ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20160221/222838.html
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20160221/222838.html
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20160221/222835.html
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20160221/222833.html
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20160221/222832.html
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20160221/222831.html
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20160221/222819.html
ประเด็นร้อนในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา มี 2 เรื่อง เรื่องหนึ่งเกิดช่วงต้นสัปดาห์ คือ ร่าง พ.ร.บ.ยุทธศาสตร์ชาติ ที่มีการพิจารณาในที่ประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ที่ถูกมองว่าเป็น “คปป.” (คณะกรรมการยุทธศาสตร์ปฏิรูปประเทศและการปรองดองแห่งชาติ) หรือไม่
อีกเรื่องเกิดขึ้นช่วงปลายสัปดาห์ คือ “ข้อเสนอข้อสุดท้าย” ในข้อเสนอแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญของ ครม. ที่เสนอต่อคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ที่มีทั้งหมด 16 ข้อ ที่มีถ้อยคนให้ชวนระแวงสงสัยในเจตนาของ คสช. อีกครั้ง
ใจความสำคัญของข้อเสนอข้อที่ 16 คือ “ขณะนี้มีการวิพากษ์วิจารณ์และความเห็นต่างเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญ แต่ที่ ครม.ห่วงคือทำอย่างไรจึงจะป้องกันไม่ให้เกิดความยุ่งยากโกลาหลจนประเทศจวนเข้าสู่ภาวะรัฐล้มเหลวเหมือนก่อนพฤษภาคม 2557 ย้อนกลับมาเกิดขึ้นอีกหลังประกาศใช้รัฐธรรมนูญ หลังการเลือกตั้ง และหลังจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ครม.จึงเห็นว่าบางทีหากบัญญัติเนื้อหาและการบังคับใช้รัฐธรรมนูญเป็น 2 ช่วงเวลา คือ ช่วงเฉพาะกิจหรือเฉพาะกาลในระยะแรก ซึ่งอาจไม่ยาวนานนัก โดยใช้หลักเกณฑ์อย่างหนึ่งเสมือนข้อยกเว้นตามความจำเป็นแห่งสถานการณ์ เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยแต่อยู่บนพื้นฐานของการปกครองของระบอบประชาธิปไตย ที่มีการเลือกตั้ง ส.ส.ในระดับหนึ่ง อย่างมีดุลยภาพในช่วงเปลี่ยนผ่าน และช่วงที่จะใช้บทบัญญัติรัฐธรรมนูญในระยะต่อไป ซึ่งสอดคล้องหลักการสากลมากขึ้น และเป็นไปตามระบอบประชาธิปไตยที่ลดข้อจำกัดต่างๆ ลงให้มาก ดังนี้ น่าจะแก้ปัญหาและอธิบายให้เป็นที่ยอมรับแก่ประชาชนและนานาชาติได้”
ใจความที่สำคัญและถูกตั้งเป็นคำถามมากที่สุด คือ อะไรคือสิ่งที่เรียกว่า “การเลือกตั้ง ส.ส.ในระดับหนึ่ง อย่างมีดุลยภาพ” ที่ ครม.ต้องการให้ กรธ.บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ เพื่อจะป้องกันไม่ให้เกิดความโกลาหลวุ่นวาย ใน 3 ระยะ คือ หลังประกาศใช้รัฐธรรมนูญ หลังการเลือกตั้ง และหลังจัดตั้งรัฐบาลใหม่
