อาลัย “ครูฉลบ” สตรีหัวใจแกร่ง แห่งตำนาน “เสรีไทย”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/270298

อาลัย “ครูฉลบ” สตรีหัวใจแกร่ง แห่งตำนาน “เสรีไทย”

คนในข่าว  :  7 เม.ย. 2560
ฉลบชลัยย์ พลางกูร, เสียสละ, คนในข่าว, คมชัดลึก, อาลัย, ครูฉ, สตรี, หัวใจ, แกร่ง, แห่ง, ตำนาน, เสรีไทย, ครูฉลบ, สตรีหัวใจแกร่ง, แห่งตำนาน, พนมยงค์, คุณป้าฉลบ

การจากไปของ ฉลบชลัยย์ พลางกูร นับเป็นการสูญเสียปูชนียบุคคลของไทยอีกครั้งหนึ่ง

โลกได้รู้จัก จำกัด พลางกูร วีรบุรุษเสรีไทยที่เมืองจุงกิงไปแล้ว

นี่คือสตรีผู้อยู่เบื้องหลังผู้เป็นกำลังใจสนับสนุนให้ผู้เป็นสามีได้ไปปฏิบัติหน้าที่เพื่อชาติอย่างแน่วแน่ ทั้งที่ทั้งคู่เพิ่งแต่งานกันได้แค่เพียง 3 ปี โดยหารู้ว่าเป็นการจากกันตลอดกาล เมื่อผู้เป็นสามีได้เสียชีวิตที่เมืองจีนด้วยวัยเพียง 28 ปีเท่านั้น

ภายหลังที่ได้ปฏิบัติภารกิจเสรีไทยไปเมืองจีนเพื่อหาทางติดต่อกับสัมพันธมิตร ขณะที่ครูฉลบในเวลานั้น อายุได้เพียง 27 ปี เท่านั้น แต่ก็ดำรงชีวิตอย่างสง่างามและตั้งมั่นในคุณธรรมมาตลอดชีวิต แม้กระทั่ง ส.ศิวรักษ์ ได้ยกย่องครูฉลบด้วยว่าเป็น “กัลยาณมิตรของคนยาก” โดยแท้

ถึงแม้สิ้นสามีไป แต่ชีวิตหลังจากนั้นก็มิได้อยู่ตัวคนเดียวเพียงลำพัง แต่อบอุ่นผูกพันเป็นกัลยาณมิตรของครอบครัว “พนมยงค์” เสมอมา

โดยเฉพาะท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์ นั้น ให้กำลังใจเธอตั้งแต่วินาทีแรกที่ทราบข่าวสามีเสียชีวิต โดยดูแลและปลอบประโลมดุจดั่งคนในครอบครัวเดียวกัน อีกทั้งยังจัดหาเสื้อผ้าชุดดำให้เปลี่ยนอีกด้วย

คุณูปการครั้งสำคัญของครูฉลบ คือการเป็นกำลังใจและอุปการะดูแลเหยื่ออธรรมตั้งแต่เหตุการณ์รัฐประหาร 8 พฤศจิกายน 2490 จนถึง 6 ตุลาคม 2519 โดยมีผู้ที่ได้รับการอุปการะมีหลายสิบคน

ครูฉลบจึงเปรียบเสมือนต้นไม้ใหญ่ที่พึ่งได้ของคนทุกข์ยาก จนได้รับการเรียกขานด้วยความรักเคารพจากคนเดือนตุลาว่า “คุณป้าฉลบ”

ด้วยความเชื่อมั่นในพลังบริสุทธิ์ของนักศึกษา ได้ติดตาม 19 นักศึกษาที่ถูกจับถึงในคุก และจัดตารางไปเยี่ยมทุกสัปดาห์ทั้งบางขวาง , บางเขน และทัณฑสถานหญิงบางเขน โดยขีดเป็นตารางทำรายละเอียดไว้เลยเพื่อกันลืม อีกทั้งใส่ใจลงมือทำเองทุกอย่าง ปฏิบัติตนเช่นนี้อย่างสม่ำเสมอ ตลอด 2 ปี กระทั่งนักศึกษาเหล่านั้นพวกเขาได้รับการปลดปล่อยให้เป็นอิสระ ครั้นออกมาแล้วก็ยังอุปการะดูแลเปิดบ้านของลูกสาวให้อยู่อีกด้วย อย่าง สุธรรม แสงประทุม ก็อยู่มาจนแต่งงาน

อีกทั้งห่วงใยใส่ใจอนาคตโดยเกลี้ยกล่อมแต่ละคนให้ไปเรียนหนังสือด้วย หลังจากที่สิ้นศรัทธาต่อการเรียน “ปริญญาคือกระดาษแผ่นเดียว” กระทั่งแต่ละคนเห็นด้วย และไปเรียนหนังสือจนจบ

สำหรับครูฉลบนั้น เป็นบุตรคนที่สอง ของขุนสมานสมุทกรรม (บุนย์หนุน มหานีรานนท์) กับนางแฉล้ม พลจันทร์ เกิดเมื่อ 19 พฤศจิกายน 2459 ที่ อ.เมือง จ.สมุทรสงคราม เป็นนักเรียนทุนเล่าเรียนหลวงไปเรียนที่อังกฤษ ต่อมาเมื่อแต่งานแล้วจึงได้เปิดโรงเรียนดรุโณทยานขึ้น

ภายหลังเมื่อครอบครัวขบวนการเสรีไทย ต่างได้รับผลกระทบทั้งถูกจับและถูกตั้งข้อหากบฏมากมาย ครูจึงได้ให้การช่วยเหลือดูแลแก่ลูกหลานขบวนการเสรีไทยได้มีที่เรียนจากการช่วยเหลือเห็นใจผู้ที่ถูกข่มเหงรังแกอย่างไม่เป็นธรรม ในปี 2490 เมื่อเกิดเหตุการณ์รัฐประหารโรงเรียนจึงถูกนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่เข้าตรวจค้นด้วย

สมัยเรียนคณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ ครูฉลบเป็นรุ่นเดียวกับ ครูองุ่น มาลิก , นิลวรรณ ปิ่นทอง ฯลฯ แต่เมื่อเรียนจบแล้ว ไม่ได้พบกันอีกเลย กระทั่งปี 2521 ในงานทำบุญของ 19 นักศึกษา 6 ตุลาคม 2519 ที่ได้รับอิสรภาพที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่ง “หัวใจรักความเป็นธรรม” นำพา เพราะในเวลานั้นแม่ครูองุ่นเองก็เป็นขวัญกำลังใจให้กับบรรดาลูกศิษย์ลูกหาที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์เดือนตุลา 2519 เช่นกัน

ครูฉลบรักษาเกียรติภูมิแห่งเสรีไทยเสมอมา ในปี 2549 ที่กระแสการเลือกตั้งเข้มข้น ครูฉลบในวัย 90 ปี ร่วมกับทายาทเสรีไทยคัดค้านการนำชื่อเสรีไทยไปตั้งเป็นชื่อพรรคการเมืองจนสำเร็จ

ในด้านประวัติศาสตร์ ครูฉลบได้เติมเต็มช่วงวันเวลาที่ขาดหายไปด้วยการเขียนบันทึกไว้จำนวนหนึ่ง นอกเหนือจากการเขียนถึงท่านผู้หญิงพูนศุขยาวเหยียดถึง 50 หน้าแล้ว ก็คือช่วงเวลากับ จำกัด พลางกูร ผู้เป็นสามี ตั้งแต่ยามอยู่ ยามพรากจากไปจีน และกระทั่งวินาทีที่รับรู้ข่าวการเสียชีวิตของสามี อย่างละเอียด กลายเป็นประวัติศาสตร์อีกห้วงหนึ่งน่าศึกษา

ในวัย 97 ปี ครูฉลบ ได้มีโอกาสชมละครเวทีเรื่อง “เพื่อชาติ เพื่อ HUMANITY : รำลึกวีรบุรุษที่โลกลืม” ถ่ายทอดชีวิตและเรื่องราวของวีรชนเสรีไทยในจีนด้วย โดยมีนักแสดงรุ่นใหม่มาแสดงเป็นครูฉลบด้วย และเป็นตัวละครในเรื่องคนเดียวที่ยังมีชีวิตอยู่

ในอายุครบ 100 ปี ครูฉลบเป็นที่ยอมรับของลูกหลานว่า เป็นผู้อาวุโสที่ใจดี สมองแจ่มใส ไปไหนมาได้โดยไม่ทำตัวไร้ประโยชน์ ยิ่งเห็นชัดเมื่อครั้งที่ทางลูกหลานครอบครัว “พนมยงค์” จัดงานสังสรรค์ให้กับผู้เป็นกัลยาณมิตรอย่างอบอุ่น

ที่สุดชีวิตนอกจากได้สานต่อเจตนารมย์เสียสละเพื่อชาติของ จำกัด พลางกูร ผู้เป็นสามีได้อย่างสมเกียรติและสง่างามแล้ว อีกสิ่งสำคัญคือชีวิตที่เหลืออยู่เป็นไปอย่างอบอุ่น เมื่อทั้ง ปรีดี-พูนศุข พนมยงค์ นับเธอเป็นเสมือนคนในครอบครัวคนหนึ่งมาตลอดจวบจนกระทั่งวาระสุดท้ายของชีวิต

“บิ๊กจา” 85 ยังไหว? ปู่โสมเฝ้าโอลิมปิคไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/270232

“บิ๊กจา” 85 ยังไหว? ปู่โสมเฝ้าโอลิมปิคไทย

คนในข่าว  :  7 เม.ย. 2560
เลขาธิการฯ โอลิมปิคไทย, โอลิมปิคไทย, คณะกรรมการโอลิมปิคฯ, พลตจารึก, บิ๊กจา พลตจารึก อารีราชการัณย์, บิ๊กจา พลตจารึก, บิ๊ก, ยังไหว, ปู่, โสม, เฝ้า, โอลิมปิค, ไทย, บิ๊กจา, ประมุขบ้านอัมพวัน, นายทหารติดตาม, จอมพลตุ๊, พออนุ, ถนอม-ประภาส, บิ๊กป้อม, บิ๊กอ๊อด

“บิ๊กจา” พล.ต.จารึก คณะกรรมการโอลิมปิคฯ ที่โลดแล่นมานานกว่า 44 ปี นานยิ่งกว่าคนในตำนาน จึงรู้ทุกซอกทุกมุมของยุทธจักรการกีฬาเมืองไทย

          อย่างเป็นทางการ สำหรับตำแหน่ง “ประมุขบ้านอัมพวัน” เมื่อบอร์ดบริหารโอลิมปิคไทย 23 คน มีมติเป็นเอกฉันท์ เลือก พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ นายกสมาคมกีฬาว่ายน้ำแห่งประเทศไทย เป็นประธานคณะกรรมการโอลิมปิกแห่งประเทศไทยฯ คนใหม่ คนที่ 7 (ดำรงตำแหน่งระหว่างปี 2560-2564)

          ส่วน “บิ๊กจา” พล.ต.จารึก อารีราชการัณย์ ดำรงตำแหน่งรองประธานคนที่ 1 และเลขาธิการ เหมือนหลายสมัยที่ผ่านมา

          พล.ต.จารึก เป็นคณะกรรมการโอลิมปิคฯ มานานกว่า 44 ปี และอยู่ในตำแหน่งเลขาฯ มา 36 ปีแล้ว ยิ่งกว่าคนในตำนาน

          “บิ๊กจา” เกิดเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2475 จากครอบครัวของขุนอารีราชการัณย์เจ้าเมืองปักษ์ใต้หลายหัวเมือง แต่ตัวบิ๊กจาเติบโตในกรุงเทพมหานคร

          ยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 พล.ต.จารึก เข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ยุคตลาดวิชา และจบโรงเรียนนายร้อยสำรอง หลักสูตรเร่งรัด แล้วเข้ารับราชการในกองทัพบก

          เนื่องจากได้เป็น “นายทหารติดตาม” หรือ “ทส.” ของ พล.อ.เต็ม หอมเศรษฐี ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก สมัยนั้น จึงได้มีโอกาสเข้ามาสัมผัสวงการกีฬา

