‘หมู-ธีรภัทร์’ ใส่เต็ม ปะทะคารมนักแสดงรุ่นพี่ ‘เดวิด อัศวนนท์’ ใน ‘รหัสปริศนา’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/201500

วันพุธ ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559, 06.00 น.
ช่อง 7 สี ส่ง หมู-ธีรภัทร์ แย้มศรี โชว์ฝีมือจัดเต็ม ทั้งบู๊ ดราม่า ฮา ครบรส ในละครซีรี่ส์ “รหัสปริศนา Code Hunter” ของค่าย เซ้นส์ เอนเตอร์เทนเม้นท์ กับบท ตำรวจหนุ่มเลือดร้อน และลูกชายที่ไม่ค่อยกินเส้นกันกับคุณพ่อยังหนุ่ม ซึ่งรับบทโดย นักแสดงรุ่นพี่ เดวิด อัศวนนท์ งานนี้มีปะทะคารมกันดุเดือดตลอด แต่หนุ่มหมูไม่เคยหวั่น ขอประชันทุกบทบาทการแสดง พร้อมเผยว่า

“ผมรับบท “หมวดทะนง” ครับ ตำรวจหนุ่มผู้มุทะลุ เลือดร้อน แต่ด้วยความขยันสุดขีด ทำให้ได้เข้าร่วมทีมปฏิบัติงานพิเศษกับผู้กองศรุท (แบงค์-อาทิตย์) และหนึ่งในผู้ร่วมทีมของทะนงก็คือ ‘จ่าแม่น’ ซึ่งรับบทโดย พี่เดวิด อัศวนนท์ สิ่งหนึ่งที่ไม่ค่อยมีใครรู้คือ จ่าแม่น เป็นพ่อของทะนง แต่ทะนงไม่เคยเรียกจ่าแม่นว่าพ่อเลย ด้วยความโกรธและฝังใจจากความทรงจำในวัยเด็ก ว่าแม่
ของตนตรอมใจตายเพราะพ่อเป็นต้นเหตุ ทำให้เวลาทำงาน ความคิดเห็นมักจะขัดแย้งกันเสมอ คนอื่นเขาเตรียมจะไปบู๊แอ๊กชั่นกันละ สองคนนี้ยังดราม่าใส่กันอยู่เลย มีปะทะคารมกันบ่อย แรกๆ ผมก็แอบเกร็ง เพราะฝีมือการแสดงของพี่เดวิดนี่ระดับเทพของจริง ได้รับรางวัลการันตีมาแล้วหลายสำนัก หลังๆ พอเริ่มสนิท ผมก็ใส่เต็มไม่ยั้งเหมือนกัน แต่เรื่องราวมันจะไม่ได้ซีเรียสจนเครียดขนาดนั้น ยังมีความสนุก ขำ ฮา จากพี่ๆ นักแสดงท่านอื่นอีกห้ามพลาดครับผม”

อั๋น-ภูวนาท ร่วมประมูลประติมากรรมช้าง ในงาน ‘JOURNEY OF 999 ELEPHANTS AUCTION’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/201499

วันพุธ ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559, 06.00 น.
เซ็นทรัลแบงค็อกนำโดย ดร.ณัฐกิตติ์ตั้งพูลสินธนา รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการตลาด บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) จัดงาน “JOURNEY OF 999 ELEPHANTS AUCTION” งานประมูลประติมากรรมช้างผลงานของ 9 ศิลปินระดับอาจารย์แห่งขัวศิลปะ โดยมีตัวแทนศิลปินจากขัวศิลปะ อาจารย์สมลักษณ์ ปันติบุญ และ อาจารย์อภิรักษ์ ปันมูลศิลป์ร่วมด้วยดารารับเชิญและเซเลบริตี้ร่วมงานมากมาย อาทิช้างน้อย กุญชร ณ อยุธยา, อั๋น-ภูวนาท คุนผลิน,รองศาสตราจารย์ นายสัตวแพทย์ ปานเทพ รัตนากร,กรองกาญจน์ ชมะนันทน์, พิชามญช์ ชมะนันทน์ เป็นต้น โดย ดีเจอั๋น-ภูวนาท คุนผลิน เผยความรู้สึกว่า

“ชื่นชอบนิทรรศการศิลปะเส้นทางช้างไทย ๙๙๙อยู่แล้ว พอทราบข่าวการประมูลก็ไม่ลังเลที่จะตอบรับเข้าร่วมงาน วันนี้ดีใจที่ได้ผลงานศิลปะ “ช้างป่าอยู่กับป่า” ของ อาจารย์อภิรักษ์ ปันมูลศิลป์ ซึ่งผลงานชิ้นนี้ท่านนำแรงบันดาลใจมาจากพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ว่า “ช้างควรอยู่ในป่า เพียงแต่ต้องทำให้ป่านั้นมีอาหารช้างเพียงพอ” ผมชื่นชอบแนวความคิดและดีใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือสังคมและสัตว์ป่าดีเจอั๋นฝากเด็กรุ่นใหม่ยุคดิจิตัลว่า “อยากให้น้องๆ ทุกคนตระหนักและช่วยกันอนุรักษ์สัตว์ป่า รวมถึงทรัพยากรธรรมชาติ ควรลดละเลิกการใช้ทรัพยากรที่มาจากธรรมชาติแบบไม่จำเป็น”

ทีวี ดิจิตอล แข่งขันสูง!! วงการตลกฟื้นตัว ‘นุ้ย เชิญยิ้ม’ ปลื้มชีวิตเพื่อนพ้องไม่อดอยาก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/201498

