‘ปณิธาน’ชี้สหรัฐเตือนไอเอสก่อเหตุในไทยแค่เตือนตามวงรอบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160220/222792.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันเสาร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ 2559
‘ปณิธาน’ชี้สหรัฐเตือนไอเอสก่อเหตุในไทยแค่เตือนตามวงรอบ

“ปณิธาน”ชี้สหรัฐเตือนไอเอสก่อเหตุในไทยแค่เตือนตามวงรอบ ย้ำไทยไม่อยู่ในเป้าหมาย คุมเข้มทางน้ำประมงผิดกฏหมายแอบแฝง

          วันที่ 20 ก.พ..59 รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร ที่ปรึกษารองนายกฯ ให้สัมภาษณ์ทางเนชั่นทีวี กรณีที่ประเทศสหรัฐอเมริกาออกมาเตือนกลุ่มไอเอสเข้ามาในประเทศไทยและเตรียมก่อเหตุในจุดสำคัญเช่นห้างสรรพสินค้าและรถไฟฟ้าว่า เป็นการแจ้งเตือนตามวงรอบ แต่ที่ผ่านมาไทยมีประสบการณ์ในการป้องกันก่อการร้าย ดังจะเห็นได้จากกรณีราชประสงค์ ซึ่งรูปแบบของการก่อเหตุเราได้ปรับระบบการเฝ้าระวังคนเหล่านี้อยู่แล้ว สหรัฐเตือนเราช้าไปหากเตือนเราเร็วก็คงแก้ปัญหาได้ดีกว่านี้ อย่างไรก็ตามการคัดกรองหรือตรวจสอบผู้เข้าออกทางสนามบินเราทำอย่างเข้มงวดอยู่แล้วตั้งแต่เหตุระเบิดราชประสงค์แต่กรณีของราชประสงค์ไม่ได้เกี่ยวกับไอเอส
          “การคัดกรองเราทำได้ดีและปรับการทำงานใหม่ ทยอยเอาเครื่องมือใหม่ ๆ เข้ามาช่วยซึ่งสนามบินคงไม่มีปัญหาอะไรแต่ต้องเฝ้าระวังตามชายแดน การคมนาคมทางน้ำโดยเฉพาะการประมงที่ผิดกฏหมาย การเฝ้าระวังทางรถไฟ การดำเนินการทีผ่านมาก็เป็นที่น่าพอใจแต่ก็ต้องมากขึ้น”
          ไทยได้การประสานความร่วมมือเฝ้าระวังก่อการร้ายกับ 30 ประเทศเพื่อนบ้านมายาวนานกว่า 20 ปีและได้เพิ่มมากขึ้นกับอาเซียนตามปฏิญญาต่อต้านก่อการร้ายสากล โดยเฉพาะประเทศมาเลยเซียก็มีความใกล้ชิดเนื่องจากมีพรมแดนประเทศติดกัน การที่สหรัฐแจ้งเตือนก็เนื่องจากแนวโน้มคนเหล่านี้ที่จะโจมตีในที่ต่าง ๆ แต่ไทยไม่ได้อยู่ในบริบทของไอเอส

‘ปึ้ง’อัดแนวคิดทบทวนการต่อวีซ่าให้สื่อเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160220/222789.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันเสาร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ 2559
‘ปึ้ง’อัดแนวคิดทบทวนการต่อวีซ่าให้สื่อเทศ

“สุรพงษ์” อัด แนวคิดทบทวนการต่อวีซ่าให้แก่ผู้สื่อข่าวต่างประเทศ

          วันที่ 20 ก.พ.59 นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อดีต รมว.ต่างประเทศ กล่าวว่า การที่กระทรวงต่างประเทศกำลังคิดที่จะพิจารณาทบทวนการต่อวีซ่าให้แก่ผู้สื่อข่าวต่างประเทศ โดยอ้างถึงการเสนอข่าวของผู้สื่อข่าวต่างประเทศว่าส่งผลกระทบต่อความมั่นคงในประเทศ ต้องไม่เสนอข่าวบิดเบือน ไม่นำเสนอข่าวที่เป็นผลเสียต่อสาธารณะ หรือก่อให้เกิดความวุ่นวายนั้น เป็นสิ่งที่กระทำได้ แต่กระทรวงต่างประเทศต้องใช้วิจารณญานให้รอบคอบด้วยว่า การที่ผู้สื่อข่าวต่างประเทศสามารถทำข่าวในไทยเราได้อย่างเสรีโดยไม่มีการปิดกั้นหรือปิดบังเรื่องราวต่างๆ ที่ไม่เป็นประชาธิปไตยเอาไว้จะไม่ดีกว่าหรือไม่
          อย่าลืมว่าทุกวันนี้เราอยู่ในสังคมโลกไร้พรมแดน ปิดหูปิดตากันมันยากยิ่งกว่าอะไรเสียอีก โดยเฉพาะทุกวันนี้นานาประเทศให้ความสนใจการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองภายในประเทศไทย และนักลงทุนต่างชาติก็ติดตามรับรู้ความเคลื่อนไหวภายในของไทยผ่านสื่อต่างชาติเหล่านี้ ถ้าเราจะให้มีเฉพาะผู้สื่อข่าวที่คอยแต่เขียนเอาอกเอาใจรัฐบาลโดยไม่นำเสนอข้อเท็จจริงให้ตรงไปตรงมา ความเสียหายน่าจะมีมากกว่าผลดี ขอฝากเอาไว้ให้ผู้บริหารประเทศใช้สติในการคิดอ่านให้รอบคอบ อย่าให้ไทยเราถูกมองว่ากำลังปิดหูปิดตาประชาคมโลกเพราะเกรงว่าเขาจะมองเห็นในสิ่งที่ท่านกำลังทำกันอยู่ในขณะนี้ เขาจะไม่ให้การยอมรับเราได้
          นายสุรพงษ์ กล่าวว่า ทั้งนี้ สิ่งที่นักลงทุนจากซีกโลกฝั่งตะวันตกโดยเฉพาะยุโรปกลัวมากก็คือความไม่เป็นประชาธิปไตยในประเทศที่เขาจะไปลงทุนหรือคบค้าสมาคมด้วยเป็นที่สุด ขอให้รีบทบทวนด่วน และถ้าคิดผิดก็คิดใหม่ได้ และถ้ารัฐบาลคิดว่าจะอยู่ยาวนานเหมือนอย่างที่นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เปิดเผยความในใจหลังจากร่างรัฐธรรมนูญที่ท่านยกร่างถูกคว่ำทิ้งไปนั้น ให้ประกาศให้ต่างชาติเขาได้รับทราบไปเลย เขาจะได้เตรียมตัดสินใจว่าเขาควรเตรียมตัวรับสถานการณ์ในไทยอย่างไร เพราะต่างชาติเขาคงรับได้อยู่แล้ว ดีกว่าการที่เราจะไปหลอกเขาไปวันๆ ซึ่งจะไม่เป็นผลดีกับประเทศไทย จะใช้ประชาธิปไตยครึ่งใบไปพรางก่อน และจะใช้ประชาธิปไตยเต็มใบเมื่อไหร่ก็ควรเชิญสื่อต่างชาติมาชี้แจงอธิบายให้เขาได้เข้าใจ ดีกว่าที่จะปล่อยให้เขาคิดกันไปเองหรือจินตนาการไปแบบผิดๆถูกๆ

‘นิพิฏฐ์’จี้‘กรธ.’ขอคำจำกัดความ‘ส.ส.ที่มีดุลยภาพ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160220/222788.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันเสาร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ 2559
‘นิพิฏฐ์’จี้‘กรธ.’ขอคำจำกัดความ‘ส.ส.ที่มีดุลยภาพ’

“นิพิฏฐ์” จี้ “กรธ.” ขอคำจำกัดความ “ส.ส.ที่มีดุลยภาพ” ชี้ แบไต๋ ข้อเสนอ ปชต.ครึ่งใบ -ขัดโรดแม็พ

