เอาจริงดิ!!”วีรบุรุษนาแก”ประมุขเพื่อไทย??

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/275985

เอาจริงดิ!!”วีรบุรุษนาแก”ประมุขเพื่อไทย??

คนในข่าว  :  9 พ.ค. 2560
คนในข่าว, พลตอเสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส, เอาจริง, วีรบุรุษนาแกประมุขเพื่อไทย, วีรบุรุษนาแก, คุณหญิงหน่อย

เอาจริงดิ!!”วีรบุรุษนาแก”ประมุขเพื่อไทย??

 

นี่ถ้า “บิ๊กเยิ้ม” ไม่กล่าววาทะ “สื่ออย่างนี้ต้องจับไปยิ่งเป้า” เผลอๆ ชื่อของ “วีรบุรุษนาแก” พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส คงเกือบถูกลืมไปแล้ว

ถามทำไมบิ๊กเยิ้ม พล.อ.ธวัชชัย สมุทรสาคร สปท.ต้องพูดแบบนี้ ลองย้อนกลับไปก่อนหน้านั้นสามสี่วัน จะมีข่าวของวีรบุรุษนาแกคนนี้แหละ ที่ไปโผล่ให้สัมภาษณ์โพสต์ทูเดย์ เมื่อวันหยุดแรงงานที่ผ่านมาบอกว่า

“ตั้งเเต่เกิดมาจนกระทั่งปัจจุบันอายุ 69 ปี ผมไม่เคยเห็นกองทัพใช้อาวุธไปในการป้องกันประเทศเลย เอาเเต่ซื้อๆๆ ทำเเต่เพียงยึดอำนาจ คำถามคือเรือดำน้ำจำเป็นจริงๆ หรือ ในขณะที่ภาคส่วนอื่นๆ กำลังประสบกับปัญหาขาดเเคลนเเละมีความจำเป็นในการใช้เงินกว่ามาก”

พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส มีชื่อเดิม ว่า เสรี โดยปี 2534 ได้เปลี่ยนชื่อเพราะภรรยามักเจ็บออดๆ แอดๆ จนมีคนแนะนำว่าชื่อภรรยาไม่ถูกโฉลก แต่ถ้าจะเปลี่ยน ต้องให้สามีเปลี่ยนด้วยตามนั้น

ตามประวัติ เขาเกิดเมื่อ 3 กันยายน 2491 มีชื่อเล่นว่า “ตู่” เป็นคนจังหวัดธนบุรี จบมัธยมจากโรงเรียนทวีธาภิเศก และไปต่อโรงเรียนเตรียมทหาร รุ่นที่ 8 (ตท.8) รุ่นเดียวกับ พล.อ.อภิชาต เพ็ญกิตติ, พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม ฯลฯ และไปจบโรงเรียนนายร้อยตำรวจ รุ่นที่ 24 (นรต.24)

เขาเคยรับราชการอยู่ที่อำเภอนาแก จังหวัดนครพนม ช่วงปี 2515-2524 ซึ่งเป็น “พื้นที่สีแดง” ที่มีคอมมิวนิสต์ชุกชุมในยุคนั้น ที่สุดทำผลงานปราบคอมฯ จนถูกใจคนไทย ได้รับการยกย่องว่าเป็น “วีรบุรุษนาแก” ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา

ปี 2529 ที่ย้ายมารับตำแหน่งผู้กำกับการจังหวัดชลบุรี ที่นี่เองที่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ได้สร้างวีรกรรมท้าชนกำนันเป๊าะ หรือ สมชาย คุณปลื้ม เจ้าพ่อภาคตะวันออก จนนำมาสู่การจับกุมเจ้าพ่อคนนี้ได้ในเวลาต่อมาจากคดีทุจริตที่ดินเขาไม้แก้ว

เรียกได้ว่า แม้ว่าผลงานทำนองนี้ของเสรีพิศุทธ์ จะมีเพียบ! ทั้งจับบ่อนปอประตูน้ำ, คดีบ่อนลอยฟ้าปิ่นเกล้าที่มีตำรวจอยู่เบื้องหลัง, คดีทุจริตลำไย, ทุจริตทางด่วนบูรพาวิถี ฯลฯ

แต่นั่นก็เป็นดาบสองคม เพราะเขามักได้รับผลกระทบจากการเมืองบ่อยครั้ง ถูกโยกย้ายหลายครา เช่นไปนั่งอยู่ตามกองวิทยาการตำรวจ หรือ ประจำกรมตำรวจ เป็นต้น

แต่อย่างไรก็ตามเขาก็ยังได้รับความไว้วางใจจากผู้บังคับบัญชาให้ดำรงตำแหน่งที่สำคัญ เช่น ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (ปี 2541), จเรตำรวจแห่งชาติคนแรก (ปี 2547)

ระหว่างนั้นก็มีเป๋ไปบ้าง โดยถูกย้ายไปดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษา สบ.10 ในปี 2549 ก่อนจะกลับมารักษาการในตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในรัฐบาลไทยยุค “หลังทักษิณ”

โดยนายกรัฐมนตรี พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ แต่งตั้งขึ้นแทน พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ เมื่อ 1 ตุลาคม 2550 แถมยังไปมีชื่อเข้าเป็น สมาชิกคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ หรือ คมช. อีกด้วย

ต้นปี 2551 พลังประชาชนชนะการเลือกตั้ง ผ่านไปไม่ทันถึงวันสงกรานต์ 8 เมษายน 2551 นายกฯ สมัคร สุนทรเวช ออกคำสั่งให้ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ออกจากราชการ ก่อนเกษียณอายุราชการในเดือนกันยายนด้วยซ้ำ!

กระทั้งรัฐบาล อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เข้ามากู้หน้าให้ ้ด้วยการยกเลิกคำสั่งให้ออกจากราชการของ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2553

เป็นอันว่าเวลานั้น ความรับรู้จดจำของคนไทย ที่มีต่อนายตำรวจใหญ่คนนี้ คือ ถ้าจะพูดเรื่องการเมืองแล้ว เขาอยู่ข้างไหนก็ชัดเจนไม่ต้องทวนซ้ำ แถมยังประกาศตัวที่จะลงเล่นการเมืองอย่างไม่กั๊กอีกด้วย

แต่แล้ว ความชัดเจนของนายตำรวจตงฉินคนนี้ ก็เหมือนๆ ว่าจะเปลี่ยนไป โดยช่วงปี 2554 อยู่ๆ ก็มีข่าวว่าเขาจะลงเล่นการเมืองในเสื้อสีแดง พรรคเพื่อไทย (พูดใหม่อีกทีซิ!)

ว่ากันว่า ด้วยเหตุเพราะเขานั้น สนิทกันดีกับ พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก อดีตนายเก่า, สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ และ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ก็คนกันเอง แถมข้างฝ่ายเจ้าของพรรคตัวจริงก็ถือว่าเป็นรุ่นน้องสองปีที่โรงเรียนนายร้อยตำรวจ ตอนนั้นลือกันขนาดว่า มีข้อเสนอเก้าอี้ รมต. ด้วยซ้ำ

สุดท้ายไม่รู้ไปไงมาไง “บิ๊กตู่สายตำรวจ” คนนี้ไปโผล่เป็นผู้สมัครอิสระลงเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ช่วงปี 2555 ภายใต้สังกัด “กลุ่มพลังกรุงเทพ” แต่ก็พ่ายแพ้ไป

ที่น่าสนใจ ตอนลงสมัครผู้ว่าฯ กทม. “เสรีพิศุทธ์” มีกุนซือการเมืองชื่อ ประพันธ์ คูณมี อดีตแกนนำพันธมิตรฯ

จนเมื่อบ้านเมืองผ่านมาสุ่ยุครัฐบาล คสช. “บิ๊กตู่คนนี้” ก็ไปโผล่ออกมาจ้อหน้าจอกับเขาบ้าง แต่ดันไปวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาล “บิ๊กตู่” อย่างถึงพริกถึงขิง ในรายการ “เสียงเสรี SEREE VOICE” ทุกบ่ายเสาร์ -อาทิตย์ ของ “ฟ้าให้ทีวี” และเป็นช่องแรกที่ถูกคำสั่งมาตรา 44 จอดำในที่สุด

ปี 2557 มีข่าวเล็กๆ “พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์” ประกาศตั้ง “พรรคเสรีรวมไทย” เพื่อให้เป็นพรรคที่ดี มีนักการเมืองเป็นแบบอย่างที่ดี ทำประโยชน์ให้แผ่นดินเกิด

ดังที่ทราบ วีรบุรุษนาแกคนนี้มี “มูลนิธิกลุ่มเพื่อนเสรี” เป็นฐานกำลัง จึงไม่ยากที่จะก่อตั้งพรรคการเมืองขึ้นมา แต่จะเอาจริงแค่ไหนก็รอดู

ส่วนการทำสงครามข่าวสารทางยูทูป ยังทำเรื่อยๆ  วิพากษ์ทหารเป็นหลัก จนได้รับเชิญไปนั่งทอล์คทางสถานีทะเว็นตี้โฟร์ทีวี(จอแดง) ของตระกูลชินวัตรอยู่บ่อยๆ

นาทีนี้ จึงมีข่าวลือว่า พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เป็นตัวเต็งคนหนึ่งที่จะได้รับไฟเขียวจากคนแดนไกลให้เป็น “หัวหน้าพรรคเพื่อไทย” นัยว่าจะชิงดำกับ “คุณหญิงหน่อย” ด้วย

จากข่าวนี้ ทำเอาในโซเชียลคนเสื้อแดงส่งเสียงเชียร์กันเจี๊ยวจ๊าว..เพราะชื่นชอบในลีลาปะฉะดะกับทหาร

ต้องจับตาดูว่า ระหว่างพรรคใหม่กับพรรคใหญ่…เสรีพิศุทธ์ จะจอดที่ป้ายไหน?

ฝ่าลมและคลื่นฉลาม “ลือชัย”กับวิบากเรือดำน้ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/275770

ฝ่าลมและคลื่นฉลาม “ลือชัย”กับวิบากเรือดำน้ำ

คนในข่าว  :  8 พ.ค. 2560
พลรอลือชัย รุดดิษฐ์, ฝ่า, และ, คลื่น, ฉลาม, ลือชัย, กับ, วิบาก, เรือดำน้ำ, ฝ่าลมและคลื่นฉลาม, บิ๊กลือ, บิ๊กโชย, มิสเตอร์หม่า, อาจารย์ วรธนัท, นาวีลาดตระเวน, บิ๊กณะ, บิ๊กป้อม, บิ๊กตู่

ฝ่าลมและคลื่นฉลาม “ลือชัย”กับวิบากเรือดำน้ำ

 

สิ้นสุดการรอคอยมาเกินกึ่งศตวรรษ สำหรับโครงการจัดซื้อเรือดำน้ำ เมื่อ พล.ร.อ.ลือชัย รุดดิษฐ์ เสนาธิการทหารเรือ ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารโครงการจัดหาเรือดำน้ำ ได้ลงนามในข้อตกลงสร้างเรือดำน้ำในลักษณะรัฐบาลต่อรัฐบาล(จีทูจี)กับบริษัท ไชน่าชิป บิลดิ้ง แอนด์ ออฟชอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ในฐานะผู้แทนรัฐบาลจีนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยพิธีลงนามจัดขึ้นที่อาคารรับรองรัฐบาล เตี้ยวหยูไถ่ กรุงปักกิ่ง

ในช่วงที่รัฐบาลประยุทธ์ ต้องเผชิญกับคำถามว่า “ซื้อเรือดำน้ำทำไม” ชื่อนายทหารราชนาวีคนหนึ่งก็โดดเด่นขึ้นมาโดยพลันจากการออกมาชี้แจงสื่อและตอบทุกข้อสงสัย

นั่นคือ พล.ร.อ.ลือชัย รุดดิษฐ์ หรือ “บิ๊กลือ” ของน้องๆนักข่าวสายความมั่นคง

พล.ร.อ.ลือชัย เป็นเตรียมทหารรุ่น 18 รุ่นเดียวกับ “บิ๊กเข้” พล.อ.เทพพงศ์ ทิพยจันทร์หรือ ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก ซึ่งดาวเด่นสายบูรพาพยัคฆ์