          ทศวรรษ 2500 เมืองไทยใต้เงาปืน “ทหารเป็นใหญ๋” ในทุกวงการ รวมถึงกีฬาสมัครเล่น

          “จอมพลตุ๊” หรือจอมพลประภาส จารุเสถียร ผู้บัญชาการทหารบก เป็นประธานคณะกรรมการโอลิมปิคแห่งประเทศไทยฯ

          ขณะที่ พล.อ.เต็ม หอมเศรษฐี ผู้ช่วย ผบ.ทบ.สมัยนั้น เป็นนายกสมาคมกรีฑาแห่งประเทศไทยฯ “บิ๊กจา” จึงได้เข้ามาช่วยงานวงการกรีฑา เป็นเบื้องแรก

          จากนั้น พ.อ.อนุ รมยานนท์ หัวหน้ากองกีฬากองทัพบก จึงดึงไปช่วยงานด้านกีฬาของเหล่าทัพ และงานกีฬาด้านอื่นๆ

          ด้วยเหตุที่ “พ.อ.อนุ” มีผู้ใหญ่ในกองทัพหนุนหลัง จึงเป็นนายกสมาคมกีฬาหลายแห่งพร้อมๆ กัน ในเวลาเดียวกัน และได้ฉายาเจ้าพ่อกีฬาบ้าง มาเฟียกีฬาบ้าง นารายณ์สิบกรบ้าง

          สมาคมกีฬาใหญ่ๆ อาทิ ฟุตบอล, รักบี้, กรีฑา, มวยสากลสมัครเล่น ฯลฯ มีนายกสมาคมชื่อ พ.อ.อนุ รมยานนท์ นั่งเก้าอี้บริหารแต่ผู้เดียว

          “บิ๊กจา” เป็นมือขวา “พ.อ.อนุ” จึงรู้ทุกซอกทุกมุมของยุทธจักรการกีฬาเมืองไทย

          หลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 จอมพลประภาสประธานคณะกรรมการโอลิมปิคฯ ในขณะนั้น ต้องเดินทางออกนอกประเทศ คณะกรรมการโอลิมปิคแห่งประเทศไทยฯ มีการเลือกตั้งประธานและกรรมการบริหารชุดใหม่

          พ.อ.อนุ กับบิ๊กจา ทำตัวเป็นหัวคะแนนให้ทีม พล.อ.อ.ทวี จุลละทรัพย์ และคณะ ยกทีมชนะการเลือกตั้ง และ “เสธ.วี” เป็นประธานคณะกรรมการโอลิมปิคฯ คนใหม่ โดยมี“เสธ.นุ” เป็นเลขาธิการ และ “บิ๊กจา” เป็นรองเลขาธิการ พ่วงตำแหน่งหัวหน้าสำนักงานกีฬาทหาร บก.สส.

          สิ่้นสุดยุค “ถนอม-ประภาส” อำนาจการเมืองการทหาร ก็ตกมาอยู่ในมือ พล.อ.กฤษณ์ สีวะรา และ พล.อ.อ.ทวี จุลละทรัพย์ จึงไม่น่าแปลกใจที่ “เสธ.วี” ได้เป็นประธานโอลิมปิคฯ เหมือน “บิ๊กป้อม” ใน พ.ศ.นี้

          หลังจาก พ.อ.อนุ มีปัญหาด้านสุขภาพ จนแพทย์แนะนำให้หยุดทำงานหนัก “เสธ.วี” จึงแต่งตั้งให้บิ๊กจาขึ้นเป็นเลขาธิการคณะกรรมการโอลิมปิคฯ อย่างเต็มตัว

          พล.อ.อ.ทวี  เป็นประธานโอลิมปิคไทยยาวนานมาก จนได้ฉายา “ทุเรียนเหล็กแห่งบ้านอัมพวัน” จนกระทั่งปี 2539 พล.อ.อ.ทวี ถึงแก่อนิจกรรม พล.อ.สุรพล บรรณกิจโศภณ รองประธานคณะกรรมการโอลิมปิคฯ ขณะนั้น จึงได้รับลงมติให้เป็นประธานรักษาการ

          เส้นทางบิ๊กจายังไปได้ราบรื่น เหมือนจะผูกขาดในตำแหน่งเลขาธิการฯ โอลิมปิคไทย แต่มีอยู่ช่วงหนึ่งที่ถูกเขย่าเก้าอี้อย่างแรง

          สมัยพรรคไทยรักไทยครองเมือง มีการเลือกตั้งประธานโอลิมปิคฯ พล.อ.เชษฐา ฐานะจาโร ไปเกาะกลุ่มขั้วอำนาจหนึ่งที่หมายโค่นบิ๊กจา ทำให้บิ๊กจาไปขอร้องให้ พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา นายกสมาคมว่ายน้ำฯ ในขณะนั้นมาเป็นผู้นำ และผลการเลือกตั้งครั้งนั้น ปรากฏว่า “บิ๊กอ๊อด” ชนะ “บิ๊กเหวียง” แบบสูสี

          พล.อ.ยุทธศักดิ์ ดำรงตำแหน่งประธานมากว่า 4 สมัย 16 ปี โดยมีบิ๊กจา เป็นเลขาธิการฯ

          สมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ มีข่า่วว่า พล.อ.ยุทธศักดิ์ ในฐานะที่ปรึกษานายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ได้เสนอเรื่องของเลื่อนยศให้บิ๊กจาเป็น “พลเอก” เป็นกรณีพิเศษ

          ด้วยเหตุที่ว่า บิ๊กจาเสียสละทำคุณงามความดีมากมายให้วงการกีฬาไทย โดยพล.อ.ยุทธศักดิ์ ส่งหนังสือเสนอผ่านมาทางกองทัพบก ขอพระราชทานยศให้แก่เลขาธิการคณะกรรมการโอลิมปิกแห่งประเทศไทย แต่ต้องผ่านขบวนการขั้นตอนการพิจารณาของคณะกรรมการ 4 ระดับ คือ ระดับกองทัพบก กองทัพไทย กระทรวงกลาโหม และสำนักนายกรัฐมนตรี โดยตอนนี้อยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของกองทัพบก

          หากทางกองทัพบกได้พิจารณาแล้ว ก็ส่งเรื่องต่อไปยังกองบัญชาการกองทัพไทย เบื้องต้นได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาพิจารณา รวบรวมคุณสมบัติของบิ๊กจา หากผ่านก็จะถูกส่งต่อไปยังกระทรวงกลาโหม พิจารณากลั่นกรองอีกครั้ง จากนั้นจึงส่งรายชื่อต่อให้กับสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อนำรายชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ ต่อไป

          จนมาถึงวันนี้ เรื่องการเสนอเลือนยศบิ๊กจาไปถึงไหนแล้ว คงต้องวัดใจ “บิ๊กป้อม” ว่า จะสานต่อเรื่องนี้อย่างไร?

นายหัว “ชวน” คนสตรอง!!! แห่งพรรคสะตอ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/270216

นายหัว “ชวน” คนสตรอง!!! แห่งพรรคสะตอ

คนในข่าว  :  7 เม.ย. 2560
คนสตรอง, นาย, หัว, ชวน,  คนสตรอง, แห่ง, พรรค, สะตอ, นายหัว, ชวน คนสตรอง, แห่งพรรคสะตอ, นายหัวชวน, ก้าวสู่ทศวรรษที่ 8, นายหัวหยัด, โกหยัด, มาร์ค, ช่างทาสี, การตั้งรัฐบาลในค่ายทหาร, กปปส, ลุงกำนัน

“นายหัวชวน” เกิดมาเพื่อสิ่งนี้ คือ “งานการเมือง” ลงสมัครรับเลือกตั้งครั้งแรกในปี 2512 ก็ได้เป็น ส.ส.ตรัง เลย และเป็นต่อเนื่องมาโดยตลอด

     แหม…ตรงกันเลยนะ วันครบรอบสถาปนาพรรคประชาธิปัตย์ 71 ปี กับ พระราชพิธีประกาศใช้รัฐธรรมนูญ 2560 ที่เกิดขึ้นวันนี้เอง 6 เมษายน 2560

     โดยงานวันเกิดพรรคสะตอนั้น จัดขึ้น ณ ที่ทำการพรรค ถนนเศรษฐศิริ เขาก็มีพิธีทางศาสนาแบบจัดเต็ม ทั้งอาหาร เครื่องดื่ม ต้อนรับแขกเหรื่อคนสำคัญมากันมากมาย เป็นงานคืนสู่เหย้า เราคน ปชป.!!!

     แต่พอมารวมกับบรรยากาศบ้านเมืองในวันที่มีพระราชพิธีประกาศใช้รัฐธรรมนูญ กลิ่นอายการเลือกตั้งก็ฟุ้งแตะจมูกจนอยากรู้ขึ้นมาเลยว่า เลือกตั้งที่ว่ามีแน่ปีหน้า 2561 พรรคการเมืองใหญ่ๆ จะส่งใครมาดันให้นั่งเก้าอี้นายกฯ ?

     โดยเฉพาะ พรรคประชาธิปัตย์ ในวันที่ “ก้าวสู่ทศวรรษที่ 8” นี้ จะยังคงฝากความหวังไว้กับคนเดิมหรือเปล่า เพราะหลายคนก็ตำหนิว่า อดีตนายกฯ มาร์ค ช้ำเกินไปแล้วมั้ย ?

     แต่คนที่จะชี้นำว่าใครจะเหมาะสมในพรรคเวลานี้ มีอยู่คนเดียวที่ไม่เคยหายไปจากลิสต์รายการ “คนดีที่ลูกพรรคเดินตาม”

     ทำไมล่ะ ? อ้าวก็ถ้าคนอีสานบอกว่า หนึ่งเดียวในใจชนคนข้าวเหนียว คือ ทักษิณ คนใต้ก็แหลงเหมือนกันว่า หนึ่งเดียวในใจคนลูกตอก็นายหัวชวนนี่แหละ

     เพราะนายหัวชวน หรือชวน หลีกภัย ขึ้นชื่อว่าเป็นนักการเมืองที่คนใต้รักม้าก…มากกว่าอดีตหัวหน้าพรรคอย่าง บัญญัติ บรรทัดฐาน และอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็ว่าได้

     แม้ว่า บัญญัติ จะมีความเป็นคนใต้โดยกำเนิดเหมือนกัน หรือ อภิสิทธิ์ ที่มีลีลา วาทะ คารม คมๆ เฉือนๆ คลับคล้ายคลับคลากัน

     แต่นายหัวชวนมีอะไรมากกว่านั้น บางคนเรียกว่า เป็นคุณสมบัติพิเศษของนักการเมืองหายาก แม้ว่าบางคนบอกว่าก็แค่ “นักเลือกตั้งอาชีพ” ซึ่งคำนี้ ดูติดลบเกินไปหรือเปล่า

     แต่เอาเถอะจะเป็นอะไรก็ตาม มาดูกันว่า นายหัวชวน ทำอะไรมาบ้างถึงมีภาพลักษณ์ทั้งบวกและลบดังว่า

     ในการทำงาน เรารู้กันดีว่าเริ่มแรกชวนทำงานเป็นทนายความ แต่ที่บอกเลยว่า เขาเกิดมาเพื่อสิ่งนี้ คือ “งานการเมือง” เพราะพอเขาลงสมัครรับเลือกตั้งครั้งแรกในปี 2512 ก็ได้เป็น ส.ส.ตรัง เลย และเป็นต่อเนื่องมาโดยตลอด

     ทั้งยังผ่านการเป็นรัฐมนตรีหลายกระทรวง เป็นรองนายกรัฐมนตรี ผู้นำฝ่ายค้านในสภา ประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่สำคัญคือ เป็นนายกรัฐมนตรีสองสมัย สมัยแรกช่วง 2535-2538 และสมัยสองช่วง 2540-2543 ก่อนจะยุบสภา จัดให้มีการเลือกตั้งทั่วไปใหม่ในวันที่ 6 มกราคม 2544

     หลังพ้นตำแหน่งนายกฯ ชวนกลับมาเป็นผู้นำฝ่ายค้านอีกครั้ง เมื่อ 14 มีนาคม 2544 และก้าวลงจากตำแหน่งหัวหน้าพรรคใน 2 ปีถัดมา “นายหัวหยัด” หรือ “โกหยัด” บัญญัติ บรรทัดฐาน ได้รับเลือกแทน ชวนจึงไปเป็นประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ ตั้งแต่ปี 2546 ถึงปัจจุบัน