วันที่ 20 กพ.59 นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงข้อเสนอของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต่อกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.)ที่แบ่งช่วงบังคับใช้รัฐธรรมนูญเป็น 2 ช่วง คือ 1.ช่วงเฉพาะกิจ โดยอ้างเหตุผลเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง 2.ช่วงใช้รัฐธรรมนูญปกติว่า เป็นเรื่องใหญ่มาก เพราะถือเป็นการเปลี่ยนหลักการของรัฐธรรมนูญ สังคมจึงต้องการคำอธิบายจาก ครม. ที่ละเอียดชัดเจนกว่านี้ เพราะสามารถตีความเข้าใจได้หลายแง่มุม เช่น ที่กำหนดให้มีการเลือกตั้ง ส.ส. อย่างมีดุลยภาพ ขอคำจำกัดความคำว่าดุลยภาพเพราะแต่ละคนเข้าใจต่างกัน อาจหมายถึง ส.ส. ที่ตรงกับความต้องการของท่าน และถ้าไม่ตรงกับความต้องการของท่าน ถือว่าไม่มีดุลยภาพหรือไม่ เพราะปกติเมื่อเลือกตั้งเสร็จ ใครชนะก็เป็น ส.ส. ตามกระบวนการ แต่ครั้งนี้ มาเพิ่มคำว่า ต้องเป็น ส.ส.อย่างมีดุลยภาพ หมายความว่าอย่างไร หรือต้องเป็น ส.ส.ที่อยู่ใต้อาณัติของท่าน
          รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า การแบ่งใช้รัฐธรรมนูญเป็น 2 ช่วงนั้นหากเสนอเช่นนี้ ต่อให้ร่างอีก 6 เดือนก็ไม่จบ เพราะต้องร่างใหม่ให้รองรับมาตรการ แบ่งบังคับใช้ปฏิบัติ 2 ช่วง แต่จะหมายถึงต้องปรับหรือร่างอีกฉบับเพื่อให้เชื่อมต่อกัน ไม่ใช่แค่เขียนเพิ่มอีก 4-5 มาตราในบทเฉพาะกาลก็ใช้ได้ แต่จะเป็นการร่างรัฐธรรมนูญ 2 ฉบับ แล้วนำมาเชื่อมต่อกัน
          เมื่อถามว่า ที่ ครม.เสนอเช่นนี้ มองได้ว่าเป็นการสานต่ออำนาจหรือไม่ นายนิพิฏฐ์ กล่าวว่า มันชัดอยู่แล้ว อย่าให้ตนตอบเลย เดี๋ยวถูกเรียกตัวอีก นี่มันเปิดถ้วยแทงเลย เสนอเช่นนี้เท่ากับการเปลี่ยนแนวของรัฐธรรมนูญคือ ต้องกลับมาร่างใหม่ แต่ตนคิดว่า กรธ.คงไม่เอาแนวคิดนี้ เพราะผิดหลักการในการร่างรัฐธรรมนูญ และรัฐธรรมนูญทำเสร็จแล้ว ขณะที่ฝ่ายต่างๆเสนอ กรธ.ให้ปรับแก้คำ เช่น อนึ่ง ที่ ซึ่ง จึง ให้ และแบบนี้ กรธ.ยังไม่รับเลย ที่สำคัญข้อเสนอนี้ยิ่งขัดแย้งในตัวกับข้อเสนอของ ครม.เองที่ระบุว่า จะยึดตามโรดแม็พเดิม ให้มีการเลือกตั้งภายใน ก.ค. 60

ท็อปเท็น – ข่าวฮอต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160220/222775.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันเสาร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ 2559
ท็อปเท็น - ข่าวฮอต

เตือนไทยเป้าไอเอส อู่ร้องปลอมเอกสารรถสมเด็จช่วง สนามบินอุดรฯป่วน-ซุกเอ็ม27 แห่เยี่ยมน้องไอซ์-ส่งเรียนถึงป.ตรี ปัด คสช.สั่งงัด ปชต.ครึ่งใบ ฟันประวุฒิ ผิด ม.157

                      1. สหรัฐเตือนไทยเป้าหมายไอเอส เฝ้าระวังห้าง – ที่บันเทิง – รถไฟฟ้า
                      2. อู่ร้องปลอมเอกสารรถสมเด็จช่วง คลังเข้ม – ขู่ฟัน ขรก.พันเลี่ยงภาษี
                      3. สนามบินอุดรฯ ป่วน ! – ซุกเอ็ม27 ลูกปลัดเจ้าของอ้างส่งขายลูกค้า
                      4. ภาครัฐแห่เยี่ยมน้องไอซ์ถึงบ้าน ตั้งกองทุนช่วย – ส่งเรียนถึง ป.ตรี
                      5. วิษณุปัด คสช.สั่งงัด ปชต.ครึ่งใบ มีชัยไม่เข้าใจร่างรธน.เป็น 2 ขยัก
                      6.  ศรีวราห์ชงจักรทิพย์ฟันประวุฒิ ผิด ม.157 ตั้งเสาวิทยุตึกใบหยก
                      7. ผบช.น.ยัน พ.ต.ท.จันทร์ ผูกคอเอง ชี้เรื่องส่วนตัว – หนุนปรับสอบสวน
                      8. ‘เสนาหอย’ เกียรติศักดิ์ ไม่โกรธ ‘อุ้ม’ ลักขณา รับอีกฝ่ายเครียด
                      9. ได้บอร์ด สสส. 7 คนใหม่ถอดด้าม ณรงค์ยันไร้ผลประโยชน์ทับซ้อน
                      10. ตั้งจักรทิพย์นั่งประธานไทยลีก เลื่อนนัดเตะเปิดสนาม 5 มีนาคม

ถก ‘จตุพร’ เฉียดคุก มทบ.11

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160220/222771.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันเสาร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ 2559
ถก 'จตุพร' เฉียดคุก มทบ.11

ถก ‘จตุพร’ เฉียดคุก มทบ.11 : โดย…ทีมข่าวสืบสวนสอบสวน

                      ทันทีที่ จตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) จัดรายการที่ถ่ายทอดผ่านสถานีโทรทัศน์ดาวเทียม พีซ ทีวี เสร็จเมื่อช่วงเที่ยงวันที่ 18 กุมภาพันธ์ ก็มีนายทหารเข้าไปพบเพื่อพูดคุย และเชิญตัวจตุพรไปคุยต่อที่ค่ายทหาร
                      การเชิญตัว จตุพร ไปครั้งนี้ นับเป็นครั้ง 5 เพียงแต่สาเหตุที่ทำให้ต้องเชิญไปหนนี้ ไม่ได้เป็นเพราะจตุพรพูดเรื่องการเมือง หรือไปพาดพิงถึงทหารอย่างเมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ ที่ถูกเชิญตัวไปปรับทัศนคติ
                      นั่นเป็นเพราะจตุพรไปพูดถึงประเด็นร้อน คือ การแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ 20 ซึ่งสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง) เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ถูกเสนอชื่อให้ขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราช
                      แต่เรื่องราวทำท่าว่าจะยุ่งเหยิง เพราะมีการเคลื่อนไหวของพระที่พุทธมณฑล มีการเคลื่อนไหวของพระที่นำโดยหลวงปู่พุทธะอิสระ และมีการเคลื่อนไหวของฆราวาส ที่มีหลากหลายฝ่าย
                      รวมทั้งมีการเคลื่อนไหวของหน่วยงานรัฐอย่างกรมสอบสวนคดีพิเศษ ที่เข้าไปตรวจสอบรถเบนซ์โบราณ ที่มีชื่อสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง) เป็นผู้ครอบครอง
                      ในส่วนของ คสช.นั้น มองเห็นว่า จตุพร เป็นนักการเมือง เป็นแกนนำมวลชน การที่จตุพรไปพูดในเรื่องที่อ่อนไหวต่อมวลชน ย่อมไม่เป็นผลดีต่อการดูแลความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ
                      แต่หนนี้ก็ไม่ใช่หนแรกของจตุพร แล้วก็น่าเชื่อว่า น่าจะมีครั้งอื่นๆ อีก
                      มีข่าววงในว่า เรื่องนี้ คสช.ก็ได้หารือเช่นกันว่า จะปล่อยให้จตุพรพูดสิบครั้ง แล้วเชิญมาสิบครั้ง เป็นไปอย่างนี้หรือ หรือจะจัดการแก้ปัญหาด้วยการถอนประกัน!
                      สุดท้ายก็มีการเชิญตัวจตุพรพร้อมผู้ติดตาม 3-4 คน และถูกพามาที่กองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์ ย่านดินแดง
                      “ดูเหมือนคุณจตุพรจะมีสีหน้าตกใจเล็กน้อย เมื่อเห็นคณะนายทหารที่เข้ามาพูดคุย” แหล่งข่าวเล่าถึงนาทีแรกที่จตุพรมาถึง
                      แต่เมื่อพูดคุยกันได้เพียงเล็กน้อยก็มีการเปลี่ยนสถานที่ และมีการแจ้งต่อจตุพรว่า ต้องไปกองพันทหารราบ มณฑลทหารบกที่ 11 (มทบ.11) นั่นก็สร้างความตกใจให้แก่จตุพร ถึงกับหลุดปากมาว่า “จะย้ายผมไปไหน”
                      เป็นที่รู้กันว่า ที่ มทบ.11 นั้น ถูกใช้เป็น “เรือนจำชั่วคราว” คุมขังนักโทษสำคัญในคดี มาตรา 112 และนักโทษคดีระเบิดศาลท้าวมหาพรหม
                      แต่ที่ มทบ.11 นั้น มีทางเข้า 2 ประตู ประตูใหญ่จะตรงเข้าไปยังกองบัญชาการ ส่วนประตูข้างที่เรียกว่า ประตูอำนวยสงคราม ซึ่งทหารเลือกใช้ประตูนี้ ซึ่งมีป้ายติดไว้ชัดเจนว่า “เรือนจำชั่วคราวแขวงถนนนครไชยศรี”
                      เมื่อมาถึงจุดที่เตรียมไว้ เจ้าหน้าที่ทหารได้แยกจตุพรออกมาส่งให้แพทย์ตรวจเช็กร่างกาย และให้เข้าไปนั่งในห้องพูดคุยกันเพียงคนเดียว โดยที่นั่นมีนายทหาร 4-5 นาย รออยู่แล้ว
                      คำถามที่ดูเหมือนจะเป็นการพูดคุยเสียมากกว่าประโยคหนึ่งที่เจ้าหน้าที่ทหารเชื่อว่า จตุพร “เข้าใจ” ก็คือ ถ้าอยากให้มีการตั้งสมเด็จพระสังฆราชพระองค์ใหม่ ก็ไม่ควรเอาการเมืองไปเข้าไปเกี่ยวข้อง เพราะจะยิ่งทำให้เกิดปัญหายุ่งยากเข้าไปอีก
                      พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษก คสช. เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่ทหารเชิญตัวจตุพรมาก็เพราะต้องการขอความร่วมมือและพูดคุยทำความเข้าใจ เกี่ยวกับการให้ความเห็นต่อประเด็นต่างๆ ผ่านสื่อในช่วงนี้ เพราะการให้ความเห็นช่วงที่ผ่านมาในบางเรื่อง เป็นการไปขยายความเพิ่มระดับความขัดแย้งและชี้นำ ตลอดจนพาดพิงบุคคลและองค์กรอื่นๆ
                      พ.อ.วินธัย ยืนยันว่า เชิญมาและได้กลับบ้านเหมือนเคย
                      แต่เชื่อว่า ลึกๆ ความรู้สึกของการ “มา” ครั้งนี้ สำหรับจตุพรแล้วน่าจะ “ไม่เหมือนเคย”
———————-
(ถก ‘จตุพร’ เฉียดคุก มทบ.11 : โดย…ทีมข่าวสืบสวนสอบสวน)

เปิดความคิดเห็น-ข้อเสนอประเด็นร้อน ปรับร่างรัฐธรรมนูญของกรธ.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160220/222772.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันเสาร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ 2559
เปิดความคิดเห็น-ข้อเสนอประเด็นร้อน ปรับร่างรัฐธรรมนูญของกรธ.

