บูรณาการมาตรฐานด้านสาธารณภัย จ่อพัฒนาบริหารจัดการน้ำประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/261518

วันอังคาร ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2560, 17.36 น.

21 มี.ค.60 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กระทรวงมหาดไทยโดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) จัดประชุมสัมมนาเพื่อนำเสนอแนวคิด และรวบรวมข้อคิดเห็นเกี่ยวกับมาตรฐานกลางข้อมูลด้านสาธารณภัย ภายใต้โครงการสนับสนุนการใช้ข้อมูลสารสนเทศข้อมูลสาธารณภัยแห่งชาติ เพื่อสนับสนุนการบริหารจัดการภัยพิบัติด้านน้ำในระดับพื้นที่ โดยมีเจ้าหน้าที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุมฯ เพื่อร่วมกันวางแนวทางในการจัดทำมาตรฐานกลางข้อมูลด้านสาธารณภัย นำไปสู่การพัฒนาระบบข้อมูลสารสนเทศที่มีประสิทธิภาพ ส่งผลให้การแจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยเป็นไปด้วยความรวดเร็ว ทั่วถึง ถูกต้อง และแม่นยำ ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างประเทศไทยปลอดภัย (Safety Thailand)

นายฉัตรชัย พรหมเลิศ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เปิดเผยว่า ปัจจุบันภัยพิบัติทางธรรมชาติเกิดบ่อยครั้งและมีแนวโน้มรุนแรงมากขึ้น โดยเฉพาะภัยพิบัติที่เกี่ยวข้องกับน้ำ ทั้งภัยแล้ง และอุทกภัยรัฐบาลและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ และเชื่อมโยงทุกมิติ โดยเฉพาะการจัดทำฐานข้อมูลสาธารณภัยด้านน้ำที่ครอบคลุมทุกด้าน จะทำให้การวิเคราะห์คาดการณ์แนวโน้มสถานการณ์และการแจ้งเตือนภัยมีความรวดเร็ว ถูกต้อง และแม่นยำ

ดังนั้น กระทรวงมหาดไทย โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) จึงได้จัดประชุมสัมมนาเพื่อนำเสนอแนวคิดและรวบรวมข้อคิดเห็นเกี่ยวกับมาตรฐานกลางข้อมูลด้านสาธารณภัย ภายใต้โครงการสนับสนุนการใช้ข้อมูลสารสนเทศข้อมูลสาธารณภัยแห่งชาติ เพื่อสนับสนุนการบริหารจัดการภัยพิบัติด้านน้ำในระดับพื้นที่

โดยการประชุมสัมมนาฯ แบ่งเป็น 2 รอบ ดังนี้ รอบที่ 1 วันอังคารที่ 21 มีนาคม 2560 ณ โรงแรมเอสดี อเวนิว กรุงเทพมหานคร ผู้เข้าร่วมประชุมฯ ประกอบด้วย เจ้าหน้าที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย รวม 50 คน และรอบที่ 2 วันอังคารที่ 28 มีนาคม 2560 ณ โรงแรมแอมบาสเดอร์ สุขุมวิท กรุงเทพมหานคร ผู้เข้าร่วมประชุมฯ ประกอบด้วย ผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการน้ำ ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อร่วมกันวางแนวทางในการจัดทำมาตรฐานกลางข้อมูลด้านสาธารณภัย โดยนำเสนอแนวคิด กรอบการจัดทำเนื้อหา และข้อสรุปของชุดมาตรฐานกลางข้อมูลด้านสาธารณภัย เพื่อนำไปพัฒนาระบบข้อมูลสารสนเทศที่มีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับบริบทการจัดการสาธารณภัยในระดับพื้นที่ รวมถึงสามารถเชื่อมโยงข้อมูล การบริหารจัดการสาธารณภัยด้านน้ำระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ตลอดจนเป็นเครื่องมือสำคัญที่หน่วยปฏิบัติทุกระดับสามารถนำไปใช้ในการวิเคราะห์ ตัดสินใจสั่งการ และบริหารจัดการแก้ไขปัญหาสาธารณภัย ส่งผลให้การเตรียมพร้อมป้องกัน การเฝ้าระวัง และการแจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยเป็นไปด้วยความรวดเร็ว ทั่วถึง ถูกต้อง และแม่นยำ รวมถึงการบริหารจัดการสาธารณภัยด้านน้ำเกิดประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างประเทศไทยปลอดภัย (Safety Thailand)

บุรีรัมย์ประกาศพื้นที่วาตภัย13อ. พายุพัดบ้าน-คอกสัตว์เสียหาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/261514

วันอังคาร ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2560, 17.04 น.

21 มี.ค.60 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายฉัตรณรงค์   ศิริพร ณ ราชสีมา หัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดบุรีรัมย์ เปิดเผยว่า ในห้วง 2 เดือน ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา จนถึงขณะนี้ ได้เกิดพายุฤดูร้อนพัดถล่มจำนวน 6 ครั้ง มีพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ 13 อำเภอ 25 ตำบล  66 หมู่บ้าน มีบ้านเรือนราษฎรถูกพายุพัดพังเสียหาย 373 หลัง  ยุ้งข้าว 27 หลัง โรงเรือน 15 หลัง  คอกสัตว์ 12 หลัง  โรงสี 1 หลัง  รวมจำนวน 428 หลัง ทั้งยังมีพืชสวน พืชไร่ ถูกกระแสลมพัดหักโค่นเสียหายอีกเป็นจำนวนหลายไร่ด้วย

ขณะที่ ล่าสุดทางจังหวัดได้พิจารณาประกาศเป็นพื้นที่ประสบสาธารณภัยทั้ง 13 อำเภอ   และประกาศเขตพื้นที่ให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติด้วย เพื่อเร่งให้ความช่วยเหลือประชาชน และเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากวาตภัยที่เกิดขึ้น เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้กับผู้ประสบวาตภัยอย่างเร่งด่วน

นายฉัตรณรงค์   ศิริพร ณ ราชสีมา ยังได้แจ้งเตือนประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัย  เช่น ใกล้ต้นไม้ใหญ่ก็ควรจะตัดหรือริดกิ่งที่เสี่ยงอันตรายออก รวมถึงหลีกเลี่ยงการอยู่ใกล้ป้ายโฆษณาขนาดใหญ่ พร้อมประชาสัมพันธ์ให้ผู้นำชุมชน  ท้องถิ่น ได้เฝ้าระวังดูแลช่วยเหลือราษฎรที่ประสบวาตภัยในพื้นที่ด้วย หากเกิดพายุพัดถล่มในพื้นที่ใดก็ให้เร่งเข้าสำรวจและให้ความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน

 

สาธารณสุขเตือนภัยแดดหน้าร้อน ระวัง!!!’โรคฮีทสโตรก’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/261512

วันอังคาร ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2560, 16.54 น.

21 มี.ค.60 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายแพทย์บรรเจิด สุขพิพัฒปานนท์ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดสตูล  เปิดเผยว่าจากสภาพอากาศที่มีอุณหภูมิสูงขึ้นในช่วงนี้ ก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพตามมาโดยเฉพาะโรคฮีทสโตรก (Heat Stroke) หรือโรคลมแดด ซึ่งเกิดจากการที่ร่างกายอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่อุณหภูมิสูง และได้รับความร้อนมากเกินไป ทำให้เกิดการทำงานที่ผิดปกติของสมอง ในส่วนการควบคุมอุณหภูมิของร่างกาย ทำให้มีอุณหภูมิในร่างกายสูงเกิน 40 องศาเซลเซียส ซึ่งส่งผลต่อระบบไหลเวียนโลหิตและระบบสมอง

โดยสัญญาณเตือนที่สำคัญของโรคฮีทสโตรก คือไม่มีเหงื่อออกแม้จะอากาศร้อนหน้าแดงและตัวร้อนจัดขึ้นเรื่อยๆ จะรู้สึกกระหายน้ำมาก วิงเวียน ปวดศีรษะ คลื่นไส้ หายใจเร็ว อาเจียน  เกร็งกล้ามเนื้อ ชัก มึนงง สับสน รูม่านตาขยาย ความรู้สึกตัว  ลดน้อยลง อาจหมดสติ หัวใจเต้นเร็วแต่แผ่วเบา ถ้าไม่ได้รับการแก้ไขอย่างถูกต้องและทันเวลา อาจทำให้หัวใจหยุดเต้นและถึงแก่ชีวิตได้