     ในการเลือกตั้งปี 2548 ชวน หลีกภัย มีบทบาทสำคัญในการผลักดันให้ “มาร์ค” อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เข้ามาดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคแทน “นายหัวหยัด”

     เส้นทางการเมืองตามนี้ ดูเหมือนว่าจะยังไม่สะท้อนตัวตนเท่าไหร่ แต่พอไปดูลีลาทางการเมืองของนายหัวชวน บอกเลยนั่นแหละตัวจริง

     แม้ว่าภาพลักษณ์ของนายหัวชวน จะโด่งดังเรื่องความสุจริต จนมีคนเรียกว่า มิสเตอร์คลีน แต่ก็มีข้อวิจารณ์การทำงานของเขามาตลอด เช่น ทำงานช้า รอรับรายงาน

     แต่เขาก็ยังได้ชื่อว่ามีคารมคมคาย จนได้ฉายาว่า “ใบมีดโกนอาบน้ำผึ้ง” ที่อาศัยความเป็นนักการเมืองรุ่นเก่า ใช้แต่วาทกรรมทำลายคู่แข่งเช่น “เราไม่อาจทำให้คนทุกคนร่ำรวยเท่าเทียมกันได้ แต่เราสามารถทำให้ทุกคนอยู่ใต้กฎหมายเดียวกันได้”

     หรือบางคนบอกว่า อีกฉายาของชวนคือ “ช่างทาสี” ตอนเป็นนายกฯ รอบสอง เพราะมักออกหน้ารับแทนลูกพรรคที่ได้รับการวิจารณ์ว่าเกี่ยวข้องกับการทุจริต และก็อีกสมญาหนึ่งคือ “แผ่นเสียงตกร่อง” ที่ท่องแต่ว่าในชีวิตไม่เคยซื้อเสียงเลือกตั้ง

     หรือที่ย้อนแย้งกับ “ความเป็นนักประชาธิปไตย” ก็ตอนเป็นแกนนำรัฐบาลจากอุบัติเหตุทางการเมือง ปี 2540 ที่เกิดกลุ่ม “งูเห่า” ในพรรคประชากรไทย ทำให้ชวนได้เป็นนายกฯ สมัยที่สอง ต้นแบบของปี 2551 ที่พอพรรคพลังประชาชนถูกยุบ สมชาย วงศ์สวัสดิ์ ตกจากเก้าอี้นายกฯ ก็เกิด “การตั้งรัฐบาลในค่ายทหาร” อภิสิทธิ์ก็ก้าวขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี

     คือ…ถ้าจะบรรยายถึงนายหัวชวนคนนี้ ให้ทั้งฝาบ้านก็เขียนไม่หมด

     แต่ถ้าจะถามว่า เมื่อวันนี้ บ้านเมืองเข้าสู่โหมดเตรียมเลือกตั้งแล้ว ชวน หลีกภัย จะเข้ามามีส่วนร่วมทางใดทางหนึ่งหรือไม่ ตอบเลยมีแน่ๆ !

     เพราะเขายังเป็นคนดีที่ลูกพรรคเดินตามอยู่นั่นเอง ที่ผ่านมาก็ยังทำกิจกรรมทางการเมืองอย่างต่อเนื่อง ลงพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ จัดปราศรัยทีไรคนมาฟังเต็มพรึบทุกเวที

     แล้วถึงแม้ว่าที่จริง “พรรค” กับ “กปปส.” ในพรรคนี้ เขาแบ่งค่ายกันอยู่ก่อนแล้ว

     ที่ชัดๆ ก็ช่วงหลังๆ แอ็กชั่นของชวนกับลูกพรรคในคาถา คือ การไม่เห็นด้วยกับรัฐธรรมนูญฉบับนี้

     ขนาดมาร์คก็ประกาศจุดยืนไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ในการออกเสียงประชามติ สวนทางกันไปเลยกับคนเคยๆ อย่าง “ลุงกำนัน” สุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตแกนนำกปปส. เพราะขานั้นเชียร์ คสช.มาแต่แรกเริ่มเลยก็ว่าได้

     ไม่รู้ว่า เรื่องของเรื่องเพราะต้องการรักษาภาพลักษณ์ของนักประชาธิปไตย ยังไงก็หล่อไว้ก่อนหรือเปล่า

     แต่พอช่วงปีที่แล้ว เสียงเห็นชอบในประชามติรัฐธรรมนูญ ถล่มทลายที่ภาคใต้ เทไปทางสุเทพ เทือกสุบรรณ ฝ่ายนายหัวเลยสบช่องว่า อันนี้ไม่ได้หมายความว่า พอเข้าคูหาจะไม่กาเลือก ปชป. นะแจ๊ะ! เพราะมันคนละสถานการณ์

     ดังนั้นพอต้นปีที่ผ่านมา นายหัวชวนก็ให้สัมภาษณ์สื่อเนชั่นว่า พร้อมจะลงเลือกตั้ง แถมยังเอ่ยถึงอดีตนายกฯ คนในพรรคด้วย

     “ตราบเท่าที่ยังมีแรง ก็ขอเป็นตัวแทนของประชาชน ในส่วนของพรรคนั้น คิดว่าตัวหัวหน้าก็เป็นคนหนุ่มที่มีความพร้อมอยู่ตลอดเวลา”

     หรือลูกพรรคอย่าง บุญยอด สุขถิ่นไทย, วัชระ เพชรทอง ที่อยู่ข้างหัวหน้ามาร์คมาตลอด และวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลทหารอยู่บ่อยๆ จนเพิ่งโดนเชิญไปคุยไม่กี่วันมานี้ พอออกมาก็อวยทหารเปาะ

     อย่างวันงานครบรอบ 71 ปีพรรค หัวหน้ามาร์คก็บอกเหมือนเดิมเลยว่า “พร้อมเป็นตัวเลือกให้ประชาชน”

     อ้าวไหงเป็นงั้น ?

     แต่ไม่ว่าจะพูดอะไร ยังไงก็หล่ออยู่ดี หรือนี่จะเป็นลีลาของนักเลือกตั้งตัวจริง ที่พอศึกในคูหาจะเริ่มลั่นกลองรบ ก็ลับดาบ เหลาธนูรอเลย

หนึ่งศตวรรษ “องุ่น มาลิก” ครูผู้ให้แห่งชีวิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/269773

หนึ่งศตวรรษ “องุ่น มาลิก” ครูผู้ให้แห่งชีวิต

คนในข่าว  :  5 เม.ย. 2560
1 ศตวรรษ องุ่น มาลิก ดอกไม้แสนงาม, คนธรรมดาที่ไม่ธรรมดา, ปรีดี พนมยงค์, มูลนิธิไชยวนา, องุ่น มาลิก ดอกไม้แสนงาม, หนึ่ง, ศตวรรษ, องุ่น, ลิก, ครู, ผู้ให้, แห่ง, ชีวิต, หนึ่งศตวรรษ, มาลิก, ครูผู้ให้แห่งชีวิต, องุ่น มาลิก, มหกรรมการแสดงแสนหรรษา, แม่ครูองุ่น, วิชาสังคมศาสตร์, สโมสรปรียา, ดรุณสาร, สตรีสาร

หนึ่งศตวรรษ “องุ่น มาลิก” ครูผู้ให้แห่งชีวิต

 

ทุกปี มูลนิธิไชยวนา มีการจัดงาน “มหกรรมการแสดงแสนหรรษา” ขึ้นในเดือนมิถุนายน เพื่อรำลึกถึง “องุ่น มาลิก” หรือ “แม่ครูองุ่น” ผู้มากด้วยค�ลิก ดอกไม้แสนงาม” ที่สถาบันปรีดีพนมยงค์ ซอยทองหล่อ และดูลูกศิษย์ลูกหาได้นัดหมายรวมตัวกันมากกว่าครั้งไหน

ย้อนกลับไปเมื่อปีพ.ศ.2460 องุ่น มาลิก เกิดในครอบครัวของช่างไม้ช่างทำสวนในรัชกาลที่ 6 นามว่า พระรุกขชาติบริรักษ์ และ นางบู่ สุวรรณมาลิก ถึงแม้เป็นลูกผู้หญิง แต่ก็ได้รับการเลี้ยงดูอย่างดีและส่งให้เรียนหนังสืออย่างเต็มที่ กระทั่งจบคณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ แต่ด้วยเป็นคนชอบเรียนรู้ ได้เข้ารับการอบรมหลายหลักสูตร ทั้ง “วิชาสังคมศาสตร์” สำหรับอาชีพครูที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา, ภาษาอังกฤษสำหรับอาชีพครู ที่ A.U.A (American Univesity Alummi Association), หลักสูตรสาขาบรรณารักษศาสตร์ เท่านั้นยังเรียนที่ครุศาสตร์ จุฬาฯ เป็นรุ่นแรกอีกด้วย

ความเป็นครูฉายแววมาตั้งแต่ยังสาว หลังจากได้ควักกระเป๋าซื้อที่ดินย่านถนนสุขุมวิทผืนหนึ่งแล้ว ก็ปรับจากผืนนาเป็นบ้านสวนให้บรรดาลูกศิษย์ลูกหาได้มาพบปะเสวนาพูดคุย โดยเรียกขานกันว่า “สโมสรปรียา” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ “ดรุณสาร” และ “สตรีสาร” สมัยนั้น จึงก่อเกิด “นักกลอน” และคนทำงานศิลปะมากมาย

ต่อมาได้ทุนไปเรียนต่อปริญญาโทด้านจิตวิทยาจากมหาลัยอิลลินอย์ ที่เออร์บานา ประเทศสหรัฐอเมริกา จนจบในปี 2508 มาสอนมหาวิทยาลัยศิลปากร และย้ายไปสอนที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ก็ยังพัฒนาพื้นที่รอบบ้านเป็นแหล่งรวมคนหนุ่มสาวแห่งยุคสมัยด้วย โดยรู้จักกันในนาม “สวนอัญญา” ส่งเสริมนักศึกษาคนหนุ่มสาวทำกิจกรรม หนึ่งนั้นคือ คำรณ คุณดิลก กลุ่มพระจันทร์เสี้ยว ที่ออกค่ายนักศึกษาเป็นประจำ

ช่วง 2516-2519 ที่เหตุการณ์บ้านเมืองแหลมคม ครูองุ่นจึงถูกมองว่าเป็น “ซ้าย” ไปด้วย ยิ่งได้ไปสัมผัสเรื่องราวของ สหพันธุ์ชาวนาชาวไร่ภาคเหนือ จึงมีผลต่อชีวิตครูองุ่นไม่น้อย จากที่แต่งตัวด้วยเสื้อผ้าที่ดูมีราคาแพงแต่ได้หันกลับมาเรียบง่ายด้วยเส้อผ้าม่อฮ่อมทำมือด้วยตัวเอง และเริ่มทำ “หุ่นมือ” ไปด้วย เพื่อให้นักศึกษานำไปเล่นละครกัน

หลัง 6 ตุลาคม 2519 ครูองุ่นถูกจับไปอยู่ “ศูนย์การุณยเทพ” เพื่อปรับทัศนคติ แต่ได้ระยะหนึ่งทหารก็ส่งกลับไปยังกรุงเทพฯ ครูองุ่นยังคงไม่ละทิ้งความมุ่งมั่นในการช่วยเหลือสังคม บ้านในซอยทองหล่อกลายเป็นศูนย์ของคนหนุ่มสาวอีกครั้ง

โดยเฉพาะภายหลังจากเหตุการณ์ “ป่าแตก” บรรดานักศึกษาและคนหนุ่มสาวหลายคนที่ออกจากป่า “คืนสู่เมือง” ได้เลือกมาพักพิงจิตใจอยู่ที่บ้านของครูองุ่นด้วย หนึ่งในนั้นคือ หงา คาราวาน ศิลปินเพลงเพื่อชีวิต เมื่อแข็งแรงดีแล้วจึงก้าวเดินไปตามเส้นทางชีวิตต่อไป และทุกคนต่างรู้ดีว่า ประตูบ้านของครูองุ่นเปิดกว้างเสมอ

ด้วยการศึกษาพระพุทธศาสนาและเรียนจิตวิทยามา แม่ครูองุ่นจึงมีคำสอนและข้อคิดให้กับบรรดาคนหนุ่มสาวเสมอ อาทิเช่น