วันพุธ ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559, 06.00 น.
เงียบเหงาซบเซาอยู่พักใหญ่สำหรับวงการอาชีพตลก แต่พอทีวี ดิจิตอลถือกำเนิดขึ้น ทำให้การแข่งขันสูง บรรดาทำเอาตลกกลับมามีชีวิตชีววาอีกครั้ง “นุ้ย เชิญยิ้ม”พิธีกรรายการ “เสียงสวรรค์ ขวัญใจมหาชน” ก็เป็นอีกหนึ่งคนที่กลับมามีงานล้นมือ พร้อมกับกล่าวว่า

“ก่อนหน้านี้ต้องยอมรับว่าวงการตลกดูซบเซาพอสมควร ยิ่งคาเฟ่ไม่มีให้เล่นก็ยิ่งทำให้ตลกหลายคนหลายคณะแทบจะไม่มีงานเลย ส่วนตลกคนที่มีชื่อเสียงก็ยังพอที่จะมีงานอื่น แต่หลังจากที่ทีวี ดิจิตอล เปิดตัวอย่างเป็นทางการ แต่ละช่องก็จะมีการผลิตงานเพิ่มขึ้นทั้งละคร รายการ พิธีกร ฯลฯ ซึ่งผลพวงของการผลิตงานเพิ่มก็เลยทำให้วงการตลกกลับมาฟื้นตัวอีกครั้ง เนื่องจากทุกช่องต่างก็อยากที่จะได้ตลกไปเพิ่มสีสันในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นตลกที่มีชื่อเสียงหรือว่าไม่มีชื่อเสียงหลายๆคนก็จะกลับมามีงานอีก ซึ่งผมมองว่าเป็นเรื่องที่น่าดีใจนะเพราะหลายคนจะได้มีชีวิตที่ดีขึ้น หลังจากที่ต้องพยายามดิ้นรนต่อสู้เพื่อหางานกัน แต่ตอนนี้หลายคนก็มีงาน มีเงิน เพื่อที่จะไปเลี้ยงครอบครัว ต้องบอกเลยว่าเกิดมาจากการแข่งขันของทีวี. ดิจิตอลจริงๆ”

‘เคลลี่-เกรซ’ ควงคู่แอ๊กชั่น สนั่นเมืองใน ‘สารวัตรเถื่อน’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/201497

วันพุธ ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559, 06.00 น.
สถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7 เอาใจคอละครบู๊แอ๊กชั่นส่งละคร “สารวัตรเถื่อน” นำแสดงโดย เคลลี่ ธนะพัฒน์, เกรซ-กาญจน์เกล้า ด้วยเศียรเกล้า, บูม-กิตตน์ก้องขำกฤษ และ พีพี-พัชญา เพียรเสมอ ฯลฯ งานนี้บอกได้คำเดียวว่าแฟนๆ ได้ลุ้นระทึกตลอดการรับชมแน่นอน โดยพระเอกหนุ่มเคลลี่เผยว่า

“เรื่องนี้รับบท “ธนุส” ตำรวจผู้ซื่อตรง ปฏิบัติงานด้วยความถูกต้อง ยุติธรรม ซึ่งไฮไลท์เด็ดของละครเรื่องนี้รับรองว่าแฟนละคร
จะได้เห็นฉากบู๊สุดยิ่งใหญ่ แม้จะเคยผ่านการแสดงละครบู๊มาหลายเรื่อง แต่เรื่องนี้บอกเลยว่าเป็นละครบู๊ไม่ธรรมดาจริงๆ “เตอร์” รฤกฤกษ์ กัลย์จาฤก ผู้กำกับการแสดงเขาจะพยายามหามุมภาพที่ทำให้ดูแตกต่าง แปลกตา เพื่อให้แฟนละครได้ ลุ้นระทึก ตลอดการรับชมให้มากที่สุด ซึ่งภาพที่ทุกคนจะได้ชมรับรองว่าตื่นเต้นเหมือนได้มาแสดงเองจริงๆ ทีมงานดูแลเรื่องความปลอดภัยดีมาก ตอนถ่ายทำทีมงานจะตามประกบนักแสดงแบบตัวต่อตัวไม่คลาดสายตาเลย ซึ่งสำหรับแฟนละครบู๊บอกเลยครับว่า ไม่ควรพลาดแม้แต่ฉากเดียว เพราะคุณจะสัมผัสถึง “ความสุขครบรส” ที่พวกเราตั้งใจมอบให้แน่นอนครับ”

‘หนุ่ม-ณัธพล’ ลุยทำงาน ลูกทุ่งขนานแท้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/201496

วันพุธ ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559, 06.00 น.
“หนุ่ม-ณัธพล” ปล่อยหมัดเด็ด กับซิงเกิ้ลใหม่“รักจริงอย่ายิงเบอร์” หลังจากที่ได้ห่างหายจากวงการเพลงลูกทุ่งไปสักพักใหญ่ ความอดทนและความมุ่งมั่นเท่านั้นที่ทำให้ “หนุ่ม- ณัธพล” ก้าวสู่ถนนลูกทุ่งได้ถึงทุกวันนี้กับการที่ หนุ่ม-ณัธพล ยืนหยัดสร้างชื่อเสียงในทางที่ดีตลอดเวลาแม้ว่าจะไม่โด่งดังหรือโดดเด่นเขาไม่เคยย่อท้อแม้แต่น้อย เจ้าตัว กล่าวว่า

