นช.แม้วโผล่สัญญาณอันตราย ซ่อนแผนร้ายป่วนเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/creative/201607

วันพุธ ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559, 02.00 น.
ความเห็นของนายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รมต.ประจำสำนักนายกฯ ก็เหมือนกับนักวิเคราะห์การเมืองหลายคนที่ตั้งข้อสงสัยว่าขบวนการเพื่อแม้วน่าจะวางแผนร้ายโดยซ่อนเป้าหมายแอบแฝงบางอย่างหวังสร้างความสับสนนำไปสู่วิกฤติความรุนแรง

นายสุวพันธุ์ นั้นเป็นอดีตผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติเพราะฉะนั้นการวิเคราะห์สถานการณ์ทางการเมืองย่อมไม่ธรรมดาแน่ โดยตั้งข้อสงสัยว่า ขบวนการเพื่อแม้วนั้นด้านหนึ่งประกาศแข็งกร้าวดับเครื่องชนคว่ำร่างรัฐธรรมนูญให้ได้ แต่ขณะเดียวกันกลับกดดันให้มีการเลือกตั้งโดยเร็วที่สุดซึ่งเป็นสองจุดยืนที่ขัดแย้งกันอย่างสิ้นเชิง เพราะหากคว่ำร่างรัฐธรรมนูญแน่นอนว่าการเลือกตั้งอาจจะต้องลากยาวเพราะต้องไปเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ขบวนการร่างรัฐธรรมนูญอีกรอบ

ด้วยเหตุนี้อดีตผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ มือเก๋าอย่าง นายสุวพันธุ์จึงตั้งคำถามชี้เป็นนัยๆ ให้คิดว่า “คนเหล่านี้ต้องการอะไรกันแน่คิดอะไรที่ซับซ้อนในใจ ผมก็ตอบไม่ได้ว่าพวกเขาคิดอะไรอยู่คงต้องรบกวนสังคมช่วยกันหาคำตอบ”

หากถอดรหัสตามการวิเคราะห์ของ นายสุวพันธุ์ อาจตีความได้ว่าเครือข่ายขบวนการเพื่อแม้วกำลังวางแผนร้ายบางอย่างก่อนเปิดศึกขั้นแตกหักโดยอาศัยวิกฤติรัฐธรรมนูญเป็นหัวเชื้อสุมไฟไปสู่ความรุนแรงโดยเฉพาะช่วงก่อนและหลังการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญในเดือนก.ค.นี้

สัญญาณชักธงรบของขบวนการเพื่อแม้วเริ่มส่อเค้าเมื่อล่าสุดมีรายงานข่าวว่า นักโทษชายแม้ว ซึ่งมาปักหลักบัญชาการอยู่ที่ประเทศเพื่อนบ้านใกล้ไทยนี่เอง วีดีโอคอลล์มายังบรรดาอดีต สส.เพื่อแม้วที่เลี้ยงฉลองปีใหม่ย้อนหลังที่บ้านย่านลาดปลาเค้า ของ หญิงหน่อย-สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ เมื่อวันที่ 6 ก.พ.ที่ผ่านมา โดยนายใหญ่นอกจากกล่าวชมหญิงหน่อย ว่าเก่ง เหมือนส่งสัญญาณดันเป็นทายาททางการเมืองแล้ว ที่สำคัญยังถล่มร่างรัฐธรรมนูญฉบับปราบโกงของนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) แบบไม่ยั้งว่าห่วยแตกโดยเฉพาะกำหนดให้อำนาจศาลธรรมนูญมากไป ขณะเดียวกันก็ส่อเจตนาโจมตีบ่อนทำลายความน่าเชื่อถือของ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) อย่างรุนแรงว่า เป็นผู้นำที่บ้าอำนาจขาดสติขาดวุฒิภาวะแสดงกิริยาไม่สมควร พร้อมกันนี้ นักโทษชายแม้ว ผู้เป็นนายใหญ่ก็สั่งเหล่าสาวกให้เตรียมตัวเลือกตั้งเพราะมั่นใจว่าพรรคเพื่อแม้วมีโอกาสสูงจะได้กลับมาเป็นใหญ่ยึดครองประเทศอีกหลังเลือกตั้ง

จากท่าทีของ นช.แม้วที่โผล่ออกมาบัญชาการรบอีกครั้ง สะท้อนสัญญาณเร่งเกมปลุกเร้าให้เหล่าสาวกเครือข่ายเพื่อแม้วทั้งหลายเกิดความฮึกเหิมพร้อมรบแตกหักโดยใช้วิกฤติรัฐธรรมนูญเป็นเชื้อสุมไฟวิกฤติเพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงอำนาจรัฐ ก่อนที่น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯหุ่นเชิดผู้เป็นน้องสาว จะต้องพบวิบากกรรมต้องติดคุกและถูกยึดทรัพย์ในคดีมหกรรมโกงโครงการรับจำนำข้าวที่สร้างความวิบัติล่มจมให้ประเทศ ครั้งเลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์

ทีมข่าวการเมือง

กรธ.ควรแก้รธน.บางประเด็น ปิดข้ออ้างพวกจ้องล้มปฏิรูปปราบโกง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/creative/201266

วันจันทร์ ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559, 06.00 น.
เหล่าสาวกขบวนการเพื่อแม้วเหมือนกระดี่ได้น้ำเพราะได้แนวร่วมต้านร่างรัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูปประเทศทั้งจากพรรคการเมืองด้วยกัน นักวิชาการ หรือแม้แต่คนกันเองของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)คือเหล่าสมาชิกสภาขับเคลื่อนเพื่อการปฏิรูปประเทศ(สปท.) และสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) ซึ่งเป็นองค์กรในแม่น้ำ 5 สายของคสช.ก็ยังออกมาร่วมคัดค้านร่างรัฐธรรมนูญในบางประเด็น

โดยแท้ที่จริงแล้วจุดยืนและเป้าหมายของขบวนการเพื่อแม้วกับบรรดาแนวร่วมที่ออกมาคัดค้านร่างรัฐธรรมนูญต่างกันราวหน้ามือกับหลังเท้า เพราะขบวนการเพื่อแม้วตั้งธงมาแต่แรกมุ่งป่วนเมืองด้วยการคว่ำร่างรัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูปเพื่อปราบโกงและล้มการปฏิรูปประเทศตาม จึงไม่น่าแปลกใจที่สาวกเพื่อแม้ว อาทิ นายก่อแก้ว พิกุลทอง อดีตสส.พรรคเพื่อไทย แกนนำเสื้อแดง จะออกมาโจมตีร่างรัฐธรรมนูญฉบับปราบโกงโดยตะแบงอ้างว่าจะเป็นอุปสรรคทำให้ประเทศขับเคลื่อนไหวได้ช้าตามประเทศคู่แข่งไม่ทัน ขณะที่เหล่าสาวกเพื่อแม้วคนอื่นๆ ต่างดาหน้าออกมาเล่นลิ้นใช้วาทกรรมโฆษณาชวนเชื่อเพื่อให้เกิดความสับสนปั่นป่วนก่อนเปิดศึกแตกหัก

ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ นักวิชาการหรือสมาชิกสปท.และสนช.หลายคนแม้จะคัดค้านร่างรัฐธรรมนูญ แต่ก็อยู่บนพื้นฐานเชิงสร้างสรรค์ติเพื่อก่อ โดยเห็นว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีข้อดีอยู่มากโดยเฉพาะในเรื่องการมุ่งขจัดธุรกิจการเมืองในคราบประชาธิปไตยอันชั่วร้ายซึ่งเป็นต้นเหตุบ่อนทำลายชาติตลอดช่วงกว่า 10 ปีที่ผ่านมา แต่ก็มีจุดบกพร่องอยู่หลายประเด็นเช่นกันซึ่งควรมีการแก้ไข