ซึ่งโรคนี้แตกต่างจากอาการเพลียแดดทั่วๆไป ที่จะมีเหงื่อออกด้วย สำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงในการเกิดโรคฮีทสโตรก คือผู้สูงอายุ  เด็ก ผู้ที่อดนอน ผู้ที่ดื่มเหล้าจัด ผู้ที่ทำงานในสภาพอากาศที่ร้อนชื้นและผู้ที่เป็นโรคเรื้อรัง เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคหัวใจ และโรคอ้วน รวมถึงนักกีฬา และทหารที่เข้ารับการฝึก โดยไม่มีการเตรียมสภาพร่างกายให้พร้อมที่จะเผชิญกับสภาพอากาศร้อนจัด

นายแพทย์บรรเจิด สุขพิพัฒปานนท์ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดสตูล กล่าวเพิ่มเติมว่า การป้องกันโรคฮีทสโตรก คือดื่มน้ำ 1-2 แก้ว ก่อนออกจากบ้านในวันที่มีอากาศร้อนจัด  ควรสวมใส่เสื้อผ้าที่มีสีอ่อน โปร่ง ไม่หนา น้ำหนักเบา และสามารถระบายอุณหภูมิความร้อนได้ดีและป้องกันแสงแดดได้ และหากต้องอยู่ท่ามกลางสภาพอากาศร้อน หรือออกกำลังกลางสภาพอากาศร้อน ควรดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 6-8 แก้ว ควรหลีกเลี่ยงการอยู่กลางแดดในวันที่อากาศร้อนจัด โดยเฉพาะก่อนการออกกำลังกายหรืออยู่ท่ามกลางสภาพอากาศร้อนเป็นเวลานาน

ทั้งนี้ในเด็กเล็กและคนชราควรได้รับการดูแลเป็นพิเศษ โดยให้อยู่ในห้องที่มีอากาศระบายได้ดี ควรออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 ครั้งๆ ละ 30 นาที  เพื่อให้ร่างกายเคยชินกับสภาพอากาศร้อนจัด

 

ชาวสวนทุเรียน-เงาะน้ำตาตก!! พายุพัดโค่นร่วงระนาว2,500ลูก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/261492

วันอังคาร ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2560, 15.31 น.

21 มี.ค.60 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายแสงอรุน ปรุงผล เกษตรกรชาวสวนทุเรียน ม.6 ต.อ่าวใหญ่ อ.เมือง จ.ตราด นายสมนึก อนันต์ เกษตรอำเภอเมืองตราด และ นายไพศาล ศรีสกลมารค หัวหน้าฝ่ายอำเภอเมืองตราด ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร เดินทางตรวจสอบสำรวจความเสียหายของทุเรียนและเงาะ หลังถูกพายุพัดเมื่อช่วงดึกที่ผ่านมา

นายแสงอรุน กล่าวว่า เมื่อช่วงเวล ตี 3 คืนที่ผ่านมา เกิดพายุลมแรงเพียง 5 นาทีเท่านั้น คิดว่าไม่มีปัญหาอะไร แต่เมื่อเดินทางมา สวนทุเรียน เพื่อเตรียมจะตัดทุเรียนตามกำหนดเวลาในเช้าวันนี้ กลับต้องผิดหวังเมื่อต้นทุเรียนพันธุ์ชะนี อายุ 30 ปี ความสูงเกือบ 10 เมตร ถูกพายุพัดล้มโค่นกว่า 10 ต้น บางต้นกิ่งฉีกขาด ทุเรียนร่วงตกลงมานับพันลูก ความเสียหายเฉพาะสวนตนเองอยู่ประมาณ 700,000 บาท ยังไม่รวมความเสียหายของต้นทุเรียนอายุ 30 ปี ที่ไม่สามารถประเมินค่าได้ จากนั้นตนเองได้เก็บลูกทุเรียนที่ร่วงมา กองไว้ แล้วแยกทุเรียนที่สามารถขายต่อได้ ซึ่งมีเพียง 2 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่สามารถขายได้ และขายได้ไม่เต็มราคาที่พ่อค้าคนกลางเสนอราคาให้ในกิโลกรัมละ 85 บาท

