“เดอะจ้อน” อลงกรณ์บอกลา “เลือกตั้ง”แต่ไม่ลา “แต่งตั้ง”?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/272708

“เดอะจ้อน” อลงกรณ์บอกลา “เลือกตั้ง”แต่ไม่ลา “แต่งตั้ง”?

คนในข่าว  :  21 เม.ย. 2560
คนในข่าว, จ้อน อลงกรณ์ พลบุตร, อลงกรณ์ พลบุตร, พรรคประชาธิปัตย์, พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ, ทักษิณ ชินวัตร, ปิยะ อังกินันทน์, เดอะ, จ้อน, อลงกรณ์, บอกลา, เลือก, ตั้งแต่, ไม่, แต่งตั้ง, เดอะจ้อน, อลงกรณ์บอกลา, เลือกตั้งแต่ไม่ลา, หมุดหาย, ชวน, น้องพลอย, สหภาพแรงงานนักหนังสือพิมพ์, พรรคเพื่อไทย

“เดอะจ้อน” อลงกรณ์บอกลา “เลือกตั้ง”แต่ไม่ลา “แต่งตั้ง”?

 

มาเลือกแจ้งทราบเอาตอน “หมุดหาย” ข่าวการวางมือทางการเมืองของ “จ้อน” อลงกรณ์ พลบุตร จึงเงียบสิถามได้

เรื่องนี้ เกิดขึ้นเมื่อ 14 เมษายนที่ผ่านมา เมื่อ อลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ได้เขียนทวิตเตอร์ส่วนตัว ทำนองว่า เมื่อเมืองไทยกำลังจะเข้าสู่โหมดเลือกตั้ง และวาระใน สปท. กำลังหมดไป ถามว่าตนจะมาลงเลือกตั้งหรือไม่ “จ้อน” บอกเลยว่า “ไม่!!”

เพราะต้องรักษาสัจจะที่เคยพูดกับคนเพชรบุรีว่า เมื่อเกิดที่พรรคประชาธิปัตย์ ก็จะไม่ไปอยู่พรรคอื่น จึงขอเลือกที่จะทำงานขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศจนถึงวาระสุดท้าย!!!!”

ถึงตรงนี้คนดูและกรรมการคงต้องลุกขึ้นยืนปรบมือให้กับหน้ากากสุดหล่อ ง่อววว์…

เพราะไม่บ่อยนักที่เราจะได้เห็นนักการเมืองไทยแน่วแน่ในอุดมการณ์ ส่วนมากมีแต่เดินตามคอนเซปท์อาชีพเลือกตั้งเกือบทุกราย!! ว่าแล้วมาไล่ดูโปรไฟล์ของเดอะจ้อนดูดีกว่า

อลงกรณ์ พลบุตร หรือ “จ้อน” เกิดเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2499 เป็นคนเพชรบุรี นักข่าวให้ฉายาเขาว่า “เดอะจ้อน” หรือ องครักษ์พิทักษ์ “ชวน”

จ้อนเป็นบุตรของ เพิ่มพล และ ละออ พลบุตร ภรรยาคือ อดีตส.ส.จันทบุรี คมคาย พลบุตร บุตรสาว “สนิท เฟื่องประยูร” นักการเมืองดังแห่ง จ.จันทบุรี

ทั้งคู่มีบุตร-ธิดาด้วยกัน 3 คน คือ “น้องพลอย” สภาวรรณ, “น้องเพชร” ธัชธรรม และ “น้องเพื่อน” พิมพ์สภา

สำหรับประวัติการศึกษา เดอะจ้อนเรียนประถมและมัธยมที่โรงเรียนอรุณประดิษฐ์ จ.เพชรบุรี จากนั้นมาจบปริญญาตรี รัฐศาสตร์บัณฑิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตามด้วยปริญญาโท รัฐประศาสนศาสตร์มหาบัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และยังได้ประกาศนียบัตรจากสถาบันชั้นนำในต่างประเทศมากมาย

หลังเรียนจบปริญญาตรี ปี 2522 เดอะจ้อน ช่วยงานเหมืองที่ ท่ายาง เมืองเพชร ธุรกิจของครอบครัวอยู่ 1 ปี เรียกว่าได้เรียนรู้การใช้ชีวิตในป่าในเขาอย่างเข้มข้น

แต่ใครจะรู้ว่าเขาทำงานสื่อมาก่อน เพราะปี 2523 เมื่อเขาเข้ากรุงเทพฯ ก็เข้าทำงานที่หนังสือพิมพ์ชั้นนำ ไล่ตั้งแต่ หนังสือพิมพ์เสียงปวงชน เป็นหัวหน้าข่าวต่างประเทศ

จนมาปี 2524 เป็นผู้ช่วยบก. ข่าวต่างประเทศ หนังสือพิมพ์บ้านเมือง จนปี 2527-2529 มาเป็น บก.ต่างประเทศ,บก.เศรษฐกิจ และ บก.ข่าวการเมืองที่หนังสือพิมพ์แนวหน้า ตามลำดับ

ถ้าใครรู้จักเดอะจ้อน จะรู้ว่า เขาเป็นพวกหัวปฏิรูปมาตั้งแต่ไหนแต่ไร โดยเคยร่วมก่อตั้ง “สหภาพแรงงานนักหนังสือพิมพ์” เป็นเลขาธิการสหภาพคนแรก นอกจากนี้ในงานวิชาการ เขาก็ยังเป็นอาจารย์พิเศษของหลายสถาบัน

ต่อมาเดินทางไปอยู่สหรัฐอเมริกา 2 ปี เพื่อทำงานด้านนำเข้าส่งออกสิ่งทอ และกลับมาจัดตั้งบริษัท เทเลเพรส เพื่อผลิตข่าวให้ช่อง 5 จนมาปี 2531 ยังเป็นรองผู้อำนวยการหนังสือพิมพ์ข่าวสด อีกด้วย

จากรัฐประหารของคณะ รสช. ในปี 2534 เป็นจุดพลิกผันให้เดอะจ้อนจูบลางานสื่อฯ เพื่อลงงานการเมือง แต่งานหาเสียงต่างจากอ่านหนังสือสอบเอ็นท์ และพลังของบิดาในฐานะอดีตนายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองเพชรบุรียังไม่พอ

จ้อนจึงสอบตกตั้งแต่ครั้งแรก มีนาคม 2535 ก่อนจะมาสมหวังได้เป็น ส.ส. เพชรบุรี สังกัดพรรคประชาธิปัตย์สมัยแรก ในการเลือกตั้งกันยายน 2535 (2535/2) โดยเวลานั้น ชวน หลีกภัย ได้เป็นนายกรัฐมนตรี

ต่อมาเขายังสอบได้อีกในปี 2538 จนมาเสียตำแหน่งให้กับ ปิยะ อังกินันทน์ แชมป์เก่า ในการเลือกตั้งปี 2539 ที่เมืองไทยได้ พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ พรรคความหวังใหม่เป็นนายกรัฐมนตรี
ระหว่างนั้น ชวน หลีกภัย จึงให้เป็นเลขานุการผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ทำอยู่ตั้งแต่ปี 2540-2541 จนได้มาเป็นเลขานุการนายกรัฐมนตรี ช่วงปี 2541-2544 ที่นายหัวชวนกลับมานั่งเก้าอี้นายกฯ สมัยที่ 2

กระทั่งเมืองไทยผ่านวิกฤติเศรษฐกิจ มาสู่รัฐบาลอัศวินม้าขาว ทักษิณ ชินวัตร นับแต่การเลือกตั้ง 2544 เขาก็ยังครองเก้าอี้ ส.ส.เพชรบุรีมาอย่างต่อเนื่อง

และยังมีบทบาทในการตรวจสอบการทุจริตของรัฐบาลหลายอย่าง เช่น โครงการเช่าซอฟต์แวร์ ของ กฟภ. และทุจริตสนามบินหนองงูเห่า ฯลฯ

มาถึงการเลือกตั้งปี 2548 ชื่อ อลงกรณ์ ในนาม ส.ส. เมืองเพชรเขต 1 ก็ยังอยู่ พร้อม ส.ส. เขต 2 ธานี ยี่สาร ที่ย้ายมาสังกัดพรรคไทยรักไทย และ เขต 3 อภิชาติ สุภาแพ่ง พรรคเดียวกันกับธานี แถมเดอะจ้อนยังขึ้นเป็นรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์อีกด้วย

แต่เมื่อผ่านยุคทักษิณไปเพราะอะไรคนไทยยังจำได้ ระหว่างนั้นตั้งแต่ 2549-2551 ช่วงที่คนไทยได้นายกฯ ใหม่ แต่หน้าเก่าอยู่ถึงสามคน!! รอยต่อช่วงปลายปี 2551 เดอะจ้อนก็ยังครองใจคนเมืองเพชรอยู่ดี แถมครั้งนั้น พรรคประชาธิปัตย์ขึ้นเป็นรัฐบาลได้ อภิสิทธิ์ เวชชชาชีวะ เป็นนายกฯ หน้าหล่อ และเดอะจ้อนคนนี้ ก็ได้นั่งเก้าอี้ รมช.พาณิชย์

จนเมื่อเมืองไทยผ่านวิกฤติเสื้อแดงมาเข้าสู่โหมดเลือกตั้งปี 2554 พื้นที่เพชรบุรีก็ยังเป็นของเดอะจ้อน โดยเป็นการเลือกตั้งแบบแบ่งเขต และบัญชีรายชื่อ ซึ่งเดอะจ้อนได้เป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อ -พรรคสะตอเช่นเดิม แต่คนไทยได้รัฐบาล “พรรคเพื่อไทย” ที่มีนายกฯ เป็นสาวเจียงใหม่แทน

อย่างไรก็ดี ช่วงปี 2556 บทบาทของเดอะจ้อนในพรรคสะตอระหว่างนั้น เริ่มฉายออกมาในทิศทางตรงข้าม โดยเขาลุกขึ้นมาเสนอการปฏิรูปพรรคต่อธารณชน จนถูกตำหนิจากนายหัวชวน และโดนยำใหญ่จากบรรดาพลพรรค

เวลานั้น หลายคนฟันธงว่า อนาคตการเมืองของเดอะจ้อน คงจะล่อนจ้อน จนต้องย้ายรังเหมือนหลายๆ คนดังของพรรคนี้ในอดีต

สุดท้ายก็ตามคาด แกะดำแห่งค่ายสะตอ แหกกฎพรรคด้วยการไปเป็นสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) หลังรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 ก่อนจะยื่นลาออกจากพรรคสะตอในเวลาต่อมา

ทำเอาหลายคนอดถามไม่ได้ว่า อ๋อ การปฏิรูปบ้านเมืองของจ้อน คือรับใช้ทหารสินะ! เพราะงานนี้ คสช. แต่งตั้งให้เป็น รองประธานคนที่ 1 ของ สปท. อีกด้วย

มาถึงวันนี้ ที่เดอะจ้อนทำหน้าที่ สปท. จนเข้าสู่โค้งสุดท้ายปลายทาง ทุกคนฟันธงอีกทีว่า เดอะจ้อนจะไปทำอะไรได้… ถ้าไม่ใช่กลับสู่ถนนการเมือง แต่เขาก็หักปากกาเซียนขาดสะบั้น!