อย่าง นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้ความเห็นอย่างน่าสนใจว่า จุดแข็งของร่างรัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูปมีอยู่หลายประเด็นซึ่งที่สำคัญคือมุ่งขจัดการทุจริตคอร์รัปชั่นอย่างจริงจัง แต่หาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) อยากให้ทุกอย่างเดินหน้าไปตามโรดแมปที่กำหนดไว้ก็ควรแก้ไขเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญในบางประเด็นให้มีความสมบูรณ์ขึ้น มีข้อขัดแย้งน้อยลงและเป็นที่ยอมรับมากขึ้นเพื่อให้สามารถผ่านประชามติได้

ขณะที่ นพ.เจตน์ ศิรธรานนท์ สมาชิกสนช. ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการพิจารณาศึกษาเสนอแนะและรวบรวมความเห็นเพื่อการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญของสนช. เสนอให้แก้ไขร่างรัฐธรรมนูญใน 5 ประเด็นคือ 1.การเลือกตั้งแบบใช้บัตรลงคะแนนใบเดียวหรือระบบจัดสรรปันส่วนผสมเนื่องจากเห็นว่าซับซ้อนเข้าใจยาก ควรใช้ระบบบัตรเลือกตั้ง 2 ใบเหมือนเดิม 2.ไม่เห็นด้วยกับการให้พรรคการเมืองต้องเสนอชื่อผู้ที่จะเป็นนายกฯล่วงหน้า 3 คน 3.ไม่เห็นด้วยกับการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา(สว.)ทางอ้อมจาก 20 กลุ่มอาชีพเพราะไม่สามารถป้องกันการบล็อกโหวตซื้อเสียงซึ่งควรใช้สว.จากการสรรหาทั้งหมดจะเหมาะสมกว่าโดยปรับแก้ที่มาของคณะกรรมการสรรหาให้เปิดกว้างมากขึ้น 4.หมวดการปฏิรูปซึ่งในร่างรัฐธรรมนูญกำหนดไว้เฉพาะเรื่องการปฏิรูปอัยการ การศึกษา และตำรวจควรเพิ่มเติมให้มีการปฏิรูปหลากหลายมากขึ้น 5.ประเด็นสิทธิเสรีภาพของประชาชนที่ยังเขียนไม่ชัดเจน

เพราะฉะนั้นเพื่อสร้างแนวร่วมและปิดข้ออ้างของขบวนการจ้องป่วนเมือง กรธ.ควรยอมแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญในบางประเด็นโดยยอมสละเป้าหมายเล็กเพื่อรักษาเป้าหมายใหญ่ดีกว่าจะปล่อยให้กระแสต้านลุกลามบานปลายซึ่งอาจทำให้การปฏิรูปประเทศเพื่อขจัดธุรกิจการเมืองในคราบประชาธิปไตยอันชั่วร้ายต้องเสียของ

ทีมข่าวการเมือง

รธน.ใหม่ต้องสร้างการยอมรับ แก้จุดอ่อนหากจะให้ผ่านประชามติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/creative/201115

วันอาทิตย์ ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559, 02.00 น.
ทันทีหลังจากที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ(กรธ.)ที่มี นายมีชัย ฤชุพันธุ์ เป็นประธาน แถลงโฉมหน้าร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่กรธ.พิจารณาเสร็จสิ้นแล้วปรากฏว่า บรรดานักลากตั้งและนักวิชาการต่างออกมาวิพากษ์วิจารณ์โจมตีร่างรัฐธรรมนูญกันขนานใหญ่ ขณะที่ประชาชนส่วนใหญ่จากการสำรวจของสวนดุสิตโพลยังไม่แน่ใจว่าจะรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับปราบโกงหรือไม่

ขบวนการระบอบทักษิณทั้งแกนนำพรรคเพื่อไทยและกลุ่มเสื้อแดงดาหน้าออกมาดับเครื่องชนประกาศคว่ำร่างรัฐธรรมนูญแบบหัวชนฝาตั้งแต่ร่างยังพิจารณาไม่เสร็จด้วยซ้ำโดยเฉพาะท่าทีจาก นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานคนเสื้อแดง นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เลขาธิการคนเสื้อแดง นายภูมิธรรม เวชยชัย เลขาธิการพรรคเพื่อไทย จาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรมต.พรรคเพื่อไทย ซึ่งการเคลื่อนไหวของขบวนการระบอบทักษิณถูกตั้งข้อสังเกตว่ามีเป้าหมายแอบแฝงโดยด้านหนึ่งเพื่อคว่ำร่างรัฐธรรมนูญให้จงได้เพื่อล้มการปฏิรูปประเทศ ขณะที่อีกด้านหนึ่งถูกวิเคราะห์ว่าเครือข่ายระบอบทักษิณวางแผนคิดที่จะอาศัยความขัดแย้งกรณีรัฐธรรมนูญเป็นเงื่อนไขจุดชนวนนำไปสู่วิกฤติความรุนแรงครั้งใหญ่

ความจริงแล้วการที่เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ถือเป็นเรื่องปกติ ทั้งนี้ต้องเข้าใจว่าร่างรัฐธรรมนูญที่เผยโฉมออกมาเป็นเพียงต้นแบบซึ่งยังจะต้องผ่านการแก้ไขปรับปรุงหลังจากที่รับฟังความเห็นจากประชาชนทั่วทุกภาคของประเทศในช่วงเวลา 2 เดือนจากนี้ไป ซึ่ง นายมีชัย ก็แถลงชัดเจนว่า กรธ.พร้อมรับฟังความเห็นจากทุกฝ่ายเพื่อนำมาแก้ไขปรับปรุงร่างรัฐธรรมนูญหากเป็นความเห็นที่เกิดประโยชน์ต่อการปฏิรูปประเทศอย่างแท้จริง ยกเว้นความเห็นที่ไม่มีสาระหรือมีเบื้องหลังแอบแฝงทางการเมือง

ทั้งนี้หากมองกลุ่มที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ร่างรัฐธรรมนูญใหม่จะพบว่ามีหลายกลุ่มทั้งกลุ่มที่วิพากษ์วิจารณ์แบบติเพื่อก่อเชิงสร้างสรรค์ ซึ่งกลุ่มนี้เป็นประโยชน์ต่อการทำให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มีความสมบูรณ์มากขึ้นและมีข้อบกพร่องน้อยที่สุด กับนักลากตั้งบางพรรค โดยเฉพาะพรรคเพื่อไทยที่มีเป้าหมายแอบแฝงมุ่งคำนึงถึงแต่ประโยชน์ของตัวเองโดยอ้างประชาธิปไตยจอมปลอมบังหน้า และตั้งธงประกาศจ้องคว่ำร่างรัฐธรรมนูญมาตั้งแต่ยังไม่ทันยกร่าง เพราะมีวาระซ่อนเร้นคือมุ่งล้มรัฐธรรมนูญฉบับนี้ซึ่งมีสาระสำคัญใช้ยาแรงในการปฏิรูปประเทศเพื่อขจัดธุรกิจการเมืองโกงชาติปล้นแผ่นดินที่เป็นเชื้อร้ายและเป็นต้นเหตุวิกฤติบ่อนทำลายชาติตลอดช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมา รวมทั้งแผนจุดชนวนให้เกิดวิกฤติรัฐธรรมนูญเพื่อให้เกิดการลุกฮือนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงอำนาจรัฐ

จากผลสำรวจความเห็นประชาชนทั่วประเทศของสวนดุสิตโพลต่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ในประเด็นที่ว่าจะไปลงประชามติหรือไม่สะท้อนให้เห็นว่า ประชาชนส่วนใหญ่ร้อยละ 41.42 จะไปใช้สิทธิ์ลงประชามติ รองลงมาร้อยละ 37.67 ขอดูก่อน และร้อยละ 20.91 จะไม่ไปใช้สิทธิ์

ส่วนประเด็นที่ว่าจะรับร่างหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญจะพิจารณาจากอะไร ร้อยละ 83.11 ตอบว่าฟังจากกระแสสังคมและเสียงส่วนใหญ่ของประชาชน รองลงมาร้อยละ 79.52 พิจารณาจากเนื้อหารัฐธรรมนูญที่ครอบคลุม ชัดเจน เข้าใจง่าย เหมาะสมกับสภาพสังคมไทย มีความเป็นธรรม และร้อยละ 77.43 พิจารณาจากประโยชน์ที่จะเกิดต่อประเทศชาติและประชาชน

ที่สำคัญที่สุดเมื่อถามว่าจะรับร่างหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญในการลงประชามติ ปรากฏว่าส่วนใหญ่ร้อยละ 60.92 ไม่แน่ใจ รองลงมาร้อยละ 22.62 จะรับร่าง โดยร้อยละ 16.46 คิดว่าจะไม่รับร่าง

ผลสำรวจของสวนดุสิตโพลสะท้อนให้เห็นว่าประชาชนยังสับสนและขาดความเข้าใจในสาระสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญและส่วนใหญ่ยังลังเลที่จะรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ

ดังนั้นจากนี้เป็นต้นไปซึ่งเป็นห้วงเวลาสำคัญที่ กรธ.จะต้องทำงานอย่างหนักเพื่อสร้างความชอบธรรมการยอมรับในร่างรัฐธรรมนูญก่อนการลงประชามติ โดยจะต้องโหมเผยแพร่สื่อสารประชาสัมพันธ์และสรุปสาระหัวใจของร่างรัฐธรรมนูญในแบบฉบับที่สั้นและเข้าใจง่ายที่สุดเพื่อรณรงค์ชี้แจงเผยแพร่ตามสื่อทุกประเภท ขณะเดียวกันต้องเปิดโอกาสให้ประชาชนทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในร่างรัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูปใช้ยาแรงปราบโกงให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ขณะเดียวกันต้องแก้ไขปรับปรุงรัฐธรรมนูญในบางประเด็นเพื่อสร้างการยอมรับในวงกว้าง เพราะมิฉะนั้นแล้วภารกิจสำคัญที่จะปฏิรูปชาติบ้านเมืองให้พ้นจากวงจรอุบาทว์อันเลวร้ายอาจเสียของและเปิดโอกาสให้ระบอบธุรกิจการเมืองเผด็จการในคราบประชาธิปไตยอันชั่วร้ายกลับมาหลอกหลอนทำร้ายชาติบ้านเมืองอีก

ทีมข่าวการเมือง

ถึงเวลาสังคายนามส.-พศ. ลบภาพเสื่อมร่างทรงธัมมชโย?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/creative/201024

วันเสาร์ ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559, 02.00 น.
จากนี้ไปคงต้องดูท่าทีของมหาเถรสมาคม(มส.) ซึ่งมีสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ช่วง เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ อาจารย์ของธัมมชโย เจ้าลัทธิจานบินเป็นประธาน และนายพนม ศรศิลป์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ(พศ.) ยังจะทำเป็นทองไม่รู้ร้อนต่อไปอีกหรือไม่ หลังจากที่ พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง หัวหน้าพนักงานสอบสวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) ได้มีหนังสือถึงทั้งสองหน่วยงานเพื่อให้จับสึกธัมมชโยตามพระบัญชาของสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช ที่ชี้ชัดตั้งแต่เมื่อปี 2542 ว่าธัมมชโยทำผิดร้ายแรงขั้นปาราชิกพ้นความเป็นพระฐานยักยอกเงินวัดมาเป็นสมบัติส่วนตัวเกือบ 1,000 ล้านบาท และทำผิดพระธรรมวินัยเผยแพร่ลัทธิส่อขัดต่อคำสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งมส.และพศ.ถูกตั้งข้อสังเกตมานานแล้วว่าพยายามอุ้มธัมมชโยมาตลอด แต่ครั้งนี้ดีเอสไอยื่นโนติสให้ พศ.ดำเนินการกับธัมมชโยโดยเร็ว เพราะหากยังแกล้งดื้อตาใสมีสิทธิเข้าคุกด้วยมาตรา 157 ของประมวลกฎหมายอาญาฐานเป็นเจ้าหน้าที่ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่

หลายปีที่ผ่านมา หลังยุคระบอบทักษิณเรืองอำนาจสุดขีดทั้งระบอบทักษิณและสำนักจานบินซึ่งเป็นพันธมิตรที่แนบแน่นพยายามผูกขาดอำนาจทั้งฝ่ายอาณาจักรและศาสนจักรหวังยึดครองประเทศแบบเบ็ดเสร็จ โดยระบอบทักษิณตั้งคนของตัวเองเข้าไปควบคุมอำนาจในทุกหน่วยราชการทุกระดับรวมทั้ง พศ. ขณะที่สำนักจานบินถูกตั้งข้อสังเกตว่าใช้ผลประโยชน์ครอบงำ มส. ดังนั้นอิทธิพลของระบอบทักษิณและสำนักจานบินจึงยังฝังรากลึกในทุกองคาพยพ ของประเทศมาจนบัดนี้

อาจจะด้วยเหตุนี้ที่ผ่านมา มส.และ พศ.จึงส่อพฤติการณ์ปกป้องธัมมชโยมาตลอด ถึงขั้นกล้าขัดพระบัญชาของสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช ด้วยการลงมติฟอก ธัมมชโย จนบริสุทธิ์ผุดผ่องและไม่ต้องถูกจับสึก

ช่วงหลายปีที่ผ่านมา มส.และ พศ.ถูกมองว่าเป็นแดนสนธยาที่มีพฤติการณ์ส่อเป็นร่างทรงของขบวนการพันธมิตรระบอบทักษิณ กับสำนักจานบิน ถึงขนาดอดีตผู้บริหาร พศ.บางคนไปร่วมชุมนุมกับม็อบเสื้อแดง

ความเสื่อมและเป็นอันตรายต่อพุทธศาสนาและความมั่นคงของชาติของ มส.และพศ.ทำให้มีผู้เสนอให้สังคายนา มส.และพศ.อย่างจริงจังเสียทีในยุคปฏิรูปประเทศภายใต้อำนาจพิเศษของคสช. เพราะหากปล่อยทิ้งไว้จนมีรัฐบาลลากตั้ง โดยเฉพาะเป็นรัฐบาลหุ่นเชิดระบอบทักษิณแน่นอนว่าหมดโอกาสชำระล้างความเน่าเฟะในมส.และพศ.อีกต่อไป ซ้ำความชั่วร้ายต่างๆ ในวงการผ้าเหลืองอาจจะเฟื่องฟูมากกว่าที่เป็นอยู่

เพราะฉะนั้นอาจถึงเวลาแล้วและนับเป็นโอกาสที่หาได้ยากยิ่งสำหรับการชำระล้างวงการพระพุทธศาสนาให้ขาวสะอาด ด้วยการสังคายนาทั้งตัวบุคคลและแก้ไขกฎหมาย เพื่อให้มส.และพศ.กลับมาเป็นหน่วยงานที่สะอาดโปร่งใสตรวจสอบได้อย่างแท้จริง และเพื่อไม่ให้เหล่าอลัชชีในคราบผ้าเหลืองมีช่องทางแสวงหาอำนาจผลประโยชน์เสพสุขอย่างลอยนวล

ทีมข่าวการเมือง

จิ้งจอกมะกันอันตรายหางโผล่ จับตาแผนร้ายหนุนเพื่อแม้วป่วนเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/creative/200885

วันศุกร์ ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559, 02.00 น.
มหาอำนาจจอมอันธพาลโลกซึ่งเป็นซาตานในคราบประชาธิปไตยยังไม่ละความพยายามแทรกแซงสุมไฟวิกฤติให้กับไทยโดยแสดงปาหี่การทูตสองหน้าซึ่งหน้าฉากสร้างภาพทำทีย้ำความสัมพันธ์ฉันมหามิตรระหว่างมะกันอันตรายกับไทยที่มีมาอย่างยาวนาน แต่หลังฉากส่อวางแผนชั่วร้ายหนุนหลังขบวนการเพื่อแม้วสุมไฟป่วนประเทศเพื่อให้กลับมามีอำนาจเป็นทาสรับใช้มะกันอันตรายในการแผ่ขยายอิทธิพลในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

โดยความเคลื่อนไหวล่าสุดที่สะท้อนแผนร้ายมะกันอันตรายก็คือกรณีที่ นายแพททริคเมอร์ฟี่ อัครราชทูตที่ปรึกษามะกันอันตรายประจำประเทศไทย อดีตผู้ทำหน้าที่เอกอัครราชทูตมะกันอันตรายประจำประเทศไทย แอบบินเงียบจากกรุงเทพฯไปเชียงใหม่ ซึ่งเป็นฐานที่มั่นสำคัญของขบวนการเพื่อแม้วโดยข่าวแจ้งว่า นักการทูตผู้นี้ได้นัดพบปะแบบลับๆ กับกลุ่มขบวนการเคลื่อนไหวป่วนเมืองหลายคนที่ส่อพฤติการณ์บ่อนทำลายคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)และกองทัพหวังฟื้นขบวนการเพื่อแม้วให้กลับมามีอำนาจยึดครองประเทศ ซึ่งในบรรดานักเคลื่อนไหวที่ นายเมอร์ฟี่ นัดพบปะก็คือ นายนิธิ เอียวศรีวงศ์นักวิชาการเสื้อแดง ที่ก่อนหน้านี้เพิ่งจะเขียนบทความเรื่อง “ทหารมีไว้ทำไม” อันเป็นการบ่อนทำลายกองทัพอย่างรุนแรง

สำหรับ นายเมอร์ฟี่ ผู้นี้เคยดำรงตำแหน่งอุปทูตมะกันอันตรายประจำประเทศไทย และทำหน้าที่เอกอัครราชทูตในช่วงที่ตำแหน่งทูตมะกันอันตรายประจำประเทศไทยว่างลงหลังการพ้นจากหน้าที่อดีตทูตเสื้อแดง นางคริสตี้ เคนนี่ย์ ที่เคยไปพบปะให้กำลังใจกลุ่มเสื้อแดงถึงภาคอีสานในยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์ โดย นายเมอร์ฟี่ ก็เหมือนกับตัวแทนรัฐบาลมหาอำนาจมะกันอันตรายทั้งหลายไม่ว่าจะเป็น นายแดเนียล รัสเซล ผู้ช่วยรัฐมนตรีต่างประเทศมะกันอันตราย หรือนายเกลน ที. เดวี่ส์ทูตมะกันอันตรายประจำประเทศไทยคนปัจจุบัน ซึ่งล้วนรับนโยบายมาจากซีไอเอและรัฐบาลมะกันอันตราย

ทั้งนี้ รายงานข่าวแจ้งว่า การแอบนัดพบปะกับกลุ่มนักเคลื่อนไหวป่วนเมืองของ นายเมอร์ฟี่ ครั้งนี้ถูกฝ่ายทหารและตำรวจ ตลอดจนสื่อมวลชนกลุ่มหนึ่งเฝ้าติดตามทำให้ นายเมอร์ฟี่ เปลี่ยนแผนหลบหนีการถูกติดตามและบินกลับกรุงเทพฯทันที

สะท้อนพฤติการณ์ที่น่าสงสัยว่ามหาอำนาจจอมอันธพาลโลกกำลังวางแผนร้ายแทรกแซงกิจการภายในของไทยเหมือนกับที่ทำกับประเทศต่างๆทั่วโลกโดยหวังบ่อนทำลายคสช.ให้พ้นจากอำนาจโดยเร็ว ด้วยการสนับสนุนให้ขบวนการแดงป่วนเมืองทั้งที่เป็นนักการเมือง นักวิชาการ พระ นักศึกษา ออกมาเคลื่อนไหวยั่วยุท้าทายอำนาจรัฐเพื่อจุดชนวนโหมไฟให้เกิดวิกฤติความขัดแย้งในชาติอย่างรุนแรงโดยอาศัยวิกฤติรัฐธรรมนูญและการเรียกร้องประชาธิปไตยบังหน้า โดยเป้าหมายเฉพาะหน้าคือช่วยน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯหุ่นเชิด ให้รอดพ้นวิบากกรรมคดีโครงการรับจำนำข้าว ส่วนระยะยาวคือสถาปนาขบวนการเพื่อแม้วกลับมายึดครองประเทศเพื่อเป็นทาสรับใช้อันซื่อสัตย์ในการแผ่ขยายอิทธิพลของมหาอำนาจจอมอันธพาลโลกมะกันอันตราย

ทีมข่าวการเมือง

มส.ส่อดึงเกม อุ้ม‘ธัมมชโย’?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/creative/200709

วันพฤหัสบดี ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559, 06.00 น.

มหาเถรสมาคม(มส.)ซึ่งมีสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ช่วง เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ซึ่งเป็นพระอุปัชฌาย์ของธัมมชโย เจ้าสำนักธรรมกาย เป็นประธานถูกตั้งข้อสงสัยว่า จนป่านนี้ทำไมถึงไม่พิจารณาลงโทษธัมมชโยแต่กลับเร่งรีบประชุมลับเมื่อวันที่ 5 ม.ค.ที่ผ่านมา เพื่อลงมติเสนอชื่อสมเด็จช่วงเป็นพระสังฆราชองค์ใหม่ ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้กรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ)ได้สรุปผลสอบสวนตามคำร้องของหลวงปู่พุทธะอิสระ เจ้าอาวาสวัดอ้อน้อย จ.นครปฐมโดยชี้ชัดว่าธัมมชโยปาราชิกตามพระบัญชาของสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช ตั้งแต่เมื่อปี 2542 กรณียักยอกเงินวัดเกือบ 1,000 ล้านบาทมาเป็นสมบัติส่วนตัวรวมทั้งทำผิดพระธรรมวินัยเผยแพร่ลัทธิที่ขัดต่อคำสอนของพระพุทธเจ้า โดยดีเอสไอส่งผลสอบสวนไปยังมส.แล้วแต่เรื่องกลับเงียบสนิทจนถูกตั้งข้อสังเกตว่าเป็นการปกป้องธัมมชโย