โดยที่สวนของ นายถวิล สุภาพ เกษตรกรชาวสวนเงาะ ม.5  ต.อ่าวใหญ่ กล่าวว่า ตั้งแต่ทำสวนผลไม้มา ไม่เคยเจอเหตุการณ์แบบนี้มาก่อน ที่พายุพัดต้นเงาะพันธุ์โรงเรียนที่มีอายุกว่า 30 ปี โค่นเสียหายไป 13 ต้น เงาะเสียหายประมาณ 12 ตัน สูญเงินไปหลายแสนบาท ซึ่งเงาะโรงเรียนรุ่นแรกจะสามารถเก็บผลผลิตได้หลังสงกรานต์ แต่ต้องเจอกับพายุที่พัดถล่มเมื่อคืนเพียงไม่กี่นาที


ทางด้าน นายสมนึก อนันต์ เกษตรอำเภอเมืองตราด กล่าวว่า เบื้องต้นจากการสำรวจพื้นที่สวนผลไม้ ที่ได้รับผลกระทบจากวาตภัยในครั้งนี้ มีด้วยกันทั้งหมด 4 ราย ใน ม.5 ม.6 ต.อ่าวใหญ่ คือ สวนนายแสงอรุน ปรุงผล  สวนนายเรวัต เทศสี สวนนายถวิล สุภาพ และนางสุรัชดา สุภาพ ความเสียหายรวมกันมีทุเรียน 2,500 ลูก เงาะอีก 14 ตัน เบื้องต้นความเสียหายประมาณ 2 ล้านกว่าบาท

นอกจากนี้ผลทุเรียนที่ยังไม่ร่วงได้ถูกพายุพัด ได้รับความเสียหายเช่นกันบริเวณก้าน ซึ่งคาดว่าในอีก 1-2 วันข้างหน้าจะร่วงลงมาอีกจำนวนมาก ส่วนการช่วยเหลือตามระเบียบกระทรวงการคลัง สามารถช่วยได้เพียงต้นที่โค่นเสียหายเท่านั้น 1 ไร่ จะรับเงินช่วยเหลือ 1,690 บาท

อย่างไรก็ตาม นายไพศาล ศรีสกลมารค หัวหน้าฝ่ายอำเภอเมืองตราด ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร กล่าวว่า ทั้ง 4 ราย ที่ได้รับผลกระทบในครั้งนี้ ทาง ธกส.จะนำเรื่องเข้าไปพิจารณาให้การช่วยเหลือ ซึ่งมีแนวทางการช่วยเหลืออยู่ 2 ทาง คือการขยายเวลาผ่อนชำระหนี้และการลดดอกเบี้ย เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้กับเกษตรกรที่เป็นลูกค้าธกส

 

ตั้งเครื่องสูบน้ำโขงเข้าห้วยหลวงแก้แล้ง หวั่น’หนองคาย-อุดร’ขาดน้ำใช้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/261485

วันอังคาร ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2560, 15.08 น.

21 มี.ค.60 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคาย นายสุชาติ นพวรรณ ได้ติดตามการติดตั้งเครื่องสูบน้ำบริเวณปากประตูห้วยหลวง อ.โพนพิสัย จ.หนองคาย โดยกรมชลประทานได้นำเครื่องสูบน้ำจำนวน 4 เครื่อง มาติดตั้ง เพื่อทำการสูบน้ำโขงเข้ามาตามห้วยหลวง ให้ประชาชนในพื้นที่ อ.โพนพิสัย จ.หนองคาย อ.สร้างคอม และ อ.เพ็ญ จ.อุดรธานี ได้ใช้ประโยชน์เพื่อการกสิกรรม

