โอเค! เบตง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 มิถุนายน 2560 เวลา 07:32 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/499637

โอเค! เบตง

โดย…กันติพิชญ์ ใจบุญ / โสภิตา สว่างเลิศกุล

 “เบตง” เป็นอำเภอที่มีขนาดใหญ่ใน จ.ยะลา นับเป็นอำเภอที่ตั้งอยู่ใต้สุดของประเทศไทย โดยมีลักษณะเป็นหัวหอกยื่นเข้าไปในประเทศมาเลเซีย ตั้งอยู่ในแนวเทือกเขาสันกาลาคีรี มีเนื้อที่ประมาณ 1,328 ตารางกิโลเมตร ห่างจากตัวเมืองยะลาประมาณ 140 กิโลเมตร และห่างจากกรุงเทพมหานครประมาณ 1,220 กิโลเมตร

ด้วยภูมิประเทศของ อ.เบตง ส่วนใหญ่เป็นภูเขาสูงจึงทำให้เบตงมีอากาศดี และมีหมอกตลอดปี ดังคำขวัญประจำอำเภอที่ว่า “เมืองในหมอก ดอกไม้งาม ใต้สุดสยาม เมืองงามชายแดน”

สภาพโดยรวมของพื้นที่เป็นที่ราบสูงเนินเขา ลุ่มน้ำ เมืองเบตงตั้งอยู่ในหุบเขา มีลักษณะเหมือนแอ่งกระทะที่โอบล้อมด้วยหุบเขาน้อยใหญ่ พื้นที่ทั่วไปสูงกว่าระดับน้ำทะเลประมาณ 1,900 ฟุต ตัวเมืองเบตงอยู่ห่างจากด่านชายแดนเบตงเป็นระยะทาง 7 กิโลเมตร เป็นเมืองที่มีความสำคัญด้านการท่องเที่ยวและการขนส่งสินค้า เป็นเมืองหน้าด่านที่จะนำสินค้าเข้าออกไปยังท่าเรือน้ำลึกปีนังของมาเลเซีย

ปัจจุบัน อ.เบตง จ.ยะลา ถูกยกระดับให้เป็น 1 ใน 3 อำเภอของพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ กำหนดไว้เมื่อปี 2559 ให้ อ.เบตง เป็นเมืองต้นแบบด้านการพัฒนาเพื่อการพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน ควบคู่ไปกับอีก 2 อำเภอ คือ อ.หนองจิก จ.ปัตตานี และ อ.สุไหงโกลก จ.นราธิวาส ที่ทั้งหมดจะเป็นสามเหลี่ยมเศรษฐกิจในพื้นที่ชายแดนภาคใต้

เมืองเบตง ในฐานะที่เป็นไข่แดง และถือเป็นเมืองที่สวยงามของพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ ถูกตั้งเป้าหมายการพัฒนาในระยะสั้น คือ 1.การเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวให้เป็น 1.2 ล้านคน จากเดิมที่เฉลี่ยปีละ 2.5 แสนคน

2.การสร้างงาน สร้างอาชีพให้กับประชาชนไม่น้อยกว่า 5 หมื่นราย

3.มูลค่าทางเศรษฐกิจในพื้นที่จะต้องมีการเจริญเติบโตไม่น้อยกว่า 2,500 ล้านบาท

ภายใต้เม็ดเงินที่รัฐอุดหนุนเพื่อให้เกิดการพัฒนาพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ให้มากที่สุด เพื่อหวังว่าความเจริญ การจัดการที่เป็นระบบ จะช่วยลดระดับความรุนแรงจากปัญหาการก่อเหตุความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนใต้ให้ลดน้อยลงและหมดไป

สถานการณ์ดีขึ้น การพัฒนาจึงไหลตาม

เมื่อมองไปยังสถานการณ์ความรุนแรงของพื้นที่ในตลอดระยะเวลากว่า 13 ปี หน่วยหลักที่รับผิดชอบอย่างทหาร ซึ่งสำนักนโยบายและแผนงาน กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน ภาค 4 ส่วนหน้า (กอ.รมน.ภ.4 สน.) ได้เผยตัวเลขการก่อเหตุในห้วงเวลานับตั้งแต่เดือน ต.ค. 2559 มาจนถึงปัจจุบัน พบว่าสถิติการก่อเหตุลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนถึง 56% หรือการก่อเหตุจากจำนวน 197 ครั้ง เหลือเพียง 79 ครั้ง

นั่นเป็นข้อบ่งบอกของสถานการณ์ 3 จังหวัดชายแดนใต้ที่รัฐบาลได้เสนอภายใต้การปฏิบัติงานของทหารที่คุมพื้นที่ และเมื่อเล็งเห็นว่าสถานการณ์ดีขึ้น การพัฒนาสามเหลี่ยมเศรษฐกิจในพื้นที่จึงต้องเดินหน้าอย่างทันที

กระนั้น แม้สถานการณ์จะดีขึ้นมา แต่ในส่วนของทหารก็ยังคงไม่อาจไว้วางใจ และยังคุมพื้นที่อย่างเข้มงวดเช่นเดิม

พล.ต.นิพนธ์ รองสวัสดิ์ เลขาธิการ กอ.รมน.ภาค 4 สน. ฉายภาพเรื่องสถานการณ์ในพื้นที่เอาไว้อย่างน่าสนใจ โดยระบุว่า การป้องกันเหตุรุนแรงเพื่อสร้างความปลอดภัยให้ชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ทหารยังคงยึดมั่นและไม่ลดละ ทุกอย่างเดินหน้าตามแผนที่วางเอาไว้ และผลจากการเข้มงวด การเข้าถึงมวลชน ได้ส่งผลให้เหตุความไม่สงบของกลุ่มผู้เห็นต่างจากรัฐ ไม่อาจขยายพื้นที่ก่อเหตุเข้ามาในเขตเมืองของ 3 จังหวัดชายแดนใต้ แม้จะมีความพยายามอย่างหนักในการก่อเหตุก็ตาม

“แน่นอนว่าเราเผลอไม่ได้ เพราะเผลอเมื่อไหร่เขาก็เล่นเราทันที แต่เพราะความเข้มแข็งที่เราช่วยสร้างและส่งเสริมให้กับภาคประชาชน ทำให้การหลงผิดไปอยู่กลุ่มเห็นต่างจากรัฐลดลง และสถิติการก่อเหตุรุนแรงก็ลดลงตามไปด้วย” พล.ต.นิพนธ์ กล่าว

ยุทธศาสตร์สำคัญที่ทหารนำมาใช้ปรับกับการปฏิบัติหน้าที่ มีอยู่ 3 หลักใหญ่ คือ กฎหมายนำ การทหารตาม และการเมืองขยาย

+ กฎหมายนำ เป็นการนำความถูกต้องยุติธรรมเข้าสู่พื้นที่ พร้อมทั้งเจ้าหน้าที่รัฐเองได้มุ่งเน้นในด้านการแสดงความจริงใจ และอำนวยความยุติธรรมกับทุกคนอย่างเท่าเทียม

+ การทหารตาม มุ่งเน้นเพื่อสร้างความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินให้กับประชาชน สร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ประกอบการ นักลงทุน และนักท่องเที่ยว

+ การเมืองขยาย เป็นการนำนโยบายรัฐบาลมาปฏิบัติให้เกิดผลรูปธรรม เพื่อสร้างความเข้าใจ ลดความหวาดระแวงของคนในพื้นที่ และยกระดับคุณภาพชีวิต และเพิ่มศักยภาพของประชาชนให้ดีขึ้น

3 องค์ประกอบที่ว่า พล.ต.นิพนธ์ เน้นย้ำว่าเป็นแนวนโยบายที่ได้ผล และสอดรับการพัฒนาเร่งด่วนในพื้นที่ภายใต้สถานการณ์ ตามหลัก “มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” ขณะเดียวกันการเดินหน้าของการเจรจาสันติสุขก็ยังคงรุดหน้าอยู่เช่นเดิม

“หากมองในเรื่องของความรุนแรง ผมบอกได้ว่า 80% ส่วนใหญ่เป็นเรื่องส่วนตัว และอีก 20% เป็นเรื่องของความมั่นคง แต่เพื่อความชัดเจนในแต่ละความรุนแรงที่เกิดขึ้น เจ้าหน้าที่ก็ต้องสืบสวนให้ลึกเพื่อหาความเชื่อมโยง” พล.ต.นิพนธ์ ย้ำถึงภาพรวมของสถานการณ์

เมืองสงบไร้ก่อการร้าย

ในข้อกังวลว่าสถานการณ์กลุ่มก่อการร้ายรัฐอิสลาม หรือกลุ่มไอเอส ที่แผ่ขยายเข้ามายังภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และอาจส่งผลกระทบถึงประเทศไทย โดยเฉพาะสถานการณ์ความรุนแรงในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้

คำตอบจาก พล.ต.นิพนธ์ คงทำให้เบาใจขึ้น เมื่อยืนยันและรับรองแน่นอนว่าไม่มีกลุ่มผู้ก่อการร้ายไอเอสเข้ามาในพื้นที่ อีกทั้งปัญหาความไม่สงบในชายแดนใต้ รัฐบาลยืนยันมาตลอดว่าเป็นปัญหาภายใน นานาชาติไม่อาจเข้ามาแทรกแซง และขณะเดียวกัน ปัญหาภายในที่ว่าก็ไม่ได้เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ก่อการร้ายของโลกด้วย

“กลุ่มคนเห็นต่างจากรัฐ กระทำการที่ผิดกฎหมายของไทย และรัฐเข้าไปจัดการด้วยกรอบกฎหมายไทย เราไม่ได้ใช้กฎหมายสากลเข้ามาจัดการปัญหาของเรา และทุกคนที่จับตัวมาได้ ก็เป็นคนไทย ไม่มีคนต่างชาติแม้แต่คนเดียว” พล.ต.นิพนธ์ ยืนยัน

หากให้มองภาพรวมของความปลอดภัยในพื้นที่ที่จะเอื้อต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ รวมถึงส่งเสริมสภาพชีวิตของคนใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ให้มีความเป็นอยู่ทีดีขึ้นได้อย่างไร?

พ.อ.ปราโมทย์ พรหมอินทร์ โฆษก กอ.รมน.ภ.4 สน. ให้คำตอบว่า ทหารจัดพื้นที่ปลอดภัย หรือที่เรียกว่า “เซฟโซน” ไว้ในหัวเมืองเศรษฐกิจรวมแล้ว 7 พื้นที่ กำลังหลักจะเป็นการบูรณาการร่วมระหว่างทหาร ตำรวจ ภาคพลเรือน และภาคประชาชน ความเข้มแข็งของภาคส่วนที่ร่วมมือกันทำงานทำให้พื้นที่มีความปลอดภัยสูงขึ้นกว่าเดิมอย่างมาก

“เหตุการณ์ระเบิดบิ๊กซี จ.ปัตตานี พื้นที่นั่นอยู่นอกพื้นที่ปลอดภัย ซึ่งห่างจากเซฟโซนไปราว 5 กิโลเมตร แต่แน่นอนว่าเราเข้มงวดแค่ไหน หากมีช่องโหว่ก็จะเกิดเหตุได้ทันที” พ.อ.ปราโมทย์ ให้ความเห็น

อย่างไรก็ตาม ในส่วนสถานการณ์การพูดคุยสันติสุข โดยเฉพาะประเด็นการกำหนดพื้นที่ปลอดภัย จะต้องเป็นรูปแบบที่ร่วมกันตกลงทั้งสองฝ่าย และขณะนี้ยังอยู่ในช่วงการทำงานทาง “เทคนิค” ที่ทหารก็ไม่อาจเปิดเผยข้อมูลในส่วนนี้ให้สาธารณะได้รับทราบได้ โดย พล.ต.นิพนธ์ และ พ.อ.ปราโมทย์ ยืนยันในทิศทางเดียวกันว่า ทุกอย่างกำลังดำเนินการ

หนึ่งในเมืองสามเหลี่ยมเศรษฐกิจ

เมื่อทหารในฐานะหน่วยงานสำคัญที่จะต้องดูแลความสงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ ยืนยันถึงสถานการณ์ว่าอยูในช่วงที่ดีขึ้น การผลักดันในการพัฒนาจึงต้องเดินหน้าอย่างเต็มที่ด้วยเช่นกัน

ไข่แดงของ 3 จังหวัดชายแดนใต้ อย่าง อ.เบตง จ.ยะลา ถูกนับเป็นหัวเมืองหลักใน 3 เมืองของพื้นที่ที่จะต้องพัฒนาให้เป็นเมืองต้นแบบภายใต้สถานการณ์ควันปืน ที่แม้จะดีขึ้น แต่ความรุนแรงก็ยังคงไม่ได้จางหายไป

กระนั้น ทำไมจึงต้องเป็น “เบตง” เพราะภูมิพื้นที่ของเบตงถือเป็นเมืองโดดเดี่ยว ตั้งอยู่ใต้สุดของประเทศไทย ขณะที่การเดินทางต้องใช้ถนนหมายเลข 410 จาก อ.เมืองยะลาเข้าสู่พื้นที่ ในระยะทางราว 137 กิโลเมตร ท่ามกลางถนนที่คดเคี้ยวตัดภูเขา กอปรกับยังต้องผ่านพื้นที่เสี่ยงอีกด้วย

ดำรงค์ ดีสกูล นายอำเภอเบตง ตอบคำถามนี้ไว้อย่างน่าสนใจว่า แม้เบตงจะถือเป็นเมืองเล็ก ประชากรอาศัยอยู่ราว 7 หมื่นคน แต่ภายในเมืองกลับน่าดึงดูดสำหรับนักท่องเที่ยว ทั้งธรรมชาติที่สวยงาม วิถีวัฒนธรรมของคนไทยหลากหลายเชื้อชาติ แสงสีในยามค่ำคืน สถานที่ท่องเที่ยวอีกมากมาย รวมถึงอาหารต่างๆ องค์ประกอบเหล่านี้ได้ดึงดูดนักท่องเที่ยวโดยเฉพาะชาวมาเลเซีย สิงคโปร์ และจีน เข้ามาท่องเที่ยวในทุกๆ ปี

ที่สำคัญ เบตง แม้จะอยู่ในพื้นที่ก่อเหตุความไม่สงบ แต่ให้นับตัวเลขของความรุนแรงกลับเกิดขึ้นน้อยครั้งอย่างมาก โดยครั้งสุดท้ายเกิดเหตุระเบิดเมื่อปี 2557 และนับตั้งแต่นั้นมา ไม่มีเหตุใดเกิดขึ้นอีกเลย

“เพราะคนในพื้นที่เข้มแข็ง หวงพื้นที่ และไม่ต้องการความรุนแรงใดๆ เกิดขึ้น ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่ทั้งทหาร ตำรวจ ฝ่ายปกครอง ร่วมมือกันวางกำลังรักษาความปลอดภัยทั่วทั้งเมือง ความเข้มแข็งในจุดนี้ ถือว่าหยุดความรุนแรงให้ชะงักได้เลย” ดำรงค์ ให้ความเห็น

กระนั้น แม้ อ.เบตง จะต้องถูกผลักดันพัฒนาอย่างเร่งด่วนตามนโยบายของรัฐ เพื่อดึงเม็ดเงินและกระตุ้นการท่องเที่ยวให้กับคนในพื้นที่ และอีกนัยก็เพื่อให้เป็นเมืองต้นแบบอย่างที่กล่าวเอาไว้

แต่สิ่งหนึ่งที่นายอำเภอเบตงไม่อาจละเลย เพราะแม้เมืองจะพัฒนาไปมากแค่ไหน วิถีชีวิตของคนในพื้นที่จะต้องไม่ได้ผลกระทบ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มคนไทยเชื้อสายจีน คนไทยพุทธ และคนไทยมุสลิม จะต้องอยู่อย่างมีความสุขควบคู่ไปกับการพัฒนาเมืองเบตง

เบตง จะพัฒนาอย่างก้าวกระโดด

สิ่งสำคัญที่จะทำให้เบตงเป็นเมืองต้นแบบด้านการพัฒนาเพื่อการพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน องค์ประกอบความสำเร็จจะมาพร้อมการลงทุนจากภาครัฐ กรอบวงเงิน 1,900 ล้านบาท ถูกเทเข้าสู่พื้นที่เพื่อสร้างสนามบินเบตง บนพื้นที่กว่า 900 ไร่ มีหลุมจอดเครื่องบินขนาด 70 ที่นั่ง 3 ลำ ที่ ต.ยะรม อ.เบตง ซึ่งห่างจากตัวเมืองเบตงไปทางทิศเหนือในระยะทางราว 10 กิโลเมตร

สนามบินแห่งนี้จะช่วยในการเดินทางของนักท่องเที่ยว นักธุรกิจ ทั้งชาวไทยและต่างชาติให้มาที่เบตงได้สะดวกยิ่งขึ้น ขณะที่การก่อสร้างมีความคืบหน้าและคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2562

นอกจากนี้ เงินอีก 90 ล้านบาทจะถูกนำมาใช้ก่อสร้างจุดชมวิวพื้นกระจก หรือ Sky Walk ที่เทือกเขาอัยเยอร์เวง หรือเขาไมโครเวฟ ที่เป็นจุดชมทะเลหมอกที่สวยไม่แพ้ภาคเหนือของเมืองไทย และชมได้ตลอดทั้งปี ทั้งนี้ Sky Walk จะช่วยให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสกับทะเลหมอกอย่างใกล้ชิดมากขึ้น และที่สำคัญ Sky Walk ชมทะเลหมอกที่เทือกเขาอัยเยอร์เวง จะเป็นแลนด์มาร์คสำคัญที่นักท่องเที่ยวสามารถชมทะเลหมอกได้อย่าง 360 องศา ซึ่งจะยิ่งใหญ่และสวยที่สุดในทวีปเอเชีย

สถานที่ท่องเที่ยวในเบตงยังมีอีกมากมาย ทั้งอุโมงค์ปิยะมิตร ที่เคยเป็นสถานที่ต่อสู้ในอดีตของคนจีนมลายูพลัดถิ่น ซึ่งอุโมงค์ที่เคยใช้เป็นพื้นที่หลบซ่อนภัยทางอากาศ ได้แปรเปลี่ยนเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่คงเอกลักษณ์ดั้งเดิมเอาไว้ เพื่อรอให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัส หรืออาหารการกินที่มีความอุดมสมบูรณ์ และเป็นอาหารเฉพาะถิ่นที่หากินได้ที่เบตงเท่านั้น ทั้งข้าวมันไก่เบตง หรือปลากือเลาะห์ ที่ได้รับความนิยมอย่างมากในหมู่นักท่องเที่ยวต่างชาติ และแน่นอนว่าสร้างเม็ดเงินให้กับคนในพื้นที่ไม่น้อย

บรรยากาศรอบเมืองเบตงที่ได้สัมผัส พบว่ามีเสน่ห์ดึงดูดที่น่าสนใจ ความน่ากลัวจากคนนอกที่มองว่าเบตง หรือเมืองอื่นๆ ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ยังคงอันตรายนั้น หากได้มาสัมผัสกับวิถีการดำรงชีวิตของคนในพื้นที่ รอยยิ้มที่จริงใจแผ่ซ่านให้กับคนแปลกหน้า ความกลัวก็น่าจะจางลงไปพร้อมกับควันปืนด้วยเช่นกัน และท้ายสุด เบตงอาจจะเป็นเมืองที่นำความสำเร็จไปสู่การกลืนสถานการณ์ความรุนแรงให้หายไปก็เป็นได้

ดอกไม้ชายแดนใต้ “เบตง” บนความเจริญในวันนี้

มนต์เสน่ห์และความพิเศษ หรืออัตลักษณ์เมืองในหุบเขา รวมถึงความประทับใจของเบตง ในฐานะคนที่เกิดที่นั่น ฝังรกรากที่นั่น ดุสิต ศิลากอง รองผู้อำนวยการ World Film Festival of Bangkok หลายสมัย ซึ่งเป็นชาวเบตงโดยกำเนิด ครอบครัวฝังรกรากที่นี่มายาวนานตั้งแต่รุ่นบรรพบุรุษที่อพยพมาเป็นคนจีนโพ้นทะเลที่นี่ จนกลายเป็นชาวเบตงแท้ที่มีส่วนร่วมสร้างบ้านแปลงเมืองจนถึงทุกวันนี้

ดุสิต เล่าถึงจุดเด่นของเบตงว่า หลักๆ ทั่วไปคงเป็นเรื่องของอากาศที่มีอุณหภูมิเฉลี่ย 25 องศาเซลเซียสทั้งปี และอาหารการกินที่หลากหลาย

“ด้วยว่า อ.เบตง มีขนาดเล็กกะทัดรัด และด้วยอายุของอำเภอที่มีอายุ 110 ปี ทำให้ผู้สูงอายุรุ่นที่ 2 ที่มีอายุระหว่าง 70-80 ยังมีอยู่ค่อนข้างมาก จึงยังทำให้วัฒนธรรมและประเพณีในอดีตยังคงดำเนินต่อไป การเป็นเมืองเล็กทำให้บรรยากาศของเมืองเต็มไปด้วยการทักทายกันบนท้องถนน ทำให้มันดูอบอุ่น การไปมาหาสู่ทำได้ง่าย”

จากสถานการณ์ความรุนแรงใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ส่งผลกระทบต่อผู้คนในเบตง เปลี่ยนแปลงขนาดไหน ดุสิตชี้ว่าสถานการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นมีผลกระทบต่อ อ.เบตงน้อยมาก เพราะเศรษฐกิจส่วนใหญ่มาจากเม็ดเงินของนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซีย

“ความเข้าใจกันระหว่างคนเบตง กับคนใน อ.เมืองยะลา เรียกได้ว่าแทบจะไม่รู้จักกัน คนทั้งสองพื้นที่ไปมาหาสู่กันน้อยมาก คนเบตงส่วนใหญ่จะไปที่ อ.หาดใหญ่ หรือไม่ก็ไปปีนังมากกว่า อีกทั้งด้วยความที่เบตงเป็นเมืองเข้าออกทางเดียว การจะทำเหตุรุนแรงอะไรทำได้ค่อนข้างยาก ถึงแม้จะมีเหตุความรุนแรงบ้าง แต่การจับกุมใช้เวลาไม่มากก็ทำการจับกุมสำเร็จ และไม่มีข้อครหาเรื่องการจับแพะเลย ไม่เหมือนกับพื้นที่อื่น”

การวางเบตงให้เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ หรือเมืองต้นแบบสามเหลี่ยมเศรษฐกิจ คิดว่าดีหรือเหมาะสมอย่างไร? ดุสิตชั่งใจและบอกว่า เรื่องนี้ตอบได้ยากมาก แต่ถ้าพูดจากส่วนลึก ไม่ค่อยเหมาะสมเท่าไหร่ แต่ถ้าวางเป็นเมืองท่องเที่ยว และเป็นด่านย่อย น่าจะดีกว่าเพราะส่วนของภาครัฐไม่ได้เริ่มลงมือทำความเข้าใจเรื่องอะไรพวกนี้เลย รวมไปถึงระบบโลจิสติกส์ที่ยังไม่ได้วางแผนอะไรเลย

“ในแง่เศรษฐกิจภายในประเทศ อย่างที่กล่าวไว้ด้านบน คนเบตงไม่ค่อยได้มีการปฏิสัมพันธ์กับคนทางยะลา ปัตตานี หรือนราธิวาส ตอนนี้ดูเหมือนคนจากที่ดังกล่าวเริ่มทยอยเดินทางมาเที่ยวทะเลหมอก ที่ ต.อัยเยอร์เวงมากขึ้น แต่ไม่เข้ามาถึงตัว อ.เมือง เพราะค่าครองชีพที่เบตงถือว่าสูงมาก

“เรื่องความรุนแรงใน 3 จังหวัดชายแดนส่วนใหญ่เกิดระหว่างทาง ซึ่งเป็นเส้นทางเดินทาง เช่น ที่ อ.รามัน กรงปินัง ที่ชาวบ้านยังกลัวกันอยู่ หากยังคงมีข่าวแบบนี้ต่อไปก็ยากที่จะมีการทำการค้าต่อกัน ในแง่เศรษฐกิจระหว่างประเทศ โดยเฉพาะจากประเทศมาเลเซีย เฉพาะจุดของเบตง ไม่น่าจะใช่เส้นทางลำเลียงสินค้านำเข้าหรือส่งออกที่สำคัญมากนัก เนื่องจากท่าเรือที่บัตเตอร์เวิร์ทของประเทศมาเลเซีย ที่มีการนำเข้าสินค้าจากประเทศจีนจำนวนมหาศาล รวมไปถึงการตั้งโรงงานขนาดใหญ่ของบริษัทต่างชาติดังๆ ที่บริเวณสะพานข้ามทะเลอันใหม่ของเกาะปีนัง การลำเลียงสินค้าผ่านด่านที่สะเดา สะดวกกว่ามาก

“เรื่องการท่องเที่ยวตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน คนมาเลเซียที่เดินทางมาท่องเที่ยวส่วนใหญ่เป็นคนละแวกๆ ชายแดน และมาจากเมืองอิโปห์เสียส่วนใหญ่ ที่น่าแปลกใจคือคนจากปีนัง ที่มีระยะห่างแค่ 125 กิโลเมตร เดินทางมาเที่ยวน้อยมาก ซึ่งปัญหาเหล่านี้ยังไม่ได้รับการพูดถึง ยังไม่รวมไปถึงศักยภาพของคน ที่ปัจจุบันคนอายุ 45 ลงไป พื้นฐานทางภาษาอังกฤษ และจีน และอาจรวมไปถึงภาษาบาฮาสามาเลย์ ถือว่าไม่ดีเอาเสียเลย อันนี้น่าเป็นห่วง คนเชื้อสายมาเลย์ ฝั่งมาเลเซียเอง ภาษาอังกฤษก็เลวร้ายพอๆ กัน”

สนามบินมูลค่า 1,900 ล้านบาท ที่จะเสร็จในปี 2562 จะเปลี่ยนแปลงเบตงให้ยกระดับขึ้นอีกขั้นไหม? ดุสิตยอมรับว่า แน่นอน เพราะอย่างน้อยก็จะต้องมีคนไทยเดินทางมาท่องเที่ยวมากขึ้น ไม่ต้องกังวลเรื่องที่จะเดินทางผ่านเส้นทางยะลา-เบตง ทำให้เทศกาลอาหารและผลไม้ของเบตงจะต้องคึกคักเป็นอย่างมาก รวมไปถึงการเข้ามาลงทุนของคนนอกที่จะต้องมีเข้ามาแน่นอน

“หากเป็นไปตามความเห็นกว้างๆ ก็อยากจะให้มันสำเร็จไปตามแผนที่รัฐได้วาดโครงการมา รวมไปถึงความสงบ แต่มันคงยังตอบอะไรมากไม่ได้ว่ามันจะเป็นไปตามเป้าหมายหรือเปล่า ทั้งนี้เพราะการเติบโตของโรงแรมที่พัก ถนนหนทาง การจัดการเมืองให้เป็นระเบียบ ยังดูไม่ดีนัก รวมไปถึงการพัฒนาทักษะด้านภาษา และช่างฝีมือก็ยังน้อย นี่ยังไม่รวมถึงระดับการักษาของโรงพยาบาลที่เครื่องไม้เครื่องมือเองก็ยังไม่ทันสมัยเอาเสียเลย ซึ่งในกรณีหลังเป็นเรื่องที่ไม่มีใครให้น้ำหนักกันมากนัก แต่ผมเชื่อว่านี่เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญ เพราะการมาท่องเที่ยว หรือจะมาประกอบธุรกิจที่นี่นานๆ เรื่องสาธารณสุขพื้นฐานเป็นเรื่องที่มองข้ามไม่ได้”