ล่าสุดสดๆ ร้อนๆ ดีเอสไอ ซึ่งประชุมร่วมกับสำนักงานอัยการสูงสุดเห็นชอบให้ดำเนินคดีกับ นายศุภชัย ศรีศุภอักษร อดีตประธานสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น ซึ่งเป็นคนสนิทของ ธัมมชโย และพวก ซึ่งรวมทั้งธัมมชโย และเครือข่ายวัดพระธรรมกายในข้อหาฟอกเงินและรับของโจร

คดีมหกรรมโกงเงินสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น ซึ่งเป็นเงินฝากของประชาชนทั่วประเทศที่ส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุหรือข้าราชการบำนาญที่หวังกินดอกผลเลี้ยงชีพในช่วงบั้นปลายของชีวิตมูลค่ากว่า 16,000 ล้านบาทถูกนำไปเล่นแร่แปรธาตุซึ่งส่วนหนึ่งถูกโอนเข้าบัญชีของ ธัมมชโย และเครือข่ายสำนักธรรมกาย

ทั้งข้อหาปาราชิกตามคำบัญชาของ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช รวมทั้งการถูกฟ้องร้องดำเนินคดีฐานรับของโจรและฟอกเงินของในคดีสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่นของ ธัมมชโย ถือเป็นข้อหาร้ายแรงที่น่าจะพ้นสถานะพระไปนานแล้ว

แต่น่าแปลกที่มส.กลับส่อเฉยเมยทำเหมือนทองไม่รู้ร้อนไม่นำวาระเรื่องของ ธัมมชโย เข้าพิจารณาเป็นเรื่องเร่งด่วนทั้งที่เป็นเรื่องร้ายแรง ซึ่งที่ผ่านมามส.ถูกวิพากษ์วิจารณ์และตั้งข้อสังเกตมาตลอดว่า ปกป้อง ธัมมชโย มาตลอดถึงขั้นเคยลงมติแย้งกับพระบัญชา สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช โดยชี้ว่า ธัมมชโย ไม่ปาราชิก

การที่ดีเอสไอ รวมทั้งสำนักงานอัยการสูงสุดยุคนี้กล้าทำความจริงให้ปรากฏอย่างตรงไปตรงมาถือเป็นเรื่องที่ต้องชื่นชมและให้กำลังใจ เพราะหากเป็นยุคระบอบแม้วครองเมืองคดีใหญ่เหล่านี้รวมทั้งสิ่งชั่วร้ายต่างๆ เชื่อว่าจะถูกทำให้ดำเป็นขาวขาวเป็นดำหรือถูกแช่แข็งแน่นอนเพื่อปกป้องพวกเดียวกัน

เพราะฉะนั้นพุทธศาสนิกชนทั้งหลายต้องจับตาดูบทบาทของมส.ต่อไปว่าจะยึดความถูกต้องจัดการอย่างไรกับธัมมชโยหรือไม่ และเรื่องนี้จะเป็นหนึ่งในปมปัญหาที่เกี่ยวข้องกับความเหมาะสมของสมเด็จช่วงซึ่งได้รับการเสนอชื่อเป็นประมุขสงฆ์องค์ใหม่ด้วย นอกเหนือจากข้อเคลือบแคลงในเรื่องผลประโยชน์รูปแบบต่างๆ ระหว่างสำนักธรรมกายกับเหล่าพระเถระผู้ใหญ่ในมส. ทั้งนี้กาลเวลาและกฎแห่งกรรมจะเป็นเครื่องพิสูจน์

ทีมข่าวการเมือง

กระแสต้านรธน.ต้องแยกแยะ พวกติเพื่อก่อหรือแก๊งทำลายชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/creative/200535

วันพุธ ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559, 06.00 น.
การออกมาวิพากษ์วิจารณ์ต้านร่างรัฐธรรมนูญฉบับปราบโกงจากคนหลากหลายกลุ่มหลายสีหากมองในแง่มุมหนึ่งถือเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงความเป็นประชาธิปไตย ทั้งๆ ที่ประเทศอยู่ภายใต้อำนาจพิเศษ ซึ่งการวิพากษ์วิจารณ์หากทำด้วยความบริสุทธิ์ใจเชิงสร้างสรรค์ถือเป็นเรื่องที่ดี เพื่อให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่สมบูรณ์แบบและมีข้อบกพร่องน้อยที่สุด แต่ที่ประณามไล่ไปให้ไกลก็คือแก๊งป่วนเมืองหวังสุมไฟวิกฤติเผาชาติบ้านเมือง

นับเป็นปรากฏการณ์เหลือเชื่อเมื่อร่างรัฐธรรมนูญใหม่ที่เพิ่งจะคลอดออกมาจะทำให้เกิดความปรองดองของคู่แค้นที่ไม่มีทางเป็นมิตรกันตลอดกาลอย่างสองพรรคใหญ่คือพรรคเพื่อแม้วกับพรรคประชาธิปัตย์และระหว่างกลุ่มเสื้อแดงกับกลุ่มมวลมหาประชาชน กปปส.โดยแกนนำของแต่ละพรรคแต่ละสีล้วนออกมาสามัคคีกันต่อต้านร่างรัฐธรรมนูญฉบับปราบโกงกันอย่างดุเดือด อาทินายภูมิธรรม เวชชยชัย เลขาธิการจากพรรคเพื่อแม้ว นายจาตุรนต์ ฉายแสงอดีตรมต.พรรคเพื่อแม้ว นายจตุพรพรหมพันธุ์ ประธานคนเสื้อแดง ส่วนทางฝ่ายประชาธิปัตย์ที่เป็นขาประจำค้านหัวชนฝาคือ นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติรองหัวหน้าพรรค ขณะที่แกนนำกปปส. เช่น ดร.สมบัติ ธำรงธัญญวงศ์ โดยแต่ละคนให้เหตุผลในการต่อต้านร่างรัฐธรรมนูญฉบับปราบโกงแตกต่างกันไป

นอกจากนี้ยังมีนักวิชาการจากหลายสถาบันก็ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ค้านร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติ

ถ้าจะว่าไปแล้วตัวแทนทุกสีทุกกลุ่มหรือนักวิชาการที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ต้านร่างรัฐธรรมนูญถือเป็นคนแค่หยิบมือหากเทียบกับมวลมหาประชาชนทั้งประเทศ แต่ส่งผลกระทบใหญ่หลวงต่อจุดยืนของประชาชนเนื่องจากรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องเข้าใจยากและซับซ้อน ทำให้ประชาชนส่วนใหญ่เสพจากข่าวและใช้ความเห็นของเหล่านักลากตั้ง ตลอดจนนักวิชาการเป็นข้อมูลประกอบในการกำหนดจุดยืนของตัวเองซึ่งเป็นอันตรายมากหากความเห็นเหล่านั้นซ่อนไว้ด้วยยาพิษที่มีเป้าหมายแอบแฝงทางการเมือง

สาธารณชนทั้งหลายจึงต้องรู้เท่าทันและแยกแยะกลุ่มที่ออกมาวิพาก์วิจารณ์ให้ดีเพราะบางคนบางกลุ่มออกมาวิจารณ์แบบติเพื่อก่อเชิงสร้างสรรค์ ซึ่งประโยชน์ทางความคิด แต่บางกลุ่มบางพวกมีเป้าหมายแอบแฝงชัดเจนโดยเฉพาะขบวนการเพื่อแม้ว

