ผนึกกำลัง 4 พรรคใหญ่สู้ ‘ทหาร’ ข้อเสนอที่เป็นไปได้ยาก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

31 พฤษภาคม 2560 เวลา 09:43 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/497074

ผนึกกำลัง 4 พรรคใหญ่สู้ ‘ทหาร’ ข้อเสนอที่เป็นไปได้ยาก

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

สูตรผนึกกำลัง 4 พรรคการเมืองใหญ่จับมือสู้ศึกเลือกตั้งคานอำนาจ “ทหาร” ถูกโยนออกมาแบบถูกที่ถูกเวลา

เมื่อ พิชัย รัตตกุล อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในวัย 91 ปี ออกมาระบุว่าทางเดียวที่พรรคการเมืองจะต่อสู้กับพรรคทหาร เพื่อรักษาประชาธิปไตยได้ คือ 4 พรรคการเมืองใหญ่ ได้แก่ เพื่อไทย ประชาธิปัตย์ ภูมิใจไทย และชาติไทยพัฒนา จะต้องสงบศึก ผนึกกำลังกัน เพื่อต่อสู้พรรคทหาร

ทั้งนี้ จะตกลงกันก่อนเลือกตั้ง ว่าระหว่างหาเสียงจะไม่โจมตีสาดโคลนกัน เมื่อผลการเลือกตั้งออกมาแล้ว ได้พรรคที่มี สส.มากที่สุด พรรคที่เหลือต้องสนับสนุนให้พรรคที่ชนะเป็นนายกฯ จัดตั้งรัฐบาล

ที่มาที่ไปของข้อเสนอดังกล่าวน่าจะมาจาก “สัญญาณ” ที่สะท้อนความพยายามของทหารที่อาจต้องการจะอยู่ในอำนาจต่อไป ​​

เริ่มตั้งแต่ ​พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ออกมาโยน 4 คำถามให้ประชาชนช่วยกันคิดหาคำตอบประมาณว่าเลือกตั้งแล้วยังไม่ตอบโจทย์ปฏิรูปจะทำอย่างไร จนถูกตีความว่าเป็นการโยนหินวัดกระแสสังคมหากจะมีการเลื่อนการเลือกตั้งออกไปจากโรดแมปเดิมแบบไม่มีกำหนด

“ผมไม่เคยพูดสักคำว่าจะไม่เลือกตั้ง แล้วนักการเมืองตีความอย่างนั้นทำไม หลายคนที่ออกมาพูดวันนี้สร้างความเสียหาย วันหน้าถ้าเกิดปัญหาขึ้นอีกจะเรียกใคร ประยุทธ์ไม่อยู่แล้วจะเรียกใคร แล้วบอกทหารไม่ต้องรัฐประหารซึ่งไม่มีใครอยากจะทำอยู่แล้ว ถ้าพวกคุณไม่สร้างความเสียหายไว้”

สอดรับไปกับสถานการณ์ความไม่สงบที่กลับมาปะทุอีกรอบในช่วงครบรอบ 3 ปี คสช. ท่ามกลางข้อกังขาว่า อาจเป็นแผนสร้างความปั่นป่วนเพื่อเป็นเงื่อนไขนำมาสู่การเลื่อนการเลือกตั้ง

แม้แต่ผลสำรวจความคิดเห็นจากกรุงเทพโพลล์ โดยศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ ที่ถามว่า ​“หากวันนี้มีสิทธิออกเสียงเลือกนายกรัฐมนตรี ท่านจะออกเสียงสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรีหรือไม่” พบว่า ส่วนใหญ่​ 52.8% ระบุว่า สนับสนุน​ แม้จะลดลงจากเมื่อเดือน ม.ค.​ที่ผ่านมา แต่ก็ยังมากกว่ากลุ่มที่ไม่สนับสนุน ซึ่งมี 25.6% และ 21.6% งดออกเสียง

นำมาสู่การรีบออกมาเคลื่อนไหวของบรรดาพรรคการเมืองต่างๆ ที่ตบเท้าเรียกร้องขอให้ พล.อ.ประยุทธ์ ยึดมั่นเดินหน้าจัดการเลือกตั้งตามโรดแมปที่กำหนดไว้

ต่อเนื่องด้วยข้อเสนอของ พิชัย ที่ปลุกกระแสผนึกกำลังของนักการเมืองสู้ทหาร ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายดายนัก

ประการแรก​ ​จุดยืนและท่าทีของพรรคการเมืองที่แตกต่างกันชัดเจนโดยเฉพาะ​ เพื่อไทย และประชาธิปัตย์ ที่ไม่เคยลงรอยหรือคิดอ่านไปทางเดียวกันมาตั้งแต่ก่อนรัฐประหารจนถึงปัจจุบันไม่ว่าจะเป็นเรื่องแนวคิด นโยบาย ตลอดจนวิธีการบริหาร การจับมือกันบริหารประเทศจึงอาจสร้างความวุ่นวายมากกว่า​แยกกันเดิน

ล่าสุด ​อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ระบุชัดเจนว่า พรรคการเมืองจะจับมือก็ได้ก็ต่อเมื่อมีอุดมการณ์ที่ตรงกัน จะบอกว่า ให้ 4 พรรคจับมือกันโดยไม่ดูเลยว่าอุดมการณ์และนโยบายของแต่ละพรรคจะเป็นไปได้อย่างไร

ประการที่สอง ระบบเลือกตั้งใหม่ที่คาดว่าจะเป็นกลไกนำไปสู่สภาพเบี้ยหัวแตกไม่น่าจะมีพรรคใดพรรคหนึ่งได้เสียงข้างมากเบ็ดเสร็จเด็ดขาด การรวมพลังย่อมทำให้เกิดเอกภาพได้ยากในทางปฏิบัติ ยิ่งในช่วงที่ต้องการรวมเสียงเพื่อลงมติในเรื่องสำคัญ จนอาจเกิดสภาพการต่อรองสูงจนสร้างปัญหากระทบเสถียรภาพ

แถมด้วยเงื่อนไขสำคัญในช่วงเปลี่ยนผ่านที่เปิดให้ สว.250 คน เข้ามามีส่วนเรื่องนายกรัฐมนตรีด้วยแล้วย่อมทำให้เสียงที่ดูจะเป็นเอกภาพกลุ่มนี้เป็นตัวกำหนดทิศทางการเลือกนายกรัฐมนตรีและการจัดตั้งรัฐบาลได้ง่าย

เพียงแค่รวมเสียงเพิ่มจาก สส.126 จาก 500 เสียง ก็จะได้เสียงข้างมากของ สส.และ สว.750 คน สามารถชี้ขาดการเลือกนายกรัฐมนตรี​แบบไม่ต้องออกแรงมากนัก

ประการที่สาม ท่ามกลางบรรยากาศการเมืองที่ยังอึมครึมไม่รู้ว่ารัฐบาลใหม่หน้าตาจะออกมาอย่างไร และจะอยู่ต่อไปได้อีกนานแค่ไหน การเกาะขั้วอำนาจอย่าง คสช.ที่มีช่องทางการผ่องถ่ายอำนาจของ คสช.​ไปยัง​กลไกอื่น หลังการเลือกตั้ง อาจเป็น ทางเลือกที่ดีกว่าการไปผนึกกำลังกันเองระหว่างพรรคการเมือง

ยิ่งในระบบเลือกตั้งที่ยังไม่รู้ว่าจะมีการตั้งพรรค “นอมินี” ของทหารเข้ามาลงสนามแข่งกับพรรคการเมืองปกติหรือไม่ แถมยังเห็นการจัดกำลังลง พื้นที่​ปูพรมดูแลความสงบที่อาจเอื้อประโยชน์ต่อการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นด้วยแล้ว ยิ่งทำให้พรรคการเมืองต้องคิดหนักกับการเลือกพันธมิตรทาง การเมือง

อีกทั้งในยุคที่นักการเมืองถูกมองว่าเป็นจำเลยสร้างปัญหาที่หมักหมมยาวนาน ​การผนึกกำลังของ 4 พรรคการเมือง จึงไม่ใช่เรื่องง่าย​ในบริบทการเมืองเช่นนี้ ​

แต่ทั้งหมดขึ้นอยู่กับสถานการณ์ ในช่วงใกล้เลือกตั้งว่า คสช.จะยังรักษาคะแนนนิยมความเชื่อมั่นได้มากน้อยแค่ไหนอันจะเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อคะแนนเสียงเลือกตั้งที่จะเป็นปัจจัยชี้ขาดพันธมิตรทางการเมือง​ในเวลานั้น

 

ทับลาน ประทับใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 กรกฎาคม 2560 เวลา 08:17 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/502016

ทับลาน ประทับใจ

โดย…กาญจน์ อายุ

 ความคิดแรกเมื่อได้ยินคำว่า อุทยานแห่งชาติทับลาน คือความไม่รู้อะไรเลย

ไม่รู้ว่าที่นี่มีช้างเหมือนเขาใหญ่หรือเปล่า มีต้นลานอย่างเดียวหรือไม่ หรือมีแหล่งท่องเที่ยวอะไรที่คุ้นหูบ้าง

วิกิพีเดียบอกเราว่า อุทยานแห่งชาติทับลานเป็น 1 ใน 5 พื้นที่คุ้มครองหรือพื้นที่อนุรักษ์ธรรมชาติในเขตผืนป่าดงพญาเย็น-เขาใหญ่ หรือผืนป่าตะวันออก ซึ่งมีเนื้อที่ประมาณ 3.8 ล้านไร่ ครอบคลุมพื้นที่บางส่วนของสระบุรี นครนายก นครราชสีมา ปราจีนบุรี สระแก้ว และบุรีรัมย์ และ 5 ผืนป่า ได้แก่ อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ทับลาน ปางสีดา ตาพระยา และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าดงใหญ่ โดยอุทยานแห่งชาติทับลานอยู่ใน จ.ปราจีนบุรี มีเขตติดต่อกับอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ และเป็นป่าลานผืนสุดท้ายของประเทศไทยด้วย