“ในวันนี้ผมได้ก้าวเข้ามาอีกครั้งกับซิงเกิ้ลใหม่“รักจริงอย่ายิงเบอร์”ซึ่งเป็นแนวเพลงลูกทุ่งช้าๆ ซึ้งๆ จากฝีมือการแต่งของ
อ.สันต์ สิงห์สกุล และในการกลับมาครั้งนี้โดยการรวมตัวของกลุ่มศิลปินหลายๆ ท่านภายใต้ของเอ็กซ์ตร้าเฮ้าส์มิวสิค ซึ่งในขณะนี้กำลังเดินสายโปรโมทผลงานเพลงยังไงก็ขอฝากแฟนเพลงทั่วประเทศให้การสนับสนุนศิลปินนิสัยดี หนุ่ม-ณัธพลกับซิงเกิ้ล “รักจริงอย่ายิงเบอร์”ช่วยสนับสนุนนักร้องหนุ่มแดนใต้คนนี้อีกสักคนนะครับ”

พลิกคาแร็กเตอร์ในรอบ 20 ปี!! ‘ธัญญ่า’ ปรับลุคมาดแมนจีบสาวใน ‘รักออนไลน์’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/201495

วันพุธ ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559, 06.00 น.
ธัญญ่า-ธัญญาเรศ เองตระกูลที่สลัดคราบสาวสวยปรับลุคสวมบทหญิงรักหญิงในซีรี่ส์ “Club FridayThe Series 7 เหตุเกิดจากความรัก”ตอน “รักออนไลน์” ทางช่อง GMM 25 เพราะเมื่อมีภาพจากในละครถูกเผยแพร่ออกไปในโลกโซเชียล กลับมีแฟนคลับชมเปาะว่าสาวธัญญ่า ในลุคนี้ทั้งหล่อและเท่สุดๆ

“เรื่องนี้เป็นการพลิกคาแร็กเตอร์ในรอบ 20 ปีของธัญญ่าเลยค่ะ คือเรื่องนี้ต้องบอกก่อนว่าญ่าไม่ได้เป็นทอมบอยมาดแมนอะไร เรื่องมันเริ่มต้นว่าญ่าเลิกกับสามีแล้วต้องทำงานหนักเลี้ยงลูกสาวคนเดียว วันหนึ่งอยู่คนเดียวก็รู้สึกเหงาเลยหาที่พึ่งความเหงาด้วยการเล่นแชทออนไลน์ แล้วก็มแต่คนมาทักมาจีบเยอะไปหมด ก็เลยตัดความหงุดหงิดใจปลอมรูปโปรไฟล์ในแชทเป็นรูปผู้ชาย จนบังเอิญมีน้องคนหนึ่งเข้ามาทักคุยกับเราทุกวันจนผูกพันเป็นความรักขึ้นก็คือน้องกระแตคุยกัน พอเค้านัดเจอหน้าเราเราก็ไม่กล้าไปเจอเพราะเค้าคิดว่าเราเป็นผู้ชายมาตลอด สนุกมากค่ะได้รับบทอะไรใหม่ๆ ที่ไม่ค่อยได้เล่นมาก่อน และเป็นครั้งแรกของญ่าด้วยที่มาร่วมแสดงในคลับฟรายเดย์ ตอนที่เห็นภาพ โปรโมทละครเผยแพร่ทางอินสตาแกรม เฟซบุ๊คมีคนมาคอมเม้นต์เยอะว่าอยากดู และชมว่าเราหล่อ เท่ รอชมกันเยอะแปลกดีค่ะคนมองว่าลุคนี้ดูดี คือธัญญ่าเคยเล่นละครในบททอมมาก่อนเมื่อ 20 ปีที่แล้ว วันนี้ปัดฝุ่นกับลุคแบบนี้อีกครั้ง ยังไงธัญญ่าขอฝากคลับฟรายเดย์ เรื่องรักออนไลน์ไว้ด้วยนะคะ เป็นความรักอีกมุมมองหนึ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตคนมาแล้ว”

ทุ่มเทให้ทั้งกายและใจ ‘ครูมืด’ ปลื้มเล่น ‘วานรคู่ฟัด’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/201494

วันพุธ ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559, 06.00 น.
ถึงกับออกปากว่าภูมิใจกับบทบาท “ปู่กล้า” ผู้มีวิชาโขน และ มวยลิงต้องห้าม ติดตัวมาตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษ ในภาพยนตร์แอ๊กชั่น ดราม่า เรื่อง วานรคู่ฟัด (MONKEYTWINS) ทำให้ ครูมืด-ประสาท ทองอร่าม ต้องทุ่มเทให้ทั้งกายและใจ เพื่อผลงานชิ้นล่าสุดนี้เต็มที่

