‘ประวิตร’ไม่ยุ่งขัดแย้ง‘สงฆ์’วอนอยู่ในกติกา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160218/222669.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันพฤหัสบดีที่ 18 กุมภาพันธ์ 2559
‘ประวิตร’ไม่ยุ่งขัดแย้ง‘สงฆ์’วอนอยู่ในกติกา

“ประวิตร”ขอไม่ยุ่งขัดแย้ง“สงฆ์”วอนอยู่ในกติกาไม่อยากให้ทะเลาะกัน โยน“กรธ.”พิจารณา เปิดเวทีให้ฝ่ายการเมือง ดีเบต “ร่างรธน.”

          วันที่ 18 ก.พ.59 พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม กล่าวถึงปัญหาพระสงฆ์ในขณะนี้ว่า ไม่ขอตอบเรื่องพระ เพราะตนเป็นฆราวาส ปล่อยให้สงฆ์เป็นผู้ดำเนินการ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ชี้แจงเรื่องดังกล่าวไปแล้ว ในส่วนของพระก็มีกติกา ถ้าคุยกันไม่รู้เรื่องก็ว่ากันไปตามกฎหมาย แต่ไม่อยากให้ทะเลาะกัน เนื่องจากทุกเรื่องก็เกี่ยวกับความมั่นคงทั้งสิ้น
             ส่วนกรณีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ)จะกรณีสอบสวนรถเบนซ์ของสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (สมเด็จช่วง) เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ หรือไม่นั้น ตนยังไม่ทราบ เพราะไม่ใช่ดีเอสไอ ส่วนที่พรรคเพื่อไทยเสนอให้นำตัวแทนพรรคการเมือง มาดีเบตเรื่องรัฐธรรมนูญผ่านสื่อ เป็นเรื่องที่ทำกันอยู่แล้ว แต่ต้องรอให้นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ(กรธ.) และคณะร่างรัฐธรรมนูญให้เสร็จก่อน ส่วนจะดีเบตหรือไม่ จะให้ กรธ.เป็นผู้ดำเนินการ เพราะเชื่อว่ามีเวลาในการแสดงความเห็นร่างรัฐธรรมนูญอยู่แล้ว

เปิดประตูสู่การศึกษาเอกภพด้วยคลื่นความโน้มถ่วงของไอน์สไตน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160218/222667.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันพฤหัสบดีที่ 18 กุมภาพันธ์ 2559
เปิดประตูสู่การศึกษาเอกภพด้วยคลื่นความโน้มถ่วงของไอน์สไตน์

เปิดประตูสู่การศึกษาเอกภพด้วยคลื่นความโน้มถ่วงของไอน์สไตน์ : กระดานความคิด โดย… ดร.มณีเนตร เวชกามา ภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

          เป็นเวลา 100 ปีหลังจากอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ได้ทำนายการมีอยู่ของคลื่นความโน้มถ่วง นักวิทยาศาสตร์แห่ง The Laser Interferometry Gravitational Wave Observatory หรือ LIGO ได้ยืนยันการวัดคลื่นความโน้มถ่วงได้เป็นครั้งแรก โดยสามารถวัดคลื่นความโน้มถ่วงที่เกิดจากการรวมกันของหลุมดำ 2 หลุม ซึ่งมีมวล 29 และ 36 เท่าของมวลดวงอาทิตย์ อยู่ห่างจากโลก 1,300 ล้านปีแสง หลุมดำทั้งสอง โคจรรอบกันและกันก่อนที่จะรวมกันกลายเป็นหลุมดำขนาด 62 เท่าของมวลดวงอาทิตย์ และปลดปล่อยคลื่นความโน้มถ่วงซึ่งเคลื่อนที่ไปทุกทิศทุกทางด้วยความเร็วแสง เกิดการกระเพื่อมของกาล-อวกาศโดยรอบ นอกจากจะเป็นการยืนยันการมีอยู่ของคลื่นความโน้มถ่วงและหลุมดำแล้ว ยังเป็นการเปิดประตูบานใหญ่ในการศึกษาเอกภพอีกด้วย
          ในปี 1916 ไอน์สไตน์ได้ทำนายการมีอยู่ของคลื่นความโน้มถ่วงในทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปของเขา ทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปได้อธิบายกลไกการเกิดแรงโน้มถ่วงว่ามาจากการโค้งของกาล-อวกาศรอบๆ มวลสาร เมื่อมวลสารเกิดการเคลื่อนที่ กาล-อวกาศจึงเกิดการกระเพื่อม ปลดปล่อยคลื่นความโน้มถ่วงออกมาทุกทิศทุกทาง เสมือนคลื่นน้ำที่เกิดการกระเพื่อมเมื่อเราโยนก้อนหินลงน้ำ ในเอกภพจึงมีคลื่นความโน้มถ่วงเกิดขึ้นมากมาย นับตั้งแต่เอกภพในยุคแรกเริ่มหลังบิ๊กแบง คลื่นความโน้มถ่วงเหล่านี้เคลื่อนที่ไปทั่วทั้งจักรวาล พกพาข้อมูลของกาล-อวกาศในแต่ละยุคไปพร้อมกับการกระเพื่อมของมัน นักวิทยาศาสตร์ได้พยายามทำการวัดคลื่นความโน้มถ่วงเรื่อยมาเพื่อพิสูจน์ผลจากทฤษฎีสัมพัทธภาพของไอน์สไตน์ แต่คลื่นความโน้มถ่วงนี้มีความเข้มน้อยมาก เราจึงต้องหามวลสารที่ทำให้เกิดการกระเพื่อมของกาล-อวกาศที่รุนแรง ดังเช่น การหมุนรอบกันของดาวนิวตรอน หลุมดำ หรือการระเบิดของซูเปอร์โนวา เป็นต้น
          อย่างไรก็ตาม รัสเซลส์ ฮัลส์ (Russell Hulse) และโจเซฟ เทย์เลอร์ (Joseph Taylor) ได้ศึกษาระบบดาวนิวตรอนคู่ซึ่งโคจรรอบกัน พวกเขาพบว่าในเวลาประมาณ 30 ปี คาบการโคจรของดาวนิวตรอนคู่นี้ลดลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นผลจากการสูญเสียพลังงานในการแผ่คลื่นความโน้มถ่วงสู่กาล-อวกาศรอบๆ นั่นเอง นับเป็นการค้นพบคลื่นความโน้มถ่วงทางอ้อม ส่งผลให้พวกเขาได้รับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ในปี ค.ศ. 1993
          ในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2016 ที่ผ่านมา ทีมนักวิทยาศาสตร์ของ LIGO ได้ยืนยันว่าในวันที่ 14 กันยายน 2015 ได้มีการตรวจพบคลื่นความโน้มถ่วงที่เกิดจากรวมกันของหลุมดำสองหลุม โดยเครื่องตรวจวัดคลื่นความโน้มถ่วง ที่สถานี LIGO สองแห่ง ซึ่งห่างกัน 3,000 กิโลเมตร เครื่องมือตรวจจับคลื่นความโน้มถ่วงนี้ประกอบได้ด้วยกระจกสี่บาน โดยสามารถวัดการแทรกสอดของแสงเลเซอร์ที่ผ่านกระจกเหล่านี้ เมื่อคลื่นความโน้มถ่วงเดินทางมาถึงจะทำให้เกิดการยืดหดของกาล-อวกาศรอบกระจกเหล่านี้ ส่งผลต่อรูปแบบการแทรกสอดของแสงเลเซอร์ สัญญาณที่ตรวจวัดได้ สอดคล้องกับการรวมตัวกันของหลุมดำที่ได้จากทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปของไอน์สไตน์
          การค้นพบของ LIGO ไม่เพียงแต่เป็นการยืนยันการมีอยู่ของคลื่นความโน้มถ่วง และการรวมตัวกันหลุมดำเท่านั้น แต่ยังเป็นก้าวสำคัญในการศึกษาเอกภพจากคลื่นความโน้มถ่วง ซึ่งจะเปิดเผยข้อมูลของเอกภพในยุคแรกเริ่มโดยก่อนหน้านี้ถูกจำกัดไว้เพียงการศึกษาด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเท่านั้น ขณะนี้เอกภพมีอายุประมาณ 14,000 ล้านปีหลังจากจุดกำเนิดของเอกภพหรือบิ๊กแบง จากการ “มอง“ เอกภพด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าหรือแสงเราสามารถมองเห็นเอกภพย้อนไปไกลได้ถึง 3 แสนปีหลังบิ๊กแบง แต่จากการค้นพบของ LIGO นักวิทยาศาสตร์หวังที่จะพัฒนาเครื่องมือที่มีความละเอียดมากขึ้น เพื่อที่จะสามารถ “ฟังเสียง” เอกภพในยุคบิ๊กแบงที่ถูกซ่อนเร้นไว้นานถึง 14,000 ล้านปีได้ !