ลูกลานลอยแก้ว บีบมะนาวลงไปหน่อยจะชื่นใจมาก

 ทว่า ข้อมูลก็ยังไม่ตอบคำถามข้องใจ จนกระทั่งมีโอกาสร่วมเดินทางไปกับโครงการตู้ยาไบโอฟาร์ม เพื่อชุมชนปีที่ 3 ของบริษัท ไบโอฟาร์ม เคมีคัลส์ ที่ได้ลงพื้นที่เยี่ยมเยือนและให้กำลังใจเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า หลังจากได้ติดตั้งตู้ยาพร้อมเวชภัณฑ์จำนวน 23 ตู้ตามหน่วยต่างๆ เป็นที่เรียบร้อย

ณ ที่ทำการอุทยานแห่งชาติทับลาน ภาคภูมิ อร่ามศิริรุจิเวทย์ นักวิชาการป่าไม้ปฏิบัติการ รับหน้าที่เป็นผู้เล่าและตอบคำถาม โดยเริ่มจากเปิดสไลด์ประกอบการพูดคุย “อุทยานมีพื้นที่ 1,397,375 ไร่ มีอัตรากำลังไม่เพียงพอ และมีคดีลักลอบตัดไม้พะยูงจำนวนมาก” สามหัวข้อบนสไลด์หน้าแรกระบุไว้เช่นนี้ โดยครึ่งปีแรกในปี 2560 มีการกระทำผิดเกี่ยวกับไม้พะยูงจำนวน 33 ราย

ภาคภูมิเล่าว่า ด้วยปัญหาการลักลอบตัดไม้พะยูงที่มีมาเนิ่นนานและยังไม่หมดไป ทางอุทยานฯ จึงนำเครื่องมือที่พวกเขาเรียกย่อๆ กันเองว่า เอ็นแคป (NCAPS-Network Centric Anti-Poaching System) มาร่วมแก้ปัญหา เป็นเครื่องมือขนาดเล็กที่ฝรั่งใช้จับภาพสัตว์ป่าเพื่อให้รู้ตำแหน่งล่า แต่ทางอุทยานฯ ได้นำมาใช้เพื่อจับภาพผู้ล่าหรือมนุษย์ที่ลักลอบเข้ามากระทำความผิด

ลูกลานลอยแก้ว ของฝากจากที่ทำการอุทยานฯ ทับลาน

 โดยกล้องเอ็นแคปจะใช้เลเซอร์ตรวจจับความเคลื่อนไหวในป่าและส่งภาพแบบเรียลไทม์ไปยังอีเมล ทำให้เจ้าหน้าที่ทราบถึงความผิดปกติ สามารถวิเคราะห์พฤติกรรมหรือปัจจัยคุกคามที่เกิดขึ้น วางแผนได้รัดกุม และออกปฏิบัติการได้รวดเร็ว โดยภาพจะสามารถคาดการณ์เส้นทางที่ผู้ลักลอบใช้ ขนาดกำลังคน หรือตำแหน่งซุ่มรอ ซึ่งนอกจากความรัดกุมและทันท่วงที ยังช่วยให้เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าทำงานได้อย่างปลอดภัยมากขึ้น

“อุทยานฯ ทับลานมีลักษณะเป็นเมืองล้อมป่า ทำให้มีจุดสุ่มเสี่ยงต่อการลักลอบเข้าพื้นที่ การใช้เครื่องมือและเทคโนโลยีจึงเป็นหัวใจสำคัญต่อการป้องกัน นอกเหนือไปจากการเฝ้าระวังและการลาดตระเวนของเจ้าหน้าที่” ภาคภูมิ กล่าว

โดยรอบผืนป่าทับลานมีเครื่องมือเอ็นแคปอยู่รอบพื้นที่ รวมถึงเครื่องมืออีกชิ้นที่เจ้าหน้าที่ให้สมญานามว่า กระต่ายน้อยพเนจร หรือจีพีเอส แทร็กเกอร์ อุปกรณ์ติดตามการเคลื่อนที่ของวัตถุโดยใช้สัญญาณดาวเทียมจีพีเอส ซึ่งสามารถแจ้งเตือนเมื่อมีการขยับหรือเคลื่อนที่ และบันทึกความเร็วในการเคลื่อนที่

ต้นยูคาลิปตัส ทิวทัศน์จากหน่วยห้วยคำภู

 “เมื่อพบไม้พะยูงแปรรูปที่ซุกซ่อนไว้ในป่าแต่ไม่พบตัวผู้กระทำความผิด เราจะนำกระต่ายน้อยไปติดตั้งไว้ในเนื้อไม้ เมื่อมีการขนย้ายกระต่ายน้อยจะส่งสัญญาณมายังแอพพลิเคชั่นในมือถือ ช่วยให้เราติดตามเส้นทางการเคลื่อนที่ พฤติกรรมของขบวนการลักลอบตัดฟันไม้พะยูง และทำให้สาวไปถึงต้นตอของขบวนการได้”

ด้าน ประวัติศาสตร์ จันทร์เทพ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติทับลาน กล่าวย้ำว่า ระบบเอ็นแคปทำให้เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าสามารถจับกุมผู้กระทำความผิดได้หลายครั้ง เช่น เมื่อปลายปี 2559 สามารถจับกุมกลุ่มลักลอบตัดไม้พะยูง และเมื่อต้นปี 2560 ทำให้ติดตามจับกุมกลุ่มชาวกัมพูชาที่หลบหนีอยู่ในป่าท้ายบ้านลำเพียก จ.นครราชสีมา ที่บุกรุกได้เพิ่มอีก 7 คน และตรวจยึดไม้พะยูงแปรรูปได้เพิ่มอีก 2 แผ่น

“เราไม่กลัวว่าคนร้ายจะรู้ว่ามีการติดตั้งกล้อง เพราะเราอยากให้เกิดความยำเกรงไม่กล้าทำผิด หรืออย่างน้อยเจ้าหน้าที่จะสามารถเข้าจับกุมทันเวลาก่อนที่จะตัดไม้ ถึงแม้จะไม่มีของกลาง โทษที่ได้รับจะน้อย แต่แบบนี้คุ้มกว่า เพราะได้ปกป้องป่าจากการถูกทำลาย ปกป้องคนร้ายจากคุก ถึงแม้เขาจะทำผิด แต่ถ้าถูกจับติดคุก ญาติพี่น้องของผู้กระทำความผิดก็จะบ่มเพาะความรู้สึกเกลียดชังเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า ดังนั้นการจับก่อนตัดจึงให้ผลดีในระยะยาว ลดการสูญเสียทุกรูปแบบ

ซากแถวต้นยูคาลิปตัสกลางอ่างเก็บน้ำนฤบดินทรจินดา

 แม้ตอนนี้จะยังป้องกันไม่ได้ 100 เปอร์เซ็นต์ เพราะป่าทับลานยังมีไม้พะยูงเยอะมาก ซึ่งล่อตาล่อใจให้กระทำผิด แต่จริงๆ มันคือไม้แห่งความตาย ก่อให้เกิดการแย่งชิง หักหลังเข่นฆ่า ก็หวังว่ากล้องเอ็นแคปจะช่วยเปลี่ยนใจคนที่จะกระทำผิดได้บ้าง รวมไปถึงช่วยปกป้องชีวิตสัตว์ป่า ลดการปะทะระหว่างสัตว์ป่ากับชาวบ้าน เช่น นำมาใช้เฝ้าระวังช้างป่าออกนอกพื้นที่ ก็สามารถสกัดช้างป่าและต้อนกลับป่าได้อย่างปลอดภัย”

ไม่ผิดเลยที่จะกล่าวว่านี่คือผู้พิทักษ์ป่ายุค 4.0 และเป็นต้นแบบของอุทยานแห่งชาติอื่นๆ ที่สามารถแก้ไขปัญหาแบบ “จับก่อนตัด” และลดจำนวนคดีการลักลอบทำความผิดได้จริง นอกจากนี้กล้องเอ็นแคปยังช่วยสำรวจประชากรสัตว์ป่า โดยพบช้างป่าร้อยละ 45 ของพื้นที่ที่ติดต่อกล้องเอ็นแคป พบเสือโคร่งร้อยละ 21 รวมถึงกระทิง กวาง เก้ง ชะมด เลียงผา หมีควาย และหมูป่า

ตอนนี้จึงตอบคำถามได้แล้วว่า อุทยานฯ ทับลานมีช้างป่า และไม่มีเพียงต้นลานเพียงอย่างเดียว ทว่าคำถามสุดท้าย “ที่นี่มีแหล่งท่องเที่ยวอะไรที่คุ้นหูบ้าง” เห็นท่าทีของภาคภูมิไม่อยากยกให้วังน้ำเขียวเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิดหน้าชูตา จึงพาไปหาความงามของธรรมชาติอย่างอื่นแทน ณ อ่างเก็บน้ำนฤบดินทรจินดา โครงการห้วยโสมงอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อ่างเก็บน้ำที่สร้างขึ้นตามพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งนับเป็นเขื่อนพระราชทานแห่งสุดท้ายที่กำลังจะแล้วเสร็จในเร็วๆ นี้

เจ้าหน้าที่ลาดตระเวนสาธิตการติดตั้งกล้องเอ็นแคปบนต้นไม้สูง

 ทั้งนี้ บริเวณอ่างเก็บน้ำยังเป็นที่ตั้งของหน่วยย่อย 2 หน่วย ได้แก่ หน่วยห้วยคำภู และหน่วยวังทะลุ บริเวณสันเขื่อนหรือเนินเหนืออ่างเก็บน้ำนฤบดินทรจินดา โดยสภาพความเป็นอยู่ของเจ้าหน้าที่จะเรียบง่าย กินง่ายอยู่ง่ายอย่างพอเพียง หาปลาตัวเล็กๆ จากอ่างเก็บน้ำมาตากแห้งแล้วนำมาประกอบอาหาร