และที่สำคัญ เป็นน้องชายแท้ๆ ของ “บิ๊กโชย” พล.อ.กัมปนาท รุดดิษฐ์ องคมนตรี สปอตไลท์สายความมั่นคง จึงส่องกล้องมองไปไกลถึงว่าที่แม่ทัพเรือคนต่อไป

พล.ร.อ.ลือชัย เกิดที่บางบ่อ สมุทรปราการ เป็นบุตรของพ่อบุญช่วย-แม่บุญล้อม รุดดิษฐ์ มีพี่น้อง 6 คน ชาย 3 คน หญิง 3 คน โดยพี่น้องที่เป็นผู้ชาย รับราชการทหารสังกัด 3 เหล่าทัพ

เริ่มจาก พล.อ.กัมปนาท รุดดิษฐ์ ,พล.ร.อ.ลือชัย รุดดิษฐ์ และ พล.อ.ต.เชี่ยวชาญ รุดดิษฐ์ ผู้ทรงคุณวุฒิสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม

สมัยเรียนโรงเรียนายเรือ “บิ๊กลือ” จบวิศวกรรมศาสตรบัณฑิต วิศวกรรมไฟฟ้า แต่รับราชการในกองทัพเรือ ก็อยู่ในสายคุมกำลังมาโดยตลอด

ปี 2552 รองเจ้ากรมยุทธการทหารเรือ ,ปี 2553 ผู้บัญชาการ กองเรือทุ่นระเบิด กองเรือยุทธการ .ปี 2555 ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษายุทธศาสตร์ทหารเรือ กรมยุทธศึกษาทหารเรือ

ปี 2556 ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยาน กองทัพเรือ ปี 2557 เจ้ากรมยุทธการทหารเรือ ปี 2558 ผู้บัญชาการโรงเรียนนายเรือ

ในการโยกย้ายฤดูกาลที่แล้ว “บิ๊กลือ” ขยับขึ้นเป็นเสนาธิการทหารเรือ และเป็น 1 ใน 5 ฉลามแห่งราชนาวีไทย

กรณีที่ “บิ๊กลือ” เข้ารับตำแหน่งสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เมื่อ 13 ต.ค.2559 ได้แจ้งบัญชีทรัพย์สินต่อ ปปช. ว่า มีทรัพย์สิน 175,246,084 บาท เงินสด 1 ล้านบาท เงินฝาก 5 บัญชี 1,043,385บาท เงินลงทุน 4 แห่ง 899,998 บาท ที่ดิน 5 แปลง 170,151,700 บาท รถยนต์ 1.6 ล้านบาท ทรัพย์สินอื่น 551,000 บาท ไม่มีหนี้สิน

ขณะที่ นาวาโทหญิงอุบลวรรณ รุดดิษฐ์ คู่สมรส มีทรัพย์สิน13,044,735 บาทได้แก่ เงินสด 5 แสนบาท เงินฝาก 5 บัญชี1,025,535บาท เงินลงทุน 2 แห่ง 206,400 บาท เงินให้กู้ยืม 1.5 ล้านบาท ที่ดิน 1 แปลง 7,140,000 บาท ทรัพย์สินอื่น 2,672,800 บาท มีหนี้สิน 680,512 บาท รวมทั้งคู่มีทรัพย์สินทั้งสิ้น188,290,819 บาท มีหนี้สิน 680,512 บาท

ประเด็นบัญชีทรัพย์สินนี่แหละ ที่ทำให้แฟนเพจของกลุ่มการเมืองขั้วตรงข้าม คสช. หยิบฉวยมาโจมตี “บิ๊กลือ” ในช่วงที่ไปเซ็นซื้อเรือดำน้ำที่เมืองจีน

นอกจากภารกิจในราชการทหารเรือ “บิ๊กลือ” ยังเป็นผู้อำนวยการศูนย์ประสานการปฏิบัติในการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ผอ.ศรชล.) ติดตามการดำเนินการตามแนวทางในการแก้ไขปัญหาการทำการประมงผิดกฎหมาย

เมื่อหลายปีก่อน พล.ร.อ.ลือชัย สมัยเป็นเจ้ากรมยุทธการทหารเรือ ได้เรียนรู้เรื่องศาสตร์ฮวงจุ้ยกับ “มิสเตอร์หม่า” หรือ “อาจารย์ วรธนัท”ผู้สืบทอดวิชาต่อเนื่องมาจากคุณพ่อและปู่ ผ่านศาสตร์ที่เรียกว่า เต๋าหมวกดำ ซึ่งเป็นศาสตร์ชั้นสูงและจะถ่ายทอดเฉพาะจักรพรรดิและขุนนางจีนชั้นสูงเท่านั้น

ในวันข้างหน้า “บิ๊กลือ” จะได้ขึ้นเป็นผู้บัญชาการทหารเรือหรือไม่? ย่อมขึ้นอยู่กับ พล.ร.อ.ณะ อารีนิจ ผู้บัญชาการทหารเรือ ที่จะเกษียณอายุราชการ เดือนกันยายนปีนี้ คงไม่ใช่เรื่องศาสตร์ฮวงจุ้ย

หลายคนมองว่า พล.ร.อ.ณะ เลือก พล.ร.อ.ลือชัย มาเป็น เสธ.ทร. และให้ดูแลโครงการจัดซื้อเรือดำน้ำ หมายถึงการวางตัว “บิ๊กลือ” ไว้เป็น ผบ.ทร.คนใหม่ เพื่อสานต่อดูแลโครงการซื้อเรือดำน้ำจากจีน 3 ลำ ก็ไม่ใช่บทสรุป

“บิ๊กลือ” คงต้องร้องเพลง “นาวีลาดตระเวน” ที่มีคำร้องท่อนหนึ่งว่า “น้ำจรดริมขอบฟ้า ลิบไกลตาสุดคะเน ลอยกลางทะเล ลึกจำเจไม่หวั่นไหว ฝ่าคลื่นและลม แดดฝนพรมไม่หน่าย ขอฝากตัวฝากใจ มั่นไว้แดนคงคา”

ฉลาม “ลือชัย” จึงต้องฝ่าคลื่นและลม แดนพรมไม่หน่าย และขอฝากตัวฝากใจไว้กับ “บิ๊กณะ” , “บิ๊กป้อม” และ “บิ๊กตู่” จึงจะสมปรารถนา

ครั้งแรก!”รางวัลศรีบูรพาเกียรติยศ 2560″ เป็นนักแปลจีน-อังกฤษ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/275275

ครั้งแรก!”รางวัลศรีบูรพาเกียรติยศ 2560″ เป็นนักแปลจีน-อังกฤษ

คนในข่าว  :  5 พ.ค. 2560
วันนักเขียน, ครั้งแรก, รางวัล, ศรี, บูรพา, เกียรติยศ, 2560 , เป็น, นักแปล, จีน, อังกฤษ, กองทุนศรีบูรพา, รางวัลศรีบูรพา, ศรีบูรพา, ข้างหลังภาพ, ครูหลวน, ประวัติศาสตร์วรรณกรรมไทย

ครั้งแรก!!”รางวัลศรีบูรพาเกียรติยศ 2560″ เป็นนักแปลจีน-อังกฤษ

          5 พฤษภาคม ทุกปี เป็น “วันนักเขียน” ที่ สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย และมิตรน้ำหมึกยึดถือมายาวนาน นอกจากเป็นวันพบปะชาววรรณกรรมแล้ว ยังเป็นวันที่ “กองทุนศรีบูรพา” มอบ “รางวัลศรีบูรพา” ให้แก่นักคิดนักเขียนนักประพันธ์อีกด้วย

          โดยปีนี้ คณะกรรมการกองทุนศรีบูรพา นำโดย ประยอม ซองทอง ประธานฯ มีมติมอบ “รางวัลศรีบูรพาเกียรติยศ” แก่ ดร.เดวิด สไมท์ และ ศ.หลวน เหวินหัว 2 นักแปลผลงานศรีบูรพาเป็นภาษาต่างชาติ ผู้สนับสนุนให้โลกได้รู้จักศรีบูรพาก่อนใคร เป็นภาษาอังกฤษ และภาษาจีน

          “นักแปลทั้งสองจึงนับว่าเป็นผู้มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในฐานะสะพานเชื่อมความเข้าใจของคนสองชาติผ่านภาษา เป็นผู้ทำให้คนในชาติของตนได้รู้จักและเข้าถึงงานของ “ศรีบูรพา” อย่างลึกซึ้ง เป็นการเผยแพร่ สนับสนุนให้ชื่อเสียงของศรีบูรพาได้ปรากฏในอีกซีกโลกหนึ่ง” ส่วนหนึ่งของคำประกาศเกียรติยศ

          ดร.เดวิด สไมท์ เป็นชาวอังกฤษ จบปริญญาเอกและเป็นอาจารย์ประจำด้านไทยศึกษาของ School of Oriental and African Studies แห่งมหาวิทยาลัยลอนดอน สนใจเกี่ยวกับวรรณกรรมไทยในยุคบุกเบิก มีผลงานศึกษาว่าด้วยกุหลาบ สายประดิษฐ์ และแปลนวนิยายไทยเรื่อง “ข้างหลังภาพ” ของ ศรีบูรพา และเรื่องสั้นเด่นๆ ของ ศรีบูรพา อาทิ ขอแรงหน่อยเถอะ, คนพวกนั้น, เขาตื่น เป็นต้น

          “ผมรู้สึกว่าเป็นการให้เกียรติอย่างสูงมาก อย่างที่ผมไม่เคยคาดคิดว่าจะได้รับ” ดร.เดวิด สไมท์ กล่าวถึงความรู้สึกต่อรางวัลที่ได้รับ ผ่านวารสารฉบับพิเศษ “ศรีบูรพา”

          เขาได้รู้จักศรีบูรพา ผ่านงานของ สุชาติ สวัสดิ์ศรี, เสถียร จันทิมาธร, วิทยากร เชียงกูล ฯลฯ แรกๆ สนใจรายละเอียดชีวิตศรีบูรพา นอกจากนี้ยังได้เลือกเรื่องราวของ “ศรีบูรพา” เป็นหัวข้อในการทำวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกอีกด้วย

          จุดประสงค์หลักคือ อยากให้มีคนไม่รู้ภาษาไทยได้รู้จักนวนิยายสำคัญของศรีบูรพา

          ทั้งนี้ ดร.เดวิด ยังได้ศึกษาค้นคว้าและแปลงานของนักเขียนไทยคนอื่นๆ ไว้อีกหลายเรื่อง เช่น หญิงคนชั่วของ ก.สุรางคนางค์, ความฝันของนักอุดมคติ ของ ม.ร.ว.นิมิตรมงคล นวรัตน, จนตรอก ของ ชาติ กอบจิตติ เป็นต้น

          ส่วน ศ.หลวน เหวินหัว หรือ “ครูหลวน” นั้น เกิดที่เมืองจี๋หลิน แต่ทำงานและใช้ชีวิตอยู่บนผืนแผ่นดินไทยกว่า 10 ปี มากกว่านั้นคือได้แปลผลงานวรรณกรรมไทยให้เป็นที่รู้จักในกลุ่มนักอ่านภาษาจีนมากขึ้น โดยครูหลวนนั้นเริ่มเรียนภาษาไทยที่มหาวิทยาลัยปักกิ่ง ตั้งแต่ 57 ปีที่แล้ว ถือว่าเป็นรุ่นแรกๆ ที่ศึกษาภาษาไทย

          หลังจบการศึกษาได้ทำงานวิจัยวรรณกรรมไทย ที่สำนักวิจัยวรรณกรรมต่างประเทศแห่งสภาบัณฑิตยสถานแห่งประเทศจีน ต่อมา ในปี พ.ศ.2525 หรือ 35 ปีที่แล้ว ได้เข้าศึกษาภาษาไทยและทำงานวิจัยที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 1 ปี วิจัยวรรณกรรมไทยที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์อีก 1 ปี จากนั้นเป็นอาจารย์ประจำสอนภาษาจีนที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เป็นเวลา 8 ปี กระทั่งปี 2548 เกษียณอายุจึงกลับบ้านที่ปักกิ่ง