‘เขมรแดง’บนแผ่นฟิล์ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160218/222663.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันพฤหัสบดีที่ 18 กุมภาพันธ์ 2559
'เขมรแดง'บนแผ่นฟิล์ม
'เขมรแดง'บนแผ่นฟิล์ม

“เขมรแดง” บนแผ่นฟิล์ม : มนุษย์สองหน้า โดย… แคน สาริกา

          คนไทยอาจสนใจข่าวอาจารย์หนูนั่งเครื่องบินไปพนมเปญ เพื่อสักยันต์ให้ แองเจลีนา โจลี นักแสดงสาวชื่อดังก้องโลก โดยไม่มีใครสนใจข่าวสารการเดินทางมาพำนักอยู่ในกัมพูชานานนับเดือนว่าเธอมาทำอะไร?
          กลางเดือนกันยายน ปีที่แล้ว มีรายงานข่าวว่า แองเจลีนา โจลี เข้าพบ สมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา เพื่อหารือเกี่ยวกับโครงการภาพยนตร์เรื่อง “First They Killed My Father : A Daughter of Cambodia Remembers” ที่เขียนโดย เลือง อุง นักเขียนและนักสิทธิมนุษยชน ซึ่งได้บันทึกความทรงจำของเด็กหญิงคนหนึ่งที่รอดชีวิตจากระบอบเขมรแดง
          ดังที่ทราบว่า ยุคสมัยการปกครองของเขมรแดง มีการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวเขมรถึง 2 ล้านคน โดยสมเด็จฮุน เซน ก็สนับสนุนให้ “โจลี” สร้างหนังเรื่องนี้ เพื่อให้คนรุ่นใหม่ได้เข้าใจถึงการโค่นระบอบเขมรแดง และการสถาปนารัฐกัมพูชาใหม่
          เดือนธันวาคม “โจลี” พร้อมครอบครัวเดินทางมากัมพูชา เพื่อเตรียมการถ่ายทำหนัง และเธอได้มีโอกาสเข้าร่วมงาน 2015 International Cambodia Film Festival จัดขึ้นในกรุงพนมเปญ
          แบรต พิตต์ สามีของโจลี ให้สัมภาษณ์นิตยสาร Glamour ว่า “ผมเชื่อว่าบทบาทของแองเจลีนาในฐานะผู้สร้างภาพยนตร์นั้น เพิ่งจะเริ่มต้น และหากในอนาคตเธออยากจะสร้างหนังร่วมกับผมอีก ผมก็มีคำตอบเดียวให้เธอ คือใช่”
          ว่ากันว่า แรงบันดาลใจที่เธอเลือกสร้างหนังเรื่องนี้ เพราะกัมพูชาเป็นบ้านเกิดของ “ฟอร์ด แมดด็อกซ์” ลูกชายวัย 14 ปี ลูกชายบุญธรรมที่โตมาจากสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า และเธอรับมาเลี้ยงดูเมื่อปี 2545 ในช่วงที่เธอรับบทนำในหนังเรื่อง Tomb Raider ที่ถ่ายทำในอุทยานประวัติศาสตร์พระนคร แหล่งมรดกโลกของกัมพูชา
          วันนี้ “แมดด็อกซ์” กำลังโตเป็นหนุ่ม โจลีก็หวังให้ลูกบุญธรรมได้จดจำและระลึกว่า ตนเองเป็นใครมาจากไหน
          การถ่ายทำฉากสุดท้ายของหนังเรื่องนี้คือ ฉากกองทัพเขมรแดงยึดพนมเปญ เมื่อ 17 เมษายน 2518
          ทีมงานโจลีได้ยึดเอาเมืองพระตะบองเป็นสถานที่ถ่ายทำฉากใหญ่ โดยปิดเมือง 5 วัน เพื่อจำลองสถานการณ์ในอดีต
          ประวัติศาสตร์นาฏกรรมแห่งชาวกัมพูชาในเวลานั้น บันทึกไว้ว่า กลุ่มเขมรฝ่ายขวานำโดย นายพลลอนนอล ก่อรัฐประหารยึดอำนาจ “กษัตริย์สีหนุ” ในเดือนมีนาคม 2513 พร้อมกับสาธารณรัฐเขมร ที่มีสหรัฐอเมริกาให้การสนับสนุน
          การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองดังกล่าวส่งผลให้พรรคคอมมิวนิสต์จีนหนุนช่วย “พรรคคอมมิวนิสต์กัมพูชา” หรือ “เขมรแดง” ก่อการลุกฮือต้านรัฐบาลลอนนอลในเขตชนบท และเช้าตรู่วันที่ 17 เมษายน 2518 ตรงกับวันปีใหม่ของชาวกัมพูชา กองทัพเขมรแดงก็เคลื่อนเข้ายึดกรุงพนมเปญ ปิดฉากรัฐบาลเขมรฝ่ายขวา
          การปกครองภายใต้การนำของพรรคคอมมิวนิสต์กัมพูชา นำมาซึ่งโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ของมวลมนุษยชาติ เมื่อมีชาวเขมรนับล้านคนถูกฆ่าตายในทุ่งสังหาร ประเมินว่ามีผู้เสียชีวิต 2 ล้านคน นับเป็นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ที่เลวร้ายที่สุดของศตวรรษที่ 20
          สมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรีที่โตมาจากกองทัพเขมรแดง ได้กล่าวย้ำอยู่เสมอว่า ความโหดร้ายของพลพตทำให้เขาและคณะเขมรกู้ชาติตัดสินใจก่อการล้มล้างระบอบเขมรแดงเมื่อปี 2522
          นักการเมืองจอมเก๋าแห่งพนมเปญ จึงวาดหวังให้หนังของโจลีเป็นบทเรียนสำคัญแก่คนรุ่นใหม่กัมพูชา ได้เข้าใจว่า กว่าจะเป็นกัมพูชาที่กำลังรุ่งเรืองในปัจจุบัน พวกเขาเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายมาอย่างไรในอดีต
          หากไม่มีวันนั้น ก็ไม่มีวันนี้ หนังของโจลีจะเป็นส่วนหนึ่งของการบอกเล่าประวัติศาสตร์บาดแผลแห่งการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์

ราชภักดิ์โปร่งใส’เซียนอุ๊’แจง20ล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160217/222660.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันพุธที่ 17 กุมภาพันธ์ 2559
ราชภักดิ์โปร่งใส'เซียนอุ๊'แจง20ล้าน

‘พิศิษฐ์’ เผย ‘เซียนอุ๊’ เข้าให้การแล้ว ยันเงินบริจาค 20 ล้าน เป็นค่าปรึกษา 5 โรงหล่อพระบรมรูปบูรพกษัตริย์แห่งสยาม 7 พระองค์ ประดิษฐานในอุทยานราชภักดิ์