ขอจูบลางานการเมืองแบบหล่อๆ เพราะไม่เคยผิดคำพูดกับคนบ้านเดียวกันสักนิด ยังไงเสียพรรคสะตอ ยังคงเป็นพรรคเดียวในใจจ้อนเสมอมาและเสมอไป

อีกด้านของ 2475″ม.ล.ชัยนิมิตร นวรัตน”ทายาท “กบฏบวรเดช”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/272271

อีกด้านของ 2475″ม.ล.ชัยนิมิตร นวรัตน”ทายาท “กบฏบวรเดช”

คนในข่าว  :  19 เม.ย. 2560
คนในข่าว, อีก, ด้าน, ของ, 2475, ชัย, นิมิตร, รัตน, ทายาท, กบฏบ, วรเดช, อีกด้านของ, 2475มลชัยนิมิตร, นวรัตนทายาท, กบฏบวรเดช, มลชัยนิมิตร นวรัตน, หมุดคณะราษฎร, ประวัติศาสตร์มีชีวิต, สกุลไทย, ใจกว้าง, ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย, พระมหาอัมพร

อีกด้านของ 2475″ม.ล.ชัยนิมิตร นวรัตน”ทายาท “กบฏบวรเดช”

 

ในยุคนี้หาคนที่บันทึกประวัติศาสตร์ได้อย่างรู้ลึก รู้จริงและถ่ายทอดออกมาได้อย่างน่าอ่าน นับจำนวนแล้วน้อยลงทุกที แต่หนึ่งในนั้นที่มีคนติดตามเหนียวแน่น คือ ม.ล.ชัยนิมิตร นวรัตน

โดยเฉพาะในสถานการณ์ “หมุดคณะราษฎร” หายไปอย่างไร้ร่องรอย ได้ก่อให้เกิดอาการอยากรู้เรื่องราวในอดีตของผู้คน ฉะนั้น เฟซบุ๊คของ ม.ล.ชัยนิมิตร นวรัตน จึงมีผู้ติดตามมากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยความอยากรู้ในอีกด้านของ 2475

ชื่อนี้-สกุลนี้ เป็นที่คุ้นเคยกันดีกับคนที่ติดตามเรื่องราวประวัติศาสตร์บ้านเมือง ตลอดจนแวดวงนักคิดนักเขียน รวมถึงแวดวงสถาปนิกด้วย

เพราะ ม.ล.ชัยนิมิตร นวรัตน คือทายาทของ ม.ร.ว.นิมิตรมงคล นวรัตน อดีตนักคิดนักเขียนไทย หนึ่งในอดีตนักโทษการเมืองในคดีกบฏบวรเดช พ.ศ. 2476 กับ คุณหญิงบรรจบพันธุ์ (สังขดุลย์) นวรัตน ณ อยุธยา ผู้ก่อตั้งโรงเรียนสวนเด็ก

เมื่อวาระครบ 100 ปี ม.ร.ว.นิมิตรมงคล นวรัตน ทาง ม.ล.ชัยนิมิตร นวรัตน ได้ร่วมวงเสวนา “ชีวิตและผลงาน” ของ ม.ร.ว.นิมิตรมงคล นวรัตน ให้กับบรรดาสมาชิกสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทยได้รับฟังด้วย และสามารถเล่าขานตำนานประวัติศาสตร์มีชีวิตได้อย่างละเอียด

ถึงแม้มิได้พบหน้าคุณพ่อมาตั้งแต่เกิด เนื่องจาก ม.ร.ว. นิมิตรมงคล นวรัตน ได้สิ้นอายุขัยก่อนที่บุตรชายลืมตาดูโลกไปก่อนหน้านั้น 45 วัน แต่มิใช่อุปสรรคแต่อย่างใด ด้วยการเลี้ยงดูถนอมกล่อมเกลาจากคุณแม่จึงทำให้รับทราบทุกรายละเอียดมาเป็นลำดับ อีกทั้งยังแวดล้อมด้วยความรักจากหม่อมย่าและคุณยายจนเติบใหญ่ ตามวิถีสมาชิกราชสกุลคนหนึ่ง ทั้งทางโลกและทางธรรม

วัยเด็กเติบโตมาในรั้วโรงเรียนสวนเด็กของคุณแม่ ก่อนเข้าไปอยู่โรงเรียนประจำที่วชิราวุธวิทยาลัย รุ่นเดียวกับ ชัยสิริ สมุทวณิช และ เข้าเรียนที่คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาฯ

ในทางธรรมได้บวชเป็นพระภิกษุหลวงตามสิทธิ์สมาชิกราชสกุล แล้วจำพรรษาที่วัดบวรนิเวศวิหาร อีกทั้งด้วยผลบุญจากงานที่คุณแม่ได้สร้างให้กับสังคมจึงให้ได้ติดตามคุณแม่ไปหลายที่หลายแห่ง เช่นครั้งหนึ่งที่ได้ไปเจริญธรรมที่ภาคอีสาน จนได้บันทึกภาพประวัติศาสตร์ เมื่อครั้ง สมเด็จพระมหามุนีวงศ์ (อัมพร อมฺพโร) ออกบิณฑบาตรและอยู่ปฏิบัติกับหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน ณ วัดป่าบ้านตาด กระทั่งได้เป็นศิษย์ใกล้ชิดมาจนถึงปัจจุบัน

ในฐานะสถาปนิก ม.ล.ชัยนิมิตร ประสบความสำเร็จอย่างดี รับงานออกแบบตั้งแต่สมัยยังเรียนไม่จบ อุบัติเหตุชีวิตดูเหมือนจะมีครั้งเดียวคือการเซ็นค้ำประกันให้กับเพื่อนนักธุรกิจจนต้องชดใช้ระยะหนึ่ง แต่พลิกวิกฤติเป็นโอกาสในเวลาต่อมา ด้วยการพัฒนาผลิตภัณฑ์ผ้าห่มดิน ซึ่งเป็นใยปาล์มสำหรับป้องกันการกัดเซาะหน้าดิน กระทั่งได้นำไปใช้พระตำหนักภูฟ้า เมื่อครั้งที่เกิดเหตุการณ์ดินถล่ม อ.ลับแล จ.น่าน ภายหลังได้รับเลือกเป็นนิสิตเก่าดีเด่นของคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาฯ ด้วย

เริ่มเขียนหนังสือมาราวปี 2557 เพื่อคลายความเครียดจากเหตุการณ์ทางการเมืองจนทำให้เศรษฐกิจชะงักทั้งประเทศ เริ่มต้นด้วยผลงานการเขียนในเว็บพันทิปเรื่องพระเมรุมาศ จากนั้นจึงต่อด้วยเรื่อง ศพในโกศ ในเว็บไซต์เรือนไทยตามคำชักชวนของ คุณหญิงวินิตา ดิถียนต์ โดยใช้นามแฝงว่า NAVARAT.C และได้เขียนคอลัม “ประวัติศาสตร์มีชีวิต” ลงในนิตยสาร “สกุลไทย” เรื่อยมา

ต่อความสนใจทางประวัติศาสตร์นั้น ม.ล.ชัยนิมิตร เป็นมาตั้งแต่ยังเยาว์วัยแล้ว เโดยอ่านหนังสือแตกมาตั้งแต่สมัยเด็กๆ เนื่องจากที่บ้านเป็นโรงเรียน พอต่อมาเมื่อได้เข้าเรียนวชิราวุธวิทยาลัย ได้พบกับโลกประวัติศาสตร์ยิ่งใหญ่จากห้องสมุดเก่าแก่ที่เป็นมาตั้งแต่สมัย ร.6 ได้อ่านทั้งประวัติศาสตร์และพงศาวดารต่างๆ ภายหลังเมื่ออินเตอร์เน็ตก้าวหน้า ก็ได้กระโจนสืบค้นจากโลกใหม่อย่างไม่รู้จบ

หลักสำคัญของการอ่านการเขียนประวัติศาสตร์นั้น ม.ล.ชัยนิมิตร เน้นหลัก “ใจกว้าง” และ “เป็นกลาง” ได้นิยามว่าตัวเองนั้นเป็นเพียง “นักเล่านิทานประวัติศาสตร์” เท่านั้น ถึงแม้มีพื้นฐานจาก “เรื่องจริง” แต่อย่าได้จริงจังเอาเป็นเอาตาย กระทั่ง “ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย”

ผลงานจึงเป็นที่ตอบรับมาเป็นลำดับในฐานะ ผู้นำเสนอข้อมูลใหม่ๆ อาทิเช่น ประวัติศาสตร์มีชีวิต: ศพในโกศ, เมื่อประดู่โรยที่เกาะช้าง, ปริศนาพระบวรฉายาลักษณ์สองภาพ, เรื่องกระซิบเล่าของชาววังหน้า, เรื่องระเคืองเบื้องพระบาท ร.๕ ฯลฯ

โดยเฉพาะอย่างยิ่งได้รวมผลงานชิ้นเอกของคุณพ่อ มาไว้ในเล่มเดียวกัน ทั้ง ความฝันของนักอุดมคติ (หรือ “เมืองนิมิตร”) นวนิยายสะท้อนภาพเหตุการณ์ในชีวิตจริงของ ม.ร.ว.นิมิตรมงคล ช่วง 8 เดือนเศษ, ชีวิตแห่งการกบฏสองครั้ง เมื่อครั้งตกเป็นเหยื่ออธรรมในทางการเมือง และ รอยร้าวของมรกต เป็นบทละครพูด ที่ ม.ร.ว. นิมิตรมงคลได้ประพันธ์ขึ้นเป็นภาษาอังกฤษ และได้รับการแปลเป็นภาษาไทยในภายหลัง ในชื่อ “ความฝันของนักอุดมคติ-ชีวิตและงานของ ม.ร.ว.นิมิตรมงคลนวรัตน” ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นหนังสือหายากไปแล้ว

อีกเหตุการณ์สำคัญที่ทำให้ ม.ล.ชัยนิมิตร เป็นที่รู้กล่าวขานในวงกว้างอีกครั้ง นั่นคือ การเป็นผู้เปิดเผย ภาพและข้อความเกี่ยวกับตราสัญลักษณ์สมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 20 ตลอดจนภาพอดีต สมเด็จพระมหามุนีวงศ์ (อัมพร อมฺพโร) สมเด็จพระสังฆราช องค์ที่ 20 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ สมัยที่ยังเป็นพระหนุ่ม “พระมหาอัมพร” ให้กับบรรดาศิษยานุศิษย์ได้ดูชมผ่านเฟซบุ๊คส่วนตัว ในฐานะศิษย์คนใกล้ชิดคนหนึ่งภาพ ซึ่งได้ถ่ายภาพไว้ตั้งแต่อายุ 16 ปี

ไม่ว่าจะ ม.ล.ชัยนิมิตร นวรัตน จะเรียกขานตนเองอย่างไร แต่เชื่อว่าเป็นอีกนักประวัติศาสตร์ผู้เล่าขานตำนานมีชีวิตที่หลายคนจับตามอง ที่มีเอกสารปฐมภูมิ ทั้งภาพและเรื่องราวของประเทศนี้

นักร้อง(เรียน) “ศรีสุวรรณ จรรยา” ทำมาหากินอะไร?!!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/272200

นักร้อง(เรียน) “ศรีสุวรรณ จรรยา” ทำมาหากินอะไร?!!

คนในข่าว  :  18 เม.ย. 2560
คมชัดลึก, คนในข่าว, ถูกคุมตัว, ประยุทธ์, ทำมาหากินอะไร, นักร้องเรียน, เป็นใคร, นักร้อง, เรียน, ศรีสุวรรณ, จรรยา,  ทำมาหากินอะไร, จรรยา ทำมาหากินอะไร, ศรีสุวรรณ จรรยา, หมุดคณะราษฎร, สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน

ยังมิได้ยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี เพื่อให้ติดตามหา “หมุดคณะราษฎร” ที่หายไป “ศรีสุวรรณ จรรยา” ได้ถูกเจ้าหน้าที่คุมตัวไปก่อน

 

               ยังมิได้ยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี เพื่อให้ติดตามหา “หมุดคณะราษฎร” ที่หายไป ศรีสุวรรณ จรรยา” ในฐานะเลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญ ได้ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจ และทหารจากกรมทหารม้าที่ 1 รักษาพระองค์ประมาณ 6-7 นาย ควบคุมตัวจากศูนย์บริการประชาชน ไปยังกองบัญชาการกองพลที่ 1 รักษาพระองค์

               สำหรับเอกสารที่ศรีสุวรรณ จะยื่นถึงนายกฯ นั้น มีเนื้อหาสรุปว่า การเปลี่ยนหมุดดังกล่าวอาจเป็นการกระทำที่ขัดต่อกฎหมายอาญา ฐานปลอมแปลงเอกสารราชการ จึงขอให้นายกฯ สั่งตรวจสอบ ว่าบุคคลหรือหน่วยงานใดที่เข้าไปเปลี่ยนแปลง และสั่งการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำหมุดเดิม หรือสร้างใหม่ในรูปแบบและข้อความเดิม กลับไปไว้ที่เดิม หากไม่ดำเนินการใดๆตามคำร้องนี้ สมาคมฯขอใช้สิทธิ์ตามรัฐธรรมนูญ เพื่อปกป้องหลักฐานทางประวัติศาสตร์ต่อไป

               ดังที่ทราบกัน “ศรีสุวรรณ” เป็นนักร้องเรียน นักตรวจสอบที่เป็นปากเสียงให้กับประชาชนมานานหลายสิบปีแล้ว ไม่ว่าในยุครัฐบาลประชาธิปไตย หรือรัฐบาลเผด็จการ

ครั้งหนึ่ง พล..ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เคยเปรยกับนักข่าวว่า “ศรีสุวรรณ” ทำงานอะไร เอาแต่ฟ้องทุกวัน?

               จริงๆแล้ว “ศรีสุวรรณ” เป็นใคร? มาจากไหน? ประกอบอาชีพอะไร?

