‘บิ๊กโด่ง’เชื่อพุทธมณฑลเรียบร้อยไร้ปัญหา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160222/222903.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันจันทร์ที่ 22 กุมภาพันธ์ 2559
‘บิ๊กโด่ง’เชื่อพุทธมณฑลเรียบร้อยไร้ปัญหา

‘พล.อ.อุดมเดช’ เชื่อพุทธมณฑลเรียบร้อย ไร้ปัญหา เผย สตง.สอบสร้าง ‘ราชภักดิ์’ ไม่พบทุจริต ชี้ทุกอย่างทำตามขั้นตอน ยินดีให้ ป.ป.ท.ตรวจสอบอีก

      22 ก.พ.59 เมื่อเวลา 11.00 น. พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รมช.กลาโหม และสมาชิกคณะรักษาความสงบเรียบร้อย (คสช.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่มีกระเเสข่าวว่าจะมีกลุ่มพระสงฆ์นัดรวมตัวกันที่สนามหลวง และพุทธมณฑล จ.นครปฐม เพื่อแสดงสังฆามติที่ทำเนียบรัฐบาลว่า คิดว่าไม่มีปัญหาอะไร ในส่วนของ คสช.ที่ดูแลพื้นที่พุทธมณฑลนั้นก็มีความระมัดระวัง แต่เป็นเรื่องของการดูแลให้ประชาชนมีความสะดวกมากกว่า และดูแลเรื่องการผ่านเข้า-ออกของประชาชน ตนไม่อยากให้มีสิ่งต่างๆมาแอบแฝงแทรกความบริสุทธิ์ที่จะมีการประกอบพิธีทางศาสนา แต่คิดว่าทุกอย่างคงเป็นไปด้วยความเรียบร้อย เพราะกิจกรรมที่พุทธมณฑลถือเป็นกิจกรรมที่ดี และรัฐบาลก็ส่งเสริมการดำเนินการกิจกรรมทางศาสนา
‘พล.อ.อุดมเดช’ เผย สตง.สอบสร้างอุทยานราชภักดิ์ ไม่พบทุจริต
      พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รมช.กลาโหม ในฐานะประธานมูลนิธิอุทยานราชภักดิ์ ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการตรวจสอบการจัดสร้างอุทยานราชภักดิ์ จ.ประจวบคีรีขันธ์ว่า ที่ผ่านมาทางคณะกรรมการตรวจสอบชุดต่างๆทั้งในส่วนของกองทัพบกและกระทรวงกลาโหม ได้ยืนยันถึงการดำเนินโครงการดังกล่าวแล้วว่าถูกต้องตามขั้นตอนและไม่มีการทุจริตใดๆ ทุกอย่างเป็นไปตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีตามที่ได้ระบุไว้ อีกทั้งที่สำคัญคือทางผู้ใหญ่ของสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ก็ได้ตรวจสอบแล้ว ซึ่งขอชี้แจงว่าเอกสารส่วนใหญ่ในการดำเนินโครงการอยู่ที่กองทัพบก ตนไม่ได้นำติดตัวออกมาด้วย แต่ในส่วนของตนก็พร้อมที่จะให้ข้อคิดเห็นต่างๆ ในเรื่องของเป้าหมายและวัตถุประสงค์ของการดำเนินโครงการในปีที่ผ่านมาที่มีตนเป็นผบ.ทบ. พร้อมให้ข้อมูลทุกอย่างที่เรามีอยู่ และสามารถไปตรวจสอบที่กองทัพบกได้
      “เป็นเรื่องที่น่ายินดีและสบายใจตามที่ผู้ใหญ่ของสตง.ได้ตรวจสอบแล้วว่าทุกอย่างเป็นไปด้วยความถูกต้องทุกขั้นตอน ไม่มีสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่จะมีปัญหา แต่ในขณะนี้ก็ยังมีบางส่วน เช่น คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ต้องการจะตรวจสอบเพิ่มเติม ผมก็พยายามอยากให้เข้าใจว่าทุกอย่างทาง 3หน่วยหลัก ได้ตรวจสอบไปแล้วก็น่าจะเพียงพอ เพื่อให้อุทยานราชภักดิ์เดินหน้าต่อไปได้ เพราะขณะนี้ดำเนินการเสร็จเพียงขั้นที่1 คือการสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์และลานที่จะใช้ประกอบพิธีต่างๆ ส่วนที่ยังค้างอยู่คือการสร้างแหล่งเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์และพระราชประวัติของพระมหากษัตริย์ของแต่ละสมัย ทุกอย่างประชาชนก็ได้รับทราบแล้วว่าโปร่งใส ไม่มีการทุจริตและดำเนินการตามขั้นตอนอย่างถูกต้อง เพื่อที่จะให้มีการดำเนินการต่อไป ผมหวังว่าอุทยานราชภักดิ์จะเป็นจุดหนึ่งที่สามารถรวมจิตใจให้คนไทยเกิดความรักสามัคคีและเกิดความมั่นคงต่อชาติ ที่สำคัญทุกคนต้องช่วยกันรักษาไว้และทำนุบำรุงต่อไป เพื่อให้มีสถานที่หลักในการระลึกถึงสถาบันพระมหากษัตริย์อันเป็นที่รักของ เรา” พล.อ.อุดมเดช กล่าว
‘อุดมเดช’ ชวนปชช.ทำความเข้าใจร่างรธน. ลงมติเดินหน้าเลือกตั้งตามโรดแม็พ
      พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รมช.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ถึงเรื่องร่างรัฐธรรมนูญว่า ขณะนี้การดำเนินการเรื่องร่างรัฐธรรมนูญเป็นไปตามขั้นตอน เพื่อให้ทุกอย่างเกิดความสมบูรณ์ให้มีรัฐธรรมนูญที่ทุกคนพึงพอใจและเหมาะสมกับประเทศของเรา ตอนนี้เป็นช่วงของการศึกษา ส่วนทหารเองก็ได้รับนโยบายให้ลงพื้นที่ทำความเข้าใจกับประชาชน เพื่อให้ประชาชนเข้าใจภาพรวมความตั้งใจในการทำงานของรัฐบาล ส่วนร่างรัฐธรรมนูญก็จะมีการเชิญชวนให้ประชาชนออกมาลงประชามติ แต่ทุกคนก็มีหน้าที่ที่จะต้องทำการศึกษาร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อให้เกิดความเข้าใจในมาตราต่างๆ ซึ่งสิ่งเหล่านั้นก็เป็นสิ่งที่ดีทั้งสิ้น แต่อาจมีข้อคิดเห็นต่างๆซึ่งทางคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) พร้อมที่จะรับฟังความเห็นและพร้อมปรับบางสิ่งบางอย่างให้เหมาะสมต่อไป ทั้งนี้เป็นหน้าที่ของเราทุกคนและตนขอเชิญชวนพวกเราทุกคนมาร่วมทำความเข้าใจในสิ่งดีๆเหล่านี้ เพื่อเดินหน้าให้เกิดการเลือกตั้งตามขั้นตอนที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้วางไว้
      เมื่อถามถึงกรณีที่นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ อดีตประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ออกมาเปิดใจว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับบวรศักดิ์ถูกคว่ำเพราะเขาอยากอยู่ยาว พล.อ.อุดมเดช กล่าวว่า เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของนายบวรศักดิ์ แต่โดยภาพรวมทางกรธ.ก็พยายามที่จะดำเนินการ ตนในส่วนของรัฐบาลอยากให้ประชาชนได้ศึกษาร่างรัฐธรรมนูญและมองในแง่ที่ดีให้ เพื่อให้เดินหน้าต่อไปได้ แต่ถ้ามีความคิดเห็นเพิ่มเติม ทางกรธ.ก็พร้อมที่จะรับฟัง
‘พล.อ.อุดมเดช’ นำกำลังพล กห.ทำบุญวัดมาฆบูชา
      เมื่อเวลา 09.00 น. พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รมช.กลาโหม เป็นประธานในกิจกรรมปฏิบัติธรรมสวดมนต์และเวียนเทียน เนื่องในเทศกาลมาฆบูชา ประจำปี 2559 เพื่อส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมให้กำลังพลของกระทรวงกลาโหมได้บำเพ็ญกุศลสืบทอดประเพณีที่ดีงามทางพุทธศาสนา และระลึกถึงพระคุณของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ โดยมีข้าราชการในสังกัดกระทรวงกลาโหม ผู้แทนเหล่าทัพ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ รวมทั้งประชาชนทั่วไปเข้าร่วมเป็นจำนวนมาก
      จากนั้น เวลา 11.00 น. พล.อ.อุดมเดช ให้สัมภาษณ์ว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงและรมว.กลาโหม มอบหมายให้ตนมาเป็นตัวแทนปฏิบัติกิจทางศาสนาร่วมกับประชาชนในพื้นที่ต่างๆ เนื่องในวันมาฆบูชา เนื่องจากพล.อ.ประวิตรติดภารกิจจะเดินทางไปต่างประเทศ ซึ่งกิจกรรมดังกล่าวนี้ถือเป็นสิ่งที่ดีที่ข้าราชการทุกเหล่าทัพ และทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติมาร่วมทำบุญกับประชาชนในพื้นที่เหมือนกับทุกจังหวัดที่ได้ดำเนินการในตอนนี้ตามนโยบายของรัฐบาล
      เมื่อถามว่าได้อธิษฐานขอพรสิ่งใด พล.อ.อุดมเดช กล่าวว่า ขอให้ประชาชนทุกคนมีความเข้าใจรัฐบาล และร่วมมือทำทุกอย่างเพื่อให้ประเทศของเรามีความสงบ ทางกระทรวงกลาโหมมีหน้าที่ดูแลความสงบเรียบร้อยโดยได้รับความร่วมมือจากทุกเหล่าทัพและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตนจึงอยากขอความร่วมมือร่วมใจจากพี่น้องประชาชนทุกคนได้เข้าใจและเห็นความตั้งใจของรัฐบาลและพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่มุ่งมั่นอย่างเต็มที่ จากที่ผ่านมาทั้งหมดเราทุกคนต่างก็ได้เห็นว่าพล.อ.ประยุทธ์มีความตั้งใจ พวกเราก็จะทุ่มเทแรงกายแรงใจในการทำงาน ทำสิ่งต่างๆที่เป็นประโยชน์แก่ประเทศชาติ และทำทุกอย่างให้เกิดความสงบเป็นไปตามขั้นตอนของโรดแม็พ