          ครูหลวนมีคุณูปการในการถ่ายทอดวรรณกรรมไทยอย่างยิ่ง โดยแปล “ข้างหลังภาพ” ของศรีบูรพา และงานวรรณกรรมไทยอีกหลายเรื่อง โดยเฉพาะ “ประวัติศาสตร์วรรณกรรมไทย” ถือเป็นประวัติศาสตร์วรรณกรรมไทยภาคภาษาจีนเล่มแรก ส่วน “ประวัติศาสตร์วรรณกรรมตะวันออก 2 เล่ม ได้รับรางวัลจาก หอสมุดแห่งชาติด้วย นอกจากนี้ยังมีผลงานของ ชาติกอบจิตติ อีก 2 เล่ม คือ คำพิพากษา และเรื่องธรรมดา ตลอดจน รวมเรื่องสั้นไทย รวมนิทานของศรีธนญชัย และบทกวีไทยอีกหลายคน

          กุหลาบ สายประดิษฐ์ หรือ “ศรีบูรพา” เป็นนักเขียน นักหนังสือพิมพ์ ผู้เปี่ยมด้วยอุดมการณ์แรงกล้า มีชีวิตที่ระหกระเหินต้องลี้ภัยออกนอกประเทศ ทำให้ผลงานไม่ได้รับการเผยแพร่อย่างกว้างขวางเท่าที่ควร กว่าจะได้รับการประกาศให้เป็นบุคคลสำคัญของโลกเมื่อปี 2548 ก็ถึงแก่ชีวิตไปแล้วถึง 31 ปี การที่นักแปลทั้งสองให้ความสนใจผลงานของ “ศรีบูรพา” ตั้งแต่ยังไม่ได้รับการประกาศเกียรติระดับโลก นั่นหมายความว่า ทั้งสองคนได้เป็นผู้สนับสนุนให้โลกได้รู้จักศรีบูรพาก่อนใคร

          ในวาระครบรอบ 112 ปีศรีบูรพา(กุหลาบ สายประดิษฐ์) คณะกรรมการกองทุนศรีบูรพา จึงเห็นสมควรประกาศเกียรติให้ทั้ง  2 นักแปล เป็นผู้ได้รับรางวัลศรีบูรพาเกียรติยศ ในปี 2560 ในที่สุด

          ที่ผ่านมานั้น ผู้ได้รับรางวัลศรีบูรพา ล้วนเป็นนักคิดนักเขียนนักหนังสือพิมพ์ไทยทั้งสิ้น อาทิ ศักดิชัย บำรุงพงศ์ (เสนีย์ เสาวพงศ์), อำพัน ไชยวรศิลป์ (อ.ไชยวรศิลป์), นิลวรรณ ปิ่นทอง, อาจินต์ ปัญจพรรค์, สุจิตต์ วงษ์เทศ, สุลักษณ์ ศิวรักษ์ (ส.ศิวรักษ์), กรุณา กุศลาสัย, เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์, สุชาติ สวัสดิ์ศรี, วิทยากร เชียงกูล, สุรชัย จันทิมาธร, วัฒน์ วรรลยางกูร ฯลฯ ถือว่า ดร.เดวิด และ ศ.หลวน เป็นนักแปลสองคนแรกที่ได้รับรางวัลดังกล่าวนี้

          สำหรับพิธีมอบรางวัลจะมีขึ้นในงาน “วันนักเขียน” 5 พฤษภาคมนี้ ที่ โรงแรมรัตนโกสินทร์ ตั้งแต่เวลา 16.00 น.เป็นต้นไป ในงาน กองทุนศรีบูรพา มีวารสาร “ศรีบูรพา” มอบให้แก่ผู้ร่วมงานด้วย

***

          ขอบคุณภาพจาก กองทุนศรีบูรพา, สำนักพิมพ์ชนนิยม และ นิตยสารทางอีศาน

ต้องแรงเบอร์นี้? “แฟรงค์ เนติวิทย์” ปธ.สภานิสิตจุฬาฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/275229

ต้องแรงเบอร์นี้? “แฟรงค์ เนติวิทย์” ปธ.สภานิสิตจุฬาฯ

คนในข่าว  :  4 พ.ค. 2560
คนในข่าว, คมชัดลึก, เกรียน, ประธาน, ต้อง, แรง, เบอร์, นี้, แฟรงค์, เนติ, วิทย์, สภา, นิสิต, จุฬาฯ, ต้องแรงเบอร์นี้, เนติวิทย์, ปธสภานิสิตจุฬาฯ, แฟรงค์ เนติวิทย์, หัวก้าวหน้า, ไม่ปกติ, ปฏิวัติการศึกษา, ปฏิรูป, รางวัลสิทธิมนุษยชน, คำพูด, Child Center, ควาย Center, บิ๊กตู่

หูย!! ไม่ได้ก็เแปลกแล้ว กับตำแหน่งประธานสภานิสิตคนใหม่ของจุฬาฯ ได้รับเลือกมาด้วยคะแนน 27 จาก 36 เสียงองค์ประชุมทั้งหมด

ก็รู้ๆ กันอยู่ ว่า เนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล หรือ “แฟรงค์” นั้น ถือเป็นเซเลบคนหนึ่งที่มีบทบาทในสังคมไทย เพราะมักออกมาแสดงความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมา มีมุมมองที่แหวกแตกต่าง หรือใครจะเรียกว่า “เกรียน” ก็ได้

สำหรับเด็กไทยแล้ว เวลาเลือกหัวหน้าชั้น ก็มักจะเลือกคนตัวโต ดูน่าเกรงขาม แต่พอต้องมาเลือก ประธานสภานิสิตฯ ความเข้มข้นในการตัดสินใจ ก็ต้องมีมากขึ้น

เพราะงานของสภานิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หรือ ส.ภ.จ. ถ้าไม่ใช่ระดับเนติวิทย์ผู้เก๋าเกมแล้ว จะเป็นใครที่ไหน?

มาวันนี้ จึงอดตื่นเต้นไม่ได้ว่า หนุ่มแฟรงค์คนนี้จะสร้างอะไรที่เป็นสีสันในฐานะประธานสภานิสิตจุฬาฯ ให้ได้พูดถึงกันอีก เพราะที่ผ่านมาก็ทำวีรกรรม “หัวก้าวหน้า” แต่โดนปากระถางกลับมาเยอะ

แต่ก่อนจะไปว่ากันตรงนั้น มารู้จักที่มาของ เนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล กันก่อน

ตามประวัติ เนติวิทย์ หรือ แฟรงค์ เกิดเมื่อวันที่ 10 กันยายน 2539 ที่โรงพยาบาลศรีนครินทร์ กรุงเทพฯ แต่ทะเบียนบ้านเป็นชาว ต.เทพารักษ์ อ.เมือง จ.สุมทรปราการ บิดาและมารดาประกอบอาชีพขายของชำแถวบ้าน

แฟรงค์เข้าเรียนชั้นประถมที่ โรงเรียนป้วยฮั้ว สมุทรปราการ จากนั้น ต่อระดับมัธยมที่โรงเรียนนวมินทราชินูทิศ เตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ

ตอนอยู่ ม.5 หรือประมาณช่วงปี 2556 เนติวิทย์ เริ่มเป็นที่รู้จักเป็นวงกว้างในโลกออนไลน์ ที่เจ้าตัวมักโพสต์ความคิดเห็นต่างๆ ออกมาทางเฟซบุ๊กส่วนตัว

และอย่างที่บอกว่า แฟรงค์โดนกระถางกลับมาเยอะ ก็เพราะด้วยความเกรียน แหกคอก จนบางคนถึงขนาดเรียกเขาว่า “ไม่ปกติ” เอาตัวเองเป็นศูนย์กลางจักรวาลจนเกินไป

แต่มุมนี้เองที่ทำให้เขาเริ่มมีชื่อเสียงมากขึ้น โดยเฉพาะหลังออกรายการเรื่องเด่นตอนเย็นๆ ของพิธีกรสุดดังช่อง 3 พูดเรื่องทรงผม เครื่องแบบนักเรียน ทำให้เวลานั้นเกิดกระแสถกเถียงในสังคมไทยเป็นวงกว้าง และคุ้นหน้าคุ้นตาหนุ้มตี๋แว่นคนนี้มากขึ้นเรื่อยๆ

แฟรงค์เคยเล่าชีวิตสมัยเรียนกับสื่อมติชนว่า เป็นคนชอบทำกิจกรรมนอกการเรียน แต่ก็ยังเรียนดี

“ผมไม่ค่อยชอบวิชาใดๆ ทั้งสิ้น ก็ต้องพยายามเรียนและต้องทนๆ เรียนไป”

การทำกิจกรรมโปรดของเขา เช่น ตอนอยู่ ม.2 เคยทำจุลสารปรีดีให้กับทางโรงเรียน และเป็นผู้ริเริ่มกลุ่มต่างๆ อาทิ ชมรมปรีดีเสวทัศน์ กลุ่มการศึกษาเพื่อความเป็นไท

สมาพันธ์นักเรียนแห่งประเทศไทย และเคยเป็นบรรณาธิการวารสารปาจารยสาร ซึ่งถือเป็นงานที่หล่อหลอมให้เขาเป็นอย่างทุกวันนี้

นอกจากนี้ เขาเคยทำจดหมายเปิดผนึกถึง พงศ์เทพ เทพกาญจนา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ขณะนั้น) โดยนำเสนอการ “ปฏิวัติการศึกษา” ไม่ใช่แค่การ “ปฏิรูป” ในหลายประเด็น เช่น การลดชั่วโมงเรียน , การตั้งสภาปฏิรูปการศึกษา

ยังมี การแก้ไขเนื้อหารายวิชา ยิ่งวิชาประวัติศาสตร์ ยิ่งต้องแก้ไข หรือชำระประวัติศาสตร์เสียใหม่ (เอาจริงดิ!) และอีกหลายอย่างที่เชื่อเหอะ แรงๆ ทั้งนั้น แต่พอรู้ว่าไอดอลของแฟรงค์ มีใครบ้างก็อ๋อ เช่น ปรีดี พนมยงค์ , ส.ศิวลักษณ์

แต่ด้วยความโดดเด่นดังกล่าว แฟรงค์จึงเคยได้รับการเสนอชื่อจาก คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนให้รับ “รางวัลสิทธิมนุษยชน” ประเภทเด็กและเยาวชน

แน่ล่ะ ที่เขาจะเมินใส่ แถมตอกกลับแสบๆ ทำนองว่า กสม. ไปทำอะไรกับกรณีเหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมืองเดือนช่วงปี 2553 ดีกว่ามั้ย?

ลองคัด “คำพูด” ที่แรงทะลุปรอทของเขาในหลากหลายวาระ เผื่อว่าใครอยากรู้จักตัวตนของเขามากขึ้น

เช่น ถ้าถามเรื่องการศึกษาเขาจะบอกว่า “Child Center” ผมว่าเป็น “ควาย Center” มากกว่า , เรื่องสิ่งแวดล้อม “คนส่วนใหญ่ทำเป็นเล่น” , เรื่องศาสนา “บางทีผมก็เบื่อนะ” “ผมไม่สวดมนต์ ไม่ไหว้พระ” , เรื่องสอบติดจุฬาฯ “เสียดาย..อยากเรียนธรรมศาสตร์มากกว่า!!!”

แถมยังเคยเดินออกจากพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณตนเข้าเป็นนิสิตจุฬาฯ ที่จะต้องถวายบังคมต่อหน้าพระบรมราชานุสาวรีย์ 2 รัชกาล โดยอ้างว่า “ร.5 ยกเลิกธรรมเนียมดังกล่าวไปแล้ว!!”

