‘มีชัย’แจงร่างรธน.กำลังพล‘ทบ.’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160219/222729.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันศุกร์ที่ 19 กุมภาพันธ์ 2559
‘มีชัย’แจงร่างรธน.กำลังพล‘ทบ.’

‘มีชัย’ ชี้แจงร่างรธน.ต่อกำลังพลกองทัพบก หวังให้ทหารลงทำความเข้าใจชาวบ้าน ยัน กรธ.มีอิสระในการทำงาน-ไร้ใบสั่ง ย้ำร่างรัฐธรรมนูญเน้นปราบโกง

        เมื่อเวลา 08.00 น. วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2559 ที่กองบัญชาการกองทัพบก นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เป็นประธานชี้แจงความรู้ความเข้าใจต่อร่างรัฐธรรมนูญ ร่างแรกให้กับกำลังพลภายในกองบัญชาการกองทัพบก (ทบ.) โดยนายมีชัย กล่าวชี้แจงกำลังพลตอนหนึ่งว่า ตนยืนยันว่าการดำเนินงานของกรธ.เป็นอิสระ ไม่มีใบสั่งจากใคร และอยู่ภายใต้กรอบตามรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว 2557 รวมถึงจะต้องหาแนวทางในการสร้างความปรองดองด้วย ทำให้เป็นที่มาของชื่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ คือ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับปราบโกง ส่วนที่มาของวุฒิสภา (ส.ว.)นั้น ตนยืนยันว่า ส.ว.จะต้องไม่สังกัดพรรคการเมือง และมาจากการเลือกตั้งทางอ้อม เพราะต้องการให้ประชาชนที่มีความสนใจทางการเมืองเข้ามามีส่วนร่วมโดยตรง ขณะเดียวกันที่มาของนายกรัฐมนตรีนั้นพรรคการเมืองจะต้องเสนอชื่อบุคคลที่มาเป็นนายกรัฐมนตรี 3 ชื่อ ส่วนเหตุผลที่ กรธ.ไม่กำหนดว่าบุคคลเหล่านั้นจะต้องเป็น ส.ส. เนื่องจากวันที่ประกาศรายชื่อบุคคลที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีให้กับประชาชนรับทราบ ยังไม่มี ส.ส.
        นายมีชัย กล่าวต่อว่า สำหรับกระบวนการเลือกตั้งที่ผ่านมามีปัญหาการซื้อสิทธิ์ขายเสียงเป็นจำนวนมากนั้น ก็เพราะกลไกของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ( กกต.) ไม่เข้มงวดพอ ดังนั้น กรธ.จึงสร้างกลไก ของ กกต.ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยกำหนดให้ กกต. มีสิทธิ์ระงับผู้ที่คาดว่าจะทุจริตการเลือกตั้งชั่วคราว จากนั้น จึงเข้าสู่กระบวนการของศาล แต่หากพบว่าทุจริตเลือกตั้งจริงก็จะถูกตัดสิทธิ์ไม่ให้ลงสมัครเลือกตั้งตลอดชีวิต ทั้งนี้ตนเชื่อว่าระบบนี้จะทำให้กระบวนการเลือกตั้งใสสะอาดมากยิ่งขึ้น
        นายมีชัย ยังกล่าวถึงกรณีบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญว่าด้วยงบประมาณรายจ่ายประจำปีของแผ่นดิน ที่ระบุว่าห้ามไม่ให้สมาชิกเข้าไปมีส่วนในการตั้งงบประมาณ และห้ามแปรญัตติเพิ่มว่า บทบัญญัติดังกล่าวมีอยู่แล้ว ไม่ใช่ของใหม่ และทางกรธ. ไม่ได้มีการแก้ไขในบทบัญญัตินี้ เพียงแต่ได้เติมเรื่องบทลงโทษไว้ อย่างไรก็ตามยอมรับว่าเป็นเรื่องจำเป็นที่ต้องเขียนบทลงโทษ เพื่อป้องกันการทุจริต โดยวางมาตรการสำคัญ หากพบว่าคณะรัฐมนตรีทุจริต จะต้องออกจากตำแหน่งทันที และให้ปลัดกระทรวงรักษาการแทน ส่วนประเด็นการปรองดองนั้น กรธ.ได้วางกลไกทั้งหมดเพื่อให้เกิดการปรองดองเป็นระยะ ไม่ให้เกิดทางตัน แต่กรอบที่นายกรัฐมนตรีได้มอบมาให้ กรธ.นั้น ส่วนตัวได้สารภาพแล้วว่ายังคิดไม่ออก แต่จะกำหนดกลไกไว้ในร่างรัฐธรรมนูญ ขณะที่การปฏิรูปการศึกษา และปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม ตนมองว่าหากไม่ปฏิรูป 2 เรื่องดังกล่าว แม้รัฐธรรมนูญจะออกมาดียังไงก็ไม่สามารถแก้ไขปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นได้
        “สำหรับการชี้แจงในครั้งนี้เพื่อให้กำลังพลมีความรู้ความเข้าใจในสาระสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญ และสามารถนำความรู้นั้นไปถ่ายทอด เผยแพร่ให้กับกำลังพล ประชาชนในพื้นที่ ครอบครัวและบุคคลใกล้ชิดให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง”นายมีชัย กล่าว
        จากนั้นนายมีชัย ให้สัมภาษณ์ภายหลังการชี้แจงร่างรัฐธรรมนูญ ว่า วันนี้ตนได้มาเล่า และพูดคุยกับกำลังพลของกองทัพบกว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นอย่างไร และทางกรธ.คิดอย่างไร เพื่อจะได้เข้าใจถูกต้อง เพราะถ้าไปอ่านตัวร่างรัฐธรรมนูญกำลังพลอาจมีความสับสน ซึ่งตอนนี้ยังไม่ได้มีการแบ่งสายไปอบรมที่ใด เพราะยังอยู่ในช่วงปรับเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญอยู่ หากมีหน่วยงานใดเชิญทางกรธ.ไปให้ความรู้ทางเราก็ยินดีไปทุกที่ สำหรับข้อเสนอแนะจากแม่น้ำ 5 สายนั้น ขณะนี้เราจะจัดลำดับข้อเสนอแนะเรียบร้อยแล้ว จากนั้นก็จะนำมาพิจารณา และนำเอาไปปรับปรุงในร่างรัฐธรรมนูญ ทั้งตนชี้แจงว่าทางกรธ.ได้พิจารณาทุกข้อเสนอแนะทั้งหมด ส่วนคำวิพากษ์วิจารณ์ของฝ่ายการเมืองนั้น ตนก็ได้ชี้แจงกับกำลังพลทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นที่มานายกรัฐมนตรี ที่มาส.ว. ซึ่งตนก็จะชี้แจงเหมือนกันทุกที่ ส่วนหน่วยงานบางแห่งก็ชี้แจงในในหมวดอื่น สุดแล้วแต่ว่ากลุ่มคนฟังจะติดใจประเด็นอะไร ทางกรธ.จะชี้แจงในประเด็นนั้น อย่างไรก็ตามทางกองทัพบกไม่ได้ติดใจในเนื้อร่างรัฐธรรมนูญในหมวดใด
        เมื่อถามว่า ทางกำลังพลที่เข้าอบรมได้สอบถามประเด็นอะไร นายมีชัย กล่าวว่า มีกำลังพลมาสอบถามข่าวลือต่างๆที่ประชาชนสงสัย เพราะได้ยินมาเป็นอย่างนี้เป็นเพราะอะไร เพราะฉะนั้นตนก็อธิบายให้กำลังพลเข้าใจถึงความเป็นจริง
        เมื่อถามอีกว่า ในฐานะที่ทหารเป็นหน่วยงานของรัฐที่จะต้องเข้าไปทำความเข้าใจกับประชาชนเกี่ยวร่างรัฐธรรมนูญ ได้ฝากแนวทางเกี่ยวกับการลงประชามติอย่างไร นายมีชัย กล่าวว่า ตนก็ฝากไว้ว่าจะต้องมีความเข้าใจให้ถูกต้อง อย่าไปฟังอะไรที่ผิดๆ ถ้าสงสัยก็ให้มาถามได้ อย่าไปลือกัน เพราะทุกอย่างมีคำตอบ และสามารถอธิบายได้ทั้งหมด
        รายงานข่าวชี้แจงว่า ในวันนี้กองทัพบกได้เชิญกรธ.เพื่อมาชี้แจงทำความเข้าใจให้กับกำลังพล เพื่อลงไปทำความเข้าใจกับประชาชน โดยสิ่งสำคัญอยากให้ประชาชนใช้สิทธิ์ลงประชามติให้เป็นจำนวนมาก เพื่อจะได้เป็นเสียงของประชาชน และจากนี้จะมีการเชิญกรธ.ไปอบรมหน่วยทหารใดก็ขึ้นอยู่กับพล.อ.ธีรชัย นาควานิช ผู้บัญชาการทหารบก ซึ่งจะไม่เน้นกำลังพลอย่างเดียว แต่จะไปให้ความรู้กับครูนักศึกษาวิชาทหาร และนักศึกษาวิชาทหาร (นศท.)ที่ทำหน้าที่รด.จิตอาสา เพื่อต้องการให้ประชาชนเข้าใจมากที่สุด ทั้งนี้หากมีโอกาสต่อไปทางกองทัพบกอาจจะเชิญนายมีชัย ไปชี้แจงสาระสำคัญร่างรัฐธรรมนูญตามกองทัพภาคต่างๆ อย่างไรก็ตามพล.อ.ธีรชัย ได้มอบนโยบายอย่างชัดเจนในการสร้างการรับรู้กับประชาชน ซึ่งกำลังพลจะต้องมีความรู้เกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญก่อน
        ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทางกรมกำลังพลทหารบก นำผู้เข้ารับฟัง 2 กลุ่ม ทั้งนายทหารสัญญาบัตร จำนวน 500 นาย และ นายทหารชั้นประทวน ลูกจ้าง พนักงานราชการ และ ทหารกองประจำการ จำนวน 500 นาย
‘อัฎฐพร-เธียรชัย’ ระบุ กรธ. ไม่คิดใส่ คปป.ไว้ในร่างรธน.ใหม่
        19 ก.พ.59 พล.อ.อัฎฐพร เจริญพานิช กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กล่าวถึงข้อเสนอของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต่อการปรับปรุงเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญ ในข้อ16ที่เสนอให้บัญญัติเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญเพื่อใช้ในช่วงเปลี่ยนผ่านทางการเมือง โดยเสนอให้งดเว้นหลักเกณฑ์บางอย่างเพื่อดูแลสถานการณ์ความเรียบร้อย ว่า ตนได้อ่านคร่าว ๆแล้ว แต่ยอมรับว่าเนื้อหาในข้อ16ดังกล่าวนั้นตนยังไม่เข้าใจ และมีหลายถ้อยคำที่ตนขีดเน้นข้อความไว้ เช่น ช่วงเปลี่ยนผ่าน จะมีความหมายอยู่ในช่วงระยะเวลานานเท่าใด ซึ่งทราบว่ามีสื่อมวลชนพูดว่า3-5ปี แต่ตอนนี้ กรธ.ยังไม่ได้คุยกัน ส่วนที่หลายฝ่ายมองว่าข้อเสนอดังกล่าวจะหมายถึงกำหนดให้มีคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติ (คปป.) หรือไม่นั้น ตนยืนยันว่าไม่มีแน่นอน เพราะกรธ.รับทราบว่า คปป.ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่ผ่านมานั้นเป็นจุดบอด และเป็นข้อเสีย รวมถึงถูกโจมตีอย่างมาก ดังนั้นไม่มีทางที่จะมีเนื้อหาเหมือนกับ คปป. ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่จะมีเนื้อหาอย่างอื่นหรือไม่นั้น กรธ.ยังไม่ได้พิจารณากันแต่ตนขอให้สื่อมวลชนติดตามดูว่าจะไม่มีคปป. อย่างแน่นอน
        “อาจารย์มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรธ. ยืนยันเองว่าจะไม่มีเนื้อหาเหมือนกับ คปป. อย่างแน่นอน แต่หากถามว่าได้อ่านหรือเข้าใจในความหมายหรือไม่นั้น ผมขอตอบว่ากรธ. ยังไม่ได้นำเนื้อหานั้นมาพูดคุยกัน ดังนั้นจึงยังตีความไม่ได้ โดยขณะนี้ข้อเสนอของครม. นั้นได้นำเฉพาะข้อเสนอลำดับต้นๆ มาพิจารณาเท่านั้น” พล.อ.อัฎฐพร กล่าว
        ทางด้านนายเธียรชัย ณ นครกรธ. กล่าวในเนื้อหาข้อเสนอของครม. ในข้อที่16นั้นยังไม่สามารถตีความได้ว่าจะให้มีกลไกเพื่อแก้วิกฤต ที่มีรูปแบบคล้ายกับคปป. ในร่างรัฐธรรมนูญบับที่ผ่านมาหรือไม่ เพราะขณะนี้กรธ. ยังไม่ได้นำเนื้อหามาพิจารณากัน อย่างไรก็ตามยอมรับว่ากลไกแก้วิกฤตทางการเมือง นั้นมีข้อเสนอที่ได้จากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) มาเช่นกัน ทั้งนี้ความเห็นส่วนตัวมองว่าการให้มีกลไกเพื่อแก้วิกฤตทางการเมืองหรือเป็นกลไกกำกับช่วงเปลี่ยนผ่านนั้น คงไม่สามารถบัญญัติในรูปแบบขององค์กรใดๆ ได้ เพราะไม่ใช่เรื่องง่าย ส่วนจะมีกลไกเพื่อแก้ปัญหาที่ไม่ใช่รูปแบบองค์กรหรือไม่ กรธ.ต้องนำมาพิจารณากัน
        “ความเห็นส่วนตัวผมมองว่าการคิดกลไกปรองดอง หรือแก้ไขความขัดแย้งนั้นไม่ง่าย เพราะเมื่อพ้นช่วงเปลี่ยนผ่านไปแล้ว นักการเมืองก็กลับมา ตามระบบการเมืองการปกครองที่เป็นไปตามระบบและทิศทางก็จะเป็นไปตามระบบ ดังนั้นเมื่อเกิดเหตุการณ์ขัดแย้งขึ้นก็ต้องให้เป็นไปตามระบบและธรรมชาติของการแก้ปัญหา” นายเธียรชัย กล่าว