“ความเป็นอิสระ เป็นตัวของตัวเอง ยืนตระหง่านสู้ความจริง มีค่าล้ำกว่าการยอมจำนน” หรือ

“ถ้าบุคคลดำรงชีวิตจริงได้คล้องจองกับภาพพจน์ที่สร้างไว้ให้ตัวเอง ก็เรียกว่าไม่ได้สวมหน้ากากย่อมมีจิตใจอิสระประพฤติปฏิบัติตรงไปตรงมา ตรงกันข้าม ถ้าหากเนื้อหาชีวิตเป็นอย่างหนึ่ง และสวมหน้ากากไว้อีกอย่างหนึ่งเพื่อจะได้มีหน้ามีตาในสังคม ความขัดแย้งย่อมตามมา ซึ่งเป็นตัวบั่นทอนบุคลิกภาพ เขาจะมีฉายาว่า ‘หน้าไหว้หลังหลอก’ ” และอีกมากมายที่กลายเป็นธรรมนำชีวิตในเวลาต่อมาให้กับคนหนุ่มสาว

หัวใจครูองุ่นยิ่งใหญ่ ในวันที่ทราบข่าว ปรีดี พนมยงค์ เสียชีวิตเมื่อ 2 พฤษภาคม 2526 ครูองุ่นในวัย 66 มิรอช้า ได้สืบสานเจตนารมณ์ทางด้านการสร้างสังคมไทยของ อาจารย์ปรีดี ด้วยการมอบที่ดินเพื่อจัดตั้ง “สถาบันปรีดีพนมยงค์” กระทั่งมีการวางศิลาฤกษ์เมื่อ 10 ธันวาคม 2531 ตอนที่ที่ครูองุ่นอายุได้ 71 ปี

แต่ก่อนที่การก่อสร้าง “สถาบันปรีดีพนมยงค์” จะสำเร็จและเปิดอย่างเป็นทางการในปี 2538 แม่ครูองุ่นได้จากไปเสียแล้วก่อนหน้านั้น 5 ปี ฝากไว้เพียงมรดกและอุดมการณ์เล่าขานให้กับชนรุ่นหลังที่เสียสละให้กับสังคมตลอดชีวิตของท่าน “สถาบันปรีดีพนมยงค์” กลายเป็นศูนย์รวมของกิจกรรมการคิด-การเขียนต่างๆ อันสร้างประโยชน์แก่สังคมทุกกลุ่ม

อีกผลงานที่โดดเด่นคือการส่งเสริมเด็กเยาวชน ด้วยการทำหุ่นมือ โดยเป็นบุคคลแรกๆ ที่ทำหุ่นมือขึ้น โดย ประดิษฐ์จากเศษผ้าและวัสดุเหลือใช้ ยัดด้วยนุ่น เป็นรูปตุ๊กตาละครต่างๆ เพื่อนำไปแสดงให้ความรู้ ความบันเทิง และแจกเด็กๆ โดยไม่เลือกชั้นวรรณะ

รวมทั้งคนหนุ่มคนสาวผู้สนใจที่จะทำงานเพื่อเด็กด้วย ก่อเกิดเป็น “คณะละครยายหุ่น” ในปี 2544 เพื่อสืบทอดงานสร้างสรรค์ละครหุ่นมือเรื่อยมา ไม่เพียงสร้างความสนุกและปลุกจินตนาการเท่านั้น แต่ยังถือว่าเป็นเครื่องมือและสื่อเพื่อการเรียนรู้สำหรับเด็กและเยาวชนมาแล้วหลากหลายรุ่นจวบจนกระทั่งทุกวันนี้

พิธีบำเพ็ญกุศลอุทิศถวายในหลวง ร.9

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/269486

พิธีบำเพ็ญกุศลอุทิศถวายในหลวง ร.9

คนในข่าว  :  4 เม.ย. 2560
คมชัดลึก ข่าวทั่วไป, ผู้อำนวยการระดับสูงสำนักงานสรรพากรพื้นที่กรุงเทพมหานคร 2, พระบรมมหาราชวัง, พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท, พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9, ในหลวงรัชกาลที่ 9, พระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมพระบรมศพ, พิธี, บำเพ็ญกุศล, อุทิศถวาย, ในหลวง

ภาคเอกชน ร่วมเป็นเจ้าภาพบำเพ็ญกุศลพระบรมศพ อุทิศถวายในหลวง ร.9

พิธีบำเพ็ญกุศลอุทิศถวายในหลวง ร.9

วันที่ 4 เมษายน 2560 การพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมพระบรมศพ บำเพ็ญกุศลอุทิศถวายพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง นับเป็นวันที่73 หลังเสร็จสิ้นพิธีหลวง หรือพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลสตมวาร (100 วัน) ถวายพระบรมศพ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระราชานุญาตให้คณะต่าง ๆ ร่วมเป็นเจ้าภาพในการบำเพ็ญกุศลสวดพระอภิธรรมพระบรมศพ โดยแบ่งออกเป็น 4 รอบ รอบละ 11 คณะ คณะละ 50 คน
เวลา 10.30 น. นางวีรวรรณ เวศอุไร ผู้อำนวยการระดับสูงสำนักงานสรรพากรพื้นที่กรุงเทพมหานคร 2 เป็นประธานบำเพ็ญกุศลและถวายภัตตาหารเพลแด่พระสงฆ์ 10 รูป จากวัดพนัญเชิง  วัดท่าการ้อง วัดโตนดเตี้ย วัดสุวรรณดาราราม วัดจันทร์ วัดเกาะแก้ว วัดเทพกุญชร วัดทอง จ.พระนครศรีอยุธยา โดยมี ผช.ผศ.ณรงค์พันธุ์ รัตนปนัดดา และครอบครัว พ.อ.หญิง อภิวรรณ สันติธรรม นายปัญญา สัมฤทธิ์ประดิษฐ์ น.ส.พอใจ รัตนปนัดดา พร้อมคณะ และบริษัท รุ่งนภา กรุ๊ป จำกัด พร้อมบริษัทในเครือ เทศบาลนครปากเกร็ด องค์การบริหารส่วนจังหวัดนนทบุรี บริษัท เฮลท์แลนด์ 2007 จำกัด บริษัท ดับบลิว.พี.เอส.เอ็น. จำกัด นายธงชัย ชัยรุ่งเรือง และคณะ โรงเรียนในเครือบดินเดชา  โรงเรียนพิมายวิทยา สำนักงานสรรพากรพื้นที่กรุงเทพมหานคร 2  สถาบันวิทยาลัยชุมชน และบริษัท พี.เจนเนอรัลกรุ๊ป จำกัด

ไม่ต้องทวนซ้ำ! “จุฑามาศ ศิริวรรณ” ทางชีวิตก่อนเข้าคุก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/269328

ไม่ต้องทวนซ้ำ! “จุฑามาศ ศิริวรรณ” ทางชีวิตก่อนเข้าคุก

คนในข่าว  :  3 เม.ย. 2560

จุฑามาศ ศิริวรรณ อดีตผู้ว่าฯ ททท. ทีต้องเดินเข้าคุกไปแล้ว แต่อีกด้านหนึ่งเธอก็เป็น เวิร์คกิ้งวูแมน ที่ลุยงานไม่แพ้ชายออกสามศอก ว่าแต่เธอทำอะไรมาบ้าง?

          วิบากกรรมทำอะไรไว้ ถ้ากฎหมายตามตัวเจอก็ต้องก้มหน้ารับ อย่าง จุฑามาศ ศิริวรรณ กับคดีรับเงินสินบน หลายสิบล้าน ก็กลับมาทวงคืนความจริง!

คนไทยรู้กันแล้วว่า การต้องโทษในคดีรับเงินจำนวน 1.8 ล้านดอลลาร์ (ราว 60 ล้านบาท) จากสองสามีภรรยานักสร้างภาพยนตร์จากฮอลลีวูด เพื่อให้ทั้งคู่ได้จัดงานนิทรรศการภาพยนตร์กรุงเทพฯ นั้น เกิดขึ้นในช่วงที่ จุฑามาศ ศิริวรรณ มีตำแหน่งเป็นผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)

แต่คนไทยยังอาจรู้จักผู้หญิงคนนี้ไม่หมด ว่า อีกด้านหนึ่ง เธอก็นับว่าเป็น เวิร์ค์กิ้งวูแมน ที่ลุยงานมาอย่างไม่แพ้ชายอกสามศอก

จุฑามาศ ศิริวรรณ เกิดเมื่อ 4 พฤษภาคม 2490 มีพี่สาวคือ รศ.พ.ญ.คุณหญิงพึงใจ งามอุโฆษ แพทย์ชื่อดังที่เชี่ยวชาญทางหัวใจและหลอดเลือด (เสียชีวิต 27 กันยายน 2548)

ชีวิตครอบครัวของอดีตผู้ว่าททท. คนนี้ เธอเคยสมรสกับ จิตติพล ปฏิทัศน์ (หย่า) มีบุตรด้วยกันคนเดียว คือ จิตติโสภา ศิริวรรณ ที่เป็นสะไภ้ตระกูล ทัพพะรังสี

หรือจะเรียกอีกนัยหนึ่งว่า จุฑามาศ เป็นแม่ยายของ กฤตพน ทัพพะรังสี หรือโก้ บุตรชายคนโตของ กร ทัพพะรังสี อดีตนักการเมืองชื่อดังของเมืองไทย ที่เป็นถึงอดีตรองนายกฯ ในรัฐบาลทักษิณ พรรคไทยรักไทย ก่อนจะย้ายกลับพรรคชาติไทย พรรคที่เคยอยู่มาแต่เดิม

โดยว่ากันว่าความรักของลูกๆ มีที่มาจากการที่ จุฑามาศ นั้นเป็นเพื่อนร่วมรุ่นที่มหาวิทยาลัยกับ ระพีพรรณ ภรรยาของ กร ทัพพะรังสี นั่นเอง

เช็คประวัติทางการศึกษา ของอดีตผู้ว่าฯ ททท. คนนี้ ไม่ธรรมดา เพราะเธอจบชั้นมัธยมศึกษา ที่โรงเรียนสตรีวิทยา 1 และจบปริญญาตรี คณะรัฐศาสตร์ สาขาการคลัง (คณะเศรษฐศาสตร์ในปัจจุบัน) ที่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

จากนั้นไปคว้า ปริญญาโท ด้านการเงิน ที่ มหาวิทยาลัยนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา และยังศึกษาในวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร หลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักรภาครัฐร่วมเอกชน รุ่นที่ 9 หรือที่เรียกกันสั่นๆ ว่า ปรอ. 9 อีกด้วย

สำหรับประวัติในเส้นทางการทำงาน เธอเริ่มเข้ารับราชการตั้งแต่ปี 2517 ที่สำนักงบประมาณ สำนักนายกรัฐมนตรี จากนั้นก็ย้ายมาสังกัดการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย โดยเริ่มจากเป็นหัวหน้างานงบประมาณ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

ไต่ระดับขึ้นมาเป็นผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายประสานแผนการท่องเที่ยว มาเป็นผู้อำนวยการฝ่ายประสานแผนการท่องเที่ยว มาปี 2537 ได้เป็น รองผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ฝ่ายบริหาร

กระทั่ง 10 กันยายน ปี 2545 ขึ้นเป็น ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ดำรงตำแหน่งจนครบวาระ 4 ปี โดยหมดวาระเมื่อ 12 กันยายน ปี 2549 ซึ่งก็ถือเป็นการเกษียณอายุราชการ

หากย้อนไปดู จะเห็นได้ว่า ช่วงที่จุฑามาศมีเส้นทางอาชีพที่รุ่งโรจน์อยู่ใน ททท. เป็นช่วงที่ประเทศไทยมี ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี

และเธอยังถือเป็นผู้ว่า ททท. คนแรกของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ที่เพิ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อ 3 ตุลาคม 2545 ในการปฏิรูประบบราชการสมัยทักษิณ

โดยจุฑามาศ เรียกว่าโลดแล่นอยู่ในช่วงที่เปลี่ยนผ่านรัฐมนตรีท่องเที่ยวฯ ถึง 3 คนด้วยกัน ตั้งแต่ สนธยา คุณปลื้ม ดำรงตำแหน่งตั้งแต่ 3 ตุลาคม 2545 ถึง 10 มีนาคม 2547

จากนั้นเป็น สมศักดิ์ เทพสุทิน ดำรงตำแหน่งตั้งแต่ 10 มีนาคม 2547 ถึง 2 สิงหาคม 2548 ตามด้วย ประชา มาลีนนท์ ดำรงตำแหน่งตั้งแต่ 2 สิงหาคม 2548 ถึง 19 กันยายน 2549 (วันที่เกิดรัฐประหารโดย คมช. ซึ่งจนถึงวันนี้ ประชา มาลีนนท์ ก็ไม่มีใครรู้ว่าอยู่ที่ไหน)

แต่ช่วงที่ประชา ขี้นเป็นเจ้ากระทรวงนี่เอง ที่ ททท. ได้งบประมาณที่รัฐจัดสรรมาให้ ถึง 1,500 ล้านบาท!!

นอกจากนี้ หลายคนยังพูดไปถึงว่า จุฑามาศ ก็คือหนึ่งในเครือข่ายทักษิณ ที่มาจากรังใหญ่ วปรอ.หรือวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักรภาครัฐร่วมเอกชน

โดยหลังยุค ปรอ.8 ภาคเอกชน ที่ผนึกกำลังกับ วปอ.รุ่น 38 ที่มีข้าราชการระดับสูง นักการเมือง และนายทหารชั้นผู้ใหญ่ อีกทั้งนักธุรกิจชั้นนำ มากมายเช่น ดร.ทนง พิทยะ, ประยุทธ มหากิจศิริ, สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ, สมชาย วงศ์สวัสดิ์ และคนอื่นๆ อีกคับคั่ง

ถัดมาปี 2539 ใน “ปรอ. 9” ยังมี บรรณพจน์ ดามาพงศ์ พี่เขยทักษิณ, กรพจน์ อัศวินวิจิตร, และ จุฑามาศ ศิริวรรณ ผู้ว่าการ ททท. คนนี้นี่เอง

นอกจากนี้ หากย้อนดูดีๆ ช่วงปี 2546 จุฑามาศ ในฐานะ ผู้ว่า ททท. เคยมีชื่อเป็นผู้รับผิดชอบโครงการอีลิทการ์ด จำหน่ายบัตรสมาชิกให้นักท่องเที่ยว โดยเธอถือหุ้น 100 เปอร์เซ็นต์ บริษัท ไทยแลนด์ พริวิเลจ คาร์ด จำกัด (ทีพีซี) ที่รัฐบาลทักษิณโหมกระพือเสียใหญ่โต แต่ภายหลังเกิดข่าวฉาวเรื่องทุจริต (ปัจจุบันยังเป็นรัฐวิสาหกิจในกระทรวงท่องเที่ยวอยู่)

ด้วยสายสัมพันธ์ ทั้งที่บ้าน ที่ทำงาน และที่โรงเรียน แม้ว่า จุฑามาศจะหมดสิ้นเส้นทางราชการไปแล้ว แต่ดูเหมือนว่าเส้นทางการเมืองจะรออยู่ แถมว่ากันว่า ก่อนหน้านั้น เธอยังเคยถูกทาบทามจากพรรคกการเมือง มีชื่อติดโผคณะรัฐมนตรีอีกด้วย

แต่ถ้าจะเอากันจริงๆ ชีวิตการเมืองของเธอเกิดขึ้นแค่ช่วงสั้นๆ วันเดียว

เพราะเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2550 เธอสมัครเข้าพรรคเพื่อแผ่นดิน ได้ตำแหน่งรองหัวหน้าพรรค ลงสมัคร ส.ส.แบบสัดส่วน ลำดับที่ 6 ในพื้นที่กรุงเทพ นนทบุรี และสมุทรปราการ

และยังถูกวางตัวเป็นทีมเศรษฐกิจของพรรค

แต่วันรุ่งขึ้น 20 ธันวาคม 2550 เพียงแค่วันเดียวเท่านั้นที่จุฑามาศ ตัดสินใจยื่นหนังสือลาออกจากพรรค บอกว่า ไม่อยากให้ภาพลักษณ์ของพรรคเสียหาย จากข่าวฮั้วประมูลและเรียกรับสินบนมูลค่ากว่า 65 ล้านบาท ให้นักธุรกิจต่างชาติที่จะได้สิทธิ์จัดงานเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติกรุงเทพฯ (Bangkok film festival) ในปี 2545-2550

เรียกว่าชีวิตเส้นทางการเมืองของเธอปิดฉากลงทันที แบบมาเร็วเคลมเร็ว จนวันนี้เธอและลูกสาว ซึ่งก็คือ จิ๊บ จิตติโสภา ที่ต้องติดบ่วงไปพร้อมกัน โดยนอกจากศาลตัดสินจำคุกผู้เป็นแม่ในคดีดังกล่าวเป็นเวลา 66 ปี

ฝ่ายบุตรสาวก็โดนด้วย 44 ปี พร้อมสั่งริบทรัพย์สินกว่า 62 ล้านบาท และได้ประสานสหรัฐฯ อายัดเงินที่ฝากไว้ในหลายประเทศกลับมาสู่ไทยอีกด้วย

อีกบทเรียนหนึ่งของ “ข้าราชการประจำ” ที่เคยรุ่งเรืองกับการเมือง และวันหนึ่งก็ต้อง “สังเวย” การเมือง

“อุ๊งอิ๊ง”วัยแรง! ลูกไม้ใต้ต้น”ชินวัตร”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/269233

“อุ๊งอิ๊ง”วัยแรง! ลูกไม้ใต้ต้น”ชินวัตร”

คนในข่าว  :  3 เม.ย. 2560
๊งอิ๊งวัยแรง, ลูกไม้, ใต้, ต้น, ชินวัตร, อุ๊งอิ๊งวัยแรง, ลูกไม้ใต้ต้นชินวัตร, อุ๊งอิ๊ง, ลบโพสต์, The sisters nails, อาปู, คอมมิวนิตี้มอลล์, คาถาที่พ่อให้ไว้, ประชาสัมพันธ์, โอ๊ค, ควายแดง, ขอโทษ, ปล้น, คุณตา, ความในใจ

“อุ๊งอิ๊ง”วัยแรง! ลูกไม้ใต้ต้น”ชินวัตร”

ถึงแม้ “ลบโพสต์” กรณีวอยซ์ทีวีถูก กสท.สั่งปิด 7 วัน ไปภายในไม่กี่ชั่วโมงแล้วก็ตาม แต่ดูเหมือนคนโพสต์ “อุ๊งอิ๊ง” แพทองธาร ชินวัตร ได้สมประสงค์ตามที่อยากสื่อไปเรียบร้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางฝ่ายที่ถูกโพสต์เหน็บ อย่าง พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ออกมาตอบคำถามประเด็นดังกล่าวอีกต่างหาก

แต่ “ประเด็นร้อน” จากการโพสต์ผ่านโซเชียลของอุ๊งอิ๊งไม่ใช่ครั้งแรก ทว่าเกิดขึ้นมาเป็นเวลาหลายปีแล้ว ไม่รู้ว่าโพสต์ไปตามอารมณ์หรือวางสคริปท์ไว้อย่างดีแบบหวังผลกันแน่

“อุ๊งอิ๊ง” แพทองธาร ลูกสาวคนเล็กของอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร กับคุณหญิงพจมาน อายุห่างจากพี่ชายคนโต พานทองแท้ 7 ปี และพี่สาว “เอม” พินทองทา 4 ปี มีดีกรีความเก่ง-แกร่งพอตัว เรียนจบจากโรงเรียนเซนต์โยเซฟคอนเวนต์ และโรงเรียนมาแตร์เดอีวิทยาลัย จากนั้นได้ศึกษาต่อที่คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ และปริญญาโทด้านอินเตอร์เนชั่นแนล โฮเทลแมเนจเมนต์ จากยูนิเวอร์ซิตี้ ออฟ เซอร์เรย์ ประเทศอังกฤษ ก่อนเข้าทำงานที่ บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น ในตำแหน่งกรรมการบริษัท

ชีวิตอุ๊งอิ๊งอยู่บนความเปลี่ยนแปลงมาตลอดนับแต่ครอบครัวเดินเข้าสู่การเมือง อายุ 15 ปี เป็นลูกสาวนายกรัฐมนตรีคนที่ 23 เมื่อผู้เป็นพ่อชนะการเลือกตั้ง แต่แล้วเพียง 5 ปี ชีวิตก็พบกับความพลิกผันครั้งใหญ่ เมื่อเกิดเหตุการณ์รัฐประหารในปี 2549 ทำให้สถานภาพทางสังคมเปลี่ยนไปและต้องรับความกดดันจากทุกด้านด้วยวัยเพียง 20 ปี แต่ต่อมาก็กลายเป็นหลานสาวนายกรัฐมนตรีคนที่ 28-ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

อุ๊งอิ๊งฉลองวันเกิดครบ 30 ปี เต็มเมื่อเดือนสิงหาคม 2559 ที่ผ่านมา ในทางสังคมอุ๊งอิ๊งกลายเป็นผู้ใหญ่เพียงข้ามคืน แต่เมื่ออยู่กับพ่อกับแม่ (โดยเฉพาะกับพ่อ) เธอจะกลายเป็นเด็กขี้อ้อนตัวน้อยของพ่อไปทันที ดังภาพที่เธอได้นำมาโพสต์ผ่านโซเชียลบ่อยครั้ง ยืนยันถึงความรักความผูกพันในครอบครัวที่เหนียวแน่น โดยที่ระยะทางไกลไม่ได้เป็นอุปสรรคใดๆ กว่า 10 ปีที่ผ่านมา ทำให้ประเทศไทยได้ติดตามภาพชีวิตของครอบครัว “ชินวัตร” อย่างต่อเนื่อง

ในด้านธุรกิจ นอกจากจับมือกับ “เอม” พินทองทา พี่สาว เปิดร้านทำเล็บสุดไฮโซ ที่สยามพารากอน ชื่อ “The sisters nails” แล้ว ยังเป็นผู้บริหารรุ่นใหม่คนสำคัญในการสานต่อธุรกิจของตระกูล “ชินวัตร” ในฐานะผู้ถือหุ้นอันดับ 1 บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น และกรรมการมูลนิธิไทยคม อีกด้วย
เส้นทางนักธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์แม้ยาก แต่เนื่องจากได้เรียนรู้งานจาก “อาปู” (ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร) โดยตรง จึงทำให้เข้าใจมากขึ้น ยิ่งมีนิสัยชีพจรลงเท้าเดินทางไปเปิดหูเปิดตาในหลายประเทศ จึงนำประสบการณ์แปลกใหม่มาพัฒนาโครงการศูนย์การค้าให้ก้าวหน้าต่อไป โดยเฉพาะ “คอมมิวนิตี้มอลล์” ที่เป็นอีกธุรกิจในฝัน

มากกว่านั้นคือมีที่ปรึกษาดีอย่างอดีตนายกฯ ทักษิณ ที่คอยเคียงข้างลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนคนนี้มาตลอด

“…อย่าไปกลัว ถ้าไม่รู้อะไรก็ให้ถาม วันนี้เราโง่ วันหน้าเราก็ฉลาดได้ แต่ต้องขยันถาม ขยันเรียนรู้เพิ่มเติมตลอดเวลา ความสำเร็จจะต้องเป็นของเราสักวันหนึ่ง…” อุ๊งอิ๊งเผยถึง “คาถาที่พ่อให้ไว้” แม้กระทั่งทุกวันนี้ ถ้าหากติดๆ ขัดๆ อะไร ในห้องประชุมก็ยังเปิด “วิดีโอคอนเฟอเรนซ์” ประชุมข้ามประเทศกันบ่อยครั้ง

ไม่เพียงเป็นทายาทสานต่องานในตระกูล “ชินวัตร” เท่านั้น แต่อุ๊งอิ๊ง ยังเป็นเหมือน “กระบอกเสียง” และหน่วย “ประชาสัมพันธ์” ให้แก่ครอบครัวอีกด้วย โดยสื่อสารเรื่องราวและความคิดต่างๆ อย่างต่อเนื่อง นอกเหนือไปจากที่อดีตนายกฯ ได้โพสต์ด้วยตนเอง จากเดิมที่เป็นพี่ชายพี่สาว “โอ๊ค” พานทองแท้ และ “เอม” พินทองทา ที่ระยะหลังนี้ลดดีกรีความแรงลงส่งต่อให้น้องสาวคนเล็กแทน

อุ๊งอิ๊งเป็นลูกสาวที่น่ารัก เป็นน้องสาวที่น่าเอ็นดูของพี่สาวพี่ชาย และเป็นคุณอาที่ใจดีของหลานเอมิ, นานิ และวาคิณ แต่เป็น “แม่เสือ” สำหรับคนอีกกลุ่มหนึ่ง

สมัยที่ กปปส.ชุมนุมกัน อุ๊งอิ๊งก็โพสต์ภาพน้องหมาใส่แว่นเป่านกหวีดพร้อมข้อความสั้นๆ หรือ 3 ปีที่แล้วก็มีโพสต์รูปการ์ตูน “ควายแดง” พร้อมตาชั่งตุลาการที่เอียงไปข้างหนึ่ง ซึ่งแต่ละโพสต์นั้นได้รับความสนใจกันอย่างล้มหลาม

จึงไม่น่าแปลกใจที่ครั้งหนึ่งจะมีดราม่าบนฟ้ากันเลยทีเดียว นั่นคือพนักงานบนเครื่องสายการบินหนึ่งโพสต์ผ่านโซเชียลถึงความรู้สึกต่อคนตระกูลชินวัตรด้วยความหมั่นไส้และเกลียดชัง เมื่อครั้งที่อุ๊งอิ๊งโดยสารไปพบพ่อที่ฮ่องกง จนกลายเป็นดราม่าไปหลายวัน ก่อนที่อุ๊งอิ๊งจะโพสต์ภายหลังถึงแม้มีคำว่า “ขอโทษ” แต่ก็มากด้วยความหมายที่แต่ละฝ่ายต่างตีความไปต่างๆ นานา

แต่อุ๊งอิ๊งยังคงอาศัยโซเชียลเป็นช่องทางในการสื่อสารเรื่อยมา โดยเฉพาะปีที่แล้ว 2559 ที่มีกระแสข่าวเกี่ยวกับตระกูลชินวัตรอย่างต่อเนื่อง เรื่องหนึ่งคือ คุณอาของเธอถูก คสช.เรียกร้องความเสียหาย 3.5 หมื่นล้านบาท กระทั่งเธอโพสต์ภาพทำงานและใช้คำว่า “ปล้น” ส่วนอีกเรื่องคือ กระแสข่าวพ่อเสียชีวิต ทำให้เธอต้องโพสต์สยบข่าวลือทันทีว่ายังมีชีวิตอยู่และทำอะไรอยู่

มากกว่านั้นคือ ในห้วงแห่งความแสดงความจงรักภักดี 14 ตุลาคม 2559 อุ๊งอิ๊งยังได้โพสต์ถึงความจงรักภักดีของครอบครัวชินวัตรที่มีต่อในหลวงรัชกาลที่ 9 อีกด้วย

“พ่อเคยซื้อ necktie ถวายในหลวง วันที่เข้าเฝ้าท่าน ท่านได้ใส่ ncektie เส้นนั้นมาเจอพ่อ พ่อเอากลับมาเล่าให้ที่บ้านฟังว่าดีใจจนเกือบกลั้นน้ำตาไม่ไหว ครอบครัวเรารักท่านมาทั้งชีวิต คนที่บอกเราไม่จงรักภักดีเพราะมันรู้ว่าในหลวงคือหัวใจของคนไทยเลยแต่งเรื่องนี้มาว่าเรา รู้บ้างมั้ยว่า เรารักท่านแค่ไหน…” ภายหลังยังได้ตอบกรณีดราม่าเรื่องการแต่งชุดดำไว้ทุกข์ “…เปิดใจให้กว้าง อย่ามัวแต่ไปจับผิดคนอื่น”

อย่างไรก็ดี ต่อจากนั้น ทางอุ๊งอิ๊งยังได้ร่วมทำความดีเพื่อในหลวง แจกอาหารและสิ่งของให้ประชาชนที่มาถวายสักการะพระบรมศพอีกด้วย
หากไม่นับกระแสการเมืองแล้ว ไอจีและเฟซบุ๊กของอุ๊งอิ๊งถือว่าอบอวลด้วยบรรยากาศความรักความอบอุ่นในครอบครัวเป็นอย่างมาก ทุกช่วงเทศกาลพ่อลูกผูกพันเดินทางไปพบหน้ากันตลอด ทำให้คนที่ติดตามได้เห็นอีกมุมหนึ่งของอดีตนายกฯ ในบทบาทของ “คุณตา” ผู้ใจดี ที่เวลานี้ “เอม” พินทองทา มีหลานน่ารักให้ถึง 3 คนแล้ว

แต่ “ความในใจ” ลึกๆ เป็นอย่างไร โลกโซเชียลทั้งใบ ไม่อาจปิดมิด

ที่สุดเหตุการณ์ 31 มีนาคม จึงเกิดขึ้น และน่าจะเกิดขึ้นต่อไป!!

“ชีวิตอุ๊งอิ๊งอยู่บนความเปลี่ยนแปลงมาตลอดนับแต่ครอบครัวเดินเข้าสู่การเมือง อายุ 15 ปี เป็นลูกสาวนายกรัฐมนตรีคนที่ 23 แต่แล้วเพียง 5 ปีต่อมา ชีวิตก็พบกับความพลิกผันครั้งใหญ่ เมื่อเกิดรัฐประหารในปี 2549 ทำให้สถานภาพทางสังคมเปลี่ยนไปและต้องรับความกดดันจากทุกด้านด้วยวัยเพียง 20 ปี แต่ต่อมาก็กลายเป็นหลานสาวนายกรัฐมนตรีคนที่ 28-ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร”

ท่านผู้ชมขรั่บ! รู้ยัง..”หย่อน” ไม่ใช่น้อง “หยุ่น”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/268941

ท่านผู้ชมขรั่บ! รู้ยัง..”หย่อน” ไม่ใช่น้อง “หยุ่น”

คนในข่าว  :  1 เม.ย. 2560
รายการสภากาแฟ, ตลกคาเฟ่, สภากาแฟ สุทธิชัย, สุทธิชัย, หัวห, ท่าน, ผู้ชม, ั่บ, รู้, ยัง, หย่อน, ไม่ใช่, น้อง, หยุ่น, ท่านผู้ชมขรั่บ, รู้ยังหย่อน, ไม่ใช่น้อง, ยาว ลูกหยี, สุทธิชัย หยุ่น, สุทธิชัย หย่อน, สภากาแฟ, โดน, สันต์ ไชยมาตร, หม่ำ จ๊กมก, ยโสธร, ยาว, หม่ำ จ๊กม๊ก, ปัง, ขรั่บ, ชิป, หม่ำ, หยอง ลูกหยี

จะขำกลิ้ง หรือ แปลกใจดี เมื่อตลก “ยาว ลูกหยี” ผู้เลียนเสียง “สุทธิชัย หยุ่น” ในชื่อ “สุทธิชัย หย่อน” ทั้งคู่มาพบกันใน “สภากาแฟ” ว่าแต่ ยาว ลูกหยี เป็นใครกันนะ?

          จะขำกลิ้ง หรือ แปลกใจดี เมื่อตลกชื่อดัง “ยาว ลูกหยี” ผู้เลียนเสียง “สุทธิชัย หยุ่น” จนโด่งดังในชื่อ “สุทธิชัย หย่อน”

          แล้วอยู่ๆ ทั้งคู่ได้โคจรมาพบกันในรายการ “สภากาแฟ” เช้าเสาร์ที่ผ่านมา ใครดูแล้ว บอกเลยว่า “โดน” ส่วนถามว่า ยาว ลูกหยี เป็นใคร ไปไงมาไง งานนี้ไม่รู้ไม่ได้

          “ยาว ลูกหยี” คือ ชื่อในวงการตลกไทยของ “สันต์ ไชยมาตร” โดยเขานั้นเข้าวงการครั้งแรก ด้วยการชักนำของ “หม่ำ จ๊กมก” ในฐานะคนบ้านเดียวกัน “ยโสธร” โดยยาวนั้นเป็น คนอำเภอเลิงนกทา

          ชีวิตในวัยเด็กของยาว เคยชวชเป็นสามเณร ก่อนที่จะร่ำเรียนจนจบการศึกษาชั้นมัธยมปลาย จากนั้นก็สึกออกมาเรียนต่อในระดับ ปวส. (แต่ภายหลัง ไปเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรีในคณะบริหารการจัดการศึกษา จนจบปริญญาตรี)

          ก่อนหน้านั้น ชิวิตของ “ยาว” ก็นับว่าคลุกฝุ่นมาเยอะ เช่น เคยติดคุก และไม่มีเงินติดตัวเลยสักบาท แต่พอเริ่มตั้งหลักได้เพราะไปทำงานเป็นเซลส์ขายเครื่องใช้ไฟฟ้าของบริษัทแห่งหนึ่ง ตระเวนไปเปิดบู๊ธตามห้างสรรพสินค้าต่างๆ

          อาชีพเซลล์แมน ก็ดูจะถูกโฉลกกับตัวเองมาก เพราะขายดีจนเก็บเงินไปกลับสู่ขอเมียที่รออยู่บ้านเกิดได้ ซึ่งหมายถึง พิชญา ไชยมาตร จนมีลูกด้วยกัน 2 คน

          ต่อมาชะตาฟ้าลิขิต คนจะดัง อะไรจะรั้งอยู่ หลังจากนั้นอีก 2 ปี ก็มาเจอกับ “หม่ำ จ๊กมก” ซึ่งตอนนั้นยังเป็นลูกน้องในคณะ “เทพ โพธิ์งาม” ว่าแล้วหม่ำจึงเอ่ยปากชักชวนให้เปลี่ยนอาชีพ

          ช่วงแรก ยาว ลูกหยี ทำทุกอย่างตั้งแต่ขนเครื่องดนตรี เก็บชุด เก็บวิก ล้างถ้วยล้างชาม ขนตู้

          “หน้าที่ในคณะตอนอยู่กับคุณหม่ำคือ ขนของ เก็บอุปกรณ์ฉิ่ง-ฉาบ วิกผม จนกระทั่งปี 39 ตัวเล่นขาด เลยได้ขึ้นไปบนเวที แต่ยังไม่ได้เล่นอะไรมาก เพราะเล่นไม่เป็น แต่พออยู่ไปสัก 3-4 ปี เริ่มซึมซับมุขต่างๆ จนเกิดความคิดอยากเป็นนักแสดงตลก”

          และด้วยรูปร่างสูงโปร่ง ยาวสมชื่อแล้ว เขายังมีความสามารถเฉพาะตัว โดดเด่นออกมาเป็นเอกลักษณ์ คือ การเลียนเสียงเป็น “สุทธิชัย หยุ่น” สื่อมวลชนอาวุโส ผู้ก่อตั้งเครือเนชั่น

          แต่ใครจะรู้ว่า แท้จริงแล้ว “หม่ำ จ๊กม๊ก” นี่แหละที่เป็นคนไกด์สอนให้ ยาว ลูกหยี เลียนแบบเสียงคนข่าวคนดังคนนี้

          บวกกับที่ตนเองนั้น รู้จักและชื่นชอบ สุทธิชัย หยุ่น อยู่แล้ว จากการรายงานข่าวสงครามอ่าวเปอร์เชีย ที่กำลังร้อนทั้งในสมรภูมิจริง และสมรภูมิข่าว

          ปรากฏว่าเมื่อเขาลองหัดทำดู ก็โดนใจหม่ำ จ๊กม๊ก เป็นอันมาก แล้วบอกเขาเลยว่า ให้ยาว ลูกหยี เลียนแบบเสียงคนๆ นี้ไปเรื่อยๆ

          ผลคือ “ปัง” เพราะหลังจากนั้น เรียกว่าเมื่อไหร่ที่ “ยาว ลูกหยี” เริ่มเลียนเสียงและลีลาการรายงานข่าวของเจ้าพ่อค่ายสื่อรายนี้แล้ว จะเรียกเสียงหัวเราะได้อย่างท่วมท้น

          ถึงขนาดมีลูกค้ามากระซิบหลังเวทีว่า ถ้าไม่พูดเลียนเสียง สุทธิชัย หยุ่น จะไม่จ่ายตังค์นะเอ้า!

          พอถึงตรงนี้ ตอนแรกที่บอกว่าถูกโฉลกกับอาชีพเซลล์ สงสัยลืมหมด เพราะจากตอนเป็นเซลส์ มีรายได้วันละ 250 บาท พอมาเล่นตลก ตอนนั้นรายได้อย่างต่ำๆ วันละ 4,000-5,000 บาท มายก๊อด…

          “แล้วจะไปทำงานอะไรที่มีรายได้ดีเหมือนเล่นตลก ไม่มีแล้ว เห็นตลกหลายคนมีบ้าน มีรถ ผมเลยตั้งใจสักวันหนึ่งต้องเป็นตลกให้ได้”

          ที่สุด เขาก็ยังเล่นตลกเรื่อยมา และยังเล่นในบทบาทอื่นๆ ด้วย เลียนเสียง สมัคร สุนทรเวช เป็นผู้ประกาศข่าวเชิงขำขัน โฆษก หรือพิธีกร อยู่เสมอ บางทีก็เสียงพระดังอย่าง ว.วชิรเมธี และ พระพยอม ที่ หยอง ลูกหยี เป็นคนสอนให้

          แต่ที่คนไทยชอบสุดๆ ก็เสียงเจ้าพ่อสื่อค่ายบางนานี่แหละ โดยเฉพาะคำทิ้งท้ายประโยคว่า “ขรั่บ” ที่เข้าเส้นคนไทยม้ากกก… จนทำให้เขาโด่งดังขึ้นมาตามลำดับ

          กระทั่งได้มีผลงานทางด้านภาพยนตร์ตามมาอีกหลายเรื่อง เช่น แหยมยโสธร 2, Delivery Sexy Love, ผีหัวขาด, ช้างเพื่อนแก้ว, สภาพบุรุษปีนป่าย, เสน่ห์ลูกทุ่ง, ภพเสน่หา, คนปีมะ, ปัญญาเรณู, “ชิป”หาย และ กรรไกร ไข่ ผ้าไหม สองบาทห้าสิบ

          แต่ชีวิตก็เปลี่ยนไปตามครรลอง หลังจากร่วมงานกับ “หม่ำ” อยู่ราว 3 ปีเศษ “หยอง ลูกหยี” ดาวตลกรุ่นพี่ ได้แยกตัวออกจากคณะ “ศรีหนุ่ม เชิญยิ้ม” แล้วมาชวนตนร่วมตั้งคณะตลกด้วยกัน

          และที่นี่เองที่เป็นจุดเริ่มต้นของฉายา “ยาว ลูกหยี” ที่ใช้ทำมาหากิน กระทั่งปัจจุบันสามารถขึ้นแท่น “หัวหน้า” คณะลูกหยีในภายหลัง

          และด้วยความสำเร็จที่หลายคนยอมรับ เขายังเป็นหนึ่งในความภูมิใจของคนยโส โดยช่วงปี 2552 เขาเข้ารับ โล่รางวัล “คนดีศรียโสธร” พร้อมกับ เพชรทาย วงศ์คำเหลา หรือ หม่ำ จ๊กม๊ก พร้อมด้วยศิลปินอีกรวม 9 คน

          ขณะที่ชีวิตดำเนินไปโดยการเล่นตลกหาเลี้ยงครอบครัว ส่วนฝ่ายภรรยาก็เย็บผ้าโหล และเลี้ยงลูกไปด้วย วันหนึ่งเมื่อพอมีเงินเก็บ เกิดนึกถึงอนาคตที่ไกลกว่านี้

          ตอนนั้น เขามองอนาคตว่า “ชั่วโมงบินการเป็นตลกของผม ก็พอทำมาหากินได้อยู่ แต่อาจไม่ยั่งยืนยาวนานนัก เลยอยากพลิกตัวเองมาทำธุรกิจดูบ้าง มันท้าทายดี ดีกว่าไม่มีเงิน แล้วไปหยิบยืมใคร หรือเป็นหนี้เป็นสินเขา”

          ที่สุด ด้วยความที่ส่วนตัวชอบนวดฝ่าเท้า จึงตัดสินใจให้ก็ให้ภรรยาไปศึกษาวิชาการนวดแผนไทย หลักสูตร 150 ชั่วโมง กับ “อาจารย์สมัคร แก่นจันทร์” จนได้เกียรติบัตรรับรองพร้อมวิชาติดตัว

          จนได้มีร้าน “นวด แอนด์ สปา” เป็นกิจการของตนเอง โดยใช้เงินลงทุน ห้าแสนบาท สำหรับร้านนวดที่แรก มี 2 เตียงนวดตัวกับนวดฝ่าเท้า 4 เตียง

          “ยังจำได้แม่นวันแรกทำเงินได้ 700 บาท เมียกับผมดีใจจนนอนไม่หลับเลย ไม่คิดว่าจะได้เงินเยอะขนาดนั้น”

          เมื่อกิจการดีขึ้นตามลำดับ จึงขยับขยายมาเช่าร้านใหม่ใหญ่กว่าเดิม มีเตียงนวด 5 เตียง เตียงนวดฝ่าเท้า 6 เตียง ทำอยู่พักหนึ่ง เกิดปัญหาค่าไฟฟ้าแพงกว่าค่าเช่าห้องต่อเดือน เลยตัดสินใจย้ายมาเช่าร้านใหม่ ซึ่งอยู่ในทำเล บางบอน

          อย่างไรก็ดี ช่วงหลังๆ คนไทยเห็นหน้าเขาน้อยลง จนบางคนอาจเกือบลืมเขาไป จนกระทั่งก่อนหน้านี้ช่วงต้นปี อยู่ๆ ก็มีข่าวทางโลกออนไลน์ว่า ยาว ลูกหยี ถูกยิงเสียชีวิตที่ชลบุรี

          งานนี้ เป็นข่าวดัง จนตกใจไปตามๆ กัน แต่สุดท้ายโล่งใจ เพราะเจ้าตัวออกโรงบอกว่า ผมยังอยู่!!!

          จากนั้นโร่ไป ปอท. แจ้งวัฒนะ เพื่อแจ้งความเอาผิดบุคคลที่ปลอมเว็บไซต์ข่าวชื่อดังและเขียนกุข่าวปลอมดังกล่าว ในข้อหานำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จลงในระบบคอมพิวเตอร์

          ก็ถ้า ยาว ลูกหยี ไม่อยู่เสียแล้ว ใครจะมาโต้ตอบมันๆ กับต้นฉบับเจ้าของเสียง สุทธิชัย หยุ่น แล้วยังได้โปรโมทอัลบั้มเพลงของตนเองออกสื่อด้วย

          แถมเป็นเพลงโดยเลียนเสียงเจ้าของรายการสภากาแฟนั่นแหละ เพราะเสียงนี้ทำให้เขาได้แจ้งเกิดในวงการตลก โดยนำมาทำเป็นแร้พหมอลำ “เพลงข่าว แร้พแอนด์ลาว ยาวลูกหยี” ไปหาฟังได้เลยทางยูทูบ!!

อะจ๊าก!! “ป.ป่ารอยต่อฯ” เจ้าพ่อกีฬา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/268712

อะจ๊าก!! “ป.ป่ารอยต่อฯ” เจ้าพ่อกีฬา

คนในข่าว  :  31 มี.ค. 2560
ประธานคณะกรรมการโอลิมปิกแห่งประเทศไทยฯ, พลอประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม, อะจ๊าก, ป่า, รอยต่อ, เจ้าพ่อ, กีฬา, ปป่ารอยต่อฯ, เจ้าพ่อกีฬา, บิ๊กป้อม, ประธาน, บิ๊กทหาร, บิ๊กอ๊อด, บิ๊กน้อย, ประมุขบ้านอัมพวัน, บอร์ดโอลิมปิก, คลื่นใต้น้ำ, มูลนิธิป่ารอยต่อ 5 จังหวัดฯ, บ้าน

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ “ป.ป่ารอยต่อฯ” เจ้าพ่อกีฬา !!??

         31 มี.ค.60-หาก “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม จะดำรงตำแหน่ง “ประธานคณะกรรมการโอลิมปิกแห่งประเทศไทยฯ” ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดอันใด
กว่าครึ่งศตวรรษมาแล้ว คณะกรรมการโอลิมปิคแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ จะมี “ประธาน” เป็นนายทหารใหญ่
ยกตัวอย่า่ง ตั้งแต่ปี 2509 จอมพล ประภาส จารุเสถียร สมัยเป็นผู้บัญชาการทหารบก และก็เป็นประธานคณะกรรมการโอลิมปิคแห่งประเทศไทยฯ เรื่อยมาจนถึงเกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง
หลัง 14 ตุลาคม 2516 พล.อ.อ.ทวี จุลละทรัพย์ หนึ่งใน “บิ๊กทหาร” ผู้ทรงอำนาจ พ.ศ.นั้น ได้ก้าวขึ้นมาเป็นประธานคณะกรรมการโอลิมปิคแห่งประเทศไทยฯ อย่างยาวนาน
ต่อมา พล.อ.เชษฐา ฐานะจาโร อดีตผู้บัญชาการทหารบก และนายกสมาคมมวยสากลสมัครเล่นฯ ได้รับการเลือกตั้งเป็นประธานคณะกรรมการโอลิมปิคฯ ในปี 2540
ปี 2544 พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา อดีตปลัดกระทรวงกลาโหมมา และนายกสมาคมว่ายน้ำฯ ก็ขึ้นเป็นประธานคณะกรรมการโอลิมปิคฯ
เดือนพฤษภาคม 2559 มีข่าวแพลมๆ ออกมาว่า “บิ๊กป้อม” จะดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการโอลิมปิกฯ แทน พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา ที่จะครบวาระในเดือนมีนาคม 2560
“บิ๊กอ๊อด” พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา ได้ยืนยันว่า จะไม่ขอรับตำแหน่งประธานคณะกรรมการโอลิมปิคฯแน่นอน หลังจากเป็นมาแล้ว 4 สมัย
กระบวนการปูทางให้ “บิ๊กป้อม” เป็นประธานคณะกรรมการโอลิมปิกฯ จึงเริ่มขึ้น เมื่อ พล.อ.วิชญ์ เทพหัสดิน ณ อยุธยา อุปนายกสมาคมกีฬาว่ายน้ำแห่งประเทศไทย ผลักดันให้ “บิ๊กป้อม” เป็นนายกสมาคมกีฬาว่ายน้ำแห่งประเทศไทย คนที่ 11
เพราะคุณสมบัติของประธานโอลิมปิก จะต้องเป็นนายกสมาคมกีฬา มาก่อน “บิ๊กน้อย” พล.อ.วิชญ์ น้องรักบิ๊กป้อมก็จัดให้
ดังนั้น  พิธีกรรมเลือกตั้ง “ประมุขบ้านอัมพวัน” เช้าวันที่ 31 มี.ค.นี้ ที่โรงแรมโกลเด้น ทิวลิปฯ พระราม 9 จึงไม่มีอะไรที่น่าตื่นเต้น
นอกจากการจัดสรรตำแหน่งต่างๆ ใน “บอร์ดโอลิมปิก” และเชื่อว่าการเลือกตั้งใหญ่ครั้งนี้ จะเป็นไปด้วยความราบรื่นและไม่น่าจะมี “คลื่นใต้น้ำ” เกิดขึ้นแต่อย่างใด
เนื่องจากที่ตั้งสำนักงานคณะกรรมการโอลิมปิคแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ อยู่ที่บ้านอัมพวัน ถนนศรีอยุธยา ใครเป็นประธานคณะกรรมการโอลิมปิกฯ ผู้สื่อข่าวจะเรียกว่า “ประมุขบ้านอัมพวัน”
นับจากนี้ไป “บิ๊กป้อม” ก็จะไม่มีแค่บ้านพักที่เป็น “มูลนิธิป่ารอยต่อ 5 จังหวัดฯ” ภายในค่ายหทาร ร.1 รอ. หากแต่ยังมี “บ้านอัมพวัน” เป็นศูนย์รวมเจ้ายุทธจักรกีฬาไทย
บังเอิญว่า “บ้านอัมพวัน” อยู่ใกล้ “บ้านสี่เสา” พอดิบพอดี
คนไทยจำนวนไม่น้อย ก็อยาก “ประมุขบ้านสี่เสา” กับ “ประมุขบ้านอัมพวัน” ได้พูดจากันบ่อยๆ อากาศที่ร้อนอบอ้าวก็คงชุ่มเย็นบ้าง.