อุแหม่…ทำเอาคนจามจุรี คัน…ปากไปตามๆ กัน

ส่วนถ้าถามเรื่องการเมือง เขาบอกว่า “ยุคนี้ไม่ใช่ยุคเชื่อผู้นำชาติพ้นภัยแล้ว” จึงเป็นที่มาว่า เนติวิทย์มักปรากฏตัวทำงานในแนวทางเดียวกันกับนักศึกษากลุ่มนิติราษฎร์

หรือยังมีกรณีที่เมื่อ 5 ตุลาคม 2559 เนติวิทย์ขณะเป็นนิสิตปี 1 ได้เชิญ โจชัว หว่อง นักกิจกรรมชาวฮ่องกงต่อต้านรัฐบาลจีน มาปาฐกถาครบรอบ 40 ปี 6 ตุลาคม 16 หัวข้อ “การเมืองของคนรุ่นใหม่” แต่เขากลับถูกทางการไทยควบคุม กักตัวไว้ 12 ชั่วโมง ก่อนส่งกลับฮ่องกง

หากแต่ที่สุด วันรุ่งขึ้น แฟรงค์ก็จัดการให้แฝดต่างสายเลือดชาวฮ่องกงคนนี้ ได้สไกป์เข้ามาในงานจนได้

หรือไม่นานมานี้ กับการต้องเกณฑ์ทหาร ตี๋แฟรงค์ก็บอกว่า “การรับใช้ชาติไม่ควรจำกัดอยู่ที่การเป็นทหารเท่านั้น!!” ว่าแล้วก็ขอผ่อนผันรัวๆ

ทั้งหมดนี้ หากใครจะถามหาตัวตนของเนติวิทย์ ถ้าสามารถก้าวข้ามความหมั่นไส้ไปได้ จะพบว่า หนุ่มแว่นคนนี้มีอะไรมากกว่าที่คิด

เรียกได้ว่า แม้จะทั้งกวดทั้งแสบ แต่คนไทยหลายคนก็ชอบ และติดตามเป็นแฟนคลับมากมาย เพียงแต่คนที่ไม่ชอบ ก็จะถามว่า…ไม่ไหวๆ ลื้อทำไมต้องสุดโต่งเบอร์นี้!

ยิ่งกับบทบาทการบริหารงานในสภานิสิตของสถาบันสุดหัวอนุรักษ์อย่างจุฬาฯ ดูจะช่างท้าทายคนไทยมากว่า นิสิตหัวก้าวหน้าคนนี้จะสร้างวีรกรรมอะไรออกมาบ้าง

**ข่าวที่เกี่ยวข้อง “บิ๊กตู่” ห่วงจุฬาฯเสียชื่อ หลัง “เนติวิทย์” ประกาศจะเปลี่ยนวิธีถวายบังคมฯ


ถอยแต่ไม่หนี”โอ๊ค” กุมโซเชียลสู่การยุทธ์ยืดเยื้อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/275091

ถอยแต่ไม่หนี”โอ๊ค” กุมโซเชียลสู่การยุทธ์ยืดเยื้อ

คนในข่าว  :  4 พ.ค. 2560
ยิ่งลักษณ์, หุ้นชิน, ชินวัตร, พานทองแท้, ถอย, แต่, ไม่, หนี, โอ๊ค, กุม, โซเชียล, สู่, การ, ยุทธ์, ยืดเยื้อ, ถอยแต่ไม่หนีโอ๊ค, ราคายาง, บิ๊กตู่, หน้าหล่อ, ราคายางแก้ได้ ยางอายแก้ไม่ได้, สมองบวกกึ๋น, พ่อคับ, ยุงชุม, ตาตายังงง, วอยซ์ ทีวี, ถ้าโอ้คมองว่าไม่แฟร์ โอ๊คก็จะไม่ทน

ถอยแต่ไม่หนี”โอ๊ค” กุมโซเชียลสู่การยุทธ์ยืดเยื้อ

 

เรื่องลูกโอ๊คกับการโพสต์ความเห็นลงเฟซบุ๊กส่วนตัว Oak Panthongtae Shinawatra นั้น ไม่ใช่เพิ่งมาถี่เอาช่วงนี้ เพราะหากย้อนกลับไปดูในไทม์ไลน์ เรียกได้ว่า เรื่อยๆ มาเรียงๆ อย่างน้อยเดือนละหน พอไม่ให้แฟนคลับต้องเหงาหงอย แถมยังนับว่าเป็น “ดาวเด่น” ที่มีคนติดตามล้นหลามคนหนึ่ง ด้วยลีลาการเหน็บแนม กระแทกแดกดันฝ่ายตรงข้าม ที่ถูกใจใช่เลย

มีอยู่แว่บหนึ่งที่เขาหายไปจากหน้า Facebook หลังจากโพสต์เสียดแทงรัฐบาล คสช.ไปในเรื่องการโหวตรับ-ไม่รับร่างธรรมนูญ

แต่แล้ว โอ๊ค-พานทองแท้ ชินวัตร ก็คัมแบ็ค กลับมาด้วยการโพสต์เรื่องภาษีหุ้นชินฯ ในท่วงทำนองจะเอาอะไรจะครอบครัวผมอีก!! ซึ่งก็เรียกกระแสได้ช่วงหนึ่ง

มาประเด็นล่าสุด ที่ลูกโอ๊คโพสต์อีกครั้ง ก็ยังคงสร้างเป็นกระแสเกิดได้อีกตามเคย คือ เรื่อง “ราคายาง” ที่ออกลีลาเย้ยหยันรัฐบาล “บิ๊กตู่”

แล้วลามไปถึงรัฐบาล “หน้าหล่อ” เดอะมาร์ค ประมาณว่า รัฐบาล คสช.เวลานี้ บอกว่าราคายางพาราในปัจจุบัน ซึ่งอยู่ที่กิโลกรัมละ 70 บาท นั้นรับได้

หากแต่ราคานี้ ช่างต่ำกว่าสมัยที่ผู้ชุมนุมออกมาปิดถนนประท้วงรัฐบาลอาปู ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ชนิดหน้าดำหน้าแดง แถมตอนนั้นเรียกร้องให้มีราคา 120 บาทขึ้นไปด้วยซ้ำ

อ้าว! แล้วตอนนี้ ทำไมพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งแอคชั่นเพื่อ “โหม่เรา” ชาวใต้มาตลอด จึงนั่งเป่าสาก และยอมรับราคายางพาราในรัฐบาล คสช.ได้

โดนเข้าไปดอกนี้ เลยทำเอาพลพรรคประชาธิปัตย์สองสามนาย ต้องออกมาตอกกลับ แต่โอ๊คก็ไม่ยั่น! จัดกลับทันทีด้วยเปิดหัวบทความสั้นๆ ว่า “ราคายางแก้ได้ ยางอายแก้ไม่ได้” ไม่ต้องอ่านเนื้อความก็รู้ว่าด่าใคร? ก็คำพูดอยู่บนพื้นสีฟ้าใสขนาดนั้น

แต่..เดี๋ยวก่อน ยังไม่หมดแค่นั้น เพราะผ่านไปไม่กี่วัน ช่วงวันที่ 30 เมษายนโอ๊คซ้ำด้วยการโพสต์ไม้เด็ด ที่อาจทำให้รัฐบาลตู่สะอึก คือ ภาพการแคปเชอร์หน้าจอ บทสนทนาระหว่างพ่อลูกผ่านแอพไลน์ ว่าด้วยวิธีการแก้ปัญหาราคายาง สมัยที่ปะป๊าเคยใช้ “สมองบวกกึ๋น” มาบริหารจัดการจนสำเร็จลุล่วงไปได้

คัดมาแบบสรุป จับความได้ว่า เมื่อผู้ลูกถามบิดาว่า “พ่อคับ” ตอนพ่อเป็นนายกฯ พ่อทำยังไงในการแก้ปัญหาราคายางในประเทศ จาก 20 ไป 40-60 แล้ว  โดดไปที่ 100 บาท (ใครเพิ่งมาตามการเมืองเมื่อ “ยุงชุม” อาจนึกไม่ออกว่า เฮ้ย บ้านเราเคยขายยางได้ราคานี้ด้วย?)

ว่าแล้ว ผู้พ่อซึ่งใช้ชื่อไลน์ ว่า “ตาตายังงง!!” ที่ไม่รู้มีความหมายอะไรลึกซึ้งหรือไม่ ก็ร่ายยาวมา สรุปประมาณว่า ปะป๊าปิ๊งไอเดียรวมกลุ่มผู้ค้ารายใหญ่ของโลก เพื่อใช้เป็นอำนาจในการต่อรองกับตลาด จึงเกิดเป็นความร่วมมือด้านยางพารากับประเทศผู้ผลิตหลัก 3 ราย ได้แก่ ไทย อินโดนีเซีย และมาเลเซีย

และหลักการ คือ บริษัทนี้รับซื้อยางที่ราคากิโลกรัมละ 1 ดอลลาร์สหรัฐ(ประมาณ 35 บาท) ในขณะที่ราคายางในตลาดโลกโดนพ่อค้าคนกลางกดไว้ที่ 20 บาท ถ้าใครขายได้แพงกว่า 1 ดอลลาร์สหรัฐ ก็ขายไปเลย แต่อย่าไปขายถูกกว่า เพราะบริษัทนี้รับซื้อที่ 1 ดอลลาร์สหรัฐ อยู่แล้ว

ปรากฏว่าราคายางในตลาดโลกกระโดดขึ้นไปทันที เมื่อราคาน้ำมันแพงขึ้น ราคายางสังเคราะห์ก็เพิ่มขึ้น ราคายางดิบก็ขึ้นต่อเนื่องไปอีก ส่งผลให้ราคายางพาราพุ่งขึ้นแตะที่ระดับ 100 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งมีปัจจัยจากความต้องการในตลาดโลกที่เพิ่มขึ้นด้วย

พอมาถึงรัฐบาลอภิสิทธิ์ ราคายางพาราค่อนข้างมีความผันผวนสูง จากราคา 100 บาทต่อกิโลกรัม ร่วงลงมาอยู่ที่ระดับต่ำสุดราว 36 บาทจากวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์

แต่ภายหลังราคาก็ปรับตัวสูงขึ้นชนิดสูงสุดเกือบ 120 บาทต่อกิโลกรัม ทำเอาค่ายนี้ตีปีกพึ่บพั่บว่าทำผลงานได้ดี หากแต่โอ๊คบอกว่า เปล๊าา!! ก็ไม่ได้มีการจัดการอะไรที่แตกต่างจากเดิม หากแต่เป็นไปตามกลไกตลาดและราคาน้ำมัน

ใครยังไม่เกต ก็ไม่ต้องเกต ขอแค่สไลด์ลงไปดูคอมเม้นท์ด้านล่าง พบว่าเต็มไปด้วยเสียงชื่นชมล้นหลามในผลงานปะป๊า

งานนี้ไม่รู้ คน คสช. เขาจะตั้งรับทันหรือไม่ เพราะวันก่อน อาปูว์ เพิ่งสั่งสอนไปเรื่องเรือดำน้ำ มาวันนี้ หลานโอ๊คซ้ำต่อด้วยเรื่องราคายาง

แต่ไม่ว่าเรื่องนี้ โอ๊คจะเจออะไร หากพิจารณาดูความเคลื่อนไหวของคนฝั่งชินวัตร ต้องบอกว่า น่าจะมีเป้าหมายอะไรซ่อนอยู่

อย่างธุรกิจสื่อในมืออย่าง “วอยซ์ ทีวี” ซึ่งโอ๊คนั้นมีชื่อเป็นกรรมการบริษัท ถือหุ้นอยู่ 36.96% ปรากฏว่า ล่าสุด มีความเคลื่อนไหวอย่างเรียกเสียงครางฮือ

คือ การประกาศเปลี่ยนผู้บริหาร และปรับพิธีกร (สายการเมือง) ออกจากหน้าจอชั่วคราว

ถึงจุดนี้ หลายคนจึงวิพากษ์วิจารณ์กันว่า วอยซ์ทีวี ต้องการที่จะอยู่รอดต่อไปในฐานะองค์กรสื่อฯ ทำงานเพื่อหวังผลทางธุรกิจ ไม่ใช่เพื่อพื้นที่การเมืองของเจ้าของช่อง หรือ เพื่อวาระอะไรก็ตามที่ทำให้ คสช.ไม่พึงใจ โดยไม่สนใจปากท้องของพนักงานกินเงินเดือน

อย่างไรก็ตาม มีข้อสังเกตหนึ่งคือ พื้นที่โซเชียลของโอ๊ค ไม่พบว่าเจ้าตัวเคยกล่าวแตะกรณีที่วอยซ์ทีวีต้องเจอมาตลอดภายใต้รัฐบาล คสช. ทั้งๆ ที่ปกติ “ถ้าโอ้คมองว่าไม่แฟร์ โอ๊คก็จะไม่ทน”

เช่น ช่องนี้เคยถูกคสช. สั่งจอดำ นานถึง 24 วัน ตอนปี 2557 จากนั้น บรรดาพิธีกรสายแข็งก็ขยันเดินเข้ากรมอยู่บ่อยๆ แถมช่วงมีนาคมที่ผ่านมา ทั้งช่องเพิ่งถูก กสท. สั่งปิดจอดำอยู่ 7 วัน