สุดท้าย ดุสิต ก็สรุปตามประสาคนท้องถิ่นที่เห็นการเปลี่ยนแปลงของเบตงในรอบเกือบครึ่งศตวรรษที่ผ่านมาว่า เบตงเป็นเมืองที่น่ามาท่องเที่ยวพักผ่อน อากาศดี อาหารอร่อย แต่ยังไม่เหมาะนักกับการลงทุนทำธุรกิจ เพราะจำนวนคนที่นั่นยังน้อย ส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ และเด็ก

“ดังนั้นกำลังซื้อไม่ดีมากนัก ผู้สูงอายุมีเงินแต่ไม่ใช้ เด็กอยากใช้แต่ไม่มีเงิน ก็หวังแค่ว่าหากประชากรผู้อยู่อาศัยมากขึ้น เบตงเป็นหนึ่งในที่ที่น่าลงทุนที่หนึ่งในประเทศไทยอย่างแน่นอน”

 

ภูกระดึง ภูงามกับความทรงจำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 มิถุนายน 2560 เวลา 07:40 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/499004

ภูกระดึง ภูงามกับความทรงจำ

โดย…สืบสิน ภาพ : คลังภาพโพสต์ทูเดย์

หลังจากที่กองอุทยานแห่งชาติภูกระดึง ประกาศปิดฤดูกาลการท่องเที่ยวไป เมื่อวันที่ 31 พ.ค. 2560 แล้วจะเปิดรับนักท่องเที่ยวอีกครั้งในราวต้นเดือน ต.ค.ของทุกปี นับเป็นเวลาถึง 8 เดือน ซึ่งเชื่อว่าเป็นช่วงเวลาที่นักท่องเที่ยวได้ชื่นชมธรรมชาติอันงดงามกันอย่างเต็มอิ่ม แต่รู้ไหมว่าภูแห่งนี้มีเรื่องเล่าขานกันได้ทุกวันอย่างไม่รู้เบื่อเลยทีเดียวครับ

บ้างก็ว่าภูแห่งนี้เป็นบทพิสูจน์รักแท้อย่างดีเยี่ยม เพราะด้วยเส้นทางการไต่ขึ้นภูระยะทางกว่า 9 กิโลเมตร คือขึ้นเขา 5 กิโลเมตร บวกทางราบอีกประมาณ 3-4 กิโลเมตร เราก็จะได้รู้กันล่ะว่าจะพาคนที่เรารักไปถึงยอดเขาหรือไม่ และถ้าหากเขาคนนั้นสามารถร่วมเดินทางไปกับคุณจนกระทั่งถึงยอดดอย และคอยช่วยเหลือดูแลกันและกันเป็นอย่างดีแล้วละก็ เขาก็คือรักแท้ของเราเป็นแน่แท้ ที่ร่วมกันพิชิตภูกระดึง รวมไปถึงกลุ่มเพื่อนๆ และทุกคนที่ได้ไปสัมผัสต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ตอนเดินเหนื่อยมากๆ แต่พอได้ไปสัมผัสกับธรรมชาติบนยอดภูกระดึง แล้วมันรู้สึกหายเหนื่อยและคุ้มค่าจริงๆ

โดยส่วนตัวผมแล้วลองนับย้อนดูแทบไม่น่าเชื่อว่าผมนั้นเดินทางไปพิชิตภูนี้มาแล้วถึง 7 ครั้ง และแต่ละครั้งก็มีความหมายและความทรงจำที่ดีเสมอ ผมลืมความเหน็ดเหนื่อยไปเป็นปลิดทิ้ง เวลาบอกเล่าให้ใครต่อใครฟังก็จะพูดถึงความงดงามในแต่ละปีที่ไม่ซ้ำกันเลยสักครั้ง และปีที่ผมรู้สึกประทับใจมากที่สุดที่มาพิชิตภูแห่งนี้ก็คือเมื่อคราวที่เดินทางไปเที่ยวในช่วงปลายฝนต้นหนาว ภูกระดึงแห่งนี้จะโอบอุ้มความชุ่มชื่นเอาไว้ให้คอยต้อนรับคนที่ไปเยือนให้ได้สัมผัสกันอย่างเต็มปอด มองไปทางไหนก็เห็นแต่สีเขียว น้ำตกน้ำก็ใสและมากกว่า แม้จะต้องเผชิญกับหอยทากมากกว่าช่วงเวลาอื่น แต่สารภาพเลยว่าหลงรักภูกระดึงมากที่สุดก็คราวนี้ คราวที่สายฝนกำลังบอกลาและต้อนรับฤดูหนาวมาเยือนนั่นเอง

ภูกระดึงเป็นอุทยานแห่งชาติลำดับที่ 2 ของบ้านเรา ตั้งอยู่ในท้องที่ ต.ศรีฐาน อ.ภูกระดึง จ.เลย เป็นภูเขาหินทรายยอดตัด เป็นที่ราบขนาดใหญ่ มีเนื้อที่ประมาณ 60 ตารางกิโลเมตร มีความสูง 400-1,200 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลางเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่ได้รับความนิยมมากแห่งหนึ่งของเมืองไทย จุดสูงสุดอยู่ที่บริเวณคอกเมย มีความสูง 1,316 เมตรจากระดับน้ำทะเล

สภาพทั่วไปของภูกระดึง ประกอบไปด้วยพรรณไม้นานาชนิด สัตว์ป่านานาพันธุ์ หน้าผา ทุ่งหญ้า ลำธาร และน้ำตก อีกทั้งยังเป็นพื้นที่ต้นน้ำของลำน้ำพองซึ่งเป็นลำน้ำสายสำคัญสายหนึ่งของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ด้วยความสูง บรรยากาศ และสภาพอากาศที่เย็นสบายตลอดปีบนยอดภูกระดึง โดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาวอุณหภูมิอาจลดต่ำจนถึง 0 องศาเซลเซียส จึงเป็นแรงจูงใจให้นักท่องเที่ยวปรารถนาและหวังจะเป็นผู้พิชิตยอดภูกระดึงสักครั้งหนึ่งในชีวิต

มาถึงภูแห่งนี้ก็มีจุดท่องเที่ยวให้เราได้ไปสัมผัสกันมากมายแบบไม่รู้เบื่อ

ผานกแอ่น เป็นลานหินเล็กๆ มีสนต้นหนึ่งขึ้นโดดเด่นอยู่ริมหน้าผา เป็นจุดท่องเที่ยวชมพระอาทิตย์ขึ้นที่สำคัญ อยู่ห่างจากที่พักศูนย์วังกวางเพียง 2 กิโลเมตร ในทุกเช้าของหน้าหนาวจะมีนักท่องเที่ยวนิยมถ่ายรูปกันอย่างสนุกสนาน ในตอนเช้าจะต้องไปพร้อมเจ้าหน้าที่เสมอ ห้ามไปเองเพราะอาจได้รับอันตรายจากสัตว์ป่า ริมทางเดินใกล้ผานกแอ่นยังเป็นสวนหินมีดอกกุหลาบป่าขึ้นอยู่เป็นดงใหญ่ซึ่งจะบานสะพรั่งเต็มต้น

ผาหล่มสัก ว่ากันว่าถ้าไม่มาชมพระอาทิตย์ตกที่นี่ก็เหมือนไม่ได้มาเยือนภูกระดึง ตัวผาหล่มสักอยู่ห่างจากผาแดง 2.5 กิโลเมตรหากเดินมาจากแยกศูนย์โทรคมนาคมกองทัพอากาศ บนเส้นทางน้ำตก แต่ถ้าเดินจากที่พักศูนย์วังกวางจะมีระยะประมาณ 9 กิโลเมตร ด้วยลักษณะแผ่นที่มีหินแปลกตากับโค้งกิ่งสนที่รองรับกันพอดิบพอดี ถือว่าเป็นจุดไฮไลต์ของที่นี่ และกลายเป็นสัญลักษณ์สำคัญของอุทยานแห่งชาติภูกระดึง

ผาหมากดูก อยู่ห่างจากศูนย์บริการนักท่องเที่ยว 2.5 กิโลเมตร เป็นผาที่มีลานหินกว้างขวาง เป็นผาสำหรับชมพระอาทิตย์ตกที่ใกล้ที่พักมากที่สุด สามารถชมทิวทัศน์ภูผาจิตในเขตอุทยานแห่งชาติน้ำหนาว ในช่วงต้นฤดูฝนจะมีดอกกระเจียวขึ้นเต็มทุ่งตามเส้นทางสู่ผาหมากดูก

น้ำตกวังกวาง อยู่ใกล้ที่พักศูนย์วังกวางมากที่สุดโดยมีระยะทางห่างแค่ราว 1 กิโลเมตรเท่านั้น วังกวางเป็นน้ำตกเล็กๆ ชั้นที่สูงสุดจะสูงประมาณ 7 เมตร จะมีความสวยงามมากในช่วงฤดูฝน ตั้งแต่เดือน พ.ค.-ต.ค. บริเวณนี้จะมีทากชุมเพราะเป็นด่านช้าง หรือทางช้างเดิน

น้ำตกถ้ำสอเหนือ อยู่ห่างจากศูนย์บริการนักท่องเที่ยววังกวาง 4.8 กิโลเมตร เป็นน้ำตกขนาดกลาง สูง 10 เมตร น้ำไหลมาจากผาเป็นม่านน้ำตก บริเวณเหนือน้ำตกมีดงกุหลาบแดง ซึ่งในช่วงฤดูร้อนจะผลิดอกสร้างสีสันให้กับบริเวณนี้ให้สวยงามยิ่งขึ้น

น้ำตกเพ็ญพบใหม่ เกิดจากลำธารวังกวาง น้ำตกผ่านผาหินรูปโค้ง ในหน้าหนาวใบเมเปิลที่อยู่บริเวณริมน้ำตกจะร่วงหล่นลอยไปตามผิวน้ำ ตัดกับสีเขียวของตะไคร่น้ำตามโขดหินงดงามมาก

ลำธารวังกวางเป็นต้นกำเนิดของน้ำตกโผนพบ ซึ่งตั้งชื่อเป็นเกียรติแก่ โผน กิ่งเพชร นักชกแชมเปี้ยนโลกคนแรกของชาวไทยในฐานะเป็นผู้ค้นพบคนแรกเมื่อคราวที่ขึ้นไปซ้อมมวยให้ชินกับอากาศหนาว ก่อนเดินทางไปชกในต่างประเทศ

สระอโนดาต อยู่ห่างจากศูนย์บริการนักท่องเที่ยว 2.7 กิโลเมตร เป็นสระน้ำขนาดไม่ใหญ่นักที่มีต้นสนขึ้นเป็นแนวใกล้กันยังมีลานกินรี ซึ่งเป็นสวนหินธรรมชาติที่อุดมไปด้วยพรรณไม้ ทั้งพวกกินแมลงอย่างดุสิตา หยาดน้ำค้าง หรือเฟิร์นนานาชนิด

อุทยานแห่งชาติภูกระดึงยังมีสถานที่น่าสนใจอีกหลายแห่ง ทั้ง น้ำตกรัตนา น้ำตกพระองค์ น้ำตกธารสวรรค์ ผาแดงผาส่องโลก ผานาน้อย ผาจำศีล สวนสีดา เรียกได้ว่าบนยอดเขาอันเป็นที่ราบแสนมหัศจรรย์แห่งนี้ยังเป็นที่รอคุณพิชิต และสัมผัสธรรมชาติอันงดงามตลอดทั้งฤดูกาล

สำหรับการเดินทางขึ้นภูกระดึงนั้น ทางอุทยานจะอนุญาตให้นักท่องเที่ยวเดินขึ้นได้ตั้งแต่เวลา 07.00-14.00 น.ของทุกวัน และหลังจากเวลา 14.00 น.เป็นต้นไป ทางอุทยานจะไม่อนุญาตเพราะระยะทางในการเดินทางขึ้นเขาต้องใช้เวลาในการเดินเท้าประมาณ 4-5 ชั่วโมง ซึ่งจะตรงกับเวลาพลบค่ำในระหว่างทาง ดังนั้นอาจจะทำให้เกิดความยากลำบาก อีกทั้งอาจได้รับอันตรายจากสัตว์ป่าที่ออกหากินในเวลา
กลางคืนอีกด้วย

 

 

ดีไซน์ใหม่ฉลองทศวรรษ สยาม แอ็ท สยาม กรุงเทพฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 มิถุนายน 2560 เวลา 13:31 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/498959

ดีไซน์ใหม่ฉลองทศวรรษ สยาม แอ็ท สยาม กรุงเทพฯ

โดย…นิทรา ราตรี

 10 ปีที่ผ่านมา ไม่ได้ทำให้ สยาม แอ็ท สยาม ดีไซน์ โฮเต็ล กรุงเทพฯ ดูน่าตื่นเต้นน้อยลงเลย

จากวันแรกของการเป็นดีไซน์ โฮเต็ล สัญชาติไทยแห่งแรกที่สร้างความแตกต่างด้วยจุดเด่นเฉพาะตัวในคอนเซ็ปต์ อินดัสเทรียล ชิก ดีไซน์ (Industrial Chic Design) จนถึงวันนี้ในโอกาสครบรอบ 10 ปี สยาม แอ็ท สยาม ก็ยังสร้างสิ่งใหม่ที่ชิกกว่าเดิม

ไม่ว่าจะเป็นการปรับโฉมดีไซน์ห้องพักทั้ง 202 ห้องให้มีสีสันสดใส ปรับการตกแต่ง “My Club” Executive Lounge เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ใช้บริการชั้นบิซิเนส และการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่กับการเปิดตัวห้องพักโฉมใหม่จำนวน 20 ห้องบนชั้นเฮอริเทจ