“ในเรื่องผมรับบทเป็น ปู่กล้า ปู่ของพระเอกซึ่งก็คือเหนือ ที่รับบทโดย โอ๋-สำเร็จ เมืองพุทธ ปู่กล้าเป็นคนมีอุปนิสัยร่าเริง โอบอ้อมอารี เป็นชาวสวนเก็บมะพร้าวขาย แต่มีภูมิความรู้เรื่องโขนซึ่งเป็นมรดกของวงศ์ตระกูล ก็เอาตรงนี้มาให้หลานประกอบอาชีพการแสดงโขนสดชาวบ้านเลี้ยงตัวเองได้ ก็คือมาโชว์ระหว่างลิงกับคนเพื่อหาเงินจุนเจือครอบครัว เรื่องนี้เป็นภาพยนตร์ที่ผมภูมิใจนะ เพราะนอกจากเนื้อเรื่องที่มีครบรส ทั้งความสนุก ดราม่า และมันส์ไปกับซีนบู๊ของหลายๆตัวแสดงแล้ว คนดูยังจะได้เห็นศิลปะการร่ายรำของโขนและงิ้วอันสง่างามอีกด้วย ก็ดีใจที่มีคนเห็นคุณค่าของศิลปะทั้งสองแขนงนี้ โดยเฉพาะโขนซึ่งเป็นของคนไทยมาช้านาน ถือเป็นการอนุรักษ์โขนได้อีกทางหนึ่งไม่ให้สูญหายไปตามกาลเวลา ผมทุ่มเต็มที่นะ ผมบอกทีมงานเลยว่ามีอะไรให้ช่วยก็ขอให้บอก ภูมิใจที่พวกเขาเห็นความสำคัญของโขน”

‘อั๋น-ชยพล’ ชวนร้องเพลง ‘มาเฮ้วกันไหม’ ประกอบละคร ‘หอเฮ้ว ขนหัวลุก’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/201492

วันพุธ ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ละครโรแมนติกคอเมดี้ หลอนดี๊ดี “หอเฮ้ว ขนหัวลุก” ค่ายมงคล การละคร ใกล้ออนแอร์ พระเอกอั๋น-ชยพล บุนนาคที่รับบท “ทอย” นักศึกษาปี 1 เพิ่งใช้ชีวิตเด็กหอก็เจอดีเห็นผีกุ๊กๆ กู๋ทุกที่ทุกเวลา นอกจากความตลกสาระดีของละครแล้ว เจ้าตัวยังชวนแฟนๆ ฟังเพลงสนุกๆ “มาเฮ้วกันไหม” ที่ร้องประกอบละครด้วย

“ดีใจมากครับที่ได้ร้องเพลงประกอบละคร “หอเฮ้ว ขนหัวลุก” ชื่อเพลง..มาเฮ้วกันไหม แค่ชื่อก็สนุกแล้ว จังหวะโจ๊ะๆฟังง่าย สไตล์อั๋น-ชยพล คำร้อง สุรพันธ์ชาญวิชญานันต์ ทำนอง Moomou และเรียบเรียงโดย อธิษฐาน การันตีคุณภาพ เนื้อหาเกี่ยวกับบาปบุญคุณโทษ ถ่ายทอดแบบสนุกๆ เด็กฟังได้..ผู้ใหญ่ยิ่งควรฟัง เข้าใจง่ายไม่ซับซ้อนเช่นเดียวกับเนื้อหาละคร แฝงแง่คิดให้ทุกคนเข้าใจหลักธรรมคำสั่งสอนแบบซึมซับไม่ยัดเยียดทุกอย่างจะมาพร้อมความบันเทิงในครอบครัวครับผม”

ยุคนี้มีแต่ “ข่าวร้าย” SMEs ต้องตั้งสติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07012010958&srcday=2015-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 380

แหล่งทุนหนุน SMEs

สุรพล โอภาสเสถียร ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด

ยุคนี้มีแต่ “ข่าวร้าย” SMEs ต้องตั้งสติ

“เรื่องยอดส่งออกก็ออกมาพูดกันมากว่าการเติบโตนั้นติดลบอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ทั้งจากปัญหาประเทศที่นำเข้าอย่าง จีน มีการเติบโตทางเศรษฐกิจลดลง…ปัญหาทางยุโรปที่เป็นคนซื้อของที่บ้านเราส่งออกไปก็ยังสามวันดี สี่วันไข้”

เมื่อเราๆ ท่านๆ ไม่ว่าในฐานะคนขายของ คนทำธุรกิจ คนทำโรงงานผลิต คนทำธุรกิจรับจ้างทำของ-ให้บริการ หรือแม้แต่คนทำอาชีพเกษตรกรรม-กสิกรรม หรือในฐานะที่ถูกยกย่องว่าเป็น SMEs กระดูกสันหลังของระบบเศรษฐกิจไทยคงไม่มีใครจะไม่รู้สึกละเหี่ยใจ เหตุเพราะว่าเวลาได้อ่านข่าวสาร ได้รับฟังข่าวสารทางเศรษฐกิจช่วงเวลานี้ล้วนมีแต่ในทางข่าวลบ และมากระทบความรู้สึกได้แทบทุกวัน ในทุกช่องทางที่รับรู้

– ยอดขายรถ ตกต่ำบ้าง ขายไม่ออก มีรถเหลือเยอะแยะ โปรโมชั่นเต็มที่แล้ว ถึงขนาดออกมาแบบว่าดอกเบี้ย 0 เปอร์เซ็นต์ ผ่อน 72 งวดก็แล้ว ที่สำคัญ ผลจากโครงการรถยนต์คันแรกที่เกิดขึ้นได้ทำให้ครัวเรือนส่วนใหญ่ที่ตัดสินใจซื้อรถยนต์คันใหม่ ทั้งที่อาจจะยังไม่มีความพร้อม และจะต้องมีภาระในการผ่อนชำระอย่างน้อย 4-6 ปีตามงวดการชำระ ความระมัดระวังของสถาบันการเงินในการอนุมัติสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์เนื่องจากสถาบันการเงินมีความกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจและความสามารถในการชำระหนี้ของผู้กู้ ทำให้มีการปฏิเสธสินเชื่อสูงขึ้น ส่งผลให้ผู้ซื้อรถใหม่เป็นเจ้าของรถได้ยากขึ้น เมื่อพิจารณาถึงสาเหตุ ทั้งการบิดเบือนของตลาดรถยนต์ในช่วงที่ผ่านมา ผลของรายได้ที่ลดลง ความระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อ รวมถึงภาระหนี้ครัวเรือนที่มีอยู่สูง จึงนำมาสู่เรื่องราวในทางลบนั่นเอง แต่ปรากฏว่าเวลานี้ รถยนต์ยี่ห้อแพงๆ กลับขายได้ดี