เปิดความคิดเห็น – ข้อเสนอประเด็นร้อน ปรับร่างรัฐธรรมนูญของ กรธ. : โดย…สำนักข่าวเนชั่น โอฬาร เลิศรัตนดำรงกุล , จักรวาล สาเหล่ทู่ , ขนิษฐา เทพจร

                      ตามกำหนดของ “คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.)” ที่ถูกกำกับโดยรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 ให้รับฟังความคิดเห็นของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ คณะรัฐมนตรี สภานิติบัญญัติแห่งชาติ และประชาชน ระหว่างการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่จะนำไปออกเสียงประชามติ นั้น ล่าสุดข้อเสนอขององค์กร รวมถึงภาคประชาชนส่งถึงมือ กรธ.แล้ว โดยทีมข่าวสำนักข่าวเนชั่น สรุปรายละเอียดของประเด็นร้อนมานำเสนอดังนี้
                      1.เรื่องที่เกี่ยวกับสิทธิ เสรีภาพ และบทบาทของภาคประชาชน รวมถึงการกระจายอำนาจ
                      ข้อเสนอเครือข่ายประชาชน มีรายละเอียด อาทิ
                      -เพิ่มหลักประกันในการคุ้มครองสิทธิ เสรีภาพของประชาชนในกระบวนการยุติธรรม เพื่อสร้างมาตรฐานการตีความ และพิพากษา โดยให้นำเนื้อหาสำคัญของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 มาตรา 27 และ มาตรา 28 ว่าด้วยสิทธิและเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญรับรอง มีผลผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล และองค์กรตามรัฐธรรมนูญ ทั้งการตรากฎหมายและบังคับใช้กฎหมาย รวมถึงบุคคลที่ถูกละเมิดสิทธิสามารถใช้สิทธิทางศาลหรือยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้คดีในศาล
                      – เพิ่มบทบัญญัติในหมวดสิทธิ เสรีภาพของปวงชนชาวไทย ต่อประเด็นการมีส่วนร่วมของชุมชนในการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพก่อนการตัดสินใจดำเนินการใดๆ ที่มีผลกระทบกับประชาชน, ให้มีองค์กรอิสระด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ เพื่อเป็นกลไกถ่วงดุลการตัดสินใจของรัฐ
                      – ปรับปรุง มาตรา 25 ว่าด้วยการจำกัดสิทธิและเสรีภาพในกรณีที่มีผลกระทบกระเทือนหรือเป็นอันตรายต่อความมั่นคง เนื่องจากขาดคำนิยามที่ชัดเจนและอาจส่งผลกระทบต่อการใช้สิทธิเสรีภาพของประชาชนได้ และควรใช้หลักการในรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 ที่กำหนดห้ามใช้เสรีภาพที่ไม่เป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐธรรมนูญแทน
                      – ปรับปรุงมาตรา 51 ในหน้าที่ของรัฐที่ต้องดำเนินการให้ประชาชนได้รับบริการสาธารณสุข โดยเพิ่มการเยียวยาจากความเสียหายจากการบริการสาธารณสุขด้วย
                      – ปรับปรุงมาตรา 57 ในหน้าที่ของรัฐ ให้มีองค์การเพื่อคุ้มครองผู้บริโภคที่เป็นอิสระ เพื่อให้ความเห็นต่อการทำงานของรัฐ ในการกำหนดมาตรการ กฎหมาย และกฎเพื่อคุ้มครองผู้โภค รวมถึงตรวจสอบ
                      – ตัดมาตรา 60 ของร่างรัฐธรรมนูญฉบับ กรธ. หมวดนโยบายแห่งรัฐ ถ้อยคำที่ห้ามใช้สิทธิฟ้องร้องรัฐ ในแนวทางการทำงาน และกำหนดนโยบายบริหารราชการแผ่นดินของรัฐ
                      ข้อเสนอของ ครม. มีรายละเอียด ดังนี้
                      – ปรับปรุงมาตรา 47 ให้สนับสนุนและส่งเสริมประชาชนในการมีส่วนร่วมอนุรักษ์ วัฒนธรรม ภูมิปัญญาและทรัพยากรธรรมชาติ
                      – ปรับปรุง มาตรา 50 ให้รัฐจัดการศึกษาให้ไม่น้อยกว่า 12 ปี และเขียนความหมายของคำว่า “ไม่เรียกเก็บค่าใช้จ่าย” ให้ชัดเจน ว่าหมายถึงค่าใช้จ่ายในการจัดการศึกษาตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน
                      ข้อเสนอของ กมธ.ขับเคลือนกรปฏิรูปด้านการเมือง มีรายละเอียด อาทิ
                      – ปรับปรุงมาตรา 50 ให้มีเนื้อหาเกี่ยวกับการเรียนรู้ด้านพลเมือง ศีลธรรม ความรับผิดชอบต่อบ้านเมือง และให้รัฐส่งเสริมให้สถานศึกษาและองค์กรของรัฐและเอกชนให้การศึกษาทางการเมืองและระบอบประชาธิปไตยแก่ประชาชน
                      2.โครงสร้าง และสถาบันทางการเมือง รวมถึงการบริหารราชการแผ่นดิน
                      ข้อเสนอของเครือข่ายประชาชน มีรายละเอียด อาทิ
                      – ที่มาของ ส.ว. โดยขอให้มี ส.ว. ไม่เกิน 200 คน มาจากการเลือกตั้งทางอ้อม จากบุคคลดังต่อไปนี้ 1.ผู้แทนองค์กรวิชาชีพหรืออาชีพที่มีกฎหมายจัดตั้งซึ่งเลือกกันเอง ไม่เกิน 10 คน, 2.การเลือกกันเองจากองค์กรด้านเกษตรกรรม ด้านแรงงาน ด้านวิชาการ ด้านชุมชนและท้องถิ่น และองค์การด้านอื่น ด้านละไม่เกิน 10 คน และ 3.ผู้ทรงคุณวุฒิและคุณธรรมในด้านต่างๆ ตาม ข้อ 2 ด้านละไม่เกิน 10 คน
                      – ปรับปรุงมาตรา 139 ว่าด้วยการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี ส่วนที่กำหนดให้เจ้าหน้าที่รัฐต้องร่วมรับผิดชดใช้เงิน หากอนุมัติการแปรญัตติงบประมาณให้แก่ ส.ส. ส.ว.หรือกรรมาธิการ เนื่องจากกังวลว่าจะกระทบต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานและทำให้การพัฒนาประเทศเกิดการชะงักงัน ทั้งนี้ควรบัญญัติถ้อยคำใหม่เพื่อให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานได้ด้วยความเต็มใจมากกว่าการนิ่งเฉยด้วยเหตุกลัวทำผิดหรือขัดกับรัฐธรรมนูญ
                      ข้อเสนอของ สนช. มีรายละเอียด อาทิ
                      – ที่มาของ ส.ส. เสนอให้ใช้ระบบเลือกตั้งแบบสัดส่วนผสม, ใช้บัตรเลือกตั้ง 2 ใบ ขณะที่จำนวน ส.ส. นั้นมีส่วนที่เห็นด้วยกับจำนวนที่ กรธ. เสนอ แต่มีบางส่วนที่ต้องการให้ปรับสัดส่วน คือ จำนวน 500 แบ่งเป็น ส.ส.เขต 300 คนและบัญชีรายชื่อ 200 คน และใช้การแบ่งเขตเลือกตั้งแบบเขตใหญ่เรียงเบอร์
                      – ที่มาของ ส.ว. 200 คน มีหลายข้อเสนอ อาทิ ใช้รูปแบบการเลือกตั้งจากจังหวัดละ 1 คนและสรรหา, สรรหาจากกรรมการสรรหาทั้งหมด, และมีข้อเสนอที่เห็นด้วยกับ ส.ว.รูปแบบที่มาจากการเลือกกันเอง
                      ข้อเสนอของ กมธ.การเมือง สปท. มีรายละเอียดสำคัญ อาทิ
                      – ที่มา ส.ส. ให้มีจำนวน 400 คน เฉพาะ ส.ส.แบบแบ่งเขต เพื่อตัดปัญหาระบบทุนครอบงำพรรคการเมืองผ่าน ส.ส.บัญชีรายชื่อ
                      – ที่มา ส.ว. ให้มีจำนวน 250 คน มาจากการสรรหาทั้งหมด ขณะที่อำนาจหน้าที่มีเพียงกลั่นกรองกฎหมายเท่านั้น ไม่มีอำนาจแต่งตั้งผู้ดำรงตำแหน่งองค์กรอิสระหรือถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
                      – ที่มาของนายกฯ ต้องเป็น ส.ส. และโหวตเลือกในสภาผู้แทนราษฎรด้วยคะแนนเสียงเห็นชอบเกินกึ่งหนึ่ง ขณะที่ผู้ที่เสนอชื่อให้เป็นนายกฯ ที่ไม่เป็น ส.ส ต้องได้รับเสียงเห็นชอบข้างมากเด็ดขาด ไม่น้อยกว่า 3 ใน 5
                      3.องค์กรอิสระ และกระบวนการตรวจสอบ
                      ข้อเสนอของเครือข่ายประชาชน มีรายละเอียดสำคัญ อาทิ
                      – ปรับปรุงมาตรา 55 ว่าด้วยการเปิดเผยข้อมูลราชการ โดยเพิ่มเติมประเด็นสิทธิของประชาชนเรื่องการร้องขอให้ตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หน่วยงานของรัฐ และเจ้าหน้าที่ของรัฐ
                      – ปรับปรุงมาตรา 120 ว่าด้วยเอกสิทธิ์คุ้มครอง ส.ส. และส.ว.ระหว่างสมัยประชุม โดยต้องกำหนดไม่มีเอกสิทธิ์คุ้มครอง ส.ส. และส.ว. ที่ทำผิดคดีทุจริต
                      ข้อเสนอครม. มีรายละเอียด อาทิ
                      – ปรับปรุงมาตรา 190 ให้เพิ่มขั้นศาล เป็น 2 ศาล ในการต่อสู้คดีของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่ต้องคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หากมีประเด็นใหม่ในข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย
                      4.ศาลรัฐธรรมนูญ และองค์กรแก้วิกฤติการเมือง
                      ข้อเสนอของ สนช. มีรายละเอียด อาทิ
                      – เสนอให้มีกลไกแก้วิกฤติประเทศ โดยรูปแบบคณะกรรมการเพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤติของประเทศ หรือให้องค์กร เช่น ศาลรัฐธรรมนูญ ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ทำหน้าที่ ทั้งนี้ควรออกกฎหมายกำกับ
                      ข้อเสนอของ กมธ.การเมือง สปท. มีรายละเอียด อาทิ
                      – ต้องกำหนดกลไกและระบบเพื่อทำหน้าที่แก้ปัญหาวิกฤติของประเทศ เฉพาะไม่มีนายกฯ หรือนายกฯ ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ และไม่มีสภา ต้องให้วุฒิสภารับผิดชอบในการเสนอแนวทางแก้ปัญหาประเทศ
                      – ปรับปรุงที่มาของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ให้มาจากผู้ทรงคุณวุฒิที่มาจากผู้แทนภาคประชาชนที่ได้รับการยอมรับในประวัติและประสบการณ์
                      ข้อเสนอ ครม. มีรายละเอียด อาทิ
                      – ให้นำศาลรัฐธรรมนูญกลับไปอยู่รวมกับหมวดศาล และให้ปรับอายุของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญให้เป็น 70 ปี
                      5.การปฏิรูปและข้อเสนอว่าด้วยการปรองดอง
                      ข้อเสนอของเครือข่ายประชาชน มีรายละเอียด อาทิ
                      – เสนอให้รับรองเสรีภาพผู้ใช้แรงงานในการสมาคม การรวมตัวกันและการเจรจาต่อรอง ให้สอดคล้องกับมาตรฐานระหว่างประเทศ รวมถึงสนับสนุนจัดตั้งธนาคารแรงงานเพื่อเป็นกองทุนการเงินสำหรับผู้ใช้แรงงาน
                      ข้อเสนอของ สปท. มีรายละเอียด อาทิ
                      – ปฏิรูปพรรคการเมืองให้เป็นของประชาชนและเลือกตั้งที่สุจริต, การบริหารราชการแผ่นดินต้องจัดโครงสร้างให้มีธรรมาภิบาล และพัฒนาบุคลากรอย่างต่อเนื่อง, จัดรูปแบบปกครองท้องถิ่นที่เหมาะสมกับพื้นที่ทั้งรูปแบบทั่วไปและรูปแบบพิเศษ และให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการบริหารงานท้องถิ่น ด้านกิจการพระพุทธศาสนาเสนอให้ปฏิรูปศึกษาสงฆ์ให้เป็นไปตามหลักพุทธธรรมและมาตรฐานการศึกษาชาติ โดยให้ตรากฎหมายการศึกษาพระปริยัติธรรม
                      ข้อเสนอ ครม. มีรายละเอียด อาทิ
                      – ให้มีหมวดปฏิรูปเป็นเฉพาะ และกำหนดองค์กรที่ดำเนินงาน
                      – การปฏิรูปตำรวจให้เพิ่มเรื่องระบบสวัสดิการ หน้าที่และ การบริหารงานบุคคลเป็นแบบกว้างอย่าเจาะจงรายละเอียดเพราะอาจเกิดปัญหาในการปฏิบัติ
                      – ให้มีกลไกแก้ไขความขัดแย้งหลังมีรัฐธรรมนูญใหม่ประกาศใช้ โดยช่วงระยะเปลี่ยนผ่านเสนอให้เว้นหลักเกณฑ์บางอย่างในร่างรัฐธรรมนูญเพราะความจำเป็นบางอย่าง เพื่อให้การเข้าสู่การปกครองตามระบบประชาธิปไตยสากล
———————-
(เปิดความคิดเห็น – ข้อเสนอประเด็นร้อน ปรับร่างรัฐธรรมนูญของ กรธ. : โดย…สำนักข่าวเนชั่น โอฬาร เลิศรัตนดำรงกุล , จักรวาล สาเหล่ทู่ , ขนิษฐา เทพจร)

กระสุนจริง!คอบร้าโกลด์2016

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160219/222764.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันศุกร์ที่ 19 กุมภาพันธ์ 2559
กระสุนจริง!คอบร้าโกลด์2016

บรรยากาศการฝึกคอบร้าโกลด์ 2016 ที่สนามฝึกกองทัพเรือหมายเลข 16 บ้านจันทเขลม อ.เขาคิชฌกูฏ จ.จันทบุรี ดำเนินกลยุทธ์ด้วยกระสุนจริง เมื่อวันที่ 19 ก.พ.

                      19 ก.พ. 59  บรรยากาศการฝึกคอบร้าโกลด์ 2016 ที่สนามฝึกกองทัพเรือหมายเลข 16 บ้านจันทเขลม อ.เขาคิชฌกูฏ จ.จันทบุรี ดำเนินกลยุทธ์ด้วยกระสุนจริง มีประเทศที่เข้าร่วมการฝึก 27 ประเทศ ใช้กำลังพลกว่า 9,000 นาย

‘ตู่’ซัดแก๊ง3พ.ขวาง’สมเด็จช่วง’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160219/222758.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันศุกร์ที่ 19 กุมภาพันธ์ 2559
'ตู่'ซัดแก๊ง3พ.ขวาง'สมเด็จช่วง'

‘จตุพร’ ซัดแก๊ง 3 พ.ขวาง ‘สังฆราช’ อัด ‘ประยุทธ์’ กลัวไม่กล้าแตะ เสนอพระสงฆ์ลงคะแนนชี้ชัด เหน็บ เบนซ์ผิดกฎหมาย ชี้นำ ‘สมเด็จช่วง’ เสียสละไม่พอ ขังคุก-ห้ามประกัน

