จริงดิ! อัยการยังรอ.. ‘วรยุทธ’ อยู่สบาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/268584

จริงดิ! อัยการยังรอ.. ‘วรยุทธ’ อยู่สบาย

คนในข่าว  :  30 มี.ค. 2560
ตระกูลอยู่วิทยา, คมชัดลึก, วรยุทธ อยู่วิทยา, บอส วรยุทธ อยู่วิทยา, จริงดิ, อัยการ, ยัง, วรยุทธ, อยู่สบาย, อัยการยังรอ, บอส, ทายาทอยู่วิทยา, บารมี, มาดามปุ๋ง-ดารณี อยู่วิทยา, วาริท อยู่วิทยา, มอนซูน แวลลี่ย์, สราวุฒิ อยู่วิทยา, รถของพ่อ

‘บอส’ วรยุทธ อยู่วิทยา ยังจำเขาคนนี้ได้หรือไม่

 

จากข่าวที่สื่อนอก อย่างเอพี ได้นำเสนอต่อสังคมโลก ระบุถึง “บอส” วรยุทธ อยู่วิทยา ผู้ที่เคยขับรถชนตำรวจตาย แต่ยังไม่มีความคืบหน้าใดๆ ในทางการดำเนินคดี

แต่เขากลับยังใช้ชีวิตหรูหรา อิสระเหนือสิ่งอื่นใด บินรอบโลกด้วยเครื่องบินเจ็ตของเรดบูล นั่งเก้าอี้ VIP ดูการแข่งรถฟอร์มูลาวันเชียร์ทีมของตัวเอง

เรื่องนี้ ทำเอาคนไทยสะดุ้งโหยง เพราะมัวแต่ตามหน้ากากทุเรียนอยู่ จนเกือบลืมเรื่องของหน้ากากเรดบูลคนนี้กันเลยทีเดียว เพราะคดีนี้ เรียกว่ายืดเยื้อนานเกือบ 5 ปี จนข้อหาส่วนใหญ่ในคดีจะหมดอายุความลงในปี 2017 แล้ว

ว่าแล้วมาทวนความจำกันสักหน่อยว่า พวกเรายังจำเขาคนนี้ได้หรือไม่

“บอส” วรยุทธ อยู่วิทยา ซึ่งปัจจุบันอายุ 31 ปี จากวันก่อเหตุ ซึ่งเขามีอายุที่เลข 27 กับจุดพลิกผันของชีวิต ที่เกิดขึ้นเมื่อเช้าตรู่ของวันที่ 3 กันยายน 2555

แต่เป็นชีวิตของ ด.ต.วิเชียร กลั่นประเสริฐ ผบ.หมู่งาน (ป.) สน.ทองหล่อ ที่ต้องพลิกหงายหลายตลบ เพราะเขาถูกเก๋งสปอร์ต เฟอร์รารี่ รุ่นพินอินฟาริน่า สีบรอนซ์เทา ทะเบียน ญญ 1111 กรุงเทพมหานคร ที่ “บอส” คนนี้ควบชนเสียชีวิตคาเครื่องแบบ

เราอาจรู้จักบอส ด้วยคำพ่วงท้ายประโยคเดียวว่า “ทายาทอยู่วิทยา” แต่คำๆ เดียวนี้แหละ ที่เอ่ยปุ๊บ คนไทยรู้เลยว่ามีความหมาย ทั้งทางด้านสินทรัพย์หมื่นแสนล้านและน่าจะมีความหมายทาง “บารมี” ที่ล้นจนวัดปริมาตรไม่ได้

เพราะเขาคือลูกชายคนสุดท้อง ในจำนวนบุตร 3 คนของเจ้าพ่อเรดบูลผู้โด่งดังทั่วโลก “เฉลิม อยู่วิทยา” และ “มาดามปุ๋ง-ดารณี อยู่วิทยา” ผู้เป็นมารดา

โดยพี่ทั้ง2 ของเขาคือ วรางคณา อยู่วิทยา หรือ แชมเปญ (สมรสกับ ม.ล.กอกฤษต กฤดากร) และ วาริท อยู่วิทยา หรือ ปอร์เช่

ในด้านการศึกษา วรยุทธ เป็นหนุ่มนักเรียนนอก จบการออกแบบผลิตภัณฑ์ จากเซนต์มาร์ติน ลอนดอน ประเทศอังกฤษ

ส่วนถามว่า ชิ้น-อัน ที่วรยุทธทำมีอะไรบ้าง นอกจากข่าวขับรถชนคนตาย เขายังทำอย่างอื่นด้วย คือ ช่วยงานของทางบ้าน

โดยธุรกิจของป๊ะป๋านั้น ต้องบอกว่ามีเยอะม๊าก…อย่างเช่น บริษัท สยาม ไวเนอรี่ จำกัด บอสก็มีตำแหน่งเป็นผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ

แถมเพิ่งออกงานด้วยหน้าตาสดใส ช่วงปี 2558 ในอีเว้นท์เปิดตัว ผลิตภัณฑ์ใหม่ร่วมกับพี่ชาย “วาริท อยู่วิทยา” โดยงานดังกล่าวเรียกว่า แสงสีเสียงเพียบ ทั้งอาหาร ดนตรี และศิลปะ ณ ราชดำริ ซอย 2 (ตรงข้ามศูนย์ การค้าเซ็นทรัลเวิลด์)

ถามว่า สยามไวเนอรี่ขายอะไร ถ้าใครนึกไม่ออก ให้นึกถึง “มอนซูน แวลลี่ย์” ไวน์ไทย ที่มีไร่องุ่นขนาดใหญ่อยู่ในหลายจังหวัด รวมถึงเครื่องดื่ม “สปาย ไวน์คูลเลอร์” (ไมได้ค่าโฆษณานะงานนี้)

นอกจากนี้ ตอนที่ป๊ะป๋าเฉลิม และเพื่อนสนิทแห่งตระกูลภิรมย์ภักดี แห่งแบรนด์สิงห์ ลงขันจับมือกันเปิดบริษัท คาวาลลิโน มอเตอร์ จำกัด ที่ได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการจาก Ferrari S.p.A และ Ferrari APAC ให้เป็นตัวแทนจำหน่าย และซ่อมบำรุงรถยนต์เฟอร์รารี่ แต่เพียงผู้เดียวในไทย ทำการเปิดตัวไปเมื่อต้นปี 2555 (ก่อนที่ลูกชายจะก่อเหตุขับรถชนตำรวจตายในช่วงปลายปี) วันนั้น ยังมี ปอร์เช่-วาริท และ บอส-วรยุทธ อยู่วิทยา ที่เข้ามาร่วมดูแลธุรกิจนำเข้ารถยนต์หรูแห่งนี้ด้วย

มีรายงานว่า บริษัท คาวาลลิโน เซอร์วิส จำกัด นั้น นอกจากมีชื่อ วุฒา ภิรมย์ภักดี ถือหุ้น 24% เฉลิม 21% วรวุฒิ ภิรมย์ภักดี 15% และคนอื่นๆ แต่ยังมีชื่อของ วรยุทธ และ วาริท อยู่วิทยา ถืออีกคนละ10% อีกด้วย และยังมี บริษัท คาวาลลิโน มอเตอร์ จำกัด ที่นอกจากรายชื่ออื่นๆ แล้ว ก็ยังมีสองพี่น้องวาริทและวรยุทธที่ถือหุ้นกันอีกคนละ 10% เช่นกัน

สำหรับธุรกิจรถสปอร์ตหรู ไม่บอกก็รู้เลยว่า มีที่มาจากความชื่นชอบในความเร็ว

เพราะ เฉลิม อยู่วิทยา พ่อของวรยุทธ นั้น อีกด้านหนึ่งรู้กันดีว่า เขาเคยจัดงาน “ราชดำเนิน เรดบูล แบงค็อก 2010” ที่ถนนราชดำเนิน เมื่อกลางเดือนธันวาคม 2553 ที่มีแชมป์โลกตัวจริง “เซบาสเตียน เวตเทล” มาขับโชว์

ช่วงรอยต่อปีสองปีนั้น จะเรียกว่าเป็นช่วงสดใสของชีวิต เพราะเขายังฝันที่จะลงทุนสร้างสนามแข่งขันรถสูตร 1 หรือ ฟอร์มูล่า 1 ในประเทศไทย โดยอาจร่วมกับ น้องชายต่างมารดา “สราวุฒิ อยู่วิทยา” กรรมการผู้จัดการ บริษัท กระทิงแดง จำกัด ในฐานะเจ้าของ ทีม “เรดบูลล์ เรซซิ่ง” อีกด้วย

แต่จะเรียกว่า ดับฝันของพ่อหรือไม่ ไม่แน่ใจ เพราะการที่ช่วงปลายปี บอส วรุยทธ ใช้ถนนสุขุมวิทเป็นสนามลอง “รถของพ่อ” จนเกิดเหตุสลดดังกล่าว ก็ทำให้เรื่องราวแห่งความเร็วแรง ในเส้นทางเจ้าพ่อรถสปอร์ตของเฉลิม อยู่วิทยา ไม่ได้ถูกไฮไลท์จากคนในครอบครัวอีกเลย นับแต่นั้น (อย่างน้อยก็ในประเทศไทย)

การที่ภายหลัง “บอส” วรยุทธได้การรับประกันตัวออกไปในวงเงิน 5 แสนบาท ออกไปใช้ชีวิตอยู่อย่างชิลส่งผลให้เป็นที่กังขาของสังคมทั้งไทยและเทศ ว่าหากผู้ก่อเหตุไม่ใช่ระดับนี้ ผลจะออกมาแบบไหน

ดังนั้น ในเมื่อวันนี้ สื่อนอกถามมา สื่อไทยก็รับลูกแล้วถามต่อ จน ประยุทธ เพชรคุณ รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด ต้องออกมาชี้แจงว่า ไม่ได้เพิกเฉย แต่เคยแถลงความคืบหน้าไปเมื่อ 29 มีนาคม 2559

แต่ติดที่ผู้ต้องหา ไม่มาตามนัดและขอเลื่อนมาโดยตลอด อ้างว่าติดภารกิจที่ต่างประเทศ

อย่างวันที่ 30 มีนาคม 2560 ที่ผ่านมา ก็ยังไม่มาตามนัดอีก โดยบอกว่าติดภารกิจอยู่ที่อังกฤษ จึงให้เลื่อนไป เป็น 27 เมษายน 2560ซึ่งถ้ายังเบี้ยวอีกจะมีการพิจารณาขอออกหมายจับ

แปลว่า ต้องรอดูกันต่อไป

แต่หากถามว่า บอสมีคดีอะไรบ้างนั้น บอกเลยคดีขับรถเร็ว หมดอายุความไปนานแล้ว (อายุความ 1 ปี) เพียงแค่นี้ หลายคนถามเลยว่า เฮ้ย! แบบนี้ก็ได้ด้วย!

นี่ยังมี คดีไม่แจ้งเหตุช่วยเหลือ ที่กำลังจะหมดอายุความ 3 กันยายน 2560 ที่จะถึง (อายุความ 5 ปี) ส่วนคดีขับรถโดยประมาทมีอายุความทั้งหมด 15 ปี และจะหมดอายุความในปี 2570

งานนี้ก็ไม่รู้ว่าจะยื้อไปจนหมดอายุความหรือไม่ คงต้องถามลูกผู้ชายตัวจริง (ป๊ะเนี่ย?) อย่าง “บอส” ดู…

โยมอย่าห่วง…ไว้ใจ”หลวงพ่อ”คุมวัดธรรมกายเอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/268247

โยมอย่าห่วง…ไว้ใจ”หลวงพ่อ”คุมวัดธรรมกายเอง

คนในข่าว  :  29 มี.ค. 2560
เจ้าคุณสมศักดิ์, พระเทพรัตนสุธี, หลวงพ่อสมเด็จพระพุทธชินวงศ์, วัดพระธรรมกาย, โยมอย่าห่วงไว้ใจ, โยม, อย่า, ห่วง, ไว้ใจ, หลวงพ่อ, คุม, วัด, ธรรมกาย, เอง

โยมอย่าห่วง…ไว้ใจ “หลวงพ่อ”คุมวัดธรรมกายเอง

 

จากผลการหารือระหว่าง พระเทพรัตนสุธี (สมศักดิ์ โชตินธโร) เจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี และ ผู้อำนวยการสำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เมื่อยามบ่ายของวันที่ 27 มีนาคม 2560 ที่ผ่านมา บทสรุปก็คือ เจ้าคุณสมศักดิ์ยังคงยืนยันว่า พระวิเทศน์ภาวนาจารย์ (สมบุญ  สมมาบุญโญ) อายุ 65 ปี พรรษา 32 วิทยาฐานะ นักธรรมเอก เปรียญธรรม 4 ประโยค เป็นผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายต่อไปโดยที่ตัวท่าน เจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี จะดูแลกำกับควบคุมการบริหารจัดการภายในวัดเอง

ท่านให้เหตุผลว่า เพราะโครงสร้างการบริหารจัดการวัดพระธรรมกายไม่เหมือนวัดอื่น ด้วยมีพระเป็นจำนวนพันรูป อุบาสก อุบาสิกาที่ปฏิบัติธรรมและเป็นเจ้าหน้าที่ในนั้นอีกมากมาย และทุกคนก็ล้วนแต่ศรัทธาพระธัมมชโยทั้งสิ้น การแต่งตั้งเจ้าอาวาสจากพระนอกวัด จึงอาจไม่ใช่หนทางแก้ปัญหาที่จะนำไปสู่ทางออกที่ดีงาม

000

ที่วัดเขียนเขต (พระอารามหลวง) ตำบล บึงยี่โถ อำเภอธัญญบุรี จังหวัดปทุมธานี หากไปถามพระลูกวัดถึง หลวงพ่อสมศักดิ์เจ้าอาวาส  ก็คงได้รับคำตอบคล้ายๆ กันว่า ท่านเป็นพระผู้ใหญ่ที่ตื่นเช้า ทำวัตรสวดมนต์ตั้งแต่ตี 5 หลังจากนั้นก็ออกบิณฑบาตทุกวัน ถ้าฝนไม่ตก หรือไม่ติดกิจนิมนต์ ท่านค่อนข้างเคร่งครัดในพระธรรมวินัยมาก ในวันพระ ท่านมีมติว่า พระทุกรูปในวัดต้องลงปาติโมกข์ ท่านเป็นพระผู้ใหญ่ที่น่าเกรงขาม

พระลูกวัดท่านหนึ่งเล่าว่า เวลามีพระในวัดที่ขัดใจกัน ท่านเป็นพระผู้ใหญ่ที่ทำให้ความขัดแย้งนั้นจางคลายไป ท่านมีคำพูดที่ทำให้ทั้งสองฝ่ายคลายความขัดแย้งกันได้ และทำให้ทั้งคู่กลับมาดูตัวเอง ซึ่งก็สะท้อนความเมตตาและปัญญาญาณของท่านที่มองเห็นว่า ควรจะพูดอะไรให้ทั้งสองฝ่ายคลายความขัดแย้ง

การที่ท่านเป็นเจ้าคณะจังหวัด เป็นตำแหน่งที่รับผิดชอบสูง และต้องใส่ใจ ท่านต้องไปตรวจตราวัดในปกครองทุกวัน ซึ่งมีจำนวน 166 วัดมหานิกายในจังหวัดปทุมธานี และวัดพระธรรมกายก็ไม่เคยรอดพ้นไปจากสายตาและการดูแลของท่าน

000

ท่านเจ้าคุณสมศักดิ์เป็นชาวบางยี่โถ จังหวัดปทุมธานีโดยกำเนิด บ้านอยู่ติดวัดเขียนเขต  บรรพชาเป็นสามเณรตั้งแต่อายุ 14 ปีที่วัดเขียนเขต จากการบวชเณรหน้าไฟให้โยมลุงเสียชีวิต

“ตอนนั้นโยมพ่อก็บอก ขอให้บวชให้โยมลุงสัก  7 วัน พอบวชแล้วก็ไปอยู่ที่วัดกลางคลองสี่ อำเภอลำลูกกา จ.ปทุมธานี กับหลวงปู่ทองอินทร์ ​พระมงคลศีลาจาร (ทองอินทร์ เตชวุฒโฒ)

หลังจากบวช 7 วันก็ยังไม่สึก เห็นพระเณรเรียนหนังสือก็ชอบ เลยเรียนอยู่ที่วัดนั้นต่ออีกหนึ่งพรรษา จากนั้นหลวงปู่ก็ส่งไปเรียนหนังสือที่วัดบางหลวง กับพระราชสุเมธาภรณ์ (มังกร กสฺสโป ป.ธ.7) เจ้าอาวาสวัดบางหลวง และอยู่กับ พระราชพุฒิเมธี(เทียน ฐานุตฺตโม) เจ้าอาวาสวัดบางหลวงรูปต่อมา  จนถึงปี 2513 อาตมาก็บวชