปกครองที่อำนาจอธิปไตยไม่ได้อยู่ที่ประชาชนหรือตัวแทนของประชาชนอย่างแท้จริง แต่อยู่ที่ “นักการเมือง” และ “ข้าราชการ”
                      เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ข้าราชการถูกลดบทบาททางการเมืองลง และนักการเมืองมีบทบาทเพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้เกิดการใช้กำลังแย่งชิงอำนาจรัฐเกิดขึ้น
                      ในที่สุดความขัดแย้งทางการเมืองพัฒนาสู่ขั้นการรอมชอมระหว่างพลังอำนาจทั้งสองจึงกลายเป็น “ประชาธิปไตยครึ่งใบ”
                      แนวคิดประชาธิปไตยครึ่งใบ สะท้อนผ่านการร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2521
                      การบริหารประเทศภายใต้ระบอบดังกล่าวเห็นได้ชัดที่สุดในยุคสมัย พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ และ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ที่เป็นนายกรัฐมนตรี ในช่วงที่รัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ.2521 มีผลบังคับใช้
                      เนื่องจาก พล.อ.เปรม เป็นนายกรัฐมนตรีที่ยาวนานถึง 8 ปี สื่อบางสำนักจึงเรียกการเมืองยุคประชาธิปไตยครึ่งใบนั้นว่า “ระบอบเปรมาธิปไตย”
                      “พล.อ.เปรม” ในฐานะนายกรัฐมนตรี เป็นผู้ประสานระหว่างข้าราชการกับนักการเมือง โดยมีการดึงนักธุรกิจเข้ามาแชร์อำนาจในรูปของ “คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน” (กรอ.)
                      รัฐบาลประยุทธ์ได้ต่อยอด กรอ.ให้เป็น “ประชารัฐ” ในวันนี้
                      พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ก็คิดไม่ต่างจาก พล.อ.เปรม ที่ได้วางน้ำหนักการตัดสินใจทางการเมืองบนระบบราชการเดิมค่อนข้างมาก จึงทำให้เกิดความไม่พอใจของนักการเมืองอยู่บ่อยครั้ง
                      สมัยระบอบเปรมาธิปไตย มีการสร้างฐานอำนาจในระบบราชการโดยเฉพาะทหาร ก็ก่อให้เกิดการแบ่งพรรคแบ่งพวก นายทหารชั้นผู้ใหญ่พยายามสร้างกลุ่มอุปถัมภ์เพื่อเป็นฐานอำนาจ
                      การเลือกตั้งทั่วไปในสมัยรัฐบาลเปรม ผลการเลือกตั้งไม่มีพรรคใดกุมเสียงข้างมากแบบพรรคเดียว จึงเป็น “รัฐบาลผสมหลายพรรค” ที่มีนายกรัฐมนตรี มาจากปีกข้าราชการ
                      การเลือกตั้งภายใต้รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2521 ถือว่าเป็นห้วงเวลาที่การเมืองมีดุลยภาพ
                      คสช.ก็ปรารถนาที่จะให้ผลการเลือกตั้งทั่วไปออกมาในรูปที่ไม่มีพรรคใดพรรคหนึ่งมีเสียงข้างมาก ดังที่เคยเกิดในรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540
                      การเมืองมีดุลยภาพก็คือ นายกรัฐมนตรีคนนอก, รัฐบาลผสม และทหารยังเป็นอำนาจพิเศษ นี่แหละคือสิ่งที่ คสช.วาดหวังไว้
————————
