‘พลัดตกหกล้ม’…ล่าชีวิตผู้เฒ่า เปิด‘8 คาถา’สู้-ลดเสี่ยง‘ตาย’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/192737

วันอาทิตย์ ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2558, 06.00 น.
ในบรรดา “ความเสี่ยง” ด้านสาธารณสุขทั้งหมด ความเสี่ยงหนึ่งที่ต้องเฝ้าระวัง โดยเฉพาะในกลุ่ม “ผู้สูงอายุ” คือ “พลัดตกหกล้ม” เพราะถ้าหกล้มแล้วอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนมากมาย ขณะที่ “สำนักโรคไม่ติดต่อ” กรมควบคุมโรค ระบุว่า ผู้สูงอายุในไทย“ตาย” จากการพลัดตกหกล้มเป็นอันดับ 2 ในกลุ่มของการบาดเจ็บโดยไม่ตั้งใจ รองจากอุบัติเหตุทางถนน

ถือเป็นอีกหนึ่ง “มัจจุราช” ที่ไม่อาจมองข้าม!!!

“นพ.อำนวย กาจีนะ” อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีประชากรกลุ่มอายุ 60 ปีขึ้นไป ร้อยละ 14.9 หรือราว 10 ล้านคน ซึ่งปัญหาสุขภาพที่พบบ่อย คือ การบาดเจ็บจากการ “พลัดตกหกล้ม” ถือเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 2 ในกลุ่มของการบาดเจ็บโดยไม่ตั้งใจ รองจากการบาดเจ็บจากอุบัติเหตุทางถนน โดยปี 2557 ประเทศไทยมีผู้เสียชีวิตจากการพลัดตกหกล้มสูงถึง 2,007 คน หรือเฉลี่ยวันละ 6 คน เป็นกลุ่ม “ผู้สูงอายุ” 909 คน หรือเฉลี่ยวันละ 3 คน

นอกจากนี้ ช่วง 10 ปีที่ผ่านมา หรือตั้งแต่ปี 2548-2557 เพศชายมีอัตราการเสียชีวิตจากการพลัดตกหกล้มสูงกว่าเพศหญิง 3.4 เท่า และจากรายงานการสำรวจสุขภาพประชาชนไทย โดยการตรวจร่างกาย พบว่า เพศชายร้อยละ 60 หกล้มนอกบ้าน ขณะเดินทาง เช่น ถนนในซอย บนสะพาน และในสถานที่ทำงาน ไร่ นา ส่วนเพศหญิงมากกว่าครึ่ง หรือร้อยละ 55 หกล้มในบ้าน เช่น ห้องนอน ห้องครัว ห้องน้ำ เป็นต้น

“สาเหตุ” ส่วนใหญ่เกิดจากตัวผู้สูงอายุ ได้แก่ ร่างกาย และความสามารถที่ลดลง เช่น มองเห็นไม่ชัด สายตาผิดปกติ เดินเซ รับรู้ช้า มีโรคประจำตัว หรือโรคเรื้อรัง มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม เช่น ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ไม่ออกกำลังกาย สวมใส่รองเท้าและเสื้อผ้าที่ไม่พอดี รวมถึงเกิดจาก “สิ่งแวดล้อม” เช่น พื้นและบันไดลื่น พื้นต่างระดับไม่เรียบ แสงสว่างไม่เพียงพอ ไม่มีราวจับบริเวณบ้าน บันได และห้องน้ำ โดยการ “บาดเจ็บ” มีตั้งแต่อาการเล็กน้อย เช่น ฟกช้ำ แผลถลอก กระดูกหัก จนถึงขั้นรุนแรง “เสียชีวิต” ได้

“นพ.อำนวย” ระบุว่า การ “ป้องกัน” และลดปัจจัยเสี่ยงต่อการพลัดตกหกล้มของผู้สูงอายุ มีดังนี้ 1.สังเกตความผิดปกติของการมองเห็น เช่น มองเห็นไม่ชัดเจน ตาพร่ามัว บอกระยะห่างไม่ได้ เป็นต้น 2.สังเกตความผิดปกติของการเดิน การทรงตัว เนื่องจากผู้สูงอายุมีกลไกการทำงานที่ควบคุมการทรงตัวของระบบอวัยวะต่างๆ ลดลง 3.สังเกตความผิดปกติทางด้านการรับรู้ เช่น หลงลืมวัน เวลา สถานที่ หรือตอบสนองช้าลง 4.ควรปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับการใช้ยาที่ทำให้เสี่ยงต่อการพลัดตกหกล้ม ได้แก่ ยาที่ทำให้ง่วงซึม ยากล่อมประสาท ยาลดความดันโลหิต เป็นต้น

5.ประเมินที่อยู่อาศัย ทั้งในบ้านและบริเวณบ้าน โดยเฉพาะ “ห้องน้ำ” ควรกว้าง 1.5-2 เมตร ไม่มีธรณีประตู ใช้ “โถส้วม” ชนิดนั่งราบหรือนั่งห้อยขา มีราวจับในห้องน้ำ ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 4 เซนติเมตร เป็นต้น ส่วน “ห้องนอน” ผู้สูงอายุควรอยู่ชั้นล่าง เพื่อความปลอดภัย 6.ควรออกกำลังกาย เน้นการทรงตัวและทักษะการเคลื่อนไหว เช่น โยคะ ไทเก๊ก เป็นต้น

7.ควรเปลี่ยนท่าช้าๆ เพื่อป้องกันภาวะความดันตกในท่ายืน หน้ามืด วิงเวียน จะเป็นลม ขณะลุกนั่งหรือยืนทุกครั้ง
และ 8.ผู้นำชุมชนและคนในชุมชน ควรร่วมกันสำรวจสิ่งแวดล้อมหรือ “จุดเสี่ยง” ในชุมชน เช่น พื้นทางเดิน ถนน กำหนดและร่วมปรับปรุงแก้ไขจุดเสี่ยงต่างๆ และสนับสนุนกิจกรรมป้องกันการพลัดตกหกล้มของผู้สูงอายุ เช่น การออกกำลังกายแบบไทเก๊ก โยคะ การรำมวยจีน การเดิน ว่ายน้ำ เป็นต้น

นี่คือ “8 คาถา” ป้องกันภัยจากการพลัดตกหกล้ม ที่คนใกล้ชิดผู้สูงอายุต้องใส่ใจ ก่อนทุกอย่างจะ “สายเกินไป”…

 

ระบอบแม้วเสื่อมรอล่มสลาย สาวกแห่หนีหาบ้านใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/creative/204577

วันจันทร์ ที่ 29 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559, 02.00 น.
สื่อตะวันตกอย่างสำนักข่าวรอยเตอร์ของอังกฤษซึ่งปกติที่ผ่านมาปกป้องสนับสนุนระบอบแม้วมาตลอด แต่ล่าสุดกลับเผยแพร่บทวิเคราะห์ที่ชี้ว่า ขบวนการเพื่อแม้วนับวันจะจะตกต่ำจากการที่เหล่าสาวกทั้งเครือข่ายนักการเมือง นักธุรกิจที่เคยให้การสนับสนุน ตลอดจนคนเสื้อแดงต่างพากันตีตัวออกห่างมากขึ้นเรื่อยๆ

บทวิเคราะห์ของรอยเตอร์ซึ่งอ้างข้อมูลจากนักวิเคราะห์ของไทยรวมทั้งคนในขบวนการระบอบแม้วชี้ว่า แม้แต่ภาคอีสาน
ซึ่งเป็นฐานคะแนนเสียงอันเข้มแข็งของระบอบแม้วในช่วงที่ผ่านมาปัจจุบันพบว่าชาวอีสานไม่กระตือรือร้นสนับสนุนระบอบแม้วเหมือนในอดีต

ขณะที่ นางธิดา ถาวรเศรษฐ อดีตประธานกลุ่มคนเสื้อแดง เปิดใจกับรอยเตอร์ว่า คนเสื้อแดงจำนวนมากไม่เห็นด้วยกับ นักโทษชายแม้ว ที่ผลักดัน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ผู้เป็นน้องสาวขึ้นเป็นนายกฯเมื่อปี 2554 รวมทั้งความพยายามผลักดันร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมฉบับสุดซอยโดยมีเป้าหมายแอบแฝงมุ่งลบล้างโทษความผิดให้กับ นักโทษชายแม้ว ซึ่งนั่นคือการจุดชนวนสร้างเงื่อนไขให้มีการประท้วงบนท้องถนนของมวลมหาประชาชนและเปิดช่องให้กองทัพเข้ายึดอำนาจเมื่อวันที่ 22 พ.ค.2557

“มีคนรักทักษิณมาก แต่ก็มีคนเกลียดทักษิณมากเช่นกัน” นางธิดา กล่าวกับรอยเตอร์

แม้แต่คนในพรรคเพื่อแม้วบางคนก็ยอมรับว่าบทวิเคราะห์ของรอยเตอร์สอดคล้องกับความเป็นจริงภายใต้สถานการณ์ปัจจุบันโดยเครือข่ายที่เคยสนับสนุนระบอบแม้วทั้งนักการเมือง ข้าราชการท้องถิ่น หรือนักธุรกิจแต่ไม่ลึกซึ้งมากนักซึ่งกลุ่มนี้มีอยู่จำนวนมากต่างพากันแตกกระเจิงไปคนละทาง ไม่เว้นแม้แต่คนเสื้อแดงจำนวนไม่น้อยที่แสดงท่าทีชัดเจนตีตัวออกห่าง

ที่สำคัญภายใต้อำนาจของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ทำให้ขณะนี้อดีตสส.และหัวคะแนนพรรคเพื่อแม้วจำนวนไม่น้อยได้เล็งหาพรรคใหม่สังกัด เพราะอนาคตของระบอบแม้วนั้นหมดลงแล้วโดยเฉพาะบารมีของ นักโทษชายแม้วและตระกูลชินมีแต่จะเสื่อมลงเรื่อยๆ

นักวิชาการเสื้อแดง อาทิ ดร.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ผู้ต้องหาคดีหมิ่นเบื้องสูง ซึ่งปัจจุบันหลบหนีคดีออกนอกประเทศ หรือ รศ.ดร.พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เคยให้ความเห็นว่าในทำนองว่า นักโทษชายแม้ว หักหลังไม่จริงใจต่อมวลชนคนเสื้อแดง โดยใช้มวลชนคนเสื้อแดงเป็นเครื่องมือเพื่อตัวเองเท่านั้น และอำมหิตถึงกับลอยแพมวลชนคนเสื้อแดงที่ออกมาเสี่ยงตายเพื่อตัวเองในเหตุการณ์ก่อการร้ายเผาบ้านทำลายเมืองเมื่อปี 2553 ต้องรับชะตากรรมอยู่ในคุกโดยไม่มีการเหลียวแล

หากยังจำกันได้ในเหตุการณ์ก่อจลาจลทั่วกทม.และบุกล้มการประชุมสุดยอดผู้นำชาติอาเซียนที่พัทยาเมื่อปี 2552 นักโทษชายแม้ว ปลุกระดมให้มวลชนเสื้อแดงสู้ตาย โดยหากมีกระสุนปืนนัดแรกดังขึ้นเมื่อไหร่ตัวเองจะกลับมานำทัพคนเสื้อแดงสู้แตกหักทันที แต่หลังกำลังทหารเข้ากระชับพื้นที่และระดมยิงปืนขึ้นฟ้าขู่จนสลายม็อบเสื้อแดงได้อย่างราบคาบโดยไม่เสียเลือดเนื้อ นักโทษชายแม้ว และครอบครัวที่บินออกไปตั้งหลักนอกประเทศ กลับเดินช็อปปิ้งในห้างหรูในต่างแดนอย่างมีความสุขเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นโดยลืมคำประกาศจะกลับมานำทัพคนเสื้อแดงอย่างสิ้นเชิง

หรือกรณียุครัฐบาลยิ่งลักษณ์มีมวลชนเสื้อแดงกลุ่มหนึ่งเสนอให้ออกพ.ร.บ.นิรโทษกรรมเฉพาะประชาชนทุกสีที่ออกมาชุมนุมโดยสันติวิธีไม่ครอบคลุมแกนนำและคนบงการเพื่อความปรองดอง แต่ นักโทษชายแม้ว กลับค้านเพราะตัวเองไม่ได้ประโยชน์ปลุกระดมเรียกร้องให้มวลชนกลุ่มเสื้อแดงส่วนน้อยเสียสละเพื่อส่วนใหญ่ด้วยการผลักดันพ.ร.บ.นิรโทษกรรมฉบับสุดซอยเพื่อให้ตัวเองได้กลับบ้านแบบเท่ๆ โดยไม่ต้องติดคุก

ด้วยธาตุแท้เลือดเย็นส่อเห็นแก่ตัวของนักโทษชายแม้วที่มุ่งทำทุกอย่างเพื่อตัวเองจึงไม่แปลกที่ระบอบแม้วเสื่อมลงเรื่อยๆ และนับถอยหลังไปสู่การล่มสลาย

ทีมข่าวการเมือง

ทักษิณดิ้นสู้หลังพิงฝา คนเลือดเข้าตาอันตราย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/creative/204437

วันอาทิตย์ ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559, 02.00 น.
การเปิดหน้าดับเครื่องชนออกมาให้สัมภาษณ์สื่อต่างชาติผีโม่แป้งขาประจำคือวอลล์สตรีทเจอร์นัลและไฟแนนเชียลไทม์ตามด้วยสื่อต่างชาติอีกหลายสำนักแบบรายวันของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯนักโทษหนีคุกคดีทุจริตตามคำพิพากษาของศาลซึ่งป้วนเปี้ยนอยู่ที่ประเทศสิงคโปร์ ด้วยการโจมตีอำนาจรัฐปัจจุบันอย่างรุนแรงว่ากำลังจัดฉากร่างรัฐธรรมนูญที่ไม่เป็นประชาธิปไตย แต่ขณะเดียวกันกลับส่งสัญญาณแบะท่าว่าพร้อมเจรจากับผู้คุมอำนาจรัฐโดยอ้างว่าเพื่อให้ชาติบ้านเมืองเกิดความสงบและเดินหน้าต่อไปได้

ทั้งนี้นับเป็นการแสดงท่าทีเปิดตัวขอเจรจากับคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)อย่างชัดเจนของ ทักษิณ นับตั้งแต่มีการยึดอำนาจของคสช. เมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2557 อันเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงความพยายามดิ้นรนภายใต้สถานการณ์ของเครือข่ายระบอบทักษิณตลอดจนพันธมิตรคือสำนักธรรมกายที่กำลังใกล้พ่ายแพ้ในทุกแนวรบ

แต่เป้าหมายสำคัญที่คาดว่า ทักษิณ วิตกที่สุดก็คือคนในตระกูลชินที่กำลังจะประสบชะตากรรมอาจถึงขั้นติดคุกและถูกยึดทรัพย์มูลค่ามหาศาลนั่นคือ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯหุ่นเชิด ผู้เป็นน้องสาวที่กำลังเผชิญวิบากกรรมในฐานะจำเลยคนสำคัญคดีโครงการรับจำนำข้าวที่มีการโกงชาติปล้นแผ่นดินอย่างมโหฬารและสร้างความล่มจมให้ประเทศครั้งเลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์มูลค่ากว่า 6 แสนล้านบาท

ขณะที่ นายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชายคนโตของทักษิณ อาจจะถูกดำเนินคดีฐานฟอกเงินในคดีทุจริตธนาคารกรุงไทยปล่อยกู้ให้กับเครือบริษัทกฤษดามหานครมูลค่านับหมื่นล้านบาท

ทั้งคดีโครงการรับจำนำข้าวและคดีแบงก์กรุงไทยปล่อยกู้ให้กับเครือบริษัทกฤษดามหานครยังโยงไปถึงคนในตระกูลชินและคนใกล้ชิดอีกหลายคน

ยังไม่รวมคดีสลายการชุมนุมกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยของรัฐบาล นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกฯหุ่นเชิด น้องเขยของทักษิณ เมื่อปี 2551 ทำให้ประชาชนเสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก ซึ่งคดีนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของกระบวนการยุติธรรม

และเมื่อพิจารณาศักยภาพกำลังรบของขบวนการระบอบทักษิณในสถานการณ์ปัจจุบันพบว่าอ่อนพลังลงตามลำดับหลังจากที่ถูกคสช.กวาดล้างกดดันมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งความหวังเดียวสำหรับระบอบทักษิณที่จะฟอกโทษความผิดของตัวเองและกลับมามีอำนาจยึดครองประเทศอีกครั้งก็คือ การเอาชนะในการเลือกตั้งทั่วไปที่จะมีขึ้น แต่นั่นก็ดูเหมือนจะเป็นความหวังที่ไม่แน่นอนและเลือนรางเพราะภายใต้อำนาจพิเศษของคสช.ที่กำลังเดินหน้าปฏิรูปประเทศอย่างเข้มข้นด้วยวิธีการทุกรูปแบบ และผ่านร่างรัฐธรรมนูญฉบับปราบโกงที่กำหนดมาตรการคาดโทษการทุจริตทั้งก่อนและหลังเลือกตั้งอย่างรุนแรง รวมทั้งการออกแบบการเลือกตั้งแบบสัดส่วนผสมที่ทำให้พรรคใหญ่หมดโอกาสที่จะกวาดจำนวนสส.ได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดเหมือนที่ผ่านมาทำให้พรรคเพื่อไทยคงยากที่จะกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง อย่าว่าแต่มีรายงานข่าวว่า อดีต สส.พรรคเพื่อไทยจำนวนไม่น้อยที่คิดแปรพักตร์เตรียมย้ายไปอยู่พรรคการเมืองอื่นเพราะรู้ว่าระบอบทักษิณและตระกูลชินนับวันมีแต่เดินไปสู่การล่มสลาย

นอกจากนี้ ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่คาดว่าจะมีการออกแบบให้มีองค์กรพิเศษคอยเป็นพี่เลี้ยงรัฐบาลหลังการเลือกตั้งเพื่อวางรากฐานประคับประคองประเทศภายใต้แผนยุทธศาสตร์ 20 ปี ที่คสช.กำหนดไว้เพื่อให้เป็นไปด้วยความราบรื่น

อย่างไรก็ตามการออกมาเดินเกมสู้แบบหลังพิงฝาของ ทักษิณ ทั้งด้วยการกดดันพร้อมกับแบะท่าขอเจรจาสงบศึก ในขณะเดียวกันกลับถูกคนสำคัญในรัฐบาลเรียงหน้าออกมาบอกปัดอย่างสิ้นเชิงแบบไม่ให้ราคา ทักษิณ แม้แต่น้อย โดยเฉพาะพล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกฯ พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกรัฐบาล โดยชี้ว่า ทักษิณ อยู่ในฐานะนักโทษหนีคุกคดีทุจริต เพราะฉะนั้นไม่มีสิทธิ์ที่จะมาเจรจาต่อรอง ถ้าเห็นแก่ชาติบ้านเมืองและเป็นนักประชาธิปไตยจริงต้องเลิกหนีแล้วยอมกลับมาติดคุกตามคำพิพากษาศาลและสู้คดีอื่นๆ อีกมากมายตามกระบวนการยุติธรรม หากไม่ยอมรับกระบวนการยุติธรรมก็ถือเป็นบุคคลไร้เครดิตเพราะทำตัวอยู่เหนือกฎหมายจึงไม่มีสิทธิขอเจรจา

พล.ต.สรรเสริญ ยังตอบโต้อดีตนายกฯนักโทษหนีคุกอย่างเจ็บแสบว่า รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ร่างขึ้นเพื่อปกป้องคุ้มครองประชาชน การเรียกร้องให้มีการเจรจาจนกลุ่มการเมืองพอใจร่างรัฐธรรมนูญถือเป็นการสำคัญผิดคิดว่านักการเมืองสำคัญกว่าประชาชน ทั้งๆ ที่ผ่านมา ประเทศเสียหายทั้งจากการทุจริตคอร์รัปชั่น การใช้กำลังก่อความวุ่นวายล้วนเกิดจากนักการเมืองใหญ่บางคนเป็นต้นเหตุทั้งสิ้น การเรียกร้องให้เจรจาจึงเป็นตลกร้ายที่รับไม่ได้ อีกทั้งการร่างรัฐธรรมนูญเพื่อปราบคนโกงก็ไม่ควรให้คนโกงมาร่วมร่างหรือเจรจาจนคนโกงพอใจ

เพราะฉะนั้นภายใต้สถานการณ์จากนี้ไปสำหรับการสู้แบบหลังพิงฝาเลือดเข้าตาของเครือข่ายระบอบทักษิณคล้ายสัญญาณเริ่มต้นก่อนเกิดเหตุการณ์ก่อจลาจลทั่วกทม.และบุกล้มการประชุมสุดยอดผู้นำชาติอาเซียนและผู้นำชาติมหาอำนาจคู่เจรจาที่พัทยาเมื่อปี 2552 ตามด้วยเหตุการณ์ก่อการร้ายเผาประเทศปี 2553 ขณะที่คสช.แสดงท่าทีชัดเจนแข็งกร้าวใช้มาตรการทางกฎหมายขจัดคนเลวและมุ่งมั่นเดินหน้าปฏิรูปวางรากฐานประเทศ ดังนั้นจากนี้ไปอะไรจะเกิดคงต้องเกิดภายใต้ศึกชนช้างที่เข้มข้นมากขึ้นทุกขณะ

ทีมข่าวการเมือง

จิ๋ว-นช.แม้วมาตามนัด ขบวนการฝนตกขี้หมูไหลป่วนชาติ?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/creative/204341

วันเสาร์ ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559, 02.00 น.
แล้วก็เป็นไปตามคาดเมื่อเหล่าตัวละครหน้าเดิมทาสรับใช้ขบวนการฝนตกขี้หมูไหลเพื่อแม้วต่างทยอยเผยโฉมออกมาเปิดศึกดับเครื่องชน หลังจากที่ผู้นำขบวนการตัวพ่อคือนักโทษชายแม้วออกมาให้สัมภาษณ์สื่อต่างชาติต่อเนื่อง 2 วันซ้อนถึง 5 สำนักโดยเปิดศึกถล่มคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) อย่างไม่ยั้งโดยอ้างประชาธิปไตยบังหน้า ขณะเดียวกันก็ส่งสัญญาณแบะท่าขอเจรจาหย่าศึกกับคสช.หวังช่วยคนในครอบครัวตัวเองที่กำลังทยอยใช้กรรมที่ทำไว้กับชาติบ้านเมืองอย่างแสนสาหัส

ล่าสุด พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกฯต้มยำกุ้ง อุตส่าห์ลากสังขารวัยไม้ใกล้ฝั่ง 80 กว่าปีจงใจออกมาแถลงข่าวใหญ่โตเหมือนมาตามนัดเคลื่อนไหวคู่ขนานกับ นักโทษชายแม้ว โดย จิ๋วต้มยำกุ้ง มาได้ถูกจังหวะเวลาขณะที่นายใหญ่ขบวนการเพื่อแม้วกับสำนักจานบินกำลังเพลี่ยงพล้ำจนต้องเดินเกมเปิดศึกแตกหักแบบเลือดเข้าตากับคสช.ชนิดใครดีใครอยู่

สำหรับ จิ๋วต้มยำกุ้ง ความจริงอยู่ในวัยช่วงบั้นปลายชีวิตที่ควรใช้ชีวิตอย่างสงบและละเว้นทำชั่ว ขณะเดียวกันทำในสิ่งที่ดีโดยเฉพาะกับชาติบ้านเมืองเพื่อไถ่โทษกับสิ่งเลวร้ายที่เคยทำไว้เพื่อให้ลาจากโลกนี้ไปอย่างสงบสุขและภาคภูมิไม่เสียชาติเกิด

แต่ล่าสุด จิ๋วต้มยำกุ้ง ด้านหนึ่งออกมาแถลงยกย่องเชิดชู นักโทษหนีคุกแม้ว และสนับสนุนให้กลับประเทศ ทั้งๆ ที่ จิ๋วต้มยำกุ้ง และ นักโทษหนีคุกแม้ว เคยร่วมกันก่อกรรมทำลายชาติบ้านเมืองจนย่อยยับในอดีต ขณะเดียวกันก็ถล่ม คสช.แบบไม่ยั้งว่าล้มเหลวและให้รีบสละอำนาจโดยเร็วที่สุดแล้วให้มีการเลือกตั้งทันทีในปีนี้

จิ๋วต้มยำกุ้งยังทำตัวไร้ค่าอย่างเสมอต้นเสมอปลาย เพราะจากอดีตที่เป็นถึงผู้นำสูงสุดของกองทัพและอดีตผู้นำประเทศแต่พอมาเล่นการเมืองกลับส่อพฤติการณ์เป็นนักธุรกิจการเมืองและเซ้งพรรคความหวังใหม่เพื่อเสริมความยิ่งใหญ่ให้กับ นักโทษชายแม้ว จนได้ขึ้นนั่งเก้าอี้นายกฯภายใต้ระบอบธุรกิจการเมืองทุนสามานย์ในคราบประชาธิปไตยจอมปลอมที่มีการถอนทุนบวกกำไรโกงชาติปล้นแผ่นดินมโหฬาร และคิดผูกขาดอำนาจยึดครองประเทศอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ส่อพฤติการณ์เป็นภัยต่อสถาบันเบื้องสูง และทะเยอทะยานถึงขั้นคิดเปลี่ยนแปลงประเทศ

การที่ จิ๋วต้มยำกุ้ง ออกมาป้อง นักโทษชายแม้ว และถล่มคสช.ตามแผนของขบวนการฝนตกขี้หมูไหลอาจเป็นเพราะอาการอัลไซเมอร์วัยทองกำเริบจนลืมไปว่า ตัวเองเคยทำอะไรไว้กับชาติบ้านเมืองในอดีตโดยเฉพาะสมัยที่เป็นนายกฯโดยมี นักโทษหนีคุกแม้ว เป็นรองนายกฯคุมด้านเศรษฐกิจทำให้เกิดวิกฤติเศรษฐกิจต้มยำกุ้งจนชาติล่มจมทั้งประเทศ และที่เลวร้ายยิ่งกว่าก็คือการงุบงิบลดค่าเงินบาทจนชาติพินาศย่อยยับขณะที่คนเพียง 2-3 คนร่ำรวยมหาศาลจากการเก็งกำไรค่าเงินบาทเพราะรู้ข้อมูลภายในล่วงหน้า ซึ่งถือเป็นความบัดซบสุดชั่วร้ายของคนที่แสวงหาผลประโยชน์บนความฉิบหายของชาติ จนในที่สุดกรรมก็ตามทันเมื่อมวลมหาประชาชนทนไม่ไหวออกมาขับไล่จนพ้นจากอำนาจ

ปูมหลัง เฒ่าจิ๋วศิษย์อาจารย์เสริฐ ยังมีแนวคิดตั้งสภาเปรสซิเดี้ยมที่เคยสร้างความฮือฮามาแล้วในอดีต

เพราะฉะนั้นจิ๋วต้มยำกุ้งหากยังมีความหวังดีต่อชาติบ้านเมืองอยู่บ้างไม่ลดตัวเป็นทาสรับใช้ใครควรใช้ชีวิตบั้นปลายอย่างสงบ หรือถ้ามือไม่พายก็อย่าเอาเท้าราน้ำป่วนชาติ เพราะไม่อย่างนั้นอาจถูกคนรุ่นหลังก่นด่าสาปแช่งเป็นตัวอัปมงคลให้เป็นที่อัปยศในวาระสุดท้ายของชีวิต

ทีมข่าวการเมือง

เพื่อแม้วอย่าคิดชักศึกเข้าบ้าน ดึงยูเอ็นทำลายชาติเพื่อตัวเอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/creative/204193

วันศุกร์ ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559, 02.00 น.
นักโทษชายแม้วเมื่อครั้งเรืองอำนาจเคยประกาศอย่างอหังการว่า “ยูเอ็นไม่ใช่พ่อ” แต่ล่าสุดบรรดาสาวกเพื่อแม้วกลับส่อเทิดทูนองค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ดุจพระเจ้า โดยมีการล็อบบี้เชิญตัวแทนระดับสูงของยูเอ็นเพื่อใช้เป็นเครื่องมือสร้างภาพบ่อนทำลายภาพพจน์ประเทศและกดดันอำนาจรัฐปัจจุบัน

ที่พรรคเพื่อไทยเมื่อวันพุธที่ผ่านมาขบวนการเพื่อแม้วชุดใหญ่นำทีมโดย น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯหุ่นเชิด จำเลยคดีโครงการรับจำนำข้าวสุดอื้อฉาว พล.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์ รักษาการหัวหน้าพรรคเพื่อแม้ว นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการเลขาธิการพรรค นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อดีตรองนายกฯและรมว.ต่างประเทศ ต้อนรับตัวแทนยูเอ็น นำโดย H.E.Miroslav Jenca ผู้ช่วยเลขาธิการยูเอ็นฝ่ายการเมือง ซึ่งเดินทางมาเพื่อรับทราบข้อมูลสถานการณ์การเมืองของไทย การพัฒนาประชาธิปไตยและกระบวนการนำไปสู่การเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยในไทย โดยประชาคมโลกต้องการเห็นไทยกลับสู่ระบอบประชาธิปไตย มีรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยสอดคล้องกับหลักสากล และคืนอำนาจอธิปไตยกลับสู่ประชาชนโดยเร็ว

การเดินทางมาของตัวแทนระดับสูงยูเอ็นครั้งนี้ถูกตั้งข้อสังเกตว่าน่าจะเกิดจากการล็อบบี้และจัดฉากตามแผนโลกล้อมไทยหวังทำลายภาพพจน์ของอำนาจรัฐปัจจุบัน

พฤติการณ์ของขบวนการเพื่อแม้วถือเป็นการชักศึกเข้าบ้านบ่อนทำลายภาพพจน์ความน่าเชื่อถือของประเทศ และเป็นการปูทางให้ยูเอ็นเข้ามาแทรกแซงกิจการภายในของไทย

ขบวนการเพื่อแม้วสร้างภาพอ้างประชาธิปไตยบังหน้ามาตลอด ทั้งๆ ที่พฤติกรรมที่เป็นจริงของตัวเองตรงกันข้ามกับประชาธิปไตยอย่างสิ้นเชิง เพราะตัวตนที่แท้จริงของพรรคเพื่อแม้วก็คือบริษัทธุรกิจการเมืองในคราบประชาธิปไตยจอมปลอม ที่อำนาจสิทธิ์ขาดอยู่ที่เจ้าของเพียงคนเดียวคือ นักโทษชายแม้ว ขณะที่สส.เป็นเพียงพนักงานบริษัทที่รอรับคำสั่ง โดยไม่มีสิทธิ์มีเสียงในฐานะผู้แทนราษฎรแม้แต่น้อย

10 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลหุ่นเชิดพรรคเพื่อแม้ว ทุจริตโกงชาติปล้นแผ่นดินอย่างมโหฬาร แทรกแซงองค์กรอิสระ ไม่ยอมรับกระบวนการยุติธรรม ก่อการร้ายเผาบ้านทำลายเมืองและใช้อำนาจทำสิ่งชั่วร้ายที่ขัดต่อหลักประชาธิปไตยที่แท้จริงมากมาย แต่กลับอ้างประชาธิปไตยชักศึกเข้าบ้านหวังใช้โลกล้อมไทย

การพบกับตัวแทนระดับสูงของยูเอ็นครั้งนี้คาดว่าจะต้องมีการสร้างเรื่องร้องเรียนว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ถูกกลั่นแกล้งทางการเมืองในคดีรับจำนำข้าวหวังให้ยูเอ็นใช้มาตรการกดดันรัฐบาลไทย

ดังนั้นพฤติการณ์ของขบวนการเพื่อแม้วจึงส่อเป็นการชักศึกเข้าบ้านทำลายความน่าเชื่อถือของแผ่นดินเกิดเพื่อตัวเอง และหวังใช้ยูเอ็นเป็นเครื่องมือแทรกแซงกิจการภายในของไทย รวมทั้งสร้างกระแสให้นานาชาติรวมหัวบอยคอตต์ไทยจนอำนาจรัฐปัจจุบันอยู่ไม่ได้ ซึ่งเข้าแผนขบวนการเพื่อแม้วที่จ้องกลับมาเป็นใหญ่ยึดครองประเทศเพื่อทำสิ่งชั่วร้ายได้เหมือนเดิม

ทีมข่าวการเมือง

เพื่อแม้ว-ลัทธิจานบินเลือดเข้าตา สัญญาณจับมือเปิดศึกแตกหัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/creative/203972

วันพฤหัสบดี ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559, 02.00 น.
หลายคนเห็นอาการสติแตกและแก่ชราลงอย่างเห็นได้ชัดของนักโทษชายแม้ว อดีตนายกฯนักโทษหนีคุกที่เปิดศึกถล่มดับเครื่องชนคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)ด้วยการให้สัมภาษณ์สื่อต่างชาติประเภทผีโม่แป้งถึง 5 สำนัก 2 วันติดต่อกันแล้วสังเวชใจ เพราะสะท้อนให้เห็นถึงการดิ้นรนของคนในภาวะหลังพิงฝาที่พร้อมจะสู้แบบเลือดเข้าตา ซึ่งไม่ต่างจากอาการของพระเมธีธรรมาจารย์ แกนนำม็อบพระล็อกซึ่งถูกตั้งข้อสังเกตว่าเป็นเครือข่ายของลัทธิจานบินที่ขู่ว่าจะมีม็อบอันธพาลในคราบผ้าเหลืองแห่มาปิดล้อมโรงพักพุทธมณฑลหากตัวเองถูกคุมตัวไปดำเนินคดีฐานปลุกม็อบพระล็อกที่พุทธมณฑลเมื่อวันที่ 15 ก.พ.ที่ผ่านมา

อาการสติแตกเปิดศึกแตกหักสะท้อนให้เห็นถึงสถานการณ์ใกล้เข้าตาจนทั้งขบวนการเพื่อแม้วและลัทธิจานบิน โดยในส่วนของขบวนการเพื่อแม้วนั้น คนตระกูลชิน รวมทั้งเหล่าแกนนำเสื้อแดงที่ก่อกรรมทำลายชาติ ขณะนี้กำลังทยอยชดใช้กรรมตามกฎหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ทำให้ นักโทษชายแม้ว ทนไม่ได้ก็คือ ชะตากรรมของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯหุ่นเชิดผู้เป็นน้องสาว ที่กำลังใกล้คุกและอาจถูกยึดทรัพย์เพื่อชดใช้เงินแก่แผ่นดินมูลค่านับแสนล้านบาทจากความเสียหายของโครงการรับจำนำข้าว

ขณะที่ นายพานทองแท้ชินวัตร ลูกชายหัวแก้วหัวแหวน ของนักโทษชายแม้ว มีแนวโน้มถูกดำเนินคดีฐานฟอกเงินในคดีแบงก์กรุงไทยปล่อยกู้ให้เครือบริษัทกฤษดามหานครมูลค่านับหมื่นล้านบาทอย่างฉ้อฉลในยุครัฐบาลทักษิณ ซึ่งคดีนี้ ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯนักโทษหนีคุก เป็นจำเลยที่หนึ่ง

ส่วนสำนักจานบินก็อาการหนักไม่แพ้กันเพราะทั้งเจ้าลัทธิและอาจารย์ต่างมีคดีมัดเป็นชนักปักหลังด้วยกันทั้งคู่ทำให้แผนที่จะแผ่ขยายอิทธิพลยึดครองศาสนจักรและยึดประเทศในอนาคตส่อเค้าเหลว และดีไม่ดีอาจถูกจับสึกและติดคุก

สำหรับ พระเมธีธรรมาจารย์หรือที่มีเสียงร่ำลือว่าแท้ที่จริงคือนายประสาร หนองพร้าว อดีตแกนนำเสื้อแดงภาคอีสาน ก็เผยตัวตนส่อพฤติการณ์อันธพาลในคราบผ้าเหลืองใช้กฎหมู่อยู่เหนือกฎหมายด้วยการขู่ใช้ม็อบพระล็อกในคราบผ้าเหลืองบุกโรงพักเพื่อปกป้องตัวเอง

จากพฤติการณ์ทั้งหมดของขบวนการเพื่อแม้วและลัทธิจานบินซึ่งเป็นพันธมิตรกันสะท้อนให้เห็นว่า ล้วนทำเพื่อตัวเองหวังดิ้นรนเอาตัวรอดในภาวะหลังพิงฝา ไม่ได้ทำเพื่อชาติบ้านเมือง เพื่อประชาธิปไตย หรือเพื่อพระพุทธศาสนาอย่างที่อ้าง

แต่ที่ต้องจับตาและถือเป็นสัญญาณอันตรายสำหรับชาติบ้านเมืองก็คือขบวนการที่สู้แบบเลือดเข้าตาพร้อมที่จะทำสิ่งชั่วร้ายได้ทุกอย่างโดยมีตัวอย่างให้เห็นมาแล้ว ซึ่งจากพฤติการณ์ของขบวนการเพื่อแม้วและลัทธิจานบินในขณะนี้ถูกตั้งข้อสังเกตว่า เหมือนสัญญาณเริ่มต้นที่อาจซ้ำรอยเหตุการณ์ก่อจลาจลทั่วกทม.และบุกล้มการประชุมสุดยอดผู้นำชาติอาเซียนและผู้นำชาติมหาอำนาจคู่เจรจาที่พัทยาเมื่อปี 2552 ตามด้วยเหตุการณ์ก่อการร้ายเผาบ้านทำลายเมืองในปี 2553

ทีมข่าวการเมือง

เชือดผู้บริหารอคส.และอตก. ส่ออุ้มปูยื้อปิดบัญชีจำนำข้าว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/creative/203786

วันพุธ ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559, 02.00 น.
ทำไมการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าวยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์ถึงแสนยากเย็นผิดปกติและครั้งแล้วครั้งเล่าที่องค์การคลังสินค้า (อคส.) และองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) ส่อพฤติการณ์ดึงเกมเตะถ่วงการปิดบัญชีอันจะทำให้การฟ้องทางแพ่งเพื่อให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ หุ่นเชิดชดใช้ความเสียหายแก่แผ่นดินจากโครงการรับจำนำข้าวมูลค่าหลายแสนล้านบาทต้องล่าช้าออกไปเรื่อยๆ ทั้งๆ ที่มีการขีดเส้นตายปิดบัญชีมาแล้วหลายครั้งตั้งแต่ปีที่แล้ว