โดยเครื่องสูบน้ำที่ทำการติดตั้งนี้จะสามารถสูบน้ำโขงได้ ปริมาตร 3 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ซึ่งปีนี้เป็นการดำเนินการปีที่ 2 ในช่วงเดือนมีนาคม – พฤษภาคม ผลการดำเนินการในปีที่ผ่านมาพบว่า ประชาชนได้รับประโยชน์ มีน้ำใช้เพื่อการเกษตรสำหรับข้าวนาปรัง มีน้ำใช้ในไร่นา พื้นที่ประมาณ 30,000 ไร่ ประชาชนได้มีการร้องขอให้ทางกรมชลประทาน ช่วยสูบน้ำโขงเข้ามาให้อีกในปีนี้ ซึ่งคาดว่าจะติดตั้งเครื่องสูบน้ำและระบบไฟฟ้าแล้วเสร็จ และสามารถเดินเครื่องสูบน้ำได้ปลายเดือนมีนาคมนี้

 

ชาวบ้านจ.ตราดขาดแคลนน้ำ! เร่งนำรถน้ำแจกจ่ายบรรเทาแล้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/261463

วันอังคาร ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2560, 13.55 น.

21 มี.ค.60 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่หน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ 14 พ.อ.กฤษฎิ์ชัย จำนงเนียร ผู้บังคับหน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ 14 สำนักงานพัฒนาภาค 1 หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา กองบัญชาการกองทัพไทย มอบนโยบายการให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ประสบปัญหาขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภค พร้อมรถยนต์บรรทุกน้ำขนาด 6,000 ลิตร ออกแจกจ่ายน้ำอุปโภคบริโภค ให้กับบ้านเรือนประชาชน และวัดมะม่วง หมู่ที่ 3 ตำบลนนทรีย์ อำเภอบ่อไร่ จังหวัดตราด และในถังเก็บน้ำของวัดที่ได้รับความเดือดร้อน หลังจากเริ่มประสบปัญหาการขาดแคลนน้ำสำหรับการอุปโภค บริโภค

ด้านผู้บังคับหน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ 14 กล่าวว่า หน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ 14 เป็นหน่วยทหารพัฒนา รับผิดชอบพื้นที่อำเภอบ่อไร่ ได้จัดรถบรรทุกน้ำและกำลังพลออกแจกจ่ายน้ำในระยะเริ่มแรกแล้ว พร้อมทั้งมีการประสานไปยังผู้นำหมู่บ้านทุกพื้นที่

 

‘ชัยภูมิ’อ่วมรับวาตภัยอีก1จว. ปภ.ชี้ยังมีลมกระโชกแรงในหลายพื้นที่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/261452

วันอังคาร ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2560, 13.21 น.

(แฟ้มภาพ)

21 มี.ค.60 นายฉัตรชัย พรหมเลิศ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) กล่าวว่า ช่วงวันที่ 14 – 21 มี.ค. มีพื้นที่ได้รับผลกระทบจากวาตภัย รวม 19 จังหวัด 55 อำเภอ 90 ตำบล 331 หมู่บ้าน บ้านเรือนประชาชนเสียหาย 4,137 หลัง ผู้เสียชีวิต 3 ราย แยกเป็นภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 11 จังหวัด ได้แก่ อุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ เลย สกลนคร มหาสารคาม นครราชสีมา หนองคาย ร้อยเอ็ด ขอนแก่น และชัยภูมิ ภาคเหนือ 1 จังหวัด ได้แก่ พะเยา ภาคกลาง 6 จังหวัด ได้แก่ ลพบุรี เพชรบูรณ์ นครสวรรค์ สุโขทัย ขัยนาท และกำแพงเพชร และภาคตะวันออก 1 จังหวัด ได้แก่ สระแก้ว บ้านเรือนประชาชนเสียหาย 4,137 หลัง ผู้เสียชีวิต 3 ราย ซึ่ง ปภ.ได้ประสานจังหวัด หน่วยทหาร องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งให้การช่วยเหลือผู้ประสบภัยในเบื้องต้น รวมถึงจัดเจ้าหน้าที่สำรวจและประเมินความเสียหาย เพื่อดำเนินการช่วยเหลือตามระเบียบกระทรวงการคลัง