               ศรีสุวรรณ จรรยา” เป็นลูกชาวนา อ.วังทอง จ.พิษณุโลก แต่พ่อชอบอ่านหนังสือพิมพ์ ติดตามข่าวสารบ้านเมืองตลอดเวลา จึงได้เป็นที่พึ่งของชาวบ้าน ยามที่ต้องไปทำธุระที่อำเภอหรือจังหวัด รวมถึงขึ้นโรงขึ้นศาล

               เขาเรียนจบชั้นมัธยมจากโรงเรียนวังทองพิทยาคม ก็มาเรียนต่อ ปวส.ด้านเกษตร ที่วิทยาลัยเทคโนโลยีและอาชีวศึกษา วิทยาเขตเกษตรพิษณุโลก หรือที่รู้จักกันว่า “เกษตรบ้านกร่าง” ก่อนจะไปศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยแม่โจ้

               ที่มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ศรีสุวรรณเป็นนายกองศ์การนักศึกษา ทำกิจกรรมสาธารณประโยชน์ช่วยเหลือชาวบ้านมาโดยตลอด ในช่วงนั้น เขามีประสบการณ์ในการนำนักศึกษา นำชาวบ้านหน้ามหาวิทยาลัยประท้วง ขับไล่ผู้ว่าฯ และหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เนื่องจากไม่มาดูแลสวัสดิภาพและความปลอดภัยของนักศึกษาและชาวบ้าน

               เมื่อเรียนจบจากมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ศรีสุวรรณ ก็ไม่ได้ไปทำงานอย่างอื่น เขามาทำงานเป็นเอ็นจีโอ สังกัดมูลนิธิเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม ทำงานรณรงค์ด้านสังคมมาโดยตลอด

               ขณะเดียวกัน ได้มีโอกาสไปช่วยงานของสภาทนายความตั้งแต่ปี 2536 เมื่อสภาทนายความเริ่มตั้งแผนกสิ่งแวดล้อม เขาช่วยเหลืองานในส่วนคดีสิ่งแวดล้อมมาตลอด ทั้งคดีโรงไฟฟ้าแม่เมาะ คดีท่าเรือคลองเตย คดีสารตะกั่วคลิตี้อะไรต่างๆ ได้ช่วยให้คำแนะนำ ให้ข้อปรึกษาทางด้านสิ่งแวดล้อม

               จนกระทั่งปี 2548 มีปัญหาเรื่องโลกร้อน กลายเป็นวาระสำคัญของคนทั้งโลก ศรีสุวรรณเลยมาฟอร์มทีมงานที่อยู่ในสภาทนายความ ก่อตั้ง “สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน” ขึ้นมา จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายเมื่อปี 2550

               คดีที่ทำให้คนรู้จักชื่อศรีสุวรรณ มากขึ้นคือ กรณีคำพิพากษาขององค์คณะตุลาการศาลปกครองกลาง ที่ให้รัฐบาลไปทำประชาพิจารณ์ รับฟังความเห็นประชาชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย พื้นที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จังหวัดระยอง ปี 2551-2552

               ศรีสุวรรณ” เคยลงสมัคร ส..แต่สอบตก ก่อนหน้านั้น เขาเป็นรองหัวหน้าพรรครักษ์ถิ่นไทย แตไม่ได้รับการเลือกตั้งแต่อย่างใด

               อีกหมวกใบหนึ่งของศรีสุวรรณคือ เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญ ซึ่งศรีสุวรรณ เป็นตัวตั้งตัวตีในการตรวจสอบการใช้อำนาจของภาครัฐ ผ่านคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (...) และสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน

               ในบทบาทนี้ ศรีสุวรรณ ได้เข้ามาตรวจสอบ พล..ปรีชา จันทร์โอชา และครอบครัว ในหลายกรณี อันเป็นที่มาของคำถามจากนายกฯ ประยุทธ์ว่า เขาทำงานอะไร? วันๆมีแต่ฟ้อง มีแต่ร้องเรียน!!

มาไวเคลมไว”ผู้การคัมภีร์”หัวหน้าม็อบครึ่งแดด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/272094

มาไวเคลมไว”ผู้การคัมภีร์”หัวหน้าม็อบครึ่งแดด

คนในข่าว  :  18 เม.ย. 2560
พุทธอ, เปี๊ยก บ้านโป่ง, ลดาวัลย์ ปวีณชัย, นอ(พิเศษ)คัมภีร์, พลอพัฒน์ อัคนิบุตร, พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา, พลอประวิตร วงษ์สุวรรณ, ม44, เคลม, ผู้การ, คัมภีร์, หัวหน้า, ม็อบ, ครึ่ง, แดด, ม็อบคนจน, ลุงตู่, ลุงป้อม, หน่วยงานการข่าว, กลุ่มคณะปวงชนชาวไทยเพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์, สภาปวงชนชาวไทย, วัดพระธรรมกาย

มาไวเคลมไว”ผู้การคัมภีร์”หัวหน้าม็อบครึ่งแดด

มาแล้ว “ม็อบคนจน” (เจ้าเก่า) แต่มาผิดที่ผิดเวลา เลยโดนต้อนขึ้นรถตู้ สน.ดุสิต ส่งกลับบ้านเป็นที่เรียบร้อย

งานนี้ “ลุงตู่” และ “ลุงป้อม” คงต้องทำการสังคายนา “หน่วยงานการข่าว” เพราะไม่มีใครรู้เลยว่า จะมีม็อบคนจนบุกกรุงเทพฯ หลังสงกรานต์

จู่ๆ เช้าวันที่ 17 เม.ย.2560 ทีมงาน “เปี๊ยก บ้านโป่ง” ผู้ยิ่งใหญ่แห่งซอยบุปผาสวรรค์ ที่ได้รับการติดต่อว่าจ้างจากนายทหารอากาศคนหนึ่งให้มาติดตั้งเวทีบริเวณ ถ.นครปฐม ด้านหน้าวัดเบญจมบพิตรฯ เพื่อรองรับกลุ่มเกษตรกรอีสาน ที่จะมาปักหลักพักค้างเรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา คืนอำนาจให้ประชาชน และจัดให้มีการเลือกตั้งโดยเร็ว

องค์กรนำม็อบคนจนคราวนี้คือ “กลุ่มคณะปวงชนชาวไทยเพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์” (ปชก.) นำโดย นอ.(พิเศษ) คัมภีร์ คัมภีรญาณนนท์ เลขาธิการพรรคอธิปไตยปวงชนชาวไทย โดยผู้การคัมภีร์ จะเปิด “สภาปวงชนชาวไทย” ขึ้น เพื่อนำเสนอปัญหาความเดือดร้อนของชาวบ้าน

ปรากฏว่า มีขาวบ้านจากภาคอีสาน 50 คน เดินทางมาถึงเป็นกลุ่มแรก พวกเขาเคยมายื่นหนังสือกับศูนย์บริการประชาชน (สำนักงาน ก.พ.) ได้แก่ปัญหาที่ดินทำกิน หนี้สินนอกระบบ และผลกระทบของโครงการสร้างเขื่อนน้ำอูน อ.พังโคน จ.สกลนคร

เห็นหน้า “ผู้การคัมภีร์” ก็ไม่ต้องไปค้นหาข้อมูลอะไรให้มากว่า เขาเป็นใครมาจากไหน เนื่องจากช่วงหลัง ผู้การหนุ่มใหญ่ออกมาปกป้อง “วัดพระธรรมกาย” ชัดเจน และล่าสุดก็เปิดศึกฟ้องร้องกับ “พุทธอิสระ”

ในช่วงที่รัฐบาลประยุทธ์ กดดันวัดพระธรรมกาย ถึงขั้นใช้มาตรา 44 ผู้การคัมภีร์ ร่วมกับเครือข่ายจัดตั้ง “ศูนย์ประสานงานชาวพุทธ เพื่อความรู้รักสามัคคี” เพื่อเป็นกระบอกเสียงให้วัดพระธรรมกาย

ศูนย์ประสานงานดังกล่าว มี “ซ้อลดาวัลย์” ลดาวัลย์ ปวีณชัย รองเลขาธิการพรรคฯ ร่วม พล.ต.ต.รุ่งโรจน์ เภกะนันท์ สาวกธรรมกายคนสำคัญ เป็นผู้ประสานงาน

กล่าวสำหรับ “ซ้อลดาวัลย์” เป็นที่รู้จักกันดีของคนเสื้อแดงละแวกปทุมธานี และชานกรุงเทพฯ ฟากตะวันออก ในบทบาทของแม่ยกเสื้อแดง ที่ดูแลผู้ที่ได้รับบาดเจ็บและถูกจับกุมคุมขัง

ซ้อลดาวัลย์ได้ร่วมกับผู้การคัมภีร์ ก่อตั้งพรรคอธิปปวงชนชาวไทย โดยตัวเธอเองมีตำแหน่งเป็นรองเลขาธิการพรรคฯ

ส่วนประวัติส่วนตัวของ น.อ.(พิเศษ)คัมภีร์ เป็นชาวโคราช และศิษย์เก่าโรงเรียนเตรียมทหาร รุ่นที่ 28 (โรงเรียนนายเรืออากาศ รุ่นที่ 35)

ครั้งหนึ่งเคยเป็นนายทหารคนสนิทของ พล.อ.พัฒน์ อัคนิบุตร สมัยที่เป็นประธานคณะกรรมการที่ปรึกษา รมว.กลาโหม (พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ) และเป็นนายทหารคนสนิท ของ พล.อ.กิตติพงษ์ เกษโกวิท ปลัดกระทรวงกลาโหม

นายทหารอากาศคนนี้ บอกว่า วิกฤตศรัทธาของศาสนาที่ผ่านมา หากปล่อยทิ้งไว้จะยากเกินจะแก้ไข และอาจจะกระทบต่อความมั่นคงของชาติ จึงได้ก่อตั่้งพรรคการเมืองของชาวพุทธ

พรรคอธิปไตยปวงชนชาวไทย มีความตั้งมั่นอย่างบริสุทธิ์ใจ ที่จะยกย่องเชิดชูพระพุทธศาสนา ให้เป็นศาสนาประจำชาติ

ยังไม่มีใครทราบเหตุผลลึกๆว่า ผู้การคัมภีร์ จึงหาญกล้ามาตั้งเวทีชุมนุม ท้าทายอำนาจ ม.44 แถมม็อบคนจนเที่ยวนี้ มาไวเคลมไว ไม่ถึงเวลาพระฉันเพล ก็ต้องเลิกรา

เหนืออื่นใด ผู้การคัมภีร์กับพรรคนี้ ไม่เกี่ยวข้องกับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เหมือนที่สำนักข่าวบางแห่งพยายาม “ปั้นข่าว” ให้เป็นเรื่องใหญ่โตเมื่อปลายปีที่แล้ว

หมุดหาย??”เทพมนตรี ลิมปพยอม”มีคำตอบ..อยู่ไหน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/271944

หมุดหาย??”เทพมนตรี ลิมปพยอม”มีคำตอบ..อยู่ไหน

คนในข่าว  :  17 เม.ย. 2560
 

หมุดหาย??”เทพมนตรี ลิมปพยอม”มีคำตอบ..อยู่ไหน

 

ผ่านจากเทศกาลสาดน้ำ มาสู่ดราม่าหมุดหาย เมื่ออยู่ๆ “หมุดคณะราษฎร” ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แทนวันอภิวัฒน์สยาม 24 มิถุนายน 2475 บนลานพระบรมร ด้านสนามเสือป่า ถูกแทนที่ด้วยหมุดใหม่

สร้างเสียงวิพากษ์วิจารณ์ และความเคลื่อนไหวเพื่อทวงคืนหมุดเดิมคืนมา พร้อมตามหาคนที่นำออก และเรียกร้องให้รัฐบาลรับผิดชอบ

งานนี้มีทั้งการคาดเดาไปต่างๆ นานาว่า เป็นการกระทำของใคร โดยมีทั้ง กรมศิลปากร และ กทม. ที่ต่างก็ออกมาปฎิเสธ

กระทั่งโลกออนไลน์ได้มีการเผยแพร่ภาพการโพสต์เฟซบุ๊ก ของ เทพมนตรี ลิมปพยอม นักวิชาการอิสระด้านประวัติศาสตร์ ที่โพสต์ไว้เมื่อปลายปีที่แล้วเกี่ยวกับหมุดคณะราษฎร ในท่วงทำนองที่ เรียกร้องให้มาขุดเอาออกไปภายในวันที่ 30 ธันวาคม 2559 ไม่เช่นนั้นตนและเพื่อนจะเอาออกหรือทำให้หมดสภาพไป

 

อย่างไรก็ดี ต่อมาเจ้าตัวก็ได้ออกมาปฏิเสธ โดยระบุว่า จากข้อความของตนเมื่อปีที่แล้ว กับการกระทำล่าสุดนี้ เป็นการจับแพะชนแกะ ซึ่งเจ้าตัวไม่เกี่ยวข้องทั้งสิ้น!!!

เรื่องนี้เลยเป็นที่มาของคำถามว่า แล้วทำไมเทพมนตรี ถึงต้องโพสต์ข้อความเช่นนั้นออกมา จนกลายเป็นชี้เป้าตัวเองล่วงหน้าเช่นนี้

กระทั่งเมื่อไล่ดูประวัติของเขา จึงพบว่า คนๆ นี้มีความไม่ธรรมดาทั้งแนวคิด ความเชื่อ ทัศนคติ การพูดจา โดยเฉพาะงานเขียน ที่ใครเห็นต้องถามซ้ำเกือบทุกคนว่า “แบบนี้ก็ได้ด้วยเหรอ?”

เท่าที่สืบค้นมาได้ เทพมนตรี ลิมปพยอม นั้น จบการศึกษาระดับปริญญาตรีด้านประวัติศาสตร์จากวิทยาลัยครูพระนครศรีอยุธยา และมาจบระดับปริญญาโทเมื่อปี 2539 ที่ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

สำหรับประวัติส่วนตัวแบบ “ส่วนตัวสุดๆ” ของคนๆ นี้ ไม่มีปรากฏที่ไหนว่า เป็นลูกเต้า หลานใคร

แต่จากผลงานทางด้านวิชาการ พบว่า ช่วงปี 2538 เขากล่าวถึงบุคคลหนึ่งไว้ในกิตติกรรมประกาศของวิทยานิพนธ์มหาบัณฑิตจากรั้วยูงทอง ในหัวข้อ “การเมืองไทยสมัยพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ พ.ศ. 2276-2301” โดยกล่าวขอบคุณ อ.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ ในฐานะเป็นที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์

และยังมี อ.ภูธร ภูมะธน ที่เจ้าตัวระบุว่า เป็นผู้ให้ความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ไทยมาตั้งแต่ที่ตนนั้นเรียนระดับมัธยมศึกษา และขอบคุณ รศ.ดร.พิริยะ ไกรฤกษ์ ที่ระบุว่าเป็นผู้หล่อหลอมแนวคิดทางประวัติศาสตร์ศิลปะ ที่ได้นำมาใช้ในการรังสรรค์วิทยานิพนธ์ฉบับนี้ขึ้นมา

อีกชื่อคือ “สุนันท์ ลิมปพยอม ภรรยาผู้คอยให้กำลังใจมาตลอดทั้งชีวิต”

ชื่อข้างต้นเหล่านั้น จึงเป็นเหมือนเป็นชื่อของคนที่ดูแล้วจะใกล้ชิดชายคนนี้ที่สุด ส่วนชื่ออื่นๆ ตามข่าวสาร จึงเหมือนคนที่ผ่านเข้ามาเกี่ยวข้อง ในหลากหลายบริบท

แต่หากจะถามถึงผลงานการเขียนหนังสือของเขา แม้ต้องยอมรับว่ายังมีอีกหลายคนที่เชื่อถือและศรัทธา แต่ก็ทำเอานักประวัติศาสตร์บางคน ต้องแทบกลับไปพลิกตำราใหม่

อาทิเช่น การบ้านการเมืองเรื่องเจ้าฟ้ากุ้ง เมื่อปี 2541หรืองานเขียนอย่าง “พลิกตำนานเจดีย์ยุทธหัตถีอยู่ที่อยุธยา ไม่ใช่สุพรรณบุรี” เมื่อปี 2549 ก็ทำให้หลายคนอ้าปากค้าง

นอกจากนี้ ยังมีผลงานที่ไม่รู้จะให้นิยามว่าอะไรดี เพราะช่วงปี 2542 อยู่ๆ เขาก็โดดออกมาเป็นผู้ที่โวยวายว่าทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์ ที่ทวงคืนมาสำเร็จเมื่อปี 2531 เป็นของปลอม!!!

จนกรมศิลปากร ต้องออกมาพิสูจน์รัวๆ เพื่อยืนยันว่า “ทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์” ที่เราได้กลับคืนมา และติดตั้งอยู่ ณ อุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้งมาถึงทุกวันนี้ เป็นของจริงอย่างแน่นอน

ที่เด็ดๆ ซึ่งหาอ่านได้จากงานเขียนของเขาที่ชื่อ “ย้อนรอยประวัติศาสตร์” พิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี 2554 รวมเรื่องราวให้อ้าปากค้างไว้มากมาย เช่น การเมืองเรื่องพระสุริโยไท จริงแท้แค่ไหน, กรณีท้าวสุรนารี การกลับมาของคุณหญิงโม้ ตัวละครของประวัติศาสตร์ชาตินิยม ฯลฯ

และที่ต้องพูดถึง คือ ‘ลอกคราบ 14 ตุลาฯ : ดักแด้ประวัติศาสตร์การเมืองไทย’ ซึ่งได้ก่อให้เกิดชนวนการถกเถียงอย่างมาก ด้วยข้อกล่าวหาว่า ข้อมูลของเขามุ่งแก้ต่างให้กับบทบาทของตระกูลกิตติขจร และจารุเสถียร ในช่วงเหตุการณ์วันที่ 6-15 ตุลาคม 2516

แต่ก้าวย่างของเขาที่เกี่ยวข้องกับการเมืองไทย จนเป็นที่รู้จักในวงกว้างมากที่สุด เห็นจะเป็นตอนช่วงที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ประท้วงเรียกร้องรัฐบาล ปกป้องอธิปไตยในคดีปราสาทเขาพระวิหารระหว่างไทย และกัมพูชา ช่วงปี 2551 ยุคที่ สมัคร สุนทรเวช เป็นนายกฯ

ทั้งนี้ เขามักขึ้นปราศรัยคู่กับ ปานเทพ พัวพงศ์พันธ์ โฆษกกลุ่มพันธมิตรขณะนั้น จนมีคนเรียกว่าเป็น “สองเทพแห่งพันธมิตรฯ” ก่อนม๊อบจะแผ่วพลังลงเรื่อยๆ ในช่วงปี 2554

แต่เทพมนตรีก็เรียกได้ว่ามีที่มีทางใน ASTV ของค่ายพันธมิตรพอสมควร โดยเคยจัดรายการ Tonight entertain talk ในช่วง “โลกของเทพมนตรี” อยู่ที่ 98.75 FM พูดเรื่องประวัติศาสตร์งานถนัด

จากนั้นไม่นานช่วงปีเดียวกัน เทพมนตรีก็ถูกลอยแพจาก ASTV ว่ากันว่าครั้งนั้น ยามใหญ่หรือนายใหญ่ สั่งให้ถอดรายการของเขาออกจากช่อง ASTV ทั้งหมด ไม่แม้จะให้มาเป็นวิทยากรหรือแขกรับเชิญในรายการ อีกต่อไป !!

ข่าวของเขาเงียบไปช่วงหนึ่ง จนปีที่แล้ว เขาไปเจอประเด็นการเข้าสมัครเป็นอาจารย์ที่วิทยาลัยนวัตกรรม ม.ธรรมศาสตร์ แต่มีการร้องเรียนว่า วุฒิการศึกษาไม่ตรง จนเจ้าตัวต้องออกมาชี้แจงว่าตนนั้นจบการศึกษาที่ตรงกับความรู้ที่จะสอนได้

ขณะที่ ประวิทย์ เขมะสุนันท์ คณบดีวิทยาลัยนวัตกรรม มธ. ก็ระบุว่า ไม่เข้าใจว่าทำไมผู้ร้องเรียนจึงไม่มาร้องที่วิทยาลัยนวัตกรรมโดยตรง กลับไปร้องผ่านสื่อมวลชน

แล้วเรื่องก็เงียบหายไป โดยในเวบไซต์ของสถาบัน ก็ยังไม่พบชื่อของเทพมนตรีในรายชื่อคณาจารย์ทั้งประจำและพิเศษ

จนวันนี้ ชื่อของเขาถูกนำมาโยงกับกรณีหมุดหมายแห่งประชาธิปไตย ที่ถูกฝังติดไว้ตั้งแต่ปี 2479 รวมแล้ว 81 ปีหายไปจากที่เดิม เพราะดันไปโพสต์ว่าจะเอาออก

แต่ถามว่าใครทำ ต่อให้เป็น เทพมนตรีจริง ก็คงไม่สำคัญมากไปว่า ทำเพื่อจุดประสงค์อะไรกันแน่?

ยิ่งกว่านิยาย ชีวิต “ลุงแมว” ทายาทคณะราษฎร +

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/271894

ยิ่งกว่านิยาย ชีวิต “ลุงแมว” ทายาทคณะราษฎร +

คนในข่าว  :  16 เม.ย. 2560
พตพุทธินาถ, คณะราษฎร, หลักหมุดคณะรราษฎร, ยิ่งกว่า, นิยาย, ชีวิต, ลุง, แมว, ทายาท, คณะ, ราษฎร, ยิ่งกว่านิยาย, ลุงแมว, ทายาทคณะราษฎร, 24 มิถุนายน 2475, ประชาธิปไตย, ทายาทอภิวัฒน์ที่ยังมีลมหายใจ, พหลโยธิน, กบฏ 9 กันยา, ซ่องสุมกำลังปฏิวัติ, สยบรถถัง หากมีการรัฐประหาร, คณะราษฎรในความทรงจำ, 66 ปี ทักษิณ,

เบื้องหลังชีวิต ลุงแมว ทายาท พระยาพหลพลพยุหเสนา ผู้เล่าขานตำนานอภิวัฒน์ประเทศไทยที่ยังมีลมหายใจอยู่

ทุกครั้งที่มีเหตุการณ์ข้องเกี่ยวกับ “24 มิถุนายน 2475” หรือ “ประชาธิปไตย” เมื่อนั้น ชื่อของ “พ.ต.พุทธินาถ พหลพลพยุหเสนา” เป็นที่พูดถึงทุกครั้ง ในฐานะที่เป็นบุตรชายของ พล.อ.พระยาพหลพลพยุหเสนา หรือ พจน์ พหลโยธิน หัวหน้าคณะราษฏร สายทหารบก ผู้นำการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 24 มิถุนายน 2475

 

โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือ “ทายาทอภิวัฒน์ที่ยังมีลมหายใจ” ถือเป็นคนสำคัญที่เหลืออยู่ในการถ่ายทอดเจตนารมย์ เรื่องเล่า และตรวจสอบหลักฐานชิ้นสำคัญเกี่ยวกับเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ 24 มิถุนายน 2475

 

บรรดาลูกหลานบนเส้นทางสายประชาธิปไตยเรียกขานด้วยความเคารพว่า “ลุงแมว” นอกจากนั้น ยังเป็นที่ชื่นชมในเรื่องวิถีชีวิตที่เรียบง่ายและรักษาเกียรติยศความดีงามของบิดามารดามาตลอดชีวิต บ้างก็ว่า ชีวิตจริงของพระยาพหลพยุหเสนารายนี้ ยิ่งกว่านิยาย เกิดเป็นลูกพระยา แต่เส้นทางชีวิตมิได้เติบโตอย่างลูกพระยา!!

ยิ่งกว่านิยาย ชีวิต "ลุงแมว" ทายาทคณะราษฎร +

พ.ต.พุทธินาถ พหลพลพยุหเสนา เป็นบุตรชายคนที่ 4 ของ พล.อ.พระยาพหลพลพยุหเสนา กับ ท่านผู้หญิงบุญหลง พหลพลพยุหาเสนา เกิดเมื่อปี 2482 มีพี่น้องทั้งหมด 7 คน ปัจจุบันอายุได้ 78 ปี เกิดและเติบโตในวังปารุสกวัน วิ่งเล่นอยู่ในวังเก่าแก่มาจนกระทั่งอายุได้ 8 ขวบ พล.อ.พระยาพหลพยุหเสนาถึงแก่อสัญกรรมด้วยวัย 60 ปี จึงเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่

 

เมื่อสิ้นบิดา สิ้นตำแหน่ง ครอบครัวจึงต้องย้ายออกจากวังปารุสกวัน อันเป็นกองบัญชาการคณะรัฐประหาร ไปอยู่หลายที่หลายแห่งแล้วแต่รัฐบาลแต่ละยุคสมัยจัดให้แล้ว นอกจากไม่มีบ้านของตนเองแล้ว ยังพบว่าไม่มีเงินด้วย ทั้งบ้านมีเงินเหลือเพียง 25 บาท เพราะบิดามิใช่นักสะสม หากจะมีก็เพียงที่ดินย่านรังสิต 50 ไร่ และบางซื่อเท่านั้น จากวังปารุสกวัน ท่านผู้หญิงบุญหลงพาลูกๆ ทั้งเจ็ดย้ายไปที่ ปตอ. บ้านเก่าแก่สมัยที่พระยาพหลฯ เป็น พ.ท.ริมคลองบางซื่อ ใกล้กับสะพานพิบูลฯ แต่ไกลจากพระนคร จึงย้ายไปอยู่บ้านสวนอัมพวัน แถวสี่เสาเทเวศร์ ไม่นานนักบ้านสวนถูกรัฐบาลปรับบ้านเป็นสภาการศึกษาแห่งชาติ จึงย้ายไปอยู่บ้านที่ยึดจากจอมพลสฤษดิ์ที่ซอยจอมพล จนท้ายสุดไปซื้อที่ดินอยู่นครชัยศรี เท่านั้นไม่พอ ที่ดินแถววัดพระศรีมหาธาตุฯ ย่านบางเขน ยังถูกรัฐบาลสมัยจอมพล.ป.พิบูลสงคราม เวนคืนไปทำโรงเรียนอีกด้วย รวมถึงเงินบำนาญก็ไม่ได้รับ ทำให้ครอบครัวอยู่กันอย่างลำบาก

 

จากที่มีคุณแม่เป็นหัวหน้าครอบครัว ลูกๆ แต่ละคนจึงได้รับการสอนให้ดูแลตัวเองด้วยการทำงานบ้านควบคู่ไปกับเรียนหนังสือ เพื่อให้ความเป็นอยู่ที่ดี ในบ้านจึงแบ่งพื้นที่สวนหนึ่งสำหรับปลูกต้นไม้ปลูกผักทั้งขายและไว้กินในบ้าน พ.ต.พุทธินาถ จึงมีหน้าที่ทำทุกอย่างในบ้านเช่นเดียวกับพี่ๆ น้องๆ

 

กว่าที่ครอบครัวจะได้รับ เงินบำนาญของพระยาพหลฯ อดีตนายกรัฐมนตรีคนที่สองของประเทศไทย เวลาก็ผ่านไปกว่า 30 ปี โดยปรับจาก 1,600 บาทเป็น 8,000 บาท ในสมัยรัฐบาลธานินทร์ กรัยวิเชียร โดยมีได้รับการร้องขอมิให้เรียกดอกเบี้ยเพิ่มอีกด้วย ตลอดชีวิตของทายาทพระยาพหลฯ จึงมิได้สบายมากนัก แต่ทุกคนให้ความสำคัญด้านการเรียนสูงสุด ต่อมาได้เปลี่ยนนามสกุลเดิม จาก “พหลโยธิน” เป็น “พหลพลพยุหเสนา” ตามดำริของคุณแม่ที่ต้องการรักษาเกียรติวงศ์ตระกูลด้วยการนำบรรดาศักดิ์บิดามาเป็นนามสกุล

 

พออายุได้ 18 ปี พ.ต.พุทธินาถ สอบเข้าโรงเรียนนายสิบได้ เหตุที่อยากทำงานในเครื่องแบบเพราะอยากประชดแม่ คิดว่าแม่ไม่รักจึงพยายามทำในสิ่งที่คิดว่าดีเพื่อให้แม่เห็น แต่แล้วหนึ่งปีต่อมาหลังจากที่ได้ไปรบที่เวียดนาม ถึงได้รู้ว่าความรักของแม่ยิ่งใหญ่มหาศาล เช้าวันระเบิดลงได้ฝันด้วยว่าแม่กับพ่อมายืนเรียกชื่อตัวเองจนกระทั่งตื่น ทำให้แคล้วคลาดจากภยันตราย เมื่อกลับมาถึงเมืองไทย แม่ไปรับที่สนามบิน จึงวิ่งตรงไปอย่างเร็ว พอถึงแล้วจึงก้มกราบเท้าแม่ทันที

 

อายุ 35 ปี ได้บรรจุที่ ม.พัน 4 ทหารสังกัด เป็นหนึ่งในลูกน้องของ พล.ต.มนูญกฤต รูปขจร และที่นั่นเองกลายเป็นจุดเปลี่ยนแปลงในชีวิตอีกครั้ง เมื่อเกิดเหตุการณ์ “เมษาฮาวาย” และ “กบฏ 9 กันยา” ในปี 2528 ถึงมิได้มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรง เป็นเพียงทหารในสังกัดที่ได้รับคำสั่งให้เตรียมรถถังจากสระบุรีเข้ามาล้อมดอนเมืองที่กรุงเทพฯเท่านั้น อีกทั้งยังมิได้เคลื่อนทัพจากสระบุรีแต่อย่างใดเพราะเกิดปฏิวัติเสียก่อนก็ตาม แต่ท้ายสุดก็ไม่พ้นข้อหา “ซ่องสุมกำลังปฏิวัติ”

 

วัย 47 ปี ต้องถูกออกจากราชการ เพราะถูกมองเป็นลูกชายพระยาพหลฯ และลูกน้อง พล.อ.มนูญกฤต รูปขจร หลังจากออกราชการจึงไปทำงานที่องค์การทหารผ่านศึก รับเงินเดือน 5 พันบาทเรื่อยมา ชีวิตหลังจากนั้นอยู่อย่างเรียบง่าย ไม่มีบ้านของตัวเอง ตระเวณเช่าบ้านไปเรื่อยๆ อยู่มาหมดแล้วทั้งย่านมีนบุรี, รังสิต, รามอินทรา ฯลฯ แต่ทุกที่มักปลูกต้นไม้และดูแลบ้านอย่างสะอาดเป็นระเบียบตามแบบที่คุณแม่ได้สอนมาตั้งแต่ยังเล็กๆ ไปไหนมาไหนก็ด้วยรถประจำทางทั่วไป

 

ทุกปีเมื่อวันที่ 24 มิถุนายนมาถึง มักจะไปที่วัดพระศรีมหาธาตุฯ ย่านบางเขน หรือ วัดประชาธิปไตย เพื่อร่วมกับทายาทคณะราษฎรทำบุญให้กับบรรพบุรุษ

ยิ่งกว่านิยาย ชีวิต "ลุงแมว" ทายาทคณะราษฎร +

24 มิถุนายน 2551 ขึ้นเวทีอ่านประกาศคณะราษฎร ฉบับที่ 1 เนื่องในวาระครบรอบ การอภิวัฒน์ 75 ปี ประชาธิปไตย ย้อนรอยสมัยบิดาเคยประกาศไว้ต่อหน้าบรรดาทหารและผู้ร่วมอุดมการณ์เมื่อ 24 มิถุนายน 2475 ณ ลานพระบรมรูปทรงม้า จากนั้นร่วมกิจกรรมเกี่ยวกับประชาธิไตยเรื่อยมา อาทิเช่น เสวนา unseen 2475, แนะวิธี “สยบรถถัง หากมีการรัฐประหาร”, บรรยายเรื่องประวัติศาสตร์ “คณะราษฎรในความทรงจำ” เป็นต้น

ยิ่งกว่านิยาย ชีวิต "ลุงแมว" ทายาทคณะราษฎร +

จุดยืนสำคัญคือ “ไม่เห็นด้วยกับการปฏิวัติ” มาโดยตลอด โดยไม่เชื่อว่าการปฏิวัติทำให้ประเทศเจริญ แต่ยอมเพียงครั้งเดียวเมื่อ 24 มิถุนายน 2475 ที่ถือว่าคณะราษฎรทำเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง

 

บทบาททางการเมืองเป็นหนึ่งใน “แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ” นปช. ในปี 2557 ได้เป็นตัวแทนทายาทคณะราษฎรหนุนให้ประชาชนออกไปใช้สิทธิเลือกตั้ง 2 กุมภาพันธ์ด้วย ต่อมาปี 2558 ร่วมกับ “เซีย ไทยรัฐ” นำชาวนปช.จัดงานอวยพรวันเกิด “66 ปี ทักษิณ” ที่ อิมพีเรียลเวิร์ลลาดพร้าว กระทั่งปีที่แล้ว ในวาระครบรอบ 2 ปีการปฏิวัติรัฐประหาร 19 กันยายน 2559 ตกเป็นข่าวเปิด “คณะกู้วิกฤติชาติ เพื่อกู้วิกฤติประชาธิปไตย” ร่วมกับ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ์ แต่สุดท้ายก็ยกเลิกไป

ยิ่งกว่านิยาย ชีวิต "ลุงแมว" ทายาทคณะราษฎร +

ทุกวันนี้ พ.ต.พุทธินาถ หรือ ลุงแมวของชาวเสื้อแดง ยังคงใช้ชีวิตเรียบง่าย ถึงแม้เกิดอย่างลูกเจ้าพระยา แต่มิได้ใช้ชีวิตอย่างลูกเจ้าพระยาก็ตาม แต่คติหนึ่งที่บุตรชายของพระยาพหลฯ ได้ยึดมั่นเสอมมาคือ “ชาติเสือต้องไว้ลาย ชาติชายต้องไว้ชื่อ” เฉกเช่นบิดาของเขา รวมถึงคำสอนที่บิดาให้ไว้ตลอดมาในเรื่อง “ไพร่-ผู้ดี”

“อย่าได้คิดว่าคำว่า ”ไพร่“ คือ ”คนจน“ คำว่า ”ผู้ดี“ คือ ”คนรวย“ คนที่มีจิตใจดีมีมารยาท มีศีลธรรม มีความโอบอ้อมอารี และมีระเบียบวินัย คนนั้นคือผู้ดี ไม่ว่าจะเป็นขอทานหรือว่าอะไร แต่คนมีเงินเป็นเศรษฐีมีบ้านอยู่ใหญ่โตแต่มีนิสัยไม่ดีเอาเปรียบคนอื่นอะไรต่างๆ เหล่านี้คือไพร่” ส่วนยศถาตำแหน่งนั้น พ.ต.พุทธินาถ ได้ปฏิเสธไว้ไม่ขอรับยศตำแหน่งใดนอกจาก “นายสิบ” เช่นเดียวกับที่เป็นมา ทั้งหมดนี้เพื่อรักษาเกียรติยศและความดีงามที่บิดาและมารดาได้สร้างไว้นั่นเอง

 

ขอบคุณภาาพจาก ประชาไท

“เสถียร เศรษฐสิทธิ์” แม่ทัพ “คาราบาวแดง” ตัวจริง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/271055

“เสถียร เศรษฐสิทธิ์” แม่ทัพ “คาราบาวแดง” ตัวจริง

คนในข่าว  :  11 เม.ย. 2560
เสถียรเศรษฐสิทธิ์ คาราบาวแดง คาราบาวกรุ๊ป, เสถียร, เศรษฐ, สิทธิ์, แม่ทัพ, คาราบาวแดง, ตัวจริง, เศรษฐสิทธิ์, เสถียร เศรษฐสิทธิ์, คาราบาวกรุ๊ป,  คาราบาว คัพ , แอ๊ด คาราบาว, อาร์ตตัวพ่อ, 6 ตุลา, ขวาพิฆาตซ้าย, นักรบ, สหายคง, อีสานใต้, หมอคง, สตาร์ท พลัส, Carabao energy drink, คาราบาว คัพ, สุพรรณฯ

เบื้องหลังเบื้องลึกกว่าจะมาเป็นอาณาจักร “คาราบาวแดง” ไม่ได้มีเพียง แอ๊ด คาราบาว แต่ยังมีคนชื่อ “เสถียร เศรษฐสิทธิ์”

 

ภาพของ ยืนยง โอภากุล หรือ แอ๊ด คาราบาว บนปกนิตยสาร ฟอร์บส์ภาคภาษาไทย ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวาง ในหัวข้อ “The Richest Musician ยืนยง โอภากุล คนจนผู้ยิ่งใหญ่ สู่อาณาจักร คาราบาวแดงหมื่นล้าน” ไม่เพียงเปิดใจศิลปินเพื่อชีวิตวัย 62 เท่านั้น แต่ยังได้ตอกย้ำถึงความสำเร็จของอาณาจักร “คาราบาวแดง” โดย “คาราบาวกรุ๊ป” ที่พร้อมก้าวไกลสู่ตลาดนานาชาติ ตั้งแต่ CLMV (กัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม) ไปจนถึง ยุโรป, ตะวันออกกลาง และแอฟริกาแล้ว

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอังกฤษ คาราบาวแดง ได้เป็นผู้สนับสนุนหลักฟุตบอลลีกคัพของอังกฤษ EFL cup เป็นเวลา 3 ปี และเปลี่ยนชื่อการแข่งขันเป็น “ คาราบาว คัพ ” ไปเรียบร้อยแล้ว โดยเริ่มตั้งแต่ปี 2560 เป็นต้นไป

มากกว่านั้นคือเป็นประกาศเอาจริงว่า คาราบาวแดง ไม่ได้มาเล่นๆ อีกต่อไปแล้ว คนที่ประกาศจริงทำจริงมาหลายปีแล้ว ต้องยกให้ “เสถียร เศรษฐสิทธิ์” อีกแม่ทัพใหญ่ของ บริษัท คาราบาวกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ที่เน้นกลยุทธ์ Music Marketing และ Sports Marketing มาตั้งแต่เริ่มต้น จนสามารถชิงส่วนแบ่งตลาดเครื่องดื่มชูกำลังขึ้นมาเป็นเบอร์ 2 ของไทยไปเรียบร้อยแล้ว

 

"เสถียร เศรษฐสิทธิ์" แม่ทัพ "คาราบาวแดง" ตัวจริง

 

เมื่อเอ่ยถึง “คาราบาวแดง” ก็ย่อมต้องหมายถึง “เสถียร เศรษฐสิทธิ์” ด้วยเช่นกัน เพราะหากขาดใครคนใดคนหนึ่ง เครื่องดื่มชูกำลังแบรนด์นี้ไม่อาจเกิดขึ้นได้

 

"เสถียร เศรษฐสิทธิ์" แม่ทัพ "คาราบาวแดง" ตัวจริง

 