                      17 ก.พ. 59  ความคืบหน้าการตรวจสอบความโปร่งใสโครงการก่อสร้างอุทยานราชภักดิ์ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งก่อนหน้านี้สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ออกมาระบุว่า การตรวจสอบรายรับ-รายจ่าย ที่เกี่ยวข้องกับโครงการก่อสร้างอุทยานราชภักดิ์ไม่พบสิ่งผิดปกติ โดยเฉพาะในส่วนของเงินบริจาคกว่า 900 ล้านบาท ทั้งส่วนที่บริจาคผ่านกองทุนสวัสดิการกองทัพบก หรือมูลนิธิราชภักดิ์ เพราะมีใบเสร็จยืนยันการบริจาคชัดเจน เหลือเพียงประเด็นเดียวที่ต้องตรวจสอบคือ การหล่อพระบรมรูปอดีตพระมหากษัตริย์แห่งสยามทั้ง 7 พระองค์ ว่ามีการเรียกรับค่าหัวคิวจากโรงหล่อตามที่เป็นข่าวหรือไม่ รวมถึงมีการตั้งราคาจัดซื้อจัดจ้างที่สูงผิดปกติหรือไม่ ซึ่งอยู่ระหว่างการเรียกตัว นายวัชรพงศ์ ระดมสิทธิพัฒน์ หรือ อุ๊ กรุงสยาม เซียนพระที่คอยทำหน้าที่ประสานงานหาเจ้าของโรงหล่อ มาสอบปากคำนั้น
                      ล่าสุด นายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส ผู้ว่าการ สตง.ให้สัมภาษณ์ในรายการเจาะลึกทั่วไทย อินไซด์ไทยแลนด์ ว่า โชคดีมาก หลังจากที่มีหนังสือเชิญไป ครั้งแรกปฏิเสธมาว่า ไม่อยู่ ไม่สะดวก เกรงเรื่องปัญหาความไม่ปลอดภัยต่างๆ แต่พอถึงเวลาคงได้คิดว่า การมาให้ข้อมูลข้อเท็จจริงกับองค์กรตรวจสอบน่าจะเป็นทางออกที่จะสร้างความกระจ่างให้แก่สังคม ให้แก่ชีวิตตัวเองด้วย ท่านเดินทางเข้ามาชี้แจงด้วยความสมัครใจเมื่อเดือนมกราคม เราก็เซฟไว้เล็กน้อย ไม่อยากไปประโคมข่าวให้เขากระทบอะไรมาก แต่ข้อเท็จจริงเราได้บันทึกปากคำ บันทึกเสียงในการสอบถามข้อเท็จจริง ท่านก็เต็มใจให้ข้อเท็จจริงทั้งหมด
                      นายพิศิษฐ์ กล่าวว่า สรุปแล้วเราได้ข้อเท็จริงเกี่ยวกับเงิน 20 ล้านบาท นายวัชรพงศ์ยอมรับว่า เงิน 20 ล้านบาท เป็นคนเอามาบริจาคในนามของ 5 โรงหล่อ ถามว่าเงินที่เอามาจากบัญชีไหน เราก็ตามไปดูบัญชีนั้น นายวัชรพงศ์ก็ยืนยันว่าใช่ เป็นบัญชีของสยามปุระ ซึ่งเป็นโรงหล่อของนายวัชรพงศ์เอง ในทางตรวจสอบเขาก็เปิดเผยแสดงหลักฐานว่า ค่อนข้างจะมีบทบาทในเรื่องการช่วยเหลือ การให้ความคิดเห็น การคุมงาน การแนะนำ การแก้ไขปัญหา ระหว่างงานของ 5 บริษัท เพราะฉะนั้นสิ่งที่นายวัชรพงศ์บอกว่า เอาเงินมาจากไหนก็เอาเงินมาจากในส่วนที่ 5 โรงหล่อทยอยจ่ายให้นายวัชรพงศ์เป็นค่าใช้จ่าย เป็นค่าที่ปรึกษา ซึ่งเราได้ตรวจสอบดูแล้ว เท่าที่มีการมอบแล้ว 5 โรงหล่อก็ยืนยันไม่มีค่าใช้จ่ายส่วนอื่นนอกเหนือจากนี้ รวมๆ แล้วลักษณะเป็นการร่วมกันลงขันให้ได้ 20 ล้านบาท เพื่อเป็นค่าที่ปรึกษาให้แก่เซียนอุ๊ แต่ไม่ได้ให้เงินเป็นก้อนครั้งเดียว เป็นการทยอยรับ
                      “เราดูแล้วไม่มีมากกว่านี้ ในทางโรงหล่อที่เป็นคนจ่ายค่าใช้จ่ายตัวนี้ ทาง สตง.ก็ขอตรวจสอบทางบัญชีการเงินเพื่อสอบยันในข้อเท็จจริง ซึ่งช่วงนี้อยู่ระหว่างที่เขาปิดบัญชี เพื่อที่จะไปแสดงค่าใช้จ่ายต่อกรมสรรพากร ซึ่งเราจะติดตามลงบัญชีการเสียภาษีทางด้านสรรพากร ซึ่งโรงหล่อแต่ละแห่งยืนยันว่าเขามีค่าใช้จ่ายด้านโสหุ้ย ไม่เกินร้อยละ 10 ซึ่งอยู่ในเกณฑ์ที่เขาพอจะเจียดมาจ่ายเป็นค่าใช้จ่ายในส่วนที่เขาควรจะกำไร ดูแล้วยังไม่ได้เกินอะไรที่เกินความเหมาะสม ในทางบัญชี ในทางสรรพากรก็พอรับได้” นายพิศิษฐ์ กล่าว
                      ถามว่า สรุปว่า 5 โรงหล่อร่วมกันจ่ายเงิน 20 ล้านบาท ให้เซียนอุ๊ ต่อมา 20 ล้านของเซียนอุ๊ได้ไปนั้นประสงค์จะคืนกลับไปที่ 5 โรงหล่อ แต่ไม่รับคืน เอาไปบริจาคให้มูลนิธิ นายพิศิษฐ์กล่าวว่า เอาไปบริจาคให้กองทุนราชภักดิ์ ยังไม่ถึงมูลนิธิ ซึ่งทางกองทุนได้ออกใบเสร็จรับเงินลงรับเข้าบัญชีถูกต้อง
                      นายพิศิษฐ์ตอบต่อข้อถามว่าทำไมต้องคืน 20 ล้าน ทำไม 20 ล้านต้องไปบริจาคกองทุน ว่า เซียนอุ๊บอกว่า หลังจากที่ได้รับเงินไป เอาไปทำวัดส่วนหนึ่ง และได้ข้อคิดจากหลายฝ่ายที่ให้ข้อคิดเห็นว่า ในการช่วยเหลืองานนี้ที่ไปช่วยแก้ปัญหาไม่ควรที่จะไปรับผลประโยชน์ตัวนี้ โรงหล่อแม้เขาจะให้ด้วยความเสน่หา สมัครใจ หรือจะอย่างไรก็ตาม มีวิธีการที่เขาคิดได้ก็คือ เมื่อเห็นมีข้อติติงอย่างนี้แล้วเลยคิดว่า แสดงให้เห็นว่า เจตนาที่ทำไม่ได้หวังผลอะไร และเงินที่เอาไปสร้างวัดอีกวัดหนึ่งก็ไม่เป็นไรเขาก็รับผิดชอบเอง จึงเอาเงินที่รวมๆ แล้วได้รับมา 20 ล้าน มาคืนกองทุนราชภักดิ์
                      นายพิศิษฐ์ กล่าวว่า สิ่งที่ สตง.พยายามพิสูจน์ การทำงานที่ได้รับค่าตอบแทนเป็นค่าที่ปรึกษานั้น มีความสมเหตุสมผลหรือไม่ เราก็มีข้อเท็จจริงที่เซียนอุ๊ยืนยัน จากองค์ละ 70 กว่าล้าน เหลือแค่ 15, 42 ล้าน หรือบางองค์ที่ยากหน่อยก็ 50 ล้าน องค์ไหนหล่อไปแล้วก็มาช่วยกันระดมสมองหาทางให้มันทันเวลา พวกนี้คืองานที่เซียนอุ๊ทำ เขาก็ไม่ได้เป็นนักเลงหัวไม้ที่อยู่ดีๆ มาขู่เอาเงินใคร ดูจากผลงานสยามปุระ ก็มีผลงานอันนี้คือข้อเท็จจริงสุด
                      นายพิศิษฐ์ กล่าวว่า ตอนนี้เหลืออยู่ประเด็นเดียว ที่มาของคำว่า “ค่าหัวคิว” หมายถึงอะไร อย่างไร เหลือสอบอีกนิดเดียวก็จะพร้อมแถลงข้อเท็จจริง มีข้อเท็จจริงที่ต้องถามเพิ่มอีกปากสองปากเท่านั้น
                      ถามว่า รอสอบปากคำอีก 2 นายทหารใช่หรือไม่ นายพิศิษฐ์ กล่าวว่า ไม่จำเป็นต้องรอ เพราะไม่รู้จะไปหาที่ไหน แต่มีคนที่เกี่ยวข้องพอที่จะอ้างอิงได้ และเราก็ไปถามข้อเท็จจริงความชัดเจนเพื่อให้เกิดความสบายใจ ส่วนของ ป.ป.ท.รอสอบนายทหาร 1-2 นาย ที่จะหาข้อเท็จจริง โดยต้องการความชัดเจนว่าเป็นหัวคิวหรือไม่ พูดจากหลักฐานอะไร เราจะได้เข้าไปดูข้อเท็จจริง ตรงนั้นเป็นอย่างไร เพื่อคลายปมให้ได้ ตอนนี้ก็รอ ป.ป.ท.เพื่อจะแถลงร่วมกัน เรามีหน้าที่สะท้อนความเป็นจริงให้แก่ประชาชน และสื่อมวลชน
                      ด้าน พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม ให้สัมภาษณ์ในรายการเดียวกันว่า เมื่อวาน (16 ก.พ.) มีสมาชิกสมาคมสันนิบาต อปท.ประมาณ 40 คน มาถามเรื่องราวและได้เปิดชี้แจงให้รับทราบว่า ขณะนี้ยังไม่เรียบร้อย รอสอบบุคคลอีกคน 2 คน ก็จบ ซึ่งทำหนังสือถึงต้นสังกัดไปเรียบร้อยแล้ว
                      ต่อข้อถามที่ว่า คดีที่ล่าช้าจะทำให้รัฐบาลเสียหรือไม่ พล.อ.ไพบูลย์ กล่าวว่า มันเลยจุดนั้นมาแล้ว ทุกคนรับทราบหมดแล้ว
                      ส่วนคำถามที่ว่า จริงๆ มันมีแผลและเสียหายไปแล้ว พล.อ.ไพบูลย์ กล่าวว่า ไม่ได้บอกว่ามันเสียหาย มันเสียตรงไหน ไหนพูดมาว่ามันเสียหายตรงไหน พูดอย่างนี้พูดได้อย่างไร มันไม่มีแผล ยืนยันไม่มีแผลใดๆ ทั้งสิ้น ทุกคนยอมรับกฎหมาย มันมีแผลตรงไหน พูดมา มาหาตนก็ได้ มานั่งคุยกัน ตนไม่เคยมีแผล สอบอย่างชัดเจน
                      “มันไม่เห็นจะเสียหายอะไร มันก็เป็นคดีหนึ่ง คดียุติหรือยัง มีการสอบสวนตลอด ผมก็ยอมรับว่ามันล่าช้า เรื่องอะไรก็บอกประชาชนตลอดเวลา และยืนยันว่า ผมเข้มแข็งในการสอบครั้งนี้ มันไม่เกี่ยวกับรัฐบาล ยืนยันรัฐบาลนี้ไม่เคยมีแผลจากอุทยานราชภักดิ์” พล.อ.ไพบูลย์ กล่าว

‘บิ๊กป้อม’เร่งสอบอ้างชื่อหักหัวคิวขุดคลอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160217/222629.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันพุธที่ 17 กุมภาพันธ์ 2559
‘บิ๊กป้อม’เร่งสอบอ้างชื่อหักหัวคิวขุดคลอง

‘พล.อ.ประวิตร’ บอกคกก.สอบอยู่คนอ้างชื่อเก็บค่าหัวคิวขุดลอกคลอง แนะรอฟังผล ชี้โครงการพัฒนาแลนด์มาร์คเจ้าพระยาอืด ทำกรอบเวลาเคลื่อน คาดเริ่มก่อสร้างปี 60

17 ก.พ.59 ที่กระทรวงมหาดไทย พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงความคืบหน้ากรณีองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก(อผศ.) ส่งข้อสรุปเบื้องต้น ในกรณีที่มีผู้แอบอ้างชื่อ รมว.กลาโหม ไปเรียกเก็บค่าหัวคิวขุดลอกคลอง ว่า ทำแล้ว เขากำลังดำเนินการ เขาตั้งคณะกรรมการกันเรียบร้อยแล้ว กำลังเรียกสอบอยู่ ไม่ต้องห่วง ให้ดำเนินการไปตามขั้นตอนทุกอย่าง เพื่อให้เกิดความชัดเจน
‘พล.อ.ประวิตร’ ชี้โครงการพัฒนาแลนด์มาร์คเจ้าพระยาอืด ทำกรอบเวลาเคลื่อน
17 ก.พ. พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการอำนวยการร่วมกำหนดนโยบายโครงการพัฒนาริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาครั้งที่ 1/2559 ว่า ในส่วนของโครงการพัฒนาริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ตอนนี้อยู่ในขั้นตอนดำเนินการสร้างการรับรู้ให้กับประชาชน ซึ่งจะต้องจ้างเกี่ยวกับเรื่องที่ปรึกษา แต่ที่ผ่านมายังจ้างไม่ได้ เพราะยังไม่มีใครรับ แต่ตอนนี้รับเรียบร้อยแล้ว กำลังดำเนินการในการจ้างเพื่อจะดำเนินการต่อไป คงต้องใช้เวลา ขณะเดียวกันกรอบของเวลา หรือ (Time Frame) อาจจะเปลี่ยนนิดหน่อย โดยอาจเริ่มในเดือน ก.ย. จะมีการลงนามในการก่อสร้างประมาณเดือน ม.ค. ซึ่งจะเริ่มก่อสร้างด้วยการใช้งบประมาณปี 60 ขณะนี้เราก็สร้างการรับรู้ให้กับประชาชนในพื้นที่ โดยทางกระทรวงพัฒนาสังคมฯและกทม. ก็ไปเร่งดูในเรื่องของประชาชนที่ได้รับความเดือนร้อน ประมาณ 200 กว่าครอบครัว เราจะดำเนินการคู่ขนานกันไป
เมื่อถามว่า มีการพูดคุยกับสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) เรื่องการออกแบบหรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ก็มีการพูดจากัน หลายฝ่ายต้องร่วมกัน เพราะมันมีโบราณสถานเยอะมาก มีโบราณสถานกว่า 40 แห่ง เพราะฉะนั้นทางกรมศิลปากร จะต้องมาร่วมในการออกแบบด้วย เพราะมันผ่านสถานที่หลายๆ แห่ง ทุกฝ่ายต้องทำงานร่วมกัน
‘บิ๊กป้อม’ ปลื้มผลถกแก้ปัญหารุกล้ำลำคลองสาธารณะ จนท.สนองนโยบายรัฐบาลดี
17 ก.พ. พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการอำนวยการร่วมกำหนดนโยบายการบริหารจัดการสิ่งก่อสร้างรุกล้ำลำน้ำสาธารณะ ว่า ในที่ประชุมวันนี้ ประชุมเกี่ยวกับโครงการขุดลอกคลองลาดพร้าว และโครงการพัฒนาริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา สำหรับคลองลาดพร้าวมีความก้าวหน้าไปเยอะมาก ขณะนี้ทางกรุงเทพมหานคร (กทม.) และกระทรวงมหาดไทย ได้เริ่มดำเนินการเกี่ยวกับการทำเขื่อน โดยเริ่มตอกเสาเข็มไปแล้วเมื่อวันที่ 10 ก.พ.ที่ผ่านมา โดยได้เซ็นสัญญาไปเมื่อวันที่ 15 ม.ค. ขณะเดียวกันทางกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์(พม.) ได้ดำเนินการเกี่ยวกับเรื่องของที่อยู่อาศัยให้กับประชาชน โดยแบ่งเป็น 2 ส่วนคือ ส่วนแรก เราจะสร้างอาคารถาวรในพื้นที่ อีกส่วนหนึ่ง เป็นการสร้างอาคารชั่วคราวเพื่อให้ประชาชนเข้าไปอยู่ ให้เขาสามารถส่งมอบพื้นที่ให้กับทาง กทม.ได้ ซึ่งทางกระทรวงพัฒนาสังคมฯจะดำเนินการร่วมกับ กทม.ไปเรื่อยๆ ต้องยอมรับว่าทางเจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการให้เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลได้อย่างดี

ปปง.เตือนอย่าหลงเชื่อโอนเงินแก๊งคอลเซ็นเตอร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160217/222616.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันพุธที่ 17 กุมภาพันธ์ 2559
ปปง.เตือนอย่าหลงเชื่อโอนเงินแก๊งคอลเซ็นเตอร์

‘เลขาปปง.’ เตือนปชช.อย่าหลงเชื่อโอนเงินให้แก๊งคอลเซ็นเตอร์ หลังพบกลับมาระบาดมีเหยื่อหลงโอนเงินเสียหาย 60 ล้านบาท

      ที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน(ปปง.) วันที่ 17 ก.พ.59 พ.ต.อ.สีหนาท ประยูรรัตน์ เลขาธิการปปง. กล่าวว่า ขณะนี้แก๊งคอลเซ็นเตอร์ยังใช้โทรศัพท์แอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ ปปง. หลอกลวงผู้เสียหายให้โอนเงินอย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อวันที่ 9 ก.พ.ที่ผ่านมาแก๊งค์คอลเซ็นเตอร์ใช้หมายเลขโทรศัพท์ 093 5097725, 093 5073541, 093 0792746 และ 094 9513183 แอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่สำนักงาน ปปง. มียศเป็นตำรวจโทรศัพท์ หลอกให้ผู้เสียหายโอนเงินไปกว่า 2 ล้านบาท และล่าสุดวันที่ 16 ก.พ.ที่ผ่านา ผู้เสียหายจากจังหวัดเพชรบูรณ์ ได้ร้องเรียนผ่านสายด่วน ปปง. 1710 ว่าโดนแก๊งคอลเซ็นเตอร์แอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ ปปง. หลอกลวงให้โอนเงินไปอีกกว่า 60,000 บาท รวมมูลค่าความเสียหายที่ผู้เสียหายโดนแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกให้โอนเงิน ตั้งแต่ปี 2556 เป็นมูลค่ากว่า 60 ล้านบาท
      นอกจากนี้ ยังมีการหลอกลวงของแก๊งคอลเซ็นเตอร์โดยอ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่ธนาคารของรัฐหลอกลวงผู้เสียหายว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีฉ้อโกงประชาชนจึงจำเป็นต้องควบคุมเงินขอให้เจ้าของบัญชีโอนเงินไปยังธนาคารแห่งประเทศไทยเพื่อตรวจสอบ ทำให้เหยื่อหลงเชื่อและโอนเงินไปหลังจากนั้นติดต่อไม่ได้อีกเลย. จึงขอแจ้งเตือนประชาชนไม่ให้หลงเชื่อและตกเป็นเหยื่อของแก๊งคอลเซ็นเตอร์โดยเด็ดขาด. หากผู้เสียหายหลงเชื่อโอนเงินไปยังบัญชีของมิจฉาชีพแล้ว ห้ามทำลายสลิปการโอนเงิน ขอให้เก็บไว้เป็นหลักฐานและส่งสำนักงาน ปปง.โดยด่วน เพื่อดำเนินการระงับการโอนเงินในบัญชีคืนให้กับผู้เสียหาย