                      19 ก.พ. 59  นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กล่าวในรายการมองไกลว่า ผู้มีอำนาจถ้าต้องการยุติปัญหาในคณะสงฆ์ ต้องสั่งพุทธะอิสระกับพวก ซึ่งเป็นต้นเหตุปัญหาหยุดการเคลื่อนไหวขัดขวางการเสนอชื่อ สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ) หรือ สมเด็จช่วง เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ เป็นสมเด็จพระสังฆราชองค์ใหม่
                      นายจตุพร กล่าวว่า ปัญหาที่เกิดในคณะสงฆ์ มาจากคน 3 คน คือ พุทธะอิสระ นายไพศาล พืชมงคล กรรมการผู้ช่วยรองนายกรัฐมนตรี (พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ) และนายไพบูลย์ นิติตะวัน อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ซึ่งจัดเป็นพวกแก๊ง 3 พ. ไปขวางการแต่งตั้งสมเด็จช่วง แล้วรัฐบาลยังอ้างความขัดแย้งมาเป็นเหตุไม่เสนอชื่อขึ้นทูลเกล้า ฯ จึงทำให้ประชาชนไม่สบายใจ เมื่อคนพวกนี้ทำได้ ในวันข้างหน้ามีอีกกลุ่มหนึ่งขึ้นมาขัดขวางบ้าง การตั้งสมเด็จพระสังฆราชคงดำเนินการได้ยากลำบากขึ้น
                      นายจตุพร ย้ำว่า มหาเถรสมาคม (มส.) เสนอชื่อสมเด็จช่วงเป็นไปตาม พ.ร.บ.คณะสงฆ์ ปี 2505 แก้ไขเพิ่มเติมปี 2535 แต่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ยังไม่นำขึ้นทูลเกล้า ฯ โดยอ้างความขัดแย้งในคณะสงฆ์ที่ยังเป็นปัญหาอยู่ ดังนั้น ทางออกเพื่อยุติความขัดแย้ง จึงควรสำรวจความเห็นของพระสงฆ์ทั่วประเทศกว่า 3 แสนรูปว่าต้องการให้สมเด็จช่วงขึ้นเป็นสังฆราชหรือไม่ ซึ่งเชื่อว่า จะได้ความกระจ่างชัดยิ่งขึ้น
                      นายจตุพร กล่าวว่า ปัญหาของบ้านเมืองขณะนี้มาจากการปฏิบัติไม่เหมือนกันในกรณี พระเมธีธรรมาจารย์ (ประสาร จนฺทสาโร) กับ พุทธะอิสระ เมื่อพระเมธีธรรมาจารย์ปฏิบัติตามกฎหมายสงฆ์ ไปแสดงความเห็นที่พุทธมณฑล สถานที่ปฏิบัติธรรมของพระ กลับถูกข้อหาชุมนุมเกิน 5 คน ส่วนพุทธะอิสระไปชุมนุมโจมตีสหรัฐอเมริกาหน้าสถานทูต ไม่ถูกข้อหาใดๆ แล้วเคลื่อนไหวขัดขวางอะไรก็ได้อีก และ พล.อ.ประยุทธ์ ยังกลัว จึงไม่รู้ว่าไปกุมความลับอะไรไว้หรือไม่ ถึงไม่มีใครกล้าแตะต้องเลย
                      “การไปพุทธมณฑลผิด ไปหน้าสถานทูตสหรัฐไม่ผิด ทำอะไรก็ได้ หรือมีอะไรดี ถามจริงๆ พุทธะอิสระเป็นใคร จึงทำให้นายกรัฐมนตรีกลัวได้ ทั้งที่ท่านไม่เคยยอมใคร แต่พุทธะอิสระขู่ได้ เหมือนคนมีอำนาจอะไร จึงสงสัย ถ้า 3 พ. ไม่หยุด ก็อย่าหวังว่าคณะสงฆ์จะหยุด จึงสงสัยว่าใหญ่อะไรกันนักหนา คุณเป็นใคร ไม่มีใครกล้ากับคุณเลย คุณเป็นบุคคลสำคัญจริงๆ สมเด็จช่วงยังไม่รอด พระเมธีธรรมาจารย์ยังเจอหมายเรียก แล้วคุณเป็นใคร พุทธะอิสระ จึงไม่มีใครมาแตะต้องเลย”
                      นายจตุพร กล่าวว่า เมื่อมีปัญหาเกิดขึ้นแล้ว ฝ่ายผู้มีอำนาจควรไปดูที่ต้นเหตุปัญหาที่เกิดจากแก๊ง 3 พ. ออกมาเคลื่อนไหวขัดขวางจนกลายเป็นปัญหาของคณะสงฆ์ ดังนั้น ผู้มีอำนาจอย่าคิดว่าฝ่ายคณะสงฆ์มีปัญหาอย่างเดียว แต่อีกฝ่ายที่ขัดขวางกลับมีความรู้สึกว่า ไม่เป็นปัญหา แต่ปัญหาจะไม่เกิดถ้าปฏิบัติอย่างเสมอภาคกัน
                      อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่เกิดขึ้นไม่มีเพียงแค่นี้ ในอนาคตการแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราชตามลำดับถัดจากสมเด็จช่วงไป คงเกิดปัญหาขึ้นเช่นกัน แต่ถ้าต้องการให้สงบ ผู้มีอำนาจต้องบอกแก๊ง 3 พ. ให้ยุติการเคลื่อนไหวขัดขวาง เพราะเริ่มต้นปัญหาขึ้น ถ้าแก๊ง 3 พ. ไม่หยุด ฝ่ายอื่นคงไม่หยุดเช่นกัน
                      ลำดับสมเด็จพระราชาคณะที่มีความอาวุโส โดยสมณศักดิ์ ที่มีโอกาสถูกเสนอชื่อเป็นสมเด็จพระสังฆราชถัดจากสมเด็จช่วง คือ สมเด็จพระวันรัต (จุนท์ พฺรหฺมคุตฺโต) เจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศราชวรวิหาร สมเด็จพระราชาคณะฝ่ายธรรมยุติกนิกาย ซึ่งมีความอาวุโสอันดับ 4 เพราะลำดับที่ 2 และ 3 อาพาธ ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ดังนั้น หากสมเด็จพระวันรัตถูกเสนอชื่อย่อมเจอทุกขลาภจากบาดแผลไม่กินใจกันที่ฝังลึกในคณะสงฆ์ จึงเป็นทุกข์ไม่แตกต่างกัน
                      นายจตุพร ย้ำว่า ต้นเหตุของปัญหามาจากการปฏิบัติที่ไม่เหมือนกัน ไม่ยึดกฎหมายคณะสงฆ์ ดังนั้น ถ้ายึดตามกฎหมายก็คงไม่มีปัญหาเกิดขึ้น กรณีสมเด็จช่วงถูกกล่าวหาครอบครองรถหรู แล้วเกิดการประโคมข่าวถึงขั้นว่าเป็นความผิด เกิดการชี้นำให้เสียสละ แต่ถ้าผิดแล้วก็ควรจับไปขังคุก อย่าให้ประกันตัว

‘สุวพันธุ์’ยันไม่เปิดเวทีดีเบตแก้ขัดแย้ง‘สงฆ์’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160219/222749.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันศุกร์ที่ 19 กุมภาพันธ์ 2559
‘สุวพันธุ์’ยันไม่เปิดเวทีดีเบตแก้ขัดแย้ง‘สงฆ์’

‘สุวพันธุ์’ ยันไม่เปิดเวทีดีเบตแก้ปมขัดแย้งพระสงฆ์ เตรียมเดินสายพูดคุยทุกฝ่ายยุติศึก ขอให้แยะแยก ‘คดีรถหรู-องค์รวมศาสนา’

       19 ก.พ.59 เมื่อเวลา 13.15 น. นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีความขัดแย้งของคณะสงฆ์ ว่า คงจะไม่มีการดีเบตระหว่างกันแต่จะเป็นการพูดคุยในหลายรูปแบบกับฝ่ายต่างๆที่เกี่ยวข้อง เช่น พระผู้ใหญ่ ผู้ที่ดูแลการปกครอง ผู้ที่เกี่ยวข้องกับกิจการสงฆ์และองค์กรชาวพุทธ ที่มีทั้งคณะสงฆ์และฆราวาส ซึ่งตนและนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี อาจจะไปพบเองหรือมอบหมายสำนักพุทธศาสนา หรือให้คณะสงฆ์คุยกันเองก็ได้ เพื่อหารือถึงสภาพการณ์ปัญหา แนวทางวิธีการและข้อเสนอแนะในการแก้ไข เพื่อให้คณะสงฆ์เข้าใจรับรู้ภาพรวมทั้งหมด ไม่เพียงเฉพาะประเด็นความขัดแย้ง รวมถึงประเด็นการปฏิรูปในอนาคตด้วย ส่วนกรอบเวลาในหารือยังไม่สามารถระบุเวลาชัดเจนได้ แต่เบื้องต้นได้มีการพูดคุยกับบางส่วนไปแล้ว
       นายสุวพันธุ์ กล่าวว่า ในการเสนอรายชื่อแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราช นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายตนรับผิดชอบเรื่องดังกล่าว โดยจะปรึกษากับนายวิษณุ และพยายามเดินหน้าต่อไปให้ได้ พร้อมขอให้แยกแยะเรื่องคดีรถหรูที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ ได้ชี้มูลความผิดไปแล้ว แยกออกจากเรื่ององค์รวมของศาสนา แม้ว่าอาจจะมีความเชื่อมโยงกัน ซึ่งในเรื่องข้อกฎหมายจะต้องดำเนินการต่อไป หากมีความจำเป็นต้องทำความเข้าใจเพิ่มเติมก็จะทำ ทั้งนี้ขอปฏิเสธกล่าวถึงหลักเกณฑ์การเสนอชื่อพระสังฆราชที่ยังมีการวิพากษ์วิจารณ์ เนื่องจากขอดูกระบวนการที่เกี่ยวข้องก่อน อย่างไรตาม ยังยืนยันว่าตนไม่กดดันเพราะทำตามหน้าที่ที่รับผิดชอบ
       นายสุวพันธุ์ กล่าวด้วยว่า ขอให้ลองยืนนิ่งๆดูบทบาทของเราทั้งประชาชน คณะสงฆ์ ดูบทบาทที่ดีที่สุดที่ส่งผลให้พระพุทธศาสนาเจริญได้ควรจะเป็นอย่างไร ขณะที่มีข้อมูลหลากหลายและควรบริโภคด้วยสติ ไม่มีอคติ ซึ่งส่วนตัวมองว่า หากใช้วิธีการสร้างสรรค์ก็สามารถแก้ไขปัญหาได้ทุกเรื่อง
‘สุวพันธุ์’ แจงข้อเสนอแก้รธน.ของครม.ไม่ใช่อำนาจพิเศษ
       เมื่อเวลา 13.15 น. ที่เมืองทองธานี นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์กรณีข้อเสนอของคณะรัฐมนตรี(ครม.) ต่อคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ(กรธ.) ที่ระบุว่าให้รัฐบาลปัจจุบันใช้อำนาจพิเศษครอบคลุมไปจนถึงหลังการเลือกตั้งและหลังตั้งรัฐบาลใหม่เพื่อป้องกันความแตกแยก จนทำให้ประเทศไปสู่รัฐล้มเหลว ว่า ไม่ถือเป็นอำนาจพิเศษ โดยข้อเสนอสุดท้ายจะแบ่งเป็น 3 ส่วน คือ 1.ครม.เป็นห่วงเหตุการณ์ในอนาคตข้างหน้า 2.ความเป็นห่วงนั้นอาจทำให้การบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลต่อไปติดขัด และอาจทำให้การปฏิรูปประเทศล่าช้า การสร้างความสามัคคีปรองดองก็อาจจะสะดุดลง และ 3.ความเห็นของครม.ที่เห็นควรว่าไทยควรจะมีสองช่วงเวลา คือช่วงแรกช่วงเฉพาะการ และหลังจากช่วงเฉพาะการจะกลับสู่ช่วงปกติ ซึ่งข้อจำกัดใดที่มีในช่วงเฉพาะการก็จะลดลงให้มากที่สุด แต่ทั้งสองช่วงอยู่บนหลักการสำคัญคือต้องมีการเลือกตั้ง อย่างไรก็ตามในที่ประชุมครม.ยังไม่ได้ลงรายละเอียด เนื่องจากส่วนใหญ่ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย ด้านการเมืองทุกคน จึงส่งไปที่กรธ. เพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญพิจารณาอีกครั้ง ซึ่งความเห็นของครม.ถือเป็นส่วนหนึ่งที่กรธ.จะรับฟัง สังคมสามารถอภิปรายแสดงความคิดเห็นได้ ที่เกี่ยวข้องกับความเห็นของครม.ดังกล่าวด้วยเช่นกัน
       เมื่อถามว่า มองว่าข้อเสนอดังกล่าวจะกลายเป็นรัฐธรรมนูญที่มีประชาธิปไตยครึ่งใบหรือไม่ นายสุวพันธุ์ กล่าวว่า นี่คือเป็นวาทะกรรม เราต้องเข้าใจก่อนว่าความเห็นดังกล่าวเกิดขึ้นได้อย่างไร เพราะครม.เป็นห่วงประเทศไม่อยากให้กลับไปอยู่ที่เดิม การเสนอข้อเสนอดังกล่าวเพื่อให้การบริหารราชการแผ่นดินเดินหน้าต่อไปได้ มีความสามัคคีปรองดอง ทำให้เกิดการปฏิรูปประเทศ ยืนยันว่าเรื่องดังกล่าวต้องรับฟังความเห็นโดยส่วนตัวตนเป็นคนมองโลกในแง่ดี หากคนไทยมองว่าประเทศไทยต้องการระยะเวลาการเปลี่ยนผ่านสักระยะหนึ่งหรือไม่ เราค่อยมาคิดร่วมกันว่าจะบริหารจัดการประเทศร่วมกันอย่างไร ทางออกนี้อาจจะดีสำหรับประเทศก็ได้
       เมื่อถามย้ำว่า ข้อเสนอดังกล่าวจะเป็นการสงวนอำนาจไว้หรือไม่ นายสุวพันธุ์ กล่าวปฏิเสธว่า ไม่ถือเป็นการสงวนอำนาจ เรื่องดังกล่าวต้องใช้คำพูดที่ตรงกับความตั้งใจของครม. ตนยอมรับว่าเป็นคนหนึ่งที่เสนอเช่นกัน จึงอยากให้ลองพิจารณากันดู และอยากให้มีการหารือร่วมกัน อย่างไรก็ตามกรอบดังกล่าวยังไม่ได้กำหนดเวลาที่แน่นอน อาจจะเป็น 3-5 ปี แต่ในข้อเสนอเขียนไว้ว่าจะต้องไม่นานเกินไป
เมื่อถามว่าข้อเสนอดังกล่าวจะทำให้รัฐบาลใหม่บริหารประเทศไม่เต็มที่หรือไม่ นายสุวพันธุ์ กล่าวว่า ไม่ใช่แบบนั้น ตนเชื่อว่าสิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาในอนาคตทุกอย่างต้องเกิดจากความเห็นส่วนใหญ่ของสังคม หากไม่เกิดจากเสียงส่วนใหญ่มันก็เดินไปไม่ได้ ส่วนหากมีเสียงต่อต้านข้อเสนอนี้ก็ขึ้นอยู่กับกรธ.ที่จะพิจารณา