หนนี้ก็ตามเคย ที่โอ๊คเงียบ! ส่วนหนึ่งอาจเพราะเจ้าตัววางตำแหน่งของตนเองไว้ที่ผู้ถือหุ้น ที่จะไม่เข้ามาก้าวก่าย

หรืออาจเพราะรู้ดีว่า ถ้าพูดมาก ช่องก็จะเดือดร้อนไปด้วย

แต่วันนี้ เมื่อวอยซ์ทีวีเปลี่ยนไปแล้ว ไม่รู้ว่าความแรงในลีลาการโพสต์ของโอ๊ค จะเข้มข้นถี่บ่อยมากขึ้นขนาดไหน น่าติดตาม

นี่ไง..เสี่ยเยิ้ม !! “พล.อ.ธวัชชัย สมุทรสาคร” คนโตอีสานใต้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/274846

นี่ไง..เสี่ยเยิ้ม !! “พล.อ.ธวัชชัย สมุทรสาคร” คนโตอีสานใต้

คนในข่าว  :  3 พ.ค. 2560
นี่ไง..เสี่ยเยิ้ม !! "พล.อ.ธวัชชัย สมุทรสาคร" คนโตอีสานใต้

วันแรงงานที่ผ่านมา ในรัฐสภา เกิดมี “ดาวสภา” ดวงใหม่จุติ ด้วยวลีเด็ด “มันต้องจับไปยิงเป้า”

สืบเนื่องจากการประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) พิจารณาร่าง พ.ร.บ.การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรม และมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน ตามที่คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการสื่อสารมวลชน เป็นผู้เสนอ

พล.อ.ธวัชชัย สมุทรสาคร สมาชิก สปท.ได้ลุกอภิปรายสนับสนุน “กฎหมายคุมสื่อ” พร้อมกับบอกว่า “สมัยเป็นแม่ทัพภาค 2 ก็รบกับสื่อมาตลอด” และประโยคหนึ่งที่กลายเป็นประเด็นร้อนคือ “ผมไม่เข้าใจ ไอ้สื่อพวกนี้จริงๆ มันต้องจับไปยิงเป้า” (อ่านต่อ…”บิ๊กเยิ้ม” ดุ บอก “สื่อพวกนี้ต้องจับไปยิงเป้า”)

นี่ไง..เสี่ยเยิ้ม !! "พล.อ.ธวัชชัย สมุทรสาคร" คนโตอีสานใต้

“พล.อ.ธวัชชัย” หรือ “บิ๊กเยิ้ม” เป็นที่รู้จักมักคุ้นของนักข่าวสายทหาร , นักข่าวสายการเมือง , นักข่าวกีฬา และนักข่าวภูมิภาค เพราะอดีตนายทหารใหญ่คนนี้ สวมหมวกหลายใบ

แม้นามสกุล “สมุทรสาคร” แต่เกิดและเติบโตในค่ายทหารโคราช เรียนจบ ม.3 จากโรงเรียนราชสีมาวิทยาลัย และเข้าเรียนทหาร รุ่นเดียวกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา คือเตรียมทหาร รุ่นที่ 12 และนายร้อยพระจุลจอมเกล้าฯ รุ่นที่ 23

เริ่มรับราชการในภาคอีสาน ตอนที่ติดยศร้อยโท ถูกส่งไปปราบผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ (ผกค.) ในแถวถิ่นเทือกเขาภูพาน ก่อนจะย้ายมาประจำการที่ชายแดนอีสานใต้ ก็รบกับ ผกค. และเขมรแดง

ปี 2522 สถานการณ์เปลี่ยน กองทัพภาคที่ 2 ต้องช่วย “เขมรแดง” รบทหารเวียดนาม และทหารเฮงสำริน

ปี 2530 เป็นผู้บังคับกองร้อยลาดตระเวนระยะไกลที่ 6 สร้างวีรกรรมนำนักรบไทยบุกยึดเนิน 500 ใน “ยุทธการช่องบก” ขับไล่ทหารเวียดนามออกจากแผ่นดินไทย และได้รับการประกาศจาก พล.อ.อิสรพงศ์ หนุนภักดี สมัยเป็นแม่ทัพน้อยที่ 2 ให้เป็นบุคคลปฏิบัติงานดีเด่นนำกำลังผลักดันขับไล่ ทำลายกองกำลังต่างชาติที่รุกล้ำอธิปไตยพื้นที่ช่องบก อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี

ปี 2532 ยุคแปรสนามรบเป็นสนามการค้า เป็นผู้บังคับกองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 23 ค่ายสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก บุรีรัมย์

ห้วงเวลานี้แหละที่ชายแดนอีสานใต้คึกคัก เพราะ “เขมร 4 ฝ่าย” แบ่งสรรปันส่วนผลประโยชน์ได้ลงตัว ทำให้เกิดการค้าขายของคนสองประเทศ ตามจุดผ่อนปรนทางการ และด่านธรรมชาติ

ด้วยความที่เป็นนายทหารไทยคุ้นเคยกันดีกับนายทหาร “เขมรแดง” ที่ดูแลพื้นที่ฝั่งกัมพูชา ตรงข้ามบุรีรัมย์ – สุรินทร์ – ศรีสะเกษ จึงเป็นผู้นำพานักธุรกิจท้องถิ่นไปเจรจากับเขมรแดง เชื่อมสัมพันธไมตรีตามนโยบายรัฐบาล พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ และคนชายแดนจึงเรียกว่า “เสี่ยเยิ้ม”

เมื่อขึ้นเป็นผู้บังคับกรมทหารราบที่ 23 ในวันที่ไทย – เขมร ค้าขายกันครึกโครม ใครต่อใคร ก็แวะไปเยี่ยม “เสี่ยเยิ้ม” ผู้บัญชาการกองกำลังสุรนารี

ปี 2544 – 2548 เป็นยุคทองของพรรคไทยรักไทย ก็มีคนแถวชายแดนเห็น “เสี่ยเยิ้ม” เดินตามหลัง “บิ๊กแอ๊ด” พล.อ.ธรรมรักษ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา แม่ทัพเลือกตั้งของไทยรักไทยสมัยนั้น

ปี 2547 เป็นผู้บังคับการจังหวัดทหารบกสุรินทร์ และชัยชนะอย่างถล่มทลายของอดีตนายกฯ ทักษิณ รอบ 2 ส่งผลให้เสี่ยเยิ้มขึ้นเป็นผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 6

ปี 2552 เป็นแม่ทัพน้อยที่ 2 ก่อนที่ “พี่ป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม สมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ จะดันให้เป็นแม่ทัพภาคที่ 2

จังหวะที่ “บิ๊กเยิ้ม” เป็นแม่ทัพภาคที่ 2 ก็ต้องมาบัญชาการรบใน “สงครามปราสาทพระวิหาร – ปราสาทตาควาย” และตอนนั้น “บิ๊กเยิ้ม” ทั้งรบไป เจรจาไป เนื่องจาก พล.ท.เจียมอน ผู้บัญชาการทหารในพื้นที่นั้น ก็รู้จักมักคุ้นกันมายาวนาน

“บิ๊กเยิ้ม” เกษียณในตำแหน่งผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษกองทัพบกครองยศ พล.อ. เมื่อปี 2555 และมาช่วยงาน สุวัจน์ ลิปตพัลลภ เป็นอุปนายกลอนเทนนิสสมาคมแห่งประเทศไทย

ปี 2556 ได้รับเลือกจากวุฒิสภา เป็นกรรมการติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงาน ตาม พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ หรือที่เรียกว่า ซูเปอร์บอร์ด และได้รับเลือกเป็นประธานซูเปอร์บอร์ด

ปลายปี 2556 ทิ้งเก้าอี้ประธานซูเปอร์บอร์ด มาลงสมัคร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ ลำดับ 1 พรรคชาติพัฒนา ยังไม่ทันได้เป็น ส.ส. ศาลสั่งให้การเลือกตั้ง 2 กุมภาฯ 2557 เป็นโมฆะ

หลังรัฐประหาร 2557 พล.อ.ประยุทธ์ แต่งตั้งเพื่อนร่วมรุ่น ตท.12 เป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ลำดับที่ 58 และประธานบอร์ดบริษัทรถไฟฟ้า ร.ฟ.ท.จำกัด บริษัท บริหารจัดการ เดินรถไฟฟ้าแอร์พอร์ต ลิงก์

แต่เส้นทาง สนช. สะดุด เพราะขาดคุณสมบัติในการดำรงตำแหน่งตามรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว มาตรา 8 (1) กรณีเคยดำรงตำแหน่งในพรรคการเมืองในระยะเวลา 3 ปีก่อนได้รับแต่งตั้ง

ไม่ได้เป็น สนช. ก็ได้รับเลือกกลับมาเป็นสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปท.) และสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.)

คาดหมายว่า “บิ๊กเยิ้ม” คงจะได้เป็น 1 ใน 250 สมาชิกวุฒิสภา ตามรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพราะทำงานได้ “เข้าตา” เพื่อนรัก (ประธาน คสช.) เสียเหลือเกิน

คือครูทั้งชีวิต”นราพร จันทร์โอชา”นักการศึกษานอกทำเนียบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/274690

คือครูทั้งชีวิต”นราพร จันทร์โอชา”นักการศึกษานอกทำเนียบ

คนในข่าว  :  2 พ.ค. 2560
บิ๊กตู่, คนในข่าว, คือ, ครู, ทั้ง, ชีวิต, นราพร, จันทร์, โอชา, นักการศึกษา, นอกทำเนียบ, คือครูทั้งชีวิตนราพร, นราพร จันทร์โอชา, อาจารย์น้อง, ลุงตู่, โรจนจันทร์, 22 มิถุนายน, หลิน ห้วยชิง, หลังบ้านบิ๊กตู่

คือครูทั้งชีวิต”นราพร จันทร์โอชา”นักการศึกษานอกทำเนียบ

          สวยสง่ายามเยื้องย่าง ภริยานายกฯ ไทย นราพร จันทร์โอชา หรือ “อาจารย์น้อง” กับภารกิจดูงานการศึกษาที่แดนมังกรช่วงปลายเดือนเมษายนที่ผ่านมา

          จากการที่รัฐบาลจีนโดยสมาคมมิตรภาพวิเทศสัมพันธ์แห่งประชาชนจีน ส่งเทียบเชิญมาให้ โดย รศ.นราพร จันทร์โอชา ภริยานายกรัฐมนตรี มาพร้อมด้วยคณะ เยือนกรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน ระหว่างวันที่ 23-27 เมษายน 2560 ดูงานด้านการศึกษา

          และในการนี้มาดามเผิง ลี่หยวน ภริยาประธานาธิบดีสาธารณรัฐประชาชนจีน เป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารค่ำเป็นการส่วนตัว ณ เรือนรับรองรัฐบาลเตี้ยวหยูไถอีกด้วย

          ภาพที่ออกมาทำให้คนไทยอดที่จะภาคภูมิใจแทนผู้เป็นสามีอย่าง “ลุงตู่” ของเราไม่ได้ ว่าเลือกคู่ครองเก่งจัง!

          เพราะรศ.นราพร จันทร์โอชา คนนี้ เรียกว่า “ครบเครื่อง” ไม่ใช่แค่สวยหวาน แล้วหลบตัวแค่ในบ้าน แต่งานเบื้องหลังความสำเร็จของสามี เรียกว่าไม่มีขาดตกบกพร่อง ซูเปอร์เพอร์เฟกท์!