หนทางกู้ศรัทธา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160219/222723.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันศุกร์ที่ 19 กุมภาพันธ์ 2559
หนทางกู้ศรัทธา

หนทางกู้ศรัทธา : บทบรรณาธิการ วันศุกร์ที่ 19 กุมภาพันธ์ 2559

          ดูเหมือนว่า ขณะนี้สังคมชาวพุทธกำลังสับสนกับท่าทีของพระชั้นผู้ใหญ่โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มหาเถรสมาคม ที่มีอำนาจหน้าที่ปกครองสงฆ์ทั้งหมด ยิ่งเมื่อมีพระสงฆ์กลุ่มหนึ่งออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้อง กดดันรัฐบาลด้วยการชุมนุมเฉกเช่นกับการชุมนุมทางการเมืองทั่วไป ตลอดไปจนถึงการยื่นข้อเรียกร้องให้รัฐบาลทำตามความต้องการของตนเอง ก็ยิ่งมีคำถามถึงบทบาทของพระสงฆ์กลุ่มนั้น ซึ่งถือเป็นเรื่องละเอียดอ่อนอย่างยิ่ง เพราะกรณีนี้อาจลุกลามไปที่ความศรัทธาของพุทธศาสนิกชน ในท่ามกลางการซ้อนทับของหลายปัญหา ตั้งแต่มหาเถรสมาคมชี้เรื่องพระลิขิตของสมเด็จพระสังฆราช การตรวจสอบเส้นทางการเงินของสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น มาจนถึง บทสรุปของกรมสอบสวนคดีพิเศษว่า รถยนต์เมอร์เซเดส เบนซ์ จดประกอบ ที่มีสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช เป็นผู้ครอบครองนั้นผิดกฎหมาย
         การออกมาเคลื่อนไหวของเครือข่ายสงฆ์เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา มีข้อเรียกร้องที่ทำให้เห็นชัดเจนว่า เกี่ยวพันโยงใยกันกับกรณีข้างต้น กล่าวคือ 1.ห้ามหน่วยงานภาครัฐเข้ามาก้าวก่ายเรื่องทางสงฆ์ 2.ขอให้รัฐบาลยึดถือธรรมเนียมปฏิบัติอันดีงามที่กระทำสืบกันมา คือการดำเนินการใดๆ เกี่ยวกับการปกครองคณะสงฆ์ ทางรัฐบาลต้องปรึกษา และได้รับความเห็นชอบจากมหาเถรสมาคม (มส.) ก่อน 3.ขอให้นายกรัฐมนตรียึดถือดำเนินการตามมติ มส.ที่เสนอนามสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ) ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ เพื่อสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช และ 4.ขอให้รัฐบาลสั่งเป็นนโยบายให้หน่วยราชการปฏิบัติต่อคณะสงฆ์ด้วยความเคารพ เอื้อเฟื้อ ไม่ข่มขู่คุกคามคณะสงฆ์ ด้วยการใช้กฎหมาย และ 5.ขอให้บรรจุพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติในรัฐธรรมนูญ
          ต่อกรณีดังกล่าว พระไพศาล วิสาโล เจ้าอาวาสวัดป่าสุคะโต อ.แก้งคร้อ จ.ชัยภูมิ เห็นว่า ทั้งหมดทำให้เกิดวิกฤติศรัทธาขึ้น โดยผู้ที่มาชุมนุมไม่ได้คิดแก้ปัญหาเรื่องความเสื่อมศรัทธา และไม่คิดหาวิธีเรียกศรัทธาให้สังคมกลับมายอมรับ มส. หรือยอมรับในการเสนอนามสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์เป็นสมเด็จพระสังฆราช เพราะมัวแต่มุ่งกดดันรัฐบาลมากเกินไป จนลืมนึกถึงศรัทธาของประชาชน และภาพลักษณ์ของพระสงฆ์ที่มาชุมนุม กลับเพิ่มความเสื่อมศรัทธาพระสงฆ์และมส.มากขึ้นไปอีก ซึ่งถ้ารัฐบาลทำตามข้อเรียกร้อง และเสนอนามสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย ก็ไม่ช่วยให้สถานการณ์ต่างๆ ดีขึ้น เพราะประชาชนเกิดความเสื่อมศรัทธาใน มส.และสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ไปแล้ว พระไพศาลยังเสนอทางออกให้มส.เร่งสร้างความกระจ่างทุกกรณีที่เกิดข้อกังขาเพื่อเรียกศรัทธากลับคืนมา โดยเฉพาะ หากสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์กล้าที่จะทำ ก็จะปลดชนวนได้
          ปมปัญหาตอนนี้ ในส่วนของทางโลก หรือรัฐบาลก็คือ จะต้องตัดสินใจอย่างใดอย่างหนึ่งเกี่ยวกับแรงกดดันให้นำชื่อสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย เพื่อทรงสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช ตามมติของมส.ก่อนหน้านี้ ในส่วนของศาสนจักร ย่อมเป็นหน้าที่ของมส. และสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ที่จะต้องคลี่คลายปัญหา อย่างที่เครือข่ายสงฆ์ยื่นข้อเรียกร้องนั้น ก็ค่อนข้างชัดเจนว่า กระทำลงไปเพื่อสมเด็จพระรัชมังคลาจารย์โดยตรงตั้งแต่ข้อ 1 ถึงข้อ 4 ขณะเดียวกัน ในส่วนของชาวพุทธก็จะต้องตั้งมั่นอยู่ในสติ แยกแยะกรณีที่เกิดขึ้น ระหว่างการกระทำส่วนบุคคล กับพระพุทธศาสนา หรือวงการสงฆ์ในองค์รวม ซึ่งถ้าทุกฝ่ายมีสติ มีความจริงใจ ปล่อยวาง และเสียสละตามคำสอนของพระบรมศาสดา วิกฤติการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ ก็จะสามารถคลี่คลายลงได้

ก็แค่ไปสวดมนต์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160219/222724.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันศุกร์ที่ 19 กุมภาพันธ์ 2559
ก็แค่ไปสวดมนต์

ก็แค่ไปสวดมนต์ : โดยวิธีของเราเอง โดย… ไพฑูรย์ ธัญญา

          ยิ่งเลยกึ่งพุทธกาลมากขึ้น สัญญาณแห่งพุทธทำนายก็ส่อรหัสเหตุออกมาให้เห็นอยู่เรื่อยๆ ไม่รู้ว่าคนทุกวันนี้ยังคงเชื่อเรื่องพุทธทำนายที่ว่าด้วยการสิ้นสุดพระพุทธศาสนาอยู่อีกหรือไม่ แต่ล่าสุดสิ่งที่เราไม่คิดว่าจะได้เห็นก็พลันเกิดให้เห็น การปะทะกันระหว่างหมู่ภิกษุกับทหาร ใครถูกใครผิด? ต่างก็ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์ระเบิดเถิดเทิงอยู่โลกโซเชียล แต่ส่วนมากมีความคิดเห็นและความรู้สึกออกไปในทางด่าพระเสียมากกว่า บางคนถึงกับวิเคราะห์ให้เห็นโยงใยสายสัมพันธ์ ที่มาที่ไปของการชุมนุมสงฆ์ที่พุทธมณฑลเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ว่ามันไปพัวพันกับกลุ่มการเมืองไหน อย่างไร แถมสำทับอีกว่า เรื่องนี้จะไม่จบง่ายๆ ดีไม่ดีเราอาจเห็นศาสนาพุทธในบ้านเมืองเราแตกแยกเป็นนิกายแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาดเหมือนบางศาสนา
          นี่ถ้ามองในทัศนะของอธิบดีกรมการศาสนาคนปัจจุบัน ท่านคงร้อนรนรำคาญใจว่า คนไทยพวกนี้ช่างคิดมากเสียเหลือเกิน ทำไมต้องเรียกการชุมนุมของสงฆ์ในครั้งนี้ว่า ม็อบพระ กันด้วย ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว มันไม่ใช่ ท่านยังให้สัมภาษณ์เลยว่า ในหลักการแล้วไม่ใช่ม็อบ “เป็นเรื่องของการรวมตัวกันเพื่อจัดกิจกรรมทางศาสนาเท่านั้นเอง” ท่านเลยออกมาให้สัมภาษณ์ว่า อย่าเรียกว่า “ม็อบพระ” เพราะมันไม่เหมาะสม แต่ดูเหมือนคำพูดของท่านไม่ค่อยมีใครได้ยิน เพราะสื่อส่วนใหญ่ยังคงพาดหัวใช้คำว่า “ม็อบพระ” กันทั้งนั้น แค่ลองเปิดดูในหนังสือพิมพ์ออนไลน์ไม่กี่ฉบับก็ใช้เหมือนๆ กัน เช่น “ม็อบพระสงฆ์ปะทะทหาร” / “ม็อบพระยื่นหนังสือบิ๊กป้อม สงฆ์รับปากไม่มีการค้างคืน” / “แกนนำม็อบพระเข้าทำเนียบ” ฯลฯ
          ข้างฝ่ายพระเมธีธรรมาจารย์ หรือเจ้าคุณประสาร เลขาธิการศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย ที่ออกจะมีบทบาทโดดเด่นในการ รวมตัวกันเพื่อจัดกิจกรรมทางศาสนาของเหล่าพระสงฆ์ ก็ออกจะรับไม่ได้กับการถูกเรียกว่า “ม็อบพระ” ท่านบอกว่า ก็แค่พระรวมตัวกันไปสวดมนต์” หรือเป็นการรวมตัวกันของสงฆ์เพื่อเจริญพระพุทธมนต์” เท่านั้นเอง ไม่เห็นจะมีอะไร
          ดังนั้น เราน่าจะลองพิจารณาสิ่งที่เกิดขึ้นผ่าน การใช้ภาษาของท่านอธิบดีกับท่านเจ้าคุณประสารดูบ้าง บางทีอาจทำให้ญาติโยมทั้งหลายเบาใจไปได้หลายเปราะ คำว่า “การรวมตัวกันเพื่อทำกิจกรรมทางศาสนา” มันก็บอกอยู่ชัดแจ้งแล้วว่า พระท่านหลั่งไหลกันมาจากทั่วสารทิศไม่ได้มีเจตนาอะไรพิเศษไปกว่านี้ ก็แค่ไปทำ “กิจกรรม” อะไรบางอย่างเกี่ยวกับศาสนาเท่านั้นเอง รับรองไม่ใช่ม็อบแน่ๆ และถ้าเอาคำของเจ้าคุณประสารมาประกอบ เราก็จะทราบได้ทันทีว่า อ๋อ กิจกรรมทางศาสนาของบรรดาพระสงฆ์กลุ่มนี้ก็คือ “การไปสวดมนต์” นั่นเอง พระสงฆ์กับการสวดมนต์เป็นของคู่กัน แล้วทำไมพระสงฆ์เรือนหมื่นเหล่านี้จะไปชุมนุมกันสวดมนต์ไม่ได้ ทำไมจะต้องพากันคิดมาก และรุมกันประณามกันเสียๆ หายๆ
          เห็นไหมละว่า ทุกอย่างมันดูปกติธรรมดา และเป็นเรื่องที่ควรจะสบายใจกันได้ ขอให้เราใช้คำเรียกมันให้ถูกต้องเท่านั้นก็พอ ภาษานี่เป็นเรื่องสำคัญนะครับ ท่านผู้อ่านคงเคยเห็นกระบวนการใช้ภาษาในลักษณะนี้มาแล้วบ่อยครั้ง ทีรถบางคันสีดำ ยังถูกเจ้าของติดสติกเกอร์บอกว่า รถคันนี้สีขาวรถสีดำก็กลายเป็นรถสีขาว ไปเฉยเลย เวลาเราขับรถตามหลังรถที่ติดสติกเกอร์ทำนองนี้ เราก็ยังพลอยเชื่อเลยว่ามันสีขาวจริงๆ ฉะนั้นเมื่อท่านอธิบดีกรมการศาสนาและเจ้าคุณประสารท่านติดสติกเกอร์ เอ๊ย! ท่านบอกว่า พระท่านไปรวมตัวกันทำกิจกรรมทางศาสนาด้วยการสวดมนต์ เราก็ควรจะเชื่อได้ ตามตรรกะเดียวกัน
          แต่ก็คงมีญาติโยมหลายคนอาจจะอดตั้งคำถามในใจไม่ได้ว่า การไปสวดมนต์ของพระในครั้งนี้มันดูแปลกๆ อย่างไรไม่รู้สิ เป็นต้นว่า ทำไมต้องรีบร้อนถึงขนาดพระบางรูปลืมปลงผม โกนหนวดเลยก็มี? บางคนถึงกับสงสัยหนักไปอีกว่า พระวัดไหนหนอถึงได้มีความเชี่ยวชาญไม่ต่างจากทหารหน่วยสวาทที่เราเห็นในหนังฮอลลีวุู้ดเลย ก็ดูท่าทางในการ “ล็อกคอ” ทหารนั่นสิ มันบอกอยู่ชัดๆ ว่า มือที่เคยแต่อุ้มบาตรขอข้าวชาวบ้าน กับมือที่เคยแต่สวดมนต์ทำวัตรเช้าเย็น ไม่น่าจะแข็งแรงมั่นคงขนาดนั้น? บางคนอาจตั้งข้อสงสัยอีกว่า ทำไมคุณพระคุณเจ้าทั้งหลายถึงได้กระเหี้ยนกระหือรือที่จะเข้ามาเล่นงานล้อมกรอบทหารอย่างออกหน้าออกตา ทั้งการล้อมรถ เขย่ารถและยกรถ ก็ดูคุ้นๆ คล้ายภาพที่เราเคยเห็นในเหตุการณ์ความขัดแย้งของกลุ่มเสื้อสีเมื่อสีห้าปีก่อน หรือว่าพระกลุ่มนี้ท่านก็ได้ดูทีวีเหมือนเรา แล้วเที่ยวไปจำมาลองทำดูบ้าง? นี่ก็ไม่เว้นแม้แต่คำพูดที่พระห่มจีวรสีกรักรูปหนึ่ง ประกาศตอนที่ขึ้นไปยึดรถบรรทุกของทหารว่า อาตมารับผิดชอบเองมันก็ฟังคล้ายกับตอนที่ใครบางคนสั่งให้ม็อบไปเผาบ้านเผาเมืองยังไงไม่รู้?
          ไม่ต้องสงสัยหรือตั้งคำถามอะไรทำนองนี้หรอกท่าน คิดไปให้ปวดหัวทำไม ก็บอกแล้วไงว่า แค่ไปสวดมนต์เท่านั้นเอง

‘เจไอ’ใช้แนวปฏิรูป:‘ไอเอส’เน้นแนวปฏิวัติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160219/222722.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันศุกร์ที่ 19 กุมภาพันธ์ 2559
‘เจไอ’ใช้แนวปฏิรูป:‘ไอเอส’เน้นแนวปฏิวัติ

‘เจไอ’ ใช้แนวปฏิรูป:‘ไอเอส’ เน้นแนวปฏิวัติ : วิถีโลกมุสลิมโลก โดย… ศราวุฒิ อารีย์

          นับตั้งแต่วินาศกรรมกลางกรุงจาการ์ตา เมื่อเดือนมกราคม ที่ผ่านมา กระแส “การก่อการร้ายสากล” ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็กลายเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจยิ่ง ล่าสุด ซิดนีย์ โจนส์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการก่อการร้ายในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้แสดงทัศนะว่า กองกำลังติดอาวุธ “ญามาอะฮ์ อิสลามมียะฮ์” (เจไอ) เริ่มกลับมาเคลื่อนไหวอีกครั้งหลังเงียบหายไปหลายปี โดยพยายามสรรหาสมาชิกรอบใหม่ รวมถึงระดมทุนและส่งแนวร่วมไปฝึกที่ซีเรีย
          ข้อคิดเห็นของ ซิดนีย์ โจนส์ ต่างจาก อะบู รูซัยดาน แกนนำกลุ่มเจไอ ที่ยืนยันว่ากลุ่มตนได้เปลี่ยนมาเคลื่อนไหวแบบสันติวิธี เพราะต้องการเอาชนะใจประชาชนก่อนสร้างรัฐอิสลาม ส่วนกรณีสมาชิกเจไอที่เดินทางไปซีเรียนั้น ก็เป็นเพียงเพื่อช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมเท่านั้น
          ขณะที่เจไอปัจจุบันก็แตกต่างกับการเคลื่อนไหวของกลุ่ม “ไอเอส” (หรือกลุ่มรัฐอิสลามแห่งอิรักและซีเรีย) มาก คำถามจึงเกิดขึ้นว่า อะไรคือความแตกต่างระหว่างกลุ่มเจไอกับกลุ่มไอเอส?
          NavhatNuraniyah จากศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านความมั่นคงแห่งชาติ (Centre of Excellence for National Security: CENS) ของสิงคโปร์ อธิบายประเด็นนี้ไว้น่าสนใจครับ เขาบอกว่า เจไอถือเป็นนักรบญิฮาดรุ่นเก่าที่พยายามหลีกเลี่ยงไม่ก่อความรุนแรง โดยเฉพาะหลังปี 2007 เพราะสมาชิกระดับปฏิบัติการจำนวนมากถูกกวาดล้างจับกุม แต่ก็ยังมีกลุ่มของนายนูรดีนท็อป ที่ยังก่อการทำลายผลประโยชน์ของตะวันตกต่อไปจนกระทั่งเขาถูกสังหารในปี 2009 นับจากนั้นมาการก่อเหตุก็เป็นไปอย่างสะเปะสะปะ ทำกันแบบส่วนตัว ส่วนใหญ่พุ่งเป้าไปที่ตำรวจ
          อีกเหตุผลที่เจไอเลิกก่อการรุนแรงคือ สมาชิกอาวุโสส่วนใหญ่เห็นว่ามันไม่ได้ผล ไม่สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ของการก่อการ เพราะมุสลิมส่วนใหญ่ไม่เอาด้วย พวกเขาเห็นว่า การใช้ความรุนแรงในแนวปฏิวัติควรเป็นวิธีการในอนาคต หลังจากที่มุสลิมโลกส่วนใหญ่พร้อมจะยอมรับสนับสนุนฉะนั้นการเคลื่อนไหวในขณะนี้ควรเน้นงานด้านการกุศลช่วยเหลือสังคมและสร้างความตระหนักรู้แก่ประชาคมมุสลิมในเรื่องญิฮาดผ่านการศึกษา
          กลุ่มนับรบญิฮาดของอินโดนีเซียรุ่นใหม่แตกต่างจากเจไอรุ่นเก่าในหลายเรื่อง คนเหล่านี้ไม่ได้เติบโตมาจากการเป็นนักเรียนศาสนา แต่มีภูมิหลังที่มาที่หลากหลาย ไม่ได้ถูกบ่มเพาะหลักการและมีความชำนาญการรบจากการฝึกฝนแบบเจไอรุ่นเก่า ที่น่าสนใจคือ นักรบญิฮาดรุ่นใหม่บางกลุ่มเริ่มต้นรวมตัวจากสื่อโซเชียลด้วยซ้ำไป แต่ไม่ว่ากลุ่มเก่าอย่างเจไอ หรือนับรบรุ่นใหม่ ซึ่งส่วนใหญ่คือเยาวชน ต่างก็มีเป้าหมายร่วมกันอยู่ นั่นคือ การสถาปนา “รัฐอิสลาม” ตามแนวคิดของพวกเขา
          สิ่งที่แตกต่างคือ ช่วงเวลาของการใช้ความรุนแรงเพื่อก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ สำหรับเจไอพวกเขาเริ่มเปลี่ยนวิธีการ แต่นักรบญิฮาดรุ่นใหม่กลับมีความเห็นที่แตกต่าง เยาวชนเหล่านี้มองว่า การต่อสู้ด้วยความรุนแรงต้องดำเนินต่อไป
          อย่างไรก็ตาม เมื่อสงครามกลางเมืองซีเรียปะทุขึ้นจนกลายเป็นสมรภูมิที่ดึงดูดนักรบญิฮาดจากทั่วโลก นักรบญิฮาดรุ่นใหม่ในอินโดนีเซียจึงตอบรับกับพัฒนาการที่เกิดขึ้นอย่างกระตือรือร้น พวกเขาสร้างความชอบธรรมเพื่อทำการญิฮาด โดยอธิบายสมรภูมิซีเรียว่า เป็นสงครามระหว่างซุนนีย์-ชีอะฮ์ อันเป็นการต่อสู้ระหว่างความดีและความชั่ว ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของสัญลักษณ์ของโลกยุคสุดท้าย
          คำอธิบายลักษณะนี้ถูกเผยแพร่ปลุกกระแสผ่านการตีพิมพ์หนังสือ การบรรยายในงานต่างๆ เกี่ยวกับความเป็นไปในสงครามซีเรีย ตลอดจนสื่อออนไลน์ต่างๆ จนกลายเป็นแรงบันดาลใจของนักรบญิฮาดรุ่นใหม่ในการเข้าร่วมกับไอเอสในซีเรียและอิรัก

แถลงการณ์พระอาการ’ในหลวง’ฉบับที่21

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160218/222701.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันพฤหัสบดีที่ 18 กุมภาพันธ์ 2559
แถลงการณ์พระอาการ'ในหลวง'ฉบับที่21

แถลงการณ์สำนักพระราชวัง เรื่อง ‘ในหลวง’ เสด็จ ฯ มาประทับ ณ โรงพยาบาลศิริราช ฉบับที่ 21

                      เมื่อเวลา 19.25 น. วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2559  สำนักพระราชวังออกแถลงการณ์ เรื่อง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จ ฯ มาประทับ ณ โรงพยาบาลศิริราช ฉบับที่ 21 ความว่า
                      วันนี้ คณะแพทย์ผู้ถวายการรักษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้รายงานพระอาการประชวรที่ประกาศให้ทราบ เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2559 ว่า อุณหภูมิพระปรอท (ไข้) ลดลง อัตราการหายพระทัยลดความเร็วลง พระอาการเหนื่อยลดน้อยลง อัตราพระชีพจรลดความเร็วลง ผลของการตรวจพระโลหิตด้วยวิธีพิเศษทางห้องปฏิบัติการที่ได้รับรายงานมาบ้างแล้ว ยังไม่พบการอักเสบจากเชื้อโรค ผลจากการตรวจพระโลหิตด้านการชี้วัดการอักเสบติดตามพระอาการแสดงว่า ยังมีการอักเสบในพระวรกาย ส่วนการอักเสบที่พระข้อลดน้อยลง
                      คณะแพทย์ ฯ ยังคงถวายพระโอสถปฏิชีวนะสองขนานทางหลอดพระโลหิตต่อไป กับถวายออกซิเจนร่วมกับการถวายกายภาพบำบัดด้วย และรอผลการตรวจด้วยวิธีพิเศษที่ยังไม่ได้รับ กับติดตามพระอาการอย่างใกล้ชิดต่อไป
                      จึงประกาศมาเพื่อทราบด้วยทั่วกัน สำนักพระราชวัง 18 กุมภาพันธ์ 2559

‘นายกฯ’ลั่น!ขัดแย้งตั้ง‘สังฆราช’ไม่ได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160218/222692.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันพฤหัสบดีที่ 18 กุมภาพันธ์ 2559
‘นายกฯ’ลั่น!ขัดแย้งตั้ง‘สังฆราช’ไม่ได้

‘นายกฯ’ ลั่น!ตั้ง ‘สังฆราช’ ไม่ได้หากยังมีปัญหาอยู่ ชี้ทุกฝ่ายต้องปฏิรูปใจตัวเองก่อน มอบ ‘สุวพันธุ์-วิษณุ’ หาทางออก ‘สงฆ์’ ปัด ‘โอบามา’ กดดันไทยเร่งคืนปชต.