‘สุรพงษ์’ซัดรัฐบาลเล่น2หน้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160222/222902.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันจันทร์ที่ 22 กุมภาพันธ์ 2559
‘สุรพงษ์’ซัดรัฐบาลเล่น2หน้า

‘สุรพงษ์’ ซัดรัฐบาลเล่น 2 หน้า ชี้ร่างรธน. ‘มีชัย’ ไม่ได้แก้ปัญหา ด้าน ‘นพดล’ ยัน ‘ทักษิณ’ ห่วงอนาคตประเทศ ชี้ผู้มีอำนาจไม่ต้องมากังวล

      22 ก.พ.59 นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อดีตรมว.ต่างประเทศ กล่าวว่า การที่ฝ่ายรัฐบาลมีความพยายามออกมาบอกว่าการเลือกตั้งต้องเป็นไปตามโรดแม็พ คือ ก.ค. 60 และก็มีความพยายามที่จะทำให้รัฐธรรมนูญผ่านประชามติให้ได้ ทั้งๆที่กฎกติกาในรัฐธรรมนูญฉบับมีชัย ถูกเขียนขึ้นมาแบบที่รัฐบาลใหม่แทบจะทำงานไม่ได้ถูกมัดมือมัดเท้าเอาไว้ นายกฯมาจากคนนอกได้ และส.ว. ก็มาจากการเลือกตั้งมาจากพวกเดียวกัน ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งของประชาชน องค์กรอิสระมีอำนาจเหนือรัฐบาล และคสช.ยังคงอำนาจเอาไว้ โดยรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยครึ่งใบ ซึ่งหลายฝ่ายก็ออกมาท้วงติงกันถ้วนหน้า และก็เป็นไปได้อีกเช่นกันว่าอีกมุมหนึ่งรัฐบาลก็ได้มีความพยายามที่จะไม่ให้รัฐธรรมนูญผ่านประชามติ พูดง่ายๆว่าเล่นไพ่สองหน้านั่นเอง แต่ขณะนี้ความเดือดร้อนยากลำบากของพี่น้องประชาชนในเรื่องปากท้องและเศรษฐกิจในครัวเรือนก็ทำให้มองไม่เห็นภาพที่แท้จริงก็อาจจะคิดว่าถ้ามีการเลือกตั้งแล้วได้รัฐบาลใหม่ทุกอย่างก็จะดีขึ้น ซึ่งในฐานะที่ตนเป็นนักการเมืองและเคยดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศมาก่อนก็มองเห็นว่าถ้าเขียนรัฐธรรมนูญเช่นนี้รัฐบาลทำงานไม่ได้แก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนได้ยากลำบากมาก ก็จะไม่ส่งผลดีแต่อย่างไร การค้าการลงทุนจากต่างประเทศก็คงไม่กระเตื้องขึ้นเพราะเขาก็มองออกว่ามีเงาดำทะมึนของอำนาจเผด็จการทหารอยู่ข้างหลังรัฐบาล เหมือนที่เกิดขึ้นมาแล้วในเมียนม่าร์ ประเทศไทยเราก็คงก้าวไม่พ้นวิบากกรรมอยู่ดี
      ทั้งนี้อยากให้พี่น้องประชาชนต้องคิดให้หนักและวิเคราะห์ให้ดี พิจารณาให้รอบคอบ ไม่ควรหูเบาเชื่อคนง่าย เพราะถ้าหากเกิดความผิดพลาดขึ้นมา หลังที่รัฐธรรมนูญนี้ผ่านประชามติ ก็จะเป็นการนำพาประเทศดิ่งลงเหวไหลลงคลองด้วยกัน ก็เป็นได้ และการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ก็ทำได้ยากยิ่ง นอกจากจะฉีกทิ้งโดยการปฎิวัติรัฐประหารอีกเท่านั้น ก็คิดว่าคสช. ต้องควรหันหน้ามาพูดคุยกันให้ชัดเจนก่อนที่จะเดินหน้า ประเทศไทยไปแบบผิดๆ และคสช. ก็ควรจะยอมรับความจริงได้แล้วว่า 2 ปีที่ผ่านมารัฐบาลนี้บริหารงานล้มเหลว เศรษฐกิจไทยทรุดลง ไม่เป็นที่ยอมรับของประชาคมโลก หนี้สินประเทศเพิ่มขึ้นประชาชนมีรายได้ลดลง
‘นพดล’ ยัน ‘ทักษิณ’ จ้อสื่อเหตุห่วงอนาคตประเทศ ชี้ผู้มีอำนาจไม่ต้องมากังวล
      22 ก.พ.59 นายนพดล ปัทมะ อดีตรมว.ต่างประเทศกล่าวว่า สิ่งที่ดร.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ พูดเพราะท่านเป็นห่วงประเทศไทยและไม่ใช่การยื่นเงื่อนไขเจรจากับ คสช. เพราะท่านไม่ได้เรียกร้องให้ทำอะไรให้ตัวท่านและไม่ต้องการเป็นเงื่อนไขของความขัดแย้งและอยากเห็นการก้าวข้ามความขัดแย้ง การพูดเพื่อแสดงความจริงใจว่าผู้มีอำนาจอย่ากังวลหรือหวาดระแวงว่าท่านจะเคลื่อนไหวทางการเมืองเพื่อตัวท่านเอง เนื่องจากกระบวนการสร้างความปรองดองนั้นทุกฝ่ายต้องหันหน้าหากันและเอาประโยชน์ของคนไทย 64 ล้านคนและประเทศเป็นตัวตั้ง ดร.ทักษิณ พูดจากใจอดีตนายกฯซึ่งเป็นห่วงอนาคตของลูกหลานและอยากให้ร่างรัฐธรรมนูญมีความเป็นประชาธิปไตย ก้าวหน้าเป็นสากลจะได้ไม่ฉุดรั้งประเทศและทำให้คนไทยเสียโอกาส หวังว่าผู้มีอำนาจจะรับฟังอย่างมีสติและไม่ตอบโต้ทางการเมืองกลับมาแบบรุนแรงเพราะการพูดเกิดจากความหวังดีต่อประเทศ
      “ดร.ทักษิณอยู่ต่างประเทศมานานและเห็นประเทศต่างๆก้าวหน้าจึงเป็นห่วงคนไทย ท่านเป็นหนูตัวเล็กๆ และคงไม่เป็นพิษเป็นภัยกับใคร ขอผู้มีอำนาจอย่างกังวล ท่านต้องการเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหามากกว่าจะเป็นคนสร้างปัญหาและอยากเห็นประเทศมีประชาธิปไตยและเศรษฐกิจที่ดีโดยเฉพาะคนยากคนจนที่มีชีวิตที่ลำบาก” นายนพดล กล่าว

‘สรรเสริญ’ซัดกลับ‘ทักษิณ’ไร้เครดิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160222/222900.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันจันทร์ที่ 22 กุมภาพันธ์ 2559
‘สรรเสริญ’ซัดกลับ‘ทักษิณ’ไร้เครดิต

‘สรรเสริญ’ ซัดกลับ ‘ทักษิณ’ อย่าสำคัญตัวเองผิดเพราะหมดเครดิตไปตั้งแต่หนีคดี ชี้ร่างรัฐธรรมนูญมีไว้เพื่อปราบคนโกงก็ไม่ควรให้คนโกงมาร่วมร่าง

