‘อลงกรณ์’เสนอกรธ.2ข้อปรับร่างรธน.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160221/222838.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันอาทิตย์ที่ 21 กุมภาพันธ์ 2559
‘อลงกรณ์’เสนอกรธ.2ข้อปรับร่างรธน.

‘อลงกรณ์’ เสนอ กรธ. 2 ข้อปรับร่างรัฐธรรมนูญ ด้าน กรธ.ลุยปรับแก้ร่างฯ เผยคืบกว่า 60 มาตรา ปัดโต้พรรคการเมือง

      21 ก.พ.59 นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่ 1 กล่าวว่า ขณะนี้กรธ.กำลังปรับปรุงร่างรัฐธรรมนูญหลังจากรับฟังข้อเสนอจากทุกภาคส่วนรวมทั้งแม่น้ำ 3 สาย (ครม.-สปท.-สนช.) เพื่อจัดทำร่างรัฐธรรมนูญให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 29 มีนาคมนี้ก่อนถึงวันลงประชามติ 31 ก.ค.ตามโรดแม็พสู่การเลือกตั้งในปีหน้า ซึ่งถือเป็นเรื่องท้าทายอย่างมากของ กรธ.ว่าจะปรับปรุงร่างรัฐธรรมนูญอย่างไรในการตอบสนองข้อเสนอของภาคส่วนต่างๆโดยเฉพาะความเห็นที่ครม.ส่งให้กรธ. 16 ข้อ มีโจทย์ใหญ่คือจะมีมาตรการอะไรไม่ให้ประเทศเผชิญวิกฤติการณ์ดังเช่นที่เกิดขึ้นก่อนการรัฐประหาร 22 พ.ค.ซึ่งเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางอยู่ในตอนนี้
      นายอลงกรณ์ กล่าวว่า ข้อห่วงใยของ ครม.ตรงกับความกังวลของคนส่วนใหญ่ที่ไม่แน่ใจว่าหลังเลือกตั้งครั้งหน้าจะไม่เกิดเหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมืองขยายบานปลายกลายเป็นวิกฤติของประเทศตลอดเวลากว่า 10 ปีที่ผ่านท้ายที่สุดจบลงด้วยการรัฐประหารถึง 2 ครั้ง ดังนั้น ตนจึงขอเสนอต่อ กรธ. ดังนี้
      1.ในบทบัญญัติรัฐธรรมนูญส่วนแรกที่ใช้บังคับเป็นการถาวรให้ยึดแนวทางประชาธิปไตยที่เป็นหลักสากล เช่น นายกรัฐมนตรีต้องมาจาก ส.ส., สว.มาจากการเลือกตั้งโดยตรง วางระบบถ่วงดุลย์และตรวจสอบบนฐานอำนาจอธิปไตย 3 ฝ่าย คือฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ และฝ่ายตุลาการ เป็นหลัก, กำหนดสิทธิเสรีภาพและหน้าที่ของปวงชนชาวไทยให้ชัดเจนเป็นมาตรฐานสากล และการแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่าให้ยากจนเกินควร เป็นต้น
      2.ส่วนเรื่องเฉพาะกิจในระยะปลี่ยนผ่านให้บัญญัติในบทเฉพาะกาล เช่น ที่มานายกฯ. ที่มาสว. มาตรการและกลไกป้องกันวิกฤติมิให้ซ้ำรอยเหตุการณ์ก่อน22พ.ค.2557 โดยเขียนระยะเวลาและขั้นตอนกระบวนการให้ชัดเจน โดยกรธ.ควรเชิญตัวแทนพรรคการเมืองและกลุ่มการเมืองโดยเฉพาะคู่ขัดแย้งมาหารือเฉพาะประเด็นสำคัญในระยะเปลี่ยนผ่านเพื่อประกอบการพิจารณาปรับปรุงร่างรัฐธรรมนูญในบทเฉพาะกิจเฉพาะกาล
      “การแก้ไขปัญหาความแตกแยกขัดแย้งทางการเมืองเพื่อให้เกิดความสมานฉันท์ปรองดองไม่สามารถใช้อำนาจใดๆแม้แต่รัฐธรรมนูญบังคับให้เกิดขึ้นได้เว้นแต่จะให้ฝ่ายการเมืองโดยเฉพาะคู่ขัดแย้งมีส่วนในการช่วยคิดช่วยทำและตระหนักถึงปัญหานี้ที่ต้องรับผิดชอบอนาคตของประเทศร่วมกัน ตัวอย่างการเปลี่ยนผ่านอำนาจในประเทศเมียนมาร์เป็นตัวอย่างที่ดีที่เห็นเป็นประจักษ์ใกล้ตัวที่สุด” นายอลงกรณ์ กล่าว
      นายอลงกรณ์ กล่าวต่อว่า ส่วนข้อกังวลของ ครม.ไม่ใช่เรื่องใหม่เพราะเป็นเรื่องจริงที่ไม่อาจมองข้ามหรือละเลยไม่ใส่ใจและไม่ใช่เป็นข้อห่วงใยของครม.แต่ฝ่ายเดียว หากเป็นข้อกังวลของทุกฝ่าย และไม่ใช่ประเด็นที่จะมองว่าเป็นการสืบทอดอำนาจแต่อย่างใด ซึ่งเป็นโจทย์ใหญ่ แม้แต่พรรคการเมืองใหญ่ก็ไม่มั่นใจหลังเลือกตั้งแล้วจะไม่เกิดวิกฤติอีก ดังนั้นต้องช่วยกันออกแบบมาตรการเพื่อป้องกันหรือแก้ไข มิใช่ปล่อยให้ไปตายเอาดาบหน้าสูญเสียชีวิตเลือดเนื้อบ้านเมืองแตกแยกและประชาธิปไตยไปไม่รอด
กรธ.ลุยปรับแก้รธน. เผยคืบกว่า 60 มาตรา ปัดโต้พรรคการเมือง
      21 ก.พ. นายอมร วาณิชวิวัฒน์ โฆษกคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กล่าวถึงความคืบหน้าการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ ว่า เบื้องต้นกรธ.พิจารณาทบทวนบทบัญญัติร่างรัฐธรรมนูญได้ไปประมาณ 60 มาตราแล้ว โดยการทำงานของกรธ.เป็นไปด้วยความราบรื่น ไม่มีปัญหาหรืออุปสรรคใด เราพยายามทบทวนนำความเห็นและข้อเสนอแนะของทุกฝ่ายมาพิจารณาร่วมกัน โดยไม่ให้กระทบกับหลักการใหญ่ที่กรธ.วางกรอบไว้รวมถึงกรอบตามมาตรา 35 ของรัฐธรรมนูญ(ฉบับชั่วคราว)พ.ศ. 2557 และกรอบตามความมุ่งหมายของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จำนวน 5 ข้อ
      นายอมร กล่าวว่า ขณะเดียวกันได้รับทราบมาว่านายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรธ.เตรียมขอคำแนะนำเพิ่มเติมจากนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เกี่ยวกับข้อเสนอของคณะรัฐมนตรี(ครม.) ในบางข้อที่ยังเกิดความสงสัยหรือยังไม่มีความชัดเจน และเมื่อได้รับคำแนะนำที่เข้าใจตรงกันแล้ว กรธ.ก็จะได้นำมาพิจารณาหารือต่อไป ทั้งนี้ การพิจารณาของกรธ.เมื่อได้ข้อสรุปหรือข้อยุติในประเด็นใดหรือถ้ามีประเด็นใหญ่มาก เราพร้อมชี้แจงให้ประชาชนได้รับทราบทันที จะไม่เก็บแล้วค่อยปล่อยให้มาโผล่ในภายหลังหรือโผล่ตอนที่ตีพิมพ์ร่างรัฐธรรมนูญเสร็จไปแล้ว
      ส่วนการที่พรรคการเมืองออกมาคัดค้านหรือไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ขอย้ำว่ากรธ.จะไม่ไปตอบโต้แต่เราจะเน้นการอธิบายเพื่อให้ประชาชนเกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง เราจะพยายามใช้ทุกช่องทางที่เปิดโอกาสให้กรธ.ชี้แจงอย่างเต็มที่และดีที่สุด ก่อนหน้านี้ ก็ได้มีการซักถามกลับไปยังคสช.หลายครั้ง ว่า อยากจะให้ร่างรัฐธรรมนูญผ่านหรือไม่ ก็ได้รับคำตอบยืนยันกลับมาว่า อยากให้ผ่าน เพราะต้องการให้มีเลือกตั้งตามโรดแมป ดังนั้นเข้าใจว่าจึงไม่มีแนวคิดที่จะใช้วิธีการล้มรัฐธรรมนูญเรื่อยๆเพื่อให้อยู่ในอำนาจยาวนานต่อไป

‘นายกฯ’ชวนคนไทยทำดีวันมาฆบูชา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160221/222835.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันอาทิตย์ที่ 21 กุมภาพันธ์ 2559
‘นายกฯ’ชวนคนไทยทำดีวันมาฆบูชา

‘พล.อ.ประยุทธ์’ ชวนคนไทยเข้าถึงแก่นธรรมพระพุทธศาสนา ทำความดี ละเว้นความชั่ว ทำจิตใจให้บริสุทธิ์ ในวันมาฆบูชา เชื่อยึดหลักธรรมนำพาสังคมสงบสุข

       21 ก.พ.59 พลตรีสรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ขอเชิญชวนให้ประชาชนชาวไทย ใช้วาระสำคัญเนื่องในวันมาฆบูชาที่จะมาถึง ได้ศึกษาทบทวนแก่นธรรมของพระพุทธศาสนา ที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสั่งสอนแก่ชาวพุทธทั้งมวลตั้งแต่สมัยพุทธกาล ซึ่งรวมถึงการแสดงโอวาทปาฎิโมกข์ในวันมาฆบูชา อันมีใจความสำคัญของคำสอนให้ ทำความดี ละเว้นความชั่ว ทำจิตใจให้บริสุทธิ์
       “นายกฯ เชื่อว่า หากเราทุกคนกลับไปสู่แก่นคำสอนของศาสนาพุทธ ซึ่งเรียบง่ายเป็นธรรมชาติ และปฏิบัติตาม ชีวิตของเราทุกคนจะพบความสุข สังคมก็เกิดความสงบสุข ปราศจากความวุ่นวาย ซึ่งเป็นหลักปฏิบัติที่เชื่อว่าทุกศาสนาล้วนแนะนำสั่งสอนไม่ต่างกัน เพราะทุกศาสนาล้วนเหนี่ยวนำใจให้ทุกคนเป็นคนดี” พลตรีสรรเสริญ กล่าว

‘บิ๊กป้อม’เตรียมยกคณะเยือนรัสเซีย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160221/222833.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันอาทิตย์ที่ 21 กุมภาพันธ์ 2559
‘บิ๊กป้อม’เตรียมยกคณะเยือนรัสเซีย

‘บิ๊กป้อม’ เตรียมยกคณะเยือนรัสเซียหารือความร่วมมือด้านความมั่นคง-เศรษฐกิจ 23-27ก.พ. ปูทาง‘บิ๊กตู่’ประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน-รัสเซียพ.ค.นี้ ฉลองครบรอบสัมพันธ์20ปี

       21 ก.พ. 59 พล.ต.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม เปิดเผยว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม พร้อมคณะ มีกำหนดการเดินทางเยือนสหพันธรัฐรัสเซีย และสาธารณรัฐเบรารุส อย่างเป็นทางการ ระหว่าง 23-27 ก.พ.59โดยการเดินทางเยือนสหพันธรัฐรัสเซีย อย่างเป็นทางการครั้งนี้ เป็นการขยายความร่วมมือด้านความมั่นคงและด้านเศรษฐกิจ รวมทั้งการค้า การลงทุน ระหว่างกันให้เกิดเป็นรูปธรรมมากขึ้น หลังการเยือนไทยของ นาย ดมิทรี เมดเวเดฟ ( Dimitry Medvedev ) นายกรัฐมนตรีรัสเซีย เมื่อเม.ย.58 ที่ผ่านมา อีกทั้งเป็นการเตรียมการก่อนการเดินทางของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน – รัสเซีย ในพ.ค.59 ณ เมืองโซชิ ซึ่งเป็นโอกาสของการสถาปนาความสัมพันธ์รัสเซีย – อาเซียน ครบ 20 ปี ตามคำเชิญของ ประธานาธิบดี วลาดิมีร์ ปูติน ( Vladimir Putin )
       พล.ต.คงชีพ กล่าวว่า ในโอกาสนี้ พล.อ.ประวิตร พร้อม นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนรม. มีกำหนดเข้าเยี่ยมคำนับและหารือกับ นาย ดมิทรี เมดเวเดฟ ( Dimitry Medvedev ) นายกรัฐมนตรีรัสเซีย และ นายเดนิส แมนทูรอฟ ( Denis Manturov) รมว.อุตสาหกรรมและการค้ารัสเซีย เพื่อหารือขยายความร่วมมือด้านความมั่นคงและการค้าการลงทุนระหว่างกันจากนั้น พล.อ.ประวิตร และคณะ มีกำหนดการเข้าพบหารือกับ พล.อ.เซอร์เกย์ โชย์กู ( Sergei Shoigu ) รมว.กห.รัสเซีย นายนิโคไล ปาตูเชฟ ( Nikolai Patrushev ) ลมช.รัสเซีย และนายดมิทรี โรโกซิน ( Dmitry Rogozin ) รองนายกรัฐมนตรีรัสเซีย เพื่อหารือความร่วมมือด้านความมั่นคง การทหารและอุตสาหกรรมป้องกันประเทศระหว่างกัน
       พล.ต.คงชีพ กล่าวอีกว่า ต่อจากนั้น พล.อ.ประวิตรพร้อมคณะ มีกำหนดการเดินทางไปเยือนสาธารณรัฐเบลารุส อย่างเป็นทางการตามคำเชิญของเบลารุส โดยมีกำหนดการเข้าเยี่ยมคำนับ นายอเลกซานเดอร์ ลุกาเซนโก ( Alexander Lukashenko ) ประธานาธิบดีเบลารุส พร้อมกับเข้าพบและหารือความร่วมมือด้านความมั่นคงและการทหารกับ พล.ท.อังเดร ราฟคอฟ ( Andrei Ravkov ) รมว.กห.เบลารุส และพล.ท.เซรเกย์ กูรรูเรฟ ( Sergei Gurulev ) ประธานคณะกรรมการว่าด้วยอุตสาหกรรมทางทหารเบลารุส
       พล.ต.คงชีพ กล่าวว่า โดยการเดินทางเยือนสหพันธรัฐรัสเซียและสาธารณรัฐเบรารุส อย่างเป็นทางการ ของ พล.อ.ประวิตรครั้งนี้ จะเป็นโอกาสอันดีที่ประเทศไทย จะได้กระชับความสัมพันธ์และขยายความร่วมมือทางทหาร. รวมทั้งขยายความร่วมมือด้านการค้า. การลงทุนที่เป็นประโยชน์ร่วมกันกับทั้งสองประเทศ ในลักษณะพึ่งพา ส่งเสริมซึ่งกันและกัน ในภาวะที่เศรษฐกิจโลกมีความผันผวน ซึ่งมีความจำเป็นต้องพึ่งพากันมากขึ้นในปัจจุบัน
‘ประวิตร’ สั่งทุกหน่วยถกทุกเดือน เร่งประชาสัมพันธ์แลนด์มาร์คเจ้าพระยา
       รายงานข่าวจากกระทรวงมหาดไทยแจ้งว่า ที่ประชุมคณะกรรมการอำนวยการโครงการพัฒนาริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ที่มีพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธาน มีพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รมว.พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์(พม.) พร้อมด้วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุมหารือถึงความคืบหน้าในโครงการ ซึ่งเป็นการประชุมต่อจากคณะกรรมการฯบริหารจัดการสิ่งก่อสร้างรุกล้ำลำน้ำสาธารณะ
       โดยผู้เกี่ยวข้องชี้แจงความคืบหน้าล่าสุดว่า การอนุมัติงบประมาณในการจ้างที่ปรึกษา และประชาสัมพันธ์โครงการ กระทรวงมหาดไทย ในฐานะอนุกรรมการด้านการบริหารโครงการ ได้อนุมัติจัดสรรงบฯรายจ่ายประจำปี 2558 งบฯกลางรายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉิน หรือจำเป็น จำนวน 76 ล้านบาท พร้อมเซ็นสัญญา ส่วนที่เหลืออีก 56 ล้านบาท ที่กำลังอยู่ในขั้นตอนของสำนักงบฯนั้นนายกรัฐมนตรี ได้อนุมัติให้ใช้งบฯจำนวนดังกล่าวแล้ว คาดว่า จะสามารถจัดสรรได้ภายในสัปดาห์นี้
       ส่วนการจัดจ้างที่ปรึกษา เดิมที่ใช้วิธีคัดเลือก โดยมีผู้ยื่นเสนอตัว และผ่านการคัดเลือกเข้ามา 2 ราย แต่มีผู้ยื่นขอยกเลิก 1 ราย จึงจำเป็นต้องยกเลิกวิธีคัดเลือก เพราะอาจจะล่าช้า ไม่ประสบผล จึงได้เปลี่ยนวิธีเป็นการจ้างโดยวิธีตกลง ซึ่งได้เชิญตัวแทนจากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าฯ เจ้าคุณทหารลาดกระบัง ที่ตอบตกลง เข้ามาเป็นที่ปรึกษา ร่วมกับมหาวิทยาลัยขอนแก่น และได้มีการต่อรองได้ในราคา 119 ล้านบาท จากงบฯกทม.ที่มี 120 ล้านบาท ขณะนี้อยู่ระหว่างการขออนุมัติว่าจ้าง คาดว่า ไม่เกินสัปดาห์หน้าจะอนุมัติได้ และลงนามในสัญญาภายไม่เกินสิ้นเดือนนี้ สำหรับค่าก่อสร้าง ทางกทม.ได้จัดทำคำของบฯปี 60 แล้ว กำลังอยู่ในขั้นการพิจารณาของสำนักงบฯ คาดว่าจะเริ่มก่อสร้างได้ในปีงบฯ 60
       ด้าน พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า ก่อนหน้านี้จากที่เคยประสานทางจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้มาเป็นที่ปรึกษาโครงการ แล้วถูกปฏิเสธ เพราะติดด้วยข้อกำหนดของผู้ว่าจ้างนั้น อยากให้เปิดโอกาสเข้ามาแสดงความเห็นผ่านคณะอนุฯด้านการออกแบบ และภูมิสถาปัตย์ ที่มีปลัดกระทรวงกลาโหม เป็นประธาน ถ้าเขาอยากเสนออะไรก็รับไว้ให้มีช่องทาง ไม่ใช่ว่าเสนอมาแล้วได้ทั้งหมดให้พึงพอใจคงไม่ใช่
       “ในเรื่องของกรอบเวลา หรือ ไทม์เฟรมเดิม เราคาดกันว่า รัฐบาลจะอยู่ในระยะเวลาเดิม แต่รัฐธรรมนูญ ฉบับท่านบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ได้ร่างขณะนั้น เราคิดว่ามันจะผ่าน แล้วมีผลบังคับใช้ สิ่งที่เราอยากจะทำขณะนั้นก็คือ ให้ทุกอย่างจบ และลงนามในสัญญาก่อน เพื่อที่จะพ้นเรื่องข้อครหานินทาต่างๆ อย่างไรก็ตามสถานการณ์ได้เปลี่ยนแปลงไป กรอบเวลาจึงมีช่องว่างมากขึ้น เราจะมีการเลือกตั้งในประมาณปี 60 กลางปี หรือ ปลายปีเป็นอย่างช้า แล้วแต่ขั้นตอนการดำเนินการของรัฐธรรมนูญจะเสร็จเมื่อไหร่ เราก็จะมีเวลามากขึ้น ขณะที่เรื่องงบฯ ในปี 59 ถ้าเราจะขอ ต้องขอเป็นงบฯกลางเท่านั้น เพราะมันไม่ทัน และที่ทำได้เร็วที่สุดคืองบประมาณปี 60 ที่จะทัน หรือไม่ทัน ถึงอย่างไรงบฯปี 59 อย่างเต็มที่ ในเดือนตุลาคมนี้ ถึงจะมีงบประมาณ เป็นไปตามที่เราจะเสนอกรอบระยะเวลาใหม่” รมว.มหาดไทย กล่าว
       ขณะที่ตัวแทนอนุฯด้านกฎหมาย ชี้แจงความคืบหน้าว่า ขณะนี้ได้ร่างหลักเกณฑ์ที่จะช่วยเหลือ เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบแล้ว อยู่ระหว่างเตรียมส่งต่อให้คณะอนุฯด้านการบริหารโครงการ พิจารณากลั่นกรองกฎหมายที่เกี่ยวข้อง แล้วเสนอคณะรัฐมนตรี(ครม.) อนุมัติต่อไป ส่วนผู้บุกรุก ที่ปกติแล้วเราจะจ่ายค่าชดเชย หรือยกเว้น ก็จะนำเสนอครม.ด้วย
       อย่างไรก็ตามในช่วงท้าย พล.อ.ประวิตร มีข้อสั่งการว่า เรื่องที่สำคัญคือการสร้างการรับรู้ให้กับประชาชน และการกำหนดแนวทางในการประชาสัมพันธ์ ซึ่งทางกระทรวงพัฒนาสังคมฯ ได้ชี้แจงแล้วว่ามี 2 ระดับ ได้แก่ ระดับล่าง คือเกี่ยวกับเรื่องของประชาชน และระดับที่เกี่ยวกับผู้ที่มีความรู้ คือพวกนักวิชาการ และนักโบราณคดี โดยมีความจำเป็นที่จะต้องกำหนด เพื่อให้เกิดความชัดเจน และสร้างการรับรู้ รวมถึงในส่วนของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมต้องทำการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม(EIA)ด้วย โดยให้เร่งรัดประชาสัมพันธ์ทำความเข้าใจกับประชาชนที่มีส่วนเกี่ยวข้อง และให้นำความต้องการและความเห็นที่เป็นประโยชน์มาเป็นข้อมูลในการดำเนินการให้กับฝ่ายต่างๆ
       “ในการก่อสร้างครั้งนี้ ต้องสร้างการรับรู้ให้ประชาชน ว่าทำไปทำไม ให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนยังไง เราก็ได้แต่บอกว่า ให้ประชาชน ให้ประชาชน แต่การเข้าถึงริมแม่น้ำเจ้าพระยาจะทำอย่างไรได้บ้าง เราก็คงจะต้องใช้สถานีวิทยุโทรทัศน์ที่เรามี ช่วยในการประชาสัมพันธ์ บอกถึงความก้าวหน้าในการดำเนินการ เพราะฉะนั้นด้านการประชาสัมพันธ์ต้องทำให้เยอะๆหน่อย ประชาชนจะได้รู้ว่ามันจริงหรือไม่จริง” พล.อ.ประวิตร กล่าว
       พล.อ.ประวิตร สั่งการต่อว่า ให้อนุกรรมการฝ่ายต่างๆนั้นไปปรับปรุง และขับเคลื่อนการดำเนินการตามกรอบระยะเวลาใหม่ที่ได้รับความเห็นชอบ และนำแนวทางการขับเคลื่อนของโครงการตามมติที่ประชุม ไปดำเนินการให้บรรลุผลสำเร็จ โดยให้รายงานผลการดำเนินการต่อคณะกรรมการอำนวยการให้ทราบทุกเดือน และสรุปรายงานต่อคณะรัฐมนตรี(ครม.)ให้ทราบด้วย
       “เพราะฉะนั้นเราคงจะต้องมีการประชุมทุกเดือน เพื่อที่จะรายงานให้ครม.ได้รับทราบ รวมถึงให้คณะอนุกรรมการด้านการบริหารโครงการ กำกับและติดตามการดำเนินการของคณะอนุกรรมการฝ่ายต่างๆ ให้เป็นไปตามกรอบระยะเวลาที่กำหนดและกรอบระยะเวลาใหม่ด้วย” รองนายกฯ และรมว.กลาโหม กล่าวทิ้งท้าย
       รายงานข่าวแจ้งว่า เนื่องจากการจัดจ้างที่ปรึกษา ทำให้กรอบระยะเวลาคลาดเคลื่อนออกไป เพราะฉะนั้นกรอบระยะเวลาใหม่ จะตั้งเป้าหมาย เริ่มจากการลงนามสัญญาจ้าง ปลายเดือนกุมภาพันธ์นี้ เป็นอย่างช้า โดยเนื้องานของการจ้างที่ปรึกษา จะดำเนินการเสร็จสิ้นประมาณปลายเดือนกันยายนนี้ ก่อนขึ้นปีงบประมาณใหม่ ซึ่งจะมีการสำรวจพื้นที่ด้านกายภาพ และการทำแผนแม่บทควบคู่กันไป นอกจากนี้ภายหลังการเซ็นสัญญาจ้างที่ปรึกษา 2 เดือน เราจะเริ่มออกแบบรายละเอียด คาดว่าจะสามารถเข้ากระบวนการประกวดราคาได้ประมาณเดือนตุลาคมนี้ และสามารถลงนามในสัญญาจ้างได้ในเฟสแรก และเริ่มก่อสร้างในเดือนมกราคม ปี 60 ส่วนระยะเวลาก่อสร้าง ในเบื้องต้นกำหนดไว้ 18เดือน หลังจากลงนามสัญญาจ้างเรียบร้อยแล้วในช่วงแรก จะทยอยลงนามสัญญาประกวดราคาในช่วงต่อไป ภายในงบประมาณปี60 ส่วนในการก่อสร้างที่ทราบว่ามีผู้ต่อต้านไม่เห็นด้วยมีหลายกลุ่ม ได้จัดเสวนาหลายครั้งนั้น ฝ่ายที่เกี่ยวข้องได้ส่งตัวแทนเข้าไปร่วมรับฟังข้อคิดเห็น หรือท้วงติง เพื่อรับมาเป็นข้อมูล นำไปศึกษา ให้เป็นไปตามที่กลุ่มคัดค้านต้องการด้วย และยังมีการติดตามผ่านสื่อต่างๆ
       “ชุมชนที่ได้รับผลกระทบจริงๆนั้น มีจำนวนไม่เยอะ แต่กลุ่มที่ออกมาเคลื่อนไหวคัดค้านเป็นจำนวนมากนั้น จะเป็นกลุ่มชนชั้นกลาง หรือนักวิชาการ ต่างกับโครงการคลองลาดพร้าวที่มีประชาชนออกมาเคลื่อนไหวมากกว่านักวิชาการ ถ้าจะโครงการแม่น้ำเจ้าพระยา สิ่งสำคัญคือต้องไม่ให้ความเห็นของนักวิชาการ กับความเห็นของผู้ได้รับผลกระทบไปรวมกัน มันจะถูกหยิบยกเป็นข้ออ้างว่าชาวบ้านได้รับผลกระทบ แต่ก็ยังมีนักวิชาการเข้าไปเจาะ เป็นรายบุคคล ฉะนั้นการช่วยเหลือเยียวยาต้องทำให้ชัดเจน ให้เกิดความมั่นใจ เพื่อที่ประชาชนจะได้ไม่ไปรวมกลุ่มกับชนชั้นกลาง” รายงานข่าวระบุ
‘บิ๊กป้อม’ ปลื้ม! กทม.เล็งเอาคืนที่สาธารณะรุกคลองลาดพร้าว
       รายงานข่าวจากกระทรวงมหาดไทยแจ้งว่า ที่ประชุมคณะกรรมการอำนวยการร่วมกำหนดนโยบายการบริหารจัดการสิ่งก่อสร้างรุกล้ำลำน้ำสาธารณะ ที่มีพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธาน มีพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รมว.พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์(พม.) พร้อมด้วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุมหารือถึงความคืบหน้าในโครงการ ที่ผ่านมา
       ในที่ประชุมมีการรายงานแผนงานการก่อสร้างเขื่อนคลองลาดพร้าว โดยผู้เกี่ยวข้องของหน่วยงาน กทม. ให้ข้อมูลว่า เราจะเริ่มดำเนินการก่อสร้างได้เลย ในระยะ 8 กิโลเมตร ส่วนที่เหลือจะขอประสาน พม.ในเรื่องที่อยู่อาศัย เพื่อนำประกอบกับแผนการก่อสร้าง สำหรับการตรวจสอบพื้นที่ก่อสร้าง ล่าสุดได้ดำเนินการร่วมกับ พม. กองทัพบก และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ(สตช.) พบว่า มีพื้นที่ว่างของกรมทหารราบที่ 11 ที่ดินราชพัสดุ บริเวณถนนประเสริฐมนูกิจ ซอยรัชดาภิเษก 36 ซอยลาดพร้าว80 และที่ดินเอกชนจำนวน 3 แปลง เป็นที่ดินว่างริมคลองทั้งหมด โดยอาจจะใช้เป็นพื้นที่ในการสับหลีก หรือเคลื่อนย้ายชุมชน เพื่อให้การก่อสร้างดำเนินการได้อย่างต่อเนื่อง