นายฉัตรชัย กล่าวอีกว่า จากการติดตามสภาพอากาศกับกรมอุตุนิยมวิทยาพบว่า ระยะนี้ประเทศไทยจะมีฝนฟ้าคะนองบางแห่ง และลมกระโชกแรงในหลายพื้นที่ บริเวณภาคเหนือตอนล่าง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก และภาคกลาง ปภ. จึงได้ประสานจังหวัดในพื้นที่ดังกล่าวเตรียมรับมือพายุฝนฟ้าคะนอง โดยจัดเจ้าหน้าที่ติดตามสภาพอากาศและเฝ้าระวังสถานการณ์ภัย พร้อมจัดเตรียมวัสดุอุปกรณ์ให้พร้อมปฏิบัติการเผชิญเหตุและช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างใกล้ชิด

ส.ป.ก.-สพภ.บันทึกข้อตกลงความร่วมมือโครงการวนเกษตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/261451

วันอังคาร ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2560, 13.18 น.

x

ส.ป.ก. ร่วมกับ สพภ.บันทึกข้อตกลงความร่วมมือ การดำเนินโครงการวนเกษตรกิจกรรมป่าครอบครัวในเขตปฏิรูปที่ดิน เพื่อการพึ่งพาตนเองและการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ

21 มี.ค.60 สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) กับสำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน) (สพภ.) ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการดำเนิน โครงการวนเกษตรกิจกรรมป่าครอบครัวในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อการพึ่งพาตนเองและการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ ณ ห้องประชุมไชยยงค์ ชูชาติ ส.ป.ก. ถนนราชดำเนินนอก กรุงเทพมหานคร

โดยมีนางจุฬารัตน์ นิรัตศยกุล ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน) (สพภ.และนายสมปอง อินทร์ทอง เลขาธิการ ส.ป.ก. เป็นตัวแทนร่วมลงนามทั้งสองฝ่าย

การบันทึกข้อตกลงความร่วมมือฯ ในครั้งนี้ ทั้งสองหน่วยงานมีความประสงค์จะยกระดับ ความร่วมมือทางวิชาการระหว่าง ส.ป.ก.และ สพภ.เพื่อส่งเสริมและพัฒนาวนเกษตรกิจกรรม ป่าครอบครัว ภายใต้การดำเนินงานของหน่วยงาน โดยมุ่งเน้นให้เกิดความตระหนักและการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในการดำเนินกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการจัดการที่ดิน การอนุรักษ์และการใช้ ประโยชน์จากความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืน เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับเกษตรกร ด้วยการส่งเสริมและพัฒนาวนเกษตรกิจกรรมป่าครอบครัวเพื่อการพึ่งพาตนเอง ด้านความมั่นคงทางชีวภาพ และภูมิปัญญาท้องถิ่นในเขตปฏิรูปที่ดิน และเพื่อกระตุ้นทุกภาคส่วนให้เกิดความตระหนักถึงความสำคัญของความหลากหลายทางชีวภาพ ทั้งในด้านการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรชีวภาพอย่างคุ้มค่าและยั่งยืน

