วิกฤติศรัทธาปัญหาท้าทายคสช. ต้องเร่งโชว์ผลงานเป็นชิ้นเป็นอัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/creative/259961

วันอาทิตย์ ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2560, 02.00 น.

อีกแค่ 2 เดือนเศษก็จะครบรอบ 3 ปี ที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)เข้าควบคุมอำนาจการปกครองประเทศ ซึ่งบทเรียในอดีตชี้ให้เห็นว่าผู้บริหารประเทศไม่ว่าจะมาจากวิถีทางในหรือนอกระบอบประชาธิปไตยยิ่งอยู่นานก็ยิ่งเสื่อมและเกิดปัญหาวิกฤติศรัทธา ซึ่งกว่า 2 ปีที่ผ่านมา ภายใต้อำนาจพิเศษของคสช.จากที่เคยได้รับช่อดอกไม้เสียงสนับสนุนจากคนทั้งประเทศอย่างท่วมท้น แต่ปัจจุบันเริ่มเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์อำนาจรัฐดังมากขึ้นเรื่อยๆ

อย่างไรก็ตาม เสียงวิพากษ์วิจารณ์มีทั้งการติเพื่อก่อเชิงสร้างสรรค์อย่างตรงไปตรงมาไม่มีเบื้องหลังเบื้องหลัง กับการออกมาเคลื่อนไหวโจมตีมุ่งบ่อนทำลายอำนาจรัฐของขบวนการที่มีเป้าหมายแอบแฝงทางการเมือง

การออกมาวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลโดยนักวิชาการขาประจำของ นายธีรยุทธ บุญมี อาจารย์จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ นพ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส ถือเป็นเรื่องปกติเชิงสร้างสรรค์ ซึ่งต่างจากการเคลื่อนไหวของพรรคเพื่อไทยและเครือข่ายระบอบทักษิณทั้งหลายที่มุ่งบ่อนทำลายรัฐด้วยการใช้สารพัดวิชามาร

คำวิพากษ์วิจารณ์ของสองนักคิดอาวุโสอาจมีทั้งส่วนที่ชัดเจนและเลื่อนลอยเป็นเรื่องธรรมดา แต่บางประเด็นก็ตรงกับความคิดของผู้คนจำนวนไม่น้อยโดยเฉพาะคำวิพากษ์วิจารณ์ของ นายธีรยุทธที่มองว่าเกือบ 3 ปี หลังการยึดอำนาจของคสช.ยังไม่สามารถสร้างผลงานการปฏิรูปประเทศให้เห็นเป็นรูปธรรมเป็นชิ้นเป็นอันทั้งๆ ที่มีอำนาจพิเศษอยู่ในมือ โดยเฉพาะการขจัดการทุจริตคอร์รัปชั่นรัฐนาวาภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้าคสช. เหมือนพายเรือในอ่าง ซึ่งหากยังเป็นเช่นนี้ต่อไปในที่สุดก็อาจเกยตื้นได้เมื่อเกิดวิกฤติศรัทธาในหมู่มหาชน

อย่างไรก็ตาม คำวิพากษ์วิจารณ์ของ นายธีรยุทธ บางประเด็นเกินเลยความจริง เพราะที่ผ่านมาอำนาจรัฐคสช.พยายามผลักดันรัฐธรรมนูญฉบับปราบโกงรวมทั้งกฎหมายที่เกี่ยวข้องจนกระทั่งกำลังจะมีผลบังคับใช้ในเร็วๆ นี้ ซึ่งเป็นการวางกติกาพื้นฐานในการปฏิรูปประเทศป้องกันการทุจริตคอร์รัปชั่นในอนาคต ขณะเดียวกันที่ผ่านมามีการใช้มาตรา 44 ลงโทษข้าราชการระดับสูงและผู้บริหารรัฐวิสาหกิจที่ส่อทุจริตไปแล้วหลายราย รวมทั้งผลักดันคดีทุจริตสำคัญต่างๆ เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม อาทิ โครงการรับจำนำข้าวยุครัฐบาลชุดที่แล้วจนมีความคืบหน้าตามลำดับในการดำเนินคดีอาญาและฟ้องร้องทางแพ่งเพื่อให้ชดใช้ความเสียหายแก่แผ่นดิน ตลอดจนมีการตั้งบุคคลผู้มีความน่าเชื่อถือเป็นที่ยอมรับมาเป็นคณะกรรมการควบคุมการจัดซื้อจัดจ้างโครงการขนาดใหญ่ภาครัฐ อีกทั้งจากผลสำรวจของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยพบว่า ปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่นแม้จะยังคงมีอยู่ แต่ก็ลดลงตามลำดับ

ขณะเดียวกันไม่อาจปฏิเสธได้เช่นกันเกี่ยวกับข่าวอื้อฉาวการทุจริตไม่ว่าจะโดยทางตรงหรือทางอ้อมของบุคคลที่เกี่ยวพันกับคสช. รัฐบาล หรือคนในแม่น้ำ 5 สาย หรือแม้แต่คนใกล้ชิดของผู้นำอำนาจรัฐเอง ซึ่งถือเป็นจุดอ่อนที่รัฐบาลจะต้องแก้ไขไม่ให้เกิดขึ้นซ้ำซาก

ขณะที่ นพ.ประเวศ มองว่าการสร้างความปรองดองในชาติที่ดำเนินการโดยอำนาจรัฐขณะนี้คงจะล้มเหลวเพราะขาดการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนอย่างแท้จริง

นอกจากปัญหาการขจัดทุจริตคอร์รัปชั่นที่ยังไม่เห็นผลงานที่ชัดเจน การปฏิรูปประเทศที่ควรเห็นผลงานเป็นรูปธรรมก่อนการเลือกตั้งก็ยังคาราคาซัง อาทิ การปฏิรูปตำรวจ การปฏิรูปการศึกษา ขณะที่การปฏิรูปเพื่อลดความเหลื่อมล้ำในสังคมและการแก้ปัญหาเศรษฐกิจระดับฐานรากยังเป็นโจทย์ท้าทายสำหรับอำนาจรัฐคสช.

ผลงานเดียวที่เห็นชัดเป็นรูปธรรมสำหรับคสช.มากที่สุดก็คือการยุติสงครามกลางเมืองนองเลือดและทำให้ประเทศพ้นจากภาวะรัฐล้มเหลวสิ้นเชิง รวมทั้งทำให้บ้านเมืองเกิดความสงบเรียบร้อยตลอดช่วงเกือบ 3 ปีที่ผ่านมา

จากเสียงวิพากษ์วิจารณ์ของสองนักคิดอาวุโสอย่างน้อยก็เป็นเครื่องเตือนสติเชิงสร้างสรรค์จากกัลยาณมิตร ซึ่งอำนาจรัฐคสช.ควรเปิดใจกว้างหันกลับมาทบทวนแก้ไขจุดอ่อนปรับปรุงตัวเองและมุ่งหน้าสร้างผลงานการปฏิรูปประเทศด้านต่างๆ ให้เห็นผลเป็นรูปธรรมเพื่อคืนความสุขให้ประชาชนอย่างที่ประกาศไว้ ซึ่งจุดอ่อนประการหนึ่งของอำนาจรัฐที่ผ่านมาคือขาดการประชาสัมพันธ์ผลงานที่ชัดเจนให้ประชาชนรับรู้เข้าใจอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง ซึ่งหากอำนาจรัฐยังทำงานแบบเดิมๆ จนถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าพายเรือในอ่างอาจนำไปสู่วิกฤติศรัทธาของมหาชนซึ่งเท่ากับการยึดอำนาจเมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2557 เสียของสูญเปล่า และที่อันตรายก็คือประชาชนจะหันกลับไปพึ่งพาระบอบธุรกิจการเมืองทุนสามานย์ในคราบประชาธิปไตยจอมปลอมอันจะเป็นการนำพาประเทศกลับไปสู่วังวนแห่งวงจรอุบาทว์อันเลวร้ายอีกครั้ง

ทีมข่าวการเมือง

จับตาสาง2คดีฉาวต้องดูตอนจบ พิสูจน์เอาจริงปราบโกงหรือแค่ปาหี่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/creative/259836

วันเสาร์ ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2560, 02.00 น.

นี่ถ้าไม่ใช่เพราะกระแสสังคมและสื่อคอยตีแผ่กดดัน 2 คดีสุดอื้อฉาวสินบนโรลส์-รอยซ์และอดีตนายกฯนักโทษหนีคุกเลี่ยงภาษีหุ้นชินคอร์เปอเรชั่นมูลค่า 16,000 ล้านบาทอาจกลายเป็นคดีรัฐเสียค่าโง่หรือกลายเป็นไฟไหม้ฟางที่ทำให้รัฐสูญเงินแผ่นดินมหาศาล ขณะที่คนโกงชาติปล้นแผ่นดินลอยนวล

ทั้ง 2 คดีฉาวล้วนเกี่ยวพันกับ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯนักโทษหนีคุก โดยคดีไม่จ่ายภาษีหุ้นชินคอร์ปที่ขายให้บริษัทเทมาเส็กของสิงคโปร์เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2549 แต่เป็นความอัปยศเมื่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตั้งแต่อดีตจนปัจจุบันกลับส่อพฤติการณ์ปล่อยปละละเลยไม่เรียกเก็บภาษีมูลค่า 16,000 ล้านบาท ซึ่งสมควรเป็นของแผ่นดินจนคดีกำลังจะหมดอายุความในวันที่ 31 มี.ค.นี้

นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง เพิ่งจะตื่นมาออกโรงขึงขังสั่งให้ นายประสงค์ พูนธเนศ อธิบดีกรมสรรพากร หาช่องทางทุกวิถีทางเพื่อเก็บภาษีหุ้นชินคอร์ปจากตระกูลชินให้ได้ แต่ก็แบะท่าหาทางลงโดยกล่าวว่า หากเก็บภาษีไม่ได้จริงๆ เพราะติดข้อกฎหมายก็ต้องชี้แจงให้ประชาชนเข้าใจได้อย่างชัดเจน โดยที่ก่อนหน้านี้คณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากรของกระทรวงการคลังเพิ่งจะประชุมหารือและได้ข้อสรุปทะแม่งๆ ที่เป็นสัญญาณชี้ว่า รัฐส่อวืดเสียค่าโง่ไม่สามารถเก็บภาษีหุ้นชินคอร์ปจากตระกูลชิน ได้เพราะไม่ได้ออกหมายเรียกภายใน 5 ปี และขณะนี้การจะขยายเวลาออกหมายเรียกก็ทำไม่ได้เพราะกฎหมายกำหนดว่า การขยายเวลาออกหมายเรียกต้องให้คุณแก่ผู้เสียภาษี ไม่สามารถให้โทษกับผู้เสียภาษีได้

ขุนคลังยุครัฐบาลคสช. ยังทำทีสั่งตรวจสอบว่าจะต้องมีใครต้องรับผิดชอบหรือไม่กรณีที่ปล่อยให้คดีภาษีหุ้นชินคอร์ปยืดเยื้อจนใกล้หมดอายุความ ซึ่งหากพบว่าใครละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ก็จะดำเนินการลงโทษ

เรื่องการตรวจสอบเอาผิดกับข้าราชการที่อาจมีพฤติการณ์เอื้อประโยชน์ให้ตระกูลชินต้องดูกันต่อไป แต่ปัญหาสำคัญเฉพาะหน้าก็คือ คดีจะหมดอายุความในสิ้นเดือนนี้อยู่แล้วโดยมีเงินที่ควรตกเป็นของแผ่นดินมูลค่าถึง 16,000 ล้านบาท เป็นเดิมพัน ขณะที่กรมสรรพากรยังมะงุมมะงาหรา ซ้ำส่อท่าทีทะแม่งมาแต่แรกทำนองว่า กรณีหุ้นชินคอร์ปของตระกูลชินจบแล้วเพราะตามกฎหมายไม่สามารถเรียกเก็บภาษีได้