(กระดานความคิด : ระบอบเปรมาธิปไตย 2559 : โดย…บางนา บางปะกง)

ถึงกับต้องงัดแทคติกเก่ามาสู้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160223/222956.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันอังคารที่ 23 กุมภาพันธ์ 2559
ถึงกับต้องงัดแทคติกเก่ามาสู้

ขยายปมร้อน : ถึงกับต้องงัดแทคติกเก่ามาสู้ : โดย…ศรุติ ศรุตา

                      สื่อต่างประเทศ 2 สื่อแพร่บทสัมภาษณ์ของ ทักษิณ ชินวัตร เกี่ยวกับสถานการณ์ในประเทศไทย บอกว่า เงียบมานาน
                      ทักษิณ พยายามพูดถึงสถานการณ์ที่กำลังรุมเร้ารัฐบาล คสช. ไม่ว่าจะเป็น เศรษฐกิจ ร่างรัฐธรรมนูญที่มีเนื้อหาที่ไม่ได้รับการยอมรับจากหลายภาคส่วน
                      แต่ดูเหมือนน้ำหนักที่ ทักษิณ พยายามจะกวักมือเรียก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. ไปคุยด้วยดูเหมือนจะเป็นเรื่องคดีความของ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ผู้เป็นน้องสาว ที่ถูกดำเนินคดีอันเนื่องมาจากโครงการรับจำนำข้าว
                      ส่วนคดีของลูกชาย ที่เป็นคดีต่อเนื่องจากการปล่อยเงินกู้ของธนาคารกรุงไทย ที่ตอนนี้อดีตผู้บริหารธนาคารหลายคนยังอยู่ในคุกนั้น ทักษิณ ไม่ได้พูดถึง
                      แต่นั่นไม่ได้หมายความ ทักษิณ ไม่ได้เป็นห่วงลูกชายคนโตคนนี้
                      เพราะก่อนหน้านี้ ก็มีกระแสข่าวว่า คนใกล้ชิด หรือคนในเครือข่ายได้พยายามเข้าพูดคุยกับสื่อเพื่อสร้างความเข้าใจกับคดีความที่ พานทองแท้ ชินวัตร กำลังเผชิญอยู่
                      แย้มแนวทางการต่อสู้คดีให้ฟังด้วยว่า เรื่องอย่างนี้ในบ้านเราเมืองเรา ใช่ว่าไม่เคยเกิด กับกลุ่มคนบางกลุ่มที่อาจจะแฝงอยู่กับขั้วอำนาจก็เคยมี
                      ประมาณว่า ถ้าฝั่งนี้โดนอีกฝั่งเรื่องก็แดง…ว่าอย่างนั้น !
                      นั่นคือการต่อสู้คดีที่เอาข้อเท็จจริงวางเอาไว้ก่อน จังหวะนี้ เหลี่ยมคู ความจัดเจนเวที งัดออกมาโชว์เรียกเสียงเฮของกองเชียร์ให้กระหึ่ม
                      เผื่อว่าอาการโรคใจอ่อนจะกำเริบ !
                      เพราะเทคนิคอย่างนี้ ไม่ใช่ว่าไม่เคยชนะ แล้วก็เพราะเคยได้ผลมาแล้วนั่นแหละ ก็เลยคิดว่า การเลือกที่จะใช้แทคติกในการต่อสู้ แทนที่จะใช้ข้อเท็จจริงเป็นหลัก น่าจะมีลุ้น หากได้ผล ข้อเท็จจริงก็ไม่ต้องใช้ เพราะผลที่ออกมา มันก็เรียกว่า “ชัยชนะ” ได้เหมือนกัน
                      คดีซุกหุ้นเมื่อหลายปีก่อนจึงมีเรื่องของ “รัฐศาสตร์” เข้ามาเกี่ยวข้อง ทั้งที่คดีความนั้น “นิติศาสตร์” จะต้องเป็นแก่นพิสูจน์ความจริง ไม่ใช่เอา “คะแนนนิยม” มาชี้ขาด
                      เช่นเดียวกับ “วิกฤติการณ์ปี 2553” ที่มีคนเชื่อว่า “แก้วสามประการ” จะทำให้ฝ่ายที่มีอำนาจหันมาฟังเงื่อนไขของตน จนเกิดเหตุเผาบ้านเผาเมือง
                      จริงอยู่ ประวัติศาสตร์เราเอามันกลับคืนมาไม่ได้ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ที่บ้านเมืองเรายังต้องจมปลักกันอยู่อย่างนี้ มันสะท้อนได้ว่า สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อครั้งนั้นมันผิดพลาด ปัญหาก็คือ คนที่ต้อง “จ่าย” ให้กับความผิดพลาดกลับเป็นคนไทยทั้งประเทศ ไม่นับอีกหลายคนในคุก ที่ดูเหมือนว่าต้องจ่ายมากเป็นพิเศษ
                      แต่ที่ทำให้ ทักษิณ กล้าที่จะออกมากวักมือเรียก พล.อ.ประยุทธ์ ไปคุย นั่นก็อาจจะเป็นเพราะเห็นว่า อีกไม่กี่เดือน ก็จะมีการทำประชามติ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับ มีชัย ฤชุพันธุ์
                      เพราะมั่นใจว่า เสียงที่เคยได้นั้น จะยังคงอยู่ และจะเป็นส่วนสำคัญที่จะชี้ชะตาร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้
                      แล้วก็อาจเป็นเพราะเห็นว่า ฝ่ายความมั่นคงเคยประเมินสถานการณ์ตั้งแต่ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับ บวรศักดิ์ อุวรรณโณ แล้วว่า หากผ่านสภา และไปสู่การทำประชามมติ ในช่วงนั้นสถานการณ์ของ คสช.น่าจะวิกฤติ เพราะเร็วเกินไปที่จะคืนอำนาจให้แก่บ้านเมืองที่ยังคงสภาพแตกแยกและเศรษฐกิจที่ยังผันผวนตามภาวะเศรษฐกิจโลก
                      แต่สถานการณ์วันนี้ต่างจากวันนั้น เพราะต่อให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับ มีชัย ไม่ผ่านการทำประชามติ ก็ไม่ได้ทำให้สถานการณ์ของ คสช.เลวร้ายไปขนาดนั้น
                      ฝ่ายความมั่นคงประเมินแล้วว่า ต่อให้ต้องนำร่างรัฐธรรมนูญฉบับอื่นมาปรับใช้ก็ไม่ได้เกิดผลร้ายแรงต่อ คสช. การไปพูดคุยตกลงกับ ทักษิณ ต่างหากที่น่าจะเป็นชนวนที่ทำให้เกิดหายนะแก่ประเทศ
————————
(ขยายปมร้อน : ถึงกับต้องงัดแทคติกเก่ามาสู้ : โดย…ศรุติ ศรุตา)

สัมพันธ์อาเซียน-สหรัฐเหนียวขึ้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160223/222952.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันอังคารที่ 23 กุมภาพันธ์ 2559
สัมพันธ์อาเซียน-สหรัฐเหนียวขึ้น

โลกสาระจิปาถะ : สัมพันธ์อาเซียน-สหรัฐเหนียวขึ้น : โดย…กวี จงกิจถาวร kavihome@gmail.com

                      ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา บารัก โอบามา รู้ดีว่า ตำนานนโยบายต่างประเทศของเขาที่มีต่ออาเซียนในช่วง 8 ปีที่ผ่านมา จะเป็นสิ่งที่ประวัติศาสตร์จะจารึกไว้อย่างแน่นอน ทำให้ตัวเขาเองต้องออกมาเล่นลูกด้วยการผูกมิตรกับผู้นำอาเซียนเอง โดยเฉพาะในวาระที่สอง นอกจากนั้น จะพบว่า บทบาทของรัฐมนตรีต่างประเทศจอห์น แคร์รี คนนี้ แทบจะไม่มีเลย มีความลับอีกอย่างคือ แคร์รีเข้ากับผู้นำอาเซียนไม่ค่อยได้ ถึงแม้ว่าจะเคยรบมาในสงครามเวียดนามก็ตาม