โดยเฉพาะหน่วยวังทะลุที่ต้องนั่งเรือล่องไปตามอ่างเก็บน้ำเป็นเวลาประมาณ 30 นาที จึงตัดขาดกับโลกภายนอก ไม่มีระบบไฟฟ้า ประปา และอยู่ในป่าลึก เพื่อป้องกันผืนป่าที่อยู่ห่างไกลไม่ให้ถูกรุกรานโดยง่าย เนื่องจากป่าที่เชื่อมโยงกับลำน้ำจะเป็นจุดที่มักถูกบุกรุก เพราะเดินทางด้วยเรือสามารถขนอาวุธเข้ามาได้ง่าย ไม่เหนื่อยแรงเท่าการเดินเท้า และการใช้เรือที่ไม่มีเครื่องยนต์จะไม่มีเสียงดัง ทำให้ง่ายต่อการหลบเลี่ยงเจ้าหน้าที่

เมื่อต้องเข้าป่าลาดตระเวนจะทำงานเป็นทีมผลัดเปลี่ยนกัน ทีมละประมาณ 4-5 คน ทีมใดเข้าป่าลาดตระเวน อีกทีมหนึ่งจะอยู่บ้านพักคอยเป็นกองกำลังเสริม มีวันหยุดเดือนละเพียง 4 วัน ซึ่งจากการพูดคุย เจ้าหน้าที่ทุกคนล้วนมาประจำการด้วยความสมัครใจ แม้จะใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ในป่าก็ตาม

เจ้าหน้าที่กำลังออกเรือลาดตระเวนพื้นที่รอบๆอ่างเก็บน้ำ

 “เราต้องการกำลังใจมากที่สุด” ภาคภูมิ กล่าวทิ้งท้าย

“เพราะกำลังใจสำคัญพอๆ กับปัจจัยสี่ที่สามารถทำให้เราดำรงชีวิตอยู่ได้”

ดังนั้น การมาเยี่ยมเยียนผู้พิทักษ์ป่าในครั้งนี้ จึงไม่ได้มาเพื่อหาคำตอบในใจเพียงอย่างเดียว แต่ยังมาให้กำลังใจและแสดงความขอบคุณผู้พิทักษ์ป่าทุกท่านที่มีจิตใจของผู้เสียสละ ซึ่งต้องยกย่องสุดหัวใจอย่างแท้จริง

อ่างเก็บน้ำนฤบดินทรจินดาจะเปิดอย่างเป็นทางการเร็วๆ นี้

ภาคภูมิโชว์ตู้ยาไบโอฟาร์ม

เจ้าหน้าที่เช็กสภาพกล้องเอ็นแคป

เจ้าหน้าที่ล่องเรือลาดตระเวนตรวจความเรียบร้อย

ลูกลานนำมาขยายพันธุ์ต่อหลังจากต้นที่มันเกิดมาตาย

 

 

เค ผับ แอท วายจี รีพับลิก ชิลสไตล์เกาหลีที่ไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 มิถุนายน 2560 เวลา 16:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/nightlife/499605

เค ผับ แอท วายจี รีพับลิก ชิลสไตล์เกาหลีที่ไทย

โดย…คุณมัลล์ ภาพ ทวีชัย ธวัชปกรณ์

ยังไม่คลายความนิยมไปง่ายๆ สำหรับกระแสเคป๊อปในเมืองไทย ไม่ว่าจะวัฒนธรรมเกาหลี ซีรี่ส์ ดนตรี รวมไปถึงอาหารการกิน ล่าสุดกับการเปิดตัว เค ผับ แอท วายจี รีพับลิก (K Pub @ YG Republic) บนชั้นดาดฟ้าของห้างสรรพสินค้าโชว์ดีซี

ผับสไตล์ไอริชเวอร์ชั่นเกาหลี ที่น่าไปชิลเอาต์มาก มีรูฟท็อปที่ชั้น 2 ของร้าน ให้นั่งรับลมชมวิวเมืองย่านพระราม 9 แม้ตึกจะไม่ระฟ้าแต่ก็ไม่เสียดีกรีรูฟท็อป เพราะพอแดดร่มลมตกบรรยากาศก็น่านั่งโซฟาสรวลเสเฮฮา ชั้นนี้มีบาร์ที่เป็นลักษณะรูฟท็อป วิว สามารถนั่งจิบเครื่องดื่มเย็นๆ  ดื่มด่ำกับบรรยากาศสวยๆ ของกรุงเทพฯ ยามค่ำคืนได้แบบ 270 องศา

แม้ฝนจะถล่มกรุงก็หายห่วง เพราะมีโซนห้องแอร์ ชั้น 1 ของร้านได้บรรยากาศผับ แต่ไม่ใช่แบบผับตื้ดๆ นะ แต่เป็นแนวเหมาะกับนั่งดื่มกินฟังเพลงคูลๆ ซึ่งเวลา 20.00 น. จะมีไลฟ์แบนด์ เพลงสากลฮิตทั่วๆ ไป (ในอนาคตจะมีเพลงเกาหลี) สลับกับดีเจเปิดแผ่นให้จังหวะอีดีเอ็มเบาๆ ได้โยกนิดๆ แต่ไม่ถึงขั้นต้องลุกสะบัดโชว์ลีลาเท้าไฟ

ตรงกลางเป็นบาร์ขนาดใหญ่มีเครื่องดื่มเรียงราย ทั้งไวน์ แชมเปญ แต่จะเน้นคราฟต์เบียร์ไทยกับเกาหลี อย่างตัวเด่นจากเกาหลี มี Ark  Hug Me และ Ark Some Some และโซนนี้มีบาร์เทนเดอร์หนุ่มๆ หลายนาย ยิ่งดึก เก้าอี้ที่วางรายล้อมบาร์ก็ต้องแย่งกันราวกับเล่นเก้าอี้ดนตรีเลยละ

บริเวณชั้น 1 ยังมีโซนเอาต์ดอร์ให้รับลมด้วย โต๊ะเก้าอี้ทรงสูงเหมาะกับนั่งดื่ม จะนั่งรับประทานอาหารให้เรียบร้อยแล้วออกมานั่งจิบเครื่องดื่มเบาๆ ให้ย่อยก็เหมาะ ทุกบริเวณของร้านได้ยินเสียงเพลงทั่วถึงและระบบเสียงดีทีเดียว

ทุกอย่างของ เค ผับ ถูกควบคุมจากต้นฉบับ เค ผับ ที่ประเทศเกาหลี อย่างที่เรียกว่าแทบจะถูกถอดแบบมาเปี๊ยบ โดยเฉพาะเมนูอาหารที่มีไม่ถึง 20 เมนู ล้วนเป็นซิกเนเจอร์ และวัตถุดิบหลายอย่างนำเข้าจากเกาหลี เช่นเดียวกับซอสต่างๆ ก็ส่งตรงมาจากแดนกิมจิ แม้กระทั่งการตกแต่งจานก็ต้องได้รูปแบบองศาการวางเหมือนกันทุกกระเบียดนิ้วไม่ให้เสียยี่ห้อเค ผับ

อย่างเมนู Smoked Meat Platter จานใหญ่ จะเลือกรับประทานเป็นอาหารมื้อหลัก หรือเป็นกับแกล้มก็ได้ ในจานมีซี่โครงหมู หมูย่างโกชูจัง (หมูสามชั้น) และไก่ ความพิเศษอยู่ที่การหมักและซอสที่ทาเนื้อแต่ละชนิด เสิร์ฟพร้อมขนมปัง มอร์นิ่ง เบรกฟาสต์

ยังมีซอส 3 ชนิด บาร์บีคิว สวีทชิลลี่ และชองยางมาโยเสิร์ฟเคียงมาด้วย ทว่าเนื้อแต่ละชนิดมีรสชาติของซอสหมักอยู่แล้ว จะจิ้มซอสเพิ่มรสอีกหรือไม่ มีให้เป็นตัวเลือกละกัน ส่วนกระดาษที่ใช้รองอาหารมีเนื้อหาข่าวสารของวายจีเอนเตอร์เทนเมนต์ อยากรู้ทันทุกความเคลื่อนไหว ต้องกินให้หมดเกลี้ยงนะ (ฮา) และต้องอ่านออกด้วย เพราะเป็นภาษาเกาหลี

อีกเมนูที่น่าลอง Beer Chicken เมนูขายดีในประเทศเกาหลี ไก่อบทั้งตัว หมักด้วยน้ำหมักสูตรเฉพาะ หมักนานถึง 2 วัน เพื่อให้ซอสซึมเข้าไปยังเนื้อไก่ เมนูนี้พิเศษตรงที่อบไก่ 2 รอบ ในรอบแรกอบปกติ ข้างในไก่มีเครื่องเทศเกาหลีช่วยดับกลิ่น และการอบรอบที่ 2 จะราดซอสเมเปิลการ์ลิก ส่วนฐานรองไก่ใส่เบียร์เข้าไปตอนอบด้วย เพื่อให้ได้กลิ่นหอม และการอบสองรอบช่วยทำให้หนังข้างนอกกรอบ แต่เนื้อข้างในนุ่มไม่เหนียว

ไก่ก็ต้องคัดไซส์ให้ได้แบบเดียวกันกับที่เสิร์ฟในเกาหลีเป๊ะๆ เสิร์ฟพร้อมข้าวโพดย่าง มันฝรั่งทอด กระเทียม พริกหวานย่าง โรยด้วยพริกชิชิโตะ เมนูนี้คนเกาหลีนิยมรับประทานคู่กับคราฟต์เบียร์เกาหลี เสิร์ฟมาในแก้วทองแดง ที่ช่วยรักษาอุณหภูมิต่ำของเบียร์ไว้ได้อย่างดี