แต่ นายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.) กลับออกมาให้ความเห็นตีแสกหน้ากระทรวงการคลังโดยชี้ว่า กรมสรรพากรสามารถใช้อำนาจตามาตรา 61 ของประมวลรัษฎากรเรียกเก็บภาษีหุ้นชินคอร์ปจาก นายทักษิณ และผู้ที่เกี่ยวข้องได้ทันทีโดยไม่ต้องออกหมายเรียกอย่างที่อ้างใดๆ ทั้งสิ้น แต่กรมสรรพากรกลับไปพูดเรื่องการออกหมายเรียกภายใน 5 ปี ที่หมดอายุไปแล้วและอ้างว่าไม่สามารถขยายเวลาการออกหมายเรียกได้อีก จึงหมดทางเรียกภาษีจาก นายทักษิณ

กูรูอีกคนหนึ่งคือ นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีตรมว.คลัง ให้ความเห็นยืนยันว่า รมว.คลังสามารถใช้อำนาจขยายเวลาออกหมายเรียกเก็บภาษีหุ้นชินคอร์ปได้ ตามมาตรา 3 อัฏฐ วรรคสองของประมวลรัษฎากรที่บัญญัติว่า “กำหนดเวลาต่างๆ ที่กำหนดไว้ในประมวลรัษฎากรนี้เมื่อรัฐมนตรีเห็นเป็นการสมควรจะขยายหรือเลื่อนกำหนดเวลานั้นออกไปอีกตามความจำเป็นแก่กรณีก็ได้”

มาทางด้านคดีสินบนโรลส์-รอยซ์เฟส 3 ช่วงปี 2547-2548 ยุครัฐบาลทักษิณซึ่งล่าสุดคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)ขมีขมันหลังจากที่ก่อนหน้านี้ทำงานแบบยืมจมูกคนอื่นหายใจด้วยการรอรายงานลับผลการตรวจสอบสินบนโรลส์-รอยซ์ จากหน่วยปราบปรามทุจริต หรือป.ป.ช.ของอังกฤษถึงจะเดินหน้าตรวจสอบเพื่อหาไอ้โม่งนักการเมือง และผู้บริหารบริษัทการบินไทยที่งาบสินบนมาลงโทษ ล่าสุดหลังจากถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเอาแต่ทำงานเชิงรับไม่คิดทำงานเชิงรุก ทำให้ ป.ป.ช.ชุดใหญ่มีมติตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนคดีสินบนโรลส์-รอยซ์ในส่วนที่เกี่ยวกับ บริษัทการบินไทยแล้ว โดยคณะกรรมการป.ป.ช.ชุดใหญ่ทั้ง 9 คน ทำหน้าที่เป็นองค์คณะไต่สวนเอง โดยมี 3 กรรมการป.ป.ช.คือ น.ส.สุภา ปิยะจิตติ นายสุรศักดิ์ ศรีวิเชียร และ พล.ต.อ.สถาพร หลาวทอง เป็นผู้รับผิดชอบสำนวนคดี

สำหรับผู้มีอำนาจขณะนั้นที่อยู่ในข่ายถูกเรียกมาสอบสวนในส่วนของรัฐมนตรีซึ่งเป็นนักการเมืองในช่วงปี 2547-2548 คือ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตรมว.คมนาคม นายวิเชษฐ์ เกษมทองศรี อดีตรมช.คมนาคม ส่วนคณะกรรมการบริหารบริษัทการบินไทยที่จะถูกเรียกมาสอบประกอบด้วย ดร.ทนง พิทยะ อดีตประธานคณะกรรมการบริหารบริษัทการบินไทย นายสมใจนึก เองตระกูล อดีตรองประธาน พล.อ.อ.คงศักดิ์ วันทนา อดีตรองประธาน และกรรมการประกอบด้วย ดร.ชัยอนันต์ สมุทวณิช นายถิรชัย วุฒิธรรม นายชัชชัย สุมิตร ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ นายวิชิต สุรพงษ์ชัย พล.ต.อ.สันต์ ศรุตานนท์ นพ.สุชัย เจริญรัตนกุล ดร.โอฬาร ไชยประวัติ นายกนก อภิรดี นายวิโรจน์ นวลแข นายชาติศิริ โสภณพนิช

ทั้งนี้จากการเปิดเผยของ นายสรรเสริญ จากการตรวจสอบของป.ป.ช.ในเบื้องต้นรู้แล้วว่าใครคือคนกลางที่ประสานงานระหว่างตัวแทนบริษัทโรลส์-รอยซ์กับผู้บริหารและนักการเมืองของไทยที่พัวพันการรับสินบนโดยคนกลางคนดังกล่าวทำงานอยู่ในบริษัทเอกชน

แม้ว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับ 2 คดีสุดอื้อฉาวคือคดีเลี่ยงภาษีหุ้นชินคอร์ปของตระกูลชินและคดีสินบนโรลส์-รอยซ์จะแสดงท่าทีขึงขังที่จะตรวจสอบเพื่อนำตัวคนโกงชาติปล้นแผ่นดินมาลงโทษ แต่สังคมคงต้องคอยติดตามจับตาตอนจบ เพราะในอดีตที่ผ่านมามีบทเรียนให้เห็นมานักต่อนักโดยเริ่มต้นเป็นลำไม้ไผ่ แต่พอเหลาลงไปกลายเป็นบ้องกัญชาเสียฉิบ กลายเป็นมวยล้มต้มคนดูหรือกลายเป็นคดีคลื่นกระทบฝั่งจับมือใครดมไม่ได้ตามเคย

ทีมข่าวการเมือง

พิรุธสรรพากรไม่รู้หรือเจตนา ส่อเสียค่าโง่ภาษีหุ้นแม้ว1.6หมื่นล.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/creative/259665

วันศุกร์ ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2560, 02.00 น.

พฤติการณ์ของกระทรวงการคลังและกรมสรรพากรส่อพิรุธจนถูกหลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตกรณีที่ปล่อยให้การเรียกเก็บภาษีมูลค่าราว 16,000 บาท จากนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯนักโทษหนีคุก กรณีขายหุ้นชินคอร์เปอเรชั่น ให้กับบริษัทเทมาเส็ก อันอื้อฉาวในอดีตส่อเค้าวืดเพราะคดีกำลังจะหมดอายุความในวันที่ 31 มี.ค.ที่จะถึงนี้แล้ว

นายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ถึงกับเหลืออดในพฤติกรรมส่อไม่ชอบมาพากลของกระทรวงการคลัง และกรมสรรพากร ด้วยการออกมาให้ความเห็นแบบดับเครื่องชนว่า ข้อเท็จจริงกรณีการขายหุ้นชินคอร์ปของนายทักษิณ ชัดเจนอยู่แล้วจากคำพิพากษาของศาลฎีกา ซึ่งชอบที่กรมสรรพากรจะใช้อำนาจประเมินเรียกเก็บภาษีได้ทันทีโดยไม่ต้องออกหมายเรียกอย่างที่อ้างใดๆ ทั้งสิ้น ทั้งนี้การเรียกเก็บภาษีเป็นไปตามมาตรา 61 ของประมวลรัษฎากรที่ระบุอายุภายใน 10 ปี ถ้าปรากฏหลักฐานแน่ชัดว่าต้องเสียภาษีก็สามารถดำเนินการได้ทันที แต่กรมสรรพากรกลับไปพูดเรื่องการออกหมายเรียกภายใน 5 ปี ที่หมดอายุไปแล้วและอ้างว่าไม่สามารถขยายเวลาการออกหมายเรียกได้อีก จึงหมดทางเรียกภาษีจาก นายทักษิณ

“เรื่องนี้มันไม่ชัดตรงไหนที่อยู่ในคำพิพากษาศาลฎีกา สตง.แจ้งไปยังกระทรวงคลังเป็นปีแล้วตั้งแต่มีคำพิพากษา และทำหนังสือแจ้งเตือนครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่7 มี.ค. สตช.เห็นช่องแล้วว่าหุ้นไม่ใช่รายได้ของลูก แต่เป็นรายได้ของนายทักษิณที่ต้องเสียภาษี ถ้าไม่เสียภาษีก็ต้องดำเนินการ และเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับทรัพย์สินของนายทักษิณที่ถูกยึด อีกทั้งอยากตั้งข้อสังเกตด้วยว่าทำไมไม่ใช้อำนาจหน้าที่ที่ถูกต้อง การไปตีความอย่างที่อ้างเป็นประโยชน์กับใคร เป็นเจ้าหน้าที่รัฐต้องรักษาผลประโยชน์ของประชาชน ถ้าปล่อยให้ล่วงเลยเวลา หน่วยงานที่จัดเก็บต้องร่วมรับผิดชอบ”

ผู้ว่าฯสตง.ยังย้ำว่า การใช้ มาตรา 61 เป็นช่องทางชัดเจนที่สุดและดำเนินการได้เลย แต่ขนาดใช้ง่ายยังไปพูดเรื่องออกหมายเรียกซึ่งเป็นคนละเรื่องกัน ทำให้ขณะนี้สังคมเริ่มตั้งข้อสังเกตว่าหากกรมสรรพากรไม่รู้ข้อกฎหมายแล้วใครจะรู้ดีกว่ากรมสรรพากร

อีกคนหนึ่งที่ให้ความเห็นตั้งข้อสงสัยในการทำหน้าที่ของกรมสรรพากรก็คือ นายเกียรติ สิทธีอมร อดีตสส.รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ตั้งข้อสังเกตว่า เจ้าหน้าที่มีเวลาตั้ง 5 ปี ในการออกหมายเรียกเก็บภาษี แต่ทำไมไม่ออกหมายเรียกจนหมายเรียกหมดอายุความซึ่งต้องถามกรมสรรพากรว่าเกิดอะไรขึ้น ทั้งนี้ที่ผ่านมามีผู้ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมสรรพากรหลายคนคงต้องไปดูว่าช่วงเวลาไหนใครรับผิดชอบแต่กลับไม่ทำ

“ถ้าอยู่ดีๆ ปล่อยให้คดีหมดอายุความถือเป็นเรื่องไม่ปกติ ในแง่รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเร่งตรวจสอบและอธิบายให้สังคมทราบ”

มาทางด้านการหาทางออกผ่าทางตันเพื่อทวงเงินภาษี 16,000 ล้านบาท ที่ควรเป็นของแผ่นดินจากคนตระกูลชิน นายประสาร มฤคพิทักษ์ อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.) เสนอให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ใช้มาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราว เรียกนายทักษิณ มายื่นแบบเสียภาษีจากการขายหุ้นชินคอร์ปก่อนที่คดีจะหมดอายุความในสิ้นเดือนนี้ ซี่งเท่ากับเป็นการเริ่มต้นกระบวนการเรียกเก็บภาษีใหม่โดยปริยาย ส่วนกรณีที่กรมสรรพากรไม่ออกหมายเรียก นายทักษิณ ภายใน 5 ปีรัฐบาลควรไปไล่เบี้ยว่าเป็นความรับผิดชอบของใครเพราะเข้าข่ายความผิดฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตาม มาตรา 157 ของประมวลกฎหมายอาญา