      22 ก.พ.59 พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงกรณีที่ นายทักษิณ ชินวัตร ออกมาให้สัมภาษณ์สื่อต่างประเทศ ว่า ไม่ยอมรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้ รวมทั้งเสนอให้ นายกรัฐมนตรีเปิดโต๊ะเจรจาระหว่างกลุ่มการเมืองทุกกลุ่ม เพื่อวางกรอบรัฐธรรมนูญที่ทุกคนยอมรับ ว่า ประเทศไทยเป็นของคนไทยทุกคน ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ก็มุ่งมั่นร่างขึ้นเพื่อปกป้องดูแลพี่น้องประชาชนทุกคน การเรียกร้องว่าต้องเจรจาจนกลุ่มการเมืองทุกกลุ่มพอใจร่างรัฐธรรมนูญ ถือเป็นการสำคัญตนเองผิด คิดว่านักการเมืองสำคัญกว่าประชาชน ที่ผ่านมาประเทศเสียหายทั้งจากการทุจริตคอร์รัปชั่น และการใช้กำลังก่อความวุ่นวายก็ล้วนมีนักการเมืองใหญ่บางคนเป็นต้นเหตุทั้งสิ้น
      “การเรียกร้องเช่นนี้ถือเป็นตลกร้าย ที่ยอมรับไม่ได้ คล้ายทีมเชลซี จะแข่งขันกับทีมแมนฯซิตี้ ผู้จัดการทีมเชลซี ก็คงไม่เชิญทีมแมนฯซิตี้ มาร่วมฟังการวางแผนการเล่นด้วยฉันใด การร่างรัฐธรรมนูญเพื่อปราบคนโกง ก็ไม่ควรให้คนโกงมาร่วมร่างหรือเจรจาจนคนที่เคยโกงพอใจฉันนั้น”
      พล.ต.สรรเสริญ กล่าวต่อว่า รัฐบาลรับฟังความเห็นของทุกฝ่าย พร้อมพูดคุยเพื่อรับฟังความเห็นจากทุกภาคส่วนที่มีเจตนาดีต่อบ้านเมือง รวมทั้งจากนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ด้วย หากนายทักษิณซึ่งยังเป็นนักโทษหนีคดีกลับเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ยอมรับอำนาจตุลาการเฉกเช่นประชาชนทั่วไป ที่กระทำผิดแล้วยอมรับผลและคำตัดสินของศาล
      “เพราะหากอดีตนายกฯยังคงปฏิเสธกระบวนการยุติธรรม ก็ยังถือว่าเป็นบุคคลที่ไร้เครดิตความน่าเชื่อถือ เพราะพยายามทำตัวอยู่เหนือกฎหมาย การจะมาเสนอแนวทางเพื่อร่างกฎหมายจึงเป็นเรื่องที่ฟังไม่ขึ้น และไม่อาจยอมรับได้” พล.ต.สรรเสริญ กล่าว
‘วินธัย’ โต้ ‘ทักษิณ’ ระแวงร่างรธน. ผูกขาดอำนาจให้ทหาร
      พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)กล่าวกรณี นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ออกมาระบุว่า รัฐบาลทหารของไทยกำลังทำให้เศรษฐกิจของประเทศตกอยู่ในอันตรายด้วยแผนประกาศใช้รัฐธรรมนูญใหม่ ว่าถือเป็นความเห็นส่วนบุคคล ทั้งนี้มองว่าร่าง รธน.เสมือนข้อตกลงร่วมกันของคนในประเทศ ด้วยการกำหนดกรอบกติกาว่าด้วยบทบาทสิทธิหน้าที่ รวมถึงข้อตกลงในหนทางปฏิบัติของประชาชน บุคคล องค์กร ที่อยู่ร่วมกันในสังคม แตกต่างกันตามสถานะหน้าที่ความรับผิดชอบของบุคคลและองค์กรนั้นๆ อย่างเหมาะสม รวมไปถึงการกำหนดกฎกติกาให้บุคคลผู้มีหน้าที่ต่างๆได้มีกรอบในการทำหน้าที่ให้กับประเทศ ซึ่งน่าจะเป็นตัวเสริมความแข้มแข็งให้กับระบบเศรษฐกิจมากกว่า เพรามีระบบถ่วงดุลตรวจสอบที่มีความน่าเชื่อถือพ.อ.วินธัย กล่าวอีกว่า ส่วนที่นายทักษิณ ระบุว่า ร่างรัฐธรรมนูญ ดังกล่าวจะเป็นการจำกัดอำนาจของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งและรักษาอิทธิพลของทหารเอาไว้นั้น เป็นเพียงความรู้สึกเชิงหวาดระแวงเท่านั้น ซึ่งยังไม่มีข้อพิสูจน์ได้ว่ามีการรักษาอำนาจ เพราะหากมีการเลือกตั้ง ทุกอย่างต้องเป็นตามกระบวนการทางรัฐสภาที่จะต้องเลือกฝ่ายบริหารมาทำหน้าที่. ไม่เกี่ยวกับทหาร หรือ คสช. ส่วนบทบาทขององค์กรอื่นๆ จะเป็นส่วนสนับสนุนให้เกิดความสมดุลในมุมต่างๆ ซึ่งก็ไม่น่าจะเกี่ยวกับกระบวนการทางด้านการบริหาร หากไม่เกิดปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการบริหาร
      “ถือว่าร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าว ไม่ได้จำกัดอำนาจของฝ่ายบริหารหรือฝ่ายการเมือง แต่จะเป็นกลไกสนับสนุนอำนาจทางการบริหารให้มีความมั่นคงมากขึ้น และมั่นใจว่าการมีส่วนร่วมขององค์กรอิสระ ที่เสมือนเป็นตัวแทนของประชาชน จะสามารถสร้างความสบายใจให้เกิดการยอมรับได้กว้างขวาง จะไม่ก่อให้เกิดปัญหาความแคลงใจเกี่ยวกับการบริหารงานของฝ่ายบริหารเช่นในอดีต ที่กลายเป็นเงื่อนไขแห่งความขัดแย้งหรือความไม่สงบเรียบร้อย โดยร่างรัฐธรรมนูญ” พ.อ.วินธัย กล่าว
      พ.อ.วินธัย กล่าวอีกว่า ร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าวไม่ได้มีวาระซ่อนเร้นหรือรักษาอำนาจไว้ให้คนกลุ่มใด ซึ่งอำนาจตามระบอบประชาธิปไตยยังเป็นของคนไทยทั้งประเทศแน่นอน ซึ่งต่างกับในอดีต ที่อำนาจจะตกไปอยู่กับฝ่ายบริหาร

‘ธนะศักดิ์’ย้ำรัฐบาลไม่คุยคนมีคดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160222/222898.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันจันทร์ที่ 22 กุมภาพันธ์ 2559
‘ธนะศักดิ์’ย้ำรัฐบาลไม่คุยคนมีคดี

‘ธนะศักดิ์’ ย้ำรัฐบาลไม่คุยคนมีคดีติดตัว หลัง ‘ทักษิณ’ จ้อสื่อพร้อมเจรจา แนะเวทีพูดคุยยังเปิด ให้มีตัวแทน-ส่งข้อความให้พิจารณา ชี้อย่าสาวไส้ถ่วงดึงประเทศ