สำหรับเครื่องดื่มก็มีแบบฉบับเฉพาะตัว คือ โซจูผสมกับผลไม้ให้เลือกดื่มในหลากหลายรูปแบบ อาทิ โซจูบอม โซจูเมลอน โซจูแอปเปิ้ล ฯลฯ

ค็อกเทลที่เป็นซิกเนเจอร์จากเกาหลีมี  3 อย่าง คือ “เค ผับ วิสกี้ ซาวร์” ที่มีส่วนผสมพิเศษ คือ โสมเกาหลี “โคเรีย โมจิโต” นอกจากจะมีส่วนผสมทั่วๆ ไปเหมือนที่อื่น เช่น รัม ใบมินต์ มะนาว โซดา ที่ขาดไม่ได้แบบเกาหลีต้องเติมลงไป คือ โซจู อีกแก้ว คือ “Somac” คราฟต์เบียร์ของเกาหลี ผสมโซจู 1 ช็อต ซึ่งเป็นสไตล์การดื่มในแบบเกาหลี

หากยังไม่รู้จะนัดเพื่อนสังสรรค์ที่ไหน เค ผับ เหมาะเป็นอีกตัวเลือกหนึ่ง ที่บรรยากาศลงตัว ดนตรีไพเราะ โดย เค ผับ ตั้งอยู่ชั้น 6 โชว์ดีซี เปิดทุกวัน เวลา 17.00-02.00 น. โทร. 02-111-5443

 

ปั่นโต้ลมทะเล @เขาสามร้อยยอด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 กรกฎาคม 2560 เวลา 07:49 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/502187

ปั่นโต้ลมทะเล @เขาสามร้อยยอด

โดย…Withaya Heng

วันนี้จะพาไปรู้จักกับเส้นทางจักรยานทางภาคใต้กันบ้าง แต่ก็ไม่ได้ไปไหนไกล ปราณบุรี เลยหัวหินไปหน่อยเดียวครับ

ปราณบุรี อำเภอที่อยู่ถัดไปจากหัวหิน ห่างออกไปจากตัวเมืองหัวหินเพียง 30 กม. เราจะพบกับความสงบเงียบที่แตกต่างโดยสิ้นเชิงกับหัวหิน หาดทรายกว้างที่ทอดตัวยาวสุดสายตา ถนนเลียบหาดที่ทำหน้าที่แยกรีสอร์ทที่พักต่างๆ ให้ถอยห่างออกมาจากหาดทราย จึงทำให้หาดทรายยาวตลอดแนวยังคงความเป็นสาธารณะอยู่ได้โดยไม่มีใครกล้ามาทำเนียนแสดงความเป็นเจ้าของ และถนนเลียบหาดเส้นเดียวกันนี้คือเสน่ห์ของการปั่นจักรยานทางเรียบรับลมทะเล พร้อมๆ ไปกับการชมวิวสวยๆ ตลอดทาง โดยเส้นปั่นจักรยานของเราในครั้งนี้จะเริ่มต้นจากหาดปราณไปทางเขากะโหลก ต่อไปยังอุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอด สุดเขตสามร้อยยอดต่อเข้าบ่อนอก ไปสิ้นสุดจุดหมายปลายทางที่ร้านครัวชมวาฬ

เส้นทางจักรยานเส้นนี้ถือว่าได้รับความนิยมมาเป็นเวลาหลายปีแล้ว นอกจากวิวที่สวยงามมีครบทั้งทะเล ภูเขาและป่าเขียว สภาพผิวทางถนนถือว่าทำไว้ดีมากๆ เป็นถนนคอนกรีตเรียบกริบตลอดเส้นทาง และที่สำคัญทางราบตลอดแทบไม่มีเนินเขาเลย จึงทำให้ได้รับความนิยมจากนักปั่นกันพอสมควร จนได้มีการทำทางจักรยานโดยเฉพาะขึ้นในช่วงหาดปราณไปถึงสุดหาดสามร้อยยอด เพื่อรองรับนักปั่นที่หลากหลายฝีมือ

ทางจักรยานช่วงแรก เป็นทางบนฟุตปาทสีแดงอิฐ เริ่มจากบริเวณหน้าแบคคัสโฮมรีสอร์ท ไปจนถึงปราณธารา รีสอร์ท ระยะทาง 4 กม. จากนั้นลงปั่นบนถนน ตีเป็นเส้นชิดขอบทางด้านซ้ายไปอีก 2.5 กม.ถึงเขากะโหลก เมื่ออ้อมเขามาอีกด้านจะเป็นหาดที่ชาวประมงใช้จอดเรือหลบลม จะมีการสร้างเป็นทางริมหาดขนานไปกับถนนเลียบหาดอีกชั้นหนึ่ง ระยะทาง 4 กม. ทางจะไปชนกับขุนเขาสามร้อยยอดที่ขวางอยู่ตรงหน้าต้องอ้อมออกมา เมื่อกลับเข้ามาถนนเลียบหาดอีกครั้งจะเป็นหาดสามร้อยยอด

ทางจักรยานช่วงนี้จะเป็นเลนจักรยานบนถนนทาสีแดงอิฐเลียบกับหาดไปอีก 5 กม. ก็จะสิ้นสุดช่วงที่เป็นถนนเลียบหาดทั้งหมดแล้ว เราต้องปั่นออกไปสู่ถนนสาย 4020 ผ่านที่ทำการอุทยานแห่งชาติสามร้อยยอดไปยังถ้ำไทร เมื่อถึงแยกถ้ำไทรที่จริงเราต้องเลี้ยวขวาเพื่อไปทางหาดสามพระยา แต่ทางเข้าถ้ำไทรจะเป็นช่องเขาที่สวยงาม จะปั่นตรงเข้าไปแวะถ่ายรูปก่อนก็สวยดี ผ่านช่องเขาไปแล้วทางจะลงไปสู่ทะเลมีทางเลียบหาดสั้นๆ ต้องกลับออกมาทางเดิม เราออกมาเลี้ยวซ้ายผ่านทางเข้าหาดสามพระยา ออกจากเขตอุทยานฯ เขาสามร้อยยอดเข้าสู่ ต.บ่อนอก เพื่อไปถึงจุดหมายปลายทางที่ครัวชมวาฬ

ครัวชมวาฬ เป็นร้านอาหารและที่พักแบบท้องถิ่น เจ้าของคือ เจริญ วัดอักษร อดีตประธานกลุ่มอนุรักษ์ท้องถิ่นบ่อนอกและเป็นแกนนำต่อต้านการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินบ่อนอก ซึ่งภายหลังถูกลอบยิงเสียชีวิต คุณกระแต ภรรยาจึงมารับช่วงทำร้านครัวชมวาฬต่อ ปัจจุบันในส่วนที่พักมีการปรับปรุงขนานใหญ่ มีการลงฐานซีเมนต์ก่อสร้างแบบถาวรวัตถุมากขึ้น แต่ยังคงคอนเซ็ปต์เดิมๆ คือ กระต๊อบริมทะเล ที่ลงจากบันไดบ้านก็เหยียบทรายเลย

พูดขึ้นมาแบบนี้วัยรุ่นหนุ่มสาวอาจจะไม่เข้าใจ แต่สำหรับคนวัย 40plus คิดว่าช่วงเวลาเยาว์วัยต้องเคยสัมผัสที่พักแบบนี้มาแล้วแน่นอน ในส่วนของอาหาร ไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ ยังคงใช้วัตถุดิบสดๆ จากท้องถิ่น ปรุงรสฝีมือจัดจ้านแบบบ้านๆ จัดจานไม่ต้องสวยขอเพียงสด-อร่อย เท่านี้ก็เพียงพอแล้วที่เราจะต้องกลับมาที่นี่อีก…ซ้ำแล้วซ้ำเล่า…

ระยะทางที่ปั่นมาทั้งหมดประมาณ 57 กม. ปั่นแบบสบายๆ มีแวะถ่ายรูป มีโอ้เอ้บ้างก็ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมงครึ่งถึง 3 ชั่วโมง ออกแต่เช้าหน่อยจะไม่เจอแดดร้อนนัก แต่เรื่องลมนี่ต้องเจอแน่นอนไม่ขาไปก็ขากลับแล้วแต่ทิศทางของลมมรสุมในแต่ละฤดู ถึงที่หมายนั่งเล่นสักพัก ทานอาหารอร่อยๆ สักมื้อ พักให้ย่อยอีกหน่อยค่อยปั่นกลับ จะได้ทริปท่องเที่ยวเต็มวันกับระยะทาง 114 กม. บนเส้นทางที่สวยงาม วิวดี ปั่นสนุก อาหารอร่อย…แล้วเราจะต้องการอะไรอีกล่ะ…

 

 

บันยัน เดอะ รีสอร์ท หัวหิน อบอุ่นเหมือนเดิม เพิ่มเติมคือ ‘อิ่ม’ เอม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 กรกฎาคม 2560 เวลา 08:26 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/502019

บันยัน เดอะ รีสอร์ท หัวหิน อบอุ่นเหมือนเดิม เพิ่มเติมคือ ‘อิ่ม’ เอม

โดย…นิทรา ราตรี

 หมุดหมายของครอบครัวอย่างเมืองชายทะเลหัวหิน ยังคงเป็นตัวเลือกยอดนิยมไปตลอดกาล ด้วยระยะทางที่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ มนต์เสน่ห์ของชายหาด และความหลากหลายของที่พักที่ตอบโจทย์ทุกกลุ่มโดยเฉพาะครอบครัว

หนึ่งในนั้นต้องมีชื่อ บันยัน เดอะ รีสอร์ท หัวหิน

รีสอร์ทให้บริการที่พักแบบวิลล่าขนาด 120 ตร.ม. ประกอบด้วย 2 ห้องนอน (หรือเลือกพักแบบ 1 ห้องนอนก็ย่อมได้) ห้องนั่งเล่น ห้องครัว ห้องนั่งรับประทานอาหาร สระว่ายน้ำ จากุซซี่ ส่วนตัว ฝักบัวอาบน้ำด้านนอกระเบียง และชุดเก้าอี้อาบแดด