สำหรับความเป็นมาของพฤติการณ์ส่อเลี่ยงการจ่ายภาษีหุ้นชินคอร์ป มูลค่า 16,000 ล้านบาท เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2549 ก่อนที่ นายทักษิณ จะขายหุ้นชินคอร์ปลอตใหญ่ให้กับบริษัทเทมาเส็กโฮลดิ้ง ของรัฐบาลสิงคโปร์มูลค่ากว่า 73,000 ล้านบาท โดย นายทักษิณ ส่อเล่นแร่แปรธาตุด้วยการไปจดทะเบียนตั้ง บริษัทแอมเพิลริช ที่เกาะบริติชเวอร์จิน อันเป็นแหล่งฟอกเงินระดับโลก จากนั้นผ่องถ่ายหุ้นชินคอร์ปไปยังบริษัทแอมเพิลริช แล้วต่อมามีการทำทีเป็นขายหุ้นชินคอร์ปจากบริษัทแอมเพิลริช ให้แก่เหล่านอมินีซึ่งเป็นคนใกล้ชิดตระกูลชินซึ่งที่สำคัญคือขายให้กับนายพานทองแท้ ชินวัตร และ น.ส.พินทองทาชินวัตร บุตรชายและบุตรสาวของนายทักษิณ คนละ 164,6000,000 หุ้น ในราคาแค่หุ้นละ 1 บาท ทั้งๆ ที่ราคาในตลาดหุ้นละ 49.25 บาท ซึ่งตามประมวลรัษฎากรต้องเสียภาษีส่วนต่างของราคาหุ้น

แต่ นายทักษิณ ส่อเจตนาหลบเลี่ยงการจ่ายภาษีหุ้นชินคอร์ป โดยอ้างว่าหุ้นชินคอร์ปรวมอยู่ในทรัพย์สิน 46,000 ล้านบาท ของตัวเองที่ถูกยึดไปแล้วฐานร่ำรวยผิดปกติหลังการรัฐประหาร เมื่อปี 2549 อย่างไรก็ตามข้ออ้างของ นายทักษิณ ดังกล่าวศาลฎีกาเคยมีคำพิพากษาแล้วว่าฟังไม่ขึ้น อีกทั้งเมื่อปีที่แล้ว ศาลอาญาได้พิพากษาตัดสินลงโทษจำคุกอดีตผู้บริหารระดับสูงของกรมสรรพากรหลายคน คนละ 3 ปี ฐานะละเว้นการปฏิบัติหน้าที่เอื้อให้คนตระกูลชินไม่ต้องเสียภาษีการขายหุ้นชินคอร์ปแก่บริษัทเทมาเส็ก โดยในบรรดาผู้ที่ถูกลงโทษที่สำคัญคือ นางเบญจาหลุยเจริญ ที่ต่อมาได้รับการปูนบำเหน็จเป็น รมช.คลัง ยุครัฐบาลระบอบแม้ว

คสช.เข้าควบคุมอำนาจการปกครองประเทศมานานเกือบ 3 ปีแล้ว แต่ทำไมถึงปล่อยให้ปัญหาการเรียกภาษีหุ้นชินคอร์ปมูลค่ามหาศาลที่ควรเป็นรายได้ของแผ่นดินจากนายทักษิณส่อเค้าวืดจากคดีที่กำลังจะหมดอายุความในอีกไม่กี่วันข้างหน้า เพราะฉะนั้นกระทรวงการคลัง โดยเฉพาะนายประสงค์พูนธเนศ อธิบดีกรมสรรพากร ควรจะต้องมีคำชี้แจงที่ชัดเจนสร้างความกระจ่างต่อสาธารณชนมากกว่าข้ออ้างที่ชี้แจงก่อนหน้านี้ และที่สำคัญเมื่อผู้ว่าฯสตง. และบุคคลหลายฝ่ายออกมาชี้ทางออกในการเรียกเก็บภาษีหุ้นชินคอร์ป ถึงขนาดนี้แล้วยังเฉยก็อาจทำให้สังคมอดสงสัยไม่ได้ว่ามีอะไรซ่อนอยู่เบื้องหลัง และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องอาจเข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ รวมทั้งอาจส่งผลกระทบต่อภาพพจน์ความโปร่งใสและการปฏิรูปประเทศของรัฐบาล

ทีมข่าวการเมือง

บทเรียนอัปยศโกงภาษีหุ้นชินคอร์ป ผลพวงธุรกิจการเมืองในคราบปชต.?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/creative/259521

วันพฤหัสบดี ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2560, 02.00 น.

นับเป็นอีกบทเรียนอันเจ็บปวดสำหรับชาติบ้านเมืองและถือเป็นความอัปยศของระบบราชการไทยจากมหกรรมส่อโกงยุคระบอบแม้วครองเมืองโดยเฉพาะคดีเรียกเก็บภาษีมูลค่าราว 16,000 ล้านบาท จากนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯนักโทษหนีคุกกรณีขายหุ้นบริษัทชินคอร์เปอเรชั่นให้บริษัทเทมาเส็กโฮลดิ้ง มูลค่า 73,000 ล้านบาท กำลังจะหมดอายุความในวันที่ 31 มีนาคมนี้

ความเป็นมาของมหกรรมส่อโกงภาษีหุ้นชินคอร์ปฯมูลค่า 16,000 ล้านบาท ครั้งนี้เกิดขึ้นตั้งแต่ก่อนที่ นายทักษิณ จะขายหุ้นลอตใหญ่ให้เทมาเส็กโดยมีการเล่นแร่แปรธาตุโดยไปจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทแอมเพิลริชที่เกาะบริติชเวอร์จินซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็นแหล่งฟอกเงินระดับโลกที่เหล่านักธุรกิจการเมืองจอมคอร์รัปชั่นทั่วโลกจะนำทรัพย์สินมาฟอกที่เกาะแห่งนึ้ จากนั้นมีการผองถ่ายหุ้นชินคอร์ปไปยังบริษัทแอมเพิลริช แล้วจัดฉากทำทีเป็นขายหุ้นชินคอร์ปจากบริษัทแอมเพิลริชให้กับคนใกล้ชิดซึ่งเป็นนอมินีซึ่งรวมทั้งนายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชาย และ น.ส.พินทองทา ชินวัตร บุตรสาวของนายทักษิณ คนละ 164,600,000 หุ้นในราคาหุ้นละแค่ 1 บาท ทั้งๆที่ราคาหุ้นในตลาด 49.25 บาท นอกจากนี้ยังมีการขายหุ้นในราคาหุ้นละ 1 บาทให้กับคนใกล้ชิดซึ่งเป็นนอมินีอีกหลายคน ซึ่งตามประมวลรัษฎากรมาตรา 39 ต้องเสียภาษีจากส่วนต่างของราคาหุ้น

แต่ นายทักษิณ กลับส่อเจตนาหลบเลี่ยงการเสียภาษีหุ้นชินคอร์ปมูลค่ารวมแล้วราว 16,000 ล้านบาท และที่สำคัญ นายทักษิณ ขณะมีอำนาจเป็นผู้นำประเทศได้ใช้อำนาจแก้ไขกฎหมายเพิ่มเพดานการถือครองหุ้นด้านโทรคมนาคมของต่างชาติ เพื่อเปิดทางให้สามารถขายหุ้นชินคอร์ปลอตใหญ่มูลค่า 73,000 ล้านบาท ให้กับเทมาเส็กซึ่งเป็นของรัฐบาลสิงคโปร์

หลังการรัฐประหารล้มรัฐบาลทักษิณเมื่อปี 2549 ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้ยึดทรัพย์สินของ นายทักษิณ เป็นมูลค่า 46,000 ล้านบาทฐานร่ำรวยผิดปกติและได้ทรัพย์สินมาโดยมิชอบ ซึ่งในเวลาต่อมา นายทักษิณ ได้อาศัยกรณีถูกยึดทรัพย์สินเป็นข้ออ้างหักร้างการเรียกเก็บภาษีจาก นายพานทองแท้ และ น.ส.พินทองทา โดยอ้างว่าหุ้นชินคอร์ปของบุตรทั้งสองเป็นหุ้นของตัวเองซึ่งรวมอยู่ในทรัพย์สิน 46,000 ล้านบาท ที่ถูกยึดไปแล้ว

อย่างไรก็ตาม จากคำวินิจฉัยยึดทรัพย์ นายทักษิณ ของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองตอนหนึ่งได้กล่าวถึงประเด็นนี้ไว้อย่างชัดเจนว่า การเรียกเก็บภาษีจากนายพานทองแท้ และ น.ส.พินทองทา ที่ซื้อหุ้นจากบริษัทแอมเพิลริชเป็นการดำเนินการตามบทบัญญัติแห่งประมวลรัษฏากรอันเป็นกฎหมายพิเศษที่กำหนดให้ผู้มีเงินได้พึงประเมินมีหน้าที่ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไข ข้อต่อสู้ของ นายทักษิณ และผู้ครอบครองหุ้นแทนจึงฟังไม่ขึ้น

แม้จะมีคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองแล้ว แต่ นายทักษิณ และบุตรทั้งสองคือ นายพานทองแท้ และ น.ส.พินทองทา ก็ยืนกรานไม่ยอมจ่ายภาษีให้รัฐ โดยรัฐบาลระบอบแม้วยุคต่อๆ มากระทรวงการคลังและกรมสรรพากรซึ่งอยู่ภายใต้อำนาจของรัฐบาลระบอบแม้วก็จงใจละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ไม่เรียกเก็บภาษีหุ้นชินคอร์ปจากคนตระกูลชินทั้ง 3 จนมีการฟ้องร้องดำเนินคดีกับข้าราชการที่เกี่ยวข้อง

จนเมื่อวันที่ 28 ก.ค.2559 ศาลอาญาพิพากษาตัดสินลงโทษจำคุกอดีตผู้บริหารระดับสูงของกรมสรรพากรหลายคนคนละ 3 ปีฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่เอื้อให้คนตระกูลชินไม่ต้องเสียภาษีการซื้อขายหุ้นชินคอร์ปแก่รัฐ ซึ่งอดีตผู้บริหารกรมสรรพากรที่สำคัญคือ นางเบญจา หลุยเจริญ อดีตอธิบดีกรมสรรพากรและอดีตรมช.คลัง ยุครัฐบาลระบอบแม้ว

ทั้งนี้ นางเบญจา นั้นถูกตั้งข้อสังเกตว่าเป็นเด็กในคาถาตระกูลชินโดยเติบโตในหน้าที่การงานอย่างรวดเร็วถึงขนาดได้รับการปูนบำเหน็จให้นั่งเก้าอี้รมช.คลัง

กรณีโกงภาษีหุ้นชินคอร์ปมูลค่า 16,000 ล้านบาทดังกล่าวถูกตั้งข้อสังเกตว่าเป็นเพียงเศษเสี้ยวของมหกรรมโกงชาติปล้นแผ่นดินยุครัฐบาลแม้วครองเมืองที่มีการประเมินว่า มีการทุจริตเชิงนโยบายที่สำคัญเกือบ 100 กรณีคิดเป็นมูลค่ามหาศาล โดยเหิมเกริมถึงขนาดออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.)ลดภาษีมือถือเอื้อประโยชน์ต่อธุรกิจมือถือของตระกูลชินเป็นมูลค่าหลายหมื่นล้านบาท ทั้งๆที่เป็นการละเมิดรัฐธรรมนูญที่กำหนดให้การออกพ.ร.ก.จะกระทำได้ก็ต่อเมื่อเกิดกรณีคอขาดบาดตายเป็นกรณีเร่งด่วนฉุกเฉินอันกระทบต่อความมั่นคงและเศรษฐกิจของชาติอย่างร้ายแรงเท่านั้น แต่รัฐบาลแม้วกลับออกพ.ร.ก.เพียงเพื่อเอื้อต่อธุรกิจตระกูลชิน