ล่าสุดมีรายงานข่าวจาก คณะทำงานปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าวที่มีตัวแทนธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.)เป็นผู้รับผิดชอบว่า เดิมคาดจะสามารถปิดบัญชีได้ภายในเดือนต.ค.2558 ที่ผ่านมาแต่ปรากฏว่าจนถึงขณะนี้ก็ยังไม่สามารถปิดบัญชีได้โดยสาเหตุสำคัญเนื่องจาก อคส.และอ.ต.ก.ยังไม่ยอมส่งข้อมูลใดๆ มาให้คณะทำงาน

ก่อนหน้านี้คณะอนุกรรมการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าวของกระทรวงการคลังที่มี นายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธานไม่สามารถปิดบัญชีสรุปตัวเลขความเสียหายในโครงการรับจำนำข้าว ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้มีการเลื่อนการปิดบัญชีตามเส้นตายมาแล้วหลายครั้งตั้งแต่เดือนกันยายนปีที่แล้ว โดยสาเหตุสำคัญมาจากอคส.และอ.ต.ก. ดึงเกมเช่นกัน

ล่าสุด นายสมชัย ยืนยันว่า คณะอนุกรรมการจะประชุมเพื่อปิดบัญชีให้ได้ภายในเดือนนี้เนื่องจากล่าช้ามามากแล้ว และอนุกรรมการต้องรายงานผลการปิดบัญชีให้กับคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ(นบข.)ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ เป็นประธานรับทราบเพื่อแก้ปัญหาขาดทุนและปิดบัญชีโครงการโดยเร็ว ซึ่งคงต้องจับตาดูต่อไปว่าปลัดกระทรวงการคลังจะทำได้จริงอย่างที่พูดหรือไม่

ที่น่าสงสัยก็คือทำไมรัฐบาลทั้งๆที่รู้แน่ชัดว่า อคส.และอ.ต.ก.คือตัวเจ้าปัญหาส่อพฤติการณ์ดึงเกมมาตลอด แต่ทำไมถึงปล่อยให้ปัญหายืดเยื้อมานานข้ามปีโดยไม่จัดการย้ายผู้บริหารหน่วยงานทั้งสองตั้งแต่เนิ่นๆ

ทั้งนี้ในยุครัฐบาลระบอบทักษิณเรืองอำนาจมีการดันคนของตัวเองเข้าไปคุมอำนาจในทุกหน่วยราชการรัฐวิสาหกิจอย่างฝังรากลึก เพื่อปกป้องรักษาผลประโยชน์ของระบอบทักษิณ ซึ่งแม้ระบอบทักษิณจะพ้นจากอำนาจไปแล้ว แต่คนของระบอบทักษิณอีกจำนวนมากก็ยังฝังตัวอยู่ในทุกหน่วยงานรัฐซึ่งอาจรวมถึงอคส.และอ.ต.ก.ซึ่งเป็นหน่วยงานสำคัญที่เกี่ยวข้องกับโครงการรับจำนำข้าว

คดีโครงการรับจำนำข้าวเป็นคดีสำคัญที่มีการทุจริตมโหฬารและสร้างความฉิบหายให้ชาติบ้านเมืองครั้งเลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์มูลค่าหลายแสนล้านบาท ซึ่งจะต้องทำให้เป็นคดีตัวอย่างว่า คนที่โกงชาติปล้นแผ่นดินและสร้างพินาศล่มจมให้ชาติบ้านเมืองต้องได้รับโทษตามความผิดอย่างสาสม ไม่ใช่ลอยนวลหากเป็นยุครัฐบาลลากตั้งเหมือนที่ผ่านๆ มา

อีกทั้งการปิดบัญชีตัวเลขความเสียหายโครงการรับจำนำข้าวที่ล่าช้ายังส่งผลกระทบและสร้างความเสียหายแก่ประเทศเพราะยิ่งปิดบัญชีล่าช้าก็จะทำให้การระบายข้าวทำได้ลำบากซึ่งทำให้รัฐต้องเสียงบประมาณจำนวนมากในการดูแลข้าวในโกดังตลอดจนทำให้ต้องแบกภาระดอกเบี้ยปีละหลายหมื่นล้านบาทจากหนี้เงินกู้ที่ใช้ผลักดันโครงการรับจำนำข้าวในรัฐบาลชุดที่แล้ว

เพราะฉะนั้นรัฐต้องเลิกเฉื่อยแฉะและน่าจะถึงเวลาที่จะต้องลงดาบเชือดผู้บริหารอคส.และอ.ต.ก.เพื่อให้การปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าวเดินหน้าเสียทีหลังส่อถูกยื้อมานานเกินควรแล้ว

สัมภเวสีแม้วที่ไม่ยอมไปผุดไปเกิด หมดราคาแต่ยังจองเวรป่วนชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/creative/203661

วันอังคาร ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559, 02.00 น.

การโผล่ออกมาป่วนเมืองครั้งล่าสุดผ่านสื่อต่างชาติประเภทผีโม่แป้งของนักโทษชายแม้วหวังสร้างภาพสุมไฟบ่อนทำลายชาติบ้านเมืองสะท้อนอาการดิ้นรนแบบเลือดเข้าตาในยามที่ขบวนการเพื่อแม้วกับพันธมิตรคือลัทธิจานบินกำลังจะชดใช้กรรมพ่ายแพ้ในทุกแนวรบ และที่สำคัญคือ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ผู้เป็นน้องสาวซึ่งเป็นจำเลยคดีโครงการรับจำนำข้าวใกล้คุกและถูกยึดทรัพย์เพื่อชดใช้ความเสียหายแก่แผ่นดินเข้าไปทุกขณะ

ก่อนหน้านี้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ผู้เป็นน้องสาวของสัมภเวสีแม้วก็ใช้วิธีเชิญสื่อต่างชาติมาสร้างภาพไปทั่วโลกหวังสร้างความชอบธรรมให้ตัวเองในทำนองว่าถูกกลั่นแกล้งคดีรับจำนำข้าวอันส่อเจตนาบ่อนทำลายชาติ ทั้งๆ ที่จำนนด้วยข้อเท็จจริงตามกระบวนการยุติธรรมที่มีการสอบสวนมานานหลายปี ซึ่งหากรัฐบาลระบอบแม้วยังอยู่ในอำนาจ เชื่อได้เลยว่า ความหายนะล่มจมของชาติบ้านเมืองจะมหาศาลกว่าที่เป็นอยู่และความชั่วร้ายทั้งหมดจะถูกกลบเกลื่อนขณะที่เหล่าคนชั่วที่โกงชาติปล้นแผ่นดินมหาศาลมีหวังลอยนวล

การที่นักโทษชายแม้วออกมาป่วนประเทศครั้งล่าสุดถือเป็นพฤติการณ์ไม่ส่องกระจกดูตัวเอง เพราะความจริงสาเหตุที่เกิดการรัฐประหารยึดอำนาจจากรัฐบาลระบอบแม้วถึง 2 ครั้งช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ล้วนมีต้นตอสาเหตุสำคัญมาจากพฤติกรรมเป็นธุรกิจการเมืองทุนสามานย์ในคราบประชาธิปไตยจอมปลอมที่ซื้อประเทศ โกงชาติปล้นแผ่นดิน เหิมเกริมถึงกับมีแนวคิดเป็นภัยต่อสถาบันเบื้องสูง คิดผูกขาดอำนาจยึดครองประเทศอย่างเบ็ดเสร็จ ใช้อำนาจทำสิ่งชั่วร้ายตามอำเภอใจ และสร้างความแตกแยกในชาติลึกซึ้งรุนแรงอย่างไม่เคยมีมาก่อน จนมวลมหาประชาชนหลายล้านคน ออกมาขับไล่กลายเป็นวิกฤติจนกองทัพต้องเข้ายึดอำนาจในที่สุด