เฮอริเทจ ฟลอร์ เป็นการเปลี่ยนพื้นที่สปาในชั้น 10 ให้กลายเป็นห้องพักสุดเอ็กซ์คลูซีฟ โดยดึงเสน่ห์ของสถาปัตยกรรมไทยโคโลเนียลสมัยรัชกาลที่ 6 มาใส่ไว้ โดยแต่ละห้องมีความสงบนิ่งด้วยผนังโทนสีขาวสะอาดตา ประกอบกับแนวไม้สลับเส้นสายแผงประกลสีดำเน้นความเป็นไทย มีกระเบื้องลวดลายหัวไม้ซับซ้อนแปลกตาตามยุคสมัยของฝรั่งต่างชาติที่ตกแต่งบ้านพักในช่วงรัชกาลที่ 6 และภาพวาดจากช่างศิลป์ไทยที่แฝงพลังของธาตุทั้งสี่ไว้เพื่อสร้างความสมดุล

 อย่างไรก็ตาม ห้องพักทุกห้องยังคงโดดเด่นเรื่องความสบายของเครื่องนอน ความทันสมัยของอุปกรณ์และเครื่องใช้ต่างๆ พร้อมพื้นที่ใช้สอยกว้างขวางอย่างห้องเฮอริเทจก็ได้แบ่งพื้นที่ห้องนอนและห้องนั่งเล่นแยกจากกัน

นอกจากนี้ บริเวณล็อบบี้ได้สร้างความตื่นตาตื่นใจด้วยการปรับเปลี่ยนชิ้นงานศิลปะเดิมที่เป็นสไตล์โมเดิร์นอาร์ตให้กลับมามีกลิ่นอายความเป็นไทยมากขึ้น ทั้งเรื่องราวลึกลับของป่าหิมพานต์ ความซุกซนของหนุมาน จักรวาล 12 ราศี ภาพเขียนชุดคัลเลอร์ ออฟ กรุงเทพฯ และภาพเขียนพ่อของแผ่นดิน ซึ่งทั้งหมดได้สร้างบรรยากาศเสมือนเป็นแกลเลอรี่อาร์ตที่น่าพักที่สุด

ส่วนอื่นๆ ของโรงแรมก็ยังให้ความสะดวกสบายอยู่ครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นสระว่ายน้ำสไตล์พาโนรามา ฟิตเนส และห้องอาหาร 3 ห้อง 3 สไตล์ ได้แก่ ปาร์ตี้ เฮาส์ วัน แหล่งรวมความสนุกสนานแห่งสยาม เดอะรูฟ แกสโตร บนชั้น 25 เสิร์ฟอาหารสไตล์เฟรนช์-เมดิเตอร์เรเนียน พร้อมวิวกรุงเทพฯ แบบ 360 องศา และลา วู บริการอาหารฝรั่งเศสและไวน์จากแคว้นต่างๆ ในฝรั่งเศสด้วย

กล่าวได้ว่า การเปลี่ยนแปลงทั้งหมดช่างสมกับการฉลองครบ 10 ปีของ สยาม แอ็ท สยาม ดีไซน์ โฮเต็ล กรุงเทพฯ และสมกับการทุ่มงบกว่า 150 ล้านบาท เพื่อตอกย้ำความเป็นดีไซน์ โฮเต็ล แห่งแรกในประเทศไทย ซึ่งเชื่อว่าก็ยังคงเป็นแห่งเดียวในใจของใครหลายคน

Price:ห้องพักเฮอริเทจราคาเริ่มต้นที่ 11,182 บ. รวมอาหารเช้า 2 ท่าน

Place: เกษมสันต์ ซ. 3 ใกล้กับบีทีเอสสนามกีฬาแห่งชาติ มาบุญครอง และย่านสยาม โทร. 02-217-3000 เว็บไซต์ www.siamatsiam.com

Promotion: ห้องพักทุกประเภทลด 10 % เมื่อจองผ่านเว็บไซต์ www.siamatsiam.com สำหรับการจองและเข้าพักตั้งแต่วันนี้ – 31 ก.ค. 2560

 

ระยองไม่มีทะเล มีแต่เสน่ห์แห่งฤดูกาล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 มิถุนายน 2560 เวลา 13:21 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/498954

ระยองไม่มีทะเล มีแต่เสน่ห์แห่งฤดูกาล

โดย…กาญจน์ อายุ

 ตระเตรียมพุงและใจไว้ให้ดี เพราะการเดินทางในครั้งนี้จะเต็มไปด้วยของกินและเรื่องที่ดีต่อใจ

ประเด็นแรกอยู่ที่งานเทศกาลสวนผลไม้ และของดีภาคตะวันออก ประจำปี 2560 โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ร่วมกับ 4 จังหวัดภาคตะวันออก ได้แก่ ระยอง จันทบุรี ตราด และปราจีนบุรี จัดขึ้นเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงเกษตร (Agro Tourism) สร้างมูลค่าเพิ่มให้ผลผลิตทางการเกษตรของไทยและช่วยเหลือเกษตรกรไทย

พูดง่ายๆ คือ ททท.กำลังเชิญชวนคนไทยมากินผลไม้ในสวน โดยได้จัดโปรโมชั่นพิเศษ แจกคูปองชิมผลไม้มูลค่า 100 บาท เพื่อใช้เป็นส่วนลดค่าบุฟเฟ่ต์ผลไม้จำนวน 20 แห่งจาก 4 จังหวัด (เฉพาะวันอาทิตย์-พฤหัสบดี) ซึ่งสวนทั้งหมดพร้อมเปิดบริการให้นักท่องเที่ยวเข้าชมสวนตั้งแต่ตอนนี้ถึงเดือน ก.ค. 2560

ตึกเก่าในซอกซอยย่านยมจินดา

 อย่างสวนยายดา-เจ๊บุญชื่น จ.ระยอง คิดราคาบุฟเฟ่ต์คนละ 350 บาท กินได้ไม่อั้นทั้งทุเรียนหมอนทอง ทุเรียนชะนี สละพันธุ์สุมาลี เงาะโรงเรียน มังคุด และเพิ่มเติมด้วยของคาวอย่างส้มตำ ไก่ทอด และข้าวเหนียว ซึ่งทั้งหมดจะนำมาวางไว้ให้หยิบรับประทานแบบฟรีสไตล์ ไม่ได้ให้เข้าไปเด็ดจากต้นเหมือนที่หลายคนคิดไว้

บุฟเฟ่ต์ชนิดนี้จะไม่จำกัดเวลารับประทาน แต่มีข้อห้ามเพียงข้อเดียวคือ ห้ามนำกระเป๋าใบใหญ่เข้าสวน เพราะกลัวคนจะติดใจหยิบกลับบ้าน แต่หากใครอยากซื้อฝาก หน้าสวนจะมีร้านขายในราคาย่อมเยาแบบที่คนกรุงเทพฯ ต้องร้องว้าว เช่น เงาะโรงเรียน 4 โล 100 บาท ทุเรียนหมอนทองโลละ 100 บาท สละโลละ 70 บาท ซึ่งเป็นราคาที่หาซื้อในท้องตลาดเมืองกรุงไม่ได้

นอกจากนี้ ในช่วงผลไม้ดก ราคาดี ซึ่งในแต่ละปีมีเพียง 3 เดือนเท่านั้น (พ.ค.-ก.ค.) ททท.จึงเดินทางจัดกิจกรรมโครงการ “วันธรรมดา ลุยสวน (เที่ยว) ยกครัว” ใน จ.ระยอง และจันทบุรี โดยนักท่องเที่ยวที่เข้าพักโรงแรมในสองจังหวัดนี้ในวันธรรมดา จะได้รับคูปองเข้าสวนผลไม้ที่ร่วมกิจกรรม ใบละ 100 บาท จำนวน 2 ใบต่อ 1 ห้องพัก

บุฟเฟ่ต์ผลไม้สวนยายดา-ป้าบุญชื่น

 ในระยอง ได้แก่ สวนยายดา-เจ๊บุญชื่น สวนละไม สวนผู้ใหญ่เสวตร สวนลุงทองใบ สวนผู้ใหญ่สมควร และสวนสุภัทราแลนด์

ส่วนจันทบุรีมีที่ สวนเคพีการ์เด้น สวนเจริญชัย สวนป้าแกลบ สวนภูทิพย์ธารา อิสรีย์ฟาร์มม้าไทย และวิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวเชิงเกษตรชุมชน รักษ์เขาบายศรี

หากถามว่า ต้องไปสวนไหน คงต้องตอบว่าไปสวนไหนก็ได้ เพราะรสชาติของผลไม้จะไม่ต่างกัน เนื่องจากปลูกในดินจังหวัดเดียวกัน ตามสโลแกน “อร่อยทุกไร่ ชิมไปทุกสวน” แต่อาจจะต่างกันที่ราคาและการอำนวยความสะดวก ว่าจะบ้านๆ หรือแบบทัวร์ๆ

นกงูเผยลำคอยาวคล้ายงูขณะบินจากกิ่งไม้

 อย่างไรก็ตาม ททท.คาดว่าตลอดงานเทศกาลสวนผลไม้ปีนี้จะมีเงินหมุนเวียนกว่า 68 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นจาก 62 ล้านบาทในปีที่ผ่านมา ด้าน กฤษฎา รัตนพฤกษ์ ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคตะวันออก เผยว่า ในปีนี้มีผลไม้เยอะกว่าปีที่ผ่านมา จากปี 2559 ประสบภัยแล้งทำให้มีทุเรียนประมาณ 1 แสนตัน แต่ในปีนี้ที่สภาพอากาศดีกว่าทำให้มีทุเรียนมากถึง 3 แสนตัน

“จันทบุรีได้รับสมญานามว่าเป็น มหานครแห่งผลไม้ ซึ่งตำแหน่งนี้เขาสมควรได้รับ เพราะจันทบุรีเป็นจังหวัดที่มีพื้นที่ปลูกทุเรียน กล้วยไข่ และลำไยมากที่สุดในประเทศไทย เช่นเดียวกับระยองที่มีผลผลิตมากไม่แพ้กัน ดังนั้น การจัดกิจกรรมส่งเสริมทางการตลาดนี้จะช่วยให้เกษตรกรมีรายได้มากขึ้นทุกๆ ปี โดยเฉพาะอย่างยิ่งการขายผลไม้จากเจ้าของสวนสู่นักท่องเที่ยวโดยตรงจะทำให้เกษตรกรได้เงินเต็มเม็ดเต็มหน่วยและนักท่องเที่ยวเองก็จะได้สัมผัสบรรยากาศสวนผลไม้ของจริง”

ผู้อำนวยการภาคตะวันออก ยังกล่าวด้วยว่า ในปีแรกที่ ททท.ทำกิจกรรม อร่อยทุกไร่ ชิมไปทุกสวน กับสวนผลไม้มีเพียง 5 สวนเท่านั้นที่เข้าร่วม ทว่าในปีนี้เฉพาะระยองจังหวัดเดียวมีสวนผลไม้ที่พร้อมรองรับนักท่องเที่ยวมากกว่า 40 สวน หรือทั้ง 9 จังหวัดในภาคตะวันออกมีสวนผลไม้ที่เข้าร่วมโครงการไม่ต่ำกว่า 60 สวนแล้ว

มอเตอร์ไซค์ขับผ่านสตูดิโอเก่าบนถนนยมจินดา

 “สิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างคือ นักท่องเที่ยวต้องทำการบ้านก่อนไปสวนผลไม้ที่เลือกไว้ เพราะสวนผลไม้ไม่ใช่โรงงานผลไม้ วันนี้สุก พรุ่งนี้อาจไม่สุกก็มี โดยเฉพาะคอทุเรียนที่ต้องถามให้ละเอียดว่า ที่สวนมีพันธุ์อะไรบ้าง เพราะแต่ละสวนจะมีทุเรียนสายพันธุ์ท้องถิ่นที่ต่างกัน ดังนั้นแต่ละคนแต่ละกลุ่มที่ไปอาจไม่ได้กินผลไม้ชนิดเดียวกัน ซึ่งก็เป็นเสน่ห์อีกอย่างของการไปกินบุฟเฟ่ต์ผลไม้” กฤษฎา กล่าวเพิ่มเติม

อย่างไรก็ตาม นอกจากสีสันตะวันออกที่น่าไปชิมให้รู้รสแล้ว ททท.ยังมีกิจกรรม “ท้าเที่ยวข้ามภาค” เพื่อกระตุ้นให้คนไทยเดินทางไปเรียนรู้ภาคอื่นๆ อย่างที่ผ่านมา ติ๊ก-เจษฎาภรณ์ ผลดี พรีเซนเตอร์โครงการท้าเที่ยวข้ามภาคได้ไปเยือนสวนยายตา-เจ๊บุญชื่น และร่วมพิชิตภารกิจแกะเปลือกสละกับนักท่องเที่ยว

สำหรับใครที่อยากกินทุเรียน ตอนนี้ผลผลิตถือว่ามากถึงขีดสุดพร้อมรับนักท่องเที่ยวจากทุกภาค หรือสายอื่นๆ ทั้งเงาะ มังคุด สละ ระกำ สับปะรด ก็ถึงเวลาเตรียมพุงมาบุฟเฟ่ต์ ซึ่งถ้าให้ชัวร์ควรมาชิมภายในเดือน มิ.ย.นี้

ผลไม้สดๆ หน้าสวนผลไม้

นิยม ยมจินดา

เปลี่ยนบรรยากาศจากสวนผลไม้มาเดินย่อยในย่านเมืองเก่าระยอง บน “ถนนยมจินดา” ที่สองข้างทางยังมีบ้านเรือนเก่าที่บ้างได้แปรเปลี่ยนเป็นพิพิธภัณฑ์ ร้านอาหาร และร้านกาแฟสายวินเทจ