หรือกรณีการปล่อยเงินกู้ให้กับรัฐบาลพม่ามูลค่ากว่า 4,000 ล้านบาทเพื่อในอัตราดอกเบี้ยต่ำเพื่อนำไปซื้ออุปกรณ์ด้านการสื่อสารโทรคมนาคมซึ่งเป็นธุรกิจตระกูลชิน หรือคดีที่ธนาคารกรุงไทยปล่อยกู้ให้กับกลุ่มบริษัทกฤษดามหานคร มูลค่ากว่า 10,000 ล้านบาททั้งๆ ที่กลุ่มบริษัทกฤษดามหานครอยู่ในบัญชีกลุ่มธุรกิจที่เสี่ยงจะเป็นหนี้เสีย โดยคดีนี้ศาลตัดสินจำคุกผู้บริหารธนาคารกรุงไทยและเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องจำนวนมาก โดยมี นายทักษิณ เป็นจำเลยที่ 1

สำหรับคดีส่อโกงภาษีหุ้นชินคอร์ปที่กำลังจะหมดอายุความในวันที่ 31 มี.ค.นี้นั้นถือเป็นเพียงเศษเสี้ยวที่สะท้อนพิษภัยของระบอบธุรกิจการเมืองในคราบประชาธิปไตยจอมปลอม ซึ่งประเด็นที่เป็นข้อสงสัยก็คือ ทำไมกระทรวงการคลังและกรมสรรพากรถึงไม่แก้ปัญหาตั้งแต่ต้นปล่อยให้ปัญหายืดเยื้อจนใกล้จะหมดอายุความในปลายเดือนนี้ทั้งๆที่เป็นเรื่องสำคัญที่เกี่ยวข้องกับภาษีมูลค่ามหาศาลซึ่งควรจะตกเป็นของแผ่นดิน และล่าสุดคณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากรของกระทรวงการคลังประชุมและได้ข้อสรุปว่า รัฐส่อวืดที่จะเก็บภาษีการซื้อขายหุ้นชินคอร์ปที่มีปัญหาเพราะกรมสรรพากรไม่ได้ออกหมายเรียกภายใน 5 ปี ส่วนการจะขยายเวลาการออกหมายเรียกก็ทำไม่ได้เพราะกฎหมายกำหนดว่า การขยายเวลาออกหมายเรียกต้องให้คุณแก่ผู้เสียภาษี ไม่สามารถให้โทษกับผู้เสียภาษีได้

นี่คือผลพวงพิษภัยของธุรกิจการเมืองในคราบประชาธิปไตยจอมปลอมที่นอกจากโกงชาติปล้นแผ่นดินมหาศาลแล้ว ยังทำลายระบบราชการให้กลายเป็นทาสรับใช้ผู้มีอำนาจทางการเมือง

ทีมข่าวการเมือง

อิทธิพลเส้นสายสำนักจานบินฝังราก จับเพื่อสึกธัมมชโยไม่ง่าย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/creative/259345

วันพุธ ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2560, 02.00 น.

ธัมมชโยทั้งๆ ที่เป็นผู้ต้องหาหนีหมายจับข้อหาฟอกเงินและรับของโจรคดีโกงสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่นและมีคดีติดตัวอีกมากมาย อีกทั้งขณะนี้มีพระราชโองการถอดถอนสมณศักดิ์ แต่ก็ยังลอยนวลด้วยการสนับสนุนจากเหล่าสาวกจานบินที่ยังเหิมเกริมทำตัวเป็นรัฐอิสระอยู่เหนือกฎหมาย ท้าทายอำนาจรัฐ ไม่ยอมรับแม้แต่มหาเถรสมาคม(มส.)อันเป็นองค์กรปกครองสงฆ์สูงสุดภายใต้สมเด็จพระสังฆราชองค์ใหม่

แม้ นายออมสิน ชีวะพฤกษ์ รมต.ประจำสำนักนายกฯ ซึ่งกำกับดูแลเรื่องศาสนาจะส่งสัญญาณไฟเขียวหากเจอ ธัมมชโย สามารถจับศึกตามขั้นตอนได้ทันที แต่ดูเหมือนว่ากระบวนการที่จะนำไปสู่การจับตัวธัมมชโยและจัดการเหล่าสาวกที่ทำตัวเป็นรัฐอิสระต่อต้านขัดขวางการตามจับตัว ธัมมชโย ยังเป็นไปด้วยความยืดยาดเหมือนต้องการซื้อเวลา โดยเฉพาะจากฝ่ายคณะผู้ปกครองสงฆ์ที่ถูกตั้งข้อสังเกตว่าเหมือนดึงเกมพายเรือในอ่างไม่ยอมสะเด็ดน้ำเสียที

อย่างกรณีที่เจ้าคณะจังหวัดออกคำสั่งให้เหล่าพระที่มาชุมนุมรอบสำนักจานบินกลับวัดต้นสังกัด แต่ก็เหมือนแค่คำขอร้องไม่ได้มีการคาดโทษอะไรทั้งสิ้น เจ้าคณะจังหวัดประกาศเสร็จก็จบเหล่าพระและสาวกจานบินก็ยังเคลื่อนไหวเป็นรัฐอิสระเหนือกฎหมายต่อไป

และกรณีที่เจ้าคณะตำบล พระวินยาธิการ ตัวแทนสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ(พศ.) รวมทั้งฝ่ายเจ้าหน้าที่ขอตรวจใบสุทธิพระจานบินที่ชุมนุมที่ตลาดกลางอ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี พอเจอการถูกขัดขวางจากพระและสาวกจานบินก็ถอดใจถอยทัพกลับทันที โดยฝ่ายสำนักจานบินใช้วิธีสกปรกด้วยการใช้กองทัพผู้หญิงมาเป็นด่านสกัด แต่สงสัยว่าทำไมฝ่ายเจ้าหน้าที่ดีเอสไอไม่ควบคุมตัวบรรดาสาวกหญิงจานบินที่ขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่มาดำเนินคดีเพื่อเปิดทางให้คณะพระวินยาธิการเข้าไปตรวจใบสุทธิได้อย่างสะดวก

ส่วนข้อเสนอของ นายไพบูลย์ นิติตะวัน อดีตประธานคณะกรรมการปฏิรูปแนวทางและมาตรการปกป้องพิทักษ์กิจการพระศาสนา สภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.) เสนอให้มส.ใช้กฎมส.ฉบับที่ 21 ว่าด้วยการให้พระภิกษุสละสมณเพศ ข้อ 3 ที่ระบุว่า กรณีพระภิกษุรูปใดประพฤติล่วงละเมิดพระธรรมวินัยเรื่องเดียวกันหรือหลายเรื่องเป็นอาจิณ คณะปกครองสงฆ์มีอำนาจวินิจฉัยให้สละสมณเพศได้ คงต้องดูกันต่อไปว่า มส.จะเอาจริงกับจัดการ ธัมมชโย หรือไม่หรือจะซื้อเวลาเฉื่อยแฉะไปเรื่อยๆ

ความผิดของ ธัมมชโย ยิ่งกว่าทำผิดพระธรรมวินัยร้ายแรงด้วยซ้ำเพราะทำตัวเป็นรัฐอิสระอยู่เหนือกฎหมาย ท้าทายอำนาจรัฐอันเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติและพระพุทธศาสนา

และความจริงต้องถือว่า ธัมมชโย พ้นความเป็นพระไปแล้วตั้งแต่ปี 2542 หลังจากที่ สมเด็จพระญาณสังวร อดีตสมเด็จพระสังฆราช องค์ที่แล้วมีพระลิขิตชี้ว่า ธัมมชโย ทำผิดพระธรรมวินัยร้ายแรงต้องปาราชิกพ้นความเป็นพระเนื่องจากยักยอกทรัพย์ของวัดมาเป็นสมบัติส่วนตัว และเผยแพร่ลัทธิที่วิปริตผิดเพี้ยนจากหลักธรรมคำสอนของพุทธศาสนาอย่างสิ้นเชิง โดยใช้พุทธศาสนาและบารมีของ หลวงพ่อสด วัดปากน้ำ อดีตพระเกจิชื่อดัง บังหน้าเป็นเครื่องมือทำธุรกิจขายบุญ และอวดอ้างตัวเองเป็นผู้วิเศษเหนือพระพุทธเจ้า และใช้เรื่องอิทธิปาฏิหาริย์มอมเมาให้ประชาชนศรัทธาอย่างงมงายกลายเป็นสาวกจำนวนมาก

ด้วยอำนาจเงินตลอดจนผลประโยชน์ทั้งทางตรงและทางอ้อมที่สามารถจ้างผีโม่แป้งทำให้อิทธิพลของสำนักจานบินฝังรากลึกในแทบทุกองคาพยพของประเทศโดยเฉพาะในหน่วยราชการหรือแม้แต่ในมส.ที่ถูกตั้งข้อสังเกตว่า พระผู้ใหญ่ในมส.ส่วนใหญ่ล้วนอยู่ภายใต้อิทธิพลของ ธัมมชโย ไม่ต้องพูดถึงพระผู้ใหญ่ในระดับต่างๆ ทั่วประเทศที่ต่างอยู่ภายใต้อำนาจของสำนักจานบินแทบจะหมดสิ้น

โดยเฉพาะมส.ชุดที่แล้วซึ่งมี สมเด็จช่วง เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ เป็นประธานมีการปกป้องอุ้ม ธัมมชโย อย่างออกหน้าออกตาถึงกับเหิมเกริมขัดพระลิขิตของอดีตสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่แล้วด้วยการลงมติยืนยันว่า ธัมมชโย ไม่ปาราชิกพ้นความเป็นพระ ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจเพราะ สมเด็จช่วง คือ พระอุปัชฌาย์ ของ ธัมมชโย และวัดปากน้ำรับเงินช่วยเหลือมหาศาลจาก ธัมมชโย มาตลอดถึงขนาด สมเด็จช่วง เคยประกาศว่า สำนักจานบินกับวัดปากน้ำเป็นวัดพี่วัดน้องมีอะไรต้องช่วยเหลือเกื้อกูลกัน

จึงไม่น่าแปลกใจในช่วงที่ผ่านมา มส.ตลอดจนพระเถระผู้ใหญ่ระดับต่างๆ ส่อเจตนาปกป้องหรือไม่ก็ดึงเกมซื้อเวลาช่วย ธัมมชโย ทำให้ความพยายามของฝ่ายเจ้าหน้าที่ในการเข้าตรวจค้นสำนักจานบินเพื่อคุมตัว ธัมมชโย ถูกดึงเกมให้ยืดเยื้อมาตลอด

เพราะฉะนั้นต้องจับตาดูบทบาทของมส. ตลอดจนบรรดาพระผู้ใหญ่ที่มีหน้าที่แก้ปัญหาสำนักจานบินให้ดี เพราะยังมีเส้นสายของธัมมชโยเต็มไปหมด และงานนี้สำนักจานบินทุ่มสู้อำนาจรัฐสุดตัวแบบไม่มีอะไรจะเสีย ซึ่งที่ผ่านมามีบทเรียนมาแล้วแม้แต่คดีที่ธัมมชโยตกเป็นจำเลยฐานยักยอกเงินวัดและบ่อนทำลายพระพุทธศาสนาซึ่งศาลเหลือสืบพยานอีกเพียง 2 ปากก็จะตัดสิน แต่ด้วยอิทธิพลมืดของธัมมชโยสามารถพลิกคดีในช่วงโค้งสุดท้ายจนลอยนวลเมื่อสำนักงานอัยการสูงสุดยุคระบอบแม้วครองเมืองถอนฟ้องเอาดื้อๆ ทั้งๆ ที่สำนักงานอัยการสูงสุดเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง หรือแม้แต่พระลิขิตของอดีตสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่แล้วก็ยังทำอะไรธัมมชโยไม่ได้จนบัดนี้