คำให้สัมภาษณ์ของ นายจตุพรดูเหมือนจะสะท้อนจุดยืนขบวนการเพื่อแม้วได้อย่างชัดเจน ด้วยคำกล่าวที่ว่า “ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่เป็นประชาธิปไตยทั้งฉบับ แม้แต่ตัวนายมีชัยฤชุพันธุ์ เองก็ไม่เป็นประชาธิปไตย”

นั่นสะท้อนว่าไม่ว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับปราบโกงจะดีสักแค่ไหนก็ตาม ขบวนการเพื่อแม้วตั้งธงส่อเจตนาหาเรื่องป่วนประเทศอยู่วันยังค่ำ โดยมุ่งคว่ำรัฐธรรมนูญเพื่อการปฏิรูปประเทศ และจ้องล้มคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) โดยใช้รัฐธรรมนูญและความเป็นประชาธิปไตยเป็นข้ออ้างบังหน้าสุมไฟวิกฤติ โดยเป้าหมายที่แท้จริงนอกจากหวังฟื้นขบวนการเพื่อแม้วกลับมามีอำนาจยึดครองประเทศแล้ว ยังหวังช่วย น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีต
นายกฯหุ่นเชิดให้พ้นชะตากรรมในฐานะจำเลยคนสำคัญคดีมหกรรมโกงโครงการรับจำนำข้าวที่สร้างความล่มจมให้ประเทศครั้งเลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์

ทีมข่าวการเมือง

Mitsubishi Tanabe Pharma Corporation ลงนามในข้อตกลงอนุญาตใช้สิทธิร่วมกับ A. Menarini Asia-Pacific เพื่อทำตลาดและจัดจำหน่าย Spedra (Avanafil) ใน 10 ประเทศทั่วเอเชียแปซิฟิก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : Thai Business News

http://www.thaibusinessnews.com/

 

สิงคโปร์—(บิสิเนส ไวร์)—26 ก.พ. 2559

Mitsubishi Tanabe Pharma Corporation (TSE: 4508) และบริษัท A. Menarini Asia-Pacific Holdings Pte Ltd (“Menarini AP”) ของสิงคโปร์ ได้บรรลุข้อตกลงอนุญาตใช้สิทธิสำหรับผลิตภัณฑ์ SPEDRA(TM) (avanafil) โดย Menarini AP จะได้รับสิทธิแต่เพียงผู้เดียวจาก Mitsubishi Tanabe Pharma Corporation ในการทำตลาดและวางจำหน่าย Avanafil ในจีน ฮ่องกง มาเก๊า ไต้หวัน อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไทย และเวียดนาม

Menarini AP เป็นบริษัทในเครือของ Menarini Group ธุรกิจชีวเภสัชภัณฑ์อิตาลีที่ใหญ่ที่สุดในโลก บริษัทให้บริการแก่บรรดาแพทย์และผู้เชี่ยวชาญด้านการดูแลสุขภาพ ด้วยข้อมูลข่าวสารด้านการแพทย์และวิทยาศาสตร์ที่เป็นเลิศ เที่ยงตรง และมีจรรยาบรรณสูงสุดตลอดทุกขั้นตอนการดำเนินงาน โดย Menarini Group ได้รับอนุญาตใช้สิทธิดังกล่าวมาก่อนแล้ว สำ หรับการทำตลาดและวางจำหน่ายผลิตภัณฑ์ดังกล่าวนี้ในกว่า 40 ประเทศในยุโรป รวมถึงออสเตรเลียและนิวซีแลนด์

SPEDRA(TM) (avanafil) เป็นฟอสโฟไดเอสเทอเรส (phosphodiesterase) ที่ได้รับการคิดค้นขึ้นใหม่ อันประกอบไปด้วยสารยับยั้งประเภทที่ 5 (PDE5-i) ซึ่งได้รับการรับรองจากคณะกรรมาธิการยุโรป (EC) เมื่อเดือนมิถุนายน 2556 เพื่อใช้ในการรักษาโรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศ โดยที่สหรัฐอเมริกา องค์การอาหารและยาสหรัฐ (FDA) ได้ให้การรับรอง avanafil เมื่อเดือนเมษายน 2555 เพื่อใช้รักษาอาการเดียวกันนี้ในชื่อการค้า STENDRA(TM) “A. Menarini Asia-Pacific เป็นหุ้นส่วนที่มีคุณสมบัติเหมาะสมในภูมิภาคนี้ ไม่ว่าจะในเรื่องของการเข้าถึงแพทย์และศัลยแพทย์ทางเดินปัสสาวะ/ผู้เชี่ยว ชาญด้านบุรุษเวชวิทยาทั่วภูมิภาค ค่านิยมอันแข็งแกร่ง และประวัติการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ที่เชื่อถือได้ เรามีความยินดีในการเป็นพันธมิตรกับ Menarini AP” นาย มาซายูกิ มิตสึกะ ประธานและผู้แทนกรรมการของ Mitsubishi Tanabe Pharma Corporation กล่าว “ในอนาคตอันใกล้นี้มีแนวโน้มสูงว่าตลาดโรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศ (ED) ในเอเชียแปซิฟิกจะขยายตัวอย่างแข็งแกร่ง โดยได้รับแรงหนุนจากอัตราการวินิจฉัยที่สูงขึ้น อำนาจในการจับจ่ายของผู้ป่วย และการเข้าถึงบริการดูแลสุขภาพประสิทธิภาพสูงที่ครอบคลุมยิ่งขึ้น SPEDRA(TM) เป็นนวัตกรรมใหม่ที่ได้รับการยอมรับในแวดวงสุขภาพชาย เนื่องจากเป็นตัวเลือกอันยอดเยี่ยมในการรักษาผู้ป่วยชายที่เป็น โรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศ (ED) ด้วยคุณสมบัติทางยาที่แปลกใหม่และยังออกฤทธิ์อย่างรวดเร็ว และเมื่อผนึกกำลังกับ Priligy ซึ่งเป็นยาตัวแรกที่ได้รับการรับรองเพื่อรักษาอาการหลั่งเร็ว (PE) แล้ว Menarini AP จึงมีศักยภาพมากขึ้นในแวดวงสุขภาพชายในภูมิภาคนี้” ดร.ลูกา ลาสทรุคชี ซีอีโอของ A. Menarini Asia-Pacific กล่าว

เกี่ยวกับ Spedra (Avanafil)

Avanafil เป็นสารยับยั้งชนิด PDE5 รุ่นสองที่เปี่ยมประสิทธิภาพ ด้วยคุณลักษณะทางเภสัชจลนศาสตร์อันเป็นเอกลักษณ์ Avanafil จึงสามารถออกฤทธิ์ชะงัดภายในเวลาให้ยาประมาณ 15 นาทีในผู้ป่วยส่วนใหญ่ ส่งผลให้เป็น PDE5-I ตัวเดียวที่ได้รับการรับรองในยุโรปท ี่สามารถทานก่อนร่วมกิจกรรมทางเพศได้เป็นเวลาราว 15-30 นาที และด้วยคุณสมบัติออกฤทธิ์เร็ว Avanafil จึงมีความทนต่อยา (tolerability) ในระดับที่น่าพอใจ และยังมีอัตราการเกิดอาการไม่พึงประสงค์ต่ำในการทดลองเชิงคลินิก SPEDRA(TM) ซึ่งเป็นชื่อทางการค้าของ Avanafil ในสหภาพยุโรป (EU) ได้รับการรับรองจากองค์การยายุโรป เพื่อใช้รักษาโรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศ ขณะที่ STENDRA ซึ่งเป็นชื่อการค้าในสหรัฐอเมริกา ก็ได้รับการรับรองจากองค์การอาหารและยาสหรัฐสำหรับการรักษาโรคหย่อนสมรรถภาพ ทางเพศเช่นกัน ทั้งนี้ Mitsubishi Tanabe Pharma Corporation เป็นผู้ถือสิทธิในการพัฒนาและทำการค้า avanafil เพื่อใช้รักษาอาการผิดปกติทางเพศของเพศชายในประเทศแถบเอเชียแปซิฟิกบาง ประเทศ