‘นายกฯ’ขอคนไทยร่วมมือแก้วิกฤต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160219/222742.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันศุกร์ที่ 19 กุมภาพันธ์ 2559
‘นายกฯ’ขอคนไทยร่วมมือแก้วิกฤต

‘นายกฯ’ เปิดโครงการเพิ่มความเข้มแข็งของเศรษฐกิจฐานราก ขออย่าให้การเมือง-ความขัดแย้ง มาทำลายโอกาสประเทศ แนะคนไทยร่วมมือแก้วิกฤต บอกกำนัน-ผญบ.อย่ากังวลร่างรธน.

      19 ก.พ.59 ที่อาคารชาเลนเจอร์ 2 ศูนย์การแสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) เป็นประธานในพิธีเปิดปฏิบัติการ “โครงการเพิ่มความเข้มแข็งของเศรษฐกิจฐานรากตามแนวทางประชารัฐ” โดยมีนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายเศรษฐกิจ นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และประชาชนเข้าร่วมจำนวนมาก
      โดยนายกฯ กล่าวว่า วันนี้เราถือว่าร่วมมือกันในการเดินหน้าประเทศเพราะเราหยุดมานานแล้ว ในการเป็นประเทศที่มีรายได้ปานกลาง ขณะที่ไส้ในของประชาชนยังต้องมีการพัฒนาอีกมาก ที่จะให้มีรายได้ที่พอเพียงในการดูแลครอบครัว เพื่อให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกวันนี้ต้องเกิดความเข้าใจกันและทุกครั้งที่ตนเจอประชาชนรู้สึกมีความสุข ซึ่งเวลาอื่นตนอาจจะหน้างอ เป็นธรรมชาติของตน อารมณ์เสียบางเวลา บางครั้งก็แกล้งอารมณ์เสีย แกล้งดุไปบ้าง แต่แกล้งไปแกล้งมากลายเป็นจริง ๆ สิ่งที่ตนทำให้ท่านไม่ใช่เป็นการหลอกลวง มาบังคับ เพราะตนไม่ได้ต้องการอะไรจากประชาชนทั้งสิ้น แต่รับใช้ผืนแผ่นดินเกิดผืนนี้ สร้างความเข้มแข็งให้กับประชาชน โดยเข้มแข็งที่ตัวเองก่อน สำคัญสุดอย่าทำลายโอกาสที่เราเป็นศูนย์กลางอาเซียนให้หายไป จนกลายเป็นวิกฤตแทน ด้วยความขัดแย้ง ด้วยการเมือง เราต้องเรียนรู้ด้วยตัวเอง รัฐบาลเป็นเพียงผู้ชี้นำ ท่านต้องรับฟังรัฐบาลด้วยความเชื่อใจ อย่างเรื่องเงินกองทุนต่าง ๆ ก็หมดเงินไปมาก อย่างกองทุนหมู่บ้าน 5 ล้านบาท รู้สึกดีใจที่เงินไปถึงประชาชนโดยตรง แม้จะมีปัญหาอยู่บ้างแต่ก็จะมาแก้ไข หาวิธีการอื่นมาทดแทน
      นายกฯ กล่าวต่อว่า อย่าหาว่าตนพูดเยอะ จู้จี้ เพียงแต่ต้องการให้มองในทุกมิติ มองประชาชนในทุกภาคส่วน ไม่ใช่เลือกดูกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง เหมือนที่พูดไว้ในเพลงเพื่อเธอประเทศไทย ที่พูดถึงสองมือ ที่มีอยู่สิบนิ้ว และทุกนิ้วสำคัญหมด และทุกคนก็คือประชารัฐทั้งหมด การทำอะไรก็ตามต้องคำนึงถึงประชาชนในประเทศเป็นพื้นฐาน รัฐบาลต้องคิดแบบนี้ ประชาชนคือส่วนหนึ่งของรัฐบาลการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ไม่มีใครรู้ปัญหาได้ดีเท่ากับตัวท่านเอง ว่ายังมีอะไรที่จำเป็นแล้วมาแก้กันตรงนี้ โดยรัฐบาลส่งเสริมให้ทุนให้ความรู้ และเมื่อวันหน้าท่านเข้มแข็งแล้วจะกลายเป็นการกระจายอำนาจอย่างถาวร อย่าไปกังวลเรื่องกระจายอำนาจต่าง ๆ บรรดากำนันผู้ใหญ่บ้านอย่าไปกังวล เอาประชารัฐให้รอดก่อน ประเทศไทยมีการบูรณาการมากี่รัชกาลแล้ว ทั้งในส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค ส่วนท้องถิ่นต้องเชื่อมโยงกันทั้งหมด
      พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า วันนี้ข้างล่างจำนวนกว่า 40 ล้านคนทำการเกษตร ดูเหมือนว่ายิ่งทำยิ่งเป็นหนี้ ไม่มีการพัฒนาไปในทางที่แข็งแรงขึ้นขอให้เข้าใจว่า รัฐบาลไม่สามารถเอาเงินทั้งหมดไปทุ่มให้กับใครคนใดคนหนึ่งได้ เพื่อหวังผลอะไรสักอย่าง มันไม่ใช่ แต่เป็นการหวังผลให้ประเทศนี้มีเกียรติยศและศักดิ์ศรี ชาวไร่ชาวนาลืมตาอ้าปากได้ พุดกับใครได้อย่างเต็มปาก ทุกคนอยากมีเงินกันหมด เพราะมีเงินแล้วพูดเสียงดังได้ มีเงินแล้วพูดได้อยู่คนเดียว มีเงินแล้วนำคนอื่นไปในทางที่เสียหาย เราต้องนำตัวเราเอง เจริญเติบโตแข็งแกร่งไปด้วยกัน
      วันนี้รัฐบาลทำทุกอย่างดูได้จากการทำงานแม่น้ำ 5 สาย เพื่อให้ทันต่อโลกทันต่อเหตุการณ์ เข้าใจว่ารัฐบาลกำลังทำอะไรอยู่ ข้าราชการเขาก็ต้องมีระเบียบวินัยในการควบคุมเรื่องการทุจริตความไม่โปร่งใสก็ไปว่ากันมา แต่ไม่ใช่มันเลวทั้งหมด แต่มันก็คงไม่ใช่ดีทั้งหมดเหมือนกัน ต้องขจัดการทุจริตคอร์รัปชั่นออกไปให้ได้ ตนก็สบายใจที่รัฐมนตรีบอกว่าจะช่วยกันดูแล มีการตรวจสอบกันเอง ซึ่งก็อย่าพลาดก็แล้วกัน ทำให้บางอย่างรัฐบาลทำช้า เพราะมันพลาดไม่ได้
      “เพราะมันมีผู้ไม่หวังดีอยู่หลายส่วน วันนี้เราเข้ามาแก้ไขปัญหาที่มันติดขัด ความขัดแย้ง ถ้าทุกคนเข้มแข็ง มีเสียง มีที่ยื่น แต่ถ้าประเทศไทยทะเลาะกันแบบนี้ก็จะไม่มีที่ยืนในประชาคมโลกอีกต่อไป เพราะเราทำมันเองทั้งสิ้น เวลาผมไปต่างประเทศจะไม่พูดอะไรที่เสียหาย แต่มีบางคนไปพูด ผมก็ต้องไปสู้เขา ว่าที่พูดมาทั้งหมดมันไม่ใช่ ให้เชื่อในสิ่งที่ผมพูด เพราะผมทำให้เห็น ผมไม่ได้กล่าวถึงใครทั้งสิ้น ไปคิดกันเอาเอง วันนี้ทุกเรื่องที่ออกไปเสียหาย ที่ไม่ได้มาจากพวกเรา แต่มาจากใครไม่รู้ พูดเสมอ เรื่องประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน เรื่องสิทธิมนุษยชนมันมีอยู่เส้นบาง ๆ ระหว่างกัน ในเรื่องการละเมิดกฎหมายกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่ดูเหมือนเส้นเดียวกันแต่มันไม่ใช่ การบังคับใช้กฎหมายก็ต่อเมื่อมีคนทำผิดกฎหมาย เพราะกฎหมายทำให้ประชาชนเท่าเทียมกัน ทุกคนใช้กฎหมายอันเดียวกัน รัฐบาลก็ต้องทำหน้าที่นั้นในการอำนวยความเป็นธรรมให้กับทุกคน โดยใช้กฎหมายอันเดียวกันหมด ถ้าทุกคนเชื่อในกฎหมายก็จะเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมถ้ายังขัดแย้งหรือทำผิดกฎหมายอยู่มันไปไม่ได้ทั้งสิ้น ก็ขอให้ระมัดระวังตรงนี้ ผมไม่อยากไปใช้อำนาจกับใครทั้งสิ้น แต่กฎหมายก็คือกฎหมาย” นายกฯกล่าว
      นายกฯ กล่าวต่อว่า ที่พูดตนไม่ได้กลัวท่านโกรธ เพราะท่านโกรธตนไม่ได้อยู่แล้ว ท่านจะว่าตนอย่างไรก็รับได้หมด เพราะตนกำลังทำให้กับประเทศชาติ ใครไม่เข้าใจก็บอกมาจะแก้ให้หมด ตนฟังทุกวันที่ท่านพูดในหนังสือพิมพ์ พูดกับสื่อฝรั่ง ขอให้ท่านพูดน้อย ๆ หน่อย มีอะไรก็ส่งหนังสือมาเขียนจดหมายมาเลย ตนรับอ่านทั้งหมด หรือไปร้องที่ศูนย์ดำรงธรรม อย่าติติงรัฐบาลมากว่าทำอะไรไม่เสร็จสักที รู้หรือไม่สองปีที่ผ่านมา มีปัญหาที่ร้องเรียนกว่า 3 ล้านกว่าเรื่องแล้วมันจะทำเสร็จไหม ก็แก้ไปแล้วเสร็จกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ที่เหลือหนัก ๆ ทั้งนั้น ทั้งเรื่องกฎหมายที่ซ้ำซ้อน ความทุจริต ความไม่โปร่งใส และได้ออกกฎหมายและได้แก้ไขกว่า 400 ฉบับเพื่อแก้ปัญหาให้กับประชาชน
      นายกฯบอกไม่ปากหวานเพื่อต้องการอำนาจ ขอช่วยกันแก้ปัญหาให้ประเทศ พ้ออยู่ 2 ปี ปัญหาไม่ลด ระบุคนไทยละเอียดอ่อน แนะคนไทยใช้ “หัวใจ-สติ” ตัดสินแทนความรู้สึก รับห่วงทุกเรื่องขออย่าทำวิกฤตให้แย่กว่าเดิม ยันออกกฎหมายเพื่อประโยชน์ปชช. ไม่ใช่ให้ออกมาต่อต้าน
      พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวต่อว่า ตนเองเดินทางไปปฏิบัติภาระกิจที่ประเทศสหรัฐฯ มาเมื่อไปถึงก็ต้องเคารพกฎหมายเท่าที่ตนสังเกตไม่เห็นมีความวุ่นวายอะไรเกิดขึ้นซึ่งจะเห็นว่าหากประชาชนไม่วุ่นวายเจ้าหน้าที่รัฐก็สามารถทำงานได้เมื่อทำได้ก็ไม่หงุดหงิด ไม่มีการเรียกรับเงินซึ่งในประเทศไทยก็มีตำรวจที่ดีจำนวนมาก มีเพียงไม่กี่คนที่ไม่ดีส่วนประชาชนก็ไปจ่ายเงิน สมยอมเจ้าหน้าที่ ซึ่งผิดทั้งคู่ทำให้ภาคข้าราชการเสียหายเพราะฉะนั้นอย่าไปทำเราต้องทำด้วยความยุติธรรมส่วนรัฐบาลพยายามปรับปรุงกฎหมายซึ่งยืนยันว่าไม่ต้องการอะไรจากประชาชน ไม่ต้องการสืบทอดอำนาจเพียงแต่ต้องการสืบทอดอำนาจประชาชนในทางที่ถูกต้องและขับเคลื่อนประเทศอย่างสร้างสรรค์ ไม่ให้มีความขัดแย้งเกิดขึ้นอีกนี่คือสิ่งที่รัฐบาลตั้งใจ