 

ทีมข่าวการเมือง

รัฐอิสระจานบินเหิมเกริมหนัก มส.ควรจับสึกธัมมชโยกับพวก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/creative/259171

x

ท่ามกลางความพยายามบังคับใช้กฎหมายเพื่อเข้าตรวจค้นจับกุมตัว ธัมมชโย อดีตเจ้าสำนักจานบินท่ามกลางการถูกต่อต้านขัดขวางจากเหล่าพระและสาวกสำนักจานบินที่ยืดเยื้อมา 3 สัปดาห์แล้ว ล่าสุดมีพระราชโองการถอดถอน ธัมมชโย ออกจากสมณศักดิ์แล้ว

ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่องการถอดถอนสมณศักดิ์ โดยระบุว่าด้วย พระเทพญาณมหามุนี(นายไชยบูลย์ สิทธิผล) วัดพระธรรมกาย จังหวัดปทุมธานี เป็นผู้ถูกกล่าวหาในคดีกระทำความผิดข้อหาร่วมกันฟอกเงิน สมคบกันฟอกเงิน และรับของโจรตามที่ศาลอาญาได้อนุมัติหมายจับที่ 942/2559 ลงวันที่ 17 พฤษภาคม 2559 และยังถูกกล่าวหาในคดีอาญาฐานอื่นอีกหลายฐานความผิด ซึ่งอัยการคดีพิเศษมีความเห็นสั่งฟ้องในบางคดีด้วยแล้ว แต่ พระเทพญาณมหามุนีไม่ยอมมอบตัวตามหมายเรียก และได้หลบหนีคดีดังกล่าวจึงไม่สมควรดำรงอยู่ในสมณศักดิ์ต่อไป และได้นำความกราบบังคมทูลพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมต่อไปแล้ว

บัดนี้ได้มีพระราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ถอดถอนพระเทพญาณมหามุนีออกจากสมณศักดิ์ ตั้งแต่วันที่ 4 มีนาคม 2560 ประกาศลงวันที่ 5 มีนาคม 2560 ผู้สนองพระราชโองการ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี

สำหรับการได้รับสมณศักดิ์เป็น พระเทพญาณมหามุนี ของ ธัมมชโย นั้นเกิดขึ้นในยุครัฐบาลระบอบแม้วเรืองอำนาจ โดย สมเด็จช่วง เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ซึ่งเป็นอาจารย์ของ ธัมมชโยเป็นผู้ดำเนินการผลักดัน

ธัมมชโย นั้นเคยถูก สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชองค์ที่แล้ว มีพระลิขิตตั้งแต่เมื่อปี 2542 ว่าปาราชิกพ้นความเป็นพระฐานทำผิดพระธรรมวินัยร้ายแรงจากการยักยอกเงินวัดมาเป็นสมบัติส่วนตัวและเผยแพร่ลัทธิอันผิดเพี้ยนวิปริตไปจากหลักธรรมคำสอนของพระพุทธศาสนา แต่ด้วยอิทธิพลของ ธัมมชโย ที่อยู่เหนือแม้แต่มหาเถรสมาคม(มส.)ในอดีตทำให้ ธัมมชโย ลอยนวลมาจนทุกวันนี้

นอกจากพระราชโองการถอดถอนสมณศักดิ์ของ ธัมมชโย แล้วก่อนหน้านี้ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาปริณายก (อัมพร อมฺพโร) สมเด็จพระสังฆราชองค์ใหม่ ทรงห่วงใยในปัญหาสำนักจานบินและรับสั่งให้ พระพรหมมุนี เลขานุการสมเด็จพระสังฆราช มีบัญชาให้เจ้าคณะปกครองที่เกี่ยวข้องทั้งหมดหารือแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น ซึ่งต่อมาเจ้าคณะจังหวัดปทุมธานีร่วมกับฝ่ายเจ้าหน้าที่ได้พยายามเจรจาเพื่อให้ ธัมมชโย มอบตัว แต่ก็ประสบความล้มเหลวสิ้นเชิง เพราะ ธัมมชโย ยืนกรานไม่ยอมเข้ามอบตัวโดยเชื่อว่ายังคงหลบซ่อนตัวอยู่ภายในอาณาจักรรัฐอิสระจานบินพร้อมกับพระที่ใกล้ชิดอีกจำนวนหนึ่ง

ขณะที่เจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี ได้มีประกาศให้พระที่มาชุมนุมกันปกป้อง ธัมมชโย สลายการชุมนุมแล้วเดินทางกลับวัดต้นสังกัด ซึ่งหากฝ่าฝืนถือว่ามีความผิดตามพระธรรมวินัย แต่ยังปรากฏว่า บรรดาพระของสำนักจานบินและพระจากจังหวัดต่างๆ ที่อยู่ภายใต้อิทธิพลของสำนักจานบินไม่สนใจพระบัญชาของสมเด็จพระสังฆราชองค์ใหม่ ตลอดจนคำสั่งของเจ้าคณะจังหวัด โดยยังคงปักหลักต่อต้านฝ่ายเจ้าหน้าที่พร้อมทั้งยกระดับการเคลื่อนไหวเข้มข้นมากขึ้นเรื่อยๆ โดยมีการปลุกระดมให้พระและสาวกสำนักจานบินทั่วประเทศมาร่วมชุมนุมแสดงพลังกดดันให้มีการยกเลิกมาตรา 44 เพื่อปกป้องธัมมชโย ทั้งๆ ที่เป็นผู้ต้องหาหนีคดีตามหมายจับของศาลฐานฟอกเงินและรับของโจรในคดีโกงสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น

จากการตรวจสอบของฝ่ายเจ้าหน้าที่ช่วงที่ผ่านมาพบทั้งพระปลอม พระต่างด้าว รวมทั้งขบวนการกลุ่มคนเสื้อแดงร่วมอยู่ในการชุมนุมของสำนักจานบิน และที่สำคัญจากการตรวจสอบพระบางรูปจากจังหวัดอุบลราชธานีและจังหวัดภาคอีสาน พบบางรูปมีเงินอยู่ในบัญชีถึง 13 ล้านบาท และบางรูปมีเงินในบัญชีหลายแสนบาท โดยมีการเบิกถอนเงินวันละหลายหมื่นบาท ซึ่งฝ่ายเจ้าหน้าที่กำลังตรวจสอบแหล่งที่มาของเงินเพราะสงสัยว่า จะเป็นเงินท่อน้ำเลี้ยงจากขบวนการที่อยู่เบื้องหลังการชุมนุมของพระและสาวกสำนักจานบิน โดยจากเบาะแสเบื้องต้นสันนิษฐานว่าท่อน้ำเลี้ยงดังกล่าวน่าจะมาจากสาวกสำนักจานบินที่ถูกดำเนินคดีฐานฉ้อโกงเงินสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น

ก่อนหน้านี้ในการชุมนุมหรือเคลื่อนไหวของพระและสาวกจานบินทุกครั้งที่ผ่านมารวมทั้งครั้งนี้มีเบาะแสว่า มีการจ้างพระและชาวบ้านจากต่างจังหวัดหรือแม้แต่คนต่างด้าวเข้าร่วมด้วย

ความจริงแล้วปัญหาของ ธัมมชโย จะไม่ยืดเยื้อบานปลายมาจนทุกวันนี้หาก ธัมมชโย ไม่เห็นแก่ตัวและเป็นพระแท้ซึ่งหลุดพ้นแล้วซึ่งกิเลสทั้งปวงโดยยอมมอบตัวเพื่อต่อสู้คดีพิสูจน์ความบริสุทธิ์อย่างสง่างามตั้งแต่แรก แต่ ธัมมชโย และคนสนิท โดยเฉพาะ พระทัตตชีโว รองเจ้าสำนักจานบิน ที่ถูกตั้งข้อสังเกตว่าชักใยอยู่เบื้องหลัง ธัมมชโย มาตลอดกลับส่อพฤติการณ์ถือดีเหิมเกริมในอิทธิพลของสำนักจานบินตั้งตัวเป็นรัฐอิสระท้าทายกฎหมาย ท้าทายอำนาจรัฐ ท้าทายองค์กรปกครองสงฆ์สูงสุดภายใต้สมเด็จพระสังฆราชองค์ใหม่ หรือแม้แต่ส่อพฤติการณ์ไม่สนใจสัญญาณจากพระราชโองการที่ให้ถอดถอนสมณศักดิ์ ธัมมชโย

ดังนั้นนอกจากการดำเนินคดีอาญาทางโลกโดยไม่ควรยอมรับเงื่อนไขให้ประกันตัวอีกต่อไปแล้ว ในทางพระธรรมวินัย มส.ควรหยิบยกปัญหาของธัมมชโยและพวกเข้าพิจารณาเป็นการด่วนเพราะพฤติกรรมแน่ชัดแล้วว่าเหิมเกริมและทำผิดพระธรรมวินัยร้ายแรงซึ่งควรจับสึกสถานเดียวด้วยกฎมส.ฉบับที่ 21 พ.ศ.2538 ข้อ 3 ที่ระบุว่า กรณีพระภิกษุรูปใดประพฤติล่วงละเมิดพระธรรมวินัยเรื่องเดียวกันหรือหลายเรื่องเป็นอาจิณ คณะปกครองสงฆ์มีอำนาจวินิจฉัยให้สละสมณเพศได้

ทีมข่าวการเมือง

อำนาจรัฐต้องแยกมิตรแยกศัตรู เปิดใจกว้างรับฟังแก้จุดอ่อนตัวเอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/creative/259070

วันจันทร์ ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2560, 02.00 น.

การออกมาวิพากษ์วิจารณ์การบริหารประเทศของอำนาจรัฐคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)ของ 2 ผู้อาวุโสคนดังคือ นายธีรยุทธ บุญมี อาจารย์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และ นพ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส แม้จะไม่ได้ส่งผลก่อให้เกิดวิกฤติศรัทธาต่อคนส่วนใหญ่ของประเทศมากมายอะไรนักแต่ก็ถือเป็นการวิพากษ์วิจารณ์เชิงสร้างสรรค์ที่รัฐบาลควรน้อมรับเพราะหลายประเด็นเป็นประโยชน์ที่ควรนำไปทบทวนแก้ไขจุดอ่อนของอำนาจรัฐ

รัฐบาลควรมองว่า นายธีรยุทธ และ นพ.ประเวศ ต่างไม่ใช่ศัตรูของรัฐบาล แต่ถือเป็นกัลยาณมิตรที่วิพากษ์วิจารณ์ เพื่อให้อำนาจรัฐรีบแก้ไขจุดอ่อนก่อนที่จะเกิดวิกฤติศรัทธาของมหาชน และอีกด้านหนึ่งก็เป็นการกระตุ้นรัฐบาลไม่ให้นำพาชาติบ้านเมืองหลงทาง

ทั้งนี้สาระสำคัญคำวิพากษ์วิจารณ์ของ นายธีรยุทธ พยายามชี้ให้เห็นว่า การเดินหน้าบริหารประเทศของรัฐบาลคสช.กำลังวิ่งเข้าสู่วิถีอนุรักษ์และจารีตนิยมทำให้ความหวังที่จะเห็นการปฏิรูปโครงสร้างอำนาจมีน้อยมาก เพราะผู้อยู่ในอำนาจทั้งหมดเป็นข้าราชการซึ่งจะสูญเสียอำนาจ หากมีการปฏิรูป