ยกตัวอย่าง บ้านบุญศิริ ที่ยังเป็นบ้านอยู่อาศัย ตั้งอยู่บนพื้นที่ 3 ไร่ ที่ดินด้านหน้าติดกับถนนยมจินดา ส่วนด้านหลังติดแม่น้ำระยอง ซึ่งเดิมทีที่ดินบนถนนยมจินดาทั้งหมดเป็นของพระยาศรีสมุทรโภคชัยโชคชิตสงคราม หรือ เกตุ ยมจินดา (ต้นตระกูลยมจินดา) ผู้ดำรงตำแหน่งเป็นผู้ว่าราชการเมืองระยองตั้งแต่ปี 2404-2445 และ 2452-2456 โดยบ้านบุญศิริถือเป็นบ้านหลังแรกบนถนนสายนี้ สร้างเสร็จตั้งแต่ปี 2474 ซึ่งเป็นบ้านพักอาศัยของบุตรสาวพระศรีสมุทรโภคฯ

ส่วนเรือนตึกแถวที่ขึ้นเรียงรายริมแม่น้ำระยอง ในอดีตเคยเป็นย่านการค้าด้วยความที่ตั้งอยู่บนสายแรกของเมืองระยอง และเป็นแหล่งการค้าแห่งแรกของเมืองชายฝั่งทะเลตะวันออก อย่างไรก็ตาม แม้กาลเวลาและถนนหนทางจะนำมาซึ่งความซบเซา แต่ชีวิตของถนนยมจินดายังไม่หมดลมหายใจ เพราะบ้านเรือนยังมีคนอยู่อาศัย ชาวบ้านยังช่วยกันรักษาสถาปัตยกรรเดิมไว้ และพยายามต่อยอดไปสู่แหล่งเรียนรู้ให้คนรุ่นใหม่มีจิตใจสืบสานความเป็นยมจินดาในวัยกว่าร้อยปี

หยดน้ำธรรมชาติจากหม้อข้าวหม้อแกงลิง

ชมนกชมไม้ สวนพฤกษศาสตร์ระยอง

เส้นทางสวนผลไม้มาบรรจบที่ “สวนพฤกษศาสตร์ระยอง” แหล่งชมป่าเสม็ดขาวโบราณที่ใหญ่ที่สุดในภาคตะวันออก ซึ่งวิธีการต้องนั่งเรือท้องแบนพร้อมเจ้าหน้าที่เป็นผู้ควบคุมเรือ เพื่อพาไปตามเส้นทางศึกษาธรรมชาติที่กำหนดไว้ เพื่อไม่ให้รบกวนธรรมชาติจนเกินไปและความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว

โดยจะล่องเรือไปบนบึงน้ำขนาดมหึมากว่า 3,800 ไร่ ที่เป็นแหล่งอาศัยของนกน้ำหลายชนิด อย่างเจ้าถิ่น นกงู หรือนกอ้ายงั่ว สีตัวดำเมี่ยม มีคอยาวเหมือนงู และนกปากห่าง ที่ชอบจับฝูงเกาะกิ่งไม้สอดสายตาหาปลาในน้ำ

บรรยากาศสองข้างทางจะเห็นแพหญ้าหนังหมาที่ดูเหมือนกลุ่มหญ้าลอยน้ำธรรมดา แต่มันแน่นหนาจนคนสามารถขึ้นไปเดินได้ ซึ่งไฮไลต์จะอยู่ลึกเข้าไป โดยจะผ่านกอหม้อข้าวหม้อแกงลิงขนาดใหญ่ บัวหลวงกลีบบาน และกลุ่มบัวบานขนาดจิ๋วที่ชูช่อดอกสีขาวเต็มผืนน้ำ

เปลือกต้นเสม็ดขาว

 จากนั้นเรือท้องแบนจะไปจอดเทียบท่าที่เส้นทางศึกษาธรรมชาติ ป่าเสม็ดขาวโบราณ ซึ่งพบเป็นเพียงแห่งเดียวในภาคตะวันออก และมีมาก ซึ่งไม่ผิดที่ใช้คำว่า ป่าเสม็ด

ส่วนประกอบของต้นเสม็ดขาวมีประโยชน์ทุกอย่างทั้ง เนื้อไม้ นำไปใช้เป็นเครื่องมือ เครื่องใช้ ใช้ก่อสร้าง ทำรั้วบ้าน นั่งร้าน เสาเข็ม ทำฟืน และเผาถ่าย เปลือกต้นไม้ ใช้ไปทำฝาบ้าน มุงหลังงคา ชุบน้ำมันยางทำไต้จุดไฟ หรืออุดรูรั่วของเรือ ใช้ย้อมแห อวน และใช้ห่อก้อนไต้สำหรับใช้จุดไฟ และใบ สามารถนำมาสกัดทำน้ำมันหอมระเหย

ลำต้นของมันจะแช่อยู่ในน้ำ ไม่ตาย เปลือกไม้มีสีขาวเหมือนกระดาษ รูปร่างบิดเบี้ยวดูน่าเกรงขามและดูช่างสวยงามเมื่อสะท้อนกับผิวน้ำในเวลาเดียวกัน

เงาเสม็ดขาวสะท้อนบนผิวน้ำ

 ทว่าสวนพฤกษศาสตร์ระยองไม่ได้เปิดเป็นแหล่งท่องเที่ยวเต็มตัว แต่เป็นแหล่งเรียนรู้เต็มที่ ดังนั้นก่อนเข้าไปต้องติดต่อกับสำนักงานเพื่อจัดเตรียมเรือและเจ้าหน้าที่ให้ข้อมูลทุกครั้ง รวมถึงช่วงนี้ฝนตกฟ้ารั่วเป็นประจำอาจต้องระวังเปียกเพราะเรือไม่มีหลังคา

ภาพจำของภาคตะวันออกในวันนี้ไม่มีแค่ทะเลหรือชายหาดเหมือนแต่ก่อน เพราะสีสันตะวันออกมีหลากหลายทั้งผลไม้ บ้านเรือน และธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ ซึ่งถึงเวลาที่คนไทยต้องออกไปหาสีสันใหม่ให้ชีวิต

นกปากห่างจับกลุ่มบนต้นไม้

นักท่องเที่ยวลองลงไปเดินบนแพหญ้าหนังหมา

เรือท้องแบนพาล่องบึงน้ำ

ดอกบัวบาน

 

 

ซิดนีย์ เมืองนี้ไม่ได้มีดีแค่โอเปร่าเฮ้าส์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 กรกฎาคม 2560 เวลา 09:21 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/500819

ซิดนีย์ เมืองนี้ไม่ได้มีดีแค่โอเปร่าเฮ้าส์

โดย…อาภารัตน์

 หากพูดถึงซิดนีย์ เมืองหนึ่งในรัฐนิวเซาท์เวลส์ที่มีชื่อเสียงที่สุดในออสเตรเลีย หลายๆ คนอาจจะรู้สึกว่าเมืองนี้ยังคงไกลตัวเกินไปที่จะออกเที่ยว เพราะนึกดูแล้วซิดนีย์ ก็ไม่ได้มีชื่อเสียงด้านไหนเป็นพิเศษ นอกเสียจากสัญลักษณ์ของเมือง อย่าง โอเปร่าเฮ้าส์ และสะพานฮาเบอร์บริดจ์ ตั้งโดดเด่นอยู่คู่กันเท่านั้นที่ชวนให้นึกถึง และที่สำคัญซิดนีย์ยังเคยได้รับการจัดอันดับให้เป็นเมืองที่มีค่าครองชีพสูงที่สุดในโลกอีกด้วย

เหตุนี้เองจึงทำให้นักท่องเที่ยวหลายๆ คนแอบขยาดอยู่เล็กๆ แต่ถ้าหากได้ลองไปใช้เวลาสัมผัสกับเมืองนี้ดีๆ จะพบว่าซิดนีย์ก็มีเสน่ห์และน่าสนใจอยู่ไม่ใช่น้อย

ด้วยความที่ออสเตรเลียเป็นประเทศที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 6 ของโลก จึงทำให้มีสภาพภูมิประเทศที่หลากหลาย เรียกว่าแทบจะหาได้ครบเลยทีเดียว ทั้งป่าเขา พื้นที่แห้งแล้งแบบทะเลทรายทางตอนกลางของประเทศ ยอดเขาที่ปกคลุมไปด้วยหิมะ เกาะแก่งน้อยใหญ่ ที่ซ่อนความงามชวนหลงใหล ของหาดทรายสีขาวหรือแนวปะการังที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่าง เกรทแบริเออร์รีฟที่สามารถมองเห็นได้จากชั้นบรรยากาศของโลก

มหาวิหารเซนต์แมรี่รูปทรงสวยงามที่มีอายุเก่าแก่กว่าร้อยปี ที่มีชื่อเสียงของซิดนีย์

 แต่ถ้าหากไม่รู้จะเริ่มต้นจากเมืองไหน แนะนำให้ลองสัมผัสประเทศนี้โดยเริ่มจากซิดนีย์ ก็เป็นความคิดที่ดีอยู่ไม่ใช่น้อย เพราะซิดนีย์เอง ก็มีครบทั้งแสงสีของเมืองใหญ่ ผู้คนกับวัฒนธรรมที่หลากหลายและธรรมชาติที่สวยงามซ่อนไว้ด้วยกัน

ว่าแล้วก็ลองแพ็กกระเป๋าแล้วมาเริ่มต้นสัมผัส “ซิดนีย์” ด้วยการเดินเล่นย่านใจกลางเมือง ซึ่งเป็นอีกเมืองที่เที่ยวง่าย ด้วยผังเมืองที่ได้รับการออกแบบอย่างเป็นระเบียบ ตัวอาคารและสถานที่สำคัญต่างๆ ถูกสร้างเรียงกันเหมือนจับวางไว้ในบล็อกสี่เหลี่ยม แต่ละบล็อกถูกคั่นด้วยทางข้ามสี่แยกขนาดเล็ก พร้อมสัญญาณไฟคนข้าม จึงทำให้การเดินเล่นในเมืองใหญ่ไม่ใช่เรื่องยากอะไร

ยิ่งถ้าใครที่ชื่นชอบการเดินเล่น เดินทอดน่องไป ชมวิวตึกเก่าๆ ที่ตั้งเรียงรายสลับกันไปกับตึกสูงๆ รูปทรงทันสมัย ผสมผสานความคลาสสิกทั้งเก่าและใหม่ไว้ได้อย่างลงตัว ก่อนจะแวะจิบกาแฟหรือช็อกโกแลตร้อนๆ ตามคาเฟ่ที่มีให้เลือกมากมาย เรียกว่าแทบทุกจะมุมตึกก็ว่าได้ เพราะการนั่งจิบกาแฟตามคาเฟ่ เป็นอีกหนึ่งไลฟ์สไตล์ที่ชาวออสซี่มักทำกัน

หลังจากนั้นจึงเริ่มต้นแวะเช็กอินตามสถานที่สำคัญต่างๆ ทั้งอาคารควีนวิคตอเรีย (Queen Victoria Building) หรือที่เรียกสั้นๆ ว่า QVB ห้างสรรพสินค้าเก่าแก่อายุกว่า 100 ปี ตัวตึกดีไซน์คลาสสิกสไตล์ยุโรป ที่เต็มไปด้วยสินค้าแบรนด์ดัง ร้านขนมและอาหาร

นกพิลิแกนที่อาศัยอยู่ตามธรรมชาติที่ The Entrance ในเมือง Newcastle

 ก่อนจะเดินหรือเลือกนั่งรถไฟฟ้าใต้ดิน มุ่งหน้าสู่ย่านเซอร์คูลาร์คีย์ แวะชม Custom House อาคารศุลกากรเก่าสไตล์ยุโรป บนถนน Alfred ที่ถูกปรับแต่งภายในให้กลายเป็นห้องสมุด พร้อมซ่อนผังเมืองของซิดนีย์ทั้งหมดไว้ ใต้แผ่นกระจกขนาดใหญ่บนพื้นของอาคาร ให้ได้เห็นซิดนีย์แบบย่อส่วน ที่สำคัญมาถึงแล้วต้องไม่ลืมแวะขึ้นไป ซิดนีย์ คาเฟ่ คาเฟ่เก๋ๆ ชั้นบนสุด พร้อมสั่งอาหารอร่อยจิบวิวสวยของอ่าวดาร์ลิ่งฮาเบอร์ ที่คลาคล่ำไปด้วยเรือแล่นสัญจรไปมาตลอดทั้งวัน

ถึงแม้ว่าซิดนีย์จะเป็นเมืองที่เคยได้ชื่อว่า มีค่าครองชีพสูงเป็นอันดับหนึ่งของโลก แต่ก็มีหลายๆ โปรแกรมทัวร์ ที่ทำได้ฟรีในซิดนีย์ ยิ่งในช่วงเข้าสู่หน้าหนาวของซิดนีย์แบบนี้ เมื่อพระอาทิตย์ลับขอบฟ้า เมืองนี้จะถูกแต่งแต้มไปด้วยแสงไฟหลากสีจากเทศกาลแสงสีเสียง Vivid Sydney ที่ถูกจัดยาวกว่า 23 วัน

ทำให้ฤดูหนาวของซิดนีย์มีสีสัน นับเป็นอีกหนึ่งเทศกาลใหญ่ประจำปีที่สามารถดึงดึงดูดเหล่านักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลกให้ต้องมาเห็นภาพของโอเปร่าเฮ้าส์ ที่ถูกแต่งแต้มสีจนแปลกตาด้วยการฉายภาพงานศิลปะเคลื่อนไหว ซึ่งจะถูกเปลี่ยนคอนเซ็ปต์ไปไม่ซ้ำกันในแต่ละปี เป็นภาพที่ชวนให้ตื่นตาตื่นใจ รวมไปถึงสถาปัตยกรรมต่างๆ ทั่วเมืองก็ถูกแต่งแต้มไปด้วยผลงานศิลปะหลากสีสัน