       ด้านผู้เกี่ยวข้องของกระทรวงพัฒนาสังคมฯ กล่าวชี้แจงถึงการพัฒนาที่อยู่อาศัยของผู้ที่ได้รับผลกระทบว่า คลองลาดพร้าวที่มีความยาวทั้งหมด 22 กิโลเมตร มีชุมชนที่รุกล้ำริมคลองอยู่ทั้งหมด 43 ชุมชน 7,314 หลังคาเรือน โดยมีการทำแผนเคลื่อนย้ายชาวบ้านขึ้นจากริมคลอง เพื่อส่งมอบพื้นที่ให้กทม. และมี 3 ชุมชน ได้แก่ ชุมชนบางบัวฯ ชุมชนร่วมสามัคคี และชุมชนสะพานไม้หนึ่ง ที่ดำเนินการตามโครงการบ้านมั่นคง รวมถึงย้ายขึ้นจากคลองไปแล้ว ระยะทางประมาณ 1.1 กิโลเมตร จะสามารถส่งมอบให้ กทม.ดำเนินการก่อสร้างเขื่อนได้ในระยะต่อไป นอกจากนี้ยังมีแผนในปี 59 อีก 17 ชุมชน 2,344 หลังคาเรือน ปี 2560 อีก 14 ชุมชน 2,940 หลังคาเรือน และปี 61 อีก 10 ชุมชน 1,322 ครัวเรือน สำหรับระยะต่อไปที่จะรื้อย้ายชุมชน เพื่อส่งมอบให้ กทม. ภายในเดือนเมษายนนี้ ประกอบด้วย 10 ชุมชน 1,355 ครัวเรือน มีความยาวประมาณ 8.1 กิโลเมตร
       “แผนในปี 59 ที่มี 17 ชุมชน เราได้สร้างความเข้าใจ กับพี่น้องประชาชนไปครบทั้ง 17 ชุมชนแล้ว มีการสำรวจข้อมูลไปแล้ว 14 ชุมชน ออกแบบวางผัง 8 ชุมชน มีการอนุมัติงบประมาณรอไว้แล้วตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อขออนุญาตก่อสร้าง ใช้ที่ดินได้ทันที 7 ชุมชน มีการเริ่ม หรือย้ายการก่อสร้างบ้านเอง โดยไม่ใช้งบฯของเรา มี 1 ชุมชน” ตัวแทนกระทรวง พม. ระบุ
       ขณะที่พล.อ.ประวิตร มีข้อสั่งการ และซักถามในที่ประชุมว่า พม.ต้องเตรียมการในเรื่องที่อยู่อาศัย เพื่อส่งมอบในพื้นที่ดำเนินการสร้างเขื่อนคลองลาดพร้าว แต่ยังมีอีก 1 พื้นที่ที่จะดำเนินการก่อสร้างที่อยู่ถาวรให้ประชาชน จะเริ่มเมื่อไหร่ ควรจะเริ่มในทันทีได้หรือไม่ เพราะเราเริ่มก่อสร้างเขื่อนฯแล้ว น่าจะสร้างอาคารที่จะให้ประชาชนเข้าไปอาศัยแบบถาวรได้ทันทีด้วยเช่นกัน ตนอยากให้ดำเนินการแบบนี้ จะทำได้เลยหรือไม่
       “เรื่องที่พักชั่วคราวไม่ค่อยเป็นปัญหาเท่าไหร่ แต่ผมอยากให้หาที่ในการสร้างอาคารถาวร ให้ประชาชนไปอยู่ได้มันมีมั้ยล่ะ ถ้ามี ผมอยากให้ก่อสร้าง แล้วก็คัดเลือกคนที่เขาดีๆเข้ามาอยู่เลย ให้ประชาชนเขาเกิดความมั่นใจ ไม่จำเป็นต้องเป็นพื้นที่ที่ต้องไปสร้างเขื่อน ทำได้มั้ย แบบเป็นตึกสองตึก จะทำได้มั้ย ไปหาที่ให้ได้เลย ถ้าเขาออกไปแล้ว ก็จะไปอยู่ที่ตรงนี้ คราวหน้ากลับมาต้องชัดเจน จะสร้างยังไง เท่าไหร่” พล.อ.ประวิตร ถาม
       ด้าน พม.ตอบข้อซักถามว่า ใน 8 กิโลเมตรแรก ที่ดำเนินการสร้างเขื่อนฯ จะอยู่ฝั่งตะวันออกของคลองลาดพร้าว เป็นที่ดินติดกับเอกชน ไม่มีที่ว่างดำเนินการ เพราะข้อจำกัด พอเป็นที่ของเอกชน ทำให้ชาวบ้านบุกรุกไม่ได้ เหลือแค่พื้นที่เฉพาะสร้างเขื่อนฯ สำหรับการสร้างที่อยู่แบบถาวร เรามีพื้นที่ช่วงเขตห้วยขวาง ระยะทาง 800 เมตร ไม่มีประชาชนบุกรุก ซึ่งเดิมจะทำเป็นที่พักชั่วคราว ก็จะปรับมาเป็นที่พักถาวรในทันทีเลย
       ด้านผู้แทนจากปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานอนุกรรมการด้านการประชาสัมพันธ์ ชี้แจงว่า แนวทางในการประชาสัมพันธ์ เราจะมีโปสเตอร์ แผ่นพับ และออกสื่อ ในสร้างการรับรู้และความเข้าใจให้ประชาชน แต่ทางกรมประชาสัมพันธ์ ในฐานะอนุฯ กลับไม่มีข้อมูลในการชี้แจงที่ชัดเจน เพียงแต่บอกว่า มีรายการพบประชาชน รายงานความคืบหน้าอยู่ตลอดเท่านั้น
       ทำให้พล.อ.ประวิตร กล่าวในเชิงติติงว่า “ไหนรายงาน นำมาหรือไม่ ทีหลังนำมาขึ้นแสดงให้ดูด้วย ว่าคุณทำอะไรไปบ้าง จะสร้างการรับรู้ยังไง แล้วประชาชนเขาตอบรับยังไง ต้องบอกด้วย ไม่ใช่รายงานแบบนี้ ต้องให้เห็นชัดเจน ว่ามีผลการปฏิบัติ เพราะมันมีงบประมาณไปแล้ว ต้องทำให้ชัดเจน มารายงานแบบนี้เฉยๆไม่ได้ ไม่ใช่พอเราเริ่มก่อสร้าง เดี๋ยวมีผู้คัดค้านออกมา ก็วุ่นอีก ไปไม่ได้อีก เพราะฉะนั้นผมฝากด้วย คราวหน้าต้องมาให้ชัดเจนกว่านี้”
       ต่อมาที่ประชุมโดยส่วนเกี่ยวข้องได้รายงานถึงปัญหาอุปสรรคของโครงการว่า ยังมีประชาชนที่อยู่ในเขตการก่อสร้าง ได้ประสานพม.ไปแล้ว และทางกทม.อยากได้แผนที่การก่อสร้างที่ชัดเจนจากกระทรวงพัฒนาสังคมฯ เพื่อก่อสร้างที่อยู่ถาวรต่อไป สำหรับการพัฒนาที่อยู่อาศัยชุมชน ที่ได้รับผลกระทบ ยังมีประชาชนประมาณ 416 ราย ที่ยังไม่เข้าใจ แบ่งเป็น2ลักษณะ 1.ประชาชนที่มีบ้านหลังใหญ่ พอจะจัดระเบียบให้อยู่ร่วมกัน ก็มีการออกมา ต่อต้าน และ2. กลุ่มนักการเมืองท้องถิ่น หรือในพื้นที่ ที่ออกมาเคลื่อนไหวให้ข้อมูลแก่ชาวบ้าน ทำให้เกิดการเข้าใจผิด ซึ่งแก้ไขโดยจัดชุดที่มีทหาร ร่วมกับฝ่ายเกี่ยวข้องลงไปพูดคุย ถ้ายังไม่ได้ผล ก็จะดำเนินคดี ตามด้วยมาตรการทางภาษี อย่างไรก็ตามเราจะจัดชุดลงไปพูดคุยอีกครั้งในสัปดาห์หน้า หากยังไม่ได้ผลก็จะดำเนินการตามมาตรการดังกล่าว ซึ่งขณะนี้กลุ่มนักการเมืองท้องถิ่น ได้ประสานขอมามีส่วนร่วมแล้ว
       พล.อ.ประวิตร กล่าวขึ้นมาในประชุมว่า “ผมบอกไปแล้ว ให้ประสานกันทำงาน ถ้าไม่ประสานกัน จะทำให้การก่อสร้างไปไม่ได้ ถามคนละที คนละที มันก็ไปไม่ได้ซะที ต้องกำหนดให้ชัดเจน จะสร้างเมื่อไหร่ วางเสาเข็มเมื่อไหร่ ถ้าไม่ทำแบบนี้มันก็ไม่ได้ซะที ส่วนเรื่องนักการเมืองท้องถิ่น เจ้าหน้าที่ด้านประชาสัมพันธ์จะต้องลงไปร่วมมือด้วย เพื่อที่จะได้รู้แนวทางแก้ไข แล้วนำมาประชาสัมพันธ์ ถ้ายังเดินไม่ได้ก็ถือว่าไม่ได้ทำอะไรเลย เพราะฉะนั้นเอาประชาสัมพันธ์เข้าไปด้วย รวมถึงตำรวจ ไปดูในเรื่องการดำเนินคดี ทำให้เป็นชุดทีเดียวไปเลย เดี๋ยวก่อสร้างไป ประชาชนก็มาคัดค้านอีก ผมว่าประชาสัมพันธ์ยังทำงานน้อยนะ ประชาสัมพันธ์มันไม่ค่อยออกมา ฉะนั้นต้องเข้าไปร่วมกับเขา”
       อย่างไรก็ตามในช่วงท้าย พล.อ.ประวิตร มีข้อสั่งการว่า 1.ให้ทางกรุงเทพฯเข้าไปเร่งดำเนินการก่อสร้างในส่วนที่ไม่ติดปัญหาอุปสรรค และให้กระทรวงพัฒนาสังคมฯ เร่งดำเนินการจัดทำผังที่อยู่อาศัยตลอดแนวคลองลาดพร้าวภายในขอบเขตผังของกรุงเทพฯ และ2.กำหนดและดำเนินการจัดหาที่อยู่อาศัยให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากโครงการก่อสร้างนี้
       “ผมได้บอกแล้วว่า ให้ดำเนินการคู่ขนานกัน ระหว่างที่พักชั่วคราวและที่พักถาวร ส่วนเขื่อนก็ทำไปในส่วนที่ทำได้ เพราะมันไม่สามารถที่จะทำได้ตามลำดับ ก็ฝากให้ช่วยทำคู่ขนานกันไป” พล.อ.ประวิตร กล่าวทิ้งท้าย