พฤติกรรมของขบวนการเพื่อแม้วตรงกันข้ามกับระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริงอย่างสิ้นเชิง แต่สร้างภาพอ้างประชาธิปไตยบังหน้าเพื่ออำพรางโฉมหน้าธาตุแท้อันชั่วร้ายที่แท้จริงของตัวเอง

การที่นักโทษชายแม้ว และพรรคเพื่อแม้วออกมาโจมตีร่างรัฐธรรมนูญว่าไม่เป็นประชาธิปไตยถูก นายประสาร มฤคพิทักษ์ อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ตอบโต้โดยชี้ว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับ นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ แม้จะไม่สมบูรณ์แบบแต่ก็มีสาระสำคัญเป็นรัฐธรรมนูญฉบับปราบโกงเพื่อปฏิรูปประเทศ และไม่ว่าจะร่างรัฐธรรมนูญออกมาดีอย่างไรขบวนการเพื่อแม้วก็จ้องล้มอยู่วันยังค่ำเพื่อให้ตัวเองกลับมามีอำนาจโกงกินทำสิ่งชั่วร้ายกับชาติบ้านเมืองได้อีก

ส่วนการที่นักโทษชายแม้วแบะท่าว่าให้มีการเจรจายุติความขัดแย้งเพื่อชาติบ้านเมืองนั้น พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกฯ ย้ำชัดว่า นักโทษชายแม้ว มีโทษความผิดติดตัวจึงไม่อยู่ในสถานะที่จะมาเจรจา พร้อมเตือนสติให้ยอมรับความจริงหยุดป่วนหากเห็นแก่ชาติบ้านเมือง

ทั้งนี้ ความจริงแล้วปัญหาของชาติบ้านเมืองตลอดช่วงที่ผ่านมา ล้วนเกิดจากการบงการของสัมภเวสีนักโทษชายแม้วทั้งสิ้น ซึ่งหากนักโทษชายแม้วเห็นแก่ชาติบ้านเมืองก็ต้องยอมกลับมาติดคุกคดีทุจริตตามคำพิพากษาของศาลและสู้คดีอื่นๆ เพื่อพิสูจน์ตัวเองตามกระบวนการยุติธรรม ไม่ใช่หนีคำพิพากษาศาลแล้วไปบงการป่วนเมืองอยู่นอกประเทศโดยอ้างประชาธิปไตยบังหน้า

ทีมข่าวการเมือง

พระแท้หรืออลัชชีในคราบผ้าเหลือง นัดแสดงพลังวันมาฆบูชา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/creative/203522

วันจันทร์ ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559, 02.00 น.
การมารวมตัวของสงฆ์แท้ในวันมาฆบูชา ถือเป็นกิจกรรมสำคัญทางพระพุทธศาสนามาช้านานเพื่อน้อมรำลึกถึงวันที่พระอรหันต์สาวกของพระพุทธเจ้า 1,250 รูป มารวมตัวกัน โดยมิได้นัดหมายเพื่อประกาศสืบทอดเผยแผ่หลักธรรมคำสอนขององค์พระศาสดา

ทั้งนี้สงฆ์แท้ไม่มีเบื้องหน้าเบื้องหลังต้องสามารถแยกแยะผิดถูกชั่วดี แต่หากเป็นม็อบผ้าเหลืองที่ออกมาแสดงพลังในวันมาฆบูชา แสดงว่าเป็นพวกสงฆ์เทียมในคราบผ้าเหลืองเพื่ออุ้มสองอาจารย์ศิษย์ คือ ดันก้น สมเด็จช่วง เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ขึ้นเป็นพระสังฆราช ทั้งๆ ที่มีมลทินและปกป้อง ธัมมชโยเจ้าลัทธิจานบิน ทั้งๆ ที่ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช มีพระบัญชาให้ ธัมมชโย พ้นความเป็นพระไปตั้งแต่ปี 2542 จากความผิดสำเร็จยักยอกเงินวัดมาเป็นสมบัติส่วนตัวเกือบ 1,000 ล้านบาท และแพร่ลัทธิสวนทางกับคำสอนพระพุทธเจ้า แต่ สมเด็จช่วง และมหาเถรสมาคมที่ สมเด็จช่วง เป็นประธานขัดพระบัญชาสมเด็จพระสังฆราช โดยมีมติให้ ธัมมชโย ไม่ปาราชิก นอกจากนี้ ธัมมชโย ยังมีข้อหาฟอกเงินและรับของโจรคดีโกงเงินสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น ติดตัว

การที่ม็อบผ้าเหลืองอาศัยวันมาฆบูชาเคลื่อนไหวสนับสนุนปกป้องอลัชชีในวงการสงฆ์ยังเป็นการเหยียบย่ำพระพุทธศาสนาและแสดงให้เห็นว่าไม่ได้เห็นความสำคัญกับวันมาฆบูชาแม้แต่น้อยจึงเป็นแค่คนห่มผ้าเหลือง

เมื่อ 2-3 วันก่อน มีสงฆ์และฆราวาสกลุ่มหนึ่งไปร่วมเสวนาเรื่องปัญหาในวงการสงฆ์ปัจจุบันที่พุทธมณฑล ปรากฏว่าสงฆ์ที่เข้าร่วมเสวนาแทนที่จะยึดความถูกต้องและดับไฟขัดแย้งในวงการพุทธศาสนา กลับแสดงตนเชิงปกป้องขบวนการอลัชชีในคราบผ้าเหลือง

พระเทพวิสุทธิกวี ประธานศูนย์พิทักษ์พุทธศาสนาแห่งประเทศไทย(ศพศ.) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดราชาธิวาส ตีขลุมอ้างว่า “ขณะนี้คณะสงฆ์กำลังถูกแทงด้วยหอก สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์(สมเด็จช่วง)ไม่รู้มีกรรมเก่าตั้งแต่อดีตชาติหรือไม่ จะขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราช ยังมีผู้มาขัดแย้ง การที่กลุ่มสงฆ์ออกมาชุมนุมก่อนหน้านี้ก็เพื่อต้องการให้รัฐบาลรู้ว่ามีขบวนการล้มพระพุทธศาสนาที่เป็นสถาบันหลักของคนไทยที่เชื่อมโยงไปสู่การล้มสถาบันหลักอื่นๆ ด้วย”

ขณะที่ พระราชญาณกวี ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระราม 9 อ้างว่าขณะนี้มีขบวนการใส่ร้ายสมเด็จช่วง ให้มีมลทินด้วยการโยงให้ไปเกี่ยวพันกับสำนักธรรมกาย เพื่อไม่ให้ขึ้นเป็นพระสังฆราช

การที่พระคุณเจ้าทั้งสองรูปอ้างว่ามีขบวนการใส่ร้ายสมเด็จช่วงและมุ่งบ่อนทำลายสถาบันพุทธศาสนานั้น ทำให้ถูกตั้งคำถามว่าไม่รู้จริงๆ หรือแกล้งไม่รู้ว่า สมเด็จช่วงและธัมมชโย ผู้เป็นศิษย์ทำอะไรไว้ต่อวงการศาสนาและชาติบ้านเมือง และที่พยายามชี้ว่าพวกที่ใส่ร้ายสมเด็จช่วงเป็นขบวนการบ่อนทำลายสถาบันพุทธศาสนานั้น ตรงกันข้ามขบวนการที่บ่อนทำลายพระพุทธศาสนาและเป็นอันตรายต่อความมั่นคงของชาติอย่างแท้จริงก็คือ ขบวนการอลัชชีในคราบผ้าเหลืองที่ประพฤติขัดกับหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าอย่างสิ้นเชิงซึ่งใช้ผลประโยชน์ครอบงำวงการสงฆ์ทั่วประเทศไว้ในมือแทบจะสิ้นเชิง

ทีมข่าวการเมือง

ปัญหาสังฆราชองค์ใหม่ ชนวนระเบิดเวลาชี้อนาคตชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/creative/203382

วันอาทิตย์ ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559, 02.00 น.
ปัญหาการแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราชองค์ใหม่กำลังเป็นระเบิดเวลาลูกใหญ่หลังจากที่ก่อนหน้านี้เครือข่ายพุทธศาสนนิกชนภายใต้การนำของนายไพบูลย์ นิติตะวัน อดีตประธานกรรมการปฏิรูปแนวทางและมาตรการปกป้องพิทักษ์กิจการพระพุทธศาสนา สภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.) รวมทั้งหลวงปู่พุทธะอิสระ เจ้าอาวาสวัดอ้อน้อย จ.นครปฐม รวบรวมรายชื่อชาวพุทธกว่า 5 แสนคนยื่นต่อรัฐบาลและหลายหน่วยงานเพื่อคัดค้านการผลักดันพระมหารัชมังคลาจารย์ช่วง เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ซึ่งเป็นพระอุปปัชฌาย์ของพระธัมมชโย เจ้าสำนักธรรมกาย ขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราชองค์ใหม่ เนื่องจากมีจริยวัตรที่ไม่สง่างามตามพระธรรมวินัยและตามหลักกฎหมาย

การออกมาเคลื่อนไหวคัดค้านการผลักดัน สมเด็จช่วง ขึ้นเป็นสังฆราชองค์ที่ 20 มีขึ้นหลังจากจากที่มหาเถรสมาคม(มส.)ซึ่งมี สมเด็จช่วง เป็นประธานและถูกตั้งข้อสังเกตว่าตกอยู่ภายใต้อิทธิพลและผลประโยชน์ของสำนักธรรมกายแอบประชุมลับแล้วมีมติเสนอชื่อ สมเด็จช่วง ซึ่งเป็นพระเถระผู้ใหญ่ที่มีอาวุโสสูงสุดขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราช ซึ่งเป็นที่น่าสังเกตว่ากิจของสงฆ์นั้นไม่มีอะไรที่จะต้องปิดบังหากไม่มีอะไรซ่อนเร้นก็ควรประชุมอย่างเปิดเผยบริสุทธิ์ใจซึ่งจากความไม่สง่างามในการผลักดัน สมเด็จช่วง ขี้นเป็นประมุขสงฆ์องค์ใหม่ทำให้ หลวงปู่พุทธะอิสระ ถึงกับประกาศเดิมพันพร้อมสละผ้าเหลือง

ทั้งนี้ สมเด็จช่วง ซึ่งนอกจากมีฐานะเป็นอาจารย์ของ พระธัมมชโย แล้ว ยังเคยประกาศว่าวัดปากน้ำและวัดธรรมกายเกื้อกูลกันเสมือนหนึ่งเป็นวัดเดียวกัน ที่สำคัญมส.ซึ่งมี สมเด็จช่วง เป็นประธานก่อนหน้านี้มีมติให้ พระธัมมชโย พ้นผิดไม่ปาราชิกพ้นความเป็นพระซึ่งขัดต่อพระบัญชาของ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช ที่เคยมีพระบัญชาให้ พระธัมมชโย ปาราชิกพ้นความเป็นพระตั้งแต่เมื่อปี 2542 ฐานประพฤติผิดพระธรรมวินัยร้ายแรงเผยแพร่คำสอนที่ผิดเพี้ยนสวนทางกับคำสอนขององค์สัมมาสัมพุทธเจ้าและยักยอกเงินวัดมาเป็นสมบัติส่วนตัวเกือบ 1,000 ล้านบาท และล่าสุดเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา กรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ)ก็เพิ่งสรุปผลสอบสวนชี้ชัดตอกย้ำว่า พระธัมมชโย ปาราชิกพ้นความเป็นพระและส่งเรื่องให้ มส.ดำเนินการ แต่ มส.กลับนิ่งเฉย

ก่อนหน้านี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้าคสช. ซึ่งตาม พ.ร.บ.สงฆ์ จะเป็นผู้ที่กลั่นกรองรายชื่อสมเด็จพระสังฆราชองค์ใหม่ก่อนทูลเกล้าฯต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตามขั้นตอนได้ออกมาส่งสัญญาณว่า ต้องไปแก้ปัญหาความขัดแย้งให้จบเสียก่อน ถ้ายังขัดแย้งก็จะไม่มีการนำรายชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ

ขณะที่ ดร.วิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ซึ่งกำกับดูแลปัญหาด้านศาสนาแสดงท่าทีว่า การที่จะนำรายชื่อผู้สมควรเป็นพระสังฆราชองค์ใหม่ขึ้นทูลเกล้าฯรัฐบาลจะต้องแบกรับความรับผิดชอบในการกลั่นกรองอย่างรอบคอบ เพราะไม่บังควรที่จะโยนภาระไปให้องค์เหนือหัว ส่วนระยะเวลาการเสนอชื่อนั้นขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่างทั้งด้านกฎหมาย ประเพณีตลอดจนความคาดหมายของประชาชน ซึ่งในอดีตเคยมีการว่างเว้นการแต่งตั้งพระสังฆราชนานถึง 37 ปี

จากกระแสคัดค้าน สมเด็จช่วง ขึ้นเป็นสังฆราชองค์ใหม่ ตลอดจนท่าทีของ ดร.วิษณุ ซึ่งถูกตีความว่าอาจจะไม่มีการเสนอชื่อ สมเด็จช่วง ขึ้นเป็นพระสังฆราชในเวลาอันใกล้ ปรากฏว่า พระเมธีธรรมาจารย์ เลขาธิการศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย ออกมาข่มขู่กดดันรัฐบาลให้เร่งรีบเสนอชื่อ สมเด็จช่วง เป็นพระสังฆราชโดยเร็วที่สุด โดยหากพบว่ารัฐบาลพยายามดองเรื่องม็อบสงฆ์ทั่วประเทศจะออกมาแสดงพลังสังฆามติ

สำหรับสงฆ์ทั่วประเทศในปัจจุบันถูกตั้งข้อสังเกตว่าจำนวนไม่น้อยถูกกลืนด้วยลาภ ยศ ผลประโยชน์ภายใต้อิทธิพลของสำนักธรรมกายซึ่งเป็นพันธมิตรกับระบอบทักษิณ ดังนั้น หากมีการก่อม็อบผ้าเหลืองทั่วประเทศเพื่อผลักดันให้เสนอชื่อ สมเด็จช่วง เป็นสังฆราชโดยเร็วก็คาดว่า สำนักธรรมกายรวมทั้งกลุ่มเสื้อแดงและเครือข่ายระบอบทักษิณจะเข้าร่วมการเคลื่อนไหวทั้งทางตรงและทางอ้อม ขณะที่พลังพุทธศาสนิกชนและประชาชนที่คัดค้านการเสนอชื่อ สมเด็จช่วง ก็มีอยู่จำนวนมากเช่นกัน

ล่าสุดการออกมาแสดงพลังของม็อบผ้าเหลืองที่พุทธมณฑลโดยมีสำนักธรรมกายและระบอบทักษิณหนุนหลังเพื่อกดดันอำนาจรัฐให้เสนอชื่อ สมเด็จช่วง เป็นสังฆราชองค์ใหม่โดยเร็วที่สุดถือเป็นเพียงสัญญาณเริ่มต้นของการเปิดศึกแตกหัก

ดังนั้นปัญหาการแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราชองค์ใหม่อันเป็นเรื่องอ่อนไหวจึงเป็นชนวนระเบิดเวลาลูกใหญ่ที่ต้องจับตาเพราะอาจลุกลามบานปลายกลายเป็นวิกฤติผ้าเหลือง ขณะเดียวกัน ก็จะเป็นตัวชี้วัดอนาคตความมั่นคงของชาติจากการต่อสู้ระหว่างพลังพุทธศาสนิกชนที่ยึดมั่นในความดีความถูกต้องกับพลังของเหล่าอลัชชีในคราบผ้าเหลือง