– อสังหาริมทรัพย์ บ้าน คอนโดมิเนียม ทาวน์เฮ้าส์ มียอดการปฏิเสธสินเชื่อที่สูงเพิ่มขึ้น พูดง่ายๆ คือ มีใบสมัครสินเชื่อเข้ามาให้พิจารณา 100 ใบ ปรากฏว่าไม่ผ่านการพิจารณาทั้งเรื่องของรายได้ไม่มากพอตามเกณฑ์ มีภาระหนี้เดิมอยู่มาก ผ่อนเพิ่มอาจจะไม่ไหว หรือว่ามีประวัติผิดนัดชำระหนี้ล่าช้าในบางบัญชีที่เรียกว่า “ปัจจุบันไม่มีการค้าง แต่ในอดีตที่ผ่านมาเคยค้างชำระ-เรียกเป็นภาษาชาวบ้านว่าเป็นคนเคยค้าง” ขณะที่เกณฑ์การให้สินเชื่อยังเป็นเกณฑ์เดิม เพียงแต่จะมีการพิจารณารอบคอบมากขึ้น โดยยอดปฏิเสธสินเชื่อบ้านลูกค้าตลาดบน คนที่มีรายได้สูงจะมีอัตราการปฏิเสธสินเชื่ออยู่ที่ 20-25 เปอร์เซ็นต์ ของคำขอสินเชื่อ และกลุ่มลูกค้าทั่วไปอยู่ที่ 40-45 เปอร์เซ็นต์”

– ยอดสินเชื่อที่ธนาคาร สถาบันการเงินให้กู้ยืม มีอัตราการเติบโตที่ลดลงมากว่าปีก่อนๆ และก็มีความระมัดระวังในเรื่องการให้กู้กับลูกค้าเพิ่มมากขึ้น เช่น ในช่วงที่เศรษฐกิจฟื้นตัวอย่างช้าๆ การปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัยให้กับผู้ที่มีรายได้ต่อเดือนต่ำกว่า 30,000 บาท ธนาคารได้ระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อเป็นอย่างมาก เนื่องจากลูกค้ากลุ่มนี้มีภาระหนี้เก่าสูง ขณะที่กลุ่มที่มีรายได้ต่อเดือนที่ 50,000 บาทขึ้นไป และต้องการที่อยู่อาศัยราคา 5 ล้านบาท หรือคอนโดมิเนียมราคา 10 ล้านบาท ที่ติดรถไฟฟ้ายังไปได้ดี ดังนั้น เจ้าของโครงการหรือผู้พัฒนาโครงการจะหันมาเน้นกลุ่มลูกค้าระดับบนที่มีรายได้สูงมากขึ้น

– ในส่วนของดัชนีความเชื่อมั่นด้านต่างๆ ล้วนมีการประกาศออกมาในทางลดลงอย่างต่อเนื่อง

– เรื่องยอดส่งออกก็ออกมาพูดกันมากว่าการเติบโตนั้นติดลบอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ทั้งจากปัญหาประเทศที่นำเข้าอย่าง จีน มีการเติบโตทางเศรษฐกิจลดลง เช่น การส่งออกในเดือนกรกฎาคม ติดลบไป 8.3 เปอร์เซ็นต์ ต่ำสุดในรอบ 4 เดือนและต่ำสุดกว่าที่ตลาดได้คาดการณ์ไว้ ปัญหาทางยุโรปที่เป็นคนซื้อของที่บ้านเราส่งออกไปก็ยังสามวันดี สี่วันไข้ พอมาดูทางอเมริกา ตอนแรกๆ ก็บอกว่าเศรษฐกิจน่าจะดีแล้ว ที่สุดก็ยังไม่แน่นอนขึ้นมาว่าจะดีแบบคงทน ถาวร แข็งแกร่งหรือไม่ ใจของผู้คนที่ได้รับฟัง เจอทุกวัน นานวันเข้าก็จะมีความรู้สึกว่า สถานการณ์มันมีอะไรที่น่าวิตก เศรษฐกิจไทยมันจะไปได้โลดจริงหรือ ยากนักที่สังคม (ที่เชื่อตามความรู้สึก ไม่ได้เชื่อจากความรู้จริงแบบบ้านเรา) จะยอมเชื่อว่า เศรษฐกิจเรามีพื้นฐานแข็งแรง ได้เปรียบในจุดยุทธศาสตร์ของการแข่งขัน ปัญหาที่เจอเป็นเรื่องชั่วคราวแล้วเราก็จะผ่านไปได้ เหมือนที่เรามีพระเอกขี่ม้าขาว มาช่วยโดยตลอด…เราจะเชื่อเช่นนั้นได้จริงหรือ

แล้วอะไรคือสิ่งที่ SMEs บ้านเราในเวลานี้ที่ควรต้องดำเนินการภายใต้ข่าวสารที่ออกมา ไปในทางลบค่อนข้างมาก จนอาจกล่าวได้ว่า ตื่นเช้าขึ้นมา อ่านสื่อ เสพสื่อแล้ว ยังจะมีกำลังใจเหลืออยู่หรือไม่