                      ในที่ประชุมซันนี่แลนด์ รัฐแคลิฟอเนียร์ ในช่วงสองวันนี้ แสดงให้ถึงความมุ่งมั่นของโอบามาในการเสริมสร้างสัมพันธไมตรีกับอาเซียนให้สืบทอดต่อไปในอนาคต ถึงแม้ว่าจะมีประธานาธิบดีคนละพรรคการเมืองที่ต่างกันเข้ามาในต้นปีหน้าก็ตาม
                      ยิ่งในช่วงหนึ่งปีนี้ สหรัฐอเมริกาจะมีอะไรแปลกๆ ออกมาจากปากนักการเมืองทั้งหลายทั้งปวง เพราะแต่ละคนต้องการหาเสียง นักการเมืองอเมริกันน่าสนใจมาก เพราะต้องเตรียมตัวอย่างดี การพูดจาและแสดงความคิดเห็นมีวันต่อวัน บางครั้งเป็นชั่วโมงต่อชั่วโมง เพื่อเรียกร้องเสียงสนับสนุนจากประชาชน จึงไม่แปลกคนอย่าง โดนัลด์ ทรัมป์ จึงมีคนนิยมชมชอบ ทางด้านการเมืองเปรียบเทียบ ทำให้คิดถึงนักการเมืองไทยที่ชื่อ สมัคร สุนทรเวช
                      สหรัฐอเมริการู้ดีว่า อาเซียนในองค์รวมมีความสำคัญต่อการเสริมสร้างฐานอิทธิพลทางด้านความมั่นคงหลังสงครามเย็น ในปัจจุบันจะพบว่าสหรัฐอเมริกาไม่ได้นิ่งนอนใจอะไรเลย พยายามอย่างยิ่งที่จะจีบอาเซียนในทุกๆ ด้าน ซึ่งต่างจากประธานาธิบดีอเมริกันคนก่อน
                      โอบามารู้ดีว่าสัมพันธ์สหรัฐกับอาเซียนจะยั่งยืนได้นั้น ต้องสร้างความสนิทสนมในระดับผู้นำก่อน เพราะมีผลตามมาแน่นอน เพราะผู้ใหญ่สั่งได้ ตามปกติผู้นำแต่ละประเทศไม่มีเวลาให้ซึ่งกันและกัน ประชุมเสร็จต่างฝ่ายต่างแยกย้าย เพราะแต่ละคนมีเรื่องที่ตนเองให้ความสำคัญและต้องทำ ไม่มีเวลาให้กันและกัน
                      สำหรับโอบามา จะพบว่าเขาพยายาม ตอนนี้คุยได้ว่าเป็นผู้นำอเมริกันคนเดียวที่ได้พบปะผู้นำอาเซียนทุกประเทศ นอกจากนั้นยังเดินทางไปเกือบทุกประเทศอาเซียน (ยกเว้น ลาว และเวียดนาม โอบามามีแผนการเดินทางเยือนทั้งสองประเทศในเดือนพฤษภาคม)
                      โอบามาโชคดีครับ ที่ได้พบปะผู้นำอาเซียนก่อนใครเพื่อน ในช่วงต้นๆของการเริ่มประชาคมอาเซียน ทำให้สหรัฐอเมริกามีปากมีเสียงมากขึ้น ที่ประชุมได้ออกแถลงการณ์ร่วม เรียกว่า “หลักการซันนี่แลนด์” เพื่อแสดงให้เห็นถึงความมั่นใจของผู้นำทั้งสองฝ่ายที่จะทำให้สัมพันธ์นี้มีเข้มข้นยิ่งๆ ขึ้น
                      ทั้งรัสเซียและจีนก็จะมีการประชุมสุดยอดเหมือนกันกับผู้นำอาเซียน วันที่ 19-20 พฤษภาคม ที่เมืองโซชิ ประธานาธิบดีวลาดีมีร์ ปูติน ได้เชิญผู้นำอาเซียนเรียบร้อยแล้ว ส่วนจีนได้เชิญผู้นำอาเซียนในเดือนกันยายน ที่กรุงเวียงจันทน์ ปีนี้เป็นปีที่อาเซียนต้องแสดงฝีมือเต็มที่ในการแสดงบทบาทในเวทีการเมืองระหว่างประเทศ
                      โอบามารู้ดีว่าอาเซียนไม่สามารถหลีกเลี่ยงการผูกมิตรกับจีนได้ แต่ละประเทศยังต้องพึ่งจีน เพราะเป็นตลาดสินค้าเข้าที่ใหญ่ที่สุดของอาเซียน พูดง่ายๆ คือ อาเซียนเข้าหาจีนเพราะเรื่องเศรษฐกิจ ส่วนอาเซียนเข้าหาสหรัฐอเมริกานั้น เป็นประเด็นความมั่นคง