“ยังนึกไม่ออกว่าจะเป็นอย่างไร” วิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ตอบ หลังจากถูกซักถามเรื่อง “รูปแบบ” ของสิ่งที่ ครม.เสนอ
สอดคล้องกับ ประธาน กรธ.“มีชัย ฤชุพันธุ์” ที่บอกว่า “ยังไม่เข้าใจและแปลไม่ออก ต้องปรึกษาและพูดคุยกับวิษณุก่อน ว่าแปลว่าอะไร และต้องการรูปแบบอย่างไร”
มีการตั้งข้อสังเกตว่า “เป็นความไม่รู้จริงๆ หรือ เจตนาทำให้คลุมๆ เครือๆ ไว้” โดยเฉพาะ “การเลือกตั้ง ส.ส.ในระดับหนึ่งอย่างมีดุลยภาพ” ที่ถูกพูดถึงทันทีว่า “ประชาธิปไตยครึ่งใบ”
เพราะเหมือนจะเป็น “ยุทธศาสตร์” ของ คสช. ที่มักจะทำอะไรให้คลุมเครือ หรือวางกติกาแบบ “เปิดทาง” ไว้ก่อน จนถึงจังหวะเวลาที่จำเป็นจริงๆ จึงจะมีความชัดเจนออกมา
เช่น ไม่กำหนดให้มีการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญในครั้งแรกของ “รัฐธรรมนูญชั่วคราว” แต่มาแก้ไขเพิ่มเข้าไปเมื่อมีเสียงเรียกร้อง หรือการเขียนเปิดช่องไว้ “หายใจ” กรณีร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติ ซึ่งจนถึงตอนนี้ยังยืนยันที่จะไม่บอกออกมาก่อนการทำประชามติ
ย้อนกลับไปที่ ร่าง พ.ร.บ.ยุทธศาสตร์ชาติ ที่ สปท.ให้ความเห็นชอบไปเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ท่ามกลางคำถามหลายข้อทั้งจากสมาชิก สปท.เอง และภาคส่วนต่างๆ เป็นการให้ความเห็นชอบภายใต้เงื่อนไขที่ว่า คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดิน จะกลับไปปรับปรุงแก้ไขตามข้อท้วงติงของสมาชิก และเสนอให้ไปยังประธาน สปท.เพื่อส่งต่อไปยัง ครม.ต่อไป
ใจความสำคัญของ พ.ร.บ.ยุทธศาสตร์ชาติ คือ ให้มีคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติขึ้นมาจำนวน 25 คน เพื่อจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ให้เสร็จเรียบร้อยก่อนมีรัฐบาลชุดใหม่ที่มาจากการเลือกตั้ง
หลังจากรายละเอียดของร่าง พ.ร.บ.นี้เผยแพร่ออกมา ปรากฏว่าถูกมองและถูกตั้งคำถามว่า นี่คือ “คปป.2” หรือไม่ เพราะข้อความในบทเฉพาะกาลกำหนดให้คณะกรรมการชุดแรกประกอบด้วย นายกฯ ประธาน สนช. ประธาน สปท. และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ 22 คนที่ สนช.ดำเนินการสรรหาและคัดเลือก โดยเขียนเปิดทางให้คณะกรรมการที่ สนช.แต่งตั้งอยู่ได้ยาวครบวาระ 8 ปี โดยครึ่งหนึ่งจะจับสลากออก แล้วสรรหาใหม่ตามกระบวนการปกติ
พ.ต.ต.ยงยุทธ สาระสมบัติ ประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดิน ผู้จัดทำร่าง พ.ร.บ.นี้ ให้สัมภาษณ์ “สำนักข่าวเนชั่น” ว่า คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติไม่ใช่ คปป.2 แน่นอน “จะป็น คปป.ได้ยังไง ตอนที่ผมทำเรื่องนี้ ยังไม่มีเรื่อง คปป.ในร่างรัฐธรรมนูญของบวรศักดิ์เลย”