        22 ก.พ.59 เมื่อเวลา 08.00 น. พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ ถึงกรณีที่นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์สื่อต่างประเทศ ระบุ พร้อมเจรจากับรัฐบาลทหาร ว่า ยังไม่ได้ฟัง แต่คิดว่าทุกอย่างเป็นไปตามกฎกติกา ถ้าคุยได้ก็คุย แต่หากยังมีติดคดีในฐานะที่รัฐบาลเป็นผู้รักษากฎหมายก็ไม่น่าจะคุยกันได้ ทุกคนมีสิทธิ์ออกความเห็นแม้แต่เรื่องรัฐธรรมนูญที่ทุกคนรวมทั้งรัฐบาลเสนอความเห็นได้ ซึ่งร่างฉบับที่แล้วของนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ บางเรื่องคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญก็รับฟังเราบางเรื่องก็ไม่รับ แต่เมื่อมอบสิทธิให้คนกลุ่มหนึ่งมายกร่างฯแล้วก็ต้องว่าไปตามกติกา และคิดว่าคนที่ทำหน้าที่เป็นกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ(กรธ.)ทุกคนมีความรู้มีวุฒิภาวะต้องเลือกสิ่งที่ดีให้ส่วนร่วม ส่วนผลจะออกมาอย่างไรอยู่ที่ประชาชนจะเลือกหรือไม่ โดยช่วงเวลานี้เป็นช่วงที่ดีที่จะเสนอความเห็นอะไรต่างๆเพื่อส่วนรวม และเมื่ออ่านดูจะทราบว่าเรื่องใดเป็นหรือไม่เป็นประโยชน์กับส่วนรวม
        ผู้สื่อข่าวถามว่า การระบุว่าพร้อมคุยหากเป็นไปตามกติกานั้น ไม่ใช่การพูดคุยในแง่ของคดีส่วนตัวใช่หรือไม่ พล.อ.ธนะศักดิ์ กล่าวว่า คิดว่านายทักษิณคงอยากคุย แต่ตามหลักคิดง่ายๆตำรวจไปคุยกับคนยังติดคดีอาจจะลำบาก ต้องเข้าใจในจุดนี้ด้วย ที่จริงเวทีการพูดคุยยังเปิดอยู่ และยังมีผู้แทนจำนวนมากที่สามารถพูดคุยได้ และยังมีวิธีส่งข้อความมาแล้วให้กรรมการพิจารณาได้
        เมื่อถามว่า นายทักษิณวิจารณ์ร่างรัฐธรรมนญู จะส่งผลลบต่อประเทศไทยหรือไม่ รองนายกฯ กล่าวว่า แล้วแต่คนจะคิด ทุกอย่างมีการวิจารณ์ได้หมด แต่ถ้ามองว่าทุกคนเป็นคนดี ทำเพื่อส่วนรวมไปข้างหน้าด้วยกัน ตนคิดว่าถ้าไม่พูดอะไรมาก อะไรที่ดีมาแล้วรับได้เราก็ทำแล้วจะก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง แต่หากถ่วงกันไปดึงกันมาเหมือนสาวไส้ให้กากิน ยิ่งสาวไส้ผลยิ่งเสีย ที่ผ่านมาไทยกับประเทศเพื่อนบ้านที่มีการเข้าใจผิดกันมา ตอนนี้รักและเข้าใจกันเพราะขจัดปัญหาออกไปโดยมองจุดร่วมแล้วก้าวไปข้างหน้าผลประโยชน์จะกลับมาที่ประเทศและอาเซียนทำให้ทั่วโลกสนใจอาเซียน
        เมื่อถามถึงข้อกังวลว่า แม้เสร็จโรดแม็พที่รัฐบาลกำหนดไว้ แต่ไทยยังไม่ได้ประชาธิปไตยที่เต็มที่ พล.อ.ธนะศักดิ์ กล่าวว่า นายกรัฐมนตรียืนยันว่าเราไปตามโรดแม็ปแน่นอน และจะมีวิธีมาพบกันให้ได้ ส่วนข้อเสนอในร่างรัฐธรรมนูญของรัฐบาลบางข้อ ที่แม่น้ำ 5 สายอาจยังไม่เข้าใจนั้นจะมีการประชุมแม่น้ำ 5 สายเพื่อหารือให้เกิดความชัดเจนหรือไม่ นั้น รองนายกฯกล่าวว่า ขึ้นอยู่กับนายกฯ พิจารณา คิดว่าข้อถกเถียงต่างๆนั้นมีความเป็นประชาธิปไตย แต่ต้องมาพบกันแล้วสรุปเป็นมติออกมาโดยที่ทุกคนต้องเข้าใจและยอกรับในกติกา ส่วนจะข้อเสนอต่างๆนั้นขึ้นอยู่กับกรธ.ว่าจะรับหรือไม่เพราะอำนาจเป็นของกรธ.แต่ท้ายสุดแล้วจะอยู่ที่ประชาชนว่า ทั้งนี้ถ้าทุกคนมีจิตใจที่ดีไม่ไปถ่วงน่าจะไปได้ดี ตอนนี้ควรจะเสนอความเห็นด้วยวิธีที่ถูกกฎกติกาเพื่อส่งให้กรธ.พิจารณา
‘ธนะศักดิ์’ เชื่อไม่มีความขัดแย้งพระสงฆ์ในวันมาฆบูชา
        เมื่อเวลา 08.00 น. พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีความขัดแย้งของคณะสงฆ์ ที่มีกระแสข่าวชุมนุมในวันมาฆบูชา ที่ท้องสนามหลวง ว่า ตนทราบเรื่องนี้จากข่าว คิดว่าพระสงฆ์นั้นมีวินัย เชื่อว่าทุกคนร่วมจะร่วมตัวทำบุญด้วยใจบริสุทธิ์ ในวันนี้ โดยในพื้นที่สนามหลวงนั้นทุกคนมีสิทธิ์ที่จะไปร่วมกิจกรรมในสิ่งที่ดี ส่วนจะมาด้วยเหตุผลอื่นนั้นถือว่าไม่น่าจะทำ โดยที่ผ่านมารัฐบาลได้มีการคุยแก้ปัญหาในเรื่องนี้แล้ว ซึ่งน่าจะมีความเข้าใจ เราเองยังปฏิบัติตัวตามคำสอนพระสงฆ์ และคิดว่าพระสงฆ์ก็น่าจะเข้าใจ ทั้งนี้เชื่อว่ามีพระสงฆ์เพียงส่วนน้อยที่มีความขัดแย้งเท่านั้น ส่วนการแสดงออกในกรณีนี้ที่ผ่านมาก็เป็นช่วงเวลาสั้นๆ ก่อนจะเลิกรา เชื่อว่าทุกคนมีความเข้าใจในหน้าที่รับผิดชอบแต่ละคน
        พล.อ.ธนะศักดิ์ กล่าวด้วยว่า อย่างไรก็ตามตนไม่ขอฝากอะไรกับพระสงฆ์ เห็นว่าทุกคนน่าจะทำหน้าที่ของตัวเองดีที่สุด โดยนโยบายของนายกฯ เองนั้นการเดินหน้าอะไรที่ขัดแย้ง ก็เป็นเรื่องลำบาก ต้องมีการกำจัดปัญหานั้นด้วยการพูดคุยทำความเข้าใจ เมื่ออยู่ในเรือลำเดียวกันก็ต้องพายในจังหวะเดียวกันให้ไปข้างหน้าได้เร็วขึ้น ซึ่งสถานการณ์ตอนนี้สำหรับตนถือว่าดี และขอให้ทุกคนช่วยกัน แม้คนหมู่มากไม่ชอบอะไรเหมือนกันร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่เราต้องเคารพกติกา โดยประเทศไทยตอนนี้ถือว่าเนื้อหอม พร้อมที่จะก้าวไปข้างหน้า มีคนมาท่องเที่ยวเยอะแยะ มีมรดกทางวัฒนธรรมทรัพยากรต่างๆ จึงอยากให้ทุกฝ่ายร่วมมือเพื่อผลประโยชน์ของประเทศ

ชาวพุทธทั่วไทยทำบุญตักบาตรวันมาฆบูชา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160222/222897.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันจันทร์ที่ 22 กุมภาพันธ์ 2559
ชาวพุทธทั่วไทยทำบุญตักบาตรวันมาฆบูชา
ชาวพุทธทั่วไทยทำบุญตักบาตรวันมาฆบูชา
ชาวพุทธทั่วไทยทำบุญตักบาตรวันมาฆบูชา
ชาวพุทธทั่วไทยทำบุญตักบาตรวันมาฆบูชา
ชาวพุทธทั่วไทยทำบุญตักบาตรวันมาฆบูชา
ชาวพุทธทั่วไทยทำบุญตักบาตรวันมาฆบูชา

พุทธศาสนิกชนทั่วไทยพร้อมใจทำบุญตักบาตรวันมาฆบูชา กทม.นำปชช.ตักบาตรพระสงฆ์ 90 รูป ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง

 

      22 ก.พ.59 ที่มณฑลพิธีท้องสนามหลวง เมื่อเวลา 07.00 น. นพ.พีระพงษ์ สายเชื้อ ปลัดกรุงเทพมหานคร นำคณะผู้บริหาร ข้าราชการ และประชาชนทั่วไปร่วมทำบุญตักบาตรพระสงฆ์ 90 รูป เนื่องในวันมาฆบูชา ประจำปี พุทธศักราช 2559 เพื่อถวายเป็นพุทธบูชา และเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ
      ขณะที่ พุทธศาสนิกชนทั่วประเทศ พร้อมใจทำบุญตักบาตรเนื่องในวันมาฆบูชา
ทำเนียบฯจัดพิธีทำบุญตักบาตรเนื่องในวันมาฆบูชา
      ที่ตลาดน้ำคลองผดุงกรุงเกษม ข้างทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีตักบาตรพระสงฆ์ 71 รูป เนื่องในวันมาฆบูชา ประจำปี 2559 โดยมีนายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ดร.ฉวีรัตน์ เกษตรสุนทร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงวัฒนธรรม นายกฤษศญพงษ์ ศิริ อธิบดีกรมการศาสนา พร้อมด้วยผู้บริหารกระทรวงวัฒนธรรม ข้าราชการ ผู้ประกอบการร้านค้า และประชาชนเข้าร่วมพิธีเข้าร่วมจำนวนมาก
               พล.อ.ธนะศักดิ์ กล่าวว่า นโยบายของรัฐบาลในการส่งเสริมความเป็นไทย โดยการนำศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรมและความเป็นไทยมาสร้างสรรค์สังคมไทย ให้มีการธำรงรักษาไว้ซึ่งสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ให้คงอยู่คู่สังคมไทยอย่างมั่นคงและยั่งยืน สนับสนุนทุกพื้นที่เป็นสังคมคุณธรรมด้วยการน้อมนำหลักธรรมทางศาสนา หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและการดำรงชีวิตตามวิถีวัฒนธรรมไทยที่ดีงามไปปฏิบัติ เนื่องในเทศกาลมาฆบูชา 2559 ซึ่งปีนี้ตรงกับวันที่ 22 กุมภาพันธ์ กระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมการศาสนา จึงได้จัดพิธีตักบาตรพระสงฆ์ ณ ตลาดน้ำคลองผดุงกรุงเกษม ข้างทำเนียบรัฐบาล เพื่อส่งเสริมให้พุทธศาสนิกชนได้ทำบุญด้วยการให้ในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา ในโอกาสดังกล่าวนี้ในนามของรัฐบาลจึงขอเชิญชวนพี่น้องพุทธศาสนิกชนทุกท่านร่วมกันทำกิจกรรมทางพระพุทธศาสนาณ วัด หรือศาสนสถานใกล้บ้านทั่วประเทศ เพื่อร่วมกันจรรโลงพุทธศาสนาให้อยู่อย่างยั่งยืนตลอดไป
               พล.อ.ธนะศักดิ์ กล่าวต่อไปว่า สำหรับงานสัปดาห์ส่งเสริมพระพุทธศาสนาเนื่องในเทศกาลมาฆบูชา ปี 2559 จัดขึ้นทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่16-22 กุมภาพันธ์ 2559 ณ วัดหรือสถานที่สำคัญที่แต่ละจังหวัดกำหนด เพื่อรำลึกถึงวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาเป็นวันที่ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงโอวาทปาติโมกข์ท่ามกลางพระอรหันต์ที่ได้รับอุปสมบทจากพระพุทธเจ้า 1,250 รูป โดยมิได้นัดหมาย หลักคำสอนครั้งนี้มีความสำคัญและเป็นหัวใจพระพุทธศาสนา คือละเว้นความชั่ว ทำความดี ทำจิตใจให้บริสุทธิ์ ซึ่งวันมาฆบูชาปีนี้ได้หารือนอกรอบกับรัฐมนตรีประจำกระทรวงต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับงานด้านวัฒนธรรม โดยเฉพาะการรณรงค์ให้ประชาชนเข้าถึงศาสนา ที่ผ่านมากิจกรรมสวดมนต์ข้ามปีก็ได้รับความสำเร็จอย่างมาก มีประชาชนเข้าร่วมถึงกว่า 18.2 ล้านคน จึงมีการส่งเสริมให้ประชาชนเข้าร่วมกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง และขยายไปยังวัดไทยทั่วโลก ดังนั้น ในช่วงวันมาฆบูชานี้ ได้ขอให้ทุกกระทรวงจองเป็นเจ้าภาพจัดกิจกรรมทางศาสนา ทำบุญและเวียนเทียนกระทรวงละ 1 วัด ซึ่งรัฐมนตรีทุกกระทรวงก็เห็นด้วย และยินดีให้การสนับสนุนนำข้าราชการในสังกัดเข้าร่วมกิจกรรม
      ทั้งนี้ เวลา 17.00 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีอมอบหมาย พล.อ.ธนะศักดิ์ เป็นประธานในการประกอบพิธีเวียนเทียน เนื่องในวันมาฆบูชา ที่มณฑลพิธีท้องสนามหลวง