ผมคิดว่าเมื่อเราเป็น SMEs ในเมืองพุทธ น่าจะมีศาสนาในใจ จึงขอนำเอาข้อความมาสื่อให้กับทุกท่าน ในช่วงเวลานี้เนื่องจากเป็นช่วงของ “การเข้าพรรษา” เพื่อท่านจะได้มีข้อมูลอะไรที่จะช่วยท่านๆ ทั้งหลาย ที่ต้องแบกรับภาระหนี้สิน ภาระการหมุนเงิน ภาระการหมุนหนี้ ภาระการดูแลธุรกิจ ลูกจ้าง พนักงาน ในยามนี้ เวลานี้ที่ต้องใช้สรรพกำลังทั้งกายและใจต่อสู้ ฝ่าฟัน กับข่าวสารในทางลบที่ออกมาดังกล่าวข้างต้น ก็ไปพบว่า มีผู้คนที่ปรารถนาดีต่อกันได้ส่งข้อมูลมาให้เพื่อเป็นทั้งกำลังใจ ทั้งเตือนสติ ให้กาย-ใจ กลับสู่ที่ตั้ง มีความไม่ปรุงแต่งเป็นที่ยึด คำนึงถึงความเพียงพอ เพื่อที่จะมีชีวิตทั้งทางโลก ทางธรรม ทางธุรกิจ แบบพอเพียง ความมีดังนี้ครับ

ชีวิตคน ย่อมแปรผัน

สิ่งสำคัญ อย่าประมาท

สิ่งผิดพลาด คือบทเรียน

สิ่งพากเพียร คือลาภผล

สิ่งช่วยตน คือปัญญา

สิ่งบูชา คือบุญคุณ

สิ่งค้ำจุน คือพ่อแม่

ผู้เสริมต่อ คือครูอาจารย์

สิ่งบันดาล คือเงินตรา

ยอดปรารถนา คือความสุข

สิ่งเปลื้องทุกข์ คือศีลทาน

สิ่งสำราญ คือความชั่ว

สิ่งเมามัว คือความอยาก

พาลำบาก คือเกียจคร้าน

ใจเบิกบาน คือไม่มีหนี้

ความป่นปี้ คืออบายมุข

พาให้สุข คือธรรมะ

ไม่หมดภาระ คือยังไม่ตาย

เลิกวุ่นวาย คือได้ “นิพพาน”

คำที่ว่า “ใจเบิกบาน คือไม่มีหนี้ ความป่นปี้ คืออบายมุข” เห็นจะเป็นจริงแน่แท้

ดังคำที่ว่า ความไม่มีหนี้เป็นลาภอันประเสริฐ ภายใต้บรรยากาศของหนี้ครัวเรือน 10.5 ล้านล้าน + ความเข้มงวดของคนให้กู้ + เศรษฐกิจเปราะบางเวลานี้ ที่ต่างก็ระบายออกมาทางไลน์ว่า “การหมุนเงินทัน ในแต่ละเดือน คือลาภอันประเสริฐ”

ผมต้องขอขอบคุณท่านที่เป็นผู้แต่งคำกล่าวข้างต้นที่ระบุเพียงว่า สายธรรม (วัดป่าฯ อุดร) ด้วยความขอบคุณยิ่ง

ท่านเตือนสติผู้คน เตือนสติ SMEs ในยามนี้ได้อย่างงดงามจริงๆ ครับ

ทำไม…ใครๆ ก็อยากไปญี่ปุ่นอีก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07016010958&srcday=2015-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 380

เติมใจ…ใส่ธุรกิจ

พลชัย เพชรปลอด : อาจารย์พิเศษ ม.ศิลปากร, อดีตผู้บริหารการตลาด กลุ่มธนบุรีประกอบรถยนต์

ทำไม…ใครๆ ก็อยากไปญี่ปุ่นอีก

เมื่อเร็วๆ นี้ ได้ฟังเพื่อนคุยกันถึงสถานที่ท่องเที่ยวอันน่าประทับใจ และอยากไปซ้ำ แต่ละคนสรุปตรงกันว่า “ญี่ปุ่น” คือประเทศที่อยากไปซ้ำอีก ไปกี่ครั้งก็ไม่เบื่อ ขนาดนั้นเชียวเหรอ…

ถ้าจะว่าไปก็ไม่น่าเป็นคำกล่าวเกินจริง เพราะญี่ปุ่นมีหลากอารมณ์ให้ชม ให้ชิม และให้ช็อป แต่สิ่งที่น่าสนใจนอกเหนือจากสภาพบ้านเมืองอันมีระเบียบ ชนิดอย่าเอาเมืองไทยไปเทียบให้อายเขา ยังมีธรรมชาติงดงาม มีแหล่งช็อปชนิดที่ใจแข็งแค่ไหนก็กระเป๋าฉีกได้

แต่สำหรับผม คิดว่าสิ่งที่น่าสนใจไม่แพ้เรื่องการท่องเที่ยวคือ เรื่องการทำงานของคนญี่ปุ่น

มีคนเคยกล่าวว่า ถ้าท่านไปเที่ยวสวนสนุกดิสนีย์แลนด์ ซึ่งมีในหลายประเทศ รวมทั้งญี่ปุ่นเป็นหนึ่งในสวนสนุกดิสนีย์อันเลื่องชื่อ แต่เขาเคลมว่า ที่ญี่ปุ่นให้บริการดีที่สุดในโลก