                      อาเซียนเป็นองค์กรที่มีมนต์ขลังมาก อาเซียนไม่ได้เป็นองค์กรแข็งหรืออ่อนเกินไป ทำให้มหาอำนาจอยากคบหาสมาคมกับผู้นำอาเซียน จึงไม่แปลกที่ผู้นำมหาอำนาจอุตส่าห์มาพบปะอาเซียน ถึงแม้ว่าจะต้องใช้เวลาในการเดินทางมายังอาเซียนเป็นวันๆ ก็ตาม
                      ในขณะที่ประชาคมอาเซียนกำลังพัฒนาต่อไปเรื่อยๆ ไทยไม่ควรพลาดโอกาส ไทยมีที่ตั้งอยู่ใจกลางของผืนแผ่นดินเอเชียอาคเนย์ ไทยต้องใช้ให้เป็นประโยชน์ มหาอำนาจจะไม่มีทางปล่อยวางอาเซียนให้อยู่เฉยๆ เด็ดขาด
                      ไทยเป็นพันธมิตรสหรัฐและมีสัมพันธ์ที่ดีกับจีนและรัสเซีย มีอำนาจต่อรองมากกว่าประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค ประเด็นสำคัญคือเราต้องทำการบ้าน
                      ผู้นำไม่พูดจาเลอะเทอะ ต้องกล้าทำ พร้อมรับผิดชอบ
————————
(โลกสาระจิปาถะ : สัมพันธ์อาเซียน-สหรัฐเหนียวขึ้น : โดย…กวี จงกิจถาวร kavihome@gmail.com)

‘ปนัดดา’ชู6แนวทางขับเคลื่อนยุทธศาสตร์รบ.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160222/222905.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันจันทร์ที่ 22 กุมภาพันธ์ 2559
‘ปนัดดา’ชู6แนวทางขับเคลื่อนยุทธศาสตร์รบ.

‘ปนัดดา’ ชู 6 แนวทางขับเคลื่อนยุทธศาสตร์รัฐบาล ชี้ข้าราชการต้องเป็นแบบอย่าง

       22 ก.พ.59 ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนรี โพสต์เฟสบุ๊ก ระบุถึง การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์รัฐบาลสู่การปฏิบัติ ว่า แนวคิด แนวปฏิบัติ ประโยชน์สุข ความสำเร็จ การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ของรัฐบาลสู่การปฏิบัติที่ให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน สำคัญยิ่งคือข้าราชการที่ต้องเป็นแบบอย่าง (Role Model) ทั้งส่วนกลาง-ภูมิภาค-ท้องถิ่น ต้องร่วมกันเป็นหนึ่งเดียวในการผนึกพลังความร่วมมือในการขับเคลื่อน โดยนำเอาแนวทางการพัฒนาตามยุทธศาสตร์ของแผนในทุกๆ บริบท จำแนกตามลักษณะ ความจำเป็นของพื้นที่และความจำเป็นเร่งด่วนที่แตกต่างกัน ความรับผิดชอบ และทิศทางการพัฒนา มาแปลงไปสู่แผนปฏิบัติการในระดับพื้นที่ ตั้งแต่ส่วนกลาง-ภูมิภาค-ท้องถิ่น ให้สามารถนำไปขับเคลื่อนให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม และมีการติดตามประเมินผลอย่างเป็นระบบตามกรอบเวลาในแต่ละเรื่อง โดยมีแนวทางสำคัญ ได้แก่
       1. เสริมสร้างและเพิ่มพูนบทบาทการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน จัดทำแผนปฏิบัติการในระดับพื้นที่ที่เชื่อมโยงกับมิติของงานในภารกิจรับผิดชอบตามนโยบายของรัฐบาล มิติของพื้นที่ มิติขององค์กร มิติของชุมชน มิติของความจำเป็นเร่งด่วน บูรณาการกับแผนของจังหวัด/กลุ่มจังหวัด ไปจนถึงแผนระดับภาค/ประเทศ ที่ต้องขับเคลื่อนไปในทิศทางเดียวกัน มีความเป็นเอกภาพ ไม่แบ่งแยกไม่แตกแยก ไม่นำเรื่องการเมืองหรือพรรคการเมือง มาแบ่งแยกคนในชาติให้เกิดความขัดแย้งอีกต่อไป แต่ต้องเสริมสร้างมิติของความรักสมัครสมานและยึดมั่นหลักธรรมาภิบาลอย่างเคร่งครัด พร้อมไปกับการเสริมสร้างเอกลักษณ์ของชาติ