นกอัลบาทรอสที่เกาะอยู่บนป้ายนิทรรศการ ย่านดาร์ลิ่งฮาร์เบอร์

 แม้ว่าอากาศจะเริ่มหนาวเย็น แต่ก็มีนักท่องเที่ยวและชาวออสซี่เป็นจำนวนมากออกมาสัมผัสกับเทศกาลใหญ่แห่งปี ที่มักจะจัดขึ้นช่วงปลายเดือน พ.ค.ไปจนถึงกลางเดือน มิ.ย. นับเป็นช่วงเริ่มต้นฤดูหนาวของซิดนีย์ และแน่นอนว่ามาเยือนเมืองนี้ทั้งที ต้องไม่พลาดถ่ายรูปคู่กับมุมสวยๆ ของสถาปัตยกรรมชื่อก้องโลกอย่าง โอเปร่าเฮ้าส์ ที่มีสะพานฮาเบอร์บริดจ์เป็นฉากหลังเก็บไว้เป็นที่ระลึก

แนะนำให้เดินเข้าไปภายในสวนพฤกษศาสตร์หลวง (The Royal Botanic Gardens) ตรงจุดของม้าหินมิสซิสแมคควอรี่ เป็นจุดที่มีแหลมยื่นออกมาขนานคู่กับโอเปร่าเฮ้าส์ ซึ่งจะได้ภาพที่สวยสมใจ และถ้าใครพอมีเวลาเหลือลองแวะมาดูโอเปร่าเฮ้าส์ที่ต่างช่วงเวลา ก็จะได้เห็นความสวยงามที่ต่างกันไป

นอกจากนี้ สำหรับคนที่ชื่นชอบประวัติศาสตร์น่าจะแบ่งเวลาสักวันทำความคุ้นเคยกับซิดนีย์ โดยเริ่มที่ย่านชุมชนอันเก่าแก่อย่าง เดอะ ร็อก ชุมชนแห่งแรกในซิดนีย์ ที่คงเสน่ห์เอาไว้ด้วยตัวอาคารรูปทรงเก่า ตั้งเรียงรายไว้อย่างสวยงาม ชวนให้ต้องหยิบกล้องขึ้นมาถ่ายรูปเก็บไว้ แล้วเดินเลี้ยวเข้าร้านรวงต่างๆ ซื้อของที่ระลึกติดไม้ติดมือ

ภาพถ่ายโอเปร่าเฮ้าส์จากมุมภายในสวน The Royal Botanic Gardens ยามเช้าที่มีสะพานฮาร์เบอร์บริดจ์เป็นฉากหลัง

 ก่อนจะเดินเลียบดาร์ลิ่งฮาเบอร์ นั่งเรือไปไม่กี่นาทีก็ได้ชมความน่ารักของสัตว์ประจำชาติอย่างจิงโจ้ ที่สวนสัตว์ทารองก้า สวนสัตว์พร้อมวิวเมืองสวยๆ ซึ่งรวบรวมสัตว์หลากสายพันธุ์เอาไว้ ที่สำคัญมีจิงโจ้และโคอาล่าให้ได้ถ่ายรูปแบบใกล้ชิด ตกบ่ายนั่งเรือไป วัตสันเบย์แวะกินฟิชแอนด์ชิพ ก่อนเดินไปจุดชมวิวที่เรียกว่า เดอะแก๊บ หน้าผาสูง สุดชายขอบแผ่นดินซิดนีย์ ที่เผยให้เห็นภาพของมหาสมุทรแปซิฟิกแบบไกลสุดลูกหูลูกตา

เมื่อชมความงามของธรรมชาติจนหนำใจ ก็ต่อรถเมล์นั่งไปเรื่อยๆ แวะถ่ายรูปคู่กับประภาคารแมคควอรี่ สีขาวสวยโดดเด่นตัดกับผืนหญ้าสีเขียว มีฉากหลังเป็นท้องฟ้าและมหาสมุทรแปซิฟิก แล้วค่อยนั่งรถต่อไปยัง บอนไดบีช ชายหาดทรงโค้งที่มีชื่อเสียงที่สุดของซิดนีย์ ข้างทางเต็มไปด้วยร้านค้าและร้านอาหารให้เลือกนั่งกันได้ตามใจชอบ หรือจะลองเดินเลียบไปตามทางไม้ยาวกว่า 6 กม. เชื่อมไปจนถึง คูกี้บีช ที่สามารถสัมผัสกับวิวทะเลสวยๆ ได้ตลอดทาง

หากพูดถึงอีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญของซิดนีย์ ก็เห็นจะเป็นเรื่องของอาหารที่มีความหลากหลาย เรียกว่าแทบจะทุกสัญชาติสามารถหาได้ในซิดนีย์ เป็นอีกโปรแกรมเตรียมไว้รอเหล่านักชิม ที่สำคัญต้องไม่พลาดแวะไปตลาดปลาซิดนีย์ ที่ใหญ่เป็นอับดับสามของโลก ได้รวบรวมอาหารทะเลสดไว้มากมาย ทั้งแบบปรุงสุกให้ได้ลิ้มลองและแบบสดสำหรับซื้อกลับบ้าน

ตึกรูปทรงเก่าๆ ในย่านเดอะร็อก ชุมชนแห่งแรกของซิดนีย์

 แต่ถ้าใครคิดถึงอาหารจัดจ้านรสไทย คงต้องไป ไทยทาวน์ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งความภูมิใจของคนไทยในซิดนีย์ เพราะไทยทาวน์แห่งนี้ถือเป็นแห่งที่สองของโลก รองจากไทยทาวน์แห่งแรกในลอสแองเจลิส โดยเป็นย่านที่รวมร้านขายของชำและร้านอาหารไทยไว้มากมาย หากคิดถึงรสอาหารไทยเมื่อไหร่ แวะไปสั่งข้าวเหนียว ส้มตำ หรือผัดกะเพรากินสักจานพร้อมพูดคุยกับคนไทยในร้าน ก็ช่วยให้หายคิดถึงบ้านไปได้

ใครที่อยากลองเปลี่ยนบรรยากาศมาสัมผัสธรรมชาติ แนะนำให้ลองมองออสเตรเลียในมุมที่ต่างออกไป สัมผัสกับกิจกรรมแนวเอ็กซ์ตรีมสุดท้าทายอย่าง สกายไดฟ์ ดูสักครั้งในชีวิต ท้าทายความกล้าปล่อยตัวเองทิ้งดิ่งจากเครื่องบินขนาดเล็ก ที่บินอยู่บนความสูงราว 1.4 หมื่นฟุตเหนือระดับน้ำทะเล ให้อะดรีนาลีนในร่างกายได้พุ่งพล่าน ก่อนจะค่อยๆ ดื่มด่ำกับวิวสวยแบบสุดลูกหูลูกตาเมื่อร่มชูชีพถูกกางออก

แต่ถ้าใครไม่ชอบความตื่นเต้นหวาดเสียว ลองจัดวันเดย์ทริปเช่ารถขับออกไปสัมผัสกับบรรยากาศนอกเมืองเสียหน่อย ถ้าจะให้ดีแนะนำให้ลองหากรุ๊ปทัวร์ซึ่งจะมีให้เลือกอยู่หลากหลายจากร้านที่ซ่อนตัวอยู่ตามโฮสเทล

ในทริปนี้เราโชคดี ได้พบกับไกด์คนไทยชื่อ พี่ดาม-ศรุติ ธราพร หรือลุงไกด์จากเพจเฟซบุ๊ก “ลุงไกด์ทัวร์ทั่วออส” ไกด์ชาวไทยคนแรกของสมาคมไกด์ออสเตรเลีย The Institude of Australian Tour Guides (IATG) ที่จัดทริปหนึ่งวันเล็กๆ ขับรถยนต์เอสยูวีพาเราเที่ยว

ด้านหน้าของ State Library of NSW อีกหนึ่งห้องสมุดที่มีชื่อเสียงของซิดนีย์

 อย่าง นิวคาสเซิล เมืองเล็กๆ ทางตอนเหนือของซิดนีย์ที่ใช้เวลาเดินทางจากซิดนีย์ประมาณชั่วโมงครึ่ง มีกิจกรรมให้ทำเพียบทั้งให้อาหารนกพิลิแกนที่อยู่ตามธรรมชาติ ขี่อูฐ เล่นแซนด์บอร์ดที่พอร์ตสตีเฟ่น ก่อนจะแวะชิมไวน์ในไร่เล็กๆ ระหว่างทาง ซึ่งต้องบอกว่า แม้ทริปนี้ฟ้าฝนจะไม่เป็นใจ ทำให้เราไม่ได้ขี่อูฐตามที่ตั้งใจไว้ แต่ก็ยังนับว่าเป็นความโชคดีที่เราได้พบกับพี่ดาม ไกด์ชาวไทย ที่อาศัยอยู่ในซิดนีย์มากว่า 7 ปี

เราได้คุยกันตลอดทางอย่างออกรส ฟังเรื่องเล่าประวัติศาสตร์ออสเตรเลีย แถมได้ความรู้เกี่ยวกับซิดนีย์มาเต็มกระเป๋า เท่านี้ก็ถือว่าคุ้มเกินคุ้ม ซึ่งถ้าใครสนใจอยากไปทัวร์ออสเตรเลียในบรรยากาศที่เป็นกันเองก็ลองติดต่อสอบถามกับลุงไกด์หรือพี่ดามได้ พี่ดามสามารถจัดให้ทั้งทริปแบบกรุ๊ปใหญ่และกรุ๊ปส่วนตัวแบบครอบครัว

สุดท้ายต้องบอกว่าทั้งหมดนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของซิดนีย์เท่านั้น และเชื่อว่าเมืองนี้ยังมีเสน่ห์ที่ซ่อนไว้ รอให้ไปค้นหาอีกเพียบ โดยหวังว่าผู้เขียนจะได้กลับไปอีกในเร็ววัน อ้อ! ลืมบอกไปอีกนิดว่า ซิดนีย์ ไม่ใช่เมืองสำหรับการช็อปปิ้ง แต่ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่อยากสัมผัสกับไลฟ์สไตล์สุดชิลของชาวออสซี่ ลิ้มลองอาหารอร่อยๆ จิบกาแฟตามคาเฟ่ และหลงใหลในธรรมชาติ ซิดนีย์ก็น่าจะเป็นจุดหมายปลายทางที่สร้างความประทับใจให้กับการเดินทางของคุณได้เป็นอย่างดี

David Jones Café’ ในย่าน Barangaroo (บารองการู) อีกหนึ่งศูนย์กลางทางธุรกิจของซิดนีย์ที่เต็มไปด้วยอาคารสำนักงานขนาดใหญ่

เทศกาลแสงสีเสียงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในออสเตรเลีย

บรรยากาศของโอเปร่าเฮ้าส์ก่อนพระอาทิตย์ตกดิน สวยไปอีกแบบ

 

 

เกาะกระแสความนิยม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 กรกฎาคม 2560 เวลา 08:39 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/502022

เกาะกระแสความนิยม

โดย…ชินวัฒน์ สิงหะ

 ใครจะคิดว่า ทุเรียนที่ไม่ได้มีดกดื่นและเป็นผลไม้ประจำถิ่นภาคกลาง จะไปโผล่มาเป็นวัตถุดิบอันแสนอร่อยที่ร้านแมงปอคอฟฟี่ อ.เมือง จ.พิษณุโลก เปิดตัว “เค้ก-เครปทุเรียน” เพื่อให้ตรงตามกระแสความนิยมและความต้องการของตลาด หวังช่วยกระตุ้นยอดขาย ควบคู่กับขนมเค้กรสอื่นๆ

ปรากฏว่าลูกค้าผู้ชื่นชอบรับประทานทุเรียนสั่งซื้อแต่ละวันจนทำแทบไม่ทัน

 ใน 1 ปีจะสามารถทำได้แค่ช่วงฤดูที่ทุเรียนออกเท่านั้น ทุเรียนซึ่งทางร้านนำมาทำจะเป็นพันธุ์หมอนทอง โดยจะคัดทุเรียนที่มีคุณภาพดีเท่านั้นมาทำให้ลูกค้าลิ้มลอง

พรสวรรค์ เอกภาพันธ์ หรือกิ๊ฟ เจ้าของร้านแมงปอคอฟฟี่ อ.เมือง จ.พิษณุโลก บอกว่า ทุเรียนได้ชื่อว่าเป็นราชาแห่งผลไม้ มีหลายพันธุ์ แต่ที่ทางร้านนำมาทำเค้กและเครปจะเป็นพันธุ์หมอนทอง เพราะมีเนื้อมากและกลิ่นไม่แรงมากนัก

 ทางร้านจะคัดทุเรียนที่มีคุณภาพดีเท่านั้นมาทำให้ลูกค้าทาน ซึ่งเมื่อนำเนื้อครีมมีส่วนผสมของเนื้อทุเรียนหมอนทอง จึงทำให้มีความหอมของทุเรียนและมีความนุ่มลิ้นมาก

พรสวรรค์ บอกอีกว่า ปกติเป็นคนที่ชื่นชอบรับประทานทุเรียนอยู่แล้ว ก็เลยคิดว่า 1 ปีทุเรียนให้ผลผลิตครั้งเดียว ดังนั้นน่าจะทำอะไรได้หลายอย่าง เดิมๆ ที่เห็นมีแต่ทุเรียนทอด หรือทุเรียนกวน ก็เลยคิดว่าน่าจะมาเป็นรูปแบบของเค้ก หรือเบเกอรี่ ก็เลยลองทำทานเอง ปรากฏว่าเข้ากันได้ดี ถ้าเอามาทำเป็นเครปพับ หรือเครปเค้ก เลยลองทำขาย ปรากฏว่ากระแสตอบรับดี