เป็นคำกล่าวที่ไม่เกินจริงในเรื่อง “งานบริการ” ที่คนญี่ปุ่นมีหัวใจบริการเต็มเปี่ยม น่าเอาเยี่ยงอย่าง

ผมเคยลองนั่งวิเคราะห์ดูว่า ทำไมเราจึงรู้สึกว่าการทำธุรกิจ การให้บริการของคนญี่ปุ่น จึงเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งที่น่าหลงใหล ได้ข้อสรุปมาประมาณ 5 ข้อครับ

ข้อแรก คนญี่ปุ่นตั้งใจทำงาน (มาก หรืออาจมากเกินไปในสายตาคนไทย) เวลาทำงานของคนญี่ปุ่น จะแสดงให้เห็นถึงความจริงจัง จดจ่อ เอาใจใส่กับงานตรงหน้า อย่างไม่วอกแวกไปสนใจอย่างอื่น

ผมเคยนั่งรถไฟสายชนบทของญี่ปุ่นสายหนึ่ง ที่มีเพียงโบกี้เดียว จึงสามารถมองดูพนักงานขับรถไฟทำหน้าที่ได้อย่างใกล้ชิด ทั้งรถไฟ มีเจ้าหน้าที่คนเดียวครับ ขับรถไป จอดรถก็ลุกมาเก็บค่าโดยสาร แวะรับของที่มีคนมาส่งทางรถไฟ เอามาเรียง หรือเอาของลงให้คนที่มารอรับ “คนเดียว” ทำได้ครบ

ถ้าเป็นเมืองไทย ต้องมีอย่างน้อย 2-3 คนแน่นอน หน้าที่ใครหน้าที่มัน ช่วยกันไม่ได้ ทำแทนกันไม่ได้ แต่ญี่ปุ่นใช้คนน้อยสุด ใช้คนเท่าที่จำเป็นจริงๆ แต่ทุกคนทำงานได้เร็ว เร็วแค่ไหน ลองดูสนามบินในโตเกียวตอนเอกซเรย์กระเป๋าได้ครับ แถวยาวเหยียด แต่เร็วมาก

ย้อนกลับไปที่พี่คนขับรถไฟ เสือเดี่ยวโบกี้เดียวของผม ทุกครั้งเมื่อถึงสถานี และก่อนออกรถ เขาจะทบทวนขั้นตอนทุกครั้งว่าต้องกดปุ่มไหน ต้องทำอะไรบ้าง เพื่อไม่ให้เกิดข้อผิดพลาด

ถ้าใครเคยทำงานกับเจ้านายญี่ปุ่น อาจไม่สนุก เพราะความตั้งใจทำงานมากเกินเหตุนี่แหละ ผมเคยมีเจ้านายญี่ปุ่น ทำกันอยู่ระยะสั้นๆ ก็รู้สึกว่าชีวิตรันทดครับ เล่นไม่ได้ ไม่มันส์เลย

ข้อสอง คนญี่ปุ่นอ่อนน้อมให้เกียรติ การโค้ง คือการแสดงความให้เกียรติของคนญี่ปุ่นแทนการไหว้แบบของไทย การโค้งยังมีระดับของการโค้งว่าต่ำแค่ไหน ก้มไม่มาก อาจเป็นรุ่นราวไล่เลี่ยกัน แต่ถ้าอาวุโสมาก หรือให้เกียรติมาก โค้งต่ำแทบหลังหัก

ไม่เพียงในร้านอาหาร ร้านค้าต่างๆ ที่โค้งแล้วโค้งอีก อันนั้นผมว่าธรรมดา แต่ผมสังเกตในสนามบิน ซึ่งมีพนักงานคอยตรวจเช็กความพร้อมของเครื่องบิน และคนที่คอยให้สัญญาณเลี้ยวและการเข้าจอดเทียบงวงของเครื่องบิน ที่เมืองไทยคงเคยเห็นคนที่ถือไม้ปิงปองคู่ โบกมือไหวๆ นั่นแหละ

คนเหล่านี้ ทำงานอยู่ในสนามบินตามปกติของเขา สื่อสารกับกัปตัน แต่ที่ญี่ปุ่นคนเหล่านี้จะโค้งเมื่อทำภารกิจเสร็จ จะไปยืนส่งผู้โดยสาร เมื่อเครื่องบินเริ่มเคลื่อนออกไป จะโค้งแสดงอาการเหมือนขอบคุณ โบกมือให้

แม้แต่แอร์โฮสเตสจะเดินเข้าเครื่องบิน ยังต้องหยุดโค้งให้ผู้โดยสารที่นั่งรอในโถงประตูทางออก เจ้าหน้าที่ภาคพื้นดินจะเข้าทำหน้าที่ ก็โค้งผู้โดยสารที่รออยู่ ไม่มีใครสนใจ ก็ไม่เป็นไร แต่ก็โค้งด้วยทีท่าจริงใจ ไม่ใช่สักแต่โค้งๆ ไปให้เสร็จภาระ

ข้อสาม ยินดีให้บริการ คนญี่ปุ่นมีลักษณะพิเศษที่ผมชอบคือ ความภาคภูมิใจในอาชีพของตนเอง เขาไม่ดูถูกอาชีพของตัวเอง และไม่เห็นใครดูถูกอาชีพคนอื่น จะหน้าที่ไหน เขาทำหน้าที่ด้วยความขยันขันแข็ง ทำด้วยความสนุกในหน้าที่