ทั้งนี้นายสมปอง อินทร์ทอง เลขาธิการ ส.ป.ก. กล่าวว่า การลงนามความร่วมมือในครั้งนี้ ได้กำหนดบทบาทหน้าที่ของแต่ละฝ่ายไว้อย่างชัดเจน โดยจะขยายแนวคิดนี้จัดทำเป็นโครงการนำร่องป่าครอบครัวในพื้นที่จังหวัดอุทัยธานี ซึ่งเป็นจังหวัดแรกที่ ส.ป.ก. ได้ดำเนินการจัดที่ดินให้ชุมชนตามนโยบายของรัฐบาลภายใต้คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) ซึ่งมีบริเวณพื้นที่แนวเขตกันชนติดกับพื้นที่ป่าอนุรักษ์ คือ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง เพื่อให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ในเขตพื้นที่ของ ส.ป.ก. และอยู่ติดกับเขตพื้นที่แนวกันชนป่าอนุรักษ์ร่วมกันดำเนินการป่าครอบครัว เพื่อเป็นแหล่งอาหาร สมุนไพร ไม้ใช้สอย เป็นการลดการพึ่งพาธรรมชาติ ป้องกัน การบุกรุกพื้นที่ป่าอนุรักษ์ ลดรายจ่ายเพิ่มรายได้ให้แต่ละครอบครัว ทำให้มีพื้นที่ป่าไม้เพิ่มขึ้นในบริเวณพื้นที่จัดสรรของ ส.ป.ก. ซึ่งเป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการจัดสรรพื้นที่ ส.ป.ก. ให้แก่เกษตรกรอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีจำนวนครัวเรือนที่เข้าร่วมกิจกรรมฯ ในปี 2560 จำนวน 3 พื้นที่ ในเขตแนวกันชนป่าอนุรักษ์จังหวัดอุทัยธานี ประกอบด้วย อำเภอบ้านไร่ อำเภอลานสัก และอำเภอห้วยคต พื้นที่ละ 15 ครัวเรือน รวมเป็น 45 ครอบครัว และจะขยายโครงการฯ ออกไปในพื้นที่จัดสรรของ ส.ป.ก.ที่มีแนวเขตกันชนติดกับพื้นที่ป่าอนุรักษ์อื่นๆ ต่อไป

อย่างในก็ตามในส่วน ส.ป.ก. มีบทบาทหน้าที่ในการดำเนินโครงการดังกล่าว คือเสนอชุมชนเป้าหมาย และคัดเลือกสมาชิกป่าครอบครัวเพื่อเข้าร่วมโครงการ ส่งเสริมสนับสนุนให้เครือข่ายป่าครอบครัวจัดทำข้อมูลป่าครอบครัวในแต่ละครัวเรือนรวมทั้งสนับสนุนให้มีการเพาะกล้าไม้ในระดับครัวเรือนและระดับเครือข่าย ประสานงานและสนับสนุนกล้าไม้ที่ไม่สามารถขอรับสนับสนุนจากเครือข่ายอื่นได้และส่งเสริมและสนับสนุนการสร้างความเข้มแข็งการดำเนินงานของสมาชิกและกลุ่มเครือข่ายพร้อมทั้งให้คำปรึกษา ติดตาม และประเมินผลด้วย

เติมสระน้ำดิบผลิตประปาช่วย7ม. ชาวบ้านวอน!รัฐขุดสระกักเก็บน้ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/261449

วันอังคาร ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2560, 13.12 น.

21 มี.ค.60 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า โครงการชลประทานจังหวัดบุรีรัมย์ได้ปล่อยน้ำ จากอ่างเก็บน้ำห้วยจระเข้มากผ่านคลองส่งน้ำ คลองซอย ให้ไหลเข้าสระน้ำกลางหมู่บ้าน 7 หมู่บ้าน มีหมู่ 1 ,  2 , 3 , 7 , 11 , 12  และหมู่ 14 ใน ต.กระสัง อ.เมืองบุรีรัมย์ ตามมติของกลุ่มผู้ใช้น้ำ หลังจากผู้นำชุมชน และชาวบ้านได้ร้องขอความช่วยเหลือ เนื่องจากสระกลางหมู่บ้าน ที่ใช้เป็นน้ำดิบในการผลิตประปา  มีสภาพตื้นเขิน ไม่เพียงพอผลิตประปาจ่ายน้ำให้ราษฎรในหมู่บ้านในช่วงหน้าแล้ง