 พร้อมกิจกรรมที่ตอบโจทย์ครอบครัวอย่าง ตะกร้าปิกนิก ให้ทุกคนในบ้านได้สนุกไปกับการรับประทานอาหารมีให้เลือก 2 แบบ คือ เอเชีย มีไฮไลต์เป็นติ่มซำ ซาลาเปา และเปาะเปี๊ยะสด หรือเวสเทิร์น มีทั้งขนมปัง ชีส โคลด์คัต และสลัด โดยทั้งหมดจะถูกจัดสรรใส่ตะกร้าให้คุณปิกนิกได้ที่วิลล่าส่วนตัวหรือทุกที่ที่ต้องการ

สำหรับมื้อเย็นทางรีสอร์ทสามารถจัดปาร์ตี้บาร์บีคิวที่วิลล่าหรือริมสระว่ายน้ำ โดยจะมีเชฟบริการปิ้งย่างให้เสร็จสรรพทั้งเมนูเนื้อสัตว์ ซีฟู้ด สลัด ข้าว ขนมปัง และผลไม้

บันยัน เดอะ รีสอร์ท ยังโดดเด่นด้านสนามกอล์ฟเวิลด์คลาส 18 หลุม ณ บันยัน กอล์ฟ คลับ จากการออกแบบโดย พิรพน นะมาตร์ ซึ่งมีจุดเด่นอยู่ที่หลุม 15 ระยะ 139 หลา พาร์ 3 เพราะผู้เล่นสามารถมองเห็นเกาะสิงโตและทิวทัศน์ของท้องทะเล ทำให้เป็นหลุมที่มีชื่อเสียงและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

โดยในขณะที่คุณพ่อกำลังออกรอบนั้น คุณแม่สามารถใช้เวลาว่างอยู่ที่ เดอะ สปา วิลล่า สถานที่ให้บริการทรีตเมนต์หลายชนิด เช่น นวดไทย นวดน้ำมันตามกรุ๊ปเลือด และตัดแต่งเล็บ ส่วนลูกๆ จะได้สนุกสนานในสระว่ายน้ำเด็กหรือสระว่ายน้ำหลักที่ทอดยาวผ่านหน้าวิลล่า

 รีสอร์ทจึงเป็นที่รักของกลุ่มครอบครัว ซึ่งในอนาคตทุกคนจะได้สัมผัสกับวิลล่าโฉมใหม่ที่ถูกปรับเปลี่ยนให้ทันสมัยและผ่อนคลาย ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนกระเบื้องปูพื้น โต๊ะรับประทานอาหาร ชุดโซฟาในบ้าน เก้าอี้อาบแดด และเพิ่มเฟอร์นิเจอร์บางชิ้นเพื่อสร้างบรรยากาศให้วิลล่ามีกลิ่นอายความเป็นรีสอร์ทมากขึ้น

ที่นี่ยังคงอบอุ่นเหมือนเดิม ที่เพิ่มเติมคือ ความอิ่มเอม เพราะความรู้สึกที่ออกจากบ้านมาเพื่อมาอยู่บ้านอีกหลัง แล้วยังสามารถพักใจและพักกายได้แบบไร้กังวล ย่อมเป็นความรู้สึกที่ดีที่สุดแล้วสำหรับสถานที่ที่เรียกตัวเองว่า รีสอร์ท

Price: วิลล่า 1 ห้องนอนพร้อมบัตรออกรอบกอล์ฟ 1 ใบ ราคา 9,500 บ. และ วิลล่า 2 ห้อง พร้อมบัตรออกรอบกอล์ฟ 2 ใบ ราคา 12,100 บ. ตั้งแต่สิงหาคม – กันยายน

Place: หมู่บ้านหัวนา หนองแก ถ. เพชรเกษม หัวหิน โทร. 0-3253-888 เว็บไซต์ www.banyanthailand.com

Promotion: แพ็คเกจสเตย์และเพลย์ 3 วัน 2 คืน พร้อมออกรอบที่สนามกอล์ฟบันยัน หัวหิน ราคาเริ่มต้นที่ 11,900 บ. สำหรับวิลล่า 1 ห้องนอน หรือ 15,200 บ. สำหรับวิลล่า 2 ห้องนอน ตั้งแต่วันนี้ – 31 ธ.ค. 2560

 

ตามหามือปืน เช็กอินงานอาร์ต หอศิลป์ ศุภโชค ดิ อาร์ต เซ็นเตอร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 กรกฎาคม 2560 เวลา 08:02 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/500971

ตามหามือปืน เช็กอินงานอาร์ต หอศิลป์ ศุภโชค ดิ อาร์ต เซ็นเตอร์

โดย…กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย ภาพ ทวีชัย ธวัชปกรณ์

จากความตั้งใจของ ศุภโชค อังคสุวรรณศิริ นักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และนักสะสมของเก่าที่ประสงค์สร้าง “หอศิลป์ ศุภโชค ดิ อาร์ต เซ็นเตอร์” (S.A.C. Subhashok The Arts Centre) เพื่อเก็บรวบรวมของสะสมของตน จากนั้นได้ขยายผลไปสู่สาธารณะให้ผู้ที่สนใจเข้ามาชมงานศิลปะ หรืออุดหนุนงานศิลป์ของศิลปินไทยที่มีฝีมือแต่ยังไม่เป็นที่รู้จักมากนัก

หอศิลป์แบ่งพื้นที่ออกเป็น 3 โซน ได้แก่ หอศิลป์ เป็นอาคาร 3 ชั้น โดยชั้น 3 ทำเป็นนิทรรศการถาวร จัดแสดงพระพุทธรูปโบราณซึ่งเป็นของสะสมล้ำค่าของศุภโชค ซึ่งคาดว่าจะเปิดให้เข้าชมไม่เกินต้นปี 2561 เนื่องจากอยู่ในช่วงจัดการข้อมูลให้ถูกต้องและลึกซึ้ง ส่วนชั้น 1 และ 2 เป็นพื้นที่จัดแสดงงานศิลปะร่วมสมัย ที่จะหมุนเวียนเปลี่ยนงานศิลปะไปทุกๆ 6 สัปดาห์

โซนที่ 2 แกลเลอรี่ เป็นพื้นที่จัดแสดงงานศิลปะขนาดย่อม เพื่อให้นิสิตนักศึกษาหรือศิลปินรุ่นเยาว์มาใช้พื้นที่โชว์งานศิลปะและรับคำวิจารณ์งานจากภัณฑารักษ์ (Curator) และโซนที่ 3 ร้านกาแฟ โกปิโอบอร์ดเกมคาเฟ่ ที่นอกจากจะขายกาแฟและอาหารจานเดียวแล้ว ยังเป็นโรงเรียนสอนศิลปะตั้งแต่เบสิกถึงเตรียมสอบเข้ามหาวิทยาลัย และเป็นแหล่งรวมตัวของสาวกบอร์ดเกม โดยจะมีเกมมาสเตอร์ช่วยอธิบายกติกา ทำหน้าที่เป็นกรรมการ และสามารถเป็นตัวเสริมให้เล่นได้ครบทีมด้วย

ด้าน เอิง-จงสุวัฒน์ อังคสุวรรณศิริ วัย 28 ปี ผู้อำนวยการฝ่ายบริหาร และทายาทของ หอศิลป์ ศุภโชค ดิ อาร์ต เซ็นเตอร์ กล่าวต่อว่า วัตถุประสงค์ของหอศิลป์ศุภโชคต้องการสนับสนุนศิลปินรุ่นใหม่ที่มีความสามารถแต่ไม่ได้รับโอกาส โดยใช้แนวคิดนี้ในการคัดเลือกศิลปินมาจัดนิทรรศการและเปิดเป็นพื้นที่ตรงกลางให้ผู้ที่สนใจซื้องานจากศิลปิน

“หลายคนไม่กล้าเข้าแกลเลอรี่เพราะคิดว่าไม่ได้เข้าไปซื้องาน เขาจะรำคาญเราหรือเปล่า หรือเข้าไปดูแล้วจะเข้าใจงานไหม ก็อาจจะตัดสินใจไม่เดินเข้าไป แต่ที่นี่เราทำหอศิลป์ให้เฟรนด์ลี่ มีภัณฑารักษ์ให้ข้อมูลกับทุกคนอยู่ตลอดเวลา สามารถถามได้ทุกคำถามไม่ว่าจะเป็นคำถามที่อาจรู้สึกว่าง่ายเกินไปหรือเปล่า เราก็ยินดีให้คำตอบและช่วยหาข้อมูล รวมถึงเสาร์-อาทิตย์จะมีศิลปินเจ้าของผลงานมาให้ความรู้ด้วย”

จุดเด่นของหอศิลป์ศุภโชคจึงอยู่ที่ความหลากหลายของนิทรรศการ อย่างเมื่อวันที่ 1 ก.ค.ที่ผ่านมา หอศิลป์เพิ่งเปิดนิทรรศการใหม่ของ 2 ศิลปินไทยที่มี “หน้ากาก” เข้ามาเกี่ยวข้อง ได้แก่ นิทรรศการ Live a life งานจิตรกรรมร่วม 30 ชิ้น โดย ทรงวุฒิ แก้ววิศิษฎ์ ศิลปินไทยมากความสามารถ เจ้าของรางวัลทางศิลปะมากมาย

ทั้งรางวัลใหญ่ระดับประเทศและรางวัลชนะเลิศของเอเชีย และนิทรรศการ Dreamy Land โดย สุภสิทธิ์ ธรรมประเสริฐ ผลงานจิตรกรรมของเขาสามารถแบ่งออกเป็นหลายชุด โดยประเด็นร่วมสมัยของเขานำเสนอโลกอุดมคติที่ไม่ใช่สวรรค์หรือยูโทเปีย แต่ได้ศึกษาประวัติศาสตร์ สังเกตความเป็นไปของการเมืองการปกครอง และทุกๆ ความเคลื่อนไหวบนโลกนี้ทั้งในอดีตและปัจจุบัน โดยเฉพาะในประเทศไทย เพื่อทำความเข้าใจโครงสร้างและชั้นผิวทางสังคม การต่อสู้ ต่อรอง และการดำรงอยู่ร่วมกัน