 

ข้อเสนอข้อที่ 16 ‘เป้าหมาย’ กับ ‘วิธีการ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160222/222874.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันจันทร์ที่ 22 กุมภาพันธ์ 2559
ข้อเสนอข้อที่ 16 'เป้าหมาย' กับ 'วิธีการ'

มอนิเตอร์ร่างรัฐธรรมนูญ : ข้อเสนอข้อที่ 16 ‘เป้าหมาย’ กับ ‘วิธีการ’ : โดย…สำนักข่าวเนชั่น

                      “ลดความขัดแย้ง สร้างความปรองดอง ทำให้ประเทศเดินไปข้างหน้าได้” เป็น “เป้าหมาย” ของคสช. ที่พูดมาตั้งแต่วันเข้ามายึดอำนาจ 22 พฤษภาคม 2557 ขณะที่ “วิธีการ” เพื่อให้ได้ตาม “เป้าหมาย” ที่กำหนดไว้ ก็เป็นสิ่งที่ คสช.ถูกวิพากษ์วิจารณ์ไปจนถึง “ถูกต่อต้าน” ตั้งแต่วันแรกที่เข้ามาเช่นกัน
                      ล่าสุด ในข้อเสนอแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญที่ครม.ส่งให้คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญก็คือ สิ่งที่ทำให้รัฐบาล ซึ่งหมายถึง “คสช.” ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักอีกครั้ง ถึง “วิธีการ” ที่จะนำมาใช้เพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ต้องการ เพราะ เป็นวิธีการที่ทำให้ถูกระแวงสงสัยได้ว่า มันคือ “ประชาธิปไตยครึ่งใบ” หรือกลไกเพื่อ “สืบทอดอำนาจ” หรือไม่
                      ระหว่างคำว่า “การสืบทอดอำนาจ” กับ “ประเทศเดินหน้าได้ด้วยความสงบเรียบร้อย” อาจมีเพียงเส้นแบ่งบางๆ กั้นแบ่ง จึงทำให้มีการตีความสิ่งที่เห็นไปคนละอย่างได้
                      “การบังคับใช้รัฐธรรมนูญเป็น 2 ช่วงเวลา” และ “การเลือกตั้งส.ส.ในระดับหนึ่ง อย่างมีดุลยภาพ” ถ้อยคำใน “ข้อเสนอข้อสุดท้าย” ของ 16 ข้อเสนอที่ ครม.ส่งให้ กรธ.เป็นจุดที่ก่อให้เกิดปัญหาในการตีความมากที่สุด
                      “การบังคับใช้รัฐธรรมนูญเป็น 2 ช่วงเวลา คือช่วงเฉพาะกิจและระยะต่อไป” ทำให้เกิดคำถามว่า “ช่วงเฉพาะกิจนั้นจะยาวนานแค่ไหน?”
                      หากอิงตามถ้อยคำในข้อเสนอข้อที่ 16 จะมีการกำหนดไว้ 3 ระยะ คือ หลังประกาศใช้รัฐธรรมนูญ หลังการเลือกตั้ง และหลังจัดตั้งรัฐบาลใหม่ แต่ก็ยังเกิดคำถามต่ออีกว่า “หลังจัดตั้งรัฐบาลใหม่” มีระยะเวลายาวนานเท่าใด?
                      จึงเป็นที่มาที่ทำให้มีการพูดถึงเรื่อง “การสืบทอดอำนาจ” อีกครั้ง!
                      ขณะที่ “การเลือกตั้งส.ส.ในระดับหนึ่ง อย่างมีดุลยภาพ” ทำให้เกิดคำถามว่าหมายถึงอะไร “ข้อจำกัด” ที่ระบุไว้ในข้อเสนอนี้คืออะไร มันคือ “ประชาธิปไตยครึ่งใบ” หรือไม่?
                      อย่างไรก็ตาม ดูจากข้อความในข้อ 16 ที่ระบุถึงข้อห่วงใยของครม. คือ ทำอย่างไรจึงจะป้องกันไม่ให้เกิดความยุ่งยากโกลาหลจนประเทศจวนเข้าสู่ภาวะรัฐล้มเหลวเหมือนก่อนพฤษภาคม 2557 ย้อนกลับมาเกิดขึ้นอีกหลังประกาศใช้รัฐธรรมนูญ หลังการเลือกตั้ง และหลังจัดตั้งรัฐบาลใหม่ แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลตั้งธงว่าเบื้องต้นจะต้องมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ก่อน เพื่อไปสู่เป้าหมายที่ คสช.บิดพลิ้วไม่ได้ เพราะเป็นพันธสัญญาที่ประกาศที่ให้ไว้กับนานาชาติด้วย นั่นคือ “การเลือกตั้งในปี 2560” ดังนั้นไม่ว่าอย่างไรต้องทำให้มีการเลือกตั้งให้ได้ และถ้าผนวกไปกับข้อเสนอล่าสุด “วิธีการ” ที่จะเกิดขึ้นคือ “การจัดการเลือกตั้งอย่างมีข้อจำกัด”
                      ส่วนจะเป็นรัฐธรรมนูญฉบับไหน ก็คงไม่พ้น “รัฐธรรมนูญฉบับมีชัย” เพียงแต่จะเป็นฉบับที่ผ่านประชามติ หรือไม่ใช่ เท่านั้น
                      นึกถึงถ้อยคำแข็งกร้าวของ “จตุพร พรหมพันธุ์” ที่บอกว่า “เชื่อว่ามีชัยเจตนาร่างรัฐธรรมนูญเพื่อไม่ให้ผ่านประชามติ…เชื่อว่าจะมีการชิงคว่ำร่างรัฐธรรมนูญนี้ก่อนทำประชามติ” ที่ส่งผลให้อารมณ์ของ “บิ๊กตู่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” เดือดถึงขั้นอยากเอาอะไรทิ่มปาก
                      จับตาทุกรายละเอียดจากนี้ไป อะไรจะเกิดขึ้น ไม่มีใครบอกได้ “ทุกอย่างขึ้นกับสถานการณ์”!!
———————
(มอนิเตอร์ร่างรัฐธรรมนูญ : ข้อเสนอข้อที่ 16 ‘เป้าหมาย’ กับ ‘วิธีการ’ : โดย…สำนักข่าวเนชั่น)

ขยายปมร้อน : สืบทอดเจตนา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160222/222890.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันจันทร์ที่ 22 กุมภาพันธ์ 2559
ขยายปมร้อน : สืบทอดเจตนา