       18 ก.พ.59 เมื่อเวลา 13.40 น. ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ให้สัมภาษณ์ถึงความชัดเจนในการแก้ไขความขัดแย้งของพระสงฆ์ในเรื่องการแต่งตั้งพระสังฆราชองค์ใหม่ว่า “ผมเดาไม่ผิด เห็นไหม ที่คิดไว้ว่าคำถามแรกจะต้องเป็นเช่นนี้ อย่างไรก็ตามเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการต่อไป เพราะปัญหาไม่ได้เกิดตอนนี้ เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นมานานแล้ว ถึงวันนี้จึงต้องมาตัดสินเอาแพ้เอาชนะ เอากฎหมายมาว่ากัน ซึ่งผมได้มอบหมายให้นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กับนายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯไปหาทางออกอยู่ เพราะฉะนั้นผมยังไม่ขอตอบในตอนนี้ ทั้งนี้ก็ต้องการทางออกกันจนได้ ประเด็นสำคัญคือหากอีกฝ่ายอ้างกฎหมายแล้วอีกฝ่ายก็อ้างกฎหมาย รัฐบาลจะทำอย่างไรในเมื่อมีกฎหมายทั้งสองทาง เพราะฉะนั้นจึงอยากให้คนไทยทบทวนว่าการใช้กฎหมายมาต่อสู้กันนั้นเป็นอย่างไร ซึ่งมันไม่ผิดหรอกเพราะกฎหมายมีคนละฉบับ คนละเรื่อง แต่ถ้านำมาปนกันก็จะตีกันทั้งหมดทุกเรื่อง ส่วนเรื่องแนวคิดการดีเบตของพระสงฆ์นั้นผมก็พูดไปว่าให้มาพูดคุยกัน แต่ผมเห็นแล้วว่าเขาทำกันมาโดยตลอดอยู่แล้ว ความจริงรมต.สุวพันธุ์ก็ทำอยู่ในประเด็นที่ยังมีความขัดแย้ง”
       เมื่อถามว่า รัฐบาลจะถือโอกาสในขณะนี้ปฏิรูปพระสงฆ์ด้วยหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ขอถามกลับหน่อยว่าจะให้ปฏิรูปอะไร จะปฏิรูปแบบไหน วันนี้ขอให้ปฏิรูปใจของตัวเองก่อนดีกว่า วันนี้เรามีทั้งไทยพุทธ ไทยอิสลาม แต่ทั้งหมดก็ต้องปฏิรูปใจตัวเองก่อน ไม่ว่าจะใครก็แล้วแต่ “ผมเป็นรัฐบาล แล้วผมก็เป็นไทยพุทธ แต่ผมก็ต้องดูแลศาสนาอื่นด้วย แล้วทำไมเราไม่มาร่วมมือกันทำเพื่อให้อยู่ร่วมกันอย่างสันติ เพราะฉะนั้นถ้ายังมีปัญหาอยู่ก็แต่งตั้งไม่ได้อยู่ดี เพราะว่าผมคงไม่เอาความขัดแย้งขึ้นมาให้มันเป็นเรื่องเป็นราว นี่คือกฎหมาย ถ้าผมจะทำอะไรผมรู้ดี มันมีกฎหมายแล้วหน้าที่ของมันอยู่ แต่อยากถามว่าคนอื่นรู้จักหน้าที่ของตัวเองบ้างไหมเล่าว่าทำอย่างไรจะลดความขัดแย้ง อีกฝ่ายก็อ้างแต่การกระทำความผิดเยอะแยะไปหมด อยากถามว่าจบหรือยัง แล้วมันจะจบได้อย่างไร”
       เมื่อถามย้ำว่า จะถือโอกาสแก้กฎหมายเพื่อให้พระสงฆ์ถือครองทรัพย์สินที่มีค่าด้วยหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า สื่อเคยพูดให้เกิดความเข้าใจในสิ่งที่ตนจะทำบ้างหรือไม่ ขนาดตนบอกสื่อให้ไปช่วยชี้แจง อธิบายว่าควรจะต้องแก้ไขจุดนั้นจุดนี้ สื่อยังไม่ช่วยเลย แล้วจะให้ออกกฎหมายอย่างเดียวจะฟังกันหรือไม่ ให้ย้อนกลับไปฟังสิ่งที่ตนได้ตอบข้อแรกก่อนแล้วกัน”
‘นายกฯ’  ลั่นสหรัฐฯมีมารยาทพอ ไม่กดดันคืนประชาธิปไตย
       18 ก.พ. เวลา 13.30 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสต่างชาติกดดันไทยในเรื่องประชาธิปไตยตามสื่อโซเชียลมีเดีย ว่า “ใครกดดัน เขากดดันผม หรือเปล่า ถ้าเป็นเช่นนั้นผมไม่กล้ากลับมา แล้วก็ไม่กล้าไปด้วย คนเขามีมารยาทเพียงพอ และอีกอย่างเขาเห็นว่าอาเซียนเป็นภูมิภาคที่สำคัญในโลกใบนี้ เราเป็นส่วนหนึ่งของอาเซียน ฉะนั้นเขาแยกแยะกันออก”
       นายกฯ กล่าวว่า หลายเรื่องมีลำดับความก้าวหน้าด้วยซ้ำไม่ว่าจะเรื่องความมั่นคง เศรษฐกิจ การค้า การลงทุน ตนเห็นเขาก็คุยดีด้วยทั้งนั้น โดยนายบารัค โอบาม่า ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ก็ให้กำลังใจเมื่อทราบว่าบ้านเรากำลังเดินหน้าเรื่องประชาธิปไตย ก็ขอให้มีความสำเร็จ เขาไม่ได้มากดดันว่าต้องทำให้เร็ว ทำเดี๋ยวนี้ ไม่เช่นนั้นจะถูกลงโทษ เรื่องแบบนี้ไม่มี มีแต่คนไทยที่พยายามให้เป็นแบบนั้น ตนก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน ว่าทำไม ในเมื่อเราต้องการปฏิรูปประเทศ เราก็ต้องเคารพกติกาสากล
       “การเป็นประชาธิปไตย เราก็ต้องมีขั้นตอนของเรา แล้วทำไมเราต้องกดดันกันเอง ผมก็ไม่เห็นเขารังเกลียดรังงอนอะไรผม แต่อาจจะมีบางคนต้องเสียใจ เพราะคิดว่าอาจจะไม่ได้จับมือ เขาก็จับผมแน่น เขามีมารยาท เข้าใจหรือเปล่า” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
       นายกฯ กล่าวต่อว่า สิ่งสำคัญคือกลุ่มอาเซียนได้แสดงความเข้มแข็ง รวมกลุ่มกันมีมติชัดเจนในแต่ละเรื่องที่เห็นพ้องต้องกัน คือทั้งหมดจะต้องมีการพูดคุยเจรจาหาทางออกโดยสันติวิธี เป็นต้น ตนคิดว่าอย่าไปตั้งประเด็นว่าคนโน้น คนนี้ ชอบหรือไม่ชอบเรา เพราะเป็นธรรมดาประเทศประชาธิปไตยมาชมเชยตนไม่ได้อยู่แล้ว แต่เขาดูว่าทำอะไรอยู่ แต่มีพวกเราบางคนพยายามพูดสิ่งที่ไม่ดีให้เขาได้ยิน นั่นเป็นสิ่งที่ทำลายตัวเอง และทำลายชาติ ตรงนี้ตนไม่อยากจะว่า ส่วนเรื่องที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ว่า การประชุมครั้งนี้เราไปเข้าข้างคนอื่นเรื่อยเปื่อย วันนี้รัฐบาลต้องเดินทุกด้าน ทั้งในเรื่องเศรษฐกิจ การเมือง อย่างเป็นอิสระในโลกนี้ โดยต่อไปจะต้องมีการประชุมอาเซียน-อินเดีย อาเซียน-รัสเซีย แล้วเราจะไปอยู่ข้างไหน เอาแต่มองว่าแบ่งข้างจนไม่ลืมหูลืมตา ขนาดต่างประเทศก็ยังไปแบ่งให้เขาอีก แล้วโลกใบนี้จะอยู่ได้ไหม
       ด้านนายดอน ปรมัติวินัย รมว.ต่างประเทศ กล่าวว่า การเดินหน้าไปประชุมที่สหรัฐอเมริกาในครั้งนี้ ผู้นำไทยได้รับการต้อนรับจากนายบารัค โอบามา ประธานธิบดีสหรัฐอเมริกาอย่างดี เหมือนกับประเทศอื่นๆ ในอาเซียน และวันนี้ถือว่าประเทศมหาอำนาจอย่าง สหรัฐฯให้ความสำคัญกับประเทศในกลุ่มอาเซียนไม่น้อย โดยนายบารัค โอบามา มีแนวคิดเตรียมจัดตั้งอาเซียน ยูเอส คอนเนค(ASEAN-US CONNECT) ใน 3 ประเทศ ประกอยด้วย อินโดนีเซีย สิงคโปร์ และไทย ส่วนกรณีที่มีการนำเสนอข่าวว่าสหรัฐฯ กดดันไทยเรื่องประชาธิปไตยในไทยนั้น ยืนยันว่า ไม่เป็นเช่นนั้น เพราะในการแถลงข่าวกับสื่อมวลชนประธานาธิบดีสหรัฐฯ อยากให้ประชาธิปไตยของไทยกลับมา พูดเพียงสั้นเท่านั้น เช่นเดียวกับเมียนร์มา ทางสหรัฐฯ ยังสนับสนุนความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน
‘นายกฯ’ ลั่นไม่อนุญาตให้กลุ่มการเมืองดีเบตกับกรธ. เรื่องรธน.
       พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงข้อเสนอให้มีการจัดดีเบตเนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญระหว่างกลุ่มการเมือง และคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ว่า “คงไม่ต้องมีการดีเบต เพราะมีการทำประชามติ รับฟังความคิดเห็นอยู่แล้ว จะดีเบตอะไรกันหนักหนา ทำไมมันยุ่งอะไรกันหนักหนาเรื่องรัฐธรรมนูญไทย ตนเห็นว่าเป็นเรื่องสำคัญ และเป็นอนาคตของประเทศ แต่ต้องดูก่อนว่า ไม่ว่าจะเขียนหรือไม่เขียนกฎหมาย แต่ปัญหาอยู่ที่ว่ายอมรับก็หมายกันหรือไม่ ไปเน้นกันตรงนี้ ต่อให้เขียนวิลิศมาหราอย่างไร ไม่ว่าจะเป็นทางไหนก็ตามมีปัญหาหมด เพราะคนไม่รับกฎหมาย จึงต้องไปทบทวนคนเหล่านั้นถ้าทุกคนจะเดินหน้าประเทศไปให้ได้ ไปสู่ความมั่นคง และปลอดภัยในวันหน้า และมีการพัฒนาที่ยั่งยืน ถ้าทุกคนร่วมมือกันและอยู่ภายใต้กฎหมายไม่จำเป็นต้องเขียนอะไรใหม่ก็อยู่ได้ วันนี้อยู่กันได้หรือไม่ ถ้าเขียนใหม่แล้วจะอยู่กันได้หรือ นี่คือคำถามของผม ให้ถามเขากลับไปแบบนี้ ให้คนที่คัดค้านอยู่ตอนนี้มาดีเบตกับผมแบบนี้ไม่ต้องไปดีเบตกับใคร ว่าที่ผ่านมามันดีหนักหนาอย่างไร เคารพกฎหมายแค่ไหน”
‘นายกฯ’ เผยวันหน้ามีความเข้าใจระหว่างกันกับสื่อดีขึ้น อาจเพิ่มคำถาม
       ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในการให้สัมภาษณ์ภายหลังเดินทางกลับจากการปฏิบัติภารกิจที่ประเทศสหรัฐฯของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ห้องรับรองพิเศษ สนามบินสุวรรณภูมิ ถือเป็นการให้สัมภาษณ์ครั้งแรก ภายหลังจากมีการจัดระเบียบสื่อมวลชนประจำทำเนียบรัฐบาลใหม่ให้สามารถตั้งคำถามต่อนายกฯได้เพียง 4 คำถามเท่านั้น โดยสำนักโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีได้จัดพื้นที่สำหรับสื่อมวลชนโดยนำสายพานมากั้นพื้นที่ระหว่างโพเดียมนายกฯ และผู้สื่อข่าว โดยมีการจัดเก้าอี้ และไมโครโฟนเพื่อให้ผู้สื่อข่าวได้แนะนำตัวก่อนตั้งคำถามนายกฯ ตามมาตรการจัดระเบียบ ซึ่งทางพ.อ.หญิงทักษดา สังขจันทร์ ผู้ช่วยโฆษกประจำสำนักนายกฯ ได้มาทำความเข้าใจและสอบถามประเด็นคำถามกับผู้สื่อข่าวก่อนสัมภาษณ์นายกฯ อย่างไรก็ตามในเวลา 15.00 น. วันเดียวกันนี้พล.อ.ประยุทธ์จะนำคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้าลงนามถวายพระพรพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่โรงพยาบาลศิริราช
       ทั้งนี้พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวถึงมาตรการใหม่ที่ให้สื่อมวลชนตั้งคำถามได้เพียง 4 คำถามในแต่ละครั้งของการให้สัมภาษณ์ว่า “เลขสี่มันดีมั้ง เจ๊ก หนอ ซา สี่ เลขสี่ดี ถ้าโหงวไม่ค่อยหรอกเพราะมันเกิน ถ้าวันหน้ามันคุยกันรู้เรื่อง แล้วมันดีขึ้นช่วยชี้แจงทำความเข้าใจ มันก็อาจจะเป็นสี่ ห้า หกก็ได้ วันนี้สตาร์ทสี่ก่อน เลขดี โอเคนะ ขอบคุณสวัสดี”
       ผู้สื่อข่าวรายงานว่าหลังให้สัมภาษณ์จบ นายกฯได้เดินจากโพเดียมเพื่อขึ้นรถเดินทางกลับทันที ขณะที่มีกลุ่มให้สนับสนุนประมาณ 10 คนที่มารอให้กำลังใจบริเวณด้านหน้าห้องรับรองพร้อมได้ส่งเสียง “นายกฯสู้” ซึ่งนายกฯก็ได้โบกมือทักทายพร้อมกล่าวขอบคุณ ก่อนที่จะขึ้นรถเดินทางกลับออกไปทันที โดยนายกฯได้เดินทางเข้าทำเนียบฯ ก่อนที่เวลา 15.00 น. พล.อ.ประยุทธ์จะนำคสช.ร่วมลงนามถวายพระพรพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่โรงพยาบาลศิริราช

ทบ.ผลิตจรวดหลายลำกล้องนำวิถีรุ่นDTI-1Gเสริมเขี้ยวเล็บใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160218/222677.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันพฤหัสบดีที่ 18 กุมภาพันธ์ 2559
ทบ.ผลิตจรวดหลายลำกล้องนำวิถีรุ่นDTI-1Gเสริมเขี้ยวเล็บใหม่
ทบ.ผลิตจรวดหลายลำกล้องนำวิถีรุ่นDTI-1Gเสริมเขี้ยวเล็บใหม่
ทบ.ผลิตจรวดหลายลำกล้องนำวิถีรุ่นDTI-1Gเสริมเขี้ยวเล็บใหม่
ทบ.ผลิตจรวดหลายลำกล้องนำวิถีรุ่นDTI-1Gเสริมเขี้ยวเล็บใหม่
ทบ.ผลิตจรวดหลายลำกล้องนำวิถีรุ่นDTI-1Gเสริมเขี้ยวเล็บใหม่