 “ปัจจุบันผลิตขายทั้งหน้าร้าน และเปิดออร์เดอร์ผ่านโซเชียล ทั้งเฟซบุ๊ก และแฟนเพจ มีลูกค้าสั่งซื้อเข้ามาเป็นจำนวนมาก ซึ่งทางร้านจะมีบริการส่งในเขตเมืองในช่วงเย็น หากไกลก็จะคิดตามระยะทาง การผลิต จะทำวันต่อวันเท่านั้น และจนกว่าจะหมดฤดูของทุเรียน” พรสวรรค์ กล่าว

 สำหรับลูกค้าที่สนใจอยากจะลิ้มรสชาติของเครปพับหมอนทอง เครปเค้กหมอนทอง สามารถหาซื้อได้ที่ร้าน ตั้งอยู่เยื้องโรงแรมอมรินทร์ลากูน หรือสามารถสั่งทางอินบ็อกซ์ของทางร้าน ชื่อ แมลงปอ Cafe’ (Gift cake homemade) โทร.08-8812-1288 ร้านเปิดเวลา 09.00-19.00 น. หยุดทุกวันพุธ

 

กาแฟดีๆ…ก้นครัว Cold Orange Drip

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 กรกฎาคม 2560 เวลา 12:10 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/501954

กาแฟดีๆ...ก้นครัว Cold Orange Drip

โดย…สีวลี ตรีวิศวเวทย์ ภาพ Cookool Studio

เริ่มต้นมาจากความชอบดื่มกาแฟแบบ “ดริป” หรือกาแฟที่ใช้วิธีค่อยๆ รินน้ำร้อนที่อุณหภูมิ 94-96 องศาเซลเซียส ผ่านเมล็ดกาแฟบดที่อยู่ในกระดาษกรอง รินช้าสักหน่อย สังเกตความเร็วของน้ำด้านบนที่ออกมาจากกาต้มน้ำร้อนให้สัมพันธ์กับความเร็วของกาแฟที่ค่อยๆ ไหลรินจากปลายของกรวยกาแฟ ที่ผ่านกระดาษกรองลงมาในแก้ว ผู้เขียนชอบการชงกาแฟแบบนี้มาตั้งแต่ก่อนที่เขาจะฮิตเป็นวิถีฮิปสเตอร์แบบในปัจจุบัน ถ้าใครชอบกาแฟที่มีความใสแต่มีกลิ่นหอม วิธีดริปจึงจะเหมาะที่สุดในความเห็นส่วนตัว นอกเสียจากว่าอยากจะดื่มกาแฟเย็นถึงจะหันไปหาเครื่องชงแบบเอสเปรสโซ่ เพื่อให้ได้หยดกาแฟที่เข้มข้นจนเติมได้ทั้งนมและน้ำตาล

คนรักกาแฟดริป ต้องนิยมกาแฟที่คั่วไม่เข้มมาก ชอบความหอมแบบเฉพาะตัวของเมล็ดกาแฟแต่ละพันธ์ุจะยิ่ง “ฟิน” กับกาแฟชนิดนี้ เพราะถ้าคั่วเข้มไปอาจจะได้เพียงแค่ความขมและความหอม ภาษาของผู้เขียนขอใช้คำว่า ถ้าคั่วอ่อนๆ ไปจนถึงปานกลาง เมื่อ Brew ออกมานอกจากความหอมและขมไม่มาก ยังได้ความหวานชุ่มคอ กลิ่นที่ค่อยๆ กำซาบออกมาจากเมล็ดกาแฟบดชวนให้คิดถึงกลิ่นหอมต่างๆ คล้ายส้มบ้าง เชอร์รี่บ้าง บางครั้งคล้ายโกโก้ มีบางพันธุ์ให้ความหอมคล้ายคาราเมลและเครื่องเทศ นี่แหละเสน่ห์ของกาแฟดริปที่ชอบ โดยเฉพาะคนชอบกาแฟดำ อยากให้ลองดื่มกาแฟดริป เพราะยิ่งเพิ่มอรรถรสในการดื่มมากยิ่งขึ้นไปอีก

 

ปกติดื่มกาแฟดริปแบบร้อน วันก่อนตะเกียงอุ่นกาแฟให้ร้อนตลอดเวลาดับไปเสียก่อนที่กาแฟจะหมด ทำให้กาแฟชืดไปไม่หอมอร่อยแล้ว พอดิบพอดีกับกาแฟที่ชงนั้นมีกลิ่นหอมในลำคอคล้ายกลิ่นดอกส้ม พานให้นึกไปถึงกาแฟเย็นร้านหนึ่งที่เคยไปชิมมา เขาเสิร์ฟกาแฟดำกับน้ำแข็งและส้มสด 1 เสี้ยว ดื่มแล้วชื่นใจคลายความล้าของสมองไปได้เยอะ จึงปรี่ไปที่ตู้เย็นฝานผิวส้มบางๆ ลงในแก้ว ตามด้วยน้ำแข็ง 2-3 ก้อน คล้ายเสิร์ฟวิสกี้ออนเดอะร็อก ตามด้วยส้มผ่าเสี้ยวสักนิดไม่ได้กะให้มีน้ำส้มลงไปผสม

ว่าแล้วก็รินกาแฟที่เย็นชืดลงไป จิบดูแล้วรู้สึกเสมือนว่ากาแฟชืดในกานั้นถูกชุบชีวิตขึ้นมาใหม่เลย ยิ่งได้เหล้าส้มเหยาะลงไปหน่อยเพื่อจงใจเพิ่มความหอมไม่หวังความเมา ยิ่งกลายเป็นเพิ่มความกิ๊บเก๋ให้เครื่องดื่มกาแฟเย็นแก้วนี้ หลายคนชิมแล้วร้องขอน้ำเชื่อมอีกนิดอยากให้มีความคล้ายค็อกเทลสักหน่อยก็อร่อยเพิ่มขึ้นไปอีก

อันที่จริงสูตรนี้มาจากกาแฟเหลือในเช้าวันหนึ่ง หากคุณผู้อ่านอยากปรุงกาแฟแก้วนี้ที่บ้าน ต้องชงขึ้นมาใหม่ผู้เขียนมีวิธีคร่าวๆ ให้ อาจจะชงกาแฟไว้ใส่ขวดแช่เย็นสำหรับรอเวลาจะเหมาะกว่า เพราะอุณหภูมิที่เย็นยะเยือกของกาแฟจะได้ไม่ถูกเจือจางด้วยน้ำแข็งไปได้ง่าย เมื่อเทียบกับกาแฟที่ยังมีอุณหภูมิ

 

Cold Orange Drip Coffee

ส่วนผสม

กาแฟเม็ด 45 กรัม

น้ำสะอาด 250 มล.

ส้มสดหั่นเสี้ยว 2 เสี้ยว

ผิวส้ม ฝานบางๆ เป็นเส้น 2-3 ชิ้น/แก้ว

เหล้าส้ม 1 ช้อนโต๊ะ (ประมาณ 15 มล.หรือตามชอบ)

น้ำเชื่อมตามชอบ (อัตราส่วนของน้ำเชื่อม 1:1 ตามน้ำหนัก)

วิธีทำ

บดกาแฟด้วยเครื่องบดให้มีความละเอียดประมาณทรายหยาบๆ

ตั้งน้ำร้อนให้เดือด ในขณะที่รอน้ำร้อนเดือด เตรียมกระดาษกรองและชุดกาแฟดริปให้พร้อม เมื่อกาแฟเรียบร้อยแล้ว เทน้ำเดือดให้กระดาษกรองชุ่มน้ำ ตักกาแฟบดใส่ลงในกรวยกระดาษกรอง ค่อยรินน้ำร้อนลงไปทีละน้อยจนครบ 250 มล. ภายในเวลาไม่ต่ำกว่า 3-4 นาที รอให้กาแฟเย็นสนิท

ฝานผิวส้มใส่ในแก้ว เติมน้ำแข็งลงไปพร้อมกับส้มสักเสี้ยว เทเหล้าส้มลงไป จากนั้นเมื่อพร้อมเสิร์ฟค่อยๆ รินกาแฟที่เย็นสนิทแล้วลงใส่แก้ว โดยแบ่งเป็น 2 เสิร์ฟ

 

ร้านลาบอันซีนเชียงใหม่ รสชาติอร่อย บรรยากาศชายทุ่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 กรกฎาคม 2560 เวลา 11:07 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/500717

ร้านลาบอันซีนเชียงใหม่ รสชาติอร่อย บรรยากาศชายทุ่ง

เรื่อง…ชีวิน ศรัทธา

กลยุทธ์ทางการตลาดที่แปลกแหวกแนว กลายเป็นจุดขายจนฮิตติดลมบน โดยเฉพาะหนุ่มน้อยหนุ่มใหญ่ ไม่ว่าจะอยู่ไกลแค่ไหน เมื่อมีเวลาว่างต้องแวะเวียนไปรับประทานอาหารที่ร้านลาบชนบทอันซีนเชียงใหม่ ชื่อ “ร้านเมียด่ายังมาอยู่” บริหารงานโดย กานต์ ทิพย์จักร ตั้งอยู่ภายในหมู่บ้านม่วงโตน หมู่ 6 ต.แม่ฮ้อยเงิน อ.ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่ หรืออยู่ห่างจากตัวเมืองเชียงใหม่ประมาณ 30 กิโลเมตร ท่ามกลางบรรยากาศชายทุ่งลมเย็นล้อมรอบด้วยภูเขาเขียวขจีอากาศเย็นสบาย

กานต์ บอกว่า ทางร้านเปิดให้บริการมานานกว่า 10 ปีแล้ว เป็นร้านลาบและอาหารภาคเหนือสูตรโบราณขนานแท้ แต่เดิมชื่อ “ร้านโค้งเสน่ห์” เพราะอยู่ทางมุมโค้งเป็นร้านลาบเหนือแบบพื้นบ้านทั่วๆ ไป แต่เมื่อไม่นานมานี้ ได้มีชายสูงวัยเข้ามานั่งรับประทานลาบในร้าน และนั่งนานไม่ยอมกลับ จนกระทั่งภรรยาต้องมาตามหลายรอบก็ไม่ยอมกลับ จึงถูกภรรยาดุด่า แต่วันต่อมาก็ยังมานั่งรับประทานอีก จึงคิดว่าร้านนี้ควรจะเปลี่ยนชื่อเสียใหม่จากร้านโค้งเสน่ห์ มาเป็น “ร้านเมียด่ายังมาอยู่” ซึ่งพอเปลี่ยนชื่อได้ไม่นาน มีลูกค้านำไปโพสต์ลงในโลก โซเชียล ทางเฟซบุ๊ก กลายเป็นจุดสนใจและเรียกลูกค้าแห่มาใช้บริการเป็นจำนวนมาก

“ทางร้านจึงได้จ้างพนักงานที่เป็นหญิงชาวบ้านจำนวนหลายคน เพื่อมาเสิร์ฟให้ลูกค้า ซึ่งลูกค้าที่อยู่ทางไกลต้องโทรมาจองโต๊ะล่วงหน้า จนเป็นที่ฮือฮาไปทั่วไปในเวลานี้ แต่เราต้องรักษาคุณภาพของอาหาร รสชาติอร่อยสูตรโบราณขนาดแท้ ราคาไม่แพง ชามใหญ่แค่ 50 บาทเท่านั้น ด้วยการที่ทางร้านไม่เอาเปรียบลูกค้า จึงมีการบอกปากต่อปากและมีการโพสต์ลงโซเชียล ยิ่งทำให้ลูกค้ารู้จักร้านอย่างแพร่หลายในขณะนี้”

กานต์ บอกอีกว่า เมนูเด็ดมีให้เลือกรับประทานหลากหลายเมนู เช่น ลาบหมู ลาบควายทั้งดิบและสุก มีเนื้อย่าง แกงอ่อม หลู่ ส้าเนื้อดิบ ส้มตำ ต้มแซ่บ ส่วนผู้ที่ชื่นชอบของหวานก็มีเมนูหวานคาวนานาชนิดให้สั่งรับประทาน

ร้านเมียด่ายังมาอยู่ เปิดให้บริการตั้งแต่เวลา 10.00-24.00 น. ทุกวัน สำรองโต๊ะล่วงหน้าโทร.08-7175-1528

 

ครัวยุพิน ทะเลกรุงเทพฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 กรกฎาคม 2560 เวลา 10:02 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/500830

ครัวยุพิน ทะเลกรุงเทพฯ

โดย…ยินดี ฤตวิรุฬห์

 ช่วงนี้เราจะเห็นภาพว่อนทั่วหน้าวอลล์เฟซบุ๊ก ฮิตสุดๆ หนีไม่พ้น ภาพทะเลกรุงเทพฯ ทะเลกรุงเทพฯ ก่อนหน้านี้หมายถึง ทะเลย่านบางขุนเทียน แต่ในฤดูฝนที่มาเร็ว ตกแรง เราจึงเห็นทะเลกรุงเทพฯ เป็นหย่อมๆ ทั้งทะเลกรุงเทพฯ รัชดา ทะเลกรุงเทพ ฯลฯ

ทว่าครานี้จะพาเที่ยวทะเลกรุงเทพฯ จริงๆ ย่านถนนบางขุนเทียนเพื่อไปชิมอาหารทะเล ในถนนเส้นนี้จะมีร้านอาหารทะเลมากมายให้เราจอดรถเข้าไปชิม อาหารทะเลสดๆ รสชาติถูกปาก แต่ว่าจะอร่อยมากน้อยแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับร้านที่เราจะเลือกเข้าไปใช้บริการนั่นเอง

พาเข้าไปลองชิมร้าน ‘ครัวยุพิน’ ร้านนี้ห่างจากถนนพระราม 2 มุ่งตรงเข้าสู่ถนนที่มุ่งไปชายทะเลบางขุนเทียน ซึ่งมีระยะห่างประมาณ 13 กิโลเมตร