ขยายปมร้อน : สืบทอดเจตนา : โดย…อรรถยุทธ บุตรศรีภูมิ

                      ทุกครั้งที่มีการเข้าควบคุมอำนาจการปกครองประเทศ สิ่งหนึ่งที่เป็นข้อระแวงสงสัยของคนทั่วไป คือจะมีการสืบทอดอำนาจของคณะผู้ก่อการหรือไม่ ซึ่งไม่แปลกที่คนจะสงสัยเช่นนั้น เพราะเป็นธรรมดาที่อำนาจอันหอมหวานมักจะยั่วยวนผู้ที่เคยลิ้มลองให้อยากอยู่เช่นนั้นต่อไป
                      โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเสี่ยงชีวิตเข้ายึดอำนาจ หากประสบผลสำเร็จก็เป็นรัฏฐาธิปัตย์ หากล้มเหลวก็ตกอยู่ในสถานะกบฏ ดังนั้นจึงมีความเป็นไปได้สูงที่ต้องการที่จะอยู่ในอำนาจต่อเพื่อให้เจตนารมณ์ของเขาถูกสืบทอดไม่หล่นหายไปกลางทางเมื่อพวกเขาลงจากหลังเสือ เพื่อให้คุ้มค่ากับการกระทำที่ผ่านมา
                      การสืบทอดนั้นเป็นได้ทั้งการที่อยู่ในอำนาจด้วยตัวเอง และการสืบทอดด้วยระบบ และเจตนารมณ์ที่ถูกจำกัดโดยบทบัญญัติของกฎหมาย
                      คสช.ก็หนีไม่พ้นข้อครหานี้เช่นกัน และเป็นที่น่าสังเกตว่าคนที่เคยทำงานร่วมกับพวกเขา จนถึงขนาดที่เรียกว่าอยู่ในวงในแห่งอำนาจ เมื่อพ้นออกมาแล้วมักพูดในทำนองคล้ายๆ กันว่า มีความพยายามที่จะ “อยู่ต่อ” ไม่ว่าจะโดยวิธีไหน แต่ไม่มีใครกล้าพูดออกมาเต็มๆ ชนิดเป็นข่าว
                      ครั้งหนึ่งเมื่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญถูกคว่ำลงในชั้นสภาปฏิรูปแห่งชาติ มีการกระซิบกระซาบในทำนองนี้ จากกรรมาธิการ แต่ก็ไม่มีใครกล้าที่จะยืนยันการพูดของตัวเอง และไม่ต้องการเป็นข่าว
                      นอกจากนี้ยังมีนักวิชาการบางคนที่ทำงานให้ เคยบอกว่า “พวกเขาไม่สนใจว่ารัฐธรรมนูญจะเขียนอะไรหรอก เขาสนใจว่าจะอยู่อย่างไรต่อไป”
                      เสียงเช่นนี้มีมาตลอดเวลา ซึ่งคสช.น่าจะเคยได้ยินได้ฟังมาบ้าง  มุมหนึ่งที่พูดอาจมองได้ว่าเป็นความไม่พอใจและต้องการดิสเครดิตหลังจากที่ตนหลุดพ้นจากวงจรแห่งอำนาจ แต่ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าคำพูดเช่นนี้เมื่อถูกพูดบ่อยเข้ามักจะโน้มน้าวให้ผู้ที่ได้รับฟังเชื่อเอาได้ง่ายๆ
                      ยิ่งล่าสุดถูกสำทับโดยบุคคลที่ยอมให้เปิดเผยตัวตน  อย่าง “บวรศักดิ์ อุวรรณโณ” โดยตอบคำถามของสื่อที่ีถามถึงความรู้สึกในวันที่ร่างรัฐธรรมนูญของเขาถูกคว่ำว่า “ทำมาตั้งนานก็ต้องเสียใจเป็นธรรมดา แต่เสียใจแค่วันเดียว พอวันอาทิตย์กลับไปบ้านคิดได้ว่า อ้อ เพราะเขาอยากอยู่ยาวก็ไม่เป็นไร”
                      คำพูดของคนอย่าง “บวรศักดิ์” ย่อมได้รับความเชื่อถืออยู่ไม่น้อย
                      หากดูปรากฏการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นก็เชื่อได้ว่าผู้ที่อยู่ในอำนาจในขณะนี้ต้องการที่จะสืบทอดอย่างน้อยก็ในเจตนารมณ์ นัยว่าเพื่อไม่ให้เกิดคำว่า “เสียของ” ดังที่พวกเขาพูดตั้งแต่วันแรกๆ ของการเข้าควบคุมอำนาจ
                      นอกจากนี้ยังมีข้อเสนอเพื่อปรับแก้ร่างรัฐธรรมนูญของคณะรัฐมนตรีที่ระบุว่า  ต้องการให้มีการบัญญัติเนื้อหาการบังคับใช้รัฐธรรมนูญเป็นสองช่วงเวลา คือ ช่วงเฉพาะกิจ หรือช่วงเฉพาะกาลในระยะแรก โดยใช้หลักเกณฑ์อย่างหนึ่ง เสมือนข้อยกเว้นตามความจำเป็นแห่งสถานการณ์ เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง แต่อยู่บนพื้นฐานของการปกครองระบอบประชาธิปไตยที่มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในระดับหนึ่งอย่างมีดุลยภาพ ในช่วงเปลี่ยนผ่านและในช่วงที่จะใช้บทบัญญัติรัฐธรรมนูญในระยะต่อไป ซึ่งสอดคล้องกับหลักการสากลมากขึ้น และเป็นไปตามระบอบประชาธิปไตยที่ลดข้อจำกัดต่างๆ ลงให้มาก ดังนั้นน่าจะแก้ปัญหาและอธิบายให้เป็นที่ยอมรับแก่ประชาชนและนานาชาติได้
                      ยิ่งมาดูข้อเสนอของของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ผ่านข้อเสนอร่างพ.ร.บ.ยุทธศาสตร์ชาติ ก็ยิ่งทำให้เห็นช่องทางการสืบทอดเจตนารมณ์ของการควบคุมอำนาจการปกครองครั้งนี้ชัดเจนขึ้น เพราะคณะกรรมการตามร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้หากประกาศใช้ย่อมสามารถควบคุมตรวจสอบรัฐบาลปกติได้
                      ดังนั้นถึงวันนี้ เราสามารถสรุปรูปแบบความเป็นไปได้ในการสืบทอดอำนาจหรือเจตนารมณ์ได้หลายทาง ไม่ว่าจะเป็นการสืบทอดผ่านโครงสร้างทางการเมืองที่ถูกออกแบบขึ้นมาใหม่ตามรัฐธรรมนูญ การสืบทอดผ่านองค์กรใหม่ หรือการสืบทอดผ่านร่างพ.ร.บ.ยุทธศาสตร์ชาติ
                      การสืบทอดอำนาจและเจตนารมณ์ย่อมถูกตั้งคำถามได้ ตราบใดที่ประชาชนยังถูกตัดออกจากระบบการมีส่วนร่วม และยังไม่มีอำนาจที่แท้จริงกับการกำหนดอนาคตของตนเอง ซึ่งรัฐบาลต้องพิสูจน์ตัวเองให้ได้ว่ากำลังกระทำเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง
——————–
(ขยายปมร้อน : สืบทอดเจตนา : โดย…อรรถยุทธ บุตรศรีภูมิ)

โดยวิธีของเราเอง : มีที่ให้ชาวบ้านบ้าง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160222/222892.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันจันทร์ที่ 22 กุมภาพันธ์ 2559
โดยวิธีของเราเอง : มีที่ให้ชาวบ้านบ้าง