          บางคนจะหาว่าพูดเกินไป งั้นไปดูโพรไฟล์ส่วนตัว ก็พบว่า อ.น้องคนนี้ มีชีวิตที่เพียบพร้อมในตระกูล “โรจนจันทร์” เป็นบุตรสาวของนายตำรวจที่รับราชการใน จ.นราธิวาส ด้วยเหตุนี้จึงตั้งนามให้บุตรสาวคนนี้ว่า “นราพร” ขณะที่ยังมีบุตรสาวอีกคนหนึ่งซึ่งเป็นพี่สาวฝาแฝดชื่อ สุวรรณา โรจนจันทร์ อีกด้วย

          อ.น้อง เป็นสาวเซนต์โยเซฟคอนเวนต์ จบปริญญาตรีด้านการสอนภาษาอังกฤษ จากคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และปริญญาโทจากคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

          พบรักกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ตอนที่สอนภาษาอังกฤษอยู่สถาบันภาษา ซึ่งบิ๊กตู่เวลานั้นมาสมัครเรียนหลักสูตรระยะสั้น

          หลักสูตรเรียนอาจจะสั้น…แต่ความรักยาวกว่า…เพราะที่สุดก็ตกลงใจใช้ชีวิตร่วมกัน โดยมีความน่าสนใจตรงที่ทั้งคู่เกิดปีเดียวกัน 2497 โดย อ.น้อง เกิดวันที่ 20 มิถุนายน บิ๊กตู่ เกิดวันที่ 21 มีนาคม และแล้วทั้งคู่ก็แต่งงานกันในวันเลขสวยคู่ “22 มิถุนายน” หลังวันคล้ายวันเกิด อ.น้อง วันเดียวในปี 2527

          ส่วนบทบาทในความเป็นเวิร์กกิ้งวูแมน อ.น้องก็ไม่เป็นรองใคร อย่างที่รู้กันว่าเธอรับราชการเป็นอาจารย์สอนวิชาภาษาอังกฤษ ประจำสถาบันภาษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

          แต่หลังใช้ชีวิตเป็นแม่พิมพ์ของชาติอยู่จนลาออกจากราชการในปี 2554 ก็มานั่งเก้าอี้นายกสมาคมแม่บ้านทหารบก ทั้งยังอุทิศเวลาไปช่วยเหลือมูลนิธิคนตาบอด และอาสาเป็นอาจารย์พิเศษให้โทรทัศน์ทางไกลผ่านดาวเทียม โรงเรียนวังไกลกังวล และเป็นประธานคณะทำงานอีกด้วย

          เวลาผ่านมาจนมาเป็นแม่บ้านนายกรัฐมนตรี เธอก็ยังคงครองตำแหน่ง “เบื้องหลังความสำเร็จของบิ๊กตู่” อยู่อย่างไม่มีใครกล้าปฏิเสธ

          แต่บทบาทหนึ่งที่แม้จะลาออกจากการสอนหนังสือแล้ว ความเป็น “ครู” ไม่เคยสูญหายไปจากจิตวิญญาณ โดยเธอยังคงออกงานต่างๆ อยู่เงียบๆ ดีงาม อยู่ในแวดวงการศึกษา เพราะว่ากันว่าอุปนิสัยของ อ.น้องนั้น ชอบทำงานแบบเงียบๆ ไม่เป็นข่าว และไม่อยากเป็นคนเด่นคนดัง แต่หากเช็กดีๆ จะพบว่า อ.น้อง ไปมาหลายงานมาก…

          อย่างล่าสุดเร็วๆ นี้ก่อนจะบินไปปั่กกิ่ง เพิ่งให้เกียรติเข้าร่วมงานประชุมผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศ โดยมี นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานเปิดการประชุม

          ว่ากันว่า รมว.ศึกษาคนนี้ ขึ้นรับตำแหน่งแบบไวไวปรุงสำเร็จ เพราะมีความสนิทสนมกับ อ.น้อง ด้วยอยู่ในแวดวงเดียวกัน แต่เขาให้สัมภาษณ์มติชนว่า “ทุกคนสนิทกับนางนราพร จันทร์โอชา หรืออาจารย์น้อง ภริยานายกฯ หมดทุกคน”

          ส่วนว่าจริงแท้ยังไง ถ้าไม่มีคุณสมบัติพอ รัฐบาลประยุทธ์คงไม่ให้มาเป็นตัวเลือก

          อ.น้อง เคยให้มุมมองเกี่ยวกับอาชีพครูว่า ด้วยประสบการณ์การสอนภาษาอังกฤษ และจัดกิจกรรม PLC มากว่า 27 ปี (PLC ย่อมาจาก Professional Learning Community ซึ่งหมายถึงชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ)

          “ในหลายประเทศมักถูกกำหนดโดยผู้บริหารระดับต่างๆ ตั้งแต่ระดับกระทรวง/เขต ทำตามนโยบายผู้บริหารซึ่งไม่ได้ปฏิบัติการสอนจริงในห้องเรียน เป็นหัวเรื่องกว้างๆ ไม่เจาะลึก”

          “การสะท้อนของครูต้องสะท้อนการเรียนรู้ของผู้เรียน Student Learning เราต้องมองว่าเขาได้อะไร เพียงพอหรือยังแล้วนำมาปรับปรุง การพัฒนาวิชาชีพควรให้ครูเป็นผู้ให้ วางแผน แบ่งปัน มีส่วนร่วมเอง ตามบริบทจริงในห้องเรียน”

          อ่านจบ…ต้องยืนปรบมือให้แก่วิสัยทัศน์ เพราะนี่คือมุมมองของคนรู้จริง และคลุกมาเอง ไม่ได้จำใครมาอวด! หรืออ่านตามสคริปต์!

          แต่บทบาทอื่นของภริยานายกฯ คนนี้ ก็ครบรส เพราะยังมีบรรดางานวันสตรี งานวันสำคัญต่างๆ เกี่ยวกับของเพศหญิง หรือแม่บ้านเหล่าทัพ ที่ อ.น้องก็แสดงบทบาทตามโอกาสและทำได้ดีมาก สมคุณค่าหลังบ้านผู้นำ

          ดังงานที่ปักกิ่ง ก็ล้วนอันแน่นไปด้วยสาระและคุณประโยชน์ที่จะนำกลับมาใช้ในบ้านเกิด เพราะทั้งไปดูงานด้านการศึกษา และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับ “หลิน ห้วยชิง” รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการและผู้บริหารที่มหาวิทยาลัยผลิตครูปักกิ่ง และมหาวิทยาลัยภาษาต่างประเทศปักกิ่ง

          เพียงแต่มีจุดน่าสนใจอยู่นิดหนึ่ง ก็ตรงที่เดิมทีข่าวภารกิจภริยานายกรัฐมนตรี ไม่ค่อยปรากฏในฟีดข่าวเป็นวงกว้างมากนัก แต่งานนี้…ว่ากันว่ากองงานโฆษกสำนักนายกรัฐมนตรีได้แจ้งผ่านไลน์สื่อมวลชนประจำทำเนียบเลยทีเดียว

          ก้าวย่างครั้งนี้จึงน่าจับตาว่าภารกิจของ “หลังบ้านบิ๊กตู่” ต่อจากนี้จะอยู่ในสายตาประชาชนมากขึ้นกระมัง

รุกในถอย”ปู” ตะลอนบุญเคล้างานการเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/274009

รุกในถอย”ปู”  ตะลอนบุญเคล้างานการเมือง

คนในข่าว  :  28 เม.ย. 2560
สนช, จำนำข้าว, ทำบุญ, ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร, ปู, รุก, ถอย, ตะลอน, บุญเคล้า, งาน, การเมือง, รุกในถอยปู, สายบุญ, ล้างซวย, อภินิหารทางกฎหมาย

รุกในถอย”ปู”  ตะลอนบุญเคล้างานการเมือง

 

ออกมาสอนรัฐบาลทหารเรื่องซื้อเรือดำน้ำ แถมยังโวว่าก็เคยเป็นรัฐมนตรีกลาโหมมาก่อน ทำไมจะไม่รู้ว่างานนี้ ไม่คุ้ม!

จนทีมเผือก เสียวหลังกันอยู่ว่า “เจ๊ปู” ยิ่งลักษณ์ จะเจอตอกกลับจากฝ่ายทหารมายังไงบ้าง แต่ที่แน่ๆ ต้องนับว่านี่เป็นอีกความเคลื่อนไหวของเจ๊ ในการวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาล ที่ต้องนับว่า สร้างกระแสได้อีกครั้ง

ว่าแล้วก็อดไม่ได้..ต้องขอกลับไปกดฟอลโลว์เธออีกที ส่องดูว่าชีวิตตอนนี้ เวลานี้ เธอทำอะไรอยู่บ้าง

เพราะตามที่รู้กันว่า อดีตนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นั้น กำลังอยู่ในช่วงตกงาน หลังจากที่ สนช. มีมติถอดถอน ตัดสิทธิ์ทางการเมือง 5 ปี จากกรณีไม่ระงับยับยั้งความเสียหายในโครงการรับจำนำข้าว ทำให้ยิ่งลักษณ์ว่างเว้นจากงานการเมืองตั้งแต่ 23 มกราคม 2558 (มติ สนช.มีผล) จนถึงต้นปี 2563 ซึ่งพอนับถึงตอนนี้ก็ผ่านมาสองปีกว่าๆ แล้ว

แต่ถามว่าอดีตนายกฯ หญิงคนแรกของไทยคนนี้ ทำอะไร ตอบเลย เธอไม่ได้ว่างงานนะคะ เรื่องที่จะเดินเตะฝุ่น สปาหน้า สปาเท้าสวยไปวันๆ คงจะไม่ได้ เพราะยังคงต้องขึ้นโรงขึ้นศาลเรื่องคดีจำนำข้าวอยู่

ล่าสุดมีการสืบพยานจำเลย ไปเมื่อ 17 มีนาคมที่ผ่านมา และศาลฎีกาฯ ได้นัดสืบพยานจำเลยครั้งต่อไปในวันที่ 24 พฤษภาคมที่จะถึง โดยว่ากันว่าเป็นไปได้ที่คดีนี้ จะมีคำพิพากษาไม่เกิน 30 กันยายนปีนี้ รอดูกัน

ส่วนชีวิตที่เหลือจากนั้น ต้องบอกว่าน่าจะเป็นไฮไลท์สุดละ เพราะถ้าจะพูดเรื่องแวดวง “สายบุญ” ต้องยกให้ปู ยิ่งลักษณ์เลย ที่ยกทีมงาน พากันตะลุยเดินทางไปมาหลายที่

บางคนจะหาว่า นางเดินเช็กเรตติ้งการเมือง แต่ตอนที่สื่อเอพีไปจ่อไมค์ถามช่วงปีก่อน ได้คำตอบกลับมาว่า

“ดิฉันเพียงพยายามที่จะทำงานใกล้ชิดกับพี่น้องประชาชนตามสถานภาพของดิฉันที่เป็นอยู่ วันนี้ดิฉันมาพบผู้ติดตามแฟนเพจดิฉันเพราะช่วงนี้เศรษฐกิจตกต่ำ ประชาชนต้องการนักท่องเที่ยวเข้ามาในจังหวัดของเขา เราจึงใช้โอกาสนี้ในการประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยวให้จังหวัดของเขาเป็นที่รู้จัก”

แต่พอถามเรื่องการเมือง ก็ตอบเอาแค่พอสวยๆ สั้นๆ ว่า “ร่างรัฐธรรมนูญจะนำให้ประเทศถอยหลัง”

นั่นคือช่วงปีก่อน แต่หากจะนับเอาเวลาใกล้ที่ผ่านมาจนถึงวันนี้ ต้องบอกว่า อากาศเมืองไทยไม่ได้ทำให้ ปู ยิ่งลักษณ์ หวาดหวั่น กลับยังเดินสายทำบุญ พบปะประชาชนรัวๆ

ด้านหนึ่งก็เหมือนกับการพีอาร์แหล่งท่องเที่ยวของพื้นที่ต่างๆ ไปในตัว แต่อีกด้านหนึ่ง ก็มีความคิดความเห็นทางการเมืองออกมาประปราย ตามโอกาสจะอำนวย

อย่างช่วงเดือนมกราคม 2560 เจ๊ปูเดินสายไปทำบุญ ที่วัดศรีดอนชัย ต.เวียงเหนือ อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน ซึ่งช่วงนั้นบรรยากาศบ้านเมืองก็อยู่ในช่วงเดินหน้าปรองดอง รัฐก็เลยจัดหน่วยข่าวกรอง มาติดตามอำนวยความสะดวกให้

งานนั้น ว่ากันว่า การทำบุญดังกล่าวของเจ๊ปู เป็นการสะเดาะเคราะห์และ “ล้างซวย” ให้แก่ตนเองและครอบครัว ง่อววว์…..

ต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา คาราวานงานบุญของเจ๊ปู ก็เคลื่อนตัวเข้าภาคอีสาน เริ่มกันที่ จ.อุดรธานี เข้ากราบเจ้าอาวาสวัดพระแท่น อ.พิบูลรักษ์

และยังเยี่ยมชมสินค้าโอทอป ของกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรยางพรพิบูลย์ ต.บ้านแดง และไปทอดผ้าป่า วางศิลาฤกษ์ศาลาการเปรียญ ที่วัดดอยนาง อ.วังสามหมอ

ทั้งหมดทั้งมวลล้วนแล้วแต่ มีเสียงคอมเม้นท์ชื่นชมตามมาไม่ขาดสายจากบรรดาแฟนคลับ และแฟนเพจ ที่เด็ดๆ พอหอมปากหอมคอ เช่น กองเชียร์ฝั่งเหนือบอกว่า

“ดีมากปี้ลักษ์…ไม่ทิ้งจาวบ้านช่วงเลือกตั้งหรือไม่เลือกตั้ง ปี้ไปแอ่วหาจาวบ้านตลอด…”

ตามด้วยกองเชียร์ฝั่งตะวันออกเฉียงเหนือที่บอกว่า “ไผสิวาหยังกะซาง ข่อยฮักของข่อย เพราะอย่างน่อย เพินกะมีความจริงใจที่จะซอยคนทุกข์คนจน และเพินกะทำจริง”

และถ้าใครเข้าไปดูในเฟซบุค จะพบภาพที่ประชาชนในพื้นที่ มาต้อนรับอดีตนายกฯ คนนี้กันพรึ่บ!! ทุกที่ที่เธอไปเยือน

ถัดจากอุดร ล่องเข้าพะเยา ยาวต่อไปแช่น้ำพุร้อนที่ เวียงป่าเป้า เชียงราย บ่ายหน้าเข้าชัยภูมิ พอๆ กับที่ช่วงนั้น คนไทยกำลังฮือฮากับ วลีเด็ด จากปากรองนายกฯ วิษณุ เครืองาม ว่า “อภินิหารทางกฎหมาย” บี้ภาษีหุ้นชินฯ รอบใหม่ น้องปูจึงอดเจ็บแทนพี่ชายไม่ได้ ออกมาโพสต์เลยว่า

“เราคงไม่อยากได้ยินคำว่าอภินิหารทางกฎหมาย เกิดขึ้น เราอยากเห็นการใช้กฎหมายด้วยความสุจริต และความเป็นธรรม”

ผ่านมาจนช่วงสงกรานต์ ปีใหม่ไทย มีหรือคนอย่าง ยิ่งลักษณ์ จะนอนหลบร้อนอยู่บ้าน เพราะเธอยังคงวนเวียนอยู่ในโซนภาคเหนือบ้านเกิด กลับไปเล่นสาดน้ำที่ สันกำแพง เชียงใหม่ ตามด้วยกินแกงขนุนตามประเพณี เพื่อหนุนเงินหนุนทองหนุนชีวิต

ล่าสุดไม่กี่วันมานี้ ปู ยิ่งลักษณ์ โผล่หน้าขาวๆ อยู่ที่ตลาดริมน้ำวัดศาลเจ้า วัดมะขาม จ.ปทุมธานี บอกว่ามาซื้อของอร่อยๆ ไปฝากพี่ชาย

“แน่นอน น้องสาวต้องขอประเดิมอาหารอร่อยก่อน จะได้เล่าให้พี่ชายถูกค่ะ”

ไม่ต้องเดาว่าพี่ชายคนไหน ที่จะกระหายของกินบ้านๆ เท่ากับพี่ชายคนนั้น! แต่ไม่รู้จะส่งให้กันยังไง หรือจะบินเอาไปให้ถึงที่ก็ไม่แน่ แต่งานนี้ไม่เผือกดีกว่า

จะยังไงก็แล้วแต่ เมื่อเช็คกระแสดูจากแฟนเพจแล้ว ต้องบอกว่า เจ๊ยังมีกองหนุนอยู่เยอะ

ดังนั้น ถึงไม่มีคะแนนกากบาทจากในคูหา แต่ก็ยังมีคะแนนหัวใจ เทมาหลายดวงเลยทีเดียว

“อภิสิทธิ์”ปลุกปชป.ขอเป็น”พระเอก”ในหัวใจชาวบ้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/273572

“อภิสิทธิ์”ปลุกปชป.ขอเป็น”พระเอก”ในหัวใจชาวบ้าน

คนในข่าว  :  26 เม.ย. 2560
อภิสิทธิ์, ปลุก, ปชป, เป็น, พระเอก, หัวใจ, ชาวบ้าน, มาร์ค, มาร์ค อภิสิทธิ์, นายกรัฐมนตรี, รดน้ำดำหัว, มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข, แม่งาน, หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์, ความหวัง, รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี, คนรุ่นใหม่, คสช, ไอดอล, สื่อใหม่, ออกงาน, ประธาน, ความพร้อม

ภาพ “มาร์ค” อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ไปพบปะชาวบ้านที่ จ.พะเยา ดูอบอุ่น น่าเอ็นดูแต๊ๆ

          แต่นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ “มาร์ค อภิสิทธิ์” เยือน “พะเยา”
นับถอยหลังไปปี 2554 สมัยเป็น “นายกรัฐมนตรี” ก็ได้ไปปราศรัยหาเสียงให้ลูกพรรคมาแล้ว
แต่ถ้าเป็นบรรยากาศ “รดน้ำดำหัว” ผู้สูงอายุนั้น จัดมาแล้วครั้งหนึ่งเมื่อ 21 เมษายน 2558
ปีนั้น “มาร์ค อภิสิทธิ์” ได้ไปร่วมกับชาวพะเยาสระเกล้าดำหัวพระครูอนุรักษ์บุรานันท์ (ครูบาบุญชื่น) เจ้าอาวาสวัดลี และได้ร่วมรดน้ำดำหัวผู้สูงอายุชุมชนวัดลี ต.เวียง อ.เมือง จ.พะเยา เนื่องในงานประเพณีปี๋ใหม่เมือง
โดยไม่ลืมปล่อยลูกอ้อนต่อผู้สูงอายุว่า ตัวเขาเองรวมถึงอดีตนายกรัฐมนตรีคือ ชวน หลีกภัย ตระหนักถึงความสำคัญของผู้สูงอายุมาตั้งแต่ 20 ปีที่ผ่านมา จนทำให้มีนโยบายเกี่ยวกับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุขึ้น หลังจากที่พูดทักทายกับผู้สูงอายุแล้ว ได้มอบของขวัญปีใหม่แก่ผู้สูงอายุทุกคน
และปีที่แล้ว 2559 ได้มอบของช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม
กระทั่งถึงปีนี้ ที่ได้ร่วมงานประเพณีรดน้ำดำหัวขอพรผู้สูงอายุ ที่วัดห้วยบง ต.แม่ปืม อ.เมือง จ.พะเยา เมื่อ 22 เมษายน ที่ผ่านมา
หากจะมีครั้งเดียว ที่การเดินทางขลุกขลักเสียเวลาที่สนามบินเชียงรายไปบ้างคือปี 2556 ที่ถูก “เสื้อแดง” ล้อมทางเข้าออกสนามบิน
แต่ทุกครั้ง เมื่อมี “มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข” อดีตรองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ และประธานมูลนิธิมัลลิกาเพื่อประชาชน เป็น “แม่งาน” เจ้าของพื้นที่เสียอย่าง ทุกอย่างจึงราบรื่นด้วยดี
สำหรับปีนี้ เป็นปีที่ 25 ที่อภิสิทธิ์ก้าวสู่เส้นทางการเมือง เป็น 25 ปีที่ชีวิตพลิกผันมากที่สุดคนหนึ่ง จากอาจารย์หนุ่มเรียนจบจากอังกฤษ           ชนะการเลือกตั้ง ส.ส.กทม.ตั้งแต่สมัยแรกในปี 2535 ด้วยวัยเพียง 27 ปี ก้าวสู่ “หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์” และ “นายกรัฐมนตรี” ในปี 2551 เมื่ออายุ 44 ปี โดยเฉพาะตำแหน่ง “หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์” นั้น ครองตำแหน่งถึง 4 สมัยแล้ว
สปอตไลท์ส่องไปที่อภิสิทธิ์ตั้งแต่สมัยแรกที่ก้าวสู่การเมืองแล้ว ไม่เพียงชาติตระกูลดี การศึกษาดี จบจากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด ประเทศอังกฤษ สาขาปรัชญาการเมือง และเศรษฐศาสตร์ หน้าที่การงานก็ดี พอจบมาแล้วก็มาสอนหนังสือที่ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ส่วนเรื่องหน้าตา คงไม่ต้องพูดถึง

                           "อภิสิทธิ์"ปลุกปชป.ขอเป็น"พระเอก"ในหัวใจชาวบ้าน
ที่มากกว่านั้นคือมีความมุ่งมั่นที่ดี หวังเปลี่ยนแปลงการเมือง ในปี 2535 จึงเป็นส่วนหนึ่งที่ได้เข้าร่วมต่อต้านเหตุการณ์พฤษภาทมิฬกับขบวนการนักศึกษา ทำให้ชื่อเขาปรากฏชัดขึ้น
เมื่อลงเลือกตั้งก็กลายเป็น “ความหวัง” ของพรรคประชาธิปัตย์ สามารถปักธงลงยังเขตยานนาวาได้ท่ามกลางกระแสจำลองฟีเวอร์ในยุคนั้น แต่อภิสิทธิ์ทำได้ และก้าวสู่ตำแหน่งบริหารเป็น “รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี” ในสมัยรัฐบาลชวน 2 โดดเด่นด้วยวิสัยทัศน์แบบ “คนรุ่นใหม่” กล้าคิด กล้าพูด กล้าทำ ยิ่งได้รับการผลักดันจากหัวหน้าพรรค ชวน หลีกภัย ยิ่งทำให้เขาเป็นขวัญใจแรงเชียร์พรรคประชาธิปัตย์มากยิ่งขึ้น
ยุคประชาธิปัตย์ “ผลัดใบ” ชวน หลีกภัย ลงจากเก้าอี้เพื่อให้เกิดการเลือกหัวหน้าพรรคคนใหม่ อภิสิทธิ์ลงสมัครทันที แต่คนรุ่นใหม่หรือจะเก๋าในเกมการเมืองเท่ากับคนรุ่นก่อน ท้ายที่สุดก็พ่ายแพ้แก่ บัญญัติ บรรทัดฐาน ที่เป็น ส.ส.มาก่อนเขาถึง 17 ปี แต่ไม่นานเมื่อเกมการเมืองนอกพรรคพลิก พรรคไทยรักไทยชนะการเลือกตั้ง อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จึงได้รับเลือกให้เป็นหัวหน้าพรรคในที่สุด
แต่เส้นทางการเมืองไม่ง่าย อภิสิทธิ์มีประเด็นคำถามให้ต้องตอบมากมาย และกลายเป็นประเด็นการเมืองทุกย่างก้าว โดยเฉพาะช่วงที่มีการชุมนุมทางการเมือง พฤษภาคม 2553 เขาและสุเทพ เทือกสุบรรณ ถูกฟ้องในฐานะผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ข้อหาร่วมกันก่อหรือใช้ให้ผู้อื่นกระทำหรือฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา และพยายามฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา ในการสลายการชุมนุมของคนเสื้อแดงที่แยกราชประสงค์ ก่อนศาลอุทธรณ์ยกฟ้องเมื่อปี 2559 ที่ผ่านมา
ในการเคลื่อนไหวของ กปปส. อภิสิทธิ์ปรากฏตัวแค่เพียงช่วงต้นๆ เท่านั้น ดังนั้น ความคิดความเห็นทางการเมืองในช่วงหลังๆ ของ “อภิสิทธิ์-สุเทพ” จึงมีมุมมองต่างกัน
ช่วงปิดเทอมใหญ่ภายใต้การดูแลของ “คสช.” อภิสิทธิ์ไม่ปล่อยให้หัวใจว้าวุ่น เขาได้ปลุกกระแสความเป็น “ไอดอล” ของคนรุ่นใหม่ขึ้นมาอีกครั้ง นอกจากการตอบคำถามทางสื่อออนไลน์แล้ว เขายังเดินสายบรรยายให้แก่คนรุ่นใหม่ในมหาวิทยาลัยต่างๆ ด้วย เช่น หัวข้อ “New Gens for AEC การปรับตัวของคนรุ่นใหม่เพื่อก้าวสู่ AEC” ฯลฯ
ทั้งหมดทั้งมวล ถูกตีแผ่เป็นที่รับรู้ในวงกว้าง ผ่าน “โซเชียลมีเดีย” ทั้งสิ้น และเป็น “สื่อใหม่” ที่ “มาร์ค อภิสิทธิ์” เลือกใช้สื่อสารไปยัง “กลุ่มเป้าหมาย” ของเขามาเป็นเวลาหลายปี ผิดกับนักการเมืองรุ่นเก๋าในพรรค
โดยเฉพาะช่วงปิดเทอมที่ผ่านมา ดูเหมือนเขาจะไม่ได้หยุดหรือว่างงานเลย แต่ขยัน “ออกงาน” มากมาย ไม่ว่า ดนตรี กีฬา การศึกษา ศาสนา วัฒนธรรมประเพณี ฯลฯ อภิสิทธิ์ได้หมด จึงสามารถหว่านเสน่ห์ได้ครอบคลุมทั้งเยาวชนคนหนุ่มสาว และผู้สูงวัย
ที่ผ่านมาจึงเห็น “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ในรูปแบบต่างๆ ไม่ซ้ำบทบาท วันก่อนเยี่ยมเยียนให้กำลังใจพี่น้องที่ประสบอุทกภัยภาคใต้ วันนี้บรรยายให้นักศึกษาฟัง วันถัดไปเป็น “ประธาน” พิธีเททองยอดพระเจดีย์ อีกวันวิ่งมาราธอน ร่วมบันทึกเสียงบทเพลงพระราชนิพนธ์ในโครงการ “แสงเทียนบันดาลใจ” ฯลฯ
เหล่านี้ไม่อาจแปรเป็นอื่น นอกจาก “ความพร้อม” สำหรับ “เปิดเทอม” ใหม่ที่ใกล้จะมาถึง.