       2. กำหนดแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืนตามยุทธศาสตร์การพัฒนาตามแผนฯ ฉบับที่ 12 เพื่อทุกภาคส่วนสามารถนำไปขับเคลื่อนภายใต้บทบาท ภารกิจ ความรับผิดชอบทั้งในกรอบของพื้นที่-ส่วนราชการ-องค์กร การสร้างความเข็มแข็งให้ชุมชนโดยยึดมั่นการแก้ไขปัญหาอย่างบูรณาการ ตามแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐต้องเป็นแบบอย่างของความประหยัด ไม่ฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือย ใช้จ่ายงบประมาณแผ่นดินซึ่งเป็นเงินภาษีอากรของประชาชนด้วยความพินิจพิเคราะห์ มีความรอบคอบถี่ถ้วน ตรึกตรองอยู่โดยเสมอว่าประเทศเรามิใช่ประเทศที่ร่ำรวย ความโอ้อวดมีแต่จะสร้างความขบขันและความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจแก่ประชาคมระหว่างประเทศ
       3. พิจารณาปรับปรุงและพัฒนาข้อกฎหมายและกฎระเบียบเพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ให้สัมฤทธิ์ผลในทางปฏิบัติอย่างมีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล ภายใต้กรอบการปรับปรุงกฎหมายที่เอื้อต่อการปฏิบัติงานภายใต้หลักธรรมาภิบาล สามารถตรวจสอบได้ เป็นธรรมต่อข้าราชการผู้ปฏิบัติและทุกภาคส่วน รับรองความกล้าในแนวคิดและมุ่งมั่นการปฏิบัติที่ไม่ใช่ความเสี่ยงภัยต่อความมั่นคงของประเทศชาติและประชาชน
       4. วิเคราะห์และเสริมสร้างพัฒนาองค์ความรู้และกระบวนการเรียนรู้เพื่อการขับเคลื่อนแผนยุทธศาสตร์ให้มีประสิทธิภาพ และขยายผลความสำเร็จที่เป็นรูปธรรมแก่สาธารณชนให้เกิดประโยชน์อย่างแท้จริงในพื้นที่ มีความเข้าใจต่อกระบวนการมีส่วนร่วมและร่วมกันเป็นเจ้าของ และหวงแหนรักษา
       5. มีระบบการติดตามประเมินผลและสร้างดัชนีตัวชี้วัดความสำเร็จของการดำเนินงานให้เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างชัดเจน โดยมีระบบการตรวจสอบและติดตามประเมินผลการดำเนินงานอย่างมีระบบที่จะสะท้อนถึงประสิทธิภาพและความโปร่งใสในการบริหารจัดการผลสัมฤทธิ์ของการปฏิบัติงานที่ยึดแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและหลักธรรมาภิบาลในทุกบริบท
       6. พัฒนาระบบฐานข้อมูลในทุกๆ ด้านของแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาให้มีความทันสมัย เป็นความรู้แก่สาธารณชนและแวดวงการศึกษา ที่สามารถใช้อ้างอิงได้ เพื่อประกอบใช้ในการวางแผนให้สามารถตอบสนองต่อแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ ให้เป็นระบบที่เข้าถึงได้ง่าย สร้างความเข้าใจที่ไม่สลับซับซ้อน และใช้ประโยชน์ร่วมกันอย่างกว้างขวางของทุกภาคส่วนต่อการพัฒนาประเทศ