‘พรเพชร’รับสภาใหม่เสร็จไม่ทันตามกำหนด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160217/222614.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันพุธที่ 17 กุมภาพันธ์ 2559
‘พรเพชร’รับสภาใหม่เสร็จไม่ทันตามกำหนด

‘พรเพชร’ เผยอาคารรัฐสภาใหม่เสร็จไม่ทันตามกำหนด ต้องฟ้องร้องหาคนรับผิดชอบ ข้องใจต่อสัญญาขยายเวลาก่อสร้าง 900 วัน ทั้งที่ยังไม่มีการรื้อถอนอาคารพื้นที่ก่อสร้าง

       17 ก.พ.59 นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พร้อมนางสายทิพย์ ชวลิตถวิล เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร นางวรารัตน์ อติแพทย์ และคณะกรรมการบริหารโครงการก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ นำคณะสื่อมวลชนติดตามความคืบหน้าการก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ บริเวณแยกเกียกกาย โดยนายพรเพชรได้รับฟังการบรรยายสรุปและปัญหาอุปสรรคในการก่อสร้าง จากนั้นได้ลงพื้นที่ตรวจการก่อสร้าง
       นายพรเพชร กล่าวว่า การก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่คืบหน้าได้เพียง 18 % คงไม่สามารถดำเนินการให้แล้วเสร็จได้ตามกำหนดเวลาในสัญญาที่มีการต่อเวลาขยายจาก 900 วันเมื่อวันที่ 24 พ.ย.58 ไปอีก 387 วัน ซึ่งจะครบกำหนดในวันที่ 15 ธ.ค.2559 ได้อย่างแน่นอน และยังไม่สามารถประเมินระยะเวลาก่อสร้างแล้วเสร็จเมื่อไร เนื่องจากมีปัญหาในเรื่องของการส่งมอบพื้นที่ที่ยังไม่ส่งมอบ 4 ส่วนคือ ศูนย์สาธารณะ 38 (กทม.) ชุมชนบ้านพักองค์การทอผ้า ห้องสมุดกทม. บ้านพัก อท.ศอ.พท. และโรงเรียนโยธินบูรณะ ซึ่งจากการประเมินแล้วเมื่อครบกำหนดสัญญาจะมีความคืบหน้าเพียง 30% อย่างไรก็ตามเมื่อตนเข้ามาทำหน้าที่บริหารสัญญาและติดตามก่อสร้างก็จะทำหน้าที่ให้ดีที่สุด ซึ่งปัญหาหลักของการก่อสร้างคือ เรื่องของขนหน้าดินออกจากพื้นที่และการรื้อถอนอาคาร ซึ่งทางสภาไม่มีอำนาจการรื้อถอนได้ เพราะติดปัญหาขั้นตอนทางราชการเนื่องจากต้องขออนุญาตจากกรมธนารักษ์ ทั้งนี้ตนไม่ทราบในการทำโครงการผู้ลงนามในสัญญาไปลงนามทำสัญญาในลักษณะนี้ได้อย่างไรทั้งผู้ว่าจ้าง และผู้รับจ้าง ทั้งที่ยังไม่มีการรื้อถอนอาคารต่างๆที่อยู่ในพื้นที่ส่งมอบ ดังนั้นเมื่อครบสัญญาก็ต้องมาพิจารณาว่าจะดำเนินการอย่างไรและใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ
       นายพรเพชร กล่าวว่า ตนขอตั้งข้อสังเกต ในเรื่องการต่อสัญญาเพื่อขยายเวลาการก่อสร้าง 900 วัน ทั้งที่โครงการก่อสร้างเป็นโครงการขาดใหญ่มูลค่ากว่า 12,.000 ล้านบาทในขณะที่ยังมีปัญหาการคืนพื้นที่ให้พร้อมสำหรับการก่อสร้างได้ ซึ่งหากเปรียบเทียบกับ โครงการก่อสร้างอาคารหอประชุมกองทัพบกที่เทเวศร์ ซึ่งเป็นโครงการที่เล็กว่าถึง 10 เท่า ก่อสร้างเพียง 3 ชั้น มีมูลค่าการก่อสร้างน้อยกว่า 4-5 เท่า แต่ทุกอย่างสามารถเคลียร์และส่งมอบพื้นทีได้ทันตามกำหนดเวลาก่อสร้าง 1,250 วัน ซึ่งการต่อสัญญาโครงการก่อสร้างรัฐสภาถือเป็นบทเรียนของทางราชการที่จะต้องระมัดระวังในการทำสัญญาลักษณะเช่นนี้ต่อไป ไม่อยากพูดเรื่องนี้มาก เพราะจะไปกระทบคนอื่นที่เคยทำมา ไม่รู้ไปตกลงกันได้อย่างไรทั้งสองฝ่ายทั้งผู้ว่าจ้างและผู้รับจ้าง
       “เรื่องการก่อสร้างไม่มีการทุจริตมีเพียงปัญหาขนดินจากโครงการเท่านั้น ส่วนที่ใครที่จะรับผิดชอบหากไม่เสร็จทันตามกำหนดไม่รู้ว่าเป็นใคร แต่ไม่ใช่ผม เพราะผมมาบริหารสัญญา และจะประคับประคองให้การก่อสร้างเสร็จลุล่วงและให้เกิดความเสียหายทางราชการให้น้อยที่สุด แต่สิ่งที่คาดการณ์ได้ล่วงหน้าหากก่อสร้างไม่เสร็จตามสัญญาก็จะกลายเป็น”ซาก”ไปไม่รู้อีกกี่ปี จะกลายเป็นเศษสนิม ที่จะต้องมีการฟ้องร้องกันต่อไปว่าใครผิดหรือถูก ซึ่งยังไม่รู้ว่า เราจะเป็นฝ่ายถูกหรือไม่ และผมก็ไม่เข้าใจว่าไปต่อสัญญา 900 วันได้อย่างไร ทั้งที่มีอาคารที่ยังไม่รื้อถอนอยู่เป็นจำนวนมาก ไม่ใช่เป็นที่ดินโล่งๆ หากครบกำหนด 900 วัน และไม่เสร็จตามสัญญาก็ต้องมาชี้แจงผมว่า ไม่เสร็จเพราะอะไร ต้องดูเงื่อนไขสัญญาเป็นความผิดของใคร ”นายพรเพชร กล่าว
       ด้านนายโชติจุฑา อาจสอน ที่ปรึกษาโครงการก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ ชี้ แจงถึงกรณีที่ผู้อำนวยการโรงเรียนโยธินบูรณะระบุว่าพื้นที่บริเวณโรงเรียน ไม่ใช่พื้นที่โครงสร้างของอาคารไม่น่าจะเป็นอุปสรรคในการก่อสร้างว่า การก่อสร้างอาคารจำเป็นต้องขนย้ายวัสดุและโครงเหล็กขนาดใหญ่ เข้ามาในบริเวณก่อสร้าง เพื่อประกอบ จึงต้องมีเนื้อที่สำหรับการวางอุปกรณ์ วัสดุต่างๆ รวมถึงช่องทางเดินรถ ดังนั้นการที่ทั้งโรงเรียนและชุมชนไม่คืนพื้นที่ตามกำหนดเวลา จึงเป็นอุปสรรคในการก่อสร้าง

สมาคมกำนัน-ผญบ.บุกสภา!จี้กรธ.แก้ร่างรธน.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160217/222611.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันพุธที่ 17 กุมภาพันธ์ 2559
สมาคมกำนัน-ผญบ.บุกสภา!จี้กรธ.แก้ร่างรธน.

นายกสมาคมกำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน นำสมาชิกเข้ายื่นหนังสือร้อง กรธ.บัญญัติการปกครองส่วนกลาง-ส่วนภูมิภาคไว้ในรัฐธรรมนูญ

                 17 ก.พ.59 เมื่อเวลา 10.00 น. นายยงยศ แก้วเขียว นายกสมาคมกำนัน-ผู้ใหญ่บ้านแห่งประเทศไทย พร้อมด้วยตัวแทนกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ยื่นข้อเรียกร้องให้ปรับปรุงเนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ กับนายอมร วาณิชวิวัฒน์ โฆษกกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ในส่วนหน้าที่ของรัฐ ต่อการจัดระบบบริหารราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น ทั้งนี้นายยงยศ กล่าวว่า จากการติดตามการยกร่างรัฐธรรมนูญของกรธ.มีความน่ากังวลต่อประเด็นการไม่บัญญัติเกี่ยวกับการปกครองส่วนกลางและส่วนภูมิภาคไว้ในร่างรัฐธรรมนูญ ตามที่รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 เคยบัญญัติไว้ ดังนั้นเมื่อไม่ถูกเขียนไว้จึงกังวลว่าอาจทำให้มีปัญหาการทำงานได้ ทางสมาคมฯขอเรียกร้องให้กรธ. ได้เพิ่มบทบัญญัติ ที่ว่า “รัฐต้องดำเนินการนโยบายการบริหารราการแผ่นดิน ดังต่อไปนี้ จัดระบบบริหารราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาคและส่วนท้องถิ่นให้มีขอบเขตอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบที่ชัดเจนแก่การพัฒนาประเทศและสนับสนุนให้จังหวัดมีแผนและงบประมาณเพื่อพัฒนาจังหวัด เพื่อประโยชน์ของประชาชนในพื้นที่ ทั้งนี้รัฐต้องดูแลให้มีการปฏิบัติตามและบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด” เพื่อให้เกิดความชัดเจนทั้งข้อกฎหมาย ส่วนกรธ.จะนำเนื้อหาไปเขียนไว้ในมาตราใดขึ้นอยู่กับการพิจารณาของกรธ.
                “สิ่งที่ผมกังวลต่อกรณีที่ไม่เขียนเนื้อหาไว้ชัดเจนของร่างรัฐธรรมนูญคือจะให้เกิดการตีความได้ในอนาคต ซึ่งไม่ใช่ประเด็นของการจะถูกยุบกำนันผู้ใหญ่ บ้าน โดยส่วนตัวผมพร้อมปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งอื่นใดก็ได้แต่ผมคิดว่าการธำรงไว้ซึ่งการปกครองประเทศไว้ เพราะกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ถือเป็นส่วนสำคัญของการนำนโยบายรัฐบาลไปปฏิบัติงานในพื้นที่ ทั้งนี้ข้อเสนอนั้น ทางสมาคมฯ จะติดตาม หากไม่ได้รับการพิจารณา ทางเครือข่ายจะตัดสินใจต่อการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญอีกครั้ง” นายยงยศ กล่าว
                นายอมร ยืนยันว่า กรธ.ไม่ได้ละเลยประเด็นที่ทางเครือข่ายกำนัน ผู้ใหญ่บ้านเสนอ ซึ่งตนยืนยันว่าจะนำข้อเสนอเข้าสู่ที่ประชุมให้พิจารณา
‘พล.อ.อนุพงษ์’ สั่ง ‘ปลัดมท.’ แจง ‘กำนัน-ผญบ.’ ชุมนุมกดดันร่างรธน.อาจผิดก.ม.
                17 ก.พ.59 เมื่อเวลา 13.00 น. พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย กล่าวถึงกรณีกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เรียกร้องให้คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ทบทวนร่างรัฐธรรมนูญ ในหมวดที่เกี่ยวข้องกับการปกครองท้องถิ่น หากไม่แก้ไขอาจจะคว่ำในชั้นประชามติ ว่า วันนี้ทุกคนในประเทศไทยมีสิทธิ์เสนอความคิดเห็นเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญตามช่องทางที่มีอยู่ และมาตรการที่เหมาะสมทั้งหมดสามารถเสนอความคิดเห็นได้ แต่ไม่ควรรวมตัวเพื่อกดดัน เพราะเมื่อเสนอความคิดเห็นแล้ว กรธ.จะรับฟังแล้วพิจารณา เช่นเดียวกับหน่วยงานอื่นๆที่เสนอเข้าไป ส่วนกรธ.จะปรับแก้หรือไม่ ก็ต้องมีการชี้แจงให้เกิดความเข้าใจ อย่างไรก็ตาม ตนสั่งการไปยังปลัดกระทรวงมหาดไทยให้ชี้แจงไปยังสมาพันธ์กำนันผู้ใหญ่บ้าน ว่าการรวมตัวกันอาจผิดกฎหมาย เนื่องจากเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งกำนัน ผู้ใหญ่บ้านต่างเข้าใจ และเชื่อว่าทุกคนมีเจตนาดี เพียงแต่อาจจะไม่รู้ว่าการรวมตัวนั้น เป็นเรื่องผิดกฎหมาย และหากรวมกลุ่มชุมนุมแล้วมีกลุ่มอื่นชุมนุมตามบ้างท่านจะว่าอย่างไร
                พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า สำหรับการทำประชามติในร่างรัฐธรรมนูญ กระทรวงมหาดไทยจะทำหน้าที่ในส่วนที่ตัวเองรับผิดชอบ แต่ขณะนี้กระทรวงมหาดไทยยังไม่ได้รับมอบหมายงานใดๆมา ซึ่งเราพร้อมที่จะทำทุกอย่าง เมื่อมีการสั่งการ เมื่อถามต่อว่า ท้องถิ่นมีส่วนสำคัญในการตัดสินใจลงประชามติของประชาชน พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า เราเคารพสิทธิ์ในการตัดสินใจของแต่ละคน เราไม่มีสิทธิ์ไปสั่งการใดๆ เพราะถ้ามีการไปยุ่งกับสิทธิ์ของใครก็ตาม ก็จะมีความไม่พอใจเกิดขึ้น แต่การให้ความรู้นั้น ใครก็สามารถให้ได้ สังคมสามารถให้ความรู้กันได้แต่ไม่ควรชี้นำว่าสิ่งใดดีหรือไม่ดี ยืนยันว่าตนจะไม่ทำเช่นนั้น และเราจะไม่ใช้อำนาจในทางมิชอบ แม้ว่าคนจะไปอีกทางหนึ่ง เราก็ไม่สามารถห้ามได้ ซึ่งร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ประชาชนจะเห็นชอบหรือไม่ เราไปว่าเขาไม่ได้ เพราะเป็นสิทธิ์

‘พท’แนะ‘หมอวรงค์’คดีจำนำข้าวควรให้การต่อศาล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160217/222607.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันพุธที่ 17 กุมภาพันธ์ 2559
‘พท’แนะ‘หมอวรงค์’คดีจำนำข้าวควรให้การต่อศาล

“เพื่อไทย” แนะ “หมอวรงค์” ในคดีจำนำข้าว ควรให้การต่อศาล ไม่ใช่ให้การต่อสื่อต่างชาติ

          วันที่ 17 ก.พ.59 นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รักษาการรองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณี นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม อดีต ส.ส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์  ระบุ พรรคประชาธิปัตย์  เตรียมวางเกมแจงสื่อต่างประเทศ ในคดีจำนำข้าวว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องระหว่างพรรคเพื่อไทย กับรัฐบาล ไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ เลยกับ นพ.วรงค์ หรือพรรคประชาธิปัตย์ ยกเว้น กำลังพยายามทำตัวเป็นแม่น้ำสายที่ 6 ของ คสช. เพื่อหวังประโยชน์หรือส่วนแบ่งในอนาคต เราไม่ได้กลัวและคงไม่ให้ราคาที่พรรคประชาธิปัตย์ ในการเตรียมชี้แจงสื่อต่างประเทศ เพียงแต่ไม่อยากให้ฝรั่งเห็นความไม่ฉลาด ไม่เคารพกติกา ผสมความอิจฉาริษยาของนักการเมืองไทย ซึ่งจะเสื่อมเสียมาถึงประเทศด้วย
          “ความพยายามหลายครั้งของคนกลุ่มนี้ ยืนยันในทฤษฎีสมคบคิด เพื่อยึดอำนาจรัฐบาลยิ่งลักษณ์มาตั้งแต่ต้น เมื่อบรรลุเป้าหมาย จึงต้องออกมาช่วยกันป้องกันการรุกกลับในลักษณะแบ่งงานกันทำ โดยเฉพาะพอเห็นสถานการณ์ทางคดีที่ดีขึ้น เช่น นายจิรชัย มูลทองโร่ย รองปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการว่าด้วยการรับผิดทางแพ่งคดีทุจริตโครงการรับจำนำข้าว คนของรัฐบาล ยอมรับว่าโครงการจำนำข้าว เป็นโครงการที่ดีเป็นประโยชน์กับชาวนา หรือ น.ส.ชุติมา บุณยประภัศร  ปลัดกระทรวงพาณิชย์  ชี้ว่าข้าวไม่ได้หาย แค่เจ้าหน้าที่ลงบัญชีผิด ซึ่งตรงกันข้ามกับสิ่งที่คนกลุ่มนี้พยายามโกหกบิดเบือน จึงอดรนทนไม่ได้ ต้องดิ้นรนปกป้องสิ่งที่เคยบิดเบือนไว้ ความจริง นพ.วรงค์ เป็นพยานโจทก์ในศาล ควรทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา ปราศจากอคติ มีอะไรก็ควรไปให้การต่อศาล ไม่ใช่ให้การต่อสื่อมวลชนรายวัน และไม่ใช่หน้าที่ นพ.วรงค์ จะไปไต่สวนแทนศาล โดยหลักการไม่ควรพูดอะไรนอกศาลที่กระทบกับคดีเพราะจะถือว่าเข้าข่ายเป็นพยานปฏิปักษ์  ดังนั้น การที่คดีอยู่ในศาล นพ.วรงค์ จะพูดอะไร ต้องคำนึงถึงกาละเทศะ และระมัดระวังให้มาก” นายอนุสรณ์