 เราจะเห็นร้านอาหารและหมู่ศาลาที่ยื่นลงไปในบึง น้ำ ไม่ว่าจะไปทานตอนเที่ยง หรือตอนเย็นยังได้รับกระแสลมพัดที่เย็นสบาย ไม่ร้อน มีให้เลือกทั้งนั่งบนโต๊ะปกติ หรือจะนั่งพื้น มีโต๊ะนั่งสไตล์ญี่ปุ่นให้ลูกค้าเลือกกันตามสบายใจชอบ

สำหรับเมนูอาหารมีหลากหลายให้เลือก ทั้งแกงส้ม ต้ม ยำ กุ้งเผา ปลาเผา ปลาหมึกย่าง ปลาหมึกทอด จะเลือกเมนูไหน ก็ดูกระเป๋าตัวเองกันไป

 หากอยากจะทานกุ้งแม่น้ำย่าง สนนราคากิโลฯ ละ 1,500 บาท งานนี้ผู้เขียนขอผ่านละกัน ไปสั่งปลาหมึกไข่ย่างจิ้มน้ำจิ้มซีฟู้ด ซึ่งถือว่ารสชาติอร่อยดี หมึกสดๆ ไข่เต็มพุง ทานแล้วหนุบหนับๆ จานนี้ราคา 240 บาท ได้ปลาหมึกมา 1 ตัวใหญ่ๆ ถัดมาเป็นปลากะพงทอดน้ำปลา ทอดได้ดี กรอบนุ่ม ปลาสด จานนี้ราคาตามน้ำหนัก ซึ่งอยู่ที่ราวๆ 350 บาท

ถ้ารสชาติอาหารที่สั่งถูกใจก็สั่งไปเรื่อยๆๆๆ เมนูแกงส้มผักรวม หน่อไม้ดอง ไข่ปลาริวกิว แล้วแต่จะเลือกว่าใส่ผักอะไร ผู้เขียนเลือกแกงส้มผักรวม น้ำแกงส้มแบบรสชาติคนกรุงเทพฯ หวานเปรี้ยว หม้อนี้บอกเพียงว่า พอทานได้ เพราะให้เปรียบเทียบกับแกงส้มแบบปักษ์ใต้จะได้กันคนละรสชาติ มาเป็นหม้อไฟ 1 หม้อ 300 บาท

 ต่อด้วยออส่วนหอยนางรม มีให้เลือกว่าจะกรอบหรือนุ่ม ไม่แพง กระทะละ 100 บาท ปูผัดผงกะหรี่ เลือกเฉพาะเนื้อปู จานละ 450 บาท เด็ดสุดๆ สำหรับร้านนี้ให้เลย กุ้งแช่น้ำปลา ส้มตำทะเล รสชาติจัดจ้าน ราคาไม่แพง สั่งไปโลดๆ

นอกจากนี้ ยังมีหอยแครงลวกสั่งทั้งลวกแบบสุกและลวกแบบสดๆ คือยังมีเลือดสดๆ หวานอร่อยหอยแครงตัวเล็กแบบดั้งเดิม ถือว่าเยี่ยม ต่อด้วยหอยหวานเผา

 สรุปสำหรับวันหยุดที่ผ่านมา กับการไปเที่ยวทะเลกรุงเทพฯ ที่บางขุนเทียน ทานมื้อบ่ายๆ ที่ครัวยุพิน ถือว่า อร่อย!!!

 

แซ่บๆ แสบทรวง ก๋วยเตี๋ยวบก สูตรแม่นุช

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 มิถุนายน 2560 เวลา 15:28 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/500755

แซ่บๆ แสบทรวง ก๋วยเตี๋ยวบก สูตรแม่นุช

วิถีชีวิตแบบติดโซเชียลเน็ตเวิร์กมีผลให้ผู้เขียนได้สูตร “ก๋วยเตี๋ยวบก” ของเราในฉบับนี้มาจากคุณนีรนุช ปัทมสูตร หรือที่เราเรียกกันติดปากว่า “แม่นุช” ผลจากการติดตามหน้าเฟซบุ๊กของ “ข้าวตู” ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของแม่นุช พบว่าสำรับอาหารที่บ้านของเพื่อนช่างน่ากิน เดี๋ยวๆ มีเมนูใหม่ๆ น่าสนใจไม่ซ้ำกับบ้านอื่นๆ เลย ที่สำคัญแต่ละเมนูมีเสน่ห์ของส่วนผสม หรือกรรมวิธีแตกต่างจากบ้านอื่นเขา เลยตะล่อมขอสูตรจากเพื่อนพร้อมรบกวนสัมภาษณ์แม่นุชให้เผยถึงเคล็ดลับในฉบับนี้

โดย…สีวลี ตรีวิศวเวทย์ ภาพ Cookool Studio

อย่างสูตรก๋วยเตี๋ยวบกในฉบับนี้ ต้องบอกเลยว่าหน้าตาอาจเหมือนก๋วยเตี๋ยวบกสูตรอื่นๆ แต่เมื่อทดลองสูตรทำชิมกัน พวกเราตกใจกับส่วนผสมสุดอลังการที่แม่นุชสรรหามาผสมรวมกันไว้ในจานนี้ เอาเฉพาะตระกูลเนื้อสัตว์ต้องบอกเลยว่ามีถึง 6 อย่าง ยกล้อกันมาลงในจานอย่างพร้อมเพรียง

ขนาดแม่นุชออกตัวว่าเพิ่งมาเริ่มทำกับข้าวเป็นภายหลัง โดยอาศัยประสบการณ์ในการรับประทานมาสร้างฝีมือในการปรุง แต่รายละเอียดแม่นุชไม่ปล่อยผ่านเลย แม้กระทั่งเนื้อหมูสับในเครื่องยังปรุงรสด้วย “สามเกลอ” รวนให้หอมฟุ้งปรุงรสให้กลมกล่อมเสียก่อน หรืออกไก่ต้มสุกต้องเติมซีอิ๊วขาวให้หอมๆ มีไก่ฉีกแล้วแม่นุชขอใส่ไก่อบชานอ้อยลงไปด้วย ทำให้ได้กลิ่น Smoky นิดๆ เวลากัดโดนแต่ละคำ

สำหรับตระกูลผักในก๋วยเตี๋ยวบกของเราแม่นุชคัดมาจากความชอบส่วนตัวด้วย อย่างขึ้นฉ่ายมีความโดดเด่นตรงความหอมกรอบอันเป็นเอกลักษณ์ แม่นุชแนะนำให้ตัดเป็นท่อนๆ แล้วบากหัวท้ายเป็นกากบาท แช่น้ำเย็นเจี๊ยบไว้ กลายเป็นความละเมียดที่ทำให้ก๋วยเตี๋ยวบกแม่นุชน่ารับประทานมากขึ้น นอกจากผักพื้นๆ อย่างผักกาดหอม แม่นุชขอเสริมทัพผักด้วยกะหล่ำปลีสีม่วงเพราะทั้งสีสวย กรอบอร่อยยังเต็มไปด้วยสารแอนติออกซิแดนท์ ขาดไม่ได้ต้องมีพร้อมทั้งโหระพา สะระแหน่เด็ดเป็นใบๆ จะได้รับประทานง่ายๆ แม้แต่ถั่วงอกแม่นุชยังเด็ดหางไปเสียเกลี้ยง ดูโทรทัศน์ไปด้วย เด็ดไปด้วยจนกลายเป็นก๋วยเตี๋ยวบกฝีมือละเมียดที่ผู้เขียนต้องยกนิ้วให้ในความใส่ใจในรายละเอียด เรียกว่ามองเห็นเลยว่าเพื่อนเราได้รายละเอียดขนาดนี้มาจากแม่นุชนั่นเอง

สำหรับน้ำราดก๋วยเตี๋ยวบกนั้น แม่นุชเล่าให้ฟังว่าสูตรนี้ไม่ขอเรียกว่า “ยำ” เพราะมีความเป็นก๋วยเตี๋ยวมากกว่าทั้งจากกระเทียมเจียวที่ช่วยให้หอมอร่อยแล้ว ยังโรยตังฉ่ายสร้างเสน่ห์เนื้อสัมผัสคล้ายกับในก๋วยเตี๋ยวจริงๆ ยังมีน้ำราดที่คล้ายๆ กับการปรุงก๋วยเตี๋ยวแห้ง เพื่อรับประทาน มีน้ำปลา น้ำตาลทรายและน้ำส้มสายชู ปรุงแล้วโรยด้วยพริกป่น

สูตรน้ำราดก๋วยเตี๋ยวบกของแม่นุช จึงเลือกใช้พริกป่นแต่งความเผ็ดจี๊ดๆ ส่วนใครชอบรสจัดยิ่งขึ้นไปอีก แม่นุชรับรองว่าซอยพริกขี้หนู บีบมะนาวลงไปเพิ่มก็ยิ่งได้รสชาติ ไม่ผิดเพราะอะไรที่ทำให้อร่อยแม่นุชบอกให้จัดไปอย่าให้ขาด สูตรนี้อนุญาตให้ไม่ต้องเคี่ยวให้เดือดในหม้อ ใครถนัดใช้ไมโครเวฟแม่นุชก็อนุโลม เพราะจะสะดวกแบบไหนก็ได้ทั้งนั้น ยิ่งมีน้ำกระเทียมดองลงไปด้วยนิดยิ่งอร่อยขึ้น ขอเพียงอย่างเดียวถ้าจะให้อร่อยถึงเครื่อง ต้องใช้น้ำส้มสายชูหมัก ยี่ห้อโปรดของแม่นุชคือน้ำส้มของชายทะเลจันทร์เพ็ญ อันนี้เด็ดสุด

ก๋วยเตี๋ยวบกเครื่องแน่นขนาดนี้แม่นุชบอกว่าต้องทำให้คนที่รักกันจริงหรือเป็นวันที่สมาชิกมากันพร้อมหน้า เนื่องจากต้องใช้เวลาในการซื้อกับข้าว เตรียมเครื่องให้พร้อม วันไหนใครโชคดีได้ไปซ้อมละครหรือประชุมบ้านแม่นุช รับรองว่าต้องมีเมนูเด็ดนี้ไว้ต้อนรับ เพราะเตรียมไว้ได้ล่วงหน้า ใครจะรับประทานตอนไหนไม่มีเสียรส หั่นผักนานาชนิดรอไว้ในตู้เย็นก็ยิ่งช่วยยืดอายุให้ผักกรอบไว้พร้อมรอสมาชิกเลย

ก๋วยเตี๋ยวบก สูตรแม่นุช

ส่วนผสมผักเคียง(ปริมาณตามชอบ)

กะหล่ำปลีม่วง ซอยเป็นเส้นบางๆ แช่น้ำเย็น

แตงกวา เลาะเอาส่วนเม็ดออก ซอยเป็นชิ้นบางๆ

ถั่วงอก เด็ดหัวหางแช่น้ำเย็น

ขึ้นฉ่าย หั่นเป็นท่อนขนาด 1/2 นิ้ว และบากสี่ส่วนหัว

ท้ายแช่น้ำเย็นให้บานและกรอบ

โหระพา เด็ดเป็นใบๆ

สะระแหน่ เด็ดเป็นใบๆ

ผักกาดหอม เด็ดเป็นใบๆ พอดี

ส่วนผสมเนื้อสัตว์

อกไก่ต้มให้สุก ฉีกฝอย 2 อก

หมูสับ 2 ขีด

กุ้งต้มหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ 10-14 ตัว

ไก่อบชานอ้อย หั่นเต๋า 1 อก

กุ้งแห้งทอดกรอบ 1 ขีด

ไข่เจียว ซอยบางๆ ประมาณ 2-3 ฟอง

วิธีทำ

สำหรับหมูสับ : ตั้งหม้อหรือกระทะขนาดเล็กให้ร้อนรวนหมูสับกับรากผักชี กระเทียม พริกไทย ปรุงรสด้วยน้ำปลารวนจนสุก

สำหรับไก่ต้ม : ต้มอกไก่ในน้ำเดือดเบาๆ ปรุงรสด้วยซีอิ๊วขาวให้หอมและติดรสเค็มปะแล่ม รอให้เย็นฉีกเป็นเส้น

สำหรับกุ้ง : ลวกทั้งเปลือกหรือแกะเปลือก ผ่าหลังแล้วลวกตามชอบ

ส่วนผสมเครื่องเคียง(ปริมาณตามชอบ)

ถั่วลิสงทอด

กระเทียมเจียว พร้อมน้ำมัน

เส้นใหญ่ นึ่งให้นุ่ม

มะนาว หั่นเป็นชิ้นพร้อมบีบ

พริกขี้หนู ซอยบางๆ

ส่วนผสมน้ำราดก๋วยเตี๋ยวบก

น้ำปลา ครึ่งถ้วย

น้ำตาลทราย 3 ส่วน 4 ถ้วย

น้ำส้มสายชู 3 ส่วน 4 ถ้วย

พริกป่น คั่วหอม 1 ช้อนโต๊ะ

ตังฉ่าย 4 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ

เคี่ยวน้ำปลา น้ำตาลทรายและน้ำส้มสายชูให้เดือดยกลงจากเตา เติมตั้งฉ่ายลงไปพร้อมพริกป่น รอให้เย็นสนิทวิธีรับประทาน

แบบก๋วยเตี๋ยวบก ในแต่ละจานอาจมีสัดส่วนผสมแตกต่างกันไปตามความชอบ หยิบเส้นก๋วยเตี๋ยวใส่ชามพร้อมผักต่างๆ ที่ชอบ โรยเนื้อสัตว์ลงบนเส้นก๋วยเตี๋ยว ตามด้วยเครื่องเคียงอื่นๆ ราดน้ำราดในปริมาณที่ชอบ คลุกเคล้าเบาๆ รับประทานได้เลย

แบบเมี่ยงก๋วยเตี๋ยว ตัดเส้นก๋วยเตี๋ยวให้มีขนาดพอดีคำ วางผักแต่ละชนิดในปริมาณเล็กน้อยตามด้วยเนื้อสัตว์ที่ชอบ ราดน้ำจิ้มแล้วรวบรับประทานเป็นคำๆ