มรดกป๋าเติ้ง”ท็อป วราวุธ”กับพรรคเลือดสุพรรณ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/273176

มรดกป๋าเติ้ง”ท็อป วราวุธ”กับพรรคเลือดสุพรรณ

คนในข่าว  :  24 เม.ย. 2560
วราวุธ ศิลปอาชา, มรดก, ป๋า, เติ้ง, ท็อป, วราวุธ, กับ, พรรค, เลือด, สุพรรณ, มรดกป๋าเติ้งท็อป, ท็อป วราวุธ, ช้างศึกยุทธหัตถี, ชาริล ซัปปุยส์, มรดกทางการเมือง, มูลนิธิบรรหาร-แจ่มใส ศิลปอาชา, สายสัมพันธ์, รมชคมนาคม, สมชาย วงศ์สวัสดิ์, ลูกไม้ใต้ต้น, ติดตัว, บรรหาร ศิลปอาชา, หัวหน้าพรรคคนใหม่, หัวหน้าพรรค

มรดกป๋าเติ้ง”ท็อป วราวุธ”กับพรรคเลือดสุพรรณ

 

กลับมาเป็นข่าวใหญ่อีกครั้งในวันนี้ ท็อป-วราวุธ ศิลปอาชา ลูกชายคนเดียวของ ป๋าเติ้ง-บรรหาร ศิลปอาชา น้องชายของ นา-กัญจนา ศิลปอาชา ก็อายุย่างเข้าปีที่ 44 แล้ว และว่างเว้นจากการเมืองใหญ่มากว่า 8 ปี หลังจากที่ถูกตัดสิทธิทางการเมือง 5 ปี เนื่องจากศาลรัฐธรรมนูญตัดสินยุบพรรคชาติไทย ในปี 2551

การถูกตัดสิทธิทางการเมืองมีผลต่อชีวิตใครหลายคน แต่ดูเหมือนสำหรับวราวุธ ลูกป๋าเติ้ง แล้ว มีความเปลี่ยนแปลงมากเป็นพิเศษ แกร่งขึ้น กล้าขึ้น มิใช่นักการเมืองรุ่นใหม่หน้าใสไร้เดียงสาอย่างแต่ก่อน

มากกว่านั้นคือ หุ่นฟิตเฟิร์มขึ้น จนเป็นที่แปลกตา สบายตัว-สบายใจ

หลังถูกตัดสิทธิฯ ท็อป-วราวุธ เดินหน้าสู่สนามกีฬา ขึ้นแท่นเป็น “ประธานสโมสรฟุตบอลสุพรรณบุรีเอฟซี” นำทีม “ช้างศึกยุทธหัตถี” ชิงชัยไทยพรีเมียร์ลีก ฮือฮาสุดขีดเมื่อซื้อตัว “ชาริล ซัปปุยส์” จาก “บุรีรัมย์ยูไนเต็ด” มาร่วมทีมในปี 2557

ถึงแม้ทุ่มเทแรงกายแรงใจให้กับบทบาทประธานสโมสรฯ ก็ตาม แต่งานด้านการเมือง ใช่ว่าจะทิ้งร้างไปเสียทีเดียว

เห็นได้ชัดจากวันที่ บิ๊กเติ้ง จากไปเมื่อปีที่แล้ว ท็อป-วราวุธ สามารถรับมือกับคำถามและสถานการณ์ความกดดันเรื่องการรับไม้ต่อ “มรดกทางการเมือง” ที่พ่อให้ไว้จากทั้งในพรรคและนอกพรรคได้เป็นอย่างดี ”

“ยังเร็วเกินไปที่จะตัดสินใจเกี่ยวกับเรื่องทางการเมืองใด ๆ แต่ว่าการทำงานในจังหวัดสุพรรณบุรีนั้นยังคงมีการทำงานอย่างต่อเนื่องแน่นอน เพราะหัวใจ และจิตวิญญาณของนายบรรหารได้ทุ่มเทให้กับจังหวัดสุพรรณบุรีมากมาย ดังนั้นฐานะที่เป็นลูก ๆ เราก็จะต้องสืบสานต่อเจตนารมย์ของคุณพ่อดูแลจังหวัดชาวสุพรรณบุรีต่อไป” ท็อป-วราวุธ กล่าวไว้เช่นนั้น

หรือเมื่อมีเหตุการณ์ความเดือดร้อนใด ก็เข้าไปช่วยเหลือหลายครั้ง ทั้งในพื้นที่และนอกพื้นที่ จ.สุพรรณบุรี ในนาม “มูลนิธิบรรหาร-แจ่มใส ศิลปอาชา”

อย่างช่วงเดือนพฤศจิกายนปี 2559 ที่ผ่านมาก็ได้นำทีมอดีต ส.ส.พรรคชาติไทยพัฒนา ไปแจกข้าวสารอาหารแห้งผู้ประสบภัยน้ำท่วม ถึงพื้นที่จ.เพชรบุรี ภายหลังที่ได้รับการประสานจาก ยุทธพล อังกินันทน์

ถึงดูเป็นกิจกรรมเล็กๆ แต่การลงพื้นที่ครั้งนั้น ถือว่าผลยิ่งใหญ่ เพราะตอกย้ำถึง “สายสัมพันธ์” อันแนบแน่นระหว่าง อดีตส.ส.พรรคชาติไทยพัฒนา กลุ่มหนึ่งที่ไม่เคยจางหายไปพร้อมกับการใส่ใจทุกข์ความเดือดร้อนชาวบ้าน

เส้นทางสายการเมืองของ วราวุธ ถูกวางตัวเป็น “ทายาททางการเมือง” ของบิ๊กเติ้งมาตั้งแต่สมัยเรียนจบมาใหม่ๆ

เรื่องนำความรู้ที่ร่ำเรียนในระดับปริญญาตรีทางด้านวิศวกรรมเครื่องกล จากมหาวิทยาลัยคอลเลจลอนดอน ประเทศอังกฤษ และปริญญาโททางด้านการบริหารธุรกิจ-การเงิน จากมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน แมดิสัน สหรัฐอเมริกา มาใช้มากน้อยแค่ไหนไม่รู้

แต่ที่แน่ๆ คือ ทันทีที่ลงสมัครสมัยแรกในปี 2544 ส.ส.หนุ่มวัย 28 ปี ก็ได้รับเลือกให้เป็น ส.ส.สุพรรณบุรี พรรคชาติไทย อย่างไม่น่าแปลกใจ จากนั้นผูกขาดส.ส.มาอีก 2 สมัย ทั้งในปี 2548 และ 2550

ขึ้นตำแหน่งสูงสุดเป็น “รมช.คมนาคม” ในรัฐบาล “สมชาย วงศ์สวัสดิ์” ก่อนถูกถูกตัดสิทธิทางการเมือง 5 ปี เนื่องจากศาลรัฐธรรมนูญตัดสินยุบพรรคชาติไทยในปี 2551 ในเวลานั้นอายุ 35 ย่างเข้า 36

7 ปีในแวดวงการเมืองผ่านไปอย่างรวดเร็ว แต่ดูเหมือนสิ่งที่วราวุธ ได้ค้นพบคือ สิ่งที่ยากที่สุดคือ “ลูกไม้ใต้ต้น” ของบิ๊กเติ้ง ที่ถูกจับตามองมาตลอด ทั้งในและนอกพรรค แต่ก็ยากเหลือเกินเพราะโจทย์นี้ “ติดตัว” มาตั้งแต่เกิด

“สิ่งสำคัญและยิ่งใหญ่ที่สุดคือการเป็นลูกของนายบรรหาร” วราวุธ กล่าวในวันที่อายุเลยเลข 4 มาแล้ว

หลังการจากไปของบิ๊กเติ้ง ก้าวเดินบนสายการเมืองยิ่งแจ่มชัด

“…พรรษาทางการเมืองของผมยังน้อย ความตั้งใจของเราเต็มเปี่ยม เราก็จะพยายามทำเต็มที่ในการที่จะสืบสานเจตนารมย์ของคนที่ชื่อ “บรรหาร ศิลปอาชา” ถึงแม้ตัวท่านไม่อยู่แล้ว แต่ตำนานของคนที่ชื่อบรรหาร ต้องอยู่ แล้วตำนานของคนที่ชื่อบรรหารนั้นยังจะต้องสืบสานต่อไป ดังนั้นทุกสิ่งทุกอย่างที่จะทำจากนี้ไปก็เป็นการสานต่อจากสิ่งที่ท่านทำไว้ให้จบ ก็เป็นงานที่ใหญ่หลวง…”

ต่อคำถาม “มรดกทางการเมือง” นั้น เป็นประเด็นที่ ท็อป-วราวุธ เจอมาตลอดก็ว่าได้ โถมกระหน่ำเข้ามาอีกครั้งช่วงที่พรรคสิ้นบิ๊กเติ้ง กระทั่งถึงวันนี้ที่การเลือกตั้งครั้งใหม่-ใกล้เข้ามาทุกที กับว่าที่ “หัวหน้าพรรคคนใหม่”

“พรรคชาติไทยพัฒนาไม่ได้เป็นสมบัติของตระกูลใดตระกูลหนึ่ง” วราวุธ ยืนยัน

ถึงแม้ยังย้ำคำเดิมว่า “ยังเร็วไป” ทั้งเรื่อง “หัวหน้าพรรค” หรือ “อนาคตของพรรค” และอะไรต่างๆ ที่เกี่ยวกับการเมือง แต่วราวุธ ก็มีคำตอบหลายเรื่อง

อย่างน้อยๆ เรื่อง “ทิศทางการบริหาร” พรรคแนวใหม่ในอนาคต ไม่ใช่สไตล์ “หลงจู๊” ที่ชี้เป็นชี้ตายแต่เพียงผู้เดียวแล้ว แต่เป็น “ทีม” ดังที่ได้เรียนรู้จากการทำทีมฟุตบอลแล้วนำมาปรับใช้

“โชคดีที่เราทำฟุตบอลมาตลอด เราต้องทำเป็นทีม สไตล์วันแมนโชว์ จากนี้เราไม่สามารถทำอย่างนั้นได้”

รวมถึง “อนาคต” ของพรรค ที่ไม่จำเป็นต้องพรรคใหญ่ แต่ขอให้ “รักษาฐานที่มั่นเดิม”

มากกว่านั้น เป้าหมายสูงสุดคือ การทำให้พรรคชาติไทยพัฒนาเป็น “สถาบันทางการเมือง” ก็ประกาศเป็นที่เรียบร้อย

เจตนารมย์ “แจ่มชัด” แต่เส้นทางจะ “แจ่มใส” หรือไม่…มีคำตอบ-อีกไม่นาน