เกี่ยวกับ Mitsubishi Tanabe Pharma Corporation

Mitsubishi Tanabe Pharma Corporation (MTPC) เป็นบริษัทเภสัชภัณฑ์ที่มุ่งเน้นการวิจัย ซึ่งตั้งอยู่ในเมืองโอซากา ประเทศญี่ปุ่น MTPC มุ่งแก้ไขปัญหาอันท้าทายในการคิดค้นยา ทั้งในการรักษาโรคออโต อิมมูน โรคระบบประสาทกลาง โรคเบาหวาน โรคไต และวัคซีน ซึ่ง MTPC ทุ่มเทอย่างต่อเนื่องให้กับการทำวิจัยและพัฒนาในส่วนนี้ โดย MTPC มีความมุ่งมั่นเพื่อสุขภาพที่ดีของผู้คนทั่วโลกผ่านการคิดค้นยา รักษาโรคต่างๆ

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ MTPC สามารถรับชมได้ที่: http://www.mt-pharma.co.jp/e

เกี่ยวกับ Menarini Asia-Pacific

Menarini Asia-Pacific เป็นบริษัทในเครือของ Menarini Group ธุรกิจชีวเภสัชภัณฑ์อิตาลีที่ใหญ่ที่สุดในโลก ด้วยความเป็นมายาวนานกว่า 130 ปี รวมถึงบุคลากรที่ได้รับการฝึกอบรมมาเป็นอย่างดีกว่า 16,000 คนในกว่า 100 ประเทศทั่วโลก ซึ่งปฏิบัติงานโดยยึดมั่นต่อจรรยาบรรณ Menarini Asia-Pacific มีวิสัยทัศน์ที่จะก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้านการให้บริการแบรนด์สุขภาพที่มีความ สำคัญ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนในภูมิภาค Menarini Asia-Pacific ดำเนินงานตลอดห่วงโซ่มูลค่าการค้า จากขั้นการพัฒนาเชิงคลินิก การขออนุมัติจากฝ่ายกำกับ ดูแล และการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ ไปจนถึงการบริหารจัดการวงจรชีวิต ด้วยแบรนด์ทั้งที่บริษัทเป็นเจ้าของและร่วมพัฒนาในแวดวงรักษาโรคหลักๆ ไม่ว่าจะเป็นสุขภาพของผู้บริโภค ผิวหนังวิทยา ภูมิแพ้/ระบบหายใจ หัวใจร่วมหลอดเลือด วิทยาเนื้องอก/โรคเฉพาะทาง และสุขภาพชาย

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Menarini Asia-Pacific สามารถรับชมได้ที่: www.menariniapac.com

รับชมข่าวต้นฉบับได้ที่ businesswire.com: http://www.businesswire.com/news/home/20160226005251/en/

ติดต่อ:
A. Menarini Asia-Pacific Holdings Pte Ltd
เจนนิเฟอร์ หลิน (Jennifer Lin)
ผู้จัดการอาวุโสฝ่ายแบรนดิ้งและสื่อสารองค์กรประจำภูมิภาค
โทร: +65-64943427
อีเมล: JenniferCW.lin@menariniapac.com

OPPLE Lighting ติดทำเนียบบริษัทหลอดไฟมาแรงของโลกประจำปี 2015 โดย Lux Review

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : Thai Business News

http://www.thaibusinessnews.com/

 

เซี่ยงไฮ้–(บิสิเนส ไวร์)–26 ก.พ. 2016

Lux Review สื่ออิสระซึ่งมีความสนใจครอบคลุมการใช้แสงไฟแบบประหยัดพลังงาน ได้เปิดเผยรายชื่อบริษัทหลอดไฟมาแรงของโลกประจำปี 2015 (Lux Review’s Global Hotlist of Lighting Companies 2015) โดยในฐานะที่เป็นหนึ่งในบริษัทผู้ผลิตหลอดไฟและอุปกรณ์ให้แสงสว่างรายใหญ่ ที่สุดในจีน บริษัท OPPLE Lighting ได้เข้ามามีชื่ออยู่ในทำเนียบบริษัทมาแรง อันเนื่องจากความสำเร็จที่โดดเด่นในตลาดหลอดไฟและอุปกรณ์ให้แสงสว่างทั่วโลก Lux Review ได้เน้นถึงโมเดลธุรกิจใหม่ๆของ OPPLE พร้อมกับชี้ว่าในฐานะที่เป็นหนึ่งในแบรนด์ใหญ่ที่สุดที่ถือกำเนิดขึ้นจากการ ปฏิวัติด้านหลอดไฟ LED ของจีนเมื่อช่วงทศวรรษ 2000 บริษัท OPPLE Lighting ได้เริ่มดำเนินการผลักดันแบรนด์ในระดับโลก ซึ่งส่งผลให้บริษัทสามารถชิงส่วนแบ่งตลาดมาจากแบรนด์อื่นๆที่ได้รับการยอม รับมาอย่างยาวนาน สิ่งนี้ถือเป็นหลักชัยความสำเร็จในประวัติศาสตร์ของแบรนด์ OPPLE อีกท ั้งยังกระตุ้นให้บริษัทผลิตผลิตภัณฑ์ที่มีความเป็นมืออาชีพและเที่ยงตรงแม่น ยำมากขึ้น

รับชมข่าวประชาสัมพันธ์ในรูปแบบ Smart News Release ซึ่งประกอบด้วยสื่อมัลติมีเดียและข่าวฉบับเต็มได้ที่:
http://www.businesswire.com/news/home/20160221005081/en/

http://mms.businesswire.com/media/20160220005008/en/509669/4/China-based_OPPLE_Lighting_enhances_regal_air_of_Kuwait_Moddy_Mosque_with_650_LED_downlights.jpg
บริษัท OPPLE Lighting ของจีน เพิ่มความโออ่าให้กับมัสยิด Moddy Mosque ในคูเวต ด้วยไฟดาวน์ไลท์ LED จำนวน 650 ดวง (รูปภาพ: บิสิเนส ไวร์)

OPPLE Lighting เดินหน้าขยายธุรกิจไปทั่วโลกตลอดระยะเวลาไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ ด้วยวิสัยทัศน์อันยิ่งใหญ่ในการ “สร้างบริษัทหลอดไฟที่ก้าวไกลระดับโลกและก้าวขึ้นมาเป็นแบรนด์หลอดไฟชั ้นนำของจีน” นอกจากผลิตสินค้าคุณภาพสำหรับครอบครัวโดยทั่วไปแล้ว บริษัทยังได้นำเสนอโซลูชั่นการจัดแสงให้แก่บริษัทต่างชาติชั้นนำ มากมาย เช่น Jeddah Mall, Starbucks, Movenpick, Adidas, Mercedes-Benz, Burger King และ KFC เป็นต้น

บริษัทรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่จะกล่าวว่า ในปีที่ผ่านมา มัสยิด Moddy Mosque ซึ่งได้รับเงินสนับสนุนจากผู้บริจาค และบริหารจัดการโดยกระทรวงศาสนาสมบัติและกิจการอิสลามในคูเวต ได้เชิญให้ OPPLE และผู้แทนจำหน่ายเข้าไปมีส่วนรวมในโครงการ และช่วยยกระดับการติดตั้งหลอดไฟภายในมัสยิดเพื่อให้เข้ากับบรรยากาศอันโออ่า และสง่างามโดยรวม ด้วยพื้นที่ 3,000 ตารางเมตร OPPLE ได้ใช้ดวงไฟ LED HM Downlight จำนวน 650 ดวง และเส้นไฟ LED EcoMax Soft Strip ยาว 1,500 เมตร ซึ่งเมื่อเทียบกับระบบ CFL แบบเดิมแล้ว ดวงไฟ LED HM Downlight จะมีอายุการใช้งานที่ยาวนานถึง 50,000 ชั่วโมง และช่วยประหยัดพลังงานได้ถึง 60% ทั้งนี้ บริษัท Alarabia Electrical ผู้ออกแบบแสงไฟประจำโครงการเชื่อว่า โซลูชั่นการจัดไฟครั้งนี้ไม่เพียงแต่จะสร้างความสว่างไสวได้ อย่างกลมกลืนเท่านั้น แต่ยังสามารถบ่งบอกความเป็นพื้นที่ได้โดยการนำเอาความรู้ด้านสถาปัตยกรรม ศาสตร์มาปฏิบัติใช้จริง

เพื่อเป็นการเร่งกลยุทธ์การขยายธุรกิจไปทั่วโลกและพัฒนาเทคโนโลยีใน ผลิตภัณฑ์ LED บริษัท OPPLE Lighting จึงได้ลงนามข้อตกลงความร่วมมือด้านเทคนิคกับบริษัท Seaborough ของเนเธอร์แลนด์ ผู้สร้างสรรค์นวัตกรรมล้ำยุคสำหรับอุตสาหกรรมหลอดไฟ เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2558 ซึ่งถือเป็นก้าวแรกในการเริ่มผลิตหลอดไฟ oneTLed ซึ่งเป็นหลอดไฟ LED ที่สามารถสลับสับเปลี่ยนได้ตัวแรกของโลก เทคโนโลยีใหม่นี้จะเป็นการเพิ่มศักยภาพในการอนุรักษ์พลังงานโดยการใช้ พลังงานที่น้อยกว่าเดิมถึง 50% การร่วมงานกับบริษัท Seaborough จะเป็นโอกาสอันยิ่งใหญ่ให้แก่ OPPLE ในการยกระดับความสามารถด้าน R&D รวมทั้งการนำเสนอโซลูชั่นการจัดแสงไฟที่มีความแตกต่างและบริการที่เป็นมือ อาชีพในตลาดหลอดไฟและอุปกรณ์ให้แสงสว่าง

เกี่ยวกับ OPPLE

OPPLE Lighting Co. Ltd. เ ป็นแบรนด์หลอดไฟและอุปกรณ์ให้แสงสว่างชั้นนำของจีนที่กำลังขยายตัวอย่างรวด เร็วในกว่า 50 ประเทศทั่วโลก บริษัทมีเครือข่ายจัดจำหน่ายที่ใหญ่ที่สุดในจีน ตลอดจนร้านค้าจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของแบรนด์กว่า 8,000 ร้าน และจุดจำหน่ายกว่า 30,000 จุดทั่วโลก OPPLE มีจุดมุ่งหมายด้านนวัตกรรมอันแข็งแกร่ง โดยมีการออกสิทธิบัตรใหม่กว่า 200 รายการต่อปี ซึ่งสนับสนุนโดยศูนย์ R&D อันทันสมัย และทีม R&D ซึ่งประกอบด้วยวิศวกรกว่า 300 คน

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ OPPLE Lighting กรุณาเข้าชมที่ www.opple.com

รับชมข่าวต้นฉบับได้ที่ businesswire.com: http://www.businesswire.com/news/home/20160221005081/en/

ติดต่อ:
OPPLE
Kiko Li, +86-21-38550000
lisiying@opple.com

Australian Expert in Sports Science and Nutrition Joins Herbalife Nutrition Advisory Board

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : Thai Business News

http://www.thaibusinessnews.com/

 

ADELAIDE, Australia–(BUSINESS WIRE)–Feb. 16, 2016

Global nutrition company, Herbalife announced today that Dr. Darren Burgess, an expert in sports science and nutrition, has become the first Australian appointed to its Nutrition Advisory Board (NAB).

This Smart News Release features multimedia. View the full release here: http://www.businesswire.com/cgi-bin/mmg.cgi?eid=51280169&lang=en

A photo of Dr. Darren Burgess (Photo: Business Wire)

http://mms.businesswire.com/media/20160215005745/en/509403/4/Darren-Burgess.jpg

Dr. Burgess has experience in education and training, having worked as a lecturer in Exercise Science at Australian Catholic University in Sydney and completing his PhD in movement analysis of AFL and Soccer. He has lectured at prestigious Australian Universities and has had multiple papers published in peer review journals. Additionally, Dr. Burgess has spoken at numerous national and international sports medicine conferences.

Dr. Burgess is currently Head of High Performance at Port Adelaide Football (AFL) Club. Prior to this appointment, Dr. Burgess was Head of Fitness and Conditioning at Liverpool Football Club (EPL) and has a background in sports science and fitness coaching for many top Australian national and regional sporting organizations.

Dr. Burgess’ appointment reflects further expansion of nutrition and health experts from Asia Pacific in the Herbalife Nutrition Advisory Board who will play a central role in raising public awareness and leading educational programs on balanced nutrition and healthy active lifestyle in 15 countries across the region as part of Herbalife’s Asia Pacific Wellness Tour initiative.

Herbalife Nutrition Advisory Board

Herbalife’s Nutrition Advisory Board (NAB) is comprised of professionals in the fields of nutrition and health from around the globe who extend the principles and philosophies outlined by the Herbalife Nutrition Institute into the process of educating and training Independent Herbalife Members on the principles of balanced nutrition, physical activity and a healthy lifestyle. The Chairman of the Nutrition Advisory Board is M.D., Ph.D., F.A.S.N., F.A.C.N. David Heber, supported by Vice Presidents and M.D., M.P.H. Luigi Gratton and Ph.D. Louis Ignarro Nobel Laureate in Medicine. For more details on the Nutrition Advisory Board, please visit http://company.herbalife.com/nab

About Herbalife

Herbalife (NYSE:HLF) is a global nutrition company that has been changing people’s lives with great products since 1980. Our nutrition, weight-management, energy and fitness and personal care products are available exclusively to and through dedicated Independent Herbalife Members in more than 90 countries. We are committed to fighting the worldwide problems of poor nutrition and obesity by offering high-quality products, one-on-one coaching with an Herbalife member and a community that inspires customers to live a healthy, active life.

We support the Herbalife Family Foundation (HFF) and its Casa Herbalife programs to help bring good nutrition to children in need. We also sponsor more than 190 world-class athletes, teams and events around the globe, including Cristiano Ronaldo, the LA Galaxy, Western Sydney Wanderers FC and champions in many other sports.

To learn more visit Herbalife.com

View source version on businesswire.com: http://www.businesswire.com/cgi-bin/mmg.cgi?eid=51280169&lang=en

CONTACT:

Herbalife Asia Pacific
Daliea Mohamad-Liauw, +852-3589-2643
Vice President, Corporate Communications
dalieal@herbalife.com
or
Herbalife Australia & New Zealand
Gabriella Ocen asek, +61-8-8154-0205
Corporate Communications Lead
gabriellad@herbalife.com