“ศิลปะเหมาะกับคนทุกวัยตั้งแต่เด็กถึงคนสูงอายุ เชื่อว่าเมื่อมาจะเจอกับนิทรรศการที่ตรงกับรสนิยมของตัวเองแน่นอน ในหนึ่งปีเราจะมีนิทรรศการเฉลี่ย 14-15 งาน เพราะเรามีพื้นที่สองชั้น และมีพื้นที่จัดงานนิทรรศการต่างประเทศด้วย” จงสุวัฒน์ กล่าวเพิ่มเติม

นอกจากนี้ เดือน ก.ค.ยังเป็นเดือนประเดิมเปิดนิทรรศการในต่างจังหวัด เพื่อนำศิลปะให้ไปอยู่ใกล้ชิดผู้คนต่างจังหวัด โดยได้เริ่มต้นที่มหาวิทยาลัยนเรศวร จ.พิษณุโลก ต่อด้วยขอนแก่นและเชียงใหม่ตามลำดับ ซึ่งนับเป็นโครงการที่ได้ประโยชน์ทั้งสองฝ่าย คือ ตัวศิลปินเองจะได้โชว์ผลงานไปทั่วประเทศไทยให้คนรู้จักมากขึ้น ส่วนผู้ชมก็จะได้ชมงานศิลปะโดยไม่ต้องเดินทางมาไกลถึงกรุงเทพฯ

หอศิลป์ศุภโชคกำลังย่างเข้าสู่ปีที่ 5 ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาคนวงในได้เห็นความเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจน กล่าวคือ เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงที่ก้าวกระโดดของคนไทยที่สนใจงานศิลปะมากขึ้น รวมถึงมีหอศิลป์และแกลเลอรี่เกิดใหม่มากมายซึ่งถือว่าเป็นเรื่องดีในวงการศิลปะ

“ผมเห็นความนิยมในศิลปะมากขึ้นชัดเจนเมื่อปีที่ผ่านมา คล้ายๆ เป็นเทรนด์ใหม่ที่คนรุ่นใหม่สนใจ ทำให้คนที่มีอาชีพเป็นศิลปินก็สามารถทำเงินได้ เพราะปัจจุบันมีคนสนับสนุนงานศิลปะมากพอให้ศิลปินสามารถอยู่ได้ และคิดว่าในอนาคตจะดีขึ้นไปกว่านี้จนไม่มีคำว่าศิลปินไส้แห้งอีกต่อไป และหวังว่าหอศิลป์ศุภโชคจะเป็นหนึ่งแรงที่จะผลักดันวงการศิลปะไทยให้ก้าวหน้ามากขึ้น” เขากล่าวทิ้งท้าย

ใครที่แวะเวียนไปหอศิลป์อย่าลืมถ่ายรูปเช็กอินกับสตรีทอาร์ต (ที่จะเปลี่ยนไปทุกเดือน) สุดฮิปตามกำแพง และยืนประกบคู่กับเจ้ามือปืน (Gun Hand) ของประติมากร เปี่ยมจันทร์ บุญไตร ที่สร้างสรรค์สัญลักษณ์แทนอำนาจชี้เป็นชี้ตายจนกลายเป็นเอกลักษณ์ของหอศิลป์ศุภโชคไปแล้ว

หอศิลป์ ศุภโชค ดิ อาร์ต เซ็นเตอร์ เปิดบริการวันอังคาร-วันอาทิตย์ (หยุดทุกวันจันทร์) เวลา 10.00-18.00 น. ตั้งอยู่ในย่านสุขุมวิทระหว่างสุขุมวิท ซอย 31 และ 39 ติดตามข่าวสารและงานนิทรรศการใหม่ๆ ได้ทางเพจเฟซบุ๊ก S.A.C. Subhashok The Arts Centre และโทร. 02-662-0299

 

 

ค้นหาความสุขที่เรียบง่ายที่สุด เดอะสลิล สุขุมวิท 57

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 กรกฎาคม 2560 เวลา 09:53 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/500825

ค้นหาความสุขที่เรียบง่ายที่สุด เดอะสลิล สุขุมวิท 57

โดย…นิทรา ราตรี

 อบอวลไปด้วยแรงบันดาลใจจากดีไซน์แบบจาโปเนสเซอรี่ ณ โรงแรมเดอะสลิล สุขุมวิท 57 ทองหล่อ ที่ไม่ได้เป็นเพียงที่พักอาศัย แต่เป็นแหล่งสร้างสรรค์แนวคิด “พื้นที่การอยู่อาศัยแนวใหม่” (Concept Living Space) เปลี่ยนห้องพักให้เป็นบ้านส่วนตัวที่หัวมุมถนนในยุโรป

โดยผู้เข้าพักจะได้รับ 6 สัมผัส คือ พัก รับประทาน ทำงาน ช็อป เล่น และผ่อนคลาย ที่จะเปลี่ยนวันธรรมดาในโรงแรมให้เป็นเวลาที่น่าจดจำ

“พัก” โรงแรมประกอบด้วยห้องพัก 130 ห้อง แบ่งเป็นห้องพรีเมียร์ ห้องดีลักซ์ และห้องสวีทหนึ่งห้องนอน บนอาคารสูง 8 ชั้น โดยแต่ละชั้นจะมีภาพวาดนกและต้นไม้อันเป็นเอกลักษณ์ที่แตกต่างไป ห้องพักออกแบบสไตล์โมเดิร์นคลาสสิก มีลูกเล่นของกระจกเงาแบบโต๊ะเครื่องแป้งตะวันตก ภาพจิตรกรรมบนหัวเตียง โซฟาเบดนุ่มสบาย เตียงนอนอุ่น และอ่างอาบน้ำที่มองลอดผ่านกระจกใส

“รับประทาน” เดอะสลิลได้คัดสรรความสุขในการรับประทานอาหารและเครื่องดื่มที่ห้องอาหาร บาร์ สตอเรีย เดล คัฟเฟ่ (Bar Storia del Caffè) แนวคิดคลาสสิก-ยุโรป เสิร์ฟอาหารไทยและตะวันตก และร้านชา มาคิยาจ แฟรส์ ที รูม (Mariage Frères Tea Room) ชาอันดับ 1 ของโลกที่ถูกนำมาให้บริการบริเวณล็อบบี้ของโรงแรม

 “ทำงาน” โรงแรมมีทุกอย่างที่จำเป็นกับการทำงาน ทั้งดิจิตอลเทคโนโลยี ชา กาแฟ ของว่าง และห้องประชุมขนาดย่อมในบรรยากาศสบายและมีสไตล์

“ช็อป” บริเวณล็อบบี้มีมุมจำหน่ายสินค้าที่ระลึก อย่างชาชั้นดีของมาคิยาจ แฟรส์ ชุดของที่ระลึกของโรงแรม และดอกไม้แห้งหอมของ เอเวอรี่เดย์ คาร์มาคาเมท

“เล่น” โรงแรมมีสถานที่ที่ออกแบบให้เป็น เดอะ เพลย์รูม ทั้งห้องปิงปอง แกลเลอรี่งานศิลปะที่เล่นแสงและเงาในห้องเธียเตอร์ และเพนต์บาร์ที่จะสนุกไปกับงานศิลปะได้อย่างเต็มที่

“ผ่อนคลาย” ทำตัวเหมือนอยู่บ้านบริเวณริมสระว่ายน้ำกลางแจ้งที่เห็นวิวเมืองหลวงแบบไม่จอแจ ออกกำลังกายที่ฟิตเนสเซ็นเตอร์ หรือผ่อนคลายยามค่ำคืนที่บาร์ลอยฟ้าสุดฮิป ให้สัมผัสประสบการณ์เหมือนอยู่ในห้องนั่งเล่นตลอดวัน

 ดูเหมือนว่าความสุขที่เรียบง่ายที่สุดจะเกิดขึ้น ณ ที่แห่งนี้ ไม่ว่าจะเป็นการดื่มเอสเพรสโซ่หอมกรุ่น เฝ้ามองผู้คนอาบแดดบนระเบียง อ่านนิยายเล่มโปรด ชมงานศิลป์ในแกลเลอรี่ หรือไม่ว่าจะเป็นความสุขแบบใด ทุกอย่างได้ถูกจัดสรรไว้แล้ว ณ เดอะสลิล

Price: ห้องพรีเมียร์ 11,500 บ. ดีลักซ์ 14,500 บ. ห้องสวีท 17,500 บ.