โดยการปล่อยน้ำเติมสระน้ำดิบกลางหมู่บ้านในครั้งนี้ เป็นมติของกลุ่มผู้ใช้น้ำอ่างเก็บน้ำห้วยจระเข้มาก เพื่อเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนให้กับราษฎรทั้ง 7 หมู่บ้าน กว่า 900 ครัวเรือน ได้มีน้ำอุปโภคบริโภคตลอดฤดูแล้งนี้ ทั้งยังส่งผลดีให้ชาวบ้านบางส่วนได้มีน้ำปลูกพืชผักสวนครัวไว้บริโภค และขายเป็นรายได้เสริมแทนการทำนาปรังอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม ชาวบ้านก็ได้เรียกร้องให้หน่วยงานภาครัฐ ได้เข้ามาสำรวจเพื่อจัดสรรงบประมาณ มาดำเนินการขุดลอกสระกลางหมู่บ้านที่ตื้นเขิน ให้ลึกลงกว่าเดิมเพื่อให้สามารถกักเก็บน้ำไว้ใช้อุปโภคบริโภค และทำการเกษตรได้ตลอดทั้งปี

นายประชิด  สาโรจน์   ผู้ใหญ่บ้านบ้านม่วงพัฒนา ม.16  กล่าวว่า ในช่วงหน้าแล้งของทุกปีผู้นำชุมชนต้องทำเรื่องร้องขอน้ำผ่านกลุ่มผู้นำใช้น้ำ เพื่อเสนอให้ทางโครงการชลประทานปล่อยน้ำมาเติมในสระน้ำดิบกลางหมู่บ้าน ที่ใช้ผลิตประปาถึง 2 หมู่บ้าน เพราะน้ำในสระไม่เพียงพอผลิตประปาเนื่องจากสระมีขนาดเล็กและตื้นเขิน บางปีหากฝนมาช้าก็จะขอให้ชลประทานปล่อยน้ำมาเติมถึง 2 ครั้ง จึงจะเพียงพอผลิตประปาจ่ายให้ราษฎรในหมู่บ้านได้ตลอดหน้าแล้ง

จึงอยากฝากถึงหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ได้เข้ามาสำรวจและจัดสรรงบประมาณมาดำเนินการขุดลอกสระกลางหมู่บ้าน ให้สามารถกักเก็บน้ำได้มากขึ้นและเพียงพอผลิตประปาได้ตลอดทั้งปีด้วย

 

สรุปผลกระทบพายุฤดูร้อนถล่ม มหาสารคามเสียหาย5อ.พัง200หลัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/261431

วันอังคาร ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2560, 11.01 น.

21 มี.ค.60 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายเสน่ห์ นนทะโชติ ผู้ว่าราชการจังหวัดมหาสารคาม กล่าวว่าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดมหาสารคาม ได้รายงานสรุปความเสียหายจากพายุฤดูร้อนที่พัดกระหน่ำ เมื่อวันที่ 19 มีนาคมที่ผ่านมา ส่งผลให้มีบ้านเรือนราษฏรได้รับความเสียหายใน 5 อำเภอ ประกอบด้วย อำเภอโกสุมพิสัย , กันทรวิชัย , บรบือ , แกดำ และอำเภอเมืองมหาสารคาม มีบ้านเรือนราษฏรได้รับความเสียหาย 277 หลังคาเรือน

โดยเฉพาะที่บ้านของนายวีระศักดิ์ สวัสดิผล อยู่บ้านเลขที่ 54 หมู่ 3 บ้านเสือกินวัว ต.มิตรภาพ อ.แกดำ จ.มหาสารคาม แรงลมได้พัดหลังคาโรงเรือนที่ใช้เก็บฟางข้าว ปลิวไปไกลกว่า 50 เมตร ฟางข้าวที่เก็บไว้ใช้เลี้ยงวัวโดยฝนเปียกน้ำทั้งหมด ซึ่งหลังคาบางส่วนได้พัดไปถูกหลังคาที่ต่อเติมยื่นออกมาจากตัวบ้าน ทำให้โครงหลังคาพังลงมาได้รับความเสียหายตามไปด้วย

ทั้งนี้ได้เร่งรัดให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและอำเภอต่างๆ เร่งสำรวจความเสียหาย เพื่อจัดสรรงบประมาณมาช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากพายุฤดูร้อนตามหลักเกณฑ์ ซึ่งหากเกินกำลังความสามารถขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ก็ให้แจ้งมายังอำเภอเพื่อแจ้งยังจังหวัด ในการดำเนินการช่วยเหลือราษฏรที่ประสบภัยต่อไป