ศาลอุทธรณ์ยืนยกฟ้อง‘อภิสิทธิ์-สุเทพ’สั่งสลายนปช.ปี53

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160217/222606.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันพุธที่ 17 กุมภาพันธ์ 2559
ศาลอุทธรณ์ยืนยกฟ้อง‘อภิสิทธิ์-สุเทพ’สั่งสลายนปช.ปี53

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้อง“อภิสิทธิ์-สุเทพ”คดีอัยการฟ้องฆ่าผู้อื่นกรณีสั่งสลายม็อบ นปช.ปี53ศาลชี้คดีไม่อยู่ในอำนาจ ต้อง ป.ป.ช.ไต่สวนหากผิดยื่นคดีศาลฎีกานักการเมือง

วันที่ 17 ก.พ.59  ที่ห้องพิจารณา 906 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก เวลา 09.30 น. ศาลนัดฟังคำสั่งการวินิจฉัยประเด็นข้อกฎหมายของศาลอุทธรณ์ คดีหมายเลขดำ อ.4552/2556 และ อ.1375/2557 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 1 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อายุ 52 ปี หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อดีตนายกรัฐมนตรี และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อายุ 66 ปี อดีตรองนายกรัฐมนตรี และ อดีต ผอ.ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) เป็นจำเลยที่ 1-2 ในความผิดฐานร่วมกันก่อหรือใช้ให้ผู้อื่นกระทำหรือฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา และพยายามฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80, 83 ,84 สืบเนื่องจากการออกคำสั่ง ศอฉ.ให้เจ้าหน้าที่เข้าขอคืนพื้นที่การชุมนุมบริเวณ ถ.ราชดำเนิน และแยกราชประสงค์ จากกลุ่ม นปช. ที่ชุมนุมตั้งแต่เดือน เม.ย.- 19 พ.ค.2553 กระทั่งนายพัน คำกอง ชาว จ.ยโสธร อายุ 43 ปี คนขับแท็กซี่ และ ด.ช.คุณากร ศรีสุวรรณ หรือน้องอีซา อายุ 14 ปี เสียชีวิตบริเวณใกล้สถานีรถไฟแอร์พอร์ทลิงค์ สถานีราชปรารภ วันที่ 15 พ.ค.53 และนายสมร ไหมทอง คนขับรถตู้ ถูกกระสุนยิง มาจากฝั่งเจ้าหน้าที่ที่รักษาการณ์ในพื้นที่ ย่านราชปรารภ ที่มีการประกาศ พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินฯ จนได้รับบาดเจ็บสาหัส
          โดยศาลชั้นต้น มีคำสั่งเมื่อวันที่ 28 ส.ค. 57 ให้ยกฟ้อง เนื่องจากเห็นว่า แม้อัยการโจทก์ จะกล่าวหาว่าจำเลยทั้งสองได้ออกคำสั่ง ศอฉ.ให้ใช้กำลังเจ้าหน้าที่ อาวุธและกระสุนจริง รวมทั้งพลแม่นปืนในการผลักดันผู้ชุมนุม หรือกระชับพื้นที่ หรือสลายการชุมนุมกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ในปี 2553 ต่อเนื่องจนถึงวันที่ 19 พ.ค.53 โดยมีเจตนาประสงค์ต่อผลที่ทำให้มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตก็ตาม แต่การกระทำดังกล่าวนั้นก็เกี่ยวพันกับการที่จำเลยทั้งสองใช้อำนาจตำแหน่งหน้าที่ราชการในฐานะนายกรัฐมนตรี และรองนายกรัฐมนตรี รวมทั้ง ผอ.ศอฉ.ตาม พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 ด้วย ไม่ใช่การกระทำทางอาญาที่กระทำโดยส่วนตัวหรือนอกเหนือหน้าที่ราชการ ดังนั้นจึงเป็นการกระทำที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดต่อตำแหน่งราชการด้วยซึ่งเป็นการกระทำกรรมเดียวที่ควรพิจารณาไปในวาระเดียว ซึ่งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ( ป.ป.ช.) มีอำนาจไต่สวน และหาก ป.ป.ช.ชี้มูลความผิด ก็ต้องยื่นฟ้องคดีศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตาม พ.ร.บ.ว่าการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ พ.ศ.2542 มาตรา 66 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยวิธีการพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ.2542 มาตรา 9(1) และประกาศ คสช. ฉบับที่ 11/2557 และ 24/2557 ที่ ป.ป.ช. มีอำนาจไต่สวนชี้มูลความผิดเกี่ยวกับการกระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ โดยคดีไม่อยู่ในอำนาจของศาลนี้ และให้ยกคำร้องที่นายสมร ไหมทอง คนขับรถตู้ที่บาดเจ็บ และนางหนูชิต คำกอง ภรรยาของนายพัน ที่เสียชีวิต ขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมด้วย
          ต่อมาอัยการโจทก์ และนายสมร กับนางหนูผู้เสียหาย มอบอำนาจให้นายโชคชัย อ่างแก้ว ทนายความ ยื่นอุทธรณ์
          ขณะที่ศาลอุทธรณ์ตรวจสำนวนปรึกษากันแล้วเห็นว่า คดีนี้สืบเนื่องจากปลายปี 2551 นายอภิสิทธิ์ จำเลยที่ 1 ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี นายสุเทพ จำเลยที่ 2 ดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี ในขณะนั้นมีประชาชนบางส่วนที่เรียกว่ากลุ่มนปช. ชุมนุมทั้งในกทม.และต่างจังหวัดเรียกร้องให้นายอภิสิทธิ์ยุบสภาหรือให้ลาออก และได้ออกประกาศเรื่องพื้นที่ปรากฏเหตุกระทบกระเทือนความมั่นคง ตาม พ.ร.บ.รักษาความมั่นคง พ.ศ.2551 และได้มีคำสั่งจัดตั้ง ศูนย์อำนวยการรักษาความเรียบร้อยในราชอาญาจักร (ศอฉ.) มีมอบหมายให้นายสุเทพเป็นผู้อำนวยการศูนย์ ศอฉ. เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย ต่อมาการชุมนุมของกลุ่มนปช.มีความต่อเนื่องและรุนแรงขึ้น รัฐบาลจึงได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในเขตกทม.และปริมณฑล
          โดยเมื่อวันที่ 18 เม.ย.53 จำเลยทั้งสองได้มีคำสั่งให้เจ้าหน้าที่ของ ศอฉ.สามารถใช้อาวุธปืนและกระสุนปืนจริงในการปฏิบัติหน้าที่ได้ ต่อจากนั้นได้มีคำสั่งมาตรการปิดล้อมสกัดกั้นขอคืนพื้นที่บริเวณสวนลุมพินีและพื้นที่ต่อเนื่อง เห็นว่าการดำเนินการของจำเลยทั้งสอง ระหว่างวันที่ 7 เม.ย.-19 พ.ค.53 นั้น จำเลยทั้งสองดำเนินการในฐานะนายกรัฐมนตรีและรองนายกรัฐมนตรีเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมาย เป็นเจ้าหน้าที่มีอำนาจในการปฏิบัติตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 การออกคำสั่งต่างๆ มีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันชีวิตทรัพย์สินของประชาชนทั้งเพื่อป้องกันตนเองของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติตามคำสั่งตามกฎหมาย  ผลจากการปฏิบัติตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่เป็นเหตุให้ ต่อมาปรากฏว่าประชาชนผู้ร่วมชุมนุมถึงแก่ความตายและได้รับบาดเจ็บอันเป็นเหตุให้โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองในคดีนี้กรณีจึงฟังไมได้ว่าจำเลยทั้งสองกระทำไปในฐานะส่วนตัวตามที่โจทก์และโจทก์ร่วมอุทธรณ์
          แต่เป็นกรณีที่จำเลยทั้งสองกระทำไปในฐานะผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง การสอบสวนเพื่อเอาโทษแก่จำเลยทั้งสองจึงเป็นอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการป้องกันและปราบปราบการทุจริตแห่งชาติ มาตรา 19 ประกอบมาตรา 66 แห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ปี 2550 มาตรา 250 (2) ประกอบมาตรา 275
          การที่โจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสอง ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสองโดยอาศัยสำนวนการสอบสวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษ ( ดีเอสไอ) ซึ่งไม่มีอำนาจในการสอบสวนดังกล่าว การฟ้องของโจทก์จึงไม่ชอบ ศาลอาญาจึงไม่ใช่ศาลที่มีเขตอำนาจรับคดีทั้งสองสำนวนไว้พิจารณา
          อุทธรณ์โจทก์และโจทก์ร่วมฟังไม่ขึ้น ที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องชอบด้วย ศาลอุทธรณ์เห็นพ้องด้วย
          ส่วนที่นายสมร และนางหนูชิต มีสิทธิร้องขอเป็นโจทก์ร่วมได้หรือไม่นั้น ศาลอุทธรณ์ เห็นว่า เมื่อศาลอาญาไม่มีอำนาจรับคดีไว้พิจารณาพิพากษาแล้ว ที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกคำร้องขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมนั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของนายสมรและนางหนูชิตฟังไม่ขึ้น
          ภายหลัง นายโชคชัย อ่างแก้ว ทนายความนายสมรและนาวหนูชิต กล่าวว่า จะไปศึกษาคำพิพากษาของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ที่ยกฟ้องแล้วจะปรึกษาหารือข้อกฎหมาย กับพนักงานอัยการ ซึ่งส่วนตัวเห็นว่าควรยื่นฎีกาให้ถึงที่สุด ซึ่งก่อนหน้านี้การมีคำสั่งยกฟ้องของศาลอาญาที่เป็นศาลชั้นต้น อดีตอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา ก็ได้ทำความเห็นแย้งไว้ในคำพิพากษาศาลชั้นต้น ซึ่งก็ได้ปรากฏอยู่ในสำนวนดังกล่าวด้วย
          ด้านนายภานุพงษ์ โชติสิน อธิบดีอัยการสำนักงานคดีพิเศษ กล่าวว่า เพิ่งได้รับทราบข่าวคำสั่งของศาลอุทธรณ์ต้องดูในรายละเอียดก่อนว่าจะยื่นฎีกาหรือไม่
          ขณะที่นายอดุลย์ เฉตวงษ์ อัยการพิเศษสำนักงานคดีพิเศษ 1 กล่าวว่า เบื้องต้นจะต้องรอคัดคำพิพากษาฉบับเต็มก่อน เพื่อให้คณะทำงานอัยการร่วมกันพิจารณาก่อนจะมีความเห็นในทางคดี ซึ่งกรณีศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ทั้งสองศาลมีความเห็นให้ยกฟ้อง การที่จะยื่นฎีกาได้นั้นจะต้องส่งให้อัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกาต่อไป
          ด้านนายอภิสิทธิ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า คดีนี้เป็นไปตามแนวทางที่ได้ต่อสู้คดีมาโดยตลอดว่าคดีไม่อยู่ในอำนาจสอบสวนของดีเอสไอ แต่อย่างไรก็ตามก็เข้าใจว่าคดีนี้ไม่ถึงที่สิ้นสุดต้องรอว่าอัยการและโจทก์ร่วมจะยื่นฎีกาหรือไม่ คิดว่า คดีความที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ในช่วงสลายการชุมนุมไม่มีอีกแล้ว หรืออาจจะมีคดีอยู่บ้างเพียงเล็กน้อย
          โดยนายอภิสิทธิ์ ยังกล่าวถึงประเด็นการร่างรัฐธรรมนูญว่า ได้ทำความคิดเห็นเกี่ยวกับข้อเสนอแนะในการแก้ไขปรับปรุงรับร่างธรรมนูญดังกล่าวให้กับคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญหรือ กรธ. แล้ว ซึ่งความเห็นที่ส่งไปมีประเด็นสำคัญ 3ส่วน ว่าจะทำอย่างไรให้การปราบการทุจริตคอรัปชั่นเห็นผลเป็นจริง  ไม่ลดทอนสิทธิเสรีภาพของประชาชน และไม่ให้เกิดการถอยหลังของระบบประชาธิปไตยซึ่งอาจเป็นปมความขัดแย้งต่อไปในอนาคต
          “วันนี้อยากให้ทุกฝ่ายมาช่วยกันคิดว่าจะทำอย่างไรให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้รับการยอมรับจากประชาชนและสามารถผ่านประชามติได้ ถ้าหากไม่ผ่านประชามติก็เชื่อว่า จะมีปัญหาทางการเมืองเกิดขึ้นในอนาคต แต่ถ้าผ่านประชามติโดยคนรู้สึกกลัวว่าจะได้สิ่งที่แย่กว่า ก็คิดว่าจะเกิดวิกฤติการเมืองอีกเช่นกัน ฉะนั้นต้องมาร่วมกันทำรัฐธรรมนูญฉบับนี้ให้ดีและผ่านประชามติเพื่อให้ประเทศเดินหน้า” นายอภิสิทธิ์ กล่าว
          ทั้งนี้นายอภิสิทธิ์ ยังกล่าวถึง กรณีที่สภาขับเคลื่อนปฎิรูปประเทศ (สปท.)พิจารณาร่างพระราชบัญญัติยุทธศาสตร์ชาติ ด้วยว่า ผู้ที่เกี่ยวข้องควรทบทวนให้ดี เนื่องจากอาจทำให้เกิดปัญหาข้อโต้แย้งเกิดความขัดแย้งในอนาคตเพราะองค์ประกอบและอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการยุทธศาสตร์นั้น อาจจะไม่สอดคล้องกับสถานการของโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วและการพิจารณาร่างกฎหมายฉบับนี้โดยที่รัฐธรรมนูญยังไม่มีความชัดเจน ก็อาจจะไม่สอดคล้องกันด้วย  ทั้งนี้ตนยังเห็นว่าควรมีการกำหนดยุทธศาสตร์ที่สำคัญในยุทธศาสตร์ชาติ แต่ต้องเขียนให้มีความชัดเจน เช่น กำหนดว่าจะทำอย่างไรให้เด็กไทยทุกคนได้รับการศึกษาไม่น้อยกว่ากี่ปีหรือกำหนดเป้าหมายว่าจะใช้เวลากี่ปีเพื่อจะให้ได้ตามเป้าหมายนั้น
          “ถ้าลึกลงไปถึงขั้นว่า จะต้องปฏิบัติอย่างไรนั้น คิดว่าน่าจะให้เป็นเรื่องของรัฐบาลแต่ละยุคสมัย ถ้าทำไม่ได้รัฐบาลนั้นก็ต้องรับผิดชอบต่อประชาชน แต่การมีคณะกรรมการฯซึ่งประกอบไปด้วยบุคคลที่ไม่ได้ผ่านความเห็นชอบของประชาชน แล้วสามารถที่จะมากำหนดทิศทางของรัฐบาลตลอดระยะเวลา 20 ปีได้นั้น ผมเห็นว่าจะเกิดปัญหาเยอะ” นายอภิสิทธิ์ ระบุ
          ด้านนายสุเทพ กล่าวก่อนที่เข้าฟังคำสั่งศาลอุทธรณ์ว่า ไม่รู้สึกกังวลอะไร คดีนี้ ป.ป.ช.ได้มีมติว่าการกระทำของตนกับนายอภิสิทธิ์ในการสลายการชุมนุม เป็นการปฎิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย โดยตอนนี้ตนไม่ได้ยุ่งเกี่ยวการเมืองแล้ว เป็น เอ็นจีโอ ทำงานอยู่มูลนิธิซึ่งถ้าหากเรียกว่าเป็นการเมืองก็เป็นการเมืองภาคประชาชนที่ผ่านมาได้ติดตามการร่างรัฐธรรมนูญอยู่ตลอดไม่รู้สึกเป็นห่วงอะไร เพราะร่างรัฐธรรมนูญที่เขียนมานั้น ย่อมมีคนที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ถ้าเพื่อประโยชน์ของส่วนรวมก็ไม่มีปัญหา คนที่มีปัญหาก็จะมีเฉพาะคนที่คำนึงถึงประโยชน์ส่วนตัวเชื่อว่าเรื่องนี้ประชาชนจะตัดสินใจเองได้