      “ผมไปอเมริกาตั้งหลายวันกลับมาทำไมปัญหาประเทศไทยยังเยอะอยู่เหมือนเดิม รัฐบาลทำมาตั้ง 2 ปี ยังแก้ไม่หมดอีกผมเคยพูดกับต่างประเทศว่าประเทศไทยมีความรู้สึกเยอะมีความละเอียดอ่อน พอเกลียดใครก็เกลียดเร็ว และรุนแรงพอรักใครก็รักแรง เรียกได้ว่าฉันรักของฉันเสียอย่างคนไทยชอบความรู้สึก วันนี้เราต้องใช้ความหัวใจ และสติปัญญาด้วยจะใช้หัวใจอย่างเดียวไม่ได้ ช่วงวาเลนไทน์ ผมไม่ได้อยู่เสียด้วยผมเตือนไว้แล้วว่าใครทำบาปช่วงวาเลนไทน์ ขอว่าอย่าไปรังแกกันเพราะชาย หญิง เท่าเทียบกัน เราทุกคนต้องอยู่กันอย่างมีคุณค่ามีคุณธรรม ผมกลับมาทีหลังก็ขออวยพร และมาส่งความรักให้อีกครั้งหลังวาเลนไทน์ แต่อย่าคิดว่ารัฐบาลทำให้เพียงวันเดียวผมมีวันวาเลนไทน์ให้เสมอทุกวันเพราะว่าท่านไม่แข็งแรงเพียงพอผมจึงต้องให้ความรักเสมอทุกวันความสุขก็ให้ได้ทุกวัน ไม่เฉพาะวันสำคัญต่างๆวันนี้วันสำคัญผมไม่มีให้คนอื่น ผมมีให้ท่านเท่านั้น จริง ๆ ไม่ได้ปากหวาน ที่ผ่านมาภรรยาผมก็เตือนว่าวันอาทิตย์ที่ผ่านมาวันอะไรผมก็ลืมเลยไม่ได้อวยพร จะไปนึกออกก็ตอนอยู่ประเทศเกาหลีจึงส่งข้อความว่าวันวาเลนไทน์ ก็รักลูก รักภรรยา บางทีวันเกิดตัวเองหรือวันเกิดภรรยา ผมก็ลืม แต่วันนี้เป็นวันเกิดของพวกท่านคือเกิดประชารัฐ คือวันที่ 19 ก.พ. ที่เราจะช่วยกันเข้มแข็งอย่างรวดเร็ว” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
      นายกรัฐมนตรี กล่าวยืนยันว่า ที่พูดไปไม่ได้อยากอยู่หรือเพื่อมีอำนาจเพียงแต่ต้องการให้ประชาชนแข็งแรง ตนเองจะได้ไปนั่งเป็นลุงเป็นปู่ดูประชาชนมีความสุข ดูการพัฒนาของประเทศไทย ทั้งนี้ ตอนอยู่ที่สหรัฐฯตนเองก็รู้สึกเป็นห่วงเรื่องพระ เรื่องน้ำ จึงขอร้องว่าวันนี้อย่าทำวิกฤตให้เป็นวิกฤตมากกว่าเดิม อะไรที่เป็นปัญหาก็ช่วยกันแก้ไปหากทุกอย่างเป็นปัญหาแล้วให้ตนแก้เพียงคนเดียวมันก็ไม่ถูกใจคนทั้งหมด ก็ตีกันอยู่ทุกวัน แล้วมันจะเดินหน้าไปได้หรือจึงขอให้ประชารัฐเป็นแนวทางแก้ไขปัญหาประเทศตนเป็นแค่คนส่งเรือข้ามฟาก มันก็มีทั้งพวกเรือล่ม และคนไม่พายวันนี้ต้องช่วยกันพาย เพราะเป็นแพขนาดใหญ่แล้วทุกคนในประเทศขึ้นแพลำเดียวกันแล้ว อย่าพาตนตกน้ำไปด้วยเดี๋ยววันหน้าตนไปก็มาตามไล่ล่ากัน
      อย่างไรก็ตาม เราถือว่าเป็นคนส่วนน้อยในโลกใบนี้ซึ่งในโลกมีทั้งพัฒนาแล้ว กำลังพัฒนา และด้อยพัฒนาไทยเองถือว่าเป็นประธานในประเทศที่กำลังพัฒนา (จี 77) เราต้องดำเนินการตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและนำประชารัฐไปขับเคลื่อนร่วมด้วยซึ่งไทยเราเป็นประเทศเกษตรกรรมพืชใดใช้ต้นทุนสูงบางทีผลประโยชน์ตกอยู่กับนายทุนและพ่อค้าคนกลาง วันนี้นายทุนต้องไม่เอาเปรียบประชาชนซึ่งรัฐบาลก็ออกกฎหมายช่วยด้วยอีกทางหนึ่งแต่คนไทยไม่ชอบกฎหมายวันนี้เราต้องเอากฎหมายมาทำประโยชน์ให้ประชาชนไม่ใช่ให้ประชาชนต่อต้าน
      ยันจำเป็นต้องวางยุทธศาสตร์ 20 ปี หวังสร้างชาติเข้มแข็ง ใครจะเปลี่ยนต้องมีเหตุผลดี ขออย่าตกใจเศรษฐกิจตก ชี้ไทยตกน้อยสุด บ่น ทั้งชีวิตไม่เคยโดนฟ้อง แต่เป็นนายกฯถูกฟ้องยึดอำนาจ ลั่นยึดมาทำให้ประชาชน ปลุกร่วมมือประชารัฐให้ออกผล
      นายกฯ กล่าวว่า เศรษฐกิจในวันนี้ต้องแก้ปัญหาในอดีต ทำวันนี้เพื่อวางอนาคตในวันหน้า นี่คือภาระรัฐบาลนี้ โดยแก้จากล่างขึ้นบนวางยุทธศาสตร์ 20 ปี หากใครที่คิดว่าสิ่งที่รัฐบาลทำวันนี้ทำเพื่อตน ก็รู้สึกเสียใจ ซึ่งตนได้ทำเพื่อพวกท่าน วันนี้ต้องสร้างชุมชนให้เข้มแข็ง ให้มีรายได้เพียงพอ สร้างบ้านให้เข้มแข็ง หากจะเปลี่ยนแปลงอะไรในสิ่งที่ได้ทำวันนี้จะต้องมีเหตุผลให้ดี ส่วนเรื่องเงินกองทุนคงต้องขอเวลารัฐบาลหาเงิน แล้วอย่าไปตกใจกับเศรษฐกิจที่ตก ซึ่งตัวเลขเศรษฐกิจไทยถือว่าตกน้อยสุดกว่าน้อยสุดกว่าประเทศอื่น เพราะเราช่วยกัน สำหรับเงินกองทุน 5 แสนบาท อาจน้อยสำหรับพวกท่านแต่เมื่อคูณจำนวนแล้ว รัฐบาลก็อ่วมเหมือนกัน
      ขอย้ำว่ารัฐบาล ข้าราชการ ประชาชน เอ็นจีโอ ทุกคนต้องเอาเป้าหมายประเทศชาติมาก่อน ต้องรู้หน้าที่ของตัวเอง ส่วนการปรับผังเมืองนั้นรัฐบาลไม่ต้องการให้ใครเดือดร้อน แต่ต้องการพัฒนาให้ดีขึ้น และอย่าไปกลัวทุกอย่างต้องทำประชามติ ประชาพิจารณ์ ทั้งนี้เรื่องแนวคิดให้เช่าที่ดิน 100 ปี 90 ปี ไม่ใช่เราจะขายแผ่นดินให้ต่างชาติ ตนรักษามาทั้งชีวิตการให้เขาเช่าเพื่อให้ในพื้นที่เศรษฐกิจ เพื่อให้เกิดงานเกิดอาชีพ ไม่ได้เช่าแล้วครอบครองทั้งประเทศ
      วันนี้สัญญาระหว่างรัฐบาลคนไทยด้วยกัน จะอยู่ที่ไหนคนไทยทั้งสิ้น เคยฟังหรือไม่จะอยู่ภาคไหนก็ไทยด้วยกัน ไม่ใช่ฟังแต่ขอใจแลกเบอร์โทร เราต้องทำอะไรให้เป็นเรื่องเป็นราว ไม่ใช่หาเรื่องหาราว นี่คืออนาคตของพวกท่าน ทำนิ้วให้มันครบ บางคนมีห้านิ้วแต่เหลือนิ้วเดียวคือนิ้วแห่งความขัดแย้ง มันจะได้อะไรขึ้นมาตอนนี้ ตนไม่เข้าใจ ในชีวิตตนไม่เคยถูกฟ้อง แต่วันนี้มีคนมาฟ้องข้อหายึดอำนาจ ตลกดี บอกเลยที่เอามาก็เอามาทำให้พวกท่านทั้งสิ้น
      ประเทศไทยคือศูนย์กลางแห่งภูมิภาค นั่นคือศักยภาพที่เรามีอยู่แล้ว ต่างประเทศเขาพูดว่าประชาธิปไตยก็เดินไปตามโรดแม็พ ตนพูดแบบนี้ โรดแม็พตนมี ประชาธิปไตยตนไม่ขัดแย้ง ส่วนเรื่องสิทธิมนุษยชนกับการทำผิดกฎหมายคนละเรื่องกันอย่าเอามารวมกัน ฉะนั้นถ้าทำผิดกฎหมายแล้วเจ้าหน้าที่จับกุมอย่ามาร้องว่าละเมิดสิทธิมนุษยชน อย่าให้ใครมาชี้นำพวกท่านในทางที่เสียหายและวันนี้ตนได้ชี้นำอะไรให้ใครเสียหายหรือยัง ที่มายืนตรงนี้รบกวนใครหรือ ชวนไปรบกับใครหรือยัง มีใครเดือดร้อนกับการที่ตนมายืนตรงนี้ ตนไปข่มเหงใครบ้าง วันนี้เรารบกับตัวเองต่อสู้กับความยากจร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นพระมหากษัตริย์ที่ทำสงครามกับความยากจนมาตลอด วันนี้พวกเราจะทำให้พระองค์ท่านไม่ได้หรือ ทำไมไม่ทำให้พระองค์ท่านทรงมีความสุข
      นายกฯ กล่าวด้วยว่า วันนี้เรื่องวัด เรื่องพระก็ว่ากันไปตนไม่ขัดแย้งกับพวกท่าน เดี๋ยวมีเรื่องอีก ตอนนี้กำลังทำหนังสือเล่มหนึ่งที่รวบรวมการปรับพฤติกรรมด้านการปลูกพืช หมักปุ๋ยต่างๆ โดยให้กรมประชาสัมพันธ์รวบรวมมา และจะแจกจ่ายลงสู่จังหวัด อีกประมาณสิบกว่าวันหนังสือเล่มนี้จะออกแล้ว ทั้งนี้เกษตรกรที่ปรับเปลี่ยนวิธีการปลูกพืชวันนี้มีตัวอย่างการสร้างรายได้ให้ตัวเองจำนวนไม่น้อย วันนี้ควรต้องจับกลุ่มกับปลูกพืชและแลกเปลี่ยนก่อนนำส่งสู่ตลาดแปรรูป ไม่ได้หมายความว่าให้เลิกปลูกข้าวหันมาปลูกแห้วมันเป็นไปไม่ได้ แต่ปลูกได้แค่ไหนก็แค่นั้น เพื่อให้อยู่ได้ โดยหนังสือเล่มดังกล่าวคงจะมีเล่มต่อ ๆ ไปตามมาอีก และขอให้อ่าน วันนี้ต้องใจถึงใจมองตารู้กัน ช่วยกันตามแนวประชารัฐสร้างความไว้ใจซึ่งกันและกัน
      “ผมไม่อยากใช้อำนาจทำลายล้างใครทั้งสิ้น มันทำลายกันมาพอแล้ว หวังว่าประชารัฐจะออกดอกออกผล วันนี้ต้องวางผังประชารัฐให้ดีเพื่อให้ออกผลในวันข้างหน้า ให้ทุกคนมีความสุขเร็วที่สุด ไม่ใช่ผ่านมากี่รัฐบาลก็นำร่อง ๆ ที่ผ่านมานำไม่รู้กี่ร่องแล้ว หมดเงินไปเท่าไรไม่รู้ มีทั้งต้นแบบออกแบบ แต่ไม่ออกลูกเสียที ถ้าเป็นประชารัฐจะเกิดความเข้มแข็ง ใครก็เอาอำนาจของตัวเองไปไม่ได้” นายกฯ กล่าว