นายธีรยุทธ พยายามยกตัวอย่างว่า กว่า 2 ปีหลังคสช.เข้าควบคุมอำนาจการปกครองประเทศการดำเนินงานล้วนอาศัยข้าราชการทั้งทหาร ตำรวจ และกระทรวงมหาดไทย โดยนโยบายต่างๆ เป็นการเพิ่มอำนาจแก่ข้าราชการและศูนย์กลางมากกว่าการกระจายอำนาจให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการปฏิรูปประเทศ

ขณะที่ทหารถูกส่งเข้าไปควบคุมตำแหน่งสำคัญในรัฐวิสาหกิจจนแทบหมดสิ้น แต่ที่สำคัญคือรัฐวิสาหกิจยุคที่คุมโดยทหารกลับไม่มีผลงานการปฏิรูปใดๆ นอกจากนี้บุคลากรของแม่น้ำทั้ง 5 สาย อันประกอบด้วย คสช. รัฐบาล สภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ(สปท.) และคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ(กรธ.) ล้วนมีแนวคิดแบบอนุรักษ์และจารีตนิยม และแสดงออกซึ่งความพยายามผลักดันให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้าคสช. อยู่ในอำนาจต่อไปให้นานที่สุดเพื่อตัวเองจะได้อยู่ในอำนาจต่อไปด้วย

นายธีรยุทธ ชี้ให้เห็นว่าเกือบ 3 ปี ของเป้าหมายการปฏิรูปประเทศที่สำคัญของคสช.ประสบผลสำเร็จน้อยกว่าที่ควรจะเป็นและเป็นไปในลักษณะพายเรือในอ่าง ทั้งๆ ที่มีอำนาจพิเศษอยู่ในมือ ทั้งนี้ยอมรับว่าปัญหาบางอย่างอาจต้องใช้เวลา แต่บางอย่างสามารถปฏิรูปให้เห็นผลได้โดยไม่ต้องใช้เวลามากนัก และรัฐบาลควรจัดลำดับก่อนหลังในการปฏิรูปประเทศโดยมุ่งเน้นการปฏิรูปในเรื่องที่สามารถสร้างผลงานให้เห็นผลในทันที อาทิ การขจัดทุจริตคอร์รัปชั่นหรือปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนด้านต่างๆ

ที่น่าหวั่นวิตกก็คือขณะที่อำนาจรัฐยังไม่สามารถแสดงให้เห็นผลงานว่าเอาจริงกับการขจัดทุจริตคอร์รัปชั่นกลับปรากฏว่ามีข่าวคนใกล้ชิดของคสช. รัฐบาล แม้กระทั่งคนใกล้ชิดผู้นำอำนาจรัฐเกิดปัญหาอื้อฉาวเสียเอง

พร้อมกันนี้ นายธีรยุทธ ยังเตือนสติอำนาจรัฐ คสช.ว่า อย่าฝืนอยู่ในอำนาจเกินโรดแมปที่ประกาศไว้ มิฉะนั้นรัฐนาวาคสช.อาจเกยตื้นได้

ขณะที่ นพ.ประเวศ ชี้ว่าการสร้างความปรองดองส่อเค้าล้มเหลวเพราะขาดการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนอย่างแท้จริง

หลังการออกมาวิพากษ์วิจารณ์อำนาจรัฐของนายธีรยุทธ ปรากฏว่า คนในแม่น้ำ 5 สาย ดาหน้าออกมาตอบโต้สองนักคิดอาวุโสทันที โดย พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกรัฐบาล ด้านหนึ่งแสดงท่าทียอมรับฟังความเห็นของผู้อาวุโสทั้งสอง แต่อีกด้านหนึ่งก็ถือโอกาสตอบโต้ว่า เป็นการวิพากษ์วิจารณ์แบบตีขลุมโดยไม่มีเหตุผลรายละเอียดสนับสนุน ทั้งๆ ที่รัฐบาลได้สร้างผลงานการปฏิรูปประเทศไว้พอสมควร

ขณะที่ นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธาน สปท. ชี้แจงว่า การปฏิรูปประเทศไม่ได้พายเรือในอ่างอย่างที่นายธีรยุทธ วิพากษ์วิจารณ์ แต่กำลังคืบหน้าไปเรื่อยๆตามโรดแมป ซึ่งการวิพากษ์วิจารณ์ของ นายธีรยุทธ ยังขาดข้อมูลข่าวสารที่รอบด้านเพียงพอ

ส่วน นายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธานคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง สปท. กล่าวว่า คำวิจารณ์ของ นายธีรยุทธเป็นการใช้วาทกรรมดิสเครดิตสปท.มากกว่าที่จะเสนอแนะการปฏิรูปประเทศอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งนี้การปฏิรูปประเทศไม่ได้ง่ายอย่างที่ นายธีรยุทธ คิดเพราะปัญหาสั่งสมมานานซึ่งต้องใช้เวลาแก้

แต่ท่าทีที่ดูจะใจกว้างสุขุมลุ่มลึกแยกมิตรแยกศัตรูก็คือ พ.อ.ปิยพงศ์ กลิ่นพันธุ์ ทีมโฆษก คสช. ที่กล่าวขอบคุณ นายธีรยุทธ ที่ออกมาเสนอแนะความเห็นเพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาแต่ต้องยอมรับว่าปัญหาของประเทศนั้นมีมาก ซึ่งที่ผ่านมาอำนาจรัฐได้ทุ่มเทปฏิรูปอย่างเต็มที่ตามสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชนและมีความคืบหน้าไปตามลำดับ อย่างไรก็ตาม ผลงานของคสช.อาจไม่เป็นไปตามการคาดหวังก็พร้อมน้อมรับฟังเพื่อนำไปปรับปรุงให้เกิดประโยชน์ต่อไปในอนาคต

เพราะฉะนั้นจากการออกมาวิพากษ์วิจารณ์ของนายธีรยุทธแน่นอนว่าไม่มีอะไรที่ถูกหรือผิดไปทั้งหมด แต่สะท้อนให้เห็นว่า ที่ผ่านมาอำนาจรัฐยังขาดการประชาสัมพันธ์สร้างความเข้าใจในผลงานและความคืบหน้าการปฏิรูปประเทศ ให้เห็นอย่างชัดเจน และที่สำคัญต้องแยกมิตรแยกศัตรู โดยถือเสียว่าคำวิพากษ์วิจารณ์ของนายธีรยุทธแม้จะผิดบ้างถูกบ้าง แต่ก็เป็นการติเพื่อก่อของกัลยาณมิตรที่หวังดี ซึ่งอะไรที่เป็นประโยชน์ก็นำไปปรับปรุงแก้ไขจุดอ่อนของอำนาจรัฐแทนที่จะยืนกรานแต่ความคิดตัวเองอย่างเดียว เพราะเท่ากับปิดโอกาสที่จะได้รับรู้จุดอ่อนและข้อเสนอแนะที่อาจเป็นประโยชน์ไปสู่ความสำเร็จ

ทีมข่าวการเมือง

รัฐบาลคสช.เรียกศรัทธา ขจัดจุดอ่อนเสริมจุดแข็ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/creative/258940

วันอาทิตย์ ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2560, 02.00 น.

ผลสำรวจของกรุงเทพโพลล์ ศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพฯและนิด้าโพลล์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์(นิด้า) ก่อนหน้านี้สะท้อนให้เห็นสัญญาณความเชื่อถือในรัฐบาลและในตัว พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ที่ลดลงในรอบเกือบ 3 ปีหลังจากที่คสช.เข้าควบคุมอำนาจการปกครองประเทศตั้งแต่เมื่อวันที่ 22 พ.ค.2557 เมื่อเทียบกับช่วงที่ผ่านมา ขณะที่รัฐบาลเองนับวันจะเผชิญกับแรงเสียดทานและสารพัดมรสุมที่ถาโถม ทำให้คสช.และรัฐบาลต้องใช้มาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราวเป็นเครื่องมือสำคัญในการขจัดจุดอ่อนและสร้างจุดแข็งแก้ปัญหาต่างๆ เพื่อเป็นภูมิคุ้มกันให้คสช.และรัฐบาลเดินหน้าปฏิรูปประเทศอย่างราบรื่น

ช่วงที่ผ่านมาการเดินหน้าหวังปฏิรูปประเทศของคสช.และรัฐบาลต้องพบกับอุปสรรคจนเกิดปัญหาขัดแย้งกับหลายภาคส่วน อาทิ แนวคิดของแม่น้ำ 5 สาย ที่จะปฏิรูปสื่อจนถูกมองว่าเป็นการพยายามแทรกแซงควบคุมสื่อจนองค์กรสื่อรวมตัวกันต่อต้าน ปัญหาโรงไฟฟ้าถ่านหินที่จ.กระบี่และจ.สงขลาซึ่งหวิดจะลุกลามบานปลาย แต่คสช.และรัฐบาลรีบถอดชนวนระเบิดเวลาคลี่คลายไปได้ หรือปัญหาสำนักธรรมกายซึ่งคสช.และรัฐบาลด้านหนึ่งจำเป็นต้องบังคับใช้กฎหมาย แต่อีกด้านหนึ่งก็ไม่ต้องการให้สถานการณ์ลุกลามบานปลายสร้างแรงกระเพื่อมท่ามกลางปัญหาที่รุมเร้าอำนาจรัฐรอบด้านทำให้การเข้าค้นสำนักธรรมกายเพื่อควบคุมตัว ธัมมชโย อดีตเจ้าสำนัก ยืดเยื้อทั้งๆ ที่มีการประกาศใช้มาตรา 44

รัฐบาลยังเผชิญกับสารพัดจุดอ่อนโดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาสำคัญที่สุดก็คือการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจที่แม้ในภาพรวมจะมีแนวโน้มดีขึ้น แต่ปัญหาคือเศรษฐกิจที่ยังกระจายไปไม่ถึงประชาชนในระดับล่าง

นอกจากนี้ ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นหลังองค์กรความโปร่งใสโลกลดอันดับความโปร่งใสของไทยจากอันดับ 76 เป็นอันดับ 101 จาก 176 ประเทศทั่วโลก ขณะที่เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่ารัฐบาลจากการรัฐประหารไม่ต่างจากรัฐบาลเลือกตั้งทำให้คสช.และรัฐบาลรีบแก้ปัญหาเพื่อแสดงให้เห็นว่าเอาจริงกับการขจัดทุจริตคอร์รัปชั่นอันเป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญเพื่อการปฏิรูปประเทศ โดยที่ผ่านมามีการประกาศใช้มาตรา 44 เพื่อเอาผิดกับขบวนการทุจริตในคดีสำคัญๆ รวมทั้งโยกย้ายผู้บริหารหน่วยราชการรัฐวิสาหกิจทั้งในระดับชาติและระดับท้องถิ่นจำนวนมากที่ส่อทุจริต โดยก่อนหน้านี้ก็คือคำสั่งย้าย นายวุฒิชาติ กัลยาณมิตร พ้นเก้าอี้ผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย(ร.ฟ.ท.)