‘รบ.’พอใจผลจัดระเบียบขอทาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160221/222832.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันอาทิตย์ที่ 21 กุมภาพันธ์ 2559
‘รบ.’พอใจผลจัดระเบียบขอทาน

‘สรรเสริญ’ เผยผลการจัดระเบียบขอทานกว่า 1 ปี เป็นที่น่าพอใจ ช่วยเหลือได้กว่า 3,800 ราย กำชับ พม.เดินหน้าจัดระเบียบตามแผน 3P เพื่อกวาดล้างขอทานให้หมดสิ้น

       21 ก.พ.59 พลตรี สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลดำเนินการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ซึ่งเป็นวาระแห่งชาติอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการจัดระเบียบขอทานได้ผลเป็นที่น่าพอใจ โดยนับตั้งแต่เดือน ก.ย. 57 – ม.ค. 59 หรือประมาณ 1 ปี 4 เดือน ได้ช่วยเหลือขอทานทั้งเด็กและผู้ใหญ่ไปแล้วทั้งสิ้น 3,896 ราย เป็นคนไทย 2,487 ราย ต่างชาติ 1,409 ราย
       พลตรีสรรเสริญ กล่าวว่า เฉพาะเดือน ม.ค. 59 ให้ความช่วยเหลือไปแล้ว 159 ราย เป็นคนไทย 60 ราย ต่างชาติ 99 ราย โดยสิ่งที่น่าสังเกตคือ การนำเด็กตั้งแต่แรกเกิด ถึง 10 ปี ไปนั่งขอทาน เนื่องจากสามารถทำรายได้สูงกว่ากลุ่มอื่น 2 – 10 เท่าตัว และเด็กเหล่านี้ส่วนใหญ่ หรือกว่าร้อยละ 90 เป็นเหยื่อของขบวนการค้ามนุษย์ที่ลักลอบข้ามพรมแดนมาจากประเทศเพื่อนบ้าน เจ้าหน้าที่ได้นำเทคโนโลยีการตรวจรหัสพันธุกรรมมาช่วยคัดกรองและพิสูจน์ตัวเด็กกับผู้อ้างตัวเป็นผู้ปกครอง เพื่อตรวจสอบจับกุมผู้กระทำผิด ส่วนเหยื่อจะถูกส่งไปยังสถานคุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง เพื่อพัฒนาทักษะอาชีพและฟื้นฟูจิตใจแบบครบวงจรก่อนส่งกลับคืนสู่สังคม หากเป็นขอทานต่างชาติ สตม. ได้ดำเนินการผลักดันกลับประเทศต้นทาง
       พลตรี สรรเสริญ กล่าวด้วยว่า ในปี 2559 รัฐบาลกำหนดแผนปฏิบัติการจัดระเบียบขอทาน โดยยึดหลัก 3P ได้แก่ 1.การบังคับใช้กฎหมาย (Policy) ปรับปรุงกฎหมาย พัฒนาฐานข้อมูล และขยายผลดำเนินคดีกับขบวนการค้ามนุษย์ 2.การคุ้มครองช่วยเหลือ (Protection) สร้างอาชีพและรายได้ คัดแยกผู้เสียหาย ฟื้นฟู พัฒนาศักยภาพในสถานสงเคราะห์ และ 3. การป้องกัน (Prevention) พัฒนาระบบการคุ้มครองทางสังคม ให้ความรู้ด้านกฎหมายและการเข้าถึงบริการขั้นพื้นฐาน และเฝ้าระวังปัญหาร่วมกับเครือข่ายต่าง ๆ
       “จากการที่นายกฯ เดินทางไปร่วมประชุมสุดยอดอาเซียน-สหรัฐฯ สมัยพิเศษ ที่สหรัฐฯ ได้มีการหารือถึงปัญหาการค้ามนุษย์ โดยย้ำว่าไทยให้ความสำคัญต่อการแก้ไขปัญหานี้อย่างมาก จนทำให้สถานการณ์ดีขึ้น พร้อมทั้งได้กำชับให้ กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์(พม.) ดำเนินการตามแผนจัดระเบียบขอทานอย่างจริงจังและต่อเนื่อง เพื่อกวาดล้างขอทานให้หมดสิ้นไป โดยหากประชาชนพบเห็นการค้ามนุษย์ขอให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ หรือโทร สายด่วน 1300 ตลอด 24 ชม.” พลตรีสรรเสริญ กล่าว

อีสานอุณหภูมิลด1-4องศาฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160221/222831.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันอาทิตย์ที่ 21 กุมภาพันธ์ 2559
อีสานอุณหภูมิลด1-4องศาฯ

กรมอุตุฯเตือน ภาคอีสานอุณหภูมิลดลง 1-4 องศาฯ มีลมแรง อ่าวไทยคลื่นสูง 2-3 เมตร เรือเล็กควรงดออกจากฝั่ง ขณะที่กทม.-ปริมณฑลมีหมอกบางในตอนเช้า

      กรมอุตุนิยมวิทยา รายงานสภาพอากาศประจำวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2559 บริเวณความกดอากาศสูงกำลังปานกลางจากประเทศจีนได้แผ่ลงมาปกคลุมประเทศภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนของประเทศไทยและทะเลจีนใต้ตอนบนแล้ว ลักษณะเช่นนี้ทำให้ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีอุณหภูมิลดลง 1-4 องศาเซลเซียส กับมีลมแรง ส่วนมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดปกคลุมอ่าวไทยและภาคใต้มีกำลังแรงขึ้น ทำให้อ่าวไทยตอนล่างตั้งแต่จังหวัดสุราษฎร์ธานีลงไปมีคลื่นสูง 2-3 เมตร ขอให้ชาวเรือเดินเรือด้วยความระมัดระวัง เรือเล็กในบริเวณดังกล่าวควรงดออกจากฝั่งต่อไปอีก 1 วัน
      ขณะที่ กรุงเทพฯ และปริมณฑล มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีหมอกบางในตอนเช้า อุณหภูมิต่ำสุด 24-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 33-35 องศาเซลเซียส ลมตะวันออก ความเร็ว 15-30 กม./ชม.

จากคปป.2ถึงประชาธิปไตยครึ่งใบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160221/222819.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันอาทิตย์ที่ 21 กุมภาพันธ์ 2559
จากคปป.2ถึงประชาธิปไตยครึ่งใบ

จากคปป.2 ถึงประชาธิปไตยครึ่งใบ : คมวิเคราะห์ โดย สมฤทัย ทรัพย์สมบูรณ์ (@jin_nation) สำนักข่าวเนชั่น

             ประเด็นร้อนในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา มี 2 เรื่อง เรื่องหนึ่งเกิดช่วงต้นสัปดาห์ คือ ร่าง พ.ร.บ.ยุทธศาสตร์ชาติ ที่มีการพิจารณาในที่ประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ที่ถูกมองว่าเป็น “คปป.” (คณะกรรมการยุทธศาสตร์ปฏิรูปประเทศและการปรองดองแห่งชาติ) หรือไม่

อีกเรื่องเกิดขึ้นช่วงปลายสัปดาห์ คือ “ข้อเสนอข้อสุดท้าย” ในข้อเสนอแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญของ ครม. ที่เสนอต่อคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ที่มีทั้งหมด 16 ข้อ ที่มีถ้อยคนให้ชวนระแวงสงสัยในเจตนาของ คสช. อีกครั้ง

ใจความสำคัญของข้อเสนอข้อที่ 16  คือ “ขณะนี้มีการวิพากษ์วิจารณ์และความเห็นต่างเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญ แต่ที่ ครม.ห่วงคือทำอย่างไรจึงจะป้องกันไม่ให้เกิดความยุ่งยากโกลาหลจนประเทศจวนเข้าสู่ภาวะรัฐล้มเหลวเหมือนก่อนพฤษภาคม 2557 ย้อนกลับมาเกิดขึ้นอีกหลังประกาศใช้รัฐธรรมนูญ หลังการเลือกตั้ง และหลังจัดตั้งรัฐบาลใหม่  ครม.จึงเห็นว่าบางทีหากบัญญัติเนื้อหาและการบังคับใช้รัฐธรรมนูญเป็น 2 ช่วงเวลา  คือ ช่วงเฉพาะกิจหรือเฉพาะกาลในระยะแรก ซึ่งอาจไม่ยาวนานนัก โดยใช้หลักเกณฑ์อย่างหนึ่งเสมือนข้อยกเว้นตามความจำเป็นแห่งสถานการณ์ เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยแต่อยู่บนพื้นฐานของการปกครองของระบอบประชาธิปไตย ที่มีการเลือกตั้ง ส.ส.ในระดับหนึ่ง อย่างมีดุลยภาพในช่วงเปลี่ยนผ่าน และช่วงที่จะใช้บทบัญญัติรัฐธรรมนูญในระยะต่อไป ซึ่งสอดคล้องหลักการสากลมากขึ้น และเป็นไปตามระบอบประชาธิปไตยที่ลดข้อจำกัดต่างๆ ลงให้มาก  ดังนี้ น่าจะแก้ปัญหาและอธิบายให้เป็นที่ยอมรับแก่ประชาชนและนานาชาติได้”

ใจความที่สำคัญและถูกตั้งเป็นคำถามมากที่สุด คือ อะไรคือสิ่งที่เรียกว่า “การเลือกตั้ง ส.ส.ในระดับหนึ่ง อย่างมีดุลยภาพ” ที่ ครม.ต้องการให้ กรธ.บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ เพื่อจะป้องกันไม่ให้เกิดความโกลาหลวุ่นวาย ใน 3 ระยะ คือ  หลังประกาศใช้รัฐธรรมนูญ หลังการเลือกตั้ง และหลังจัดตั้งรัฐบาลใหม่

“ยังนึกไม่ออกว่าจะเป็นอย่างไร” วิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ตอบ หลังจากถูกซักถามเรื่อง “รูปแบบ” ของสิ่งที่ ครม.เสนอ

สอดคล้องกับ ประธาน กรธ.“มีชัย ฤชุพันธุ์” ที่บอกว่า “ยังไม่เข้าใจและแปลไม่ออก ต้องปรึกษาและพูดคุยกับวิษณุก่อน ว่าแปลว่าอะไร และต้องการรูปแบบอย่างไร”

มีการตั้งข้อสังเกตว่า “เป็นความไม่รู้จริงๆ หรือ เจตนาทำให้คลุมๆ เครือๆ ไว้” โดยเฉพาะ “การเลือกตั้ง ส.ส.ในระดับหนึ่งอย่างมีดุลยภาพ” ที่ถูกพูดถึงทันทีว่า “ประชาธิปไตยครึ่งใบ”

เพราะเหมือนจะเป็น “ยุทธศาสตร์” ของ คสช. ที่มักจะทำอะไรให้คลุมเครือ หรือวางกติกาแบบ “เปิดทาง” ไว้ก่อน จนถึงจังหวะเวลาที่จำเป็นจริงๆ จึงจะมีความชัดเจนออกมา

เช่น ไม่กำหนดให้มีการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญในครั้งแรกของ “รัฐธรรมนูญชั่วคราว” แต่มาแก้ไขเพิ่มเข้าไปเมื่อมีเสียงเรียกร้อง หรือการเขียนเปิดช่องไว้ “หายใจ” กรณีร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติ ซึ่งจนถึงตอนนี้ยังยืนยันที่จะไม่บอกออกมาก่อนการทำประชามติ

ย้อนกลับไปที่ ร่าง พ.ร.บ.ยุทธศาสตร์ชาติ ที่ สปท.ให้ความเห็นชอบไปเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ท่ามกลางคำถามหลายข้อทั้งจากสมาชิก สปท.เอง และภาคส่วนต่างๆ เป็นการให้ความเห็นชอบภายใต้เงื่อนไขที่ว่า คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดิน จะกลับไปปรับปรุงแก้ไขตามข้อท้วงติงของสมาชิก และเสนอให้ไปยังประธาน สปท.เพื่อส่งต่อไปยัง ครม.ต่อไป

ใจความสำคัญของ พ.ร.บ.ยุทธศาสตร์ชาติ คือ ให้มีคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติขึ้นมาจำนวน 25 คน เพื่อจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ให้เสร็จเรียบร้อยก่อนมีรัฐบาลชุดใหม่ที่มาจากการเลือกตั้ง