โดยวิธีของเราเอง : มีที่ให้ชาวบ้านบ้าง : โดย…ไพฑูรย์ ธัญญา

                      งวดเข้ามาทุกขณะ กับการร่างรัฐธรรมนูญฉบับมีชัย ฤชุพันธ์ุ อีกไม่นานเกินรอประชาชนชาวไทยก็จะได้เห็นหน้าตาของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เพื่อจะได้ตกลงแสดงประชามติว่าจะรับหรือไม่รับ ซึ่งหากใครติดตามข่าวรัฐธรรมนูญอย่างเกาะติด ก็อาจรู้สึกไม่ค่อยสบายใจนัก เพราะมีทีท่าจากหลายๆ ฝ่าย จะไม่รับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เนื่องจากมีหลายประเด็นที่ไม่อาจทำใจรับได้ กลุ่มที่แสดงท่าทีหนักๆ หน่อยคือ กลุ่มอดีตนักการเมืองผู้เสียประโยชน์ เพราะเล็งเห็นแล้วว่า หากรัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่านประชามติ อนาคตของพวกนักเลือกตั้งจะอยู่ยากขึ้น จึงไม่แปลกที่พวกเขาบอกว่าจะต่อต้านอย่างหนัก ใครกันล่ะ? ที่จะยอมรับกฎหมายที่ปิดทางทำมาหากินของตน
                      กลุ่มที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ยังมีทั้งนักวิชาการ นักกฎหมายและนักเคลื่อนไหวภาคประชาสังคม ล่าสุดอาจารย์บวรศักดิ์ อุวรรณโณ อดีตประธานยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่ถูกคว่ำไปแล้ว ออกมาวิพากษ์จุดอ่อนจุดแข็งของรัฐธรรมนูญฉบับท่านมีชัยว่า มีจุดเด่นในเรื่องการป้องกันการทุจริต คอร์รัปชั่น แต่มีจุดอ่อนตรงที่ยังพูดถึงเรื่องสิทธิของประชาชน นั่นคือรัฐธรรมนูญฉบับร่างใหม่นี้ ยังกล่าวถึงสิทธิเสรีภาพของบุคคล ชุมชน ความเสมอภาคในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์น้อยมาก อย่างน้อยหลายฝ่ายก็เห็นว่า ประเด็นเหล่านี้ถูกพูดถึงน้อยกว่าที่กล่าวไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับ พุทธศักราช 2540 และ 2550
                      เรื่องสิทธิ เสรีภาพของบุคคลและสิทธิชุมชนเป็นเรื่องใหญ่ เพราะเป็นดัชนีสำคัญในการชี้วัดความเป็นประชาธิปไตย เป็นเรื่องพื้นฐานที่ขาดไม่ได้ เราจะเห็นความแตกต่างที่เกิดขึ้นในสังคมไทยในตอนที่ยังไม่มีการปฏิวัติรัฐประหาร กับตอนที่เราอยู่ภายใต้การปกครองของรัฐบาล คสช.ได้ชัดเจนประการหนึ่งคือ เมื่อประชาชนมีเรื่องเดือดร้อน พวกเขาไม่มีสิทธิ์และโอกาสในการเรียกร้องความเป็นธรรมได้เลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่ชาวบ้านขัดแย้งและไม่เห็นด้วยกับนโยบายของรัฐ
                      หลายต่อหลายครั้งที่ชาวบ้านและชุมชนรู้สึกว่า โครงการของรัฐที่มีผลกระทบกับชีวิตความเป็นอยู่ ฐานทรัพยากรและสิทธิของชุมชน แต่พวกเขาไม่อาจจะเคลื่อนไหวเรียกร้องความเป็นธรรม หรือต่อรองใดๆ ได้อย่างสะดวกอีกต่อไป กรณีการขุดลอกแม่น้ำมูล หรือ “โครงการลักหลับแม่น้ำมูล” ที่ชาวบ้านมองว่า เป็นการทำลายระบบนิเวศริมฝั่งแม่น้ำ และจะส่งผลกระทบต่อวิถีการหาอยู่หากินของชาวบ้านอีกยาวนานก็ถูกเพิกเฉยจากรัฐบาลอย่างไม่ไยดี ครั้นชาวบ้านรวมตัวกันประท้วงและเรียกร้องความเป็นธรรมก็ถูกทหารเข้าไปควบคุมกำกับ ชาวบ้านไม่สามารถทำอะไรได้เลย สุดท้ายก็ได้แต่นั่งมองให้เขาปู้ยี่ปู้ยำกับแม่น้ำมูลกันตาปริบๆ
                      ในยุคทุนนิยมคนกินคน ชาวบ้านระดับล่างยิ่งอยู่ยากขึ้นทุกวัน พวกเขาแทบจะไม่มีที่ให้เหยียบยืนอย่างมีศักดิ์ศรีในฐานะมนุษย์อีกแล้ว หากกฎหมายสูงสุดของประเทศไม่เว้นพื้นที่ให้พวกเขาได้ดำเนินชีวิตอย่างปกติสุข กฎหมายนั้นจะมีประโยชน์อะไร ดังนั้นเมื่อมีผู้สันทัดกรณีออกมาชี้ให้เห็นว่านี่คือจุดอ่อน ก็สมควรที่ฝ่ายยกร่างจะต้องนำมาพิจารณา หาไม่แล้วรัฐธรรมนูญฉบับนี้คงไม่ผ่านประชามติอย่างแน่นอน เพราะนี่คือจุดโหว่ที่ฝ่ายต่อต้านจะออกมาตอกย้ำให้ชาวบ้านเห็น ถ้ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ต้องตกไปเพราะไม่ผ่านประชามติอีกรอบ แล้วจะทำอย่างไรกันต่อไป?
                      ว่ากันว่า ความสุดยอดของรัฐธรรมนูญฉบับท่านมีชัยคือการออกแบบมาตรการและกลไกที่จะป้องกันการโกงกิน และปิดโอกาสการเข้ามาแสวงหาประโยชน์ของนักการเมืองไร้คุณภาพอย่างเบ็ดเสร็จ นี่เป็นเรื่องที่ดี แต่จะให้ดีกว่านี้ก็ต้องสร้างพื้นที่ให้ประชาชนได้แสดงออกในสิทธิ เสรีภาพและมีความเป็นประชาธิปไตยไม่น้อยกว่าที่เคยมีมากแล้วในอดีต
                      คงยังไม่สายที่คณะกรรมการร่างฯ จะหันมาปรับปรุงแก้ไขให้ดีขึ้น
——————–
(โดยวิธีของเราเอง : มีที่ให้ชาวบ้านบ้าง : โดย…ไพฑูรย์ ธัญญา)

ตอบโต้เปียงยาง กระเทือนปักกิ่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160222/222891.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันจันทร์ที่ 22 กุมภาพันธ์ 2559
ตอบโต้เปียงยาง กระเทือนปักกิ่ง

มองมุมยุทธศาสตร์ : ตอบโต้เปียงยาง กระเทือนปักกิ่ง : โดย…เรือรบ เมืองมั่น http://www.facebook.com/ruarob.muangman

                      คาบสมุทรเกาหลีมีเรื่องให้จับตามองอยู่เนืองๆ ตามพฤติการณ์ของผู้นำบ้าอำนาจบ้าง ตามการพยายามอวดโอ่ขีดความสามารถทางทหารบ้าง หรือแม้แต่การดำเนินการของฝ่ายโลกเสรีเองที่บ่อนทำลายระบอบคิม เช่นข่าวปล่อยต่างๆ การพยายามยั่วยุ เช่น จะมีการซ้อมรบประจำปีระหว่างเกาหลีใต้กับสหรัฐ ในเดือนหน้าก็เป็นเรื่องที่จะทำให้ภูมิภาคแถบนี้ตึงเครียดขึ้นอีก อย่างไรก็ตาม การกระทำใดๆ ของฝ่ายพันธมิตรนั้นเป้าหมายที่แท้จริงอยู่ที่จีน มิใช่เกาหลีเหนือ
                      ปัญหาคาบสมุทรเกาหลีนั้นมีมายาวนาน และบทบาทที่ คิม จอง อึน เล่นนี่ก็ไม่ใหม่ พ่อเขาก็นิยมเล่นแบบนี้ การคุกคามเพื่อนบ้านนั้นไม่ใช่แค่เป็นเกมเสี่ยงที่หวังล่อให้ฝ่ายตรงข้ามต้องยอมทำตามความประสงค์ของรัฐบาลเปียงยาง ซึ่งอย่างน้อยก็คือความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมต่างๆ แต่แท้จริงแล้วก็เป็นการเบี่ยงเบนปัญหาการปกครองประเทศไปด้วย ความขัดแย้งภายในที่เกิดอยากต่อเนื่อง จนทำให้คิมต้องประหารข้าราชการชั้นผู้ใหญ่หลายคน บางคนเพิ่งแต่งตั้งในยุคที่เขาเป็นผู้นำด้วยซ้ำ แสดงให้เห็นว่า มีการไม่ลงรอยในการบริหารประเทศ แต่การถูกกดไว้ด้วยความเหี้ยมโหดของคิมไม่รู้ว่าจะนำไปสู่การปะทุรุนแรงเมื่อใด
                      ยิ่งเกาหลีเหนือทะเลาะกันภายในเท่าใด ก็แสดงออกอย่างเกรี้ยวกราดต่อเพื่อนบ้านตามไปด้วย สหรัฐและพันธมิตรก็ยิ่งยั่ว การปิดนิคมอุตสาหกรรมแกซองเป็นการลงโทษที่รุนแรงมากและความร้ายแรงของสถานการณ์อาจไปไกลจนยากจะคาด เพราะนี่คือการตัดท่อน้ำเลี้ยงเกาหลีเหนือของแท้ แท้ที่น่าห่วงกว่านี้คือ กิจกรรมหลายอย่างที่สหรัฐและพันธมิตรเหวี่ยงใส่เกาหลีเหนือนั้น กระทบแรงต่อจีนมาก เช่นอเมริกาอาศัยข้ออ้างเรื่องความห้าวของโสมแดง ไปประจำการระบบต่อต้านขีปนาวุธแธดให้โสมขาว ระบบนี้ดูเผินๆ ก็เป็นเชิงรับ ไม่ได้รุกเล่นงานจีน แต่ในความเป็นจริง ระบบนี้ครอบคลุมจีนด้วย ทำให้จีนจะโจมตีไต้หวันหรือญี่ปุ่นนั้นเป็นเรื่องไม่ง่าย ทั้งยังเป็นการปักธงอาวุธแบบนี้ของสหรัฐในเกาหลีใต้ สหรัฐอาจพัฒนาระบบขีปนาวุธโจมตีขึ้นมาจากการรวมระบบนี้ของเกาหลีใต้เข้ากับญี่ปุ่น เพื่อสู้กับจีน
                      ยิ่งเกาหลีเหนือแรง สหรัฐยิ่งกระแซะให้จีนต้องร่วมแก้ปัญหาคาบสมุทรเกาหลีนี้ด้วย แม้จีนจะบอกว่าโสมแดงไปคุยกับทำเนียบขาวเอาเองเถิด นี่จะยิงจรวดถึงกันได้ก็ย่อมแสดงว่าเป็นเพื่อนบ้านติดกันแล้วนี่ แต่สหรัฐก็กดดันจีนให้ลดความซ่าของเกาหลีเหนืออยู่ดี บางทีรัฐบาลวอชิงตันไม่หวังเท่าไหร่หรอกกับความช่วยเหลือเรื่องนี้จากจีน แต่กลับกันถ้าจีนกับคิมมีความขัดแย้งระหองระแหงกัน ก็จะเป็นประโยชน์ต่อสหรัฐ
                      ไทยเรายังมองดูเรื่องพวกนี้อยู่ห่างๆ อาจแสวงประโยชน์เสียด้วย อย่างเช่นตอนที่คาบสมุทรเกาหลีตึงเครียดกันทั้งปีเมื่อสามปีก่อน ตั๋วทัวร์เกาหลีถูกมาก คนไทยก็ไปเที่ยวกันเยอะ แต่ถ้าเกิดสงครามขึ้นมาเมื่อใด อย่าลืมว่าไทยยังมีสถานะเป็นคู่สงครามกับโสมแดงอยู่ด้วย เพราะสงครามเกาหลีเพียงแต่ชะงักไป ไม่เคยยุติจริงๆ อย่างเป็นทางการ หากเกิดสงครามขึ้นอีก ไทยจะกลับไปรบหรือไม่นั้นยังเป็นคำถามก็จริง แต่กว่าจะตอบได้ก็คงหนักใจพอสมควร
——————–
(มองมุมยุทธศาสตร์ : ตอบโต้เปียงยาง กระเทือนปักกิ่ง : โดย…เรือรบ เมืองมั่น http://www.facebook.com/ruarob.muangman)