“คาราบาวแดง” ก่อกำเนิดจากความเป็นเพื่อนสองคนที่ผูกสัมพันธ์กันมาตั้งแต่สมัยเหตุการณ์ประวัติศาสตร์เดือนตุลา แต่ใครจะคาดคิดว่า คนต้นคิดทำธุรกิจคนแรกคือ “แอ๊ด คาราบาว”

คนถูกชวนก็ไม่ขัด และยังเสนอเสริมเห็นด้วยว่า เขาเองก็มีสูตรเครื่องดื่มชูกำลังที่ทำไว้อยู่นานแล้วเหมือนกัน หลังจากนั้นก็เงียบไปพักหนึ่ง อีกฝ่ายก็คิดว่าเพื่อนศิลปินคงไม่จริงจังมากนัก

“รายนี้เขาก็เห่ออะไรเป็นพักๆ ช่วงไหนเห่อมอเตอร์ไซค์ ก็จริงจังกับมัน อย่างช่วงเห่อปืนก็ปืน ตอนนี้ก็เรื่องไก่ชนอีกแล้ว ก็กลัวว่าแกจะเห่อเรื่องเครื่องดื่มชูกำลังไปพักเดียว ไม่คิดว่าพี่แอ๊ดจะเอาจริง หรือพูดเอาสนุก บ่นไป 3 วัน 5 วัน ก็เลิกแล้ว เพราะศิลปินมักวูบวาบ แต่พี่แอ๊ดมาหาผมแต่ละครั้งก็มีพัฒนาการขึ้นเรื่อยๆ ทั้งโลโก้ แต่งเพลงมา…”

เสถียรเล่าครั้งหนึ่ง พอเห็นเพื่อนเอาจริง มีหรือคนรักเพื่อนอย่างเขา ไม่พร้อมลุย แต่ก่อนลุยมีเช็กความมั่นใจในความเป็น “อาร์ตตัวพ่อ” เสียก่อน เพราะบทบาทนักธุรกิจไม่เหมือนศิลปิน

“ไปหาลูกค้าพูดไม่เข้าหู อารมณ์เสีย ขายไม่ได้ เจ๊งนะ แต่พี่แอ๊ดบอกไม่ๆ เขาเข้าใจดีว่าธุรกิจคืออะไร เพราะเคยช่วยพ่อแม่ทำงานมาก่อน”

เมื่อเพื่อนศิลปินตกปากรับคำแล้ว ก็พากันไปธนาคารเพื่อทำธุรกรรมการเงิน นำที่ดินจำนองแบงค์เพื่อมาหุ้นเปิดบริษัท ก้อนแรก 200 ล้านบาท จากนั้นจึงก่อร่างสร้างเปิดตัวในวันที่ 28 ตุลาคม 2545 และเติบโตขึ้นตามลำดับ ก่อนเข้าตลาดหลักทรัพย์ในอีก 12 ปีต่อมา พร้อมนำทัพ “คาราบาวแดง” บุกตลาดโลก

สำหรับเสถียรกับแอ๊ด นั้นมีพื้นเพชีวิตคล้ายกัน ต่างเติบโตในครอบครัวการค้าเหมือนกัน ขณะที่แอ๊ดได้วิชาค้าขายจากคุณแม่ ส่วน เสถียร บ้านขายก๋วยเตี๋ยวเรือ อยู่ จ.ฉะเชิงเทรา วันที่ตกลงลุยธุรกิจเครื่องดื่มชูกำลังกับแอ๊ดนั้น ผ่านประสบการณ์ธุรกิจมาแล้วหลายอย่าง ทั้งเจ้าของโรงงานตะปู, นักธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์, เจ้าของหมู่บ้านจัดสรร, โรงเบียร์ มาแล้ว

เสถียร เริ่มทำงานตั้งแต่อายุได้ 11 ขวบ โดยเริ่มจากการหัดทำฝังพลอยหัวแหวน และขายเสื้อผ้าที่ตลาดพาหุรัด ทั้งเรียนทั้งทำงานไปพร้อมๆ กัน แต่ด้วยความขยันหมั่นเพียร เสถียร สามารถสอบเทียบชั้น ม.ศ.5 และเอนทรานซ์เข้า เรียนต่อที่คณะเศรษฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ ได้เป็นผลสำเร็จ ตอนที่ เสถียร เข้าเรียนปี 1 เป็นลูกแม่โดมที่ ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์นั้น ตรงกับปี 2518 ที่การเมืองไทยกำลังร้อนระอุ กระทั่งเกิดเหตุการณ์ ‘6 ตุลา’ นำพาไปสู่ยุค ‘ขวาพิฆาตซ้าย’ นักศึกษาถูกฆ่าทำลายตายไปหลายศพ

เสถียร จึงตัดสินใจหลบหนีภัยเผด็จการเข้าไปอยู่ในป่า พร้อมกับเพื่อนนักศึกษาปัญญาชนในขณะนั้นมากมายนับหมื่นคน ในนาม ‘นักรบ’ ของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย โดยมีชื่อจัดตั้งว่า “สหายคง” ใช้ชีวิตแถบ “อีสานใต้” รอยต่อระหว่างไทยกับกัมพูชา โดยมีฐานที่มั่นอยู่ที่ อ.ตาพระยา จ.ปราจีนบุรี ชีวิตในป่า “สหายคง” ได้เข้าเรียนโรงเรียนการเมืองการทหารของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ควบคู่ไปกับการฝึกอบรมเป็น “เสนารักษ์” ทำหน้าที่เป็น ‘“หมอทหาร” ฝึกทั้งฉีดยา ให้น้ำเกลือ และฝังเข็มให้กับบรรดาเพื่อนทหารที่ได้รับบาดเจ็บ จากชื่อ ‘สหายคง’ เพื่อนๆ จึงเรียกเป็น “หมอคง” ตามบทบาทภาระหน้าที่ในขณะนั้น และเรียกกันติดปากมากระทั่งหลังออกป่ามาแล้ว

ส่วนแอ๊ดนั้น ตามเข้าไปสมทบภายหลัง โดยมีชื่อจัดตั้งว่า “สหายเชี่ยว” มีหน้าที่เป็น ‘ม้าเร็ว’ วิ่งรอกส่งจดหมาย และเสบียงกรังให้พวกพ้องร่วมอุดมการณ์ ในแถบป่าอีสานใต้ ซึ่งเป็นพื้นที่ “สหายคง” ปฏิบัติงานอยู่แถวนั้น ถือว่าร่วมอุดมการณ์เดียวกัน

ปี 2523 สถานการณ์ทางการเมืองเริ่มคลี่คลาย บรรดาปัญญาชนคนหนุ่มคนสาวก็เริ่มทยอยกันออกมาจากป่ากลับเข้าสู่เมือง “สหายเชี่ยว” ไปเรียนหนังสือที่ฟิลิปปินส์ ส่วน “สหายคง” ทำธุรกิจเป็นโรงงานทำตะปู ที่ จ.สมุทรปราการ เป็นอย่างแรก

โชคชะตานำพา ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ยุครัฐบาล พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ เติบโตสุดขีด ธุรกิจจึงดีไปด้วย จึงหาซื้อที่ดินใหม่เพื่อขยายโรงงาน

คนจะรวยช่วยไม่ได้ ปรากฏว่าพอซื้อที่ 1 ไร่มาแล้ว ถมดินเสร็จยังไม่ทันสร้างโรงงาน มีคนมาขอซื้อได้กำไรล้านกว่าบาท จึงจุดประกายให้เขาเข้าสู่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และหมู่บ้านจัดสรร ก่อนร่วมหุ้นกับเพื่อนๆ เปิดเป็นผับเพลงเพื่อชีวิตและเพลงลูกทุ่ง ชื่อ ‘ตะวันแดงสาดแสงเดือน’ ย่านคลองตัน และเปิด ‘โรงเบียร์เยอรมันตะวันแดง’ ในปี 2542 กระทั่งปี 2545 ที่ทั้งสองสหายได้สร้างความสั่นสะเทือนให้กับวงการธุรกิจเครื่องดื่มชูกำลังของไทย นับแต่นั้นมาก็สร้างความเปลี่ยนแปลงไม่เคยหยุด

บริษัทคาราบาวกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ CBG ถือหุ้นในบริษัทย่อยรวมสามบริษัท (CBD, APG และ DCM) เพื่อดำเนินธุรกิจ ผลิต ทำการตลาด และจัดจำหน่ายเครื่องดื่มบำรุงกำลัง “คาราบาวแดง” ทั้งในแบบขวดและแบบกระป๋อง รวมทั้งเครื่องดื่มเกลือแร่ “สตาร์ท พลัส”

ส่วน “คาราบาวแดง” ในต่างประเทศนั้น รู้จักกันในชื่อ “Carabao energy drink” โดยมีให้เลือกหลายรสชาติ ทั้ง สูตรออริจินัล, สูตร SugarFreeไม่มีน้ำตาล และ สูตร Green Apple จากนี้ไปโลโก้คาราบาวแดงไม่เพียงอยู่บนป้ายโฆษณาเท่านั้น แต่จะไปอยู่บนเสื้อนักฟุตบอลและทุกสินค้าที่เกี่ยวกับฟุตบอล “คาราบาว คัพ” ด้วย

 

"เสถียร เศรษฐสิทธิ์" แม่ทัพ "คาราบาวแดง" ตัวจริง

 

เคล็ดลับหนึ่งของ “เสถียร” ในการทำธุรกิจคือ “กินทีละคำ ทำทีละเมือง” ที่เริ่มต้นล้มยักษ์ได้โดยเริ่มจาก “สุพรรณฯ” บ้านเกิดแอ๊ด ก่อนขยายไปทีละจังหวัด และแม้แต่ในกัมพูชาเองก็เหมือนกัน ที่ศึกษากลยุทธ์รอบด้าน เช่น ห้ามมิให้ส่งเสริมการตลาดด้วยการขายขูดรางวัลข้างกระป๋อง ก็มีกลยุทธแจกรถมอเตอร์ไซค์, สร้อยคอทองคำ ไปจนถึง ดื่มฟรี 1 กระป๋อง ทำให้ยอดขายเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่วนยุโรปจะมีอะไรที่เข้ากันกับเครื่องดื่มคาราบาวแดงได้ดีเท่ากับฟุตบอล

อย่างไรก็ตาม เหตุผลสำคัญที่ทำให้ คาราบาวแดง ก้าวไปอย่างมั่นคงตลอด 16 ปีที่ผ่านมา เพราะคำมั่นของเพื่อนโดยแท้ ขณะที่แอ๊ด ทำหน้าที่มากกว่าศิลปิน อีกฝ่ายจึงพร้อมเดินหน้าสู่ตลาดระดับโลกอย่างเต็มที่

โดยเฉพาะ “แม่ทัพเสถียร” นั้น เตรียมเซอร์ไพรส์อะไรให้กับวงการไว้อีกมากมาย

ที่สำคัญ ก่อนหน้านี้ แม่ทัพเสถียร เคยขึ้นปก นิตยสาร Forbes Thailand ในฐานะมหาเศรษฐีมาแล้วเช่นเดียวกัน ก่อนจะถึงคิวสหายเพื่อนรัก!!

 

"เสถียร เศรษฐสิทธิ์" แม่ทัพ "คาราบาวแดง" ตัวจริง

 

—————————–

ขอบคุณภาพจาก “คาราบาวกรุ๊ป”  Forbes Thailand Magazine และ CarabaoUK

“คุณหญิงหน่อย” เส้นทาง “สายวัด” ทางลัดสู่ “อำนาจใหม่”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/270914

“คุณหญิงหน่อย” เส้นทาง “สายวัด” ทางลัดสู่ “อำนาจใหม่”

คนในข่าว  :  11 เม.ย. 2560
คสช, คุณหญิง, หน่อย, เส้นทาง, สายวัด, ทางลัด, สู่, อำนาจ, ใหม่, คุณหญิงหน่อย, ทางลัดสู่, อำนาจใหม่, คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์, นวกภิกษุ, คุณหญิงสุดารัตน์, พรรคพลังธรรม, สายบ้าน, สายจันทร์ส่องหล้า, ทักษิณ ชินวัตร, บิ๊กป้อม, บิ๊ก คสช, คิดดี, บ้านพักใจ

กลายเป็นนักการเมืองขวัญใจ “สายวัด” ไปโดยปริยาย ยิ่งกลิ่นเลือกตั้งโชยมา ยิ่งจะได้เห็นภาพนักการเมืองหญิง ผู้มากประสบการณ์ปรากฏตัวในวัดวาอารามมากขึ้น

          เมื่อวันที่ 19 มี.ค.ที่ผ่านมา “คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์”ได้รับเชิญไปเป็นวิทยากรถวายความรู้แก่ “นวก.ภิกษุ” รุ่นที่ 9 ในโครงการบรรพชาอุปสมบทน้อมอุทิศถวายเป็นพระราชกุศล แด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่ธรรมสถานเฉลิมพระเกียรติ ณ วัดพระราม 9 โดยหัวข้อของการบรรยายคือ “นักการเมืองกับความรับผิดชอบต่อพระพุทธศาสนา” มีพระภิกษุและสามเณรที่เข้าร่วมโครงการเป็นจำนวนมาก ได้เข้าร่วมฟังการบรรยาย

         เหตุที่ “คุณหญิงสุดารัตน์” มีโอกาสเดินสายบรรยายวิชาการเมืองกับธรรมะ เพราะคุณหญิงกำลังศึกษาระดับปริญญาเอก สาขาวิชาพระพุทธศาสนามหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร.) และกำลังทำดุษฎีนิพนธ์ ในหัวข้อ “พุทธวิธีเชิงบูรณาการแก้ปัญหาความขัดแย้งการเมืองไทยในปัจจุบัน”  

         ย้อนกลับไปเมื่อต้นปี 2535 “คุณหญิงหน่อย” นักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เข้าสู่แวดวงการเมืองครั้งแรกในการเลือกตั้ง เมื่อวันที่ 22 มี.ค.2535 ด้วยวัยเพียง 31 ปี แต่เธอเลือกสวมเสื้อ “พรรคพลังธรรม”ลงสนามเลือกตั้งกรุงเทพฯ

       “คุณหญิงหน่อย” เป็นดาวเด่นของพรรค ได้รับการสนับสนุนจาก พล.ต.จำลอง ศรีเมือง และชาวสันติอโศกเต็มที่

        หลังพฤษภาคม 2535 มีนักการเมืองแห่เข้าพรรคพลังธรรมมากมาย และกลายเป็นความขัดแย้ง ระหว่าง “สายวัด” กับ “สายบ้าน” ซึ่งคุณหญิงหน่อย เป็นหัวหอกสายวัด สู้กับกลุ่ม น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ จนฝ่ายสายบ้านต้องล่าถอยออกจากพรรคพลังธรรม ไปหนุน ดร.อำนวย วีรวรรณ ตั้งพรรคนำไทย

         เมื่อสายบ้านหายไป พรรคพลังธรรม ก็ได้ “สายจันทร์ส่องหล้า” เข้ามา คุณหญิงหน่อยจับมือกับ “ทักษิณ ชินวัตร” สู้กับสายวัด(สายดั้งเดิม) อันส่งผลให้ภายในพรรคเกิดความขัดแย้งอย่างหนัก

         การเลือกตั้งปี 2539 พรรคพลังธรรม มี ส.ส. เหลือเพียงคนเดียวคือคุณหญิงสุดารัตน์ และท้ายที่สุด พรรคพลังธรรมก็กลับไปอยู่ในอ้อมอกสายวัด(ดั้งเดิม)อีกหน

         ปี 2541 ทักษิณก่อตั้งพรรคไทยรักไทย คุณหญิงสุดารัตน์ก็เป็นหนึ่งใน 23 บุคคลที่ร่วมก่อตั้งพรรคด้วย และได้ร่วมงานกับทางพรรคของทักษิณมาจนถึงวันนี้

          สมัยไทยรักไทยเฟื่องฟู บารมีทางการเมืองของคุณหญิงก็รุ่งเรืองเฟื่องฟู เคยคุมกระทรวงสำคัญสมัยรัฐบาลทักษิณ ทั้งกระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

         ตรงกันข้าม บทบาทของคุณหญิงสุดารัตน์ สมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ไม่โดดเด่น ท่ามกลางกระแสข่าวลือว่า มีความขัดแย้งกับ “เจ๊แดง” ผู้มากบารมีนอกพรรคหมายเลข 2

          หลังรัฐประหาร 2557 คุณหญิงหน่อย นุ่งขาวห่มขาวมุ่งเดินสายธรรม และทำโครงการบูรณะลุมพินีสถาน สถานที่ประสูติพระพุทธเจ้า

        เนื่องจาก “คุณหญิงสุดารัตน์” เป็นรัฐมนตรีหลายกระทรวง ตั้งแต่สมัยพรรคพลังธรรม จึงรู้จักกับข้าราชการชั้นผู้ใหญ่มากหน้าหลายตา รวมถึง “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ่ที่เคยเป็นผู้บัญชาการทหารบก สมัยรัฐบาลทักษิณ

         จึงมีข่าวลือว่า คุณหญิงหน่อยแตะมือ “บิ๊ก คสช.” เตรียมตั้งพรรคการเมือง แต่เธอก็ปฏิเสธทุกครั้ง

         ปัจจุบัน คุณหญิงสุดารัตน์ ยังทำกิจกรรมเพื่อสังคม ในฐานะประธานมูลนิธิไทยพึ่งไทย และศึกษา ระดับปริญญาเอก สาขาวิชาพระพุทธศาสนามหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร.)

          เวลานี้ คุณหญิงหน่อย เลือกทำงานวิจัยเรื่องคุณธรรม 4 ประการ ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในการแก้ปัญหาสังคมไทย

         ดังนั้น ยามที่สื่อสัมภาษณ์ “คุณหญิงหน่อย” เกี่ยวกับแนวทางปรองดอง ก็จะได้ยินคำอธิบายเรื่องการแก้ไขความขัดแย้ง ด้วยคุณธรรม 4 ประการของพระองค์ท่าน

          โดยเริ่มจากการ “คิดดี” มี “เมตตา”ต่อกัน เพื่อเป็นการเปิดประตูหัวใจ เริ่มรับฟังปัญหา และมุมมองของคนที่คิดต่าง จากนั้นก็เข้าสู่กระบวนการเรียนรู้ร่วมกันว่าแต่ละฝ่าย มีเหตุมีผลอย่างไรแล้วก็นำข้อเสนอ แต่ละฝ่ายมาปรึกษาหารือกัน ผ่านขบวนการกล่อมเกลาเพื่อให้กำหนดเป้าหมายร่วม หรือเป้าหมายใหญ่ คือผลประโยชน์ส่วนรวมให้ได้

         นัยว่า เมื่อวันที่พรรคเพื่อไทยเข้านำเสนอแนวทางปรองดองแก่คณะนายทหาร ที่กระทรวงกลาโหม“คุณหญิงหน่อย”ก็ได้พูดถึงเรื่องเหล่านี้ด้วย

          นอกจากการเรียนปริญญาเอก “คุณหญิงหน่อย” ก็เดินสายเป็นวิทยากรให้กับคณะพุทธศาสตร์ มจร. พร้อมกับน้อมนำแนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียง มาใช้ในการทำโครงการข้าวสานธรรม ชักชวนเกษตรกรเข้าร่วมโครงการ โดยทุกคนต้องตั้งใจรักษาศีล 5 ด้วยการ “ลด ละ เลิก อบายมุข” และ “ลด ละ เลิก การใช้สารเคมี”

           ระยะหลัง มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร.) วังน้อย กลายเป็น “บ้านพักใจ”ของนักการเมือง(ตกงานชั่วคราว) มีนักการเมืองมาเรียนปริญญาโท ปริญญาเอก หลายสิบคน

          บางคนอาจตั้งคำถามว่า เรียนใน มจร. เหมือนเรียนใน วปอ. หรือ วตท.มั้ย คือเรียนเพื่อสร้างคอนเนกชั่น คำตอบเรื่องนี้ คงรู้อยู่แก่ใจของนักการเมืองแต่ละคนที่เข้าเรียนสายพุทธ

         ถ้าถามเรื่อง “คอนเนกชั่นดงขมิ้น” คุณหญิงหน่อยก็เป็นศิษย์ของ “ท่านเจ้าคุณ” หลายรูป โดยเฉพาะพระชั้นผู้ใหญ่ที่อยู่ในมหาเถรสมาคม

         การเมืองไทยมีลักษณะเฉพาะตัว ไม่เหมือนเพื่อนบ้าน แม้พระภิกษุจะถูกห้ามไม่ให้ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง แต่ผู้มีอำนาจ และผู้หวังในอำนาจก็เข้าพึ่งบุญบารมีพระชั้นผู้ใหญ่มาแล้วทั้งนั้น

          จึงไม่น่าแปลกใจที่ “คุณหญิงหน่อย” จะกลับมาสังกัด “สายวัด” อีกครั้ง

กาแฟรสจี๊ด!! “เก่ง ดอนเมือง” ชวนชิม..เผื่อชอบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/270713

กาแฟรสจี๊ด!! “เก่ง ดอนเมือง” ชวนชิม..เผื่อชอบ

คนในข่าว  :  10 เม.ย. 2560
เก่ง ดอนเมือง, กาแฟ, จี๊ด, เก่ง, ดอนเมือง , ชวน, ชิม, เผื่อ, ชอบ, กาแฟรสจี๊ด เก่ง, วู้ดดี้เกิดมาคุย, ยิ่งลักษณ์

คนในโซเชียลพูดถึงร้านกาแฟย่านดอนเมืองชื่อ Foresta cafe’ อยู่แถวถนนสรงประภา 30 หมู่บ้านเมืองใหม่ดอนเมือง

เปิดร้านถึงปิดร้าน 07.00-22.00 น. ทุกวัน และมีบริการ Free WiFi เข้าใช้งานได้เลยไม่ต้องพิมพ์รหัสให้เมื่อยมือ บรรยากาศร่มรื่น ต้นไม้เยอะๆ ได้ฟีลเหมือนอยู่กลางป่า ภายในร้านยังตกแต่งด้วยสไตล์โมเดิร์น

เมื่อท่องเข้าไปที่เวบเพจ Foresta cafe’ จึงทราบร้านนี้ เจ้าของชื่อ พิมพ์ชนก โหสกุล อดีต ส.ก.เขตดอนเมือง และภรรยาคนสวยของ “เก่ง” การุณ โหสกุล อดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทย

ร้าน Foresta cafe’ เปิดตัวอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2559 โดยมี ชัชชาติ สิทธิพันธ์ อดีต รมว.คมนาคม, ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทควอลลิตี้เฮ้าส์ จำกัด(มหาชน) มาเป็นประธานเปิดร้านให้ พร้อมด้วยอดีต ส.ส. นายตำรวจและนายทหารอีกหลายคน

ในเฟซบุ๊ค Karoon Hosakul ย้อนดูไทม์ไลน์ไป 1 ปี ก็จะเห็นว่า “เก่ง การุณ” ทุ่มเทแรงกาย แรงใจ สร้างร้านกาแฟแห่งนี้ขึ้นมา ระหว่างที่ว่างงานการเมือง และรอคอยวันเลือกตั้ง

ทุกวันนี้ ร้านกาแฟได้ขยับขยายสร้างห้องจัดเลี้ยง รองรับงานเลี้ยงต่างๆ ดูเหมือน “เก่ง การุณ” จะคุมงานก่อสร้างเอง

ชีวิตคนใช้แรงงานอย่างนี้ “เก่ง” บอกเรื่องเล็ก เพราะเขาเติบโตมาจากครอบครัว “คนหาเช้ากินค่ำ” พ่อเสียชีวิตเมื่อตอนเก่งอายุ 7 ขวบ แม่มีอาชีพเป็นกรรมกรก่อสร้าง ก่อนจะมาเป็นแม่ค้าขายส้มตำที่ดอนเมือง

“เก่ง” เคยพูดถึงความภาคภูมิใจในรายการ “วู้ดดี้เกิดมาคุย” ว่า “วันนี้ลูกยายบรรณขายส้มตำ มีฐานะพอสมควร เป็น ส.ข. ส.ก. ส.ส. เป็นกรรมการความมั่นคงแห่งรัฐ ก็มากมายในชีวิตผมแล้ว …ถามว่าชอบการเมืองอยู่แล้วหรือไม่นั้น ผมคิดว่าอยู่ตรงนี้แล้วมันภูมิใจ แม่ก็ชื่นใจ ลูกๆ สบาย เป็นหน้าเป็นตา สมัยก่อนเครียดเพราะถูกดูถูก ไปขอเขากิน แม่ก็สอนมาโดยตลอด สิ่งที่ผมได้คือความภูมิใจของแม่ ทุกวันออกจากบ้านแม่จะหอมแก้มเสมอ”

ในเฟซบุ๊คของเก่ง ก็จะเห็นภาพเขาเข้าไปหอมแก้มมารดา ก่อนออกไปทำงาน

แม้วันนี้ ไม่มีงานการเมือง แต่ “เก่ง” ก็เดินสายไปงานบุญ งานศพอยู่ไม่ขาด โดยเฉพาะการร่วมคณะของ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ไปงานศพบิดาของอดีต ส.ส.เพื่อไทยทางภาคเหนือ และภาคอีสาน

“เก่ง การุณ” น่าจะเป็นคนโปรดของอดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ เพราะไม่ว่างานที่ไหน เห็นหน้ายิ่งลักษณ์ ก็เห็นหน้าเก่ง การุณ เหมือนเงาตามตัว

วันก่อน “ยิ่งลักษณ์” ก็แวะไปชิมกาแฟ และปรุงอาหารรับประทานเองที่ร้านของเขา

หลายคนอาจคิดว่า เก่งขายกาแฟรวยแล้ว ไม่เล่นการเมือง..บอกคำเดียวว่า คิดใหม่เถอะ เพราะคนแบบเก่ง การเมืองซึมเข้าเส้นเลือด

“หมอจุ๊ก” จุกนะเนี่ย! ฟ้าผ่ากลางใจคน “จะนะ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/270631

“หมอจุ๊ก” จุกนะเนี่ย! ฟ้าผ่ากลางใจคน “จะนะ”

คนในข่าว  :  10 เม.ย. 2560
หมอจุ๊บจุกนะเนี่ย, หมอ, จุ๊ก, จุก, นะเนี่ย, ฟ้าผ่า, กลาง, หมอจุ๊ก, จุกนะเนี่ย, ฟ้าผ่ากลางใจคน, จะนะ, จุฬาฟ้าใหม่, พฤษภาทมิฬ, ขาหุ้นปฏิรูปพลังงาน

     ดอกไม้ให้กำลังใจ “หมอจุ๊ก” ผอ.โรงพยาบาลจะนะขวัญใจของชาวบ้านกับข่าวโดนทหารสั่งย้ายเป็นประเด็นที่คนให้ความสนใจ!! ที่นี่มีคำตอบ

     ดอกไม้ให้กำลังใจ “หมอจุ๊ก” ผอ.โรงพยาบาลจะนะ ของชาวบ้าน หลังทราบข่าวโดนทหารสั่งย้าย ดูจะเป็นสัญลักษณ์อย่างดีว่า เขาคือคนอันเป็นที่รัก เพราะดอกไม้ไม่ได้มาพร้อมกระถาง แต่ไปๆ มาๆ คนออกใบสั่งครั้งนี้ อาจโดนกระถางแทนดอกไม้

    ข่าว “หมอจุ๊ก” นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจะนะ ถูก พล.ท.ปิยวัฒน์ นาควานิช แม่ทัพภาคที่ 4 ลงนามในคำสั่งถึงกระทรวงสาธารณสุข ย้ายออกนอกพื้นที่ เกิดขึ้นเพียงไม่นาน

    ช่วงวันที่ 7 เมษายน ที่ผ่านมา ที่หน้าโรงพยาบาลจะนะ จ.สงขลา ชาวบ้านในพื้นที่ และกลุ่มแพทย์ พยาบาล และคนอื่นๆ หลายสิบ ร่วมกันมอบดอกไม้เพื่อเป็นขวัญกำลังใจกันล้นหลาม

   คนที่ติดตามงานของหมอคนนี้ หรือคนในแวดวงเอ็นจีโอ จะรู้จักเขาดีว่า หมอจุ๊กนั้น ไม่ใช่หมอสวมเสื้อกาวน์เดินตรวจไข้รายวัน

   แต่เขายังทำงานเพื่อมวลชนมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้ และเรื่องราวของเขานั้น ถูกสื่อนำมาบอกเล่าบอกต่อไม่รู้กี่ครั้งกี่หน รวมทั้งหนนี้

   หมอจุ๊ก หรือ นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ปัจจุบันอายุ 47 ปี เป็นคนหาดใหญ่ จ.สงขลา มีภรรยาคือ ภญ.อุบลรัตน์ ฮาสุวรรณกิจ มีบุตร 2 คน ชายหญิง คือ ชนน และ ณิชา ฮาสุวรรณกิจ

    เขาเคยเล่ากับประชาชาติธุรกิจ ฉบับเดือนกุมภาพันธ์ 2552 ค่าที่เพิ่งได้เป็นบุคคลของมูลนิธิโกมลคีมทองในปี 2552 ว่า เป็นลูกพ่อค้าขายรองเท้าธรรมดา แต่โชคดีที่มีครอบครัวที่อบอุ่น จึงเป็นเด็กดีของพ่อแม่

    และที่เด็ดคือ หมอจุ๊กเรียนเก่งมาก เพราะพอเรียนจบ ม.ปลาย จากหาดใหญ่วิทยาลัย ก็เอนทรานซ์ติดคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในปี 2531

   ชีวิต 6 ปีในรั้วมหาวิทยาลัย หมอจุ๊กยังทำกิจกรรมมากมาย โดยเข้าชมรมค่ายอาสาสมัครมีโอกาสไปออกค่าย ไปพบชีวิตชนบท

    เคยเล่าในนิตยสาร WAY ว่า ด้วยความที่ทำกิจกรรมมาก สุดท้ายก็เข้าสู่งานการเมืองในมหาวิทยาลัย โดยรวมตัวกับเพื่อนต่างคณะ ตั้งพรรค “จุฬาฟ้าใหม่” ช่วงเป็นนิสิตปี 3 กำลังขึ้นปี 4 เป็นนายกองค์การบริหารสโมสรนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (อบจ.) รุ่นปี 2534

   ประเดิมงานแรกทันที เมื่อคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) นำโดย พล.อ.สุจินดา คราประยูร เข้ายึดอำนาจการปกครอง หมอจุ๊กก็ตั้งโต๊ะแถลงข่าวเรียกร้องให้ รสช.ปล่อยตัวเพื่อนนักศึกษา ม.รามคำแหง 15 คน ที่ถูกจับกุม เพราะต่อต้านรัฐประหาร

    จากนั้นก็ทำกิจกรรมนอกรั้วแบบจัดเต็มทำค่ายอาสาขนาดใหญ่อยู่พักหนึ่ง ค่ายล่ม โดยหมอจุ๊กบอกว่า เพราะเด็กเบื่อ ซึ่งไม่น่าแปลกใจ เพราะสังคมนักศึกษายุคนั้น หันหลังให้สภาพบ้านเมืองไปแล้ว

   แต่กลุ่มหมอจุ๊กที่เหลือ ยังไม่ล้มเลิก ยังคงเดินหน้าขับไล่รัฐบาลทหาร ร่วมกับสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.) ในยุค “พฤษภาทมิฬ” จนได้ขึ้นเป็นเลขาฯ สนนท.

    สุดท้ายก็กลับไปตั้งใจเรียนปีสุดท้ายอย่างเต็มที่ จนจบแพทย์ อนุมัติบัตรเวชศาสตร์ครอบครัวจากแพทยสภา ทำงานใช้ทุนตอนอายุ 24 ปี โดยไปเป็นแพทย์ประจำที่โรงพยาบาลสะบ้าย้อย จ.สงขลา พ่วงตำแหน่งผู้อำนวยการโรงพยาบาล

    อยู่ที่นั่นประมาณ 2 ปี เส้นทางของการทำงานมวลชนก็หนีไม่พ้น เพราะมีรุ่นพี่เอ็นจีโอมาชวนให้ช่วยชาวบ้านปกป้องผืนป่า จากการที่ทางการจะตัดถนนผ่านป่า ซึ่งเป็นต้นน้ำเทพา เพื่อจะเชื่อมถนนกับประเทศมาเลเซีย ตามโครงการสามเหลี่ยมเศรษฐกิจ ไทย-อินโดนีเซีย-มาเลเซีย

   หมอจุ๊กเล่าว่า ตอนนั้นใช้จุดแข็งของตัวเองค้นหาข้อมูล เขียนบทความ และขึ้นเวทีให้ความรู้แก่ชาวบ้านประท้วงปกป้องพื้นที่ของตนเอง จนสำเร็จโครงการตัดถนนพับไป

   ผ่านไป 4 ปี ขณะที่คนสะบ้าย้อยและคนในพื้นที่ภาคใต้ได้รู้จักเขาในมุมของนักทำงานเคลื่อนไหวเพื่อมวลชน เขาได้ย้ายมาเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลจะนะ

   แต่ยังไม่ทิ้งลาย เพราะยังเข้าต่อต้านโครงการวางท่อก๊าซไทย-มาเลเซีย โดยทำงานถนัดเช่นเคย ที่สุดงานนี้ หมอจุ๊กโดนเรียกตัวไปชี้แจงที่กระทรวงสาธารณสุข ถูกรองปลัดกระทรวงสาธารณุสขขณะนั้น เอ่ยปากถามเลยว่า “จะเป็นหมอหรือเอ็นจีโอ เลือกเอา!”

    เวลาผ่านไป ถัดจากโครงการท่อก๊าซ มาสู่โรงไฟฟ้าที่จะนะ ก็ยังคงทำงานวิชาการเช่นเดิม ส่วนที่โด่งดัง จนถูกทหารเชิญไปคุย คือ ตอนเป็น 1 ใน 11 แกนนำกลุ่ม “ขาหุ้นปฏิรูปพลังงาน” ที่เดินเท้า 1,400 กิโลเมตร จากหาดใหญ่ถึงกรุงเทพฯ ช่วงปี 2557 ช่วงที่ คสช.มาแล้ว เรียกร้องให้หยุดสัมปทานปิโตรเลียมและโรงไฟฟ้าถ่านหินในภาคใต้

   ที่จริงการทำงานมวลชนของหมอตัวเล็ก สูงเพียง 160 ซม. คนนี้มีมาก เกินจะเล่าหมด แต่เขาบอกเสมอว่า ความสุขของเขายังอยู่ที่การตรวจและรักษาคนไข้ โดยเฉพาะพ่อแม่พี่น้องร่วมบ้านเกิดถิ่นปักษ์ใต้

    อย่างไรก็ดี ช่วงปี 2559 ขณะที่แพทย์ชนบทคนนี้ ยังคงทำหน้าที่แกนนำเครือข่ายคนสงขลา-ปัตตานีไม่เอาโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา-ปะนาเระ อย่างเข้มแข็งต่อเนื่อง ชื่อของหมอจุ๊กยังโผล่มาในมุมใหม่ๆ

   คือการออกมาวิจารณ์การที่ทหารสั่งปลดบอร์ดผู้ทรงคุณวุฒิ สสส. 7 ราย ระบุว่า ทหารอยากเข้าควบคุมทั้งบอร์ดและผู้จัดการ สสส. แต่เขาก็โดนคอมเมนท์กลับมาว่า อ้าว..หมอก็เป็นคนเป่านกหวีดเรียกทหารมาหรือไม่

   วันนี้หมอจุ๊กไม่รู้ว่าจุกมากน้อยขนาดไหนกับข่าวการโดนสั่งย้ายที่กำลังเกิดขึ้น แต่กำลังใจจากคนที่รักและยอมรับในคุณงามความดีของเขาก็อาจทำให้เขาจุก เพราะตื้นตันใจมากกว่า

   ซึ่งพอส่องเฟซบุ๊กหมอจุ๊กดูก็พบว่ามีคนมาให้กำลังใจล้นหลาม ออกแถลงการณ์คัดค้านคำสั่งย้ายดังกล่าวกันเพียบ

   แต่เจ้าของเพจกลับเงียบไปตั้งแต่ช่วงปลายเดือนมีนาคม ที่เจ้าตัวกำลังลาพักร้อนเดินทางท่องเที่ยว โดยช่วง 29 มีนาคม เขาอยู่ที่ ฉางซา เมืองหลวงของมณฑลหูหนาน ประเทศจีน ที่มีของดีอย่าง อุทยานแห่งชาติอู่หลิงหยวน จุดชมวิวจางเจียเจี้ย

  จากที่ก่อนนั้น 2 วัน เขาก็เพิ่งร่วมเวทีบรรยายความรู้พลังงานกับ คสช. อยู่เลย โดยบ่นในเฟซบุ๊กว่า “เวทีนี้ก็แค่พิธีกรรมที่ไม่น่าจะได้อะไร”

   จากนั้น ช่วงวันที่ 5 เมษายน ข่าวไทยพีบีเอสก็รายงานว่า เจ้าตัวยังปฏิเสธว่าไม่ได้ข่าวคำสั่งย้ายใดๆ ทั้งสิ้น

   จนกระทั่งล่าสุดนี้ ที่เห็นชัดเจนเลย คือ ความรักของมวลชนคนพื้นที่เบ่งบานเต็มโรงพยาบาลจะนะ จนนพ.สุภัทรต้องออกมากล่าวขอบคุณทุกคน

   “ขอให้เจ้าหน้าที่ทุกคนตั้งใจทำหน้าที่ ทั้งในบทบาทวิชาชีพที่ต้องดูแลประชาชนให้ดีที่สุด และในฐานะพลเมืองเจ้าของแผ่นดินบ้านเกิดด้วย ขอบคุณมากๆ ครับ ตีมอกาเซะครับ”

   แถมยังเบ่งบานไปยังผู้คนในมุมต่างๆ ทั่วประเทศ ชี้ว่าพลังมวลชนหนนี้ก็ไม่ธรรมดา อาจถึงขั้น “ย้ายหนึ่ง ยืนหยัด อีกเป็นแสน”

   จนอดติดตามอย่างเกาะติดไม่ได้ว่า คำสั่งนี้จะถูกพับไปหรือไม่