หลังจากรายละเอียดของร่าง พ.ร.บ.นี้เผยแพร่ออกมา ปรากฏว่าถูกมองและถูกตั้งคำถามว่า นี่คือ “คปป.2” หรือไม่ เพราะข้อความในบทเฉพาะกาลกำหนดให้คณะกรรมการชุดแรกประกอบด้วย นายกฯ ประธาน สนช. ประธาน สปท. และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ 22 คนที่ สนช.ดำเนินการสรรหาและคัดเลือก โดยเขียนเปิดทางให้คณะกรรมการที่ สนช.แต่งตั้งอยู่ได้ยาวครบวาระ 8 ปี โดยครึ่งหนึ่งจะจับสลากออก แล้วสรรหาใหม่ตามกระบวนการปกติ

พ.ต.ต.ยงยุทธ สาระสมบัติ ประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดิน ผู้จัดทำร่าง พ.ร.บ.นี้ ให้สัมภาษณ์ “สำนักข่าวเนชั่น” ว่า คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติไม่ใช่ คปป.2 แน่นอน “จะป็น คปป.ได้ยังไง ตอนที่ผมทำเรื่องนี้ ยังไม่มีเรื่อง คปป.ในร่างรัฐธรรมนูญของบวรศักดิ์เลย”

พ.ต.ต.ยงยุทธ บอกว่า มีส่วนร่วมในการทำร่าง พ.ร.บ.ยุทธศาสตร์ชาติ มาตั้งแต่ตอนที่เป็นสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) โดยตอนนั้นเป็นประธานอนุกรรมาธิการจัดทำร่าง พ.ร.บ.นี้

“สปช.ได้ส่งร่าง พ.ร.บ.ยุทธศาสตร์ชาติ ให้รัฐบาลตั้งแต่ 23 มิถุนายน 2558 หลังจากนั้น ครม.ก็ได้มีมติตั้งคณะกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติขึ้นในวันที่ 30 มิถุนายน โดยเนื้อหาสาระหลักของร่าง พ.ร.บ.ฉบับล่าสุดก็เหมือนๆ กับที่ สปช.เสนอรัฐบาลไปเมื่อปีที่แล้ว จะมีต่างกันอยู่บ้างไม่ถึง 15% ผมจึงได้บอกว่ากรรมการยุทธศาสตร์ไม่ใช่ คปป.แน่นอน เพราะเราทำก่อนจะมี คปป.ในร่างรัฐธรรมนูญของอาจารย์บวรศักดิ์”

นอกจากเป็นประธานคณะกรรมาธิการแล้ว พ.ต.ต.ยงยุทธ ยังสวมหมวกเป็น ประธานคณะทำงานจัดทำร่าง พ.ร.บ.นี้ด้วย ซึ่งช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา คณะทำงานได้ประชุมและมีมติให้ปรับแก้ในหลายประเด็นที่ถูกท้วงติง และจะส่งต่อให้คณะกรรมาธิการ ก่อนส่งให้ประธาน สปช. เพื่อส่งต่อให้ ครม.ต่อไป อย่างไรก็ตาม ในส่วนของบทเฉพาะกาลที่ถูกสงสัยว่าจะเป็นกลไกให้มีการสืบทอดอำนาจหรือไม่นั้น พ.ต.ต.ยงยุทธ บอกว่าไม่ได้มีการแก้ไข

“ในส่วนของ 3 คนที่มาโดยตำแหน่ง คือ นายกฯ ประธาน สนช. และประธาน สปท.นั้น ตามหลักกฎหมายชัดเจนว่าเมื่อพ้นจากตำแหน่งดังกล่าวและมีคนใหม่เข้ามา คนใหม่ก็ต้องมาเป็นแทน ส่วนกรรมการผู้ทรงคุณวุฒินั้น ก็ให้มีการจับสลากออกเมื่อครบ 4 ปีอยู่แล้ว”

ส่วนข้อท้วงติงที่ว่าคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชุดแรกควรมีวาระอยู่แค่มีรัฐบาลใหม่เท่านั้น ประธานคณะกรรมาธิการบอกว่า ร่าง พ.ร.บ.นี้เป็นแค่เบื้องต้นเท่านั้น เมื่อส่งให้ ครม.แล้ว ยังมีขั้นตอนแก้ไขได้อีก ทั้งโดย ครม. คณะกรรมการกฤษฎีกา หรือเมื่อเข้าสู่การพิจารณาของ สนช.

สำหรับเรื่องอำนาจของคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติในการติดตามตรวจสอบว่ารัฐบาล รัฐสภา และหน่วยงานของรัฐปฏิบัติตามยุทธศาสตร์ชาติที่วางไว้หรือไม่ ซึ่งเป็นอีกประเด็นที่มีการท้วงติงว่าไม่ควรมีนั้น พ.ต.ต.ยงยุทธ บอกว่า คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติทำหน้าที่เหมือนการเอกซเรย์เท่านั้นว่าใครทำหรือไม่ทำตามยุทธศาสตร์ และหากใครไม่ทำตามก็ตักเตือน หรือหากการที่ไม่ทำจะทำให้เกิดความเสียหายร้ายแรงก็จะส่งให้หน่วยงานที่มีอำนาจ คือ วุฒิสภา และ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ดำเนินการต่อไป

“หากที่ผ่านมาเรามียุทธศาสตร์ชาติ และมีกรรมการยุทธศาสตร์ชาติมาก่อน ประเทศไทยอาจจะไม่ต้องเกิดความเสียหาย 6-7 แสนล้านบาท จากการดำเนินนโยบายจำนำข้าวของรัฐบาล” พ.ต.ต.ยงยุทธ กล่าว

ส่วนกรณีที่หากรัฐสภาไม่เห็นด้วยกับยุทธศาสตร์ชาติที่คณะกรรมการส่งให้ และสุดท้ายไม่สามารถตกลงกันได้ ให้ยึดตามความเห็นของคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งถูกวิจารณ์ว่าคณะกรรมการไปมีอำนาจเหนือฝ่ายนิติบัญญัตินั้น พ.ต.ต.ยงยุทธ บอกว่า ล่าสุดคณะทำงานได้แก้ไขให้เป็นของรัฐสภาแล้ว

อีกประเด็นที่คณะทำงานแก้ไข คือ ตัดข้อความที่ระบุว่า “ยุทธศาสตร์ชาติมีผลผูกพันกับรัฐสภาและ ครม.ทุกสมัย แม้มิใช่รัฐสภาหรือ ครม.ที่ได้เห็นชอบยุทธศาสตร์นั้นก็ตาม” อย่างไรก็ตาม ประธานยงยุทธ ยอมรับว่า การตัดข้อความดังกล่าวไม่มีผลเปลี่ยนแปลงในประเด็นนี้ เพราะข้อความที่ยังอยู่ชัดเจนอยู่แล้ว เป็นการตัดถ้อยคำเพื่อให้นุ่มนวลขึ้นเท่านั้น เนื้อหายังเหมือนเดิม คือ รัฐบาลต้องดำเนินนโยบายให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ

แต่ถ้าถามว่ายุทธศาสตร์ชาติ จะเป็นกรอบบังคับรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งหรือไม่ พ.ต.ต.ยงยุทธ ย้ำว่า ไม่ได้บังคับ เป็นเหมือนเขียนแผนการบินไว้ให้ ไม่ได้กำหนดว่าต้องทำอย่างไร เพราะเชื่อว่าทุกรัฐบาลก็ต้องการไปถึงเป้าหมาย คือ “ประเทศมั่นคง ประชาชนมั่งคั่ง เข้มแข็งในประชาคมโลก” เหมือนกัน

ยังคงต้องจับตาทั้งร่าง พ.ร.บ.ยุทธศาสตร์ชาติ ที่ผู้ร่างยืนยันว่าไม่ใช่ คปป.2 และข้อเสนอ “เลือกตั้ง ส.ส.ระดับหนึ่งอย่างมีดุลยภาพ” ว่าจะลงเอยอย่างไร

เวทีสันติภาพโลกถกต้านสงคราม-ก่อการร้าย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160221/222811.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันอาทิตย์ที่ 21 กุมภาพันธ์ 2559
เวทีสันติภาพโลกถกต้านสงคราม-ก่อการร้าย
เวทีสันติภาพโลกถกต้านสงคราม-ก่อการร้าย

เวทีสันติภาพโลกถกต้านสงคราม-ก่อการร้าย : เรื่องเล่าข่าวดัง โดยพรรณทิพา จิตราวุฒิพร

 

ความระหองระแหงที่มีมาอย่างยาวนานระหว่างเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ ทำให้กลิ่นอายสงครามไม่เคยห่างหายจากคาบสมุทรเกาหลี กองกำลังของทั้งสองฝ่ายจ่อประชิดตะเข็บชายแดนพร้อมประจันหน้ากันได้ทุกเมื่อ

อุณหภูมิที่คุกรุ่นสุ่มเสี่ยงที่ไฟสงครามจะลุกโชนในแถบนี้ จึงกลายเป็นประเด็นแรกๆ ที่ถูกหยิบยกมาถกกันในเวทีการประชุม “บทบาทของสื่อในการสร้างสันติภาพโลก” (The role of the media in creating world peace) ซึ่งจัดขึ้นที่กรุงโซล เกาหลีใต้ ระหว่างวันที่ 11-16 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา โดยสหพันธ์สันติภาพสากล ซึ่งมีตัวแทนจาก 197 ประเทศ ที่เป็นสมาชิก รวมถึงตัวแทนจากประเทศไทย รวมกว่า 500 ราย เข้าร่วมประชุมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเพื่อหาแนวทางในการผลักดันให้เกิดสันติภาพบนโลกใบนี้

พล.ต.ท.ทวีศักดิ์ ตู้จินดา อนุกรรมการศึกษาฝ่ายบริหารคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ในฐานะกรรมการมูลนิธิสหพันธ์สันติภาพสากล (ประเทศไทย) หนึ่งในตัวแทนจากประเทศไทยที่เข้าร่วมประชุมในครั้งนี้ ระบุว่า มีกลุ่มผู้นำทางศาสนา ผู้นำของรัฐบาล ผู้นำทางรัฐสภาทั้งในอดีตและปัจจุบันที่ยังดำรงตำแหน่ง รวมถึงตัวแทนสื่อมวลชนจากประเทศสมาชิกเข้าร่วมประชุมเพื่อเสนอแนวคิดในการผลักดันให้รัฐบาลของประเทศนั้นๆ ดำเนินนโยบายที่ไม่เป็นการเบียดเบียนระหว่างกัน ซึ่งเชื่อว่าหากทำได้จะเกิดสันติภาพขึ้น

“ย้อนไปเมื่อ 5 ปีที่แล้ว เกาหลีใต้กับญี่ปุ่นเคยบาดหมางกัน แต่เมื่อมีการประชุมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างกันก็มีความสัมพันธ์ที่ดีขึ้น ซึ่งนั้นถือเป็นตัวอย่างหนึ่งที่นำมาสู่สันติภาพ หลังจากนี้ทางสหพันธ์สันติภาพสากลกำลังมีความพยายามในการจัดประชุมเพื่อให้มีการแลกเปลี่ยนกันเกี่ยวกับปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ จะทำอย่างไรจะสะท้อนให้เห็นว่าเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้สามารถอยู่กันอย่างสมานฉันท์ เพื่อสะท้อนไปถึงผู้นำและประชาชนในเกาหลีเหนือ ขณะเดียวกันก็แสวงหาความร่วมมือประชาชนเกาหลีใต้และประชาชนในภาคพื้นเอเชียให้ช่วยกันสนับสนุน” พล.ต.ท.ทวีศักดิ์ กล่าว

กรรมการมูลนิธิสหพันธ์สันติภาพสากล (แห่งประเทศไทย) บอกด้วยว่า ปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ เกิดในระดับรัฐบาลเท่านั้น แต่ในระดับประชาชนไม่ได้มีปัญหา แต่กลับตรงกันข้าม เพราะผู้คนทั้งสองประเทศมีความพยายามที่จะเชื่อมความสัมพันธ์กัน แต่ยอมรับว่าเป็นเรื่องยากลำบาก เพราะคนของเกาหลีเหนืออยู่ในกำกับดูแลของรัฐบาล ซึ่งค่อนข้างจะเข้มงวด ซึ่งการจัดประชุมในลักษณะนี้จะมีขึ้นทุกปี เพื่อสื่อให้เห็นแนวคิดการรวมพลังให้เกิดขึ้นในสังคมโลก อย่างประเทศเกาหลีเหนือกับเกาหลีใต้ จะทำอย่างไรที่จะให้สมาชิกรัฐสภาที่มาร่วมประชุม 50-60 ประเทศ จะได้แสดงจุดยืนและมีมติว่าให้ประเทศเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ควรดำรงความสัมพันธ์กัน

“เมื่อ 3 อาทิตย์ที่ผ่านมา ประเทศเกาหลีเหนือมีการยิงจรวดดาวเทียมขึ้นไปในอวกาศศักยภาพที่ติดขีปนาวุธรบนิวเคลียร์ ซึ่งจะก่อให้เกิดความไม่มั่นคง และเกิดหวาดกลัวแก่ประชาชนในเกาหลีใต้ รวมทั้งประเทศใกล้เคียง จุดประสงค์การประชุมครั้งนี้ที่เชิญสมาชิกรัฐสภาประเทศต่างๆ มา เชิญตัวแทนสื่อมวลชนแต่ละประเทศรับรู้รับทราบเสนอแนวคิด เพื่อสื่อจะได้สะท้อนไปถึงผู้นำเกาหลีเหนือ ให้ล้มเลิกแนวคิด แต่ถ้าคุณทำเพื่อการวิทยาศาสตร์หรือการสื่อสารโทรคมนาคมเพื่อพัฒนาประเทศก็ไม่เป็นอะไร แต่อย่าแปรผันในการยิงจรวดมาผลิตเป็นอาวุธนิวเคลียร์” พล.ต.ท.ทวีศักดิ์ กล่าว

นอกจากปัญหาคาบสมุทรเกาหลีแล้ว การคุกคามของขบวนการก่อการร้ายที่มีผลมาจากการอ้างศาสนาตามความเชื่อที่ผิด ซึ่งกำลังเป็นภัยคุกคามภูมิภาคอาเซียนในเวลานี้ ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดคุยในเวทีนี้ โดย มาธินี รามาน โปรดิวเซอร์สถานีโทรทัศน์ช่อง 3 มาเลเซีย โดยเธอ อ้างว่า มาเลเซียมีมาตรการในการดำเนินการกับผู้ก่อการร้าย โดยแบ่งออกเป็น 3 ขั้นตอน 1.การจับกุม 2.การฟื้นฟู เข้าโครงการฟื้นฟูของรัฐ และ 3. เตรียมตัวกลับเข้าสู่สังคม คือการทำให้สังคมยอมรับคนเหล่านี้กลับสู่สังคมได้อย่างเป็นคนปกติ ทางการจึงได้หาต้นเหตุขอคนที่เปลี่ยนแปลงไปเป็นพวกกลุ่มรุนแรง โดยเบี่ยงเบนคำสอนของศาสนา ซึ่งความเป็นจริงต้องทำความเข้าใจกับคำสอนในคำภีร์อัลกุรอานให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน

“จีฮัดไม่ได้หมายความว่าไปทำสงครามศักดิ์สิทธิ์ แต่หมายความว่าเป็นความเพียรพยายามตั้งใจที่จะทำในสิ่งที่ดีที่สุดได้ผลดีที่สุด เพราะการที่ไปฆ่าคน ทำลายสิ่งของ หรือทำให้คนอื่นเสียใจจะได้ขึ้นสวรรค์ ทางประเทศมาเลเซียไม่ได้มีความเชื่อแบบนั้น แต่ทางมาเลเซียจะนำคำสอนที่ถูกต้องให้ความรู้แก่ประชาชน ต่อต้านกลุ่มไอเอส ต่อต้านความรุนแรงทุกรูปแบบ” ตัวแทนจากประเทศมาเลเซีย กล่าว

ชามาลา มิฮิรี รัตนายาคา นักข่าวจากประเทศศรีลังกา ระบุว่า ก่อนหน้านี้กลุ่มพยัคฆ์ทมิฬอีแลมได้สังหารเจ้าหน้าที่ระดับสูงถึง 89 คน และผู้นำโลก 2 คน รวมถึงนายราจีฟ คานธี ประธานาธิบดีของอินเดีย เมื่อปี 1993 ซึ่งเป็นกลุ่มก่อการร้ายที่เป็นต้นคิดประดิษฐ์สายเข็มขัดระเบิดพลีชีพ และใช้ผู้หญิงก่อการร้ายโดยการพลีชีพ ประเทศเขาไม่ยอมที่จะยอมแพ้กับกลุ่มคนเหล่านี้

ในฐานะสื่อมวลชน ผู้สื่อข่าวชาวศรีลังการายนี้ บอกว่า ในการรายงานข่าวจะมุ่งเน้นเรื่องจริยธรรมของสื่อมวลชน โดยจะไม่รายงานวิธีการสืบสวนของตำรวจออกสื่อ เพราะจะทำให้ผู้ก่อการร้ายรู้ระบบการสืบสวน ซึ่งจะทำให้คนร้ายปรับเปลี่ยนวิธีการก่อการร้ายที่พัฒนาขึ้น ส่งผลให้ตำรวจทำงานได้ยากขึ้นด้วย

ในการประชุมครั้งนี้นอกจากจะมีการหยิบยกปัญหาความรุนแรงระหว่างประเทศมาพูดคุยแล้ว ยังมีการพูดคุยถึงปัญหาภายในประเทศด้วย ซึ่งหนึ่งในปัญหานั้นคือความรุนแรงภายในครอบครัวที่ระยะหลังพบว่ามีปัญหาค่อนข้างมากในแทบทุกประเทศ โดยในไทยมีสถิติเพิ่มขึ้นทุกปี ซึ่งความรุนแรงในครอบครัวนี้นำไปสู่การนอกใจคู่ครอง และการหย่าร้างในที่สุด ไม่ใช่เฉพาะคู่สามีภรรยาเท่านั้น ปัญหานี้ยังนำไปสู่การขาดความอบอุ่นในเด็กและเยาวชน ลุกลามไปสู่การชิงสุกก่อนห่าม เพราะขาดการดูแลที่ดี ส่งผลให้เกิดปัญหาสังคมตามมาหลายด้าน

พล.อ.เทอดศักดิ์ มารมย์ ประธานมูลนิธิสหพันธ์สันติภาพสากล (ประเทศไทย) หรือ ยูพีเอฟ กล่าวว่า เป้าหมายขององค์กรต้องการสร้างสันติภาพและความสงบสุขให้แก่ประชาชน โดยจุดเริ่มต้นของโครงการนี้เริ่มจากครอบครัวขยายต่อยังชุมชน หมู่บ้าน ตำบล อำเภอ และจังหวัด ซึ่งได้รับความร่วมมือจากทางจังหวัดเป็นอย่างดี จึงได้ให้ความรู้ พร้อมกับนำศาสนาทั้ง 5 ศาสนา คือ พุทธ คริสต์ อิสลาม พราหมณ์-ฮินดู และซิกข์ มายึดเหนี่ยวจิตใจให้คนเกิดความรักกัน

ก่อนหน้านี้มูลนิธิได้จัดกิจกรรมขึ้นที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา โดยให้คู่สมรสทั้งที่แต่งงานกันมา 50 ปี หรือแต่งงานได้ไม่นานเข้าไปฟื้นฟูความรัก ทั้งหมด 1,000 คู่รัก ซึ่งคู่รักทั้งหมดเมื่อเข้าพิธีแล้วก็จะรู้สึกเกิดความรักกันมากขึ้น จากนั้นจึงได้ขึ้นภาคเหนือและภาคอีสาน ในการทำกิจกรรมเดียวกัน ขณะนี้ดำเนินการมาแล้วกว่า 50 จังหวัดทั่วประเทศและมีเป้าหมายไปให้ครบ 77 จังหวัด รวมถึงในพื้นที่กรุงเทพมหานครในหลายเขตที่ได้ดำเนินการไปแล้ว ถือเป็นทางช่วยเหลือสถาบันครอบครัวของรัฐบาลในทางอ้อม ซึ่งประสบความสำเร็จขึ้นเรื่อยๆ เพราะเป็นความรู้เกี่ยวกับการดำรงชีพ ดำรงชีวิตในครอบครัวให้มีความอบอุ่น เข้มแข็ง เมื่อครอบครัวเข้มแข็งจะทำให้ชุมชน เมือง และประเทศชาติจะมีความเข้มแข็งต่อไป