Place: ซ. สุขุมวิท 57 ใกล้บีทีเอสทองหล่อ โทร. 02-072-2882-4 เว็บไซต์ www.thesalilhotel.com

Promotion: จองห้องพักผ่านเว็บไซต์ www.thesalilhotel.com ใส่รหัสโปรโมชั่น SALIL รับส่วนลด 10% พร้อมสิทธิเช็คอินเวลา 10.00 น. เช็คเอาท์ 16.00 น. ฟรีเครื่องดื่มต้อนรับ และอาหารเช้า

 

ไป ระยอง เดินชมทุ่งโปรงทอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 มิถุนายน 2560 เวลา 08:19 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/499813

ไป ระยอง เดินชมทุ่งโปรงทอง

โดย…พาแลง

เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และศึกษาเรียนรู้ควบคู่กันไป

สาเหตุที่เรียกทุ่งแห่งนี้ว่าโปรงทองด้วยจุดเด่นของต้นโปรงที่ขึ้นหนาแน่นอยู่เต็มพื้นที่ หากคุณไปเยือนยามเช้าตรู่ หรือไปสัมผัสแสงยามเย็น ใบของต้นโปรงจะสะท้อนแสงอาทิตย์อ่อนๆ ที่ฉาบทาลงบนทุ่งสีเขียวอ่อนแห่งนี้ ทำให้คุณเห็นภาพทุ่งสุดลูกหูลูกตากลายเป็นสีเหลืองทอง ที่นี่จึงเป็นที่รู้จักในชื่อทุ่งโปรงทองนั่นเอง ถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ให้ความรู้ สร้างความเข้าใจในเรื่องระบบนิเวศของป่าชายเลน ได้เห็นความสวยงามตามธรรมชาติของป่าโกงกาง ไม้โปรง และไม้ริมชายฝั่ง

สิ่งที่น่าสนใจในทุ่งโปรงทอง นอกจากทางเดินที่ทำด้วยไม้ระยะทาง 2.6 กม. ให้นักท่องเที่ยวเดินศึกษาธรรมชาติ ระหว่างทางจะพบกับความอุดมสมบูรณ์ของป่าชายเลน ป่าโกงกาง จะเป็นพื้นที่ที่เชื่อมต่อมาจากป่าชายเลน ช่วงนี้ต้นโกงกางซึ่งมีความสูงพอสมควรจะปกคลุมทางเดินให้ร่มรื่น คล้ายกับเป็นอุโมงค์ต้นโกงกาง ก็จะร่มรื่น ไม่ร้อน หากคุณไม่เดินในเส้นทางนี้ก็มีเรือของชาวบ้านล่องไปตามเส้นทางไว้บริการ โดยเส้นทางจะไปสิ้นสุดบริเวณอนุสรณ์เรือรบหลวงประแส

บริเวณเส้นทางศึกษาธรรมชาติเป็นทางเดินไม้ระแนงทอดยาวผ่านป่าชายเลน ริมสองข้างทางเต็มไปด้วยพืชพันธุ์หลากหลายชนิด ทั้งต้นแสม ตะบูนดำ ลำพูน โกงกาง โปรงแดง โปรงทอง เป็นที่อยู่อาศัยแหล่งหลบภัย และเป็นแหล่งอนุบาลของสัตว์น้ำทั้งกุ้ง หอย ปูแสม ปูก้ามดาบ ปลาตีน สะพานไม้ได้ลัดเลาะไปตามป่าโกงกางประมาณ 200 เมตร ก็จะทะลุออกมาจนเจอทุ่งโปรงทองที่เต็มไปด้วยต้นโปรงขึ้นเบียดกันแน่น ใบโปรงสีเขียวเหลืองอ่อนที่แทรกออกเป็นพุ่มแน่นจนแทบไม่เห็นพื้นด้านล่าง จุดชมวิวกลางทุ่งต้นโปรงนี้สามารถเห็นวิวได้รอบทิศ เสมือนถูกโอบด้วยทุ่งสีเหลืองทอง ตัดด้วยขอบสีเขียวเข้มของใบโกงกางที่เป็นพุ่มล้อมอยู่โดยรอบ ถือเป็นจุดชมวิวที่สร้างความตื่นตา เป็นไฮไลต์สำคัญจุดชมวิวให้นักท่องเที่ยวได้ถ่ายรูปในมุมกว้าง

เมื่อเดินต่อไประหว่างทางพบพันธุ์ไม้นานาชนิด เช่น ต้นลำพู ต้นแสม โกงกาง ตะบูนดำ โปรงแดง โปรงทอง ฯลฯ จากนั้นจะถึงยังศาลเจ้าแสม สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวบ้านนับถือมาแต่โบราณ นักท่องเที่ยวเข้ามากราบสักการะได้ เมื่อเดินไปยังสุดทางที่ศาลาพักชมวิว มองออกไปเห็นท้องทะเลว่างเปล่ายาวไกลสุดลูกหูลูกตา ถือว่าธรรมชาติช่วยผ่อนคลายได้ดี

เวลาที่เหมาะสำหรับไปชมความงามของทุ่งโปรงทอง คือ ช่วงเช้าและบ่ายแก่ๆ เพราะอากาศไม่ร้อนเกินไป และเป็นช่วงเวลาที่แสงแดดมาส่องกระทบใบโปรงทองเป็นสีเหลืองอร่าม ซึ่งเปิดให้เข้าชมตั้งแต่เวลา 06.00 -18.00 น. โดยไม่เสียค่าเข้าชม หากเดินด้วยเท้าใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงกว่า แต่ถ้าอยากชมธรรมชาติให้ครบทั้งสองฝั่งอาจจะเดินมาจากทางเข้าเรือรบหลวงประแสไปครึ่งทาง จากนั้นก็นั่งรถต่อไปยังวัดตะเคียนงามได้ และหากนักท่องเที่ยวต้องการนั่งเรือชมริมแม่น้ำประแสป่าชายเลนยามค่ำคืน ก็มีเรือให้บริการเป็นหมู่คณะด้วย เพื่อชมความงามของหิ่งห้อยที่ต้นลำพู

สิ่งควรรู้คือทุ่งโปรงทองเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ บริเวณเส้นทางศึกษาธรรมชาติทุ่งโปรงทองไม่อนุญาตให้นำอาหารและเครื่องดื่มเข้าไป เพราะฉะนั้นควรรับประทานให้เรียบร้อยก่อนที่จะเดินเข้าไปเที่ยวชม ส่วนการเดินทางไปทุ่งโปรงทอง สอบถาม ททท. สำนักงานระยอง โทรศัพท์ 038-655-420-1, 038-664-585 หรือ สำนักงานเทศบาลตำบลปากน้ำประแส โทรศัพท์ 038-661-720-1

 

 

ใช้ชีวิตให้มีสีสัน ลีฟอิทอัพ โฮสเทล ชิดลม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 มิถุนายน 2560 เวลา 07:54 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/499646

ใช้ชีวิตให้มีสีสัน ลีฟอิทอัพ โฮสเทล ชิดลม

โดย…นิทรา ราตรี

 ความสดใสของ ลีฟอิทอัพ โฮสเทล ชิดลม (Liveitup) คือสีสันของกรุงเทพมหานคร ตามคอนเซ็ปต์การใช้ชีวิตอย่างสนุกสนานและมีพลัง ซึ่งเคยส่งต่อพลังไปแล้วผ่านสาขาแรกที่อโศก

ลีฟอิทอัพ โฮสเทล ชิดลม ยังคงเลือกใช้สีสันสดใส ผสมผสานการวาดภาพศิลปะและดีเทลที่เกี่ยวกับความเป็นไทย เพื่อให้ผู้มาเยือนรู้สึกสนุก อบอุ่น และได้เรียนรู้วิถีชีวิตของคนไทยสมัยใหม่ได้ดียิ่งขึ้น

จุดเด่นของการออกแบบอยู่ที่การใช้ตัวแมสคอตอย่าง นายจัน ที่วาดเป็นตัวการ์ตูนเข้ามาแต่งแต้มและสร้างสีสันให้กับการดีไซน์ โดยนายจันจะรอต้อนรับนักท่องเที่ยวอยู่ที่บริเวณประตูทางเข้า และแอบอยู่ตามภาพวาดต่างๆ ไว้เป็นลูกเล่นสร้างรอยยิ้ม

 โฮสเทลประกอบด้วยห้องพักหลายรูปแบบเพื่อตอบสนองความต้องการที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นห้องแบบเตียงรวมหรือหอพัก (Dorm) ขนาดตั้งแต่ 10 เตียง 7 เตียง 6 เตียง 4 เตียง 3 เตียง และ 2 เตียง โดยแต่ละเตียงมีม่านกั้นและไฟอ่านหนังสือ

รวมถึงห้องพักส่วนตัวที่ใช้ห้องน้ำรวม และห้องพักส่วนตัวที่มีห้องน้ำในตัว พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ที่จำเป็นแก่นักเดินทาง ไม่ว่าจะเป็นตู้เก็บของ ลิฟต์ ห้องอาบน้ำ ห้องน้ำ ตู้เย็น ไมโครเวฟ ชา กาแฟ ของว่าง คอมพิวเตอร์ อินเทอร์เน็ตไร้สายความเร็วสูง พื้นที่พักผ่อนส่วนกลาง ระเบียงสำหรับสูบบุหรี่ ตู้ซักอบผ้าแบบหยอดเหรียญ และร้านขายเครื่องดื่ม

นอกจากนี้ ลีฟอิทอัพยังตอบโจทย์การท่องเที่ยวแบบใหม่ที่โดนใจวัยรุ่น และนักเดินทางกลุ่มบัดเจ็ตที่ต้องการที่พักที่สะอาด ใหม่ สะดวกสบาย ราคาเอื้อมถึง รวมทั้งเป็นพื้นที่ให้นักท่องเที่ยวมีโอกาสได้สร้างมิตรภาพใหม่ๆ และแบ่งปันประสบการณ์อันน่าตื่นเต้นระหว่างเดินทาง เหมือนกับชื่อ Live it up! ที่แปลว่า การมีชีวิตอยู่อย่างมีความสุข

Price: ห้องพักเริ่มต้นที่ 300 – 1,600 บ.

Place: ตั้งอยู่ในซอยหลังสวนถัดจากโครงการปอร์ติโก้ ห่างจากบีทีเอสชิดลม 5 นาที โทร. 063-905-8415 เว็บไซต์ www.liveituphostel.com

Promotion: –

 

 

ปักหมุด ‘ตลาดเก่านาเกลือ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 มิถุนายน 2560 เวลา 07:44 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/499641

ปักหมุด ‘ตลาดเก่านาเกลือ’

โดย…พัชรศรี ปิ่นแก้ว

 อพท. 3 ร่วมกับชมรมส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยชุมชนนาเกลือ และกลุ่มประมงต้นแบบบ้านนาเกลือ เปิด “ตลาดเก่านาเกลือ” อ.บางละมุง อายุเก่าแก่กว่า 100 ปี เป็นแหล่งช็อป ชิม ชิล เชิงอนุรักษ์ และทำกิจกรรมนั่งเรือตกหมึก ชมพระอาทิตย์ตก ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชื่อมโยงแห่งใหม่ใกล้พัทยา

เปิดตัวแล้วอย่างเป็นทางการเมื่อเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา กลายเป็นความคลาสสิกให้เมืองที่ไม่เคยหลับแห่งนี้

ธิติ จันทร์แต่งผล รักษาการผู้จัดการพื้นที่พิเศษเมืองพัทยาและพื้นที่เชื่อมโยง (อพท.3) กล่าวว่า สำหรับการเปิดพื้นที่ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ธรรมชาติบนพื้นที่ ต.นาเกลือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี ซึ่งร่วมงานกับชมรมส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยชุมชนนาเกลือ และกลุ่มประมงเรือเล็กพื้นบ้านนาเกลือ ได้จัดให้พื้นที่ “ตลาดเก่านาเกลือ” เป็นพื้นที่เชื่อมโยงการท่องเที่ยวแห่งใหม่ที่ได้รับการพัฒนาและฟื้นฟูวิถีชีวิตดั้งเดิมของชุมชนตลาดเก่าให้กลับมาเป็นแหล่งท่องเที่ยวและเชื่อมโยงกับเมืองพัทยาภายใต้การดูแลของ อพท.3 ซึ่งได้วางแผนงานการพัฒนาต่อยอดให้เกิดการเชื่อมโยงทางภายในพื้นที่บางละมุงและพื้นที่ท่องเที่ยวแหล่งอนุรักษ์ใน จ.ชลบุรี

อาคารเก่าผสมกับร้านสะดวกซื้อสมัยใหม่

 

เขายังเผยด้วยว่า พื้นที่ตลาดเก่านาเกลือ ทาง อพท.3 ได้เข้าไปร่วมกับชุมชนและสนับสนุนการพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ เนื่องจากเล็งเห็นศักยภาพทางด้านการเป็นแหล่งอาหารทะเลสด รวมถึงจุดเด่นของการเป็นชุมชนการค้าที่เก่าแก่มากกว่า 100 ปี และยังคงเป็นแหล่งรวมอาหารพื้นบ้านตามสูตรที่มีการถ่ายทอดรุ่นสู่รุ่น

“ขณะเดียวกันเป็นพื้นที่แหล่งจับปลาทะเลชายฝั่งที่ยังเหลืออยู่และติดกับพื้นที่เมืองพัทยาด้วย ทำให้ อพท.3 ต้องเข้าประสานร่วมมือกับกลุ่มชุมชนชาวตลาดนาเกลือ ตลาดอาหารสด และกลุ่มประมงเรือเล็กพื้นบ้านนาเกลือที่มีความพร้อมในการดำเนินกิจกรรมร่วมกันฟื้นฟูพื้นที่ดังกล่าวให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งในเมืองพัทยา”

ขณะที่ รัตนา อ่องสมบัติ กรรมการฝ่ายประชาสัมพันธ์และประสานงานชมรมส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยชุมชนนาเกลือ กล่าวว่า หลังจากเปิดตลาดนาเกลือได้ 2-3 เดือนที่ผ่านมา ก็ได้รับเสียงตอบรับอย่างดีทั้งนักท่องเที่ยวไทยและต่างประเทศ แต่กว่าจะเป็นแบบนี้เมื่อสมัยก่อนตลาดนาเกลือจะคล้ายกับตลาดโต้รุ่ง แต่ 20 กว่าปีที่ผ่านมากลายเป็นตลาดร้าง เพราะทางหน่วยงานราชการได้สร้างตลาดใหม่ตรงตลาดอมร ทำให้คนในชุมชนที่มีอาชีพค้าขายส่วนใหญ่ย้ายตามไป

ชาวบ้านออกมาจับจ่ายอาหารในตลาดเก่า

 

“ทางชุมชนจึงปรึกษาหารือกันว่าควรลองเปิดตลาดแห่งนี้อีกครั้ง ประกอบกับได้ทาง อพท.3 เข้ามาช่วยให้แนวคิดและมองว่าพื้นที่แห่งนี้เป็นแหล่งที่สามารถพัฒนาได้ ทางชุมชมก็มีช่วยกันคิดว่านอกจากมีโซนอาหารสดที่เป็นจุดเด่นแล้ว น่าจะลองทำโซนอาหารปรุงสุกสำเร็จรูปด้วยภายใต้แนวคิด ‘อาหารถิ่น กินอร่อย’ โดยเป็นอาหารพื้นบ้านที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวจากฝีมือคนในชุมชน”

ผู้ประสานงานชมรมส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยชุมชนนาเกลือ กล่าวต่อว่า ตลาดแห่งนี้เปิดมาได้เพียงไม่นาน จึงต้องมีข้อผิดพลาดอยู่บ้าง แต่ทุกคนในชุมชนพร้อมจะเรียนรู้ นำคำติชม ข้อเสนอแนะมาแก้ปัญหา เพื่อพัฒนาตลาดให้ดีขึ้น

“นอกจากเรื่องอาหารทางตลาดยังมีการนำเสนอการเรียนรู้วิถีชีวิตและความเป็นมาของตลาดที่มีอายุกว่า 100 ปี ผ่านศิลปะบนกำแพงและบ้านเรือนไม้สมัยก่อน พร้อมส่งเสริมเด็กในพื้นที่ช่วยอนุรักษ์วัฒนธรรมเดิมผ่านการเรียนรู้จากกิจกรรมต่างๆ ในพื้นที่ โดยนัดมารวมตัวกันช่วงเสาร์-อาทิตย์ เพื่อพัฒนาให้เป็นเด็กมีความรู้เกี่ยวกับพื้นที่ของตนเองอย่างดี สู่การมีทักษะการสื่อสารที่ดีหากมีนักท่องเที่ยวสอบถาม และอีกหนึ่งจุดเด่นของตลาดแห่งนี้คือ ภาชนะที่ใช้จะปลอดการใช้โฟม เป็นการสนองตอบนโยบายของรัฐบาลและ จ.ชลบุรี ที่ต้องการให้เป็นประเทศและจังหวัดไร้ขยะ”

วิถีชาวนาเกลือ

 

นอกจากนี้ ดร บุญมา รองประธานกลุ่มประมงต้นแบบบ้านนาเกลือ ได้กล่าวถึงความเป็นมาของตลาดเก่านาเกลือว่า พื้นฐานเดิมของคนในชุมชนแห่งนี้ส่วนใหญ่เป็นชาวประมง จึงสร้างพื้นที่ให้เป็นที่แลกของกันจนเป็นแหล่งสำคัญทางประมงสมัยก่อน

“ทำให้เกิดความคิดตอนหารือจะเปิดตลาดเก่านาเกลืออีกครั้งว่าน่าจะมีการเชื่อมโยงสำหรับการแนะนำความเป็นมาที่เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตการประมงพื้นบ้านกับตลาดโดยผ่านการนั่งเรือประมงพื้นบ้าน เช่น การนั่งเรือชมวิวพระอาทิตย์ตก ชมความงามของปราสาทสัจธรรม รวมถึงท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์เพาะพันธุ์ปลา โดยใช้ซั้งเชือกเพื่อการอนุบาลและการอนุรักษ์สัตว์ทะเล และการนั่งเรือตกหมึกตามวิถีชีวิตชาวประมงเป็นจุดสนใจอีกทางเลือกหนึ่งด้วย”

ทาง อพท.3 ได้วางแผนการพัฒนาให้เกิดความต่อเนื่องและความยั่งยืนในทุกด้าน เพื่อให้พื้นที่ดังกล่าวเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีการบริหารจัดการอย่างเข้มแข็ง โดยเกิดจากความร่วมมือของทุกฝ่าย ทั้งภาคชุมชน หน่วยราชการ และองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น ได้จัดให้มีการอบรมและศึกษาดูงานในพื้นที่ต้นแบบเพื่อนำมาสู่การเชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยวในพื้นที่ อพท.3 พร้อมทั้งมีการต่อยอดความร่วมมือและพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวให้มีจุดเด่นและสร้างอัตลักษณ์ให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น

ศิลปะสะท้อนวิถีชีวิตดั้งเดิม

 

อย่างไรก็ตาม การพัฒนาและส่งเสริมแหล่งท่องเที่ยวในพื้นที่เชื่อมโยง โดยการเข้าไปสนับสนุนของ อพท.3 เป็นการดำเนินงานตามนโยบายประชารัฐต่อการคำนึงถึงการมีส่วนร่วมของทุกฝ่าย เพื่อให้เกิดการยกระดับเศรษฐกิจท้องถิ่น การพัฒนาศักยภาพของพื้นที่ที่มีศักยภาพและมีความโดดเด่นนำมาเป็นจุดขาย เพื่อสร้างเป็นแหล่งท่องเที่ยวและแหล่งการเรียนรู้วิถีชีวิตให้กับนักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างประเทศ

นักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสวิถีชีวิตชาวนาเกลือ อาคารบ้านเรือนแบบดั้งเดิม และร้านอาหารมากกว่า 60 ร้านในราคาไม่แพง โดยตลาดเก่านาเกลือจะจัดขึ้นในช่วงเย็นของวันเสาร์-อาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 15.00-21.00 น. ตลอดปี 2560

ศาลเจ้าจีนในย่านตลาดเก่า

ทะเลตากแห้ง ของขึ้นชื่อแห่งนาเกลือ

ขนมเปี๊ยะของแม่ค้าสาวสวย

ธิติ จันทร์แต่งผล

มะม่วงน้ำดอกไม้อวบอิ่ม ความชุ่มฉ่ำของฤดูกาลนี้

คุณติ๋ว ร้านข้าวเหนียวมะม่วงชื่อดัง

แจงลอนร้อนๆ อาหารพื้นบ้านที่หากินได้ยาก

ร้านขายอาหารทะเลอบแห้ง