‘แม้ว’ขอถก’บิ๊กตู่’ยุติวิกฤติชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160221/222888.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันอาทิตย์ที่ 21 กุมภาพันธ์ 2559
'แม้ว'ขอถก'บิ๊กตู่'ยุติวิกฤติชาติ

‘ทักษิณ’ จ้อสื่อนอก ขอคุยรัฐบาลทหาร อ้างยุติวิกฤติชาติให้ประเทศเดินหน้าได้

                      21 ก.พ. 59  อดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์วอลล์สตรีท เจอร์นัล กล่าวหารัฐบาลทหารกำลังทำให้เศรษฐกิจอันเปราะบางของประเทศตกอยู่ในอันตราย ด้วยการผลักดันแผนประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่เพื่อรักษาอำนาจกองทัพในทางการเมืองอย่างถาวร
                      นายทักษิณ กล่าวว่า เป็นเรื่องเสแสร้งที่แสดงให้โลกเห็นว่าประเทศไทยกำลังกลับคืนสู่ระบอบประชาธิปไตยแล้ว แต่ในความเป็นจริงจะเหมือนกับพม่าก่อนการปฏิรูปการเมือง กล่าวคือมีนายกรัฐมนตรี แต่อำนาจแท้จริงจะอยู่กับคณะบุคคลบางกลุ่มเหนือนายกรัฐมนตรีขึ้นไป และเศรษฐกิจจะชอกช้ำ จะไม่มีรัฐบาลไหนต้องการแตะต้องประเทศไทยอีก
                      อดีตนายกรัฐมนตรีเรียกร้อง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ควรเปิดการเจรจากับทุกกลุ่มการเมืองในประเทศ เพื่อขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้า เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย เริ่มต้นที่การวางกรอบรัฐธรรมนูญที่ให้ประชาชนในประเทศมีสิทธิ์มีเสียง และจะไม่อ่อนแอลงเพราะข้อเสนอของรัฐบาลทหารที่จะอยู่ต่อในรูปแบบของสภาความมั่นคง ทันทีที่จัดการเลือกตั้ง
                      “ผมเงียบมานานเกินไป นักวิจารณ์หลายคนมองผมในแง่ลบและกังวล ขอได้โปรดอย่าระแวงผม ไม่ต้องห่วงว่าจะกลับมาแก้แค้น ผมไม่ได้ใส่ใจกับสถานภาพของผม แต่ผมอยากให้ประเทศเดินไปข้างหน้าและไม่อยากให้รัฐธรรมนูญต้องร่างมาต้องเปลืองเวลาและทรัพยากรบุคคล ร่างรัฐธรรมนูญนี้ไม่สามารถเป็นที่ยอมรับได้สำหรับคนทั่วไป ยกเว้นตัวรัฐบาลเอง ถ้าร่างรัฐธรรมนูญนี้ผ่าน ประเทศไทยจะเดินถอยหลัง” วอลล์สตรีท เจอร์นัล ระบุคำพูดของนายทักษิณ
                      วอลล์สตรีท เจอร์นัล ระบุว่า นายทักษิณได้ตั้งคำถามว่า ทำไมน้องสาว (น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี) ถึงถูกดำเนินคดี “ผมมองว่า (คดีโครงการรับจำนำข้าว) มีสาเหตุมาจากการเมือง” “ผมไม่ได้ก้าวล่วงศาล ผมกำลังกล่าวถึงระบบโดยรวมว่าเหตุใด น.ส.ยิ่งลักษณ์ จึงถูกตั้งข้อหา ผมหวังว่าเธอจะไม่ถูกตัดสิน แต่ผมไม่แน่ใจจริงๆ”
‘ทักษิณ’ ขอถก คสช.ยุติวิกฤติชาติ
                      นอกจากนี้ในการให้สัมภาษณ์ไฟแนนเชียล ไทม์ส สื่อใหญ่ของอังกฤษ นายทักษิณเรียกร้องการเจรจากับคณะรัฐบาลทหาร เพื่อยุติวิกฤติการเมืองในประเทศ และกล่าวย้ำว่า ไม่ได้ตั้งเงื่อนไขใดให้แก่ตัวเอง แต่อยากเห็นประเทศเดินไปข้างหน้า คืนประชาธิปไตยให้ประชาชน
                      ขณะเดียวกันยังแสดงความเห็นถึงร่างรัฐธรรมนูญใหม่ที่ทำให้อำนาจของนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้่งอ่อนแอลงว่า มุ่งเป้ามาที่ตนเอง อดีตนายกฯ ย้ำว่า ไม่ได้กำลังท้าทาย หรือต่อสู้กับนายพล แต่ในศตวรรษที่ 21 นี้ ไม่มีใครเคารพประเทศที่ปกครองโดยรัฐบาลทหารแล้ว
                      นายทักษิณ ยืนยันว่า ไม่ได้เกี่ยวข้องในการเจรจากับเหล่านายพลทั้งทางตรงและทางอ้อม แม้จะมีข่าวลือว่าทั้งสองฝ่ายอาจต่อรองกันเพื่อยุติการดำเนินคดีต่อเขาและครอบครัว โดย น.ส.ยิ่งลักษณ์ น้องสาวและอดีตนายกรัฐมนตรี ทายาททางการเมืองของเขา อาจต้องถูกจำคุกถึง 10 ปี จากคดีจำนำข้าว ซึ่ง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ปฏิเสธข้อกล่าวหา
                      ในด้านชีวิตส่วนตัว นายทักษิณ เล่าว่า ขณะนี้เดินทางไปทั่วโลกโดยใช้หนังสือเดินทางประเทศมอนเตเนโกร หลังจากถูกทางการไทยยกเลิกหนังสือเดินทาง โดยบอกว่ามีชื่ออยู่ในดูไบ แต่ก็มีบ้านในสหรัฐ อังกฤษ เยอรมนี สิงคโปร์ และฮ่องกงด้วย ส่วนธุรกิจก็ยังดำเนินต่อไป โดยได้ลงทุนในหลายๆ บริษัทหลากธุรกิจ ตั้งแต่เทคโนโลยีการแพทย์ในอังกฤษ ไปจนถึงเหมืองโลหะในยูกันดาและแทนซาเนีย นายทักษิณประเมินสินทรัพย์ของตัวเองในขณะนี้ไว้ที่ 1,000 ล้านดอลลาร์ หรือราว 3.6 หมื่นล้านบาท หลังจากหักเงินจำนวน 4.6 หมื่นล้านบาท ที่ถูกทางการไทยยึดไปแล้ว
                      รายงานข่าวกล่าวด้วยว่า ยังไม่แน่ใจว่าท่าทีล่าสุดของนายทักษิณจะส่งผลกระทบมากน้อยแค่ไหนต่อเมืองไทยที่มีผู้ต่อต้านรัฐบาลทหารเพียงเล็กน้อย หลังจากบรรดานายพลปราบปรามผู้ท้าทายอย่างหนัก คนไทยบางคนยินดีกับการรัฐประหารที่มาช่วยยุติเหตุประท้วงที่ยืดเยื้อถึง 6 เดือน แต่จำนวนผู้วิพากษ์วิจารณ์ที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ในขณะนี้กล่าวว่า รัฐบาลทหารของไทยไม่สามารถสร้างหนทางปรองดองตามที่กล่าวอ้างได้