ดังนั้น เวลาเป็นผู้รับบริการ จะพบว่าได้รับการบริการที่เขายินดีมอบให้ ตามร้านค้า ถ้าไปเดินดูของจะไม่เจอมาเร่งเร้า มาคอยตามประกบราวจะตีหัวเข้าบ้าน

ยิ่งตามร้านซูชิ ผมชอบลีลาการเสิร์ฟซูชิของเชฟ ที่มาทำตรงหน้า และทำด้วยอารมณ์ของคนภาคภูมิใจในการปรุงอาหาร อยากให้เราได้กินของดีๆ แค่ดูก็มีความสุขแล้ว

ข้อสี่ พยายามช่วยเหลือ เมื่อขอความช่วยเหลือ ชาวญี่ปุ่นก็พยายามช่วยเหลือ ด้วยความเต็มใจ แม้ว่าโดยปกติแล้วชาวญี่ปุ่นจะถือความเป็นส่วนตัวค่อนข้างมาก การรบกวนเป็นเรื่องไม่ควรกระทำ แต่ในงานบริการ ความพยายามที่จะช่วยเหลือนั้นมีอยู่ไม่น้อย

เคยเจอพนักงานบริการร้านอาหารแห่งหนึ่ง ทั้งร้านพูดภาษาอังกฤษไม่ได้เลย มีแต่น้องคนหนึ่ง ที่พอพูดได้แบบงูๆ ปลาๆ แล้วเป็นงูและปลาตัวน้อยซะด้วย ต้องอาศัยภาษารูปกับภาษามือช่วยเสริม แต่ก็พบว่าเขามีความพยายามที่จะดูแล พยายามจะสื่อสาร จะช่วยให้เราได้กินอย่างที่อยากกิน เหนื่อยกันไปทั้ง 2 ฝ่าย

ข้อห้า สร้างเสน่ห์ด้วยรายละเอียด จริงๆ แล้วผมว่าญี่ปุ่นนี่แหละคือตัวพ่อของแนวคิด minimalism คือ ทำน้อยแต่ได้มาก คือไม่ต้องมีอะไรมากชิ้นให้รกรุงรัง แต่คุณค่าที่ตอบสนองเพียบ การประดับตกแต่ง การสร้างบรรยากาศ ซึ่งในแง่ของการตลาดบริการเขาเรียกว่า physical evidence สิ่งที่ปรากฏชัดทางด้านกายภาพคือ เห็นได้ ฟังได้ ดมได้ สัมผัสได้ ล้วนมีผลต่อการตัดสินใจซื้อของลูกค้า

บรรยากาศของร้านญี่ปุ่น ของธุรกิจบริการต่างๆ การประดับประดามักจะน้อยๆ แต่เสน่ห์มาแบบเน้นๆ เพราะในความน้อยนั้น มีความใส่ใจในรายละเอียดต่างๆ แฝงอยู่

ด้วยความเป็นเจ้าแห่งเทคโนโลยี และระบบอิเล็กทรอนิกส์ทั้งหลาย อุปกรณ์อัตโนมัติจึงเป็นสิ่งธรรมดาของญี่ปุ่น แต่สังเกตได้ว่า ไม่ได้บ้าอัตโนมัติแบบไม่ลืมหูไม่ลืมตา เขาใช้เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับการใช้ชีวิตประจำวันมากกว่า โดยเฉพาะถ้าสิ่งนั้นข้องเกี่ยวกับความสะอาด

ห้องน้ำอัตโนมัติมีน้ำล้างฉีดให้เอง ถังขยะในห้องน้ำที่มีเซ็นเซอร์ มือโบกก็เปิดฝาให้ ห้องอาบน้ำที่มีระบบป้องกันกระจกเป็นฝ้าจากการเปิดน้ำอุ่น แต่ละสิ่งถูกคิดด้วยรายละเอียด ด้วยการเอาประโยชน์ใช้สอยเป็นตัวนำ แล้วตามด้วยดีไซน์แบบ minimal

ลองนึกดูสิครับ ว่าถ้าการใช้บริการในญี่ปุ่นได้รับการดูแลเอาใจใส่อย่างเป็นธรรมชาติ ผมขอย้ำว่า “อย่างเป็นธรรมชาติ” คือทุกคนทำด้วยความภาคภูมิใจในอาชีพของตนเอง คนรับบริการจะมีความสุขแค่ไหน นั่นคือสิ่งที่ญี่ปุ่นเป็นอยู่ คนรับบริการจึงมีความสุข

ผมว่าบางทีปัญหาเรื่องการบริการในบ้านเรา ที่เจอปัญหาบ่อยๆ ได้ฟังเจ้าของกิจการบ่นให้ฟัง บ่อยครั้งถูกเชิญไปบรรยาย ก็เริ่มจากปัญหาบริการเป็นส่วนใหญ่ คนไทยจำนวนไม่น้อยให้บริการแบบขอไปที ถ้าเราเริ่มต้นแก้ไขให้สะเด็ดน้ำ คงต้องเปลี่ยนวิธีคิดก่อน

ทำอย่างไรให้คนไทย รู้จักภาคภูมิใจในอาชีพ ในงานที่ตนเองทำ เริ่มต้นแค่นี้แหละ ผมเชื่อว่า ถ้าทำได้…บริการที่ดีจะตามมาเอง

แล้ว…ใครๆ ก็คงอยากมาเมืองไทย…เหมือนที่ใครๆ อยากไปญี่ปุ่นอีก…