ที่สำคัญมีการผลักดันกฎหมายการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐที่กำหนดโทษการทุจริตรุนแรงมากขึ้นทั้งเจ้าหน้าที่รัฐผู้ทุจริตและผู้ให้การสนับสนุน รวมทั้งเตรียมออกกฎหมายกำหนดให้อายุความคดีทุจริตเริ่มจากวันที่พบหลักฐานการทุจริตแทนที่จะนับจากวันที่มีการทุจริตตามกฎหมายปัจจุบัน

นอกจากนี้ยังมีคำสั่งตามมาตรา 44 ตั้งคณะกรรมการกำกับการจัดซื้อจัดจ้างหรือหรือซุปเปอร์บอร์ดเข้ามาพิจารณาโครงการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐขนาดใหญ่ที่มีวงเงินตั้งแต่ 5,000 ล้านบาทขึ้นไป เพื่อให้เกิดความรวดเร็วและโปร่งใส โดยคณะกรรมการกำกับการจัดซื้อจัดจ้างประกอบด้วยผู้บริหารระดับสูงซึ่งเป็นที่ยอมรับทั่วไปในความรู้ความสามารถและความซื่อสัตย์สุจริตประกอบด้วย ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) เป็นประธานและกรรมการอีก 3 คน คือ นายมนัส แจ่มเวหา, นายสมพล เกียรติ์ไพบูลย์ และนายกานต์ ฮุนตระกูล

ความเหลวแหลกในวงการตำรวจและเสียงเรียกร้องให้ปฏิรูปตำรวจเป็นอีกหนึ่งในจุดอ่อนของคสช.และรัฐบาล ซึ่งล่าสุดมีคำสั่งตามมาตรา 44 แก้ปัญหาการวิ่งเต้นซื้อขายตำแหน่งในวงการตำรวจด้วยการกำหนดให้การแต่งตั้งโยกย้ายนายตำรวจระดับผู้บัญชาการลงไปถูกกำหนดโดยคณะกรรมการแทนที่จะรวมศูนย์อำนาจสั่งการโดยผู้บังคับบัญชาเพียงคนเดียว รวมทั้งเตรียมปฏิรูปองค์กรตำรวจครั้งใหญ่อีกครั้งหนึ่งหลังจากที่รัฐธรรมนูญฉบับใหม่มีผลบังคับใช้โดยสมบูรณ์

ขณะเดียวกันคสช.และรัฐบาลพยายามสร้างจุดแข็งเพื่อเรียกศรัทธาจากประชาชนด้วยการแต่งตั้งบุคคลสำคัญผู้มีชื่อเสียงระดับประเทศในทุกวงการทั้งภาครัฐ เอกชนและนักวิชาการร่วมเป็นคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติและการสร้างความสามัคคีปรองดอง(ป.ย.ป.) เพื่อความมั่นใจว่าการเดินหน้าปฏิรูปประเทศจะต้องประสบความสำเร็จ

ภายใต้สารพัดปัญหาที่รุมเร้าและเป็นอุปสรรคต่อการเดินหน้าปฏิรูปประเทศ มาตรา 44 จึงเป็นเครื่องมือสำคัญของคสช.และรัฐบาลในการแก้ปัญหาที่มุ่งขจัดจุดอ่อนและสร้างจุดแข็งเพื่อลดแรงเสียดทานและสร้างภูมิคุ้มกันในเสถียรภาพของอำนาจรัฐอันจะทำให้การเดินหน้าไปสู่เป้าหมายการปฏิรูปประเทศอย่างยั่งยืนเป็นไปด้วยความราบรื่น

ทีมข่าวการเมือง

ภูมิใจไทยเริ่มออกลาย ฮั้วเพื่อแม้วดันนิรโทษสุดซอย?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/creative/258831

วันเสาร์ ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

พรรคภูมิใจไทย หลังจากซุ่มเงียบซ่อนตัวตนที่แท้จริงมานานเริ่มตกเป็นข่าวอีกครั้งในขบวนรถไฟเพื่อสร้างความปรองดองซึ่งมีคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) และกองทัพเป็นหัวหอกในการผลักดันโดยตั้งเป้าที่จะผลักดันการสร้างความปรองดองให้สำเร็จก่อนการเลือกตั้งทั่วไปที่จะมีขึ้น

โดยมีรายงานข่าวแกนนำพรรคภูมิใจไทย นำโดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล หรือ “เสี่ยหนู” หัวหน้าพรรค พร้อมแกนนำพรรคเต็มทีม อาทิ นายสรอรรถ กลิ่นประทุม ประธานที่ปรึกษาพรรค นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ เลขาธิการพรรค ซึ่งเป็นน้องชายของ นายเนวิน ชิดชอบ แกนนำเงาพรรคภูมิใจไทย ได้เดินทางไปแสดงความคิดเห็นต่อแนวทางสร้างความปรองดองที่กระทรวงกลาโหม โดยมี พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล ปลัดกระทรวงกลาโหม เป็นประธานการหารือ

ประเด็นสำคัญอยู่ที่ข้อเสนอของพรรคภูมิใจไทยเพื่อสร้างความปรองดองโดยให้ยึดตามหลักสากลโลกที่เคยดำเนินการมา โดยเฉพาะหลักความยุติธรรมเปลี่ยนผ่าน เช่น มีการพูดคุยทำความเข้าใจ เยียวยาผู้เสียหาย พิสูจน์ความจริง รวมทั้งคดีที่อยู่ในชั้นพนักงานสอบสวนและชั้นอัยการก็อาจจะสั่งไม่ฟ้องหรือสั่งถอนฟ้องในคดีที่อยู่ในศาลแล้ว รวมถึงคดีที่ศาลตัดสินไปแล้วก็อาจจะให้มีการนิรโทษกรรม ยกเว้นโทษ ซึ่งพรรคภูมิใจไทยเชื่อว่าแนวทางดังกล่าวจะทำให้บ้านเมืองเกิดความปรองดองได้อย่างแท้จริง

การอ้างแนวคิดการสร้างความปรองดองตามหลักสากลหากจะหมายถึง “เนลสัน แมนเดลาโมเดล” ของอดีตประธานาธิบดีเนลสัน แมนเดลา และเป็นรัฐบุรุษของชาวแอฟริกาใต้ ที่สามารถยุติสงครามนองเลือดระหว่างชนผิวขาวและผิวดำที่ยื้อเยื้อมานานหลายสิบปีแล้วละก็คงเป็นข้ออ้างที่ผิดเพี้ยนหรือไม่ก็บิดเบือน เพราะ “เนลสัน แมนเดลาโมเดล” กำหนดว่า การยกโทษความผิดนั้นจะเป็นขั้นตอนสุดท้ายก็ต่อเมื่อผู้กระทำผิดไม่ว่าจะฝ่ายไหนยอมรับผิดและยอมรับโทษตามกฎหมายแล้วเท่านั้น ไม่ใช่อยู่ดีจะมานิรโทษกรรมทั้งๆ ที่คดียังอยู่ในขบวนการยุติธรรม และที่สำคัญเป็นคดีที่ศาลมีคำพิพากษาลงโทษไปแล้วโดยเฉพาะคดีเกี่ยวกับการทุจริตคอร์รัปชั่นอันเป็นการทำลายหลักนิติรัฐ

ส่วนที่อ้างว่าการนิรโทษแบบสุดซอยแล้วจะทำให้บ้านเมืองเกิดความปรองดองอย่างแท้จริงนั้นตรงกันข้ามสิ้นเชิงและควรย้อนกลับไปทบทวนบทเรียน ความพยายามหักดิบลักหลับผลักดัน พ.ร.บ.นิรโทษกรรมฉบับสุดซอยที่มีเป้าหมาย แอบแฝงแท้จริงมุ่งฟอกโทษความผิดให้กับนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯนักโทษหนีคุกคดีทุจริต เพื่อจะได้กลับบ้านแบบเท่ๆ โดยไม่ต้องติดคุก รวมทั้งลบล้างโทษความผิดให้พวกแดงก่อการร้าย เผาบ้านทำลายเมือง เมื่อปี 2553 ในยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์เพื่อเป็นเครื่องเตือนสติ

เพราะผลจากการหักดิบ พ.ร.บ.นิรโทษกรรมฉบับสุดซอยครั้งนั้นกลายเป็นชนวนทำให้มวลมหาประชาชนหลายล้านคนออกมาแสดงพลังครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์เพื่อต่อต้าน พ.ร.บ.อัปยศฉบับนั้น และนำไปสู่การขับไล่รัฐบาลกลายเป็นวิกฤติทางการเมืองนองเลือดขณะที่ชาติบ้านเมืองกลายเป็นรัฐล้มเหลวสิ้นเชิงจนในที่สุดคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ต้องเข้ายึดอำนาจเพื่อหยุดยั้งสงครามกลางเมืองและเพื่อให้ประเทศเดินหน้าต่อไปได้

พรรคภูมิใจไทยเดิมก็คือ “กลุ่มเนวิน” ที่ครั้งหนึ่งเคยอยู่ร่วมกับพรรคไทยรักไทย แต่ภายหลังเนื่องจากความขัดแย้งเรื่องอำนาจผลประโยชน์บางอย่างที่ไม่ลงตัวจนถึงจุดแตกหักทำให้ สส.กลุ่มเนวินแยกตัวออกมาตั้งพรรคภูมิใจไทย

แต่แม้จะแยกตัวออกจากพรรคไทยรักไทยในอดีต แต่ก็มีรายงานข่าวความเคลื่อนไหวเป็นระยะๆ ว่า มีความพยายามจากแกนนำพรรคภูมิใจไทยที่จะขอคืนดีกลับไปจับมือกับพรรคเพื่อแม้ว เพราะโดยธาตุแท้ตัวตนที่แท้จริงของพรรคภูมิใจไทยกับพรรคเพื่อแม้วนั้นไม่ต่างกัน โดยมีข่าวว่า นายอนุทิน เคยบินไปปรับความเข้าใจกับ นายทักษิณ หลายครั้งจนในที่สุดสามารถปรับความเข้าใจกันได้

จากแนวทางสร้างความปรองดองของพรรคภูมิใจไทย ทำให้ นายวัชระ เพชรทอง อดีต สส.พรรคประชาธิปัตย์ ออกมาให้ความเห็นตั้งข้อสังเกตว่า ไม่ต่างจากพรรคเพื่อไทย และเหมือนกับร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมสุดซอยในยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์ ส่วนจะนำไปสู่การปรองดองได้จริงหรือไม่ต้องถามประชาชนเจ้าของประเทศว่าจะปล่อยให้คนโกงชาติ เผาบ้านเผาเมือง เผาศาลากลางจังหวัด ปล้นปืนทหาร ฆ่า พ.อ.ร่มเกล้า ธุวธรรม และประชาชนกลายเป็นผู้บริสุทธิ์โดยอ้างคำว่าปรองดองบังหน้าหรือไม่

“ปืนที่ปล้นไปนับพันกระบอกจนบัดนี้ยังซุกซ่อนมิดชิดไม่ส่งมอบคืนให้ทางราชการ แล้วยังจะเสนอหน้าปรองดองแถมนิรโทษกรรมได้อย่างไร จะเป็นการค้ากำไรเกินควรมากเกินไปหรือไม่ ข้อเสนอนี้ไปลอกการบ้านพรรคเพื่อไทยชัดๆ หากไม่ดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรม ข้ออ้างที่ว่าคดีที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรมให้ยกเลิก หรือแม้ความผิดที่ศาลพิพากษาแล้วให้นิรโทษกรรม หากเป็นอย่างนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับข้อเสนอของกลุ่มคนเสื้อแดง”

นายวัชระ ยังให้ความเห็นอ้างว่า นายอนุทิน มีแววที่จะเป็นนายกฯ มีพวกมากทั้งนายพล ผู้พิพากษา สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.) คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) เคยนั่งเครื่องบินส่วนตัวของ นายอนุทิน แล้วทั้งนั้น แต่ก็ไม่ควรเสนอแนวคิดที่จะนิรโทษกรรม นายทักษิณ ให้เสียของ แม้ว่าที่ผ่านมา เคยขับเครื่องบินส่วนตัวพา พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีตหัวหน้าคณะรัฐประหารเมื่อปี 2549 บินไปพบ นายทักษิณ ที่เมืองนอกมาแล้ว

เพราะฉะนั้นคงต้องจับตาดูว่า คสช.จะยึดตามข้อเสนอของพรรคภูมิใจไทยหรือไม่ ซึ่งจะเป็นตัวชี้ชะตาอนาคตชาติบ้านเมืองว่าจะเดินหน้าไปสู่การปฏิรูปอย่างจริงจัง หรือจะกลับไปสู่วังวนของวงจรอุบาทว์ธุรกิจการเมืองน้ำเน่าแบบเดิมๆ

 

ทีมข่าวการเมือง

จับตาสาวกจานบินอยู่ในอันตราย อาจเป็นศพต่อไปถูกใช้เป็นเหยื่อปลุกระดม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/creative/258694

วันศุกร์ ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2560, 02.00 น.

หนึ่งในภาษิตจีนมีว่า “วิกาลยิ่งยาวนาน ฝันยิ่งยุ่งเหยิง” ซึ่งสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันกรณีที่อำนาจรัฐพยายามที่จะจับกุมธัมมชโย อดีตเจ้าลัทธิจานบินที่ยังคงยืดเยื้อมานาน 2 สัปดาห์ และมีแนวโน้มยืดเยื้อต่อไปอย่างไม่อาจคาดการณ์ได้ว่าจะจบลงอย่างไร ทั้งๆ ที่มีการประกาศใช้มาตรา 44 ให้พื้นที่รอบสำนักจานบินเป็นเขตควบคุมพิเศษ ขณะที่ฝ่ายที่ทำผิดกฎหมายกลับยังคงทำตัวเป็นรัฐอิสระท้าทายอำนาจรัฐเย้ยกฎหมาย ไม่สนใจองค์กรสูงสุดของสงฆ์อย่างมหาเถรสมาคม(มส.) ซ้ำยังพยายามโฆษณาชวนเชื่อบิดเบือนสร้างสถานการณ์ให้เกิดความระส่ำระสายในบ้านเมืองเข้าข่ายบ่อนทำลายความมั่นคงของชาติ

นี่ขนาดใช้มาตรา 44 ก็ยังเอาไม่อยู่สะท้อนให้เห็นถึงอิทธิพลฤทธิ์เดชของสำนักจานบินที่ฝังรากลึกในแทบทุกองคาพยพของประเทศ แม้แต่ในหน่วยราชการทั้งสีกากีและสีเขียว ไม่อย่างนั้นพล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดาผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(ผบ.ตร.) คงไม่ถึงกับออกปากอย่างเหนื่อยใจว่า การที่ปัญหาจับ ธัมมชโย ยืดเยื้อมาจนวันนี้ก็เพราะมีคนสีกากีเป็นหนอนบ่อนไส้ ส่วนจะเกี่ยวข้องกับการเด้งผู้กำกับสภ.อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี หรือไม่คงต้องคิดกันเอาเอง การที่สำนักจานบินทรงอิทธิพลเหนือกฎหมายมาได้จนทุกวันนี้สอดคล้องกับภาษิตจีนอีกบทหนึ่งที่ว่า “เงินสามารถแม้แต่จ้างผีให้โม่แป้ง”

หรือแม้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ยังพูดทีเล่นทีจริงว่า นี่ขนาดใช้มาตรา 44 เพื่อแก้ปัญหาสำนักจานบิน แต่ก็ยังมีการต่อต้านขัดขวางเจ้าหน้าที่ในการบังคับใช้กฎหมายเข้าตรวจค้น หากเป็นเช่นนี้สงสัยต้องใช้มาตรา 88ที่เข้มข้นเป็นสองเท่า

การที่สำนักจานบินยังแสดงความเหิมเกริมท้าทายอำนาจรัฐ ทำตัวอยู่เหนือกฎหมาย และไม่ใส่ใจแม้แต่ มส. ก็เพราะถือดีว่ามีพันธมิตรที่แนบแน่นอย่างขบวนการเพื่อแม้วคอยให้ท้ายในการสู้กับอำนาจรัฐ ซึ่งนอกจากอดีตสส.พรรคเพื่อแม้ว ดาหน้าออกมาปกป้อง ธัมมชโย โจมตีอำนาจรัฐแล้ว ยังมีอดีตสส.และกลุ่มเสื้อแดงร่วมชุมนุมกับพระและสาวกจานบินเพื่อขวางการจับ ธัมมชโย

อย่างออกหน้าออกตา อาทิ พล.ต.ต.รุ่งโรจน์ เภกะนันทน์และ นายสมเกียรติ ศรลัมพ์ สองอดีต สส.เพื่อแม้วโดยเฉพาะ พล.ต.ต.รุ่งโรจน์ ก่อนหน้านี้ถูกจับกุมพร้อมเสื้อเกราะ 2 ตัว และอาวุธมีดอีกหลายเล่ม รวมทั้งแผ่นโปสเตอร์ข้อความปกป้อง ธัมมชโย บ่อนทำลายอำนาจรัฐ

ขณะเดียวกันมีรายงานข่าวว่า กลุ่มอดีตนักการเมืองและกลุ่มเสื้อแดงราว 30-40 คน เตรียมเข้าร่วมกับสำนักจานบินเพื่อสร้างสถานการณ์ให้เกิดความระส่ำระสายในบ้านเมือง ซึ่งล่าสุดมีการออกหมายเรียกกลุ่มแดงฮาร์ดคอร์ หลายคนเข้ารายงานตัวต่อเจ้าหน้าที่เพราะมีหลักฐานว่าพยายามปลุกปั่นยุยงให้เกิดการกระด้างกระเดื่องต่ออำนาจรัฐ

เพราะฉะนั้นขณะนี้อำนาจรัฐไม่ได้ต่อสู้กับสำนักจานบิน แต่สู้กับขบวนการพันธมิตรที่มีทั้งกลุ่มการเมืองและนายทุนกลุ่มหนึ่งที่อยู่เบื้องหลังสำนักจานบินอันทรงอิทธิพลที่พร้อมจะเปิดศึกขั้นแตกหักแบบไม่มีอะไรจะเสียเพราะทั้งสำนักจานบินและขบวนการเพื่อแม้วขณะนี้ต่างอยู่ในภาวะหลังพิงฝารอการล่มสลายด้วยกันทั้งคู่

สถานการณ์จากนี้ไปจึงต้องจับตาอย่ากะพริบเพราะจะแหลมคมและดุเดือดมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะการสร้างสถานการณ์จากขบวนการป้อง ธัมมชโย ที่วางแผนทำทุกวิถีทางเพื่อให้เกิดการบาดเจ็บล้มตายแล้วโยนความผิดให้อำนาจรัฐเหมือนเหตุการณ์ก่อการร้ายเผาบ้านทำลายเมืองเมื่อปี 2553

เหตุการณ์ล่าสุดที่ น.ส.พัฒนา เชียงแรง สาวกจานบินเสียชีวิตด้วยโรคหอบหืด ภายในสำนักจานบินมีความพยายามที่จะบิดเบือนจาก พระสนิทวงศ์ วุฑฒิวังโส และ พระนพพร ปัญญชโยสองกระบอกเสียงโฆษณาชวนเชื่อสำนักจานบิน ว่าเป็นเพราะมาตรา 44 และฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐที่ไม่ยอมให้รถกู้ชีพเข้ามาช่วยเหลืออย่างทันเวลาทำให้ น.ส.พัฒนา เสียชีวิต

ขณะที่ฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐ โดย พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมืองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) รู้ทันเกมป้ายผิดของสำนักจานบินจึงออกมาแถลงจับโกหกทันควันว่าเจ้าหน้าที่ดีเอสไอได้ประสานขอรถพยาบาลกู้ชีพเข้าไปภายในสำนักจานบินทันทีหลังได้รับแจ้ง และเมื่อไปถึงที่เกิดเหตุมีตำรวจสภ.อ.คลองหลวง เจ้าของคดีและแพทย์กำลังชันสูตรพลิกศพอยู่ก่อนแล้ว โดยจากการสอบถามแพทย์ผู้ชันสูตรศพระบุว่าผู้ตายเสียชีวิตมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ชั่วโมง นั่นแสดงว่าภายในสำนักจานบินดึงเกมไว้หลายชั่วโมงทั้งๆที่รู้ว่าคนตายแล้วจึงสร้างสถานการณ์ทำทีเป็นแจ้งให้เจ้าหน้าที่ส่งหน่วยกู้ชีพไปช่วย จากนั้นก็บิดเบือนว่าเจ้าหน้าที่ไปช่วยไม่ทันเวลา ทำให้ น.ส.พัฒนาเสียชีวิต

นอกจากนี้ พ.ต.อ.ทรงศักดิ์ รักศักดิ์สกุล รองอธิบดีดีเอสไอ ยังชี้พิรุธว่าหน่วยกู้ชีพฉุกเฉินชุดแรกซึ่งไปถึงตึกซึ่งเป็นจุดเกิดเหตุกลับพบว่าประตูถูกล็อกทุกด้านทำให้เจ้าหน้าที่ต้องพังประตูเข้าไปจนพบว่าน.ส.พัฒนา เสียชีวิตแล้ว

ทันทีหลังการเสียชีวิตของ น.ส.พัฒนา สำนักจานบิน ส่อเจตนาโหนศพคนตายเป็นเหยื่อโฆษณาชวนเชื่อทันที โดยการชูประเด็นว่าศพที่ 2 แล้วจากการประกาศใช้มาตรา 44 หลังจากที่ก่อนหน้านี้เกิดเหตุชายชราซึ่งเป็นโรคซึมเศร้าแขวนคอตายเพื่อให้ยกเลิกมาตรา 44 เกมหากินกับศพ น.ส.พัฒนา ของสำนักจานบิน ถูกตั้งข้อสังเกตว่าคล้ายคลึงกับการเสียชีวิตอย่างปริศนา 6 ศพ ในวัดปทุมวนาราม ในเหตุการณ์ก่อการร้ายเผาบ้านทำลายเมือง ปี 2553 โดยมีการโยนความผิดว่าเป็นฝีมือของฝ่ายเจ้าหน้าที่ ทั้งๆ ที่พื้นที่วัดปทุมวนารามก่อนเกิดการฆาตกรรมหมู่อยู่ภายใต้การยึดครองของกลุ่มเสื้อแดง ขณะที่ฝ่ายทหารยังไม่ได้เข้ากระชับพื้นที่

สำนักจานบินนอกจากส่อพฤติการณ์บิดเบือนการตายของ น.ส.พัฒนา แล้วยังโหนศพคนตายกลบเกลื่อนผู้ที่เป็นต้นเหตุซึ่งต้องรับผิดชอบอย่างแท้จริงนั่นคือ ธัมมชโย ซึ่งหากยอมมอบตัวตั้งแต่แรกก็คงไม่เกิดเหตุการณ์ 2 ศพ

แต่ที่น่าวิตกก็คือสำนักจานบินและพันธมิตรนั้นพร้อมที่จะใช้สารพัดวิชามารเพื่อให้บรรลุเป้าหมายของตัวเอง เพราะฉะนั้นเหล่าสาวกจานบินขอให้ระวังตัวให้ดีเพราะตกอยู่ในอันตรายเพราะอาจกลายเป็นเหยื่อสร้างสถานการณ์รายต่อไปตามแผนทรมานสังขารเพื่อใช้เป็นเครื่องมือสุมไฟให้เกิดการลุกฮือประท้วงรัฐคล้ายบทเรียนเหตุการณ์ 6 ศพที่วัดปทุมวนาราม ซึ่งถูกตั้งข้อสงสัยว่าอาจเป็นการสร้างสถานการณ์ของพวกเดียวกันเอง

ทีมข่าวการเมือง