ทบ.ผลิตจรวดหลายลำกล้องนำวิถีรุ่นDTI-1Gเสริมเขี้ยวเล็บใหม่ : ตะลุยกองทัพ โดย… ทีมข่าวความมั่นคง

 

          นับเป็นความก้าวหน้าอีกขั้นของสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ หรือ สทป. ที่เป็นองค์กรมหาชนภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงกลาโหม โดยมี พล.อ.สมพงศ์ มุกดาสกุล เป็น ผอ.สปท.ในการผลิตต้นแบบระบบจรวดหลายลำกล้องแบบนำวิถี DTI-1G ส่งมอบให้แก่กองทัพบก ผ่าน พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานรับมอบ เพื่อนำเข้าประจำการ กองพันทหารปืนใหญ่ที่ 712 จ.ลพบุรี
          สำหรับจรวดหลายลำกล้องแบบนำวิถี DTI-1G ถูกพัฒนาต่อยอดมาจากต้นแบบจรวดหลายลำกล้องแบบไม่นำวิถี DTI-1 ที่มีระยะยิงไกล 180 กม. และเป็นโครงการแรกของ สปท.โดยได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากประเทศจีนทั้งสองแบบก่อนจะส่งมอบให้กองทัพบกนำไปใช้เมื่อปี 2554 และประสบปัญหายิงไม่ตรงเป้า จึงมีการปรับแก้ในด้านเทคนิคจนสามารถใช้งานได้ ก่อนจะพัฒนามาเป็น DTI-1G
          โครงการวิจัยและพัฒนาจรวดหลายลำกล้องแบบนำวิถี DTI-1G ได้มีการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือวิจัยและพัฒนาระบบจรวดหลายลำกล้องแบบนำวิถี ระหว่างกองทัพบก และ สทป. เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2556 เพื่อส่งมอบจำนวน 3 ระบบ ให้กองทัพบกนำไปทดลองใช้งาน ภายหลังสภากลาโหมได้มีมติเห็นชอบแผนการพัฒนาขีดความสามารถด้านการวิจัยเทคโนโลยีจรวดและอาวุธนำวิถีของ สทป.
          เนื่องจากกองทัพไทยได้เล็งเห็นถึงความสำคัญในการจัดหาจรวดและอาวุธนำวิถีเข้าประจำการอยู่จำนวนหนึ่ง เพราะถือเป็นยุทโธปกรณ์ที่มีบทบาทในการสงครามและการป้องกันประเทศเชิงรุก เนื่องจากมีระยะยิงไกล มีอำนาจการทำลายล้าง และมีความแม่นยำสูง แต่ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการ ตามแผนการเสริมสร้างกำลังกองทัพ อีกทั้งเป็นอาวุธที่มีเทคโนโลยีสูง การปรนนิบัติรักษา และซ่อมบำรุงมีความซับซ้อน ขณะที่อำนาจการรบของประเทศรอบบ้านมีการพัฒนายุทโธปกรณ์จรวดที่มีศักยภาพสูงและเพิ่มจำนวนมากขึ้น
          ดังนั้น จึงมีความจำเป็นต่อการเสริมสร้างความเข้มแข็งด้านยุทโธปกรณ์ของกองทัพ เสริมอำนาจการยิงของกองทัพให้เพียงพอแก่การป้องกันตนเอง ซึ่งการพัฒนาจรวดและอาวุธนำวิถีที่พัฒนาโดยหน่วยงานวิจัยของไทยเข้าประจำการ จะทำให้กองทัพไทยสามารถพึ่งพาตนเองด้านเทคโนโลยีได้อย่างมั่นคง เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการป้องกันประเทศ รักษาผลประโยชน์และดุลยภาพความมั่นคงของชาติ รวมทั้งเป็นอำนาจต่อรองในการเจรจากรณีเกิดความขัดแย้งระหว่างประเทศด้านการเมืองและเศรษฐกิจ

 

‘สุวพันธุ์’เผย‘นายกฯ’ห่วง‘สงฆ์’ขัดแย้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160218/222674.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันพฤหัสบดีที่ 18 กุมภาพันธ์ 2559
‘สุวพันธุ์’เผย‘นายกฯ’ห่วง‘สงฆ์’ขัดแย้ง

‘สุวพันธุ์’ เผย ‘นายกฯ’ ห่วง ‘สงฆ์’ ขัดแย้ง ย้ำไม่จำเป็นต้องแก้โดยดีเบตออกสื่อ หวั่นขยายรอยร้าว

18 ก.พ.59 เวลา 09.00 น. ที่วัดสามพระยา นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวในการบรรยายถวายความรู้แด่พระสังฆาธิการผู้เข้ารับการฝึกซ้อมอบรมเพื่อแต่งตั้งเป็นพระอุปัชฌาย์ ว่า รัฐบาลให้ความเคารพคณะสงฆ์ทุกฝ่าย โดยเฉพาะพล.อ ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ได้ส่งข้อความแสดงความเป็นห่วงสถานการณ์ความขัดแย้งของคณะสงฆ์ที่เกิดขึ้นมาให้ตนทุกวัน เพราะรับผิดชอบสำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติ(พศ.) ล่าสุดเมื่อเช้านี้ระหว่างเดินทางกลับจากประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน-สหรัฐฯ สมัยพิเศษ นายกฯได้ส่งข้อความมาอีกครั้งโดยกำชับให้หาวิธีทำให้เกิดความเข้าใจในคณะสงฆ์ พร้อมทั้งย้ำว่าปัญหาที่เกิดขึ้นไม่จำเป็นต้องจัดให้มีการดีเบตออกสื่อ
อย่างไรก็ตาม นายสุวพันธุ์ ให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมว่า เหตุผลที่ไม่ต้องการให้มีการดีเบต เพราะไม่ต้องการให้ความเห็นที่แตกต่างขยายตัว เรื่องนี้ได้หารือกับนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีว่าจะใช้วิธีพูดคุยหารือทำความเข้าใจกับคณะสงฆ์หลายๆฝ่าย รวมถึงการปฎิรูปพระพุทธศาสนาเป็นการแก้ปัญหาเชิงสร้างสรรค์
เมื่อถามถึง กรณีที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) ทำการสอบสวนกรณีรถเบนซ์ของสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (สมเด็จช่วง) เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ นายสุวพันธุ์ กล่าวว่า ต้องไปดูรายละเอียดเพราะเป็นเรื่องข้อกฎหมายกระทบกับหลายส่วน และยอมรับปัญหาที่เกิดขึ้นพระผู้ใหญ่หลายรูปได้แสดงความเป็นห่วง ตนรู้สึกหนักใจ แต่ยืนยันว่าทุกปัญหามีทางออกแต่จะต้องใช้ระยะเวลา

‘จตุพร’ถูกเรียกเข้ามทบ.11หลังแสดงความคิดเห็นตั้งพระสังฆราช

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160218/222673.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันพฤหัสบดีที่ 18 กุมภาพันธ์ 2559
‘จตุพร’ถูกเรียกเข้ามทบ.11หลังแสดงความคิดเห็นตั้งพระสังฆราช

“จตุพร” ถูกเรียกเข้า มทบ.11 หลังแสดงความคิดเห็นตั้งพระสังฆราชองค์ใหม่ และการใช้งบขุดลอกคลองกว่า 1,400 ล้านบาท ของ อผส.