เปลี่ยนใจ..แล้วไง! ‘บ๊อบ ดีแลน’ วีรกรรมปู่เยอะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/268603

เปลี่ยนใจ..แล้วไง! ‘บ๊อบ ดีแลน’ วีรกรรมปู่เยอะ

คนในข่าว  :  30 มี.ค. 2560
คนในข่าว, คมชัดลึก, เปลี่ยนใจ, แล้ว, บ๊อบ, แลน, วีรกรรม, ปู่, เยอะ, เปลี่ยนใจแล้วไง, ดีแลน, วีรกรรมปู่เยอะ, บ๊อบ ดีแลน, อังกฤษ, ชื่นใจนะ แต่ไม่แสดงออก, Things Have Changed, National Medal for the Arts, บารัค โอบามา, Black History Month

#คนในข่าว

 

กลายเป็นข่าวใหญ่ไปทั่วโลกอีกครั้ง สำหรับการตอบรับรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรมที่กรุงสต็อกโฮล์ม ของ บ๊อบ ดีแลน ช่วงต้นเดือนเมษายนที่จะถึงนี้ ถึงแม้การเปลี่ยนใจของบ๊อบ ดีแลน ครั้งนี้ไม่ง่ายและมากมายด้วยเงื่อนไข แต่ก็ทำให้ทางคณะกรรมการรางวัลดีใจกันอย่างยิ่ง หลังจากที่ประกาศไปเมื่อหกเดือนก่อน แล้วไม่สามารถติดต่อให้มารับรางวัลได้พร้อมกับคนอื่นๆ

โดยทาง บ๊อบ ดีแลน แจ้งกับคณะกรรมการล่วงหน้าแล้วว่า จะไม่มีการแสดงใดๆ ในพิธีมอบรางวัลครั้งนี้นอกจากนี้งานดังกล่าวก็จะจัดขึ้นในสถานที่เฉพาะด้วย โดยไม่มีสื่อใดๆ มีเพียงเขาและคณะกรรมการเท่านั้น รวมถึงการกล่าวสุนทรพจน์ด้วย ที่จะไม่มีแบบ “สด” แต่เป็นลักษณะอัดเสียงมาให้ สำหรับสุนทรพจน์นี้สำคัญนัก หากไม่มีการส่งมา ทางศิลปินคนดังก็จะไม่สามารถรับเงินรางวัลราว 32 ล้านบาท

และการไปสวีเดนครั้งนี้ไม่ใช่เพื่อรางวัลอย่างเดียว แต่เพราะมีคอนเสิร์ตที่กรุงสต็อกโฮล์มถึง 2 งานต่างหาก แต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด มั่นใจได้ว่าศิลปินรุ่นลายครามรายนี้จะไม่หนีหายจนติดต่อไม่ได้แน่ๆ เพราะเป็นศิลปินที่รักมั่นในอาชีพของตัวเองที่สุดคนหนึ่ง

บ๊อบ ดีแลน นักร้อง นักแต่งเพลง ศิลปิน จิตรกร นักประพันธ์ และกวีชาวอเมริกัน เกิดเมื่อ 24 พฤษภาคม 2484 มีชื่อจริงว่า “โรเบิร์ต อัลเลน ซิมเมอร์แมน” เติบโตในรัฐมินิสโซต้า รักเสียงเพลงมาตั้งแต่เด็ก ชอบฟังวิทยุเป็นชีวิตจิตใจ พอขึ้นมัธยมก็ตั้งวงดนตรีในโรงเรียน ร้องเพลงของ ลิตเติ้ลริชาร์ด และเอลวิส เพรสลีย์ เป็นประจำกระทั่งวัยหนุ่มหลงใหลในร๊อคแอนด์โรลเต็มหัวใจ ดีแลนรู้ว่าตัวเองชอบอะไรตั้งแต่ พออายุได้ 18 ปีเขาจึงหันหลังให้กับร๊อคแอนด์โรลล์แล้วเข้าสู่ดนตรีโฟล์กเต็มตัว และย้ายไปเรียนที่มหาวิทยาลัยมินิสโซต้า

ระหว่างเรียนก็เล่นดนตรีในผับไปด้วย พร้อมตั้งชื่อใหม่ในวงการให้กับตัวเองโดยให้เหตุผลว่า คนเราจะใหอื่นเรียกขานตัวเองยังไงก็ได้ในดินแดนเสรีภาพ และชื่อ “บ๊อบ ดีแลน” ก็ถือกำเนิดช่วงนั้น แต่เรียนได้เพียงปีเดียวก็ตัดสินใจโบยบินตามฝันสู่นิวยอร์ก สุมหัวเล่นดนตรีในผับกับนักดนตรีแนวโฟล์กจากหลากประเทศหลายสไตล์ทำให้เขาสัมผัสกับดนตรีโฟล์กอย่างล้ำลึก สไตล์การเล่นและเสียงร้องที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์จึงเข้าตาแมวมองและได้เซ็นสัญญากับค่ายโคลัมเบีย

ดีแลนเป็นที่รู้จักในอเมริกา แต่ต่างประเทศ “อังกฤษ” เป็นประเทศแรกที่เขาได้เดินทางไปแสดง และที่สถานีโทรทัศน์บีบีซีนั้นเอง เขาก็ได้บรรเลง Blowin in the wind ขึ้นเป็นครั้งแรกในปี 2505 ว่าด้วยการตั้งคำถามถึงการหายไปคนหนุ่มสาวยุคนั้นที่ถูกส่งไปเป็นทหารแล้วไม่เคยได้คืนกลับมาอีกเลย

กระทั่งกลายมาเป็นหนึ่งในเพลงสัญลักษณ์ของการเคลื่อนไหวทางสิทธิมนุษยชนและการต่อต้านสงครามในสหรัฐอเมริกา ด้วยเนื้อหาลึกซึ้งและทำนองเรียบง่ายโดนใจ เพลงนี้จึงมีอิทธิพลต่อคนหนุ่มสาวทั่วโลกยุคบุปผาชนเบ่งบาน ผลงานต่อๆ มากของดีแลนยังคงมีเนื้อหาการแต่งเพลงที่เน้นเนื้อหาทางสังคมและการต่อต้านสงครามหรือที่เรียกว่า Protest songs ที่เต็มไปด้วยวิญญาณแห่งการก่อกบฎสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนหนุ่มสาวและนักดนตรีที่ใฝ่ฝันเปลี่ยนแปลงสังคมไปด้วย อย่างไทยก็มี น้าหงา คาราวาน ที่มีดีแลนเป็นไอดอลคนสำคัญในการสร้างสรรค์หลายบทเพลง

เนื้อเพลงของดิลลันยุคแรก จะเกี่ยวกับการเมือง สังคม ปรัชญา และอิทธิพลจากวรรณคดี ดนตรีของเขาได้ต่อต้านกระแสนิยมทางดนตรีป็อปและนำโฟล์กเข้ามามีบทบาทในกระแสสังคม เขาได้รับแรงบันดาลใจด้านการแสดงมาจาก ลิตเทิล ริชาร์ด และการประพันธ์เพลงแบบ วูดดี กัทรี, โรเบิร์ต จอห์นสัน และแฮงก์ วิลเลียมส์ ตลอดชีวิตด้านงานดนตรีของเขา

ดีแลนได้ขยายสาแหรกแนวย่อยดนตรีเป็นจำนวนมาก ได้เป็นผู้บุกเบิกวงการเพลงโฟล์กในอเมริกันสู่โฟล์กในอังกฤษ สกอตแลนด์และไอร์แลนด์ และผลักดันดนตรีโฟล์กให้กลับมาได้รับความนิยม รวมไปถึงบลูส์, คันทรี, กอสเปล, ร็อกอะบิลลี และแจ๊ส เขาจึงเป็นที่รู้จักจากศิลปินที่ทั้งแต่งและร้องเอง จนได้รับการยกย่องให้เป็นนักแต่งเพลงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่ง และภาพลักษณ์การแสดงสดที่เล่นกีตาร์ พร้อมกับเปล่าฮาร์โมนิกา รวมไปถึงคีย์บอร์ด เขาได้จัดทัวร์คอนเสิร์ตอย่างต่อเนื่องในช่วงปลายยุค 1980 จนได้รับการยกย่องให้เป็นทัวร์ Never Ending Tour” ถ้อยคำยกย่องจากวงการดนตรี

ดีแลน เป็นที่รู้จักไปทั่วโลก เพียงแค่อายุ 25 ก็ได้เริ่มทัวร์ยุโรปแล้ว จากนั้นมาก็ทัวร์เรื่อยมาตลอดห้าสิบกว่าปีบนเส้นทางสายดนตรี ไปที่ไหนก็มีแฟนเพลงท่วมท้น อย่างที่แสดงในเวียดนาม ศิลปินไทยก็ซื้อตั๋วยกทีมกันไปดูชุดใหญ่ ปีนี้ก็มีคิวทัวร์ยุโรปยาวถึงเดือนกรกฏาคม 2560

เช่นเดียวกับผลงานเพลงที่ได้สร้างสรรค์ต่อเนื่อง จนล่าสุดปู่บ๊อบก็ยังแรงดีไม่มีตก ออกผลงานล่าสุดเป็นชุดที่ 37 ในชื่อ “” พร้อมเผยแพร่ทั่วโลก 31 มีนาคม 2560 ห้วงเวลาเดียวกับที่ไปรับรางวัลโนเบลพอดี

ด้วยชั่วโมงบินสูงแบบนี้ ด้านรางวัลก็เช่นกัน เพราะทำงานหลากหลายด้านไม่เฉพาะด้านดนตรี แต่รวมถึงเพลงประกอบภาพยนตร์,หนังสือเด็ก,รวมบทเพลงและรวมบทกวีด้วย ที่ผ่านมาได้มาครบครันทั้งรางวัลแกรมมี่, ออสการ์, พูลิตเซอร์ รวมถึงรางวัลเชิดชูเกียรติจากหลายสถาบันและหลายประเทศ

เพราะฉะนั้นเรื่องรางวัลไม่ต้องพูดให้มากความเพราะปู่บ๊อบได้มาเยอะแล้ว หลายรางวัลไม่ได้ไปรับด้วยตัวเอง มีแค่ส่งคลิปสั้นๆ ไปแทนตัวก็มี หรือไปแล้วก็ไม่ได้แสดงความปลื้มใจอะไรมากมาย ราวกับ “ชื่นใจนะ แต่ไม่แสดงออก”

เช่นครั้งที่ได้รับรางวัลออสการ์ปี 2543 ในสาขาเพลงประกอบดั้งเดิมยอดเยี่ยมจากเพลง “Things Have Changed” จากภาพยนตร์ Wonder Boys เขาก็ส่งคลิปวิดิโอแทนตัว หรือแม้กระทั่งรางวัลเกียรติยศ “National Medal for the Arts” จากประธานาธิบดีสหรัฐฯ “บารัค โอบามา” ก็มิได้ไปรับ ภายหลังถึงได้มีคอนเสิร์ตในทำเนียบขาว ชื่อ “Black History Month” ปู่บ๊อบถึงได้ยอมมา แต่แล้วก็ปล่อยให้โอบามาคอยเก้ออีก เพราะมาเล่นดนตรีแล้วก็กลับไปทันที รวมแล้ววีรกรรมปู่บ๊อบเยอะ แต่ก็ได้รางวัลมาต่อเนื่อง

เมื่อมาถึงรางวัลโนเบลก็มิควรแปลกใจใดๆ เพราะถึงแม้ติดต่อไม่ได้ แต่ท้ายสุด ให้หลังการมอบรางวัลไปแล้วหนึ่งวัน ปู่บ๊อบก็ขอบคุณผ่านสื่อมายังรางวัลนี้เรียบร้อย

กระทั่งล่าสุดกับการรับรางวัลโนเบลที่สวีเดน แต่ก็คงไม่มีอะไรเปลี่ยนปู่บ๊อบ รางวัลก็คงยังล่องลอยอยู่ในสายลมต่อไป