“หากย้อนไปเมื่อ 5 ปีที่ผ่านมา แนวทางการให้ความช่วยเหลือประชาชนในครอบครัวต่างจังหวัดให้สามีภรรยารักเดียวใจเดียว ลูกไม่ชิงสุกก่อนห่าม เพื่อให้เขามีความพร้อมในการสร้างครอบครัว อันนี้คือกิจกรรมที่เข้าไปร่วม ในกิจกรรมของมูลนิธิก็ทำให้สังคมดีขึ้น และผลที่ตามมาในหลายด้านก็ดีขึ้นไปด้วยเช่นกัน” ประธานมูลนิธิสหพันธ์สันติภาพสากล (ประเทศไทย) กล่าว

 

ท็อปเท็น – ข่าวฮ็อตวันนี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160221/222829.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันอาทิตย์ที่ 21 กุมภาพันธ์ 2559
ท็อปเท็น - ข่าวฮ็อตวันนี้

ท็อปเท็น – ข่าวฮ็อตวันนี้

           1.เจ้าคุณสายวัดปากน้ำออกโรงแฉมีขบวนการจ้องล้มศาสนา

2.นกแอร์วุ่นอีก-23ก.พ.งด20ไฟลท์“พาที”ยันผนึกพันธมิตรรองรับได้

3.ตื่นรับมือมะกันเตือนก่อการร้ายห้าง-รถไฟฟ้าวางมาตรการเข้ม

4.เพื่อไทยรุมสับแหลกรธน.2ขยักจาตุรนต์ซัดคสช.มีแผนอยู่20ปี

5.ถึงทีหมอ-แร็พโย่วสอนเบาหวานพ่อแม่ร่วมแสดงโซเชียลแชร์สนั่น

6.”ศรีวราห์”ยัน”ประวุฒิ”ไม่อยู่ในไทย มั่นใจหลักฐานแน่นเอาผิดม.157

7.คอมมานโดลุยล้างอิทธิพลภูเก็ต ค้นบ้าน”โกเสง”รวบพี่เมีย-พวก

8.พล.ต.อ.ลั่นเอาผิดอาญาพล.ร.อ.โพสต์ไลน์ฉาวตร.เซ็งลี้ตำแหน่ง

9.ผจก.วงคาราบาวโต้คนแชร์คลิปชี้คอนเสิร์ตคาราบาวซีพีนานแล้ว

10.กองปราบจู่โจมตรวจผับในอาร์ซีเอ นักเที่ยวชุลมุนหนีเหยียบสาวขาหัก พบสิ่งเสพติด

สหรัฐฯปูดไอเอสแค่เตือนวอนอย่าตื่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160220/222809.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันเสาร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ 2559
สหรัฐฯปูดไอเอสแค่เตือนวอนอย่าตื่น

“เลขาสมช.”ยัน“สหรัฐฯ”แค่แจ้งเตือน“ไอเอส” ขอปชช.อย่าตื่นตระหนก ยันไม่ประมาทติดตามอยู่ตลอด “กอบกาญจน์”ไม่ประมาทสั่งดูแลนักท่องเที่ยว

           เมื่อวันที่ 20 ก.พ. 59  พล.อ.ทวีป เนตรนิยม เลขาธิการเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.)  เปิดเผยถึงกรณีที่ปรึกษาพิเศษสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา ประจำประเทศไทย แจ้งเตือนถึงความเป็นไปได้ในการก่อการร้ายในประเทศไทยของกลุ่มก่อการร้ายไอเอส ที่แผ่อิทธิพลมายังภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อโจมตีแหล่งชุมชนสาธารณะ ห้างสรรพสินค้า แหล่งท่องเที่ยว สถานบันเทิง รถไฟฟ้าบีทีเอส และรถไฟฟ้าใต้ดิน ว่า เป็นเพียงการแจ้งข้อมูลข่าวสารทั่วไป ไม่เฉพาะเจาะจง เพราะกลุ่มผู้เคลื่อนไหวเข้ามาอยู่ในประเทศมาเลเชีย อินโดนิเชีย จึงมีการประเมินและแจ้งเตือนมายังประเทศไทยที่อยู่ใกล้ภูมิภาคนี้ ซึ่งเรื่องดังกล่าวสมช.ได้มีการตรวจสอบแล้ว และเห็นว่าเป็นการแจ้งเตือน จึงขอให้ประชาชนไม่ต้องห่วงและกังวล เรามีหน่วยข่าวกรองคอยติดตามตรวจสอบเรื่องนี้อยู่แล้ว

“หน่วยข่าวกรองของเราตรวจสอบเรื่องนี้มาตลอดทั้งแต่ช่วงเทศกาลวันลอยกระทง เจ้าหน้าที่หน่วยข่าวไม่ได้พักกันเลย เพราะมีการแจ้งเตือนมาตลอด ยืนยันว่าเราไม่ประมาท ขอให้ประชาชนอย่าตื่นตระหนก ถ้าเห็นสิ่งผิดปกติ หรือพบเห็นบุคคลมีพฤติกรรมผิดแปลกขอให้แจ้งมายังเจ้าหน้าที่ตำรวจ”พล.อ.ทวีป กล่าว

เมื่อถามว่าในวันที่ 22 ก.พ. เป็นวันมาฆบูชา ประชาชนออกมาทำบุญ ตักบาตรเป็นจำนวนมาก ทางสมช.ได้สั่งการในเรื่องการรักษาความปลอดภัยอย่างไรบ้าง พล.อ.ทวีป กล่าว มีเจ้าหน้าที่ตำรวจดูแลอยู่แล้วตลอดเวลา ตามสถานที่สำคัญๆต่างๆที่ประชาชนจะเดินทางไปทำบุญ นอกจากนี้ ตนยังได้สั่งการเป็นพิเศษให้เจ้าหน้าที่ของหน่วยงานความมั่นคง จับตาเป็นพิเศษในวัดต่าง ๆ ที่เป็นสถานที่ทำบุญที่ล่อแหลม และมีประชาชนไปทำบุญเป็นจำนวนมาก ถ้าพบสิ่งผิดปกติให้รายงานมายังสมช.ทันที จึงขอให้ประชาชนอย่าวิตกกังวล
“กอบกาญจน์”ไม่ประมาทสั่งดูแลนักท่องเที่ยว

นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวถึงคำเตือนเรื่องไอเอสในเมืองไทยว่า จากการตรวจสอบยังไม่พบว่ายืนยันรายงานดังกล่าวอย่างเป็นทางการ และอาจเป็นการปล่อยข่าวจากเนื้อหาเดิมที่เคยมีมาในช่วงก่อนหน้า โดยมุ่งเป้าการปล่อยข่าวสร้างกระแสไปที่สื่อมวลชนที่เป็นจุดอ่อนไหวมากที่สุด แต่ทั้งนี้ยืนยันว่าจะไม่ประมาท และให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น ตำรวจท่องเที่ยว เข้มงวดกวดขันในการสอดส่องดูแลความปลอดภัยนักท่องเที่ยวเต็มที่

นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า ได้รับทราบกระแสข่าวเรื่องก่อการร้ายแล้ว แต่เชื่อว่าปัจจุบันทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องมีประสบการณ์ในการรองรับเหตุการณ์แล้ว และมีมาตรการที่เข้มงวดด้านการรักษาความปลอดภัย อย่างไรก็ตาม เป็นธรรมดาที่เมื่อมีข่าวในเชิงลบย่อมส่งผลกระทบในเชิงจิตวิทยาในช่วงสั้น ขณะที่กระแสครั้งนี้ยังไม่มีการยืนยัน ดังนั้นจึงไม่น่าส่งผลด้านการท่องเที่ยวแต่อย่างใด

นายรณชิต มหัทธนะพฤทธิ์ รองประธานอาวุโสฝ่ายการเงินและบริหาร บริษัทโรงแรมเซ็นทรัล พลาซ่า จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า จากการตรวจสอบยังไม่พบการแจ้งเตือนการก่อการร้าย จากที่ปกติมักมีการแจ้งล่วงหน้าให้โรงแรมเพื่อให้เพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยทั้งด้านการตรวจรถยนต์เข้า และลูกค้าที่เดินทางเข้าออก ซึ่งสังเกตได้ว่าทุกครั้งจะมีการขอให้ลูกค้าเปิดกระโปรงท้ายรถ และใช้กระจกส่องใต้ท้องรถเพื่อความปลอดภัย ขณะที่การเดินทางผ่านประตูทั่วไปจะมีเครื่องสแกนวัตถุระเบิดด้วย

‘พท.’จี้’รบ.’ให้ข้อมูลจริงกับประชาชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160220/222796.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันเสาร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ 2559
‘พท.’จี้’รบ.’ให้ข้อมูลจริงกับประชาชน

“เพื่อไทย” จี้ “รัฐบาล”ให้ข้อมูลจริงกับประชาชน

          วันที่ 20 ก.พ.59 นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รักษาการรองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ระบุ ไทยเป็นประเทศแห่งประชาธิปไตย เป็นแม่เหล็กดึงดูดการลงทุนว่า ไม่แน่ใจว่ารัฐบาลมีข้อมูลครบถ้วนหรือไม่ ดูเหมือนข้อมูลที่รัฐบาลให้กับประชาชนจะสวนทางกับความเป็นจริง ของจริงคือการลงทุนจากต่างประเทศในประเทศไทยที่ลดลงกว่า 2,620 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือ ลดลงกว่า 90,000 ล้านบาท ลดลงถึง 78% เฉพาะญี่ปุ่น มีสัดส่วนการลงทุนในประเทศไทยที่ลดลงถึง 81% คนป่วยถ้าไม่รู้ว่าตัวเองป่วยไม่ไปพบแพทย์ ไม่กินยา ก็ไม่เห็นแววที่จะดีขึ้น ซึ่งที่สุดประชาชนทั้งประเทศจะเดือดร้อน
          การประกาศเป็นประเทศแห่งประชาธิปไตย แต่คนที่พยายามจะตรวจสอบการทุจริตกลับถูกดำเนินคดี คนเสนอความเห็นต่างถูกเรียกปรับทัศนคติ แม้แต่สิทธิจะแสดงความเห็นต่างในร่างรัฐธรรมนูญก็ต้องทำอย่างระมัดระวังเป็นที่สุด และยังพยายามจะแบ่งช่วงบังคับใช้รัฐธรรมนูญเป็น 2 ช่วง ซึ่งคนตั้งคำถามทั้งประเทศ ต้องการจะต่อท่ออำนาจหรือไม่ แม้แต่ผลโพลล่าสุดคะแนนของรัฐบาลยังลดต่ำลง ดังนั้นทุกองคาพยพของรัฐบาลต้องประเมินผลตัวเองตามความเป็นจริงและเร่งปรับปรุงจุดอ่อนให้ได้โดยเร็ว