          วันที่ 18 ก.พ.59 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลาประมาณ 12.30 น. ทหารได้เดินทางมาพบ นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ที่สถานีโทรทัศน์ peace tv เพื่อพูดคุยถึงกรณีที่นายจตุพรได้แสดงความคิดเห็นในกรณีการแต่งตั้งพระสังฆราชองค์ใหม่ และการใช้งบขุดลอกคลองกว่า 1,400 ล้านบาทขององค์การทหารผ่านศึก (อผส.) โดยทหารได้พูดคุยกับนายจตุพร และแกนนำนปช.อยู่ครู่ใหญ่ ก่อนที่จะเชิญนายจตุพรให้เดินทางไปยังมทบ.11พร้อมกับเจ้าหน้าที่ทหาร

รบ.เผยยอดผู้สมัคร‘กอช.’6เดือนทะลุ4แสนราย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160218/222672.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันพฤหัสบดีที่ 18 กุมภาพันธ์ 2559
รบ.เผยยอดผู้สมัคร‘กอช.’6เดือนทะลุ4แสนราย

‘โฆษกรบ.’ เผยยอดผู้สมัคร ‘กอช.’ 6 เดือน ทะลุกว่า 4 แสนราย แนะผู้ประกันตนตามมาตรา 40 กรณีบำนาญชราภาพ แจ้งความจำนงโอนย้ายไปเป็นสมาชิก กอช.ได้ภายใน 23 มี.ค.นี้

       18 ก.พ.59 พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยรายงานล่าสุดจากกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) ว่า ยอดผู้สมัครสมาชิก นับจากวันเปิดกองทุนคือ 20 ส.ค. 2558 จนถึงวันที่ 12 ก.พ. 2559 หรือประมาณ 6 เดือน มีจำนวนสมาชิกทั้งสิ้น 400,388 ราย คิดเป็นยอดเงินออมรวม 558,695,319.73 บาท
       พล.ต.สรรเสริญ กล่าวว่า ประชาชนเห็นความสำคัญของการเก็บออมเพื่ออนาคต ต้องการสร้างหลักประกันความมั่นคงให้แก่ตนเองหลังเกษียณ โดยมีรายละเอียดการเปิดบัญชีกองทุนการออมแห่งชาติผ่านสถาบันการเงินต่าง ๆ ดังนี้ ธนาคารกรุงไทย จำนวน 26,378 ราย ยอดออม 88,951,402.75 บาท ธนาคารออมสิน จำนวน 153,070 ราย ยอดออม 210,557,288.99 บาท ธกส. จำนวน 220,868 ราย ยอดออม 259,053,227.99 บาท และผ่านสนง.กองทุนการออมแห่งชาติโดยตรง จำนวน 72 ราย ยอดออม 133,400.00 บาท
       พล.ต. สรรเสริญ กล่าวอีกว่า รัฐบาลมีนโยบายที่จะเพิ่มประสิทธิภาพการออมทรัพย์และสร้างหลักประกันการจ่ายบำนาญแก่ประชาชนเมื่อเข้าสู่วัยเกษียณ โดยเปิดโอกาสให้ผู้ประกันตนตามมาตรา 40 แห่งพ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ. 2533 ที่เคยได้รับสิทธิประโยชน์ทดแทนกรณีชราภาพ สามารถโอนย้ายไปเป็นสมาชิก กอช. ได้ เพื่อที่รัฐจะได้ดูแลสวัสดิการเงินบำนาญชราภาพเพียงแห่งเดียว โดยแจ้งความจำนงต่อ สนง.ประกันสังคม ผ่านสนง.ประกันสังคมกรุงเทพฯ หรือต่างจังหวัดทุกจังหวัด ให้โอนเงินส่วนที่เป็นบำนาญชราภาพไปเป็นเงินตั้งต้นการออมกับ กอช. ภายใน 23 มี.ค.59 ซึ่งขณะนี้กอช.ได้เตรียมพร้อมรับการโอนข้อมูลและเงินบำนาญชราภาพของผู้ประกันตนแล้ว
       พล.ต.สรรเสริญ กล่าวว่า ส่วนผู้ประกันตนที่ไม่ประสงค์จะโอนเงินดังกล่าวไปยังกอช.สำนักงานประกันสังคมจะจ่ายเงินบำเหน็จชราภาพในส่วนที่ผู้ประกันตนได้ส่งเงินสมทบไว้ และในส่วนที่รัฐบาลอุดหนุนคืนให้แก่ผู้ประกันตน เนื่องจากผู้ประกันตนตามมาตรา 40 กรณีบำนาญชราภาพ ได้สิ้นสภาพลงโดยผลของกฎหมายทันทีหลังจากมี พระราชกฤษฎีกายกเลิกการดำเนินการตามมาตรา 40 ดังกล่าว โดยปกติผู้ที่สมัครสมาชิก กอช. จะสามารถออมเงินได้ปีละไม่เกิน 13,200 บาทตามที่กฎหมายกำหนด แต่สำหรับผู้ประกันตนที่โอนเงินไปยัง กอช. จะสามารถออมเงินในฐานะสมาชิกของกอช. ได้ โดยมียอดเงินที่โอนมาจากประกันสังคมเข้าไปรวมด้วย เพื่อคำนวณหายอดเงินบำนาญรายเดือนที่สมาชิกจะได้รับต่อไป
       ทั้งนี้เมื่อผู้ประกันตนได้แจ้งความจำนงต่อ สำนักงานประกันสังคมแล้ว สามารถติดต่อสมัครสมาชิก กอช. ได้ที่ธนาคารกรุงไทย ธนาคารออมสิน และธ.ก.ส. ได้ทันที โดยไม่ต้องรอให้การถ่ายโอนข้อมูลแล้วเสร็จ เพื่อที่สมาชิกจะได้ออมเงินและรับเงินสมทบจากรัฐบาลโดยเร็ว โดยหากมีข้อสงสัยสอบถามได้ที่ สนง.ประกันสังคมทุกแห่ง หรือโทร. 1506 ตลอด 24 ชม.
‘นายกฯ’ ห่วงปัญหาหมอกควันภาคเหนือ กำชับ จนท.ควบคุมดูแล
       พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ขณะนี้ในพื้นที่ภาคเหนือ 9 จังหวัด เริ่มมีปัญหาหมอกควันและไฟป่า โดยมีค่าฝุ่นละอองขนาดเล็กเกินมาตรฐานในบางจังหวัด ส่งผลต่อสุขภาพของประชาชนบางส่วน รวมทั้งทัศนวิสัยในการมองเห็น ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลได้เตรียมพร้อมรับมือกับปัญหาหมอกควันและไฟป่าทั่วประเทศไว้แล้ว แต่จำเป็นต้องขอความร่วมมือจากทุกฝ่ายให้ปฏิบัติตามแผนงานที่วางไว้อย่างจริงจัง ทั้งนี้ สถานการณ์ไฟป่าและปัญหาหมอกควันล่าสุด ระหว่าง 1 ต.ค.58 – 13 ก.พ.59 มีไฟป่าเกิดขึ้นทั่วประเทศ 808 ครั้ง พื้นที่ป่าเสียหายไป 11,055.06 ไร่ โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือซึ่งมีลักษณะเป็นแอ่งกระทะและมีภูเขาล้อมรอบ มีไฟป่าเกิดขึ้นถึง 303 ครั้ง
       โดยระหว่าง 14 – 16 ก.พ. 59 ตรวจพบค่าฝุ่นละอองขนาดเล็กอยู่ที่วันละ 144 – 152 ไมโครกรัมต่อ ลบ.ม. ซึ่งเกินจากค่ามาตรฐาน 120 ไมโครกรัมต่อ ลบ.ม. เช่นที่ จ.ลำพูนและจ.ลำปาง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อระบบทางเดินหายใจของประชาชนและผู้ป่วยโรคตาแดง โรคหัวใจและหลอดเลือด และโรคผิวหนังอักเสบ เป็นต้น
       พล.ต.สรรเสริญ กล่าวต่อว่า รัฐบาลกำหนดให้แต่ละจังหวัดใช้กลไกประชารัฐในการแก้ไขปัญหา โดยให้ผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอ ทำหน้าที่บูรณาการความร่วมมือกับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แบ่งหน้าที่และพื้นที่รับผิดชอบ ครอบคลุมพื้นที่เกษตรกรรม พื้นที่ป่าอนุรักษ์และป่าสงวนแห่งชาติ และพื้นที่ริมทางหลวง เฝ้าระวัง ระดมกำลังคน จัดหาอุปกรณ์ ระงับการเผาป่าหรือวัสดุการเกษตรโดยใช้วิธีการแปรรูปแทน จัดทำมาตรการบรรเทาผลกระทบ และประชาสัมพันธ์สร้างจิตสำนึกร่วมกันในการป้องกันปัญหา
       “นายกฯติดตามการป้องกันและแก้ไขปัญหาหมอกควันและไฟป่ามาโดยตลอด โดยเน้นย้ำว่าปัญหาไฟป่าซึ่งเป็นสาเหตุของหมอกควัน ส่วนใหญ่เกิดจากฝีมือมนุษย์ เช่น การเผาไร่เพื่อเตรียมการเพาะปลูก การเผาป่าเพื่อหาของป่าและล่าสัตว์ การเผาวัสดุเหลือใช้จากการเกษตร เป็นต้น ดังนั้น เพื่อไม่ให้ปัญหาหมอกควันที่มักเกิดขึ้นเป็นประจำทุกปีในช่วง ม.ค. – เม.ย. มีความรุนแรงมากเกินไปจนเข้าสู่ขั้นวิกฤต จึงขอความร่วมมือประชาชนในพื้นที่ปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่โดยเคร่งครัด โดยคำนึงถึงความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ระยะสั้นของตนเอง พร้อมทั้งได้กำชับให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติตามแผนงาน ควบคุมดูแล และบังคับใช้มาตรการทางกฎหมายอย่างเข้มงวดกับผู้ฝ่าฝืน”
       พล.ต.สรรเสริญ กล่าวว่า กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จะเปิดศูนย์อำนวยการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่าและหมอกควันแห่งชาติ ประจำปี 2559 อย่างเป็นทางการ ในวันศุกร์ที่ 19 ก.พ.59