พ.ต.ต.ยงยุทธ บอกว่า มีส่วนร่วมในการทำร่าง พ.ร.บ.ยุทธศาสตร์ชาติ มาตั้งแต่ตอนที่เป็นสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) โดยตอนนั้นเป็นประธานอนุกรรมาธิการจัดทำร่าง พ.ร.บ.นี้
“สปช.ได้ส่งร่าง พ.ร.บ.ยุทธศาสตร์ชาติ ให้รัฐบาลตั้งแต่ 23 มิถุนายน 2558 หลังจากนั้น ครม.ก็ได้มีมติตั้งคณะกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติขึ้นในวันที่ 30 มิถุนายน โดยเนื้อหาสาระหลักของร่าง พ.ร.บ.ฉบับล่าสุดก็เหมือนๆ กับที่ สปช.เสนอรัฐบาลไปเมื่อปีที่แล้ว จะมีต่างกันอยู่บ้างไม่ถึง 15% ผมจึงได้บอกว่ากรรมการยุทธศาสตร์ไม่ใช่ คปป.แน่นอน เพราะเราทำก่อนจะมี คปป.ในร่างรัฐธรรมนูญของอาจารย์บวรศักดิ์”
นอกจากเป็นประธานคณะกรรมาธิการแล้ว พ.ต.ต.ยงยุทธ ยังสวมหมวกเป็น ประธานคณะทำงานจัดทำร่าง พ.ร.บ.นี้ด้วย ซึ่งช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา คณะทำงานได้ประชุมและมีมติให้ปรับแก้ในหลายประเด็นที่ถูกท้วงติง และจะส่งต่อให้คณะกรรมาธิการ ก่อนส่งให้ประธาน สปช. เพื่อส่งต่อให้ ครม.ต่อไป อย่างไรก็ตาม ในส่วนของบทเฉพาะกาลที่ถูกสงสัยว่าจะเป็นกลไกให้มีการสืบทอดอำนาจหรือไม่นั้น พ.ต.ต.ยงยุทธ บอกว่าไม่ได้มีการแก้ไข
“ในส่วนของ 3 คนที่มาโดยตำแหน่ง คือ นายกฯ ประธาน สนช. และประธาน สปท.นั้น ตามหลักกฎหมายชัดเจนว่าเมื่อพ้นจากตำแหน่งดังกล่าวและมีคนใหม่เข้ามา คนใหม่ก็ต้องมาเป็นแทน ส่วนกรรมการผู้ทรงคุณวุฒินั้น ก็ให้มีการจับสลากออกเมื่อครบ 4 ปีอยู่แล้ว”
ส่วนข้อท้วงติงที่ว่าคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชุดแรกควรมีวาระอยู่แค่มีรัฐบาลใหม่เท่านั้น ประธานคณะกรรมาธิการบอกว่า ร่าง พ.ร.บ.นี้เป็นแค่เบื้องต้นเท่านั้น เมื่อส่งให้ ครม.แล้ว ยังมีขั้นตอนแก้ไขได้อีก ทั้งโดย ครม. คณะกรรมการกฤษฎีกา หรือเมื่อเข้าสู่การพิจารณาของ สนช.
สำหรับเรื่องอำนาจของคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติในการติดตามตรวจสอบว่ารัฐบาล รัฐสภา และหน่วยงานของรัฐปฏิบัติตามยุทธศาสตร์ชาติที่วางไว้หรือไม่ ซึ่งเป็นอีกประเด็นที่มีการท้วงติงว่าไม่ควรมีนั้น พ.ต.ต.ยงยุทธ บอกว่า คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติทำหน้าที่เหมือนการเอกซเรย์เท่านั้นว่าใครทำหรือไม่ทำตามยุทธศาสตร์ และหากใครไม่ทำตามก็ตักเตือน หรือหากการที่ไม่ทำจะทำให้เกิดความเสียหายร้ายแรงก็จะส่งให้หน่วยงานที่มีอำนาจ คือ วุฒิสภา และ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ดำเนินการต่อไป
“หากที่ผ่านมาเรามียุทธศาสตร์ชาติ และมีกรรมการยุทธศาสตร์ชาติมาก่อน ประเทศไทยอาจจะไม่ต้องเกิดความเสียหาย 6-7 แสนล้านบาท จากการดำเนินนโยบายจำนำข้าวของรัฐบาล” พ.ต.ต.ยงยุทธ กล่าว
ส่วนกรณีที่หากรัฐสภาไม่เห็นด้วยกับยุทธศาสตร์ชาติที่คณะกรรมการส่งให้ และสุดท้ายไม่สามารถตกลงกันได้ ให้ยึดตามความเห็นของคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งถูกวิจารณ์ว่าคณะกรรมการไปมีอำนาจเหนือฝ่ายนิติบัญญัตินั้น พ.ต.ต.ยงยุทธ บอกว่า ล่าสุดคณะทำงานได้แก้ไขให้เป็นของรัฐสภาแล้ว
อีกประเด็นที่คณะทำงานแก้ไข คือ ตัดข้อความที่ระบุว่า “ยุทธศาสตร์ชาติมีผลผูกพันกับรัฐสภาและ ครม.ทุกสมัย แม้มิใช่รัฐสภาหรือ ครม.ที่ได้เห็นชอบยุทธศาสตร์นั้นก็ตาม” อย่างไรก็ตาม ประธานยงยุทธ ยอมรับว่า การตัดข้อความดังกล่าวไม่มีผลเปลี่ยนแปลงในประเด็นนี้ เพราะข้อความที่ยังอยู่ชัดเจนอยู่แล้ว เป็นการตัดถ้อยคำเพื่อให้นุ่มนวลขึ้นเท่านั้น เนื้อหายังเหมือนเดิม คือ รัฐบาลต้องดำเนินนโยบายให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ
แต่ถ้าถามว่ายุทธศาสตร์ชาติ จะเป็นกรอบบังคับรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งหรือไม่ พ.ต.ต.ยงยุทธ ย้ำว่า ไม่ได้บังคับ เป็นเหมือนเขียนแผนการบินไว้ให้ ไม่ได้กำหนดว่าต้องทำอย่างไร เพราะเชื่อว่าทุกรัฐบาลก็ต้องการไปถึงเป้าหมาย คือ “ประเทศมั่นคง ประชาชนมั่งคั่ง เข้มแข็งในประชาคมโลก” เหมือนกัน
ยังคงต้องจับตาทั้งร่าง พ.ร.บ.ยุทธศาสตร์ชาติ ที่ผู้ร่างยืนยันว่าไม่ใช่ คปป.2 และข้อเสนอ “เลือกตั้ง ส.ส.ระดับหนึ่งอย่างมีดุลยภาพ” ว่าจะลงเอยอย่างไร
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20160221/222811.html
ความระหองระแหงที่มีมาอย่างยาวนานระหว่างเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ ทำให้กลิ่นอายสงครามไม่เคยห่างหายจากคาบสมุทรเกาหลี กองกำลังของทั้งสองฝ่ายจ่อประชิดตะเข็บชายแดนพร้อมประจันหน้ากันได้ทุกเมื่อ
อุณหภูมิที่คุกรุ่นสุ่มเสี่ยงที่ไฟสงครามจะลุกโชนในแถบนี้ จึงกลายเป็นประเด็นแรกๆ ที่ถูกหยิบยกมาถกกันในเวทีการประชุม “บทบาทของสื่อในการสร้างสันติภาพโลก” (The role of the media in creating world peace) ซึ่งจัดขึ้นที่กรุงโซล เกาหลีใต้ ระหว่างวันที่ 11-16 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา โดยสหพันธ์สันติภาพสากล ซึ่งมีตัวแทนจาก 197 ประเทศ ที่เป็นสมาชิก รวมถึงตัวแทนจากประเทศไทย รวมกว่า 500 ราย เข้าร่วมประชุมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเพื่อหาแนวทางในการผลักดันให้เกิดสันติภาพบนโลกใบนี้
พล.ต.ท.ทวีศักดิ์ ตู้จินดา อนุกรรมการศึกษาฝ่ายบริหารคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ในฐานะกรรมการมูลนิธิสหพันธ์สันติภาพสากล (ประเทศไทย) หนึ่งในตัวแทนจากประเทศไทยที่เข้าร่วมประชุมในครั้งนี้ ระบุว่า มีกลุ่มผู้นำทางศาสนา ผู้นำของรัฐบาล ผู้นำทางรัฐสภาทั้งในอดีตและปัจจุบันที่ยังดำรงตำแหน่ง รวมถึงตัวแทนสื่อมวลชนจากประเทศสมาชิกเข้าร่วมประชุมเพื่อเสนอแนวคิดในการผลักดันให้รัฐบาลของประเทศนั้นๆ ดำเนินนโยบายที่ไม่เป็นการเบียดเบียนระหว่างกัน ซึ่งเชื่อว่าหากทำได้จะเกิดสันติภาพขึ้น
“ย้อนไปเมื่อ 5 ปีที่แล้ว เกาหลีใต้กับญี่ปุ่นเคยบาดหมางกัน แต่เมื่อมีการประชุมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างกันก็มีความสัมพันธ์ที่ดีขึ้น ซึ่งนั้นถือเป็นตัวอย่างหนึ่งที่นำมาสู่สันติภาพ หลังจากนี้ทางสหพันธ์สันติภาพสากลกำลังมีความพยายามในการจัดประชุมเพื่อให้มีการแลกเปลี่ยนกันเกี่ยวกับปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ จะทำอย่างไรจะสะท้อนให้เห็นว่าเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้สามารถอยู่กันอย่างสมานฉันท์ เพื่อสะท้อนไปถึงผู้นำและประชาชนในเกาหลีเหนือ ขณะเดียวกันก็แสวงหาความร่วมมือประชาชนเกาหลีใต้และประชาชนในภาคพื้นเอเชียให้ช่วยกันสนับสนุน” พล.ต.ท.ทวีศักดิ์ กล่าว
กรรมการมูลนิธิสหพันธ์สันติภาพสากล (แห่งประเทศไทย) บอกด้วยว่า ปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ เกิดในระดับรัฐบาลเท่านั้น แต่ในระดับประชาชนไม่ได้มีปัญหา แต่กลับตรงกันข้าม เพราะผู้คนทั้งสองประเทศมีความพยายามที่จะเชื่อมความสัมพันธ์กัน แต่ยอมรับว่าเป็นเรื่องยากลำบาก เพราะคนของเกาหลีเหนืออยู่ในกำกับดูแลของรัฐบาล ซึ่งค่อนข้างจะเข้มงวด ซึ่งการจัดประชุมในลักษณะนี้จะมีขึ้นทุกปี เพื่อสื่อให้เห็นแนวคิดการรวมพลังให้เกิดขึ้นในสังคมโลก อย่างประเทศเกาหลีเหนือกับเกาหลีใต้ จะทำอย่างไรที่จะให้สมาชิกรัฐสภาที่มาร่วมประชุม 50-60 ประเทศ จะได้แสดงจุดยืนและมีมติว่าให้ประเทศเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ควรดำรงความสัมพันธ์กัน
“เมื่อ 3 อาทิตย์ที่ผ่านมา ประเทศเกาหลีเหนือมีการยิงจรวดดาวเทียมขึ้นไปในอวกาศศักยภาพที่ติดขีปนาวุธรบนิวเคลียร์ ซึ่งจะก่อให้เกิดความไม่มั่นคง และเกิดหวาดกลัวแก่ประชาชนในเกาหลีใต้ รวมทั้งประเทศใกล้เคียง จุดประสงค์การประชุมครั้งนี้ที่เชิญสมาชิกรัฐสภาประเทศต่างๆ มา เชิญตัวแทนสื่อมวลชนแต่ละประเทศรับรู้รับทราบเสนอแนวคิด เพื่อสื่อจะได้สะท้อนไปถึงผู้นำเกาหลีเหนือ ให้ล้มเลิกแนวคิด แต่ถ้าคุณทำเพื่อการวิทยาศาสตร์หรือการสื่อสารโทรคมนาคมเพื่อพัฒนาประเทศก็ไม่เป็นอะไร แต่อย่าแปรผันในการยิงจรวดมาผลิตเป็นอาวุธนิวเคลียร์” พล.ต.ท.ทวีศักดิ์ กล่าว
นอกจากปัญหาคาบสมุทรเกาหลีแล้ว การคุกคามของขบวนการก่อการร้ายที่มีผลมาจากการอ้างศาสนาตามความเชื่อที่ผิด ซึ่งกำลังเป็นภัยคุกคามภูมิภาคอาเซียนในเวลานี้ ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดคุยในเวทีนี้ โดย มาธินี รามาน โปรดิวเซอร์สถานีโทรทัศน์ช่อง 3 มาเลเซีย โดยเธอ อ้างว่า มาเลเซียมีมาตรการในการดำเนินการกับผู้ก่อการร้าย โดยแบ่งออกเป็น 3 ขั้นตอน 1.การจับกุม 2.การฟื้นฟู เข้าโครงการฟื้นฟูของรัฐ และ 3. เตรียมตัวกลับเข้าสู่สังคม คือการทำให้สังคมยอมรับคนเหล่านี้กลับสู่สังคมได้อย่างเป็นคนปกติ ทางการจึงได้หาต้นเหตุขอคนที่เปลี่ยนแปลงไปเป็นพวกกลุ่มรุนแรง โดยเบี่ยงเบนคำสอนของศาสนา ซึ่งความเป็นจริงต้องทำความเข้าใจกับคำสอนในคำภีร์อัลกุรอานให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน
“จีฮัดไม่ได้หมายความว่าไปทำสงครามศักดิ์สิทธิ์ แต่หมายความว่าเป็นความเพียรพยายามตั้งใจที่จะทำในสิ่งที่ดีที่สุดได้ผลดีที่สุด เพราะการที่ไปฆ่าคน ทำลายสิ่งของ หรือทำให้คนอื่นเสียใจจะได้ขึ้นสวรรค์ ทางประเทศมาเลเซียไม่ได้มีความเชื่อแบบนั้น แต่ทางมาเลเซียจะนำคำสอนที่ถูกต้องให้ความรู้แก่ประชาชน ต่อต้านกลุ่มไอเอส ต่อต้านความรุนแรงทุกรูปแบบ” ตัวแทนจากประเทศมาเลเซีย กล่าว
ชามาลา มิฮิรี รัตนายาคา นักข่าวจากประเทศศรีลังกา ระบุว่า ก่อนหน้านี้กลุ่มพยัคฆ์ทมิฬอีแลมได้สังหารเจ้าหน้าที่ระดับสูงถึง 89 คน และผู้นำโลก 2 คน รวมถึงนายราจีฟ คานธี ประธานาธิบดีของอินเดีย เมื่อปี 1993 ซึ่งเป็นกลุ่มก่อการร้ายที่เป็นต้นคิดประดิษฐ์สายเข็มขัดระเบิดพลีชีพ และใช้ผู้หญิงก่อการร้ายโดยการพลีชีพ ประเทศเขาไม่ยอมที่จะยอมแพ้กับกลุ่มคนเหล่านี้
ในฐานะสื่อมวลชน ผู้สื่อข่าวชาวศรีลังการายนี้ บอกว่า ในการรายงานข่าวจะมุ่งเน้นเรื่องจริยธรรมของสื่อมวลชน โดยจะไม่รายงานวิธีการสืบสวนของตำรวจออกสื่อ เพราะจะทำให้ผู้ก่อการร้ายรู้ระบบการสืบสวน ซึ่งจะทำให้คนร้ายปรับเปลี่ยนวิธีการก่อการร้ายที่พัฒนาขึ้น ส่งผลให้ตำรวจทำงานได้ยากขึ้นด้วย
ในการประชุมครั้งนี้นอกจากจะมีการหยิบยกปัญหาความรุนแรงระหว่างประเทศมาพูดคุยแล้ว ยังมีการพูดคุยถึงปัญหาภายในประเทศด้วย ซึ่งหนึ่งในปัญหานั้นคือความรุนแรงภายในครอบครัวที่ระยะหลังพบว่ามีปัญหาค่อนข้างมากในแทบทุกประเทศ โดยในไทยมีสถิติเพิ่มขึ้นทุกปี ซึ่งความรุนแรงในครอบครัวนี้นำไปสู่การนอกใจคู่ครอง และการหย่าร้างในที่สุด ไม่ใช่เฉพาะคู่สามีภรรยาเท่านั้น ปัญหานี้ยังนำไปสู่การขาดความอบอุ่นในเด็กและเยาวชน ลุกลามไปสู่การชิงสุกก่อนห่าม เพราะขาดการดูแลที่ดี ส่งผลให้เกิดปัญหาสังคมตามมาหลายด้าน
พล.อ.เทอดศักดิ์ มารมย์ ประธานมูลนิธิสหพันธ์สันติภาพสากล (ประเทศไทย) หรือ ยูพีเอฟ กล่าวว่า เป้าหมายขององค์กรต้องการสร้างสันติภาพและความสงบสุขให้แก่ประชาชน โดยจุดเริ่มต้นของโครงการนี้เริ่มจากครอบครัวขยายต่อยังชุมชน หมู่บ้าน ตำบล อำเภอ และจังหวัด ซึ่งได้รับความร่วมมือจากทางจังหวัดเป็นอย่างดี จึงได้ให้ความรู้ พร้อมกับนำศาสนาทั้ง 5 ศาสนา คือ พุทธ คริสต์ อิสลาม พราหมณ์-ฮินดู และซิกข์ มายึดเหนี่ยวจิตใจให้คนเกิดความรักกัน
ก่อนหน้านี้มูลนิธิได้จัดกิจกรรมขึ้นที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา โดยให้คู่สมรสทั้งที่แต่งงานกันมา 50 ปี หรือแต่งงานได้ไม่นานเข้าไปฟื้นฟูความรัก ทั้งหมด 1,000 คู่รัก ซึ่งคู่รักทั้งหมดเมื่อเข้าพิธีแล้วก็จะรู้สึกเกิดความรักกันมากขึ้น จากนั้นจึงได้ขึ้นภาคเหนือและภาคอีสาน ในการทำกิจกรรมเดียวกัน ขณะนี้ดำเนินการมาแล้วกว่า 50 จังหวัดทั่วประเทศและมีเป้าหมายไปให้ครบ 77 จังหวัด รวมถึงในพื้นที่กรุงเทพมหานครในหลายเขตที่ได้ดำเนินการไปแล้ว ถือเป็นทางช่วยเหลือสถาบันครอบครัวของรัฐบาลในทางอ้อม ซึ่งประสบความสำเร็จขึ้นเรื่อยๆ เพราะเป็นความรู้เกี่ยวกับการดำรงชีพ ดำรงชีวิตในครอบครัวให้มีความอบอุ่น เข้มแข็ง เมื่อครอบครัวเข้มแข็งจะทำให้ชุมชน เมือง และประเทศชาติจะมีความเข้มแข็งต่อไป
“หากย้อนไปเมื่อ 5 ปีที่ผ่านมา แนวทางการให้ความช่วยเหลือประชาชนในครอบครัวต่างจังหวัดให้สามีภรรยารักเดียวใจเดียว ลูกไม่ชิงสุกก่อนห่าม เพื่อให้เขามีความพร้อมในการสร้างครอบครัว อันนี้คือกิจกรรมที่เข้าไปร่วม ในกิจกรรมของมูลนิธิก็ทำให้สังคมดีขึ้น และผลที่ตามมาในหลายด้านก็ดีขึ้นไปด้วยเช่นกัน” ประธานมูลนิธิสหพันธ์สันติภาพสากล (ประเทศไทย) กล่าว
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20160221/222829.html
1.เจ้าคุณสายวัดปากน้ำออกโรงแฉมีขบวนการจ้องล้มศาสนา
2.นกแอร์วุ่นอีก-23ก.พ.งด20ไฟลท์“พาที”ยันผนึกพันธมิตรรองรับได้
3.ตื่นรับมือมะกันเตือนก่อการร้ายห้าง-รถไฟฟ้าวางมาตรการเข้ม
4.เพื่อไทยรุมสับแหลกรธน.2ขยักจาตุรนต์ซัดคสช.มีแผนอยู่20ปี
5.ถึงทีหมอ-แร็พโย่วสอนเบาหวานพ่อแม่ร่วมแสดงโซเชียลแชร์สนั่น
6.”ศรีวราห์”ยัน”ประวุฒิ”ไม่อยู่ในไทย มั่นใจหลักฐานแน่นเอาผิดม.157
7.คอมมานโดลุยล้างอิทธิพลภูเก็ต ค้นบ้าน”โกเสง”รวบพี่เมีย-พวก
8.พล.ต.อ.ลั่นเอาผิดอาญาพล.ร.อ.โพสต์ไลน์ฉาวตร.เซ็งลี้ตำแหน่ง
9.ผจก.วงคาราบาวโต้คนแชร์คลิปชี้คอนเสิร์ตคาราบาวซีพีนานแล้ว
10.กองปราบจู่โจมตรวจผับในอาร์ซีเอ นักเที่ยวชุลมุนหนีเหยียบสาวขาหัก พบสิ่งเสพติด
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20160220/222809.html
เมื่อวันที่ 20 ก.พ. 59 พล.อ.ทวีป เนตรนิยม เลขาธิการเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เปิดเผยถึงกรณีที่ปรึกษาพิเศษสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา ประจำประเทศไทย แจ้งเตือนถึงความเป็นไปได้ในการก่อการร้ายในประเทศไทยของกลุ่มก่อการร้ายไอเอส ที่แผ่อิทธิพลมายังภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อโจมตีแหล่งชุมชนสาธารณะ ห้างสรรพสินค้า แหล่งท่องเที่ยว สถานบันเทิง รถไฟฟ้าบีทีเอส และรถไฟฟ้าใต้ดิน ว่า เป็นเพียงการแจ้งข้อมูลข่าวสารทั่วไป ไม่เฉพาะเจาะจง เพราะกลุ่มผู้เคลื่อนไหวเข้ามาอยู่ในประเทศมาเลเชีย อินโดนิเชีย จึงมีการประเมินและแจ้งเตือนมายังประเทศไทยที่อยู่ใกล้ภูมิภาคนี้ ซึ่งเรื่องดังกล่าวสมช.ได้มีการตรวจสอบแล้ว และเห็นว่าเป็นการแจ้งเตือน จึงขอให้ประชาชนไม่ต้องห่วงและกังวล เรามีหน่วยข่าวกรองคอยติดตามตรวจสอบเรื่องนี้อยู่แล้ว
“หน่วยข่าวกรองของเราตรวจสอบเรื่องนี้มาตลอดทั้งแต่ช่วงเทศกาลวันลอยกระทง เจ้าหน้าที่หน่วยข่าวไม่ได้พักกันเลย เพราะมีการแจ้งเตือนมาตลอด ยืนยันว่าเราไม่ประมาท ขอให้ประชาชนอย่าตื่นตระหนก ถ้าเห็นสิ่งผิดปกติ หรือพบเห็นบุคคลมีพฤติกรรมผิดแปลกขอให้แจ้งมายังเจ้าหน้าที่ตำรวจ”พล.อ.ทวีป กล่าว
เมื่อถามว่าในวันที่ 22 ก.พ. เป็นวันมาฆบูชา ประชาชนออกมาทำบุญ ตักบาตรเป็นจำนวนมาก ทางสมช.ได้สั่งการในเรื่องการรักษาความปลอดภัยอย่างไรบ้าง พล.อ.ทวีป กล่าว มีเจ้าหน้าที่ตำรวจดูแลอยู่แล้วตลอดเวลา ตามสถานที่สำคัญๆต่างๆที่ประชาชนจะเดินทางไปทำบุญ นอกจากนี้ ตนยังได้สั่งการเป็นพิเศษให้เจ้าหน้าที่ของหน่วยงานความมั่นคง จับตาเป็นพิเศษในวัดต่าง ๆ ที่เป็นสถานที่ทำบุญที่ล่อแหลม และมีประชาชนไปทำบุญเป็นจำนวนมาก ถ้าพบสิ่งผิดปกติให้รายงานมายังสมช.ทันที จึงขอให้ประชาชนอย่าวิตกกังวล
“กอบกาญจน์”ไม่ประมาทสั่งดูแลนักท่องเที่ยว
นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวถึงคำเตือนเรื่องไอเอสในเมืองไทยว่า จากการตรวจสอบยังไม่พบว่ายืนยันรายงานดังกล่าวอย่างเป็นทางการ และอาจเป็นการปล่อยข่าวจากเนื้อหาเดิมที่เคยมีมาในช่วงก่อนหน้า โดยมุ่งเป้าการปล่อยข่าวสร้างกระแสไปที่สื่อมวลชนที่เป็นจุดอ่อนไหวมากที่สุด แต่ทั้งนี้ยืนยันว่าจะไม่ประมาท และให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น ตำรวจท่องเที่ยว เข้มงวดกวดขันในการสอดส่องดูแลความปลอดภัยนักท่องเที่ยวเต็มที่
นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า ได้รับทราบกระแสข่าวเรื่องก่อการร้ายแล้ว แต่เชื่อว่าปัจจุบันทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องมีประสบการณ์ในการรองรับเหตุการณ์แล้ว และมีมาตรการที่เข้มงวดด้านการรักษาความปลอดภัย อย่างไรก็ตาม เป็นธรรมดาที่เมื่อมีข่าวในเชิงลบย่อมส่งผลกระทบในเชิงจิตวิทยาในช่วงสั้น ขณะที่กระแสครั้งนี้ยังไม่มีการยืนยัน ดังนั้นจึงไม่น่าส่งผลด้านการท่องเที่ยวแต่อย่างใด
นายรณชิต มหัทธนะพฤทธิ์ รองประธานอาวุโสฝ่ายการเงินและบริหาร บริษัทโรงแรมเซ็นทรัล พลาซ่า จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า จากการตรวจสอบยังไม่พบการแจ้งเตือนการก่อการร้าย จากที่ปกติมักมีการแจ้งล่วงหน้าให้โรงแรมเพื่อให้เพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยทั้งด้านการตรวจรถยนต์เข้า และลูกค้าที่เดินทางเข้าออก ซึ่งสังเกตได้ว่าทุกครั้งจะมีการขอให้ลูกค้าเปิดกระโปรงท้ายรถ และใช้กระจกส่องใต้ท้องรถเพื่อความปลอดภัย ขณะที่การเดินทางผ่านประตูทั่วไปจะมีเครื่องสแกนวัตถุระเบิดด้วย
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20160220/222796.html