‘ยิ่งลักษณ์’ขึ้นไต่สวนคดีจำนำข้าว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160217/222605.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันพุธที่ 17 กุมภาพันธ์ 2559
‘ยิ่งลักษณ์’ขึ้นไต่สวนคดีจำนำข้าว

“ยิ่งลักษณ์” อดีต นายกฯ เดินทางมาศาลฎีกานักการเมือง นัดไต่สวนคดีจำนำข้าว เจ้าตัวมีสีหน้ายิ้มแย้มทักทายประชาชนที่เดินทางมาให้กำลังใจ

วันที่ 17 ก.พ.59 น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เดินทางมารับฟังการไต่สวนพยานครั้งที่ 2 ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในคดีที่อัยการสูงสุด เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง น.ส.ยิ่งลักษณ์ เป็นจำเลย ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในตำแหน่งหรือหน้าที่หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหรือหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 กรณีละเลยไม่ดำเนินการระงับยับยั้งโครงการรับจำนำข้าว ทำให้รัฐเสียหายกว่า 5 แสนล้านบาท ที่ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

‘นายกฯยันไทยพร้อมร่วมมืออาเซียน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160217/222604.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันพุธที่ 17 กุมภาพันธ์ 2559
‘นายกฯยันไทยพร้อมร่วมมืออาเซียน

นายกฯ ยันไทยพร้อมร่วมมืออาเซียนและสหรัฐรับมือภัยข้ามชาติ ย้ำไทยแก้ปัญหาค้ามนุษย์เต็มที่ขอสหรัฐใช้กฎหมายแรงงานอย่างโปร่งใส ป้องกันกีดกันทางการค้า

          วันที่ 17 ก.พ.59  พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เข้าร่วมการประชุมช่วงที่ 2 (Retreat II) ของการประชุมสุดยอดอาเซียน-สหรัฐฯ สมัยพิเศษ และได้กล่าวถ้อยแถลง ในหัวข้อ “Protecting Peace, Prosperity, and Security in the Asia-Pacific” ที่ ซันนีแลนด์ เมืองรานโช มิราจ มลรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 16 ก.พ. เวลา 09.30 น. ตามเวลาท้องถิ่น
          โดย พลตรี วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยหลังการประชุมว่า การประชุมช่วงที่ 2 (Retreat II) การประชุมสุดยอดอาเซียน-สหรัฐฯ ในหัวข้อ “Protecting Peace, Prosperity, and Security in the Asia-Pacific” ที่ประชุมได้หารือในประเด็นต่างๆ ครอบคลุม การก่อการร้าย การเปลี่ยนสภาพภูมิอากาศของโลก การสาธารณสุข และปัญหาการค้ามนุษย์
          นายกรัฐมนตรียืนยันความพร้อมของไทยที่จะร่วมมือกับอาเซียนและสหรัฐฯ เพื่อรับมือกับประเด็นท้าทายข้ามชาติ ซึ่งเป็นทั้งภัยเร่งด่วนและไม่สามารถแก้ไขโดยประเทศใดประเทศหนึ่งได้ จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างประเทศ
          นายกรัฐมนตรีได้กล่าวถึงงานสาธารณสุข โดยชื่นชมความเป็นผู้นำของประธานาธิบดีโอบามาและสหรัฐที่มีส่วนสำคัญ ในการช่วยยุติการระบาดของไวรัสอีโบลาไม่ให้แพร่กระจายไปทั่วโลก และยังได้ริเริ่มวาระความมั่นคงทางสุขภาพระดับโลก (GHSA) ช่วยคุ้มครองโลกจากภัยคุกคามของโรคระบาด อื่นๆ เช่นไวรัสซิกา ในอนาคตได้ ในฐานะประเทศที่มีบทบาทนำ (lead country) ไทยพร้อมสนับสนุนและร่วมมือในกรอบด้านสาธารณสุขอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะความร่วมมือทางวิชาการ การพัฒนากำลังคน และสนับสนุนการพัฒนาสมรรถนะของห้องแล็บทางการแพทย์ การฝึกอบรมบุคลากรจากประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งไทยได้มีความร่วมมือด้านสาธารณสุขภายใต้กรอบอาเซียนด้วยแล้ว
          นอกจากนี้ ยังมีศูนย์ความร่วมมือไทย-สหรัฐด้านสาธารณสุข โดยศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐฯ หรือ CDC (ซีดีซี) ได้ให้ความช่วยเสริมในการส่งเสริมสมรรถภาพของหน่วยงานไทยในการป้องกันและควบคุมโรคและลดพฤติกรรมที่เสี่ยงต่อการติดโรค ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างยิ่งระดับภูมิภาค
          ขณะเดียวกัน ในระดับทวิภาคี ไทยและสหรัฐ ฯ ก็มีความร่วมมืออย่างใกล้ชิดผ่านสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์การแพทย์ทหาร หรือ AFRIMS (แอ็ฟฟริมส์) ที่ตั้งอยู่ในประเทศไทย มีผลงานโดดเด่นในด้านการค้นคว้าและวิจัยเกี่ยวกับโรคติดต่อและล่าสุด ไทยได้รับความเห็นชอบให้เป็นที่ตั้งของศูนย์แพทย์ทหารอาเซียน ด้วย
          โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรี ยังกล่าวถึงการแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ โดยถือเป็นวาระแห่งชาติ ซึ่งรัฐบาลได้จัดสรรทรัพยากรทั้งเวลา บุคคลากรและทุน เพื่อปฏิรูปการแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ทั้งระบบ โดยเฉพาะการปรับแก้กฎหมายให้เข้มงวดขึ้น การลงโทษเจ้าหน้าที่ที่กระทำผิด การนำผู้กระทำผิด โดยเฉพาะรายใหญ่ มาดำเนินคดี การเพิ่มประสิทธิภาพของการพิจารณาคดีและเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติ และการคุ้มครองความปลอดภัยของเหยื่อ เพื่อแสดงถึงความจริงใจในการแก้ไขปัญหานี้ทุกมิติ รวมทั้งเร่งดำเนินกระบวนการภายในเพื่อให้สัตยาบันต่ออนุสัญญาอาเซียนว่าด้วยการต่อต้านการค้ามนุษย์ โดยเฉพาะสตรีและเด็ก
          อย่างไรก็ตาม ไทยต้องแสวงหาความร่วมมือกับทุกฝ่ายทั้งในระดับทวิภาคี ซึ่งไทยมีความร่วมมือ อย่างใกล้ชิดกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของสหรัฐฯ อาทิ FBI กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ โดยเฉพาะสถาบันฝึกอบรมว่าด้วยการดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมาย (ILEA) ที่ตั้งอยู่ในกรุงเทพฯ ช่วยฝึกอบรมหน่วยงานด้านการบังคับใช้กฎหมายจากทั่วภูมิภาค เพื่อรับมือกับปัญหาการค้ามนุษย์และอาชญากรรมอื่นๆ ขณะเดียวกัน ประเทศไทยยังให้ความสำคัญกับความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน องค์การระหว่างประเทศ และภาคประชาสังคม ในการแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ ซึ่งเป็นปัญหาร่วมของทุกฝ่าย
          นายกรัฐมนตรีได้กล่าวสนับสนุน กฎหมายที่จะส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อแก้ไขปัญหาการละเมิดทางเพศต่อเด็ก ที่ประธานาธิบดีโอบามาได้ลงนาม ซึ่งไทยเองก็ให้ความสำคัญและร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับประเทศต่างๆ ในการปกป้องเด็กและเยาวชนไม่ให้ต้องตกเป็นเหยื่อ
          นอกจากนี้ ไทยยังให้มีการจริงจังในการแก้ไขปัญหาการประมง IUU ที่เกี่ยวเนื่องกับการค้ามนุษย์ เพื่อปกป้องศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ และสร้างความมั่นใจว่าสินค้าของไทยถูกต้องตามจรรยาบรรณและได้มาตรฐานสากล และเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว รัฐสภาสหรัฐฯ ก็เพิ่งผ่านกฎหมายเรื่องการอำนวยความสะดวกและการบังคับเรื่องการค้า โดยมีประเด็นเกี่ยวกับแรงงานบังคับด้วย ซึ่งไทยเองก็ให้ความสำคัญอย่างมากกับการแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าหน่วยงานของสหรัฐฯ จะนำเอากฎหมายฉบับนี้ไปปฏิบัติอย่างโปร่งใส เพื่อไม่ให้กลายเป็นเรื่องการกีดกันทางการค้าในทางปฏิบัติ
          ทั้งนี้ การโยกย้ายถิ่นฐานแบบไม่ปกติในภูมิภาคต่างๆ ในปีที่ผ่านมายังส่งผลให้สถานการณ์การค้ามนุษย์มีความสลับซับซ้อนยิ่งขึ้น ดังนั้น การแก้ปัญหาจึงต้องเป็นอย่างครอบคลุมและภายใต้หลักการแบ่งเบาภาระระหว่างประเทศ โดยอาเซียนได้แสดงความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในการพยายามแก้ไขปัญหาการโยกย้ายถิ่นฐานแบบไม่ปกติในมหาสมุทรอินเดียทอย่างครอบคลุมและยั่งยืน สมาชิกอาเซียนมีส่วนร่วมที่แข็งขันในการประชุมว่าด้วยการโยกย้ายถิ่นฐานฯ ทั้งสองครั้งในปีที่ผ่านมา เห็นได้อย่างชัดเจนจำนวนผู้อพยพชาวโรฮิงญาลดลงอย่างมากจากปีที่แล้ว
          พล.ต.วีรชน กล่าวว่า นายกรัฐมนตรี ได้ขอบคุณสหรัฐฯ ที่แสดงความพร้อมสนับสนุนอาเซียนในการพัฒนาศักยภาพด้านการบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการรับผู้โยกย้ายถิ่นฐานไปตั้งถิ่นฐานใหม่จำนวนหนึ่ง แม้จะมีภาระรับผู้พลัดถิ่นจากทั่วโลกจำนวนมากอยู่แล้วก็ตาม
          ในตอนท้าย นายกรัฐมนตรียังหวังว่า สหรัฐฯ จะยังคงร่วมมือกับอาเซียนในการตอบโต้ภัยพิบัติทางธรรมชาติ ซึ่งเป็นภัยคุกคามอาเซียนอย่างรุนแรงในทุกปี และขอให้สหรัฐฯ ช่วยสนับสนุนระบบโลจิสติกส์ของการปฏิบัติการด้านการบรรเทาทุกข์และการรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินจากภัยพิบัติของอาเซียน ซึ่งอาเซียนกำลังจัดตั้งคลังเก็บสิ่งของบรรเทาทุกข์และให้ความช่วยเหลือในภูมิภาค โดยเฉพาะในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง รวมทั้งการแลกเปลี่ยนข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพ และเสริมสร้างขีดความสามารถด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมในการเตือนภัยพิบัติและการแพทย์ฉุกเฉินด้วย
          โดยภายหลังเสร็จสิ้นนายกรัฐมนตรีร่วมถ่ายภาพหมู่กับผู้นำอาเซียนและประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ด้วย จากนั้นในเวลาประมาณ 23.30 น. นายกรัฐมนตรีและคณะจะเดินทางออกจากท่าอากาศยานนานาชาติลอสแอนเจลิส รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา และจะเดินทางถึงประเทศไทยในวันพฤหัสบดีที่ 18 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 13.30 น.

โจทย์รัฐธรรมนูญที่สวนทางความต้องการ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160217/222601.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันพุธที่ 17 กุมภาพันธ์ 2559
โจทย์รัฐธรรมนูญที่สวนทางความต้องการ

โจทย์รัฐธรรมนูญที่สวนทางความต้องการ : ขยายปมร้อน โดย… ขนิษฐา เทพจร

การทำงานของ “คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ” (กรธ.) ที่มี “อ.มีชัย ฤชุพันธุ์” เป็นประธาน ระยะ 45 วันต่อจากนี้ไปคือ การนำความเห็นและข้อเสนอแนะจากประชาชน และภาคส่วนต่างๆ รวมถึงองค์กรสำคัญ คือ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.), คณะรัฐมนตรี (ครม.), สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มาพิจารณาเพื่อปรับปรุงเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับเบื้องต้น เพื่อเตรียมพร้อมนำร่างรัฐธรรมนูญไปสู่การทำประชามติ
          แต่ยอมรับว่าความคิดความเห็นและข้อเรียกร้อง โดยเฉพาะภาคประชาชน และผู้มีส่วนได้เสียทางการเมืองและระบบปกครองใหม่ ตามที่กลไกในร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับของกรธ. กำหนดนั้น มีเข้ามาเป็นจำนวนมาก
          จนถึงขั้นที่ “กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ” บางคนออกปากว่า ข้อเสนอที่ส่งมานั้น ดูเหมือนคนส่งมาไม่เข้าใจว่าโจทย์ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยคืออะไร และส่งความเห็นมาคล้ายกับเล่นเกมเติมคำในช่องว่าง ทำให้รัฐธรรมนูญที่ต้องใช้เป็นกติการะดับประเทศ กลายเป็นสัตว์ประหลาด
          นั่นอาจแปลความได้ว่า…ประชาชนยังไม่เข้าใจในโจทย์ของ กรธ. ที่มีต่อการทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
          และแปลความได้อีกอย่างว่า “กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ” เข้าไม่ถึงความคาดหวังของประชาชน ที่อยากให้ในเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เป็นกติกาการปกครอง และจัดระเบียบโครงสร้างทางสังคมที่เป็นมาตรฐาน มีความเสมอภาค รวมถึงแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำที่เป็นช่องว่างทำให้กลุ่มทุนบางจำพวกและกลุ่มผู้มีอำนาจรัฐเข้ามาแสวงหาประโยชน์ในทางที่มิชอบ ชนิดที่เรียกว่า ทำนาบนหลังคน!!
          หากพิเคราะห์โจทย์สำคัญของร่างรัฐธรรมนูญฉบับเบื้องต้น ซึ่ง “ประธานกรธ.” เน้นย้ำว่า เพื่อปราบโกง ด้วยการสร้างมาตรการและกลไกป้องกันไม่ให้คนไม่ดีเข้าสู่แวดวงการเมือง เพื่อวางรากฐานของการเมืองการปกครองที่เป็นไปอย่างมีธรรมาภิบาล และการได้ผู้แทนปวงชนที่มีจริยธรรม เพื่อให้การบริหารประเทศนั้นตั้งมั่นบนผลประโยชน์โดยรวมของคนไทยและประเทศชาติ
          พร้อมกับวางมาตรการพิเศษในร่างรัฐธรรมนูญ คือ “หมวดหน้าที่ของรัฐ” เพื่อกำกับให้รัฐบาล-ราชการ-หน่วยงานของรัฐ ต้องปฏิบัติอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ รวมถึงออกแบบแนวนโยบายแห่งรัฐ ให้เป็นกรอบการบริหารราชการแผ่นดินระยะยาว ขณะเดียวกันได้เพิ่มความเข้มแข็งให้แก่องค์กรที่มีหน้าที่ตรวจสอบการดำเนินนโยบายทางการบริหารเพื่อเป็นกลไกถ่วงดุลการใช้อำนาจ
          หากมองอย่างธรรมดาบนความต้องการของภาคประชาชนผ่านข้อเสนอแนะให้ปรับปรุงร่างรัฐธรรมนูญ คือ ให้เติมประเด็นสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ตามที่รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 บัญญัติไว้ในหมวดสิทธิและเสรีภาพของชนชาวไทย โดยเฉพาะส่วน 12 สิทธิชุมชน ที่ให้บทบาทแก่ชุมชน ชุมชนท้องถิ่น หรือชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิม ได้มีส่วนร่วมกับรัฐ ด้านการจัดการ บำรุงรักษาและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม รวมถึงจัดการความหลากหลายทางชีวภาพให้เกิดความสมดุลและยั่งยืน เพื่อหวังให้ชุมชนดำรงชีพได้อย่างปกติสุข พร้อมกำหนดเงื่อนไขให้รัฐต้องรับฟังความเห็นของคนในชุมชนหรือผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ก่อนดำเนินโครงการหรือกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างร้ายแรงทั้งด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ และสุขภาพ ขณะเดียวกันเมื่อรัฐได้ละเมิดยังให้สิทธิฟ้องร้องต่อศาลเพื่อให้การคุ้มครอง หากพบว่าหน่วยงานของรัฐละเมิดสิ่งที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้
          ดังนั้นเมื่อสังเคราะห์จากโจทย์ของ “กรธ.” กับความต้องการของภาคประชาชน ทั้ง 2 รายละเอียด พบว่า ในสายตาของเครือข่ายภาคประชาสังคม ที่มีบทบาทต่อสู้ เรียกร้องความเป็นธรรมกับรัฐ สะท้อนออกมาได้ว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับสร้างระบบการปกครองที่รัฐเป็นใหญ่ ส่วนบทบาทและสิทธิของประชาชนถูกจำกัด เพราะเนื้อความของบทบัญญัติถูกตีความให้รัฐต้องเป็นเบอร์หนึ่ง แทนที่จะให้ประชาชนเป็นแถวหน้าในการพัฒนาประเทศ จึงอาจสร้างปัญหามากกว่าแก้ปัญหา
ขณะที่ในมุมคิดของผู้ทำร่างรัฐธรรมนูญ คือ ประเด็นสิทธิและเสรีภาพ แม้จะตบแต่งบทบัญญัติให้ผิดแผกไปจากรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 แต่ยืนยันได้ว่าเนื้อหาไม่มีผิดเพี้ยนหรือทำให้สิทธิเสรีภาพของประชาชนลดลงไปจากเดิม แต่เมื่อทางภาคประชาชนกังวลเหมือนคนนอนหนาวที่ไม่มีผ้าห่มให้ความอบอุ่น ก็จะมอบผ้าห่มให้ไป เพื่อคลายความกังวลใจ
          ดังนั้นคำตอบของ “กรธ.” แม้จะให้บางประเด็นเป็นไปตามความต้องการของภาคประชาชนที่ยื่นข้อเรียกร้อง แต่อนาคตอีกไม่กี่วันข้างหน้า ยังไม่รู้ชัดว่าจะเป็นคำตอบที่ตรงกับความต้องการของประชาชนหรือไม่
          เพราะต้องยอมรับว่าการทำงานของ กรธ. ถูกล็อกไว้ตามหมุดที่ปักไว้ตามมาตรา 35 ของรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 ที่มีหัวใจสำคัญ คือ แก้ปัญหาทางการเมือง แต่ไม่ใช่เป็นแนวทางเพื่อแก้ปัญหาให้บ้านเมือง

มอเตอร์ไซค์ เมืองพะโค

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160217/222599.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันพุธที่ 17 กุมภาพันธ์ 2559
มอเตอร์ไซค์ เมืองพะโค

มอเตอร์ไซค์ เมืองพะโค : ไปสู่ถนนดินลูกรัง โดย… เฉลิมศักดิ์ แหงมงาม

นครย่างกุ้ง รัฐบาลพม่ากำหนดไม่ให้มีมอเตอร์ไซค์วิ่งพล่านบนถนนเป็นควายตื่นฝูง ดังนั้น จักรยานยนต์เด็กแว้นจึงมาอัดแน่นอยู่เมืองพะโค
          พะโคก็คือหงสาวดี เมืองหลวงพม่าในอดีตนั่นเอง ห่างจากนครย่างกุ้งไม่มากนัก ทัวร์ยอมจัดหารถบัสใหม่อย่างดีแอร์เย็นฉ่ำให้นั่งไปถึงเมืองพะโคได้
          เข้าสู่เมืองพะโคหรือหงสาวดีแล้ว ผมก็นึกถึงบุเรงนอง กษัตริย์ผู้ครองนครแห่งนี้ ผู้ได้รับฉายาว่า “ผู้ชนะสิบทิศ” จากนักเขียนไทยนามว่า “ยาขอบ” นักอ่านในอดีตติดตามอ่านกันอย่างงอมแงมเหมือนยาเสพติด ชนิดต้องยืนเข้าแถวซื้อหนังสือหน้าโรงพิมพ์ คนไทยส่วนใหญ่จึงรู้จักบุเรงนอง
          ผมมองฝูงมอเตอร์ไซค์บนถนนใจกลางเมืองพะโค ที่ถูกกดดันออกจากนครย่างกุ้ง กระเด็นกระดอนมาอยู่ที่นี่ น่าจะเป็นเพราะพะโคเป็นเมืองหลักของพม่าถัดๆ มา แต่ผมดูจำนวนรถแล้ว ไม่น่าจะมากมายเท่าเมืองไทย
          ประเทศพม่ากำหนดโซนการมีรถ รวมถึงต้องมีพื้นที่จอดรถเสียก่อนจึงจะซื้อรถได้ในย่างกุ้ง ทำให้นึกถึงปริมาณรถบ้านเราที่กำลังวิกฤติอยู่ในขณะเวลานี้
ผมดูข่าวทางทีวีสีช่อง 7 เกือบทุกเช้า เพราะเป็นเพียงช่องเดียวที่เสนอข่าวอุบัติเหตุบนท้องถนนได้อย่างเห็นภาพชัด ภาพมอเตอร์ไซค์ชนกับรถยนต์เป็นศพเรี่ยราดบนท้องถนน ทุเรศอุจาดตา รวมถึงรถบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์ขับฝ่าไฟแดง ชนปิกอัพโดยสาร ผู้คนกระเด็นกระดอนลงมาจากรถอย่างน่ากลัวอันตรายกลางสี่แยก
ไม่รู้ว่านายกรัฐมนตรีทนดูได้อย่างไร ถึงเวลาหรือยังที่เราจะลดจำนวนรถยนต์ รถมอเตอร์ไซค์บนท้องถนน หรือจะปล่อยให้คนไทยประสบอุบัติเหตุ ติดอันดับเบิ้ลที่หนึ่งของโลกก่อนหรือไง จึงจะยอมกำหนดโซน ชนิดรถ ที่จอดรถ ในแต่ละเมือง
          ทุกวันนี้ อุบัติเหตุบนท้องถนนนั้นรุนแรงกว่ายาเสพติดด้วยซ้ำ ไม่อย่างนั้นคงไม่มีนโยบาย 7 วันอันตรายในช่วงเทศกาล
          เวียดนามแม้มอเตอร์ไซค์จะมาก แต่เขาจำกัดความเร็วแรงอัดในเครื่องยนต์ มึงขับเร็ว รถดับทันที แต่ไทยไม่อย่างนั้น ช็อปเปอร์สิงห์มอเตอร์ไซค์ขับเร็วยิ่งกว่าจรวด คราวหนึ่งผมเห็นคนขับช็อปเปอร์นอนตายกลางถนน เพราะปะทะท้ายรถยนต์ที่จอดรอไฟแดงสี่แยกกลางถนนต่างจังหวัด
          เห็นแล้วผมได้แต่เศร้าหดหู่ ภาวนาอยู่ทุกวัน เมื่อไรรัฐบาลจะลดจำนวนรถบนท้องถนนในเมืองไทย
          เดี๋ยวนี้ ไม่ว่าบ้านนอก เมืองกรุงเหมือนกันทั้งนั้น ขับในกรุงเทพฯ ยังปลอดภัยเสียกว่า เพราะรถติดเป็นตังเมใช้ความเร็วไม่ได้
          พะโคหรือหงสาวดี รถกำลังทวีปริมาณ แต่ยังไม่มากเท่าไร ยังมีอากาศได้หายใจไม่มีคำว่ารถติด ไม่มีคำว่าความเร็วปานเครื่องบิน เพราะสังคมพม่ายังเป็นสังคมแห่งความเชื่องช้าสบายๆ เจริญทีหลัง ทำให้สามารถกำหนดได้ว่า ควรจะจัดการปัญหาการคมนาคมอย่างไร ไม่ใช่ปล่อยให้อุตสาหกรรมรถยนต์ครอบครองประเทศเหมือนไทยอยู่ในเวลานี้
          เขียนถึงพม่า ดันผ่ามาพูดปัญหาในสังคมไทย ผมนี่ชักจะเครียดแฮะ

รื้อและสร้างใหม่งานอุบัติเหตุทางถนน:ลดภาพลวงตา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160217/222598.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันพุธที่ 17 กุมภาพันธ์ 2559
รื้อและสร้างใหม่งานอุบัติเหตุทางถนน:ลดภาพลวงตา

รื้อและสร้างใหม่งานอุบัติเหตุทางถนน : ลดภาพลวงตา : โลกตรวจ โดย… ผศ.ดร.ปนัดดา ชำนาญสุข

อีกเดือนเศษๆ จะถึงห้วงเวลานับศพกันอีกแล้วกับช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่สะท้อนให้ปรากฏการณ์ตื่นตัวทางนโยบายเฉพาะช่วงเทศกาลเหมือนอย่างที่ผ่านมาซ้ำแล้วซ้ำเล่านับสิบปี
          เพียงแค่ถามว่า มีใครกล้ายืนยันหรือไม่ว่า ข้อมูลการเจ็บการตายกลางถนนจากอุบัติเหตุทางถนนเชื่อถือได้ ?? แค่นี้คงจะพอตอบได้ว่าส่วนงานไหนที่ควรจะต้องพิจารณาปรับรื้อและสร้างใหม่เสียที
          ไหนๆ ก็มีการพยายามปฏิรูปองค์กรต่างๆ อย่างมากมายแล้ว…ลองทบทวนอุบัติการณ์ด้านนโยบายเรื่องอุบัติเหตุทางถนนอย่างจริงจังบ้างน่าจะเป็นบุญกุศลไม่น้อย
          นานนับทศวรรษที่งบประมาณจำนวนมากถูกใช้ไปด้วยวิธีการรณรงค์ประชาสัมพันธ์เพื่อให้ผู้ใช้รถใช้ถนนเกิดความสนใจและตื่นตัวกับภัยใกล้ตัวที่คุกคามความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของคนไทยบนถนน แต่ความล้มเหลวจากการใช้งบประมาณโดยไม่มีการประเมินผลอย่างจริงจังปรากฏอย่างชัดเจนจากอัตราการตายที่ไม่ได้ลดลงอย่างที่ควรจะเป็น คนไทยและนักท่องเที่ยวยังตายกลางถนนวันละกว่า 70 ศพ และไม่ได้ทำให้สังคมตื่นตระหนกในปรากฏการณ์นี้เท่าที่ควร เคยมีการประเมินผลอย่างจริงจังตรงไปตรงมาตามหลักวิชาการหรือไม่ว่า ความล้มเหลวไร้ประสิทธิภาพในการปกป้องชีวิตและทรัพย์สินที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องนานนับทศวรรษในประเทศไทยนั้น แท้ที่จริงแล้วมาจากกลไกการทำงานที่อ่อนแอของส่วนงานหลักใด ? เมื่อใช้หลักการวิเคราะห์ประสิทธิภาพการทำงานด้านความปลอดภัยทางถนนที่สากลกำหนดไว้ 5 ประการ
          ส่วนงานหลักแรก คือ การบริหารจัดการที่ดี
          ส่วนงานหลักที่สอง คือ การมีถนนที่ปลอดภัย
          ส่วนงานหลักที่สาม คือ การมียานพาหนะที่ปลอดภัย
          ส่วนงานหลักที่สี่ คือ การส่งเสริมให้มีพฤติกรรมการใช้รถใช้ถนนที่ปลอดภัย
          และส่วนงานหลักสุดท้าย คือ เมื่อมีอุบัติเหตุทางถนนเกิดขึ้นแล้วจะต้องมีการดูแลช่วยเหลือเพื่อการรักษาพยาบาลที่มีประสิทธิภาพ
          ความกล้าหาญในการประเมินผล และการคิดใหม่ทำใหม่เพื่อปรับรื้อและสร้างใหม่เพื่อให้กลไกการทำงานเป็นไปอย่างบูรณาการที่แท้จริง ตรงเป้าหมาย และสอดรับไปด้วยกันอย่างมืออาชีพ รวมถึงการให้เกียรติและเคารพในบทบาท หน้าที่ ความผิดชอบที่แต่ละองค์กรต่างมีภารกิจโดยไม่ผลักภาระ หรือเพ่งโทษ แต่หันหน้าเข้าหากันเพื่อกำหนดยุทธศาสตร์ ยุทธวิธีในการทำงานร่วมกัน
          ไม่มุ่งหวังเพียงแค่ ผลงาน หรือผลประโยชน์เฉพาะองค์กรฝ่ายตนเท่านั้น อาจจะเป็นก้าวแรกที่สำคัญเพื่อให้เกิดการทำงานร่วมกันอย่างสร้างสรรค์อันจะนำไปสู่ประสิทธิผลในการลดจำนวนอุบัติเหตุทางถนน ลดจำนวนคนตาย คนบาดเจ็บและทรัพย์สินเสียหายได้
          ต้องทำให้คนทำงานทุกคน และทุกฝ่ายรู้สึกว่า
          เขา คือ เจ้าของผลงาน
          เขา คือ คนสำคัญคนหนึ่ง
          เขา คือ คนที่มีบทบาทสำคัญในกลไกการขับเคลื่อนเปลี่ยนแปลงการเจ็บการตายและความเสียหายบนถนนให้ลดลงอย่างมีประสิทธิภาพ
อย่าปล่อยให้เขาคิดว่าทำงานเพื่อให้คนอื่น หน่วยอื่น นำผลงานไปเป็นของหน่วยงานอื่น ของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเพื่อสร้างชื่อเสียง สร้างความก้าวหน้าเฉพาะตน เฉพาะหน่วยงานของตน
          หากผู้นำประเทศยังปล่อยให้คนทำงานระดับรากหญ้าคิดอยู่เช่นนี้ และรู้สึกเช่นนี้เหมือนที่รู้สึกมาตลอดทศวรรษ
          ข้อมูลและผลการปฏิบัติงานที่ปรากฏก็จะเป็นเพียงแค่ภาพลวงตา
          ไม่ใช่ของแท้ หรือของจริงแต่ประการใด
คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
ตู้ ปณ.1078 ปท.เกษตรศาสตร์
5o ถ.งามวงศ์วาน เขตจตุจักร กทม.10900
fax 0-2561-2230
มือถือ 09-7052-4128

‘ยุทธศาสตร์ชาติ’ ภัยคุกคามในอีก 20 ปีข้างหน้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160217/222584.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันพุธที่ 17 กุมภาพันธ์ 2559
'ยุทธศาสตร์ชาติ' ภัยคุกคามในอีก 20 ปีข้างหน้า

‘ยุทธศาสตร์ชาติ’ ภัยคุกคามในอีก 20 ปีข้างหน้า : โดย…ทีมข่าวสืบสวนสอบสวน

                      บางคนอาจคิดว่านี่เป็นการคิดแบบทหาร จึงได้มีความพยายามผลักดันให้มีกรอบยุทธศาสตร์ชาติในอีก 20 ปีข้างหน้า แต่หลายคนก็เชื่อว่า วิธีคิดแบบทหารอาจทำให้ประเทศไทยเดินไปในทิศทางที่ควรจะเป็น มากกว่าที่จะปล่อยให้นักการเมืองเข้ามากำหนดทิศทางเองตามใจชอบ โดยที่ไม่คำนึงถึงภัยคุกคามประเทศที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วตามเทคโนโลยีการสื่อสารที่ไร้ขีดจำกัด
                      การเข้าโจมตีเว็บไซต์ของหน่วยราชการไทยของกลุ่มแฮ็กเกอร์ที่เรียกตัวเองว่า แฮ็กเกอร์นิรนาม หรือ annonymus จนทำให้เว็บไซต์ของหน่วยงานราชการหลายแห่งไม่สามารถใช้งานได้ ไม่ว่าจะเกิดจากความไม่พอใจในนโยบายของรัฐบาล หรือเกิดจากความเชื่อทางศาสนา หรือการเมือง ในมุมของรัฐแล้ว นั่นคือภัยคุกคามที่จะต้องเตรียมการระวังป้องกัน ไม่ต่างจากภัยก่อการร้าย
                      เจ้าหน้าที่จากข่าวกรองทหารให้ข้อมูลว่า เมื่อพูดถึงภัยคุกคาม เรามักจะพูดถึงภัยคุกคามแบบเก่า และภัยคุกคามแบบใหม่ ภัยคุกคามตามแบบ หรือแบบเก่านั้นจะหมายถึงการยกกำลังทหารขนาดใหญ่เข้าโจมตี อย่างกรณีไทยกับกัมพูชาเมื่อหลายปีก่อนนั้น ถือเป็นภัยคุกคามเก่า ซึ่งนักการทหารต่างก็มีมุมมองในทางเดียวกันว่า การต่อสู้ในลักษณะเช่นนั้นคงจะเกิดขึ้นได้ยาก โดยเฉพาะเมื่อต่างฝ่ายต่างเห็นผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่มีร่วมกัน ซึ่งก็คือแหล่งพลังงานในอ่าวไทยที่อยู่ในพื้นที่เหลื่อมทับของทั้งสองประเทศ
                      นั่นเป็นที่มาของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ได้ร่างกรอบยุทธศาสตร์ชาติ ระยะ 20 ปี เริ่มตั้งแต่ปี 2560-2579 โดยยุทธศาสตร์ชาติกรอบการพัฒนาระยะยาวนั้น มีเป้าหมายที่จะทำให้ประเทศมีความมั่นคง มั่งคั่ง เป็นประเทศพัฒนาแล้ว ด้วยการพัฒนาตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง นำไปสู่การพัฒนาให้คนไทยมีความสุข และตอบสนองต่อการบรรลุ ซึ่งผลประโยชน์แห่งชาติในการที่จะพัฒนาคุณภาพชีวิต สร้างรายได้ระดับสูงเป็นประเทศพัฒนาแล้ว และสร้างความสุขของคนไทย สังคมมีความมั่นคงเสมอภาค และเป็นธรรม ประเทศสามารถแข่งขันได้ในระบบเศรษฐกิจ
                      ในร่างกรอบยุทธศาสตร์ชาติ ยังระบุถึงภัยคุกคามประเทศนับจากนี้ไป 5 ปี 10 ปี หรืออีก 20 ปีข้างหน้าจึงมีแนวโน้มที่จะเกิดจากภัยคุกคามใหม่ หรือที่เรียกว่า ภัยคุกคามนอกแบบ ที่น่าจะเป็นประเภทเดียวกันกับที่เกิดขึ้นในขณะนี้ แต่แตกแยกย่อยออกไป
                      ไม่ว่าจะะเป็นภัยจากการก่อการร้าย ที่แต่เดิมนั้นประเทศไทยยังไม่ใช่พื้นที่ขัดแย้งที่เป็นเป้าหมายของกลุ่มก่อการร้าย แต่การเปลี่ยนแปลงของกลุ่มก่อการร้ายที่เกิดขึ้นในปัจจุบันและขยายตัวมากขึ้นตามการเติบโตของเทคโนโลยีและการสื่อสาร จนทำให้อาณาเขตของประเทศแทบจะไม่มีความหมายไปแล้ว ทำให้มีความจำเป็นที่จะต้องเตรียมความพร้อมเพื่อจะรับมือกับภัยคุกคามเหล่านี้ ที่อาจจะมาในรูปแบบการก่อวินาศกรรมหรือการโจมตีระบบข้อมูลข่าวสาร การสื่อสารเพื่อทำลายการเชื่อมต่อหรือทำลายระบบเศรษฐกิจ
                      นอกจากนี้ยังมีภัยคุกคามจากโรคระบาด ที่ปัจจุบันมีโรคอุบัติใหม่เกิดขึ้นมากมาย เป็นอันตรายและแพร่ระบาดเป็นวงกว้างและรวดเร็ว เกินกว่ากำลังของพลเรือนที่จะเข้ามารับมือกับโรคร้าย รวมทั้งภัยที่เกิดจากการแย่งชิงทรัพยากร หรือการเข้าทำลายระบบเศรษฐกิจ ก็นับเป็นภัยคุกคามรูปแบบใหม่
                      แต่สิ่งบอกเหตุที่จะชี้ว่า เหตุการณ์หรือการกระทำนั้นๆ จะเป็นภัยคุกคามหรือไม่ เป็นเรื่องที่ต้องใช้การสังเกต หรือการตรวจสอบที่ละเอียด เพราะบางอย่างเป็นการดำเนินชีวิตตามปกติ ดังนั้นจึงต้องดูที่เจตนา และดูว่ามีขีดความสามารถในการก่อเหตุหรือไม่ แต่หากเป็นกรณีสงครามไซเบอร์แล้ว ปริมาณอาจไม่ได้บอกว่ามีขีดความสามารถ
                      นั่นเป็นเพราะสงครามไซเบอร์ เป็นสงครามที่เรียกว่า ไร้สมมาตรอย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นจำนวน หรือสถานที่ที่ใช้ก่อเหตุ เพราะเพียงแค่คนๆ เดียวก็อาจล่มระบบได้ เพราะเป็นเรื่องที่เกิดจากการใช้จินตนาการ
                      แต่หากไปดูบทคัดย่อของร่างกรอบยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี แล้วจะพบว่า ภัยคุกคามประเทศที่ผ่านมานั้น ส่วนใหญ่เกิดจากภายใน เพราะที่ผ่านมา ประเทศไทยไม่เคยมีการกำหนดยุทธศาสตร์ประเทศมาก่อน การบริหารประเทศแปรเปลี่ยนลื่นไหลไปกับการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลที่ใช้นโยบายของพรรคการเมืองเป็นหลัก เพราะเชื่อว่า นั่นคือเครื่องมือที่จะทำให้รัฐบาลได้รับคะแนนนิยม
                      ยุทธศาสตร์ของประเทศจึงไม่เคยถูกรัฐบาลนำขึ้นมาพิจารณาอย่างจริงจัง แม้แต่แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ก็เป็นเพียงสิ่งที่ต้องมี ไม่ใช่สิ่งที่ต้องทำ
———————-
จุดอ่อนเชิงโครงสร้างที่ทำให้เสี่ยงต่อภัยคุกคาม
                      – ประชากรสูงอายุมีแนวโน้มสูงขึ้น แต่คุณภาพยังไม่พอ การออมไม่ดี
                      – ผลผลิตรวมภายในต่ำ แต่การค้าระหว่างประเทศสูงกว่ามาก
                      – การลงทุนด้านการวิจัยมีมูลค่าน้อย
                      – การบริหารจัดการภาครัฐยังขาดการบูรณาการ
                      – การบังคับใช้กฎหมายขาดประสิทธิภาพ
                      – ปัญหาคอร์รัปชั่น
                      – ปัญหาด้านคุณธรรม จริยธรรม
                      – ปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคม
———————-
(‘ยุทธศาสตร์ชาติ’ ภัยคุกคามในอีก 20 ปีข้างหน้า : โดย…ทีมข่าวสืบสวนสอบสวน)

แถลงการณ์พระอาการ’ในหลวง’ฉบับที่20

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160216/222575.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันอังคารที่ 16 กุมภาพันธ์ 2559
แถลงการณ์พระอาการ'ในหลวง'ฉบับที่20

แถลงการณ์สำนักพระราชวัง เรื่อง ‘ในหลวง’ เสด็จ ฯ มาประทับ ณ โรงพยาบาลศิริราช ฉบับที่ 20

                      16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559  สำนักพระราชวังได้ออกแถลงการณ์ เรื่อง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จ ฯ มาประทับ ณ โรงพยาบาลศิริราช ฉบับที่ 20 ความว่า
                      วันนี้ คณะแพทย์ผู้ถวายการรักษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้รายงานการติดตามพระอาการ ภายหลังการถวายการรักษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระปรอท (ไข้) ตามแถลงการณ์ฉบับที่ 19 ว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ยังมีพระปรอท (ไข้) มีพระอาการเหนื่อย หายพระทัยเร็ว ร่วมกับมีพระชีพจรเร็วเป็นครั้งคราว ผลการตรวจทางพระโลหิตไม่บ่งชี้ว่ามีการอักเสบจากเชื้อแบคทีเรีย ภาพถ่ายเอกซเรย์และเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ของพระอุระ (อก) พระนาภี (ท้อง) และพระสมอง เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2559 ไม่พบลักษณะการอักเสบ ส่วนการอักเสบที่พระชานุ (ข้อเข่า) ด้านขวาดีขึ้น แต่พบการอักเสบที่พระข้ออื่นๆ ผลการตรวจพระหทัยด้วยคลื่นเสียง (Echocardiography) เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2559 ไม่พบการอักเสบติดเชื้อภายในพระหทัย แต่พบการคลายตัวของกล้ามเนื้อพระหทัยผิดปรกติ (Diastolic Dysfunction) และความดันของระบบการไหลเวียนพระโลหิตในพระปัปผาสะ (ปอด) สูงกว่าปรกติ
                      เนื่องจากผลการตรวจพระโลหิตด้านการชี้วัดการอักเสบ (Biomarker) ยังคงแสดงว่ามีการอักเสบหลงเหลืออยู่ คณะแพทย์ ฯ จึงได้ถวายพระโอสถปฏิชีวนะทางหลอดพระโลหิตเป็นระยะ และถวายออกซิเจนอย่างต่อเนื่อง ร่วมกับการทำกายภาพบำบัดถวาย กับดูดพระเสมหะและพระเขฬะ (น้ำลาย) ตามจำเป็น เพื่อป้องกันการอุดกั้นหลอดพระวาโย (หลอดลม)
                      เมื่อคืนวันนี้ 14 กุมภาพันธ์ 2559 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หายพระทัยเร็วขึ้น ผลการตรวจเอกซเรย์พระอุระ (อก) ไม่พบการอักเสบของพระปัปผาสะ (ปอด) เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2559 มีพระปรอทสูง 38.1 องศาเซลเซียส คณะแพทย์ ฯ ได้พยายามสืบค้นหาสาเหตุของการอักเสบโดยวิธีพิเศษต่างๆ ทางห้องปฏิบัติการ เพื่อหาสาเหตุการอักเสบจากเชื้อแบคทีเรีย และการอักเสบที่เกิดจากเชื้ออื่นๆ ซึ่งอยู่ระหว่างการรอผลตรวจ ในระหว่างนี้คณะแพทย์ ฯ ได้เริ่มถวายพระโอสถปฏิชีวนะขนานใหม่เพิ่มทางหลอดพระโลหิต และติดตามพระอาการอย่างใกล้ชิด จึงประกาศมาเพื่อทราบโดยทั่วกัน

‘บิ๊กตู่’ตอบ4คำถามสื่อต้องแจ้งชื่อ-สังกัด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160216/222564.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันอังคารที่ 16 กุมภาพันธ์ 2559
'บิ๊กตู่'ตอบ4คำถามสื่อต้องแจ้งชื่อ-สังกัด

‘ประยุทธ์’ ลงนามคำสั่งปรับรูปแบบสื่อสัมภาษณ์ใหม่ ให้ถามได้ 4 คำถาม พร้อมแจ้งชื่อ-สังกัดก่อนทุกครั้ง ‘ประวิตร’ รับลูกทันที

                      16 ก.พ. 59  เมื่อเวลา 12.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)  พ.อ.หญิง ทักษดา สังขจันทร์ ผู้ช่วยโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้แจงแนวทางการแถลงข่าวใหม่แก่สื่อมวลชน ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้สั่งปรับรูปแบบการถามคำถามนายกรัฐมนตรี และรองนายกรัฐมนตรี ในวันประชุม ครม. โดยกำหนดให้ถามคำถามผ่านไมโครโฟนได้แค่ 4 คำถาม ซึ่งก่อนถามสื่อมวลชนจะต้องแจ้ง ชื่อ-นามสกุล และสำนักข่าวก่อนทุกครั้ง ส่วนประเด็นย่อยอื่นๆ นั้น ต่อจากนี้จะให้โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ผู้ช่วยโฆษกประจำกระทรวง และผู้ที่เกี่ยวข้องเป็นผู้ชี้แจง โดยเริ่มจากวันนี้เป็นต้นไป และจะพยายามใช้รูปแบบนี้ในทุกครั้งที่มีการให้สัมภาษณ์ ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้เซ็นเอกสารคำสั่งดังกล่าวไว้ตั้งแต่วันที่ 12 ก.พ. 59 ก่อนเดินทางเข้าร่วมการประชุมอาเซียน – สหรัฐฯ แล้ว
                      พ.อ.หญิง ทักษดา ชี้แจงว่า เรื่องของการปรับปรุงรูปแบบการให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนนั้น มีคำสั่งมาจากสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี โดยไม่ได้มีเจตนาปิดกั้นการทำหน้าที่ของสื่อมวลชน แต่เพื่อต้องการให้เกิดความหลากหลาย เนื่องจากต้องการให้เกิดความหลากหลายในเรื่องการถามคำถามให้ทุกสำนักข่าวได้มีสิทธิ์ในการถามอย่างเท่าเทียม ไม่อยู่ที่กลุ่มเดียว ทั้งนี้ ต้องการให้ประเด็นคำถามนั้นขอให้เป็นเรื่องที่สำคัญและเป็นประเด็นใหญ่ของเรื่องนั้น ส่วนประเด็นอื่นๆ อยากให้สื่อมวลชนไปสอบถามกับโฆษกประจำกระทรวงต่างๆ ที่ได้ตั้งขึ้นมาเพื่อให้มีการสร้างความรับรู้ได้ชัดเจนมากขึ้น ขณะเดียวกันรัฐบาลต้องการสร้างบรรยากาศในการสร้างการรับรู้ และตอบคำถามสื่อ เป็นไปด้วยดี เนื่องจากสถานการณ์บ้านเมืองขณะนี้อยู่ในช่วงสำคัญ
                      จากนั้นเวลา 12.45 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล ภายหลังเป็นประธานการประชุม ครม. พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นประธานการประชุมแทนนายกรัฐมนตรี ตอบคำถามผู้สื่อข่าวถามว่าการแถลงข่าวมีเหตุผลอะไรจะให้โอกาสผู้สื่อข่าวซักถามเพียง 4 ข้อ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ตนอยากตอบแค่ 4 คำถาม ไม่ต้องถามเกินกว่านี้ แค่ 4 คำถามพอ เพราะว่าผู้สื่อข่าวถามมาตลอด ตอนเดินก็ถาม ถามมาตั้งแต่เย็นวันที่ 15 ก.พ.แล้ว จนถึงเช้าวันเดียวกันนี้ ถึงเวลานี้เลยให้แค่ 4 คำถามพอ แต่ถ้าไม่ถามก็จะไปแล้ว

ผลสลากกินแบ่งรัฐบาลงวด16ก.พ.2559

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160216/222560.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันอังคารที่ 16 กุมภาพันธ์ 2559
ผลสลากกินแบ่งรัฐบาลงวด16ก.พ.2559

ผลการออกสลากกินแบ่งรัฐบาล งวดประจำวันที่ 16 ก.พ.2559 รางวัลที่ 1 – 356364 เลขหน้า 3 ตัว – 699, 312 เลขท้าย 3 ตัว – 309, 535 เลขท้าย 2 ตัว – 98

           ผลการออกสลากกินแบ่งรัฐบาล งวดประจำวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2559 รางวัลที่ 1 –356364 เลขหน้า 3 ตัว – 699, 312 เลขท้าย 3 ตัว – 309, 535 เลขท้าย 2 ตัว – 98

คุก1ปี‘ประสงค์’หมิ่นตุลาการศาลรธน.คดีซุกหุ้นทักษิณ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160216/222550.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันอังคารที่ 16 กุมภาพันธ์ 2559
คุก1ปี‘ประสงค์’หมิ่นตุลาการศาลรธน.คดีซุกหุ้นทักษิณ

ศาลฎีกาแก้เวลารอลงอาญา“ บุรุษคาบไปป์ ประสงค์ สุ่นศิริ”คอลัมนิสตเขียนบทความปี44ดูหมิ่นอดีตตุลาการศาล รธน.เสียงข้างมาก ช่วยเหลือคดีซุกหุ้นทักษิณจาก2ปีเหลือ1ปี

          วันที่ 16 ก.พ.59 ที่ห้องพิจารณา  710  ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาคดีที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 10 โจทก์ , นายกระมล ทองธรรมชาติ , นายผัน จันทรปาน, นายศักดิ์ เตชาชาญ, นายปรีชา เฉลิมวณิชย์, นายอนันต์ เกตุวงศ์, นายสุจินดา ยงสุนทร และนายจุมพล ณ สงขลา อดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เสียงข้างมากคดีซุกหุ้น พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นโจทก์ร่วมที่ 1-7 ยื่นฟ้อง น.ต.ประสงค์ สุ่นสิริ อดีตคอลัมน์นิสตหนังสือพิมพ์แนวหน้า ฉายา “ บุรุษคาบไปป์ ” , นายจีระพงศ์ เต็มเปี่ยม บรรณาธิการผู้พิมพ์ผู้โฆษณา นสพ.แนวหน้า (ขณะฟ้องปี 2545)  , บริษัท หนังสือพิมพ์แนวหน้า จำกัด , นางผานิต พูนศิริวงศ์ และนายวารินทร์ พูนศิริวงศ์ ซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจในบริษัท ในความผิดร่วมกันฐานหมิ่นประมาทผู้อื่นโดยการโฆษณาด้วยเอกสาร, ร่วมกันดูหมิ่นศาลหรือผู้พิพากษาในการพิจารณาพิพากษาคดี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 198,326,328
          ตามฟ้องโจทก์เมื่อวันที่ 16 ส.ค.45 ระบุความผิดจำเลยสรุปว่า เมื่อวันที่ 28 ส.ค.44 จำเลยทั้งห้าร่วมกันดูหมิ่นและหมิ่นประมาทตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างมาก 8 ต่อ 7 เสียง ที่วินิจฉัยชี้ขาดคดีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ขณะดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีในรัฐบาล พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ จงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินด้วยข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบว่าไม่มีความผิดตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 295 โดยจำเลยที่ 2 พิมพ์บทความใน นสพ.แนวหน้า ฉบับลงวันที่ 28 ส.ค.44 หน้า 3 ซึ่งคอลัมน์ของจำเลยที่ 1 วิพากษ์วิจารณ์การทำงานของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ทำให้โจทก์ร่วมทั้งเจ็ด ได้รับความเสียหาย เสื่อมเสียชื่อเสียง
          โดยศาลชั้นต้น มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 2 ธ.ค.47 ให้จำคุก น.ต.ประสงค์ และนายจีระพงศ์ บก.นสพ.แนวหน้า จำเลยที่ 1-2 ฐานร่วมกันดูหมิ่นศาลหรือผู้พิพากษาในการพิจารณาพิพากษาคดี คนละ 1 ปีและปรับ 7,000 บาท โดยโทษจำคุก ให้รอการลงโทษเป็นเวลา 1 ปี ส่วนจำเลยที่ 3-5 ผู้บริหารบริษัทแนวหน้าฯ ให้ยกฟ้อง
          ต่อมาโจทก์ และจำเลยอุทธรณ์ ซึ่งศาลอุทธรณ์ มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 9 ก.ย.51 ยังคงให้จำคุก น.ต.ประสงค์และนายจีระพงศ์ บก.นสพ.แนวหน้า จำเลยที่ 1-2 คนละ 1 ปี และปรับ 7,000 บาท แต่ให้เพิ่มระยะเวลาการรอลงอาญาจาก 1 ปี ให้เป็นไว้ 2 ปี โดยอดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ โจทก์ร่วม และจำเลยทั้งสอง ยื่นฎีกา
          ขณะที่ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมหารือกันแล้วเห็นว่า น.ต.ประสงค์ จำเลยที่ 1 ผู้เขียนบทความ เบิกความว่า ได้รับจดหมายแสดงความคิดเห็นของคณาจารย์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ถึงคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับคดีซุกหุ้น พ.ต.ท.ทักษิณ ว่ามีลักษณะ สองมาตรฐาน แม้จะไม่ได้มีการระบุชื่อผู้ให้ความเห็นในจดหมายแต่มีตราของมหาวิทยาลัยประทับอีกทั้งยังมีความเห็นจากนักกฎหมายหลายคนที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์คำวินิจฉัยในครั้งนี้ รวมถึงยังมีการเสนอข่าวจากสื่อมวลชนถึงคำวินิจฉัยในเรื่องนี้เช่นกัน
          ขณะที่นายบัณฑิต ศิริพันธุ์  ทนายความของจำเลย ยังเบิกความด้วยว่า มีตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ มาเล่าให้ฟังว่า คดีซุกหุ้นมีการวิ่งเต้น ช่วยเหลือ โดยนางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ น้องสาวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ได้เข้าพบตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเพื่อขอเสียงตุลาการศาลรัฐธรรมนูญผู้นั้น 1 เสียง ซึ่งมีการอ้างว่า นางเยาวภา มีการให้อามิสสินจ้างประโยชน์แก่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญไว้เรียบร้อยแล้ว 4 คน
          แม้ข้อนี้จะไม่มีใครมาเบิกความยืนยันคำพูดของนายบัณฑิต แต่ก็ไม่มีการดำเนินคดีกลับนายบัณฑิตที่มีการกล่าวอ้างตุลาการศาลรัฐธรรมนูญผู้นั้นเช่นเดียวกันด้วย ดังนั้นเรื่องคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญจึงเป็นข้อน่าสงสัย ซึ่งบทความจำเลยเป็นการยืนยันข้อเท็จจริงตามที่ได้รับฟังพยานหลักฐานมา และเมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าบทความนั้นไม่ใช่การใส่ความในเรื่องส่วนตัว อีกทั้งเป็นประโยชน์ต่อสาธารณชน จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 330 ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังขึ้น จึงให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 – 2 ในข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา
          แต่การกระทำของจำเลยที่ 1-2 ผิดฐานดูหมิ่นตุลาการฯ ตาม ม.198 หรือไม่ ซึ่งจำเลย ยื่นฎีกาว่าเมื่อมีการยึดอำนาจ คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.)และได้ออกประกาศ คปค.ให้ยกเลิกรัฐธรรมนูญและสิ้นสุดการทำงานศาลรัฐธรรมนูญแล้วทำให้ไม่เป็นความผิดนั้น เห็นว่า แม้มีประกาศ คปค. ยกเลิกรัฐธรรมนูญสิ้นสุดการทำงานของศาลรัฐธรรมนูญ แต่กฎหมายข้อบังคับเรื่องดูหมิ่นศาลฯ ไม่ได้ถูกยกเลิกไปด้วย ความผิดฐานดูหมิ่นศาลฯ  ตาม ม.198 จึงยังคงอยู่ ฎีกาของจำเลยส่วนนี้ฟังไม่ขึ้น
          ส่วนที่อดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ โจทก์ร่วม ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยสถานหนักและไม่รอการลงโทษนั้น ฎีกาฟังไม่ขึ้น ศาลเห็นว่า จำเลยไม่เคยถูกต้องโทษทางอาญา ประกอบกับพิจารณาวุฒิภาวะการศึกษา อายุ จึงพิพากษาแก้เป็นว่า ให้กำหนดเวลารอการลงโทษจำเลยที่ 1-2 คนละ 1 ปี ส่วนจำเลยที่ 3-5 ให้ยกฟ้องตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
          ภายหลัง น.ต.ประสงค์ กล่าวด้วยสีหน้ายิ้มแย้มว่า ขอบคุณศาลฎีกาเป็นอย่างสูงที่พิจารณาและพิเคราะห์แล้วตนไม่มีโทษ ซึ่งตนทำด้วยความบริสุทธิ์ในฐานะสื่อมวลชน
          ขณะที่ น.ต.ประสงค์ ยังกล่าวถึงการร่างรัฐธรรมนูญว่า การร่างรัฐธรรมนูญครั้งนี้ยังมีประเด็นที่คล้ายคลึงกับร่างรัฐธรรมนูญของคณะนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ที่เคยตกไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องรูปแบบการเลือกตั้ง ที่มาของ ส.ส.และส.ว. ขณะที่เรื่องสิทธิชุมชนและสิทธิเสรีภาพของประชาชนที่เคยบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญปี 2540 และ 2550 ขาดหายไปโดยเฉพาะสิทธิชุมชนหายไปทั้งหมดและเรื่องศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์ก็ไม่ได้เขียนไว้ ซึ่งรัฐธรรมนูญทุกฉบับเคยเขียนถึงเรื่องนี้ไว้ แต่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ได้เขียนไว้ และสำคัญที่สุดเรื่องพระราชอำนาจที่เคยบัญญัติไว้ในมาตรา 7 ร่างฉบับนี้บัญญัติมาตรา 7 ไว้ไม่เหมือนเดิม เอาไปไว้ในองค์กรอื่น
          “ผมเห็นว่าหลายเรื่อง ควรจะรีบแก้ไขและปรับปรุงให้เป็นไปตามความเห็นของผู้ที่เสนอความเห็นแก้ไขมาแล้ว ซึ่งต้องรับฟังโดยการรับฟังที่ดีที่สุดนั้น ผมคิดว่าจะผ่านประชามติง่าย ถ้าไม่ใช้วิธีการมาถามประชาชนโดยบอกว่าองค์กรนั้น องค์กรนี้คิดเห็นอย่างนี้ แต่ให้ใช้วิธีจัดรับฟังความคิดเห็นทีเดียว แบบ 3 วัน 3 คืน คือเอาทุกภาคส่วนมาร่วมสัมมนากันทั้งฝ่าย คสช. ,รัฐบาล, ฝ่ายร่างรัฐธรรมนูญ , พรรคการเมืองต่าง ๆ ทั้งที่เคยเป็นรัฐบาลและฝ่ายค้านให้ส่งตัวแทนมา 5 -10 คน และองค์กรเอกชนและภาคส่วนต่าง ๆ ให้มาแลกเปลี่ยนความเห็นเพื่อทำข้อสรุปผมเชื่อว่าจะได้ผลกว่าการเดินไปถามโดยใช้แบบสอบถาม ผมบอกตรง ๆ เลยว่ารัฐธรรมนูญทุกฉบับสิ่งที่ต้องแก้ไขกันอยู่ตลอดเวลาก็คือปัญหาการเมือง , ระบบ ส.ส.และส.ว. ,รัฐสภา ให้หยิบยกเรื่องการเมืองขึ้นมาแก้ว่าจะแก้อะไร ลงโทษอะไร ก็จะไม่ต้องใช้เวลาเป็นปีหรือสองปี ซึ่งเรื่องการลงโทษบอกว่าจะเป็นฉบับปราบโกงก็เป็นปฏิบัติการจิตวิทยา ซึ่งการปฏิบัติปราบโกงอยู่ที่เจ้าหน้าที่ กฎหมายรัฐธรรมนูญจะไม่มีชีวิตชีวาถ้าคนไม่ปฏิบัติ และต้องดูพวกตัวเองด้วยว่ามีการทุจริตคดโกงในเรื่องอะไรบ้าง ถ้าได้แต่พูด เดี๋ยวความต่างๆ ที่ตัวเองเคยทำกันไว้จะโผล่ออกมา ” น.ต.ประสงค์กล่าว
          น.ต.ประสงค์ ยังได้กล่าวถึงระบบเลือกตั้ง ส.ส.ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ด้วยว่า ระบบเลือกตั้ง ส.ส.เขตและระบบเลือกตั้งส.ส.รายชื่อนั้นไม่เหมือนกัน ซึ่ง ส.ส.เขตคือประชาชนคนหนึ่งอาจจะชอบคนนี้ แต่บัญชีรายชื่ออีกคนที่ลงอาจจะดีกว่า เขาก็เลือกเพราะฉะนั้นจะตัดสินประชาชนทำไมด้วยการใช้วิธีการลงคะแนนในบัตรเลือกตั้งใบเดียวแล้วคิดคะแนนเสียงทั้งหมด ตนไม่เห็นด้วยกับวิธีการดังกล่าว ระบบเก่าดีอยู่แล้ว ส่วนเรื่องระบบที่มาของ ส.ว.เราเคยแก้ไขกันมาหลายครั้งทั้งให้มาจากการเลือกตั้งและการสรรหา ซึ่งส่วนตัวเห็นว่า ส.ว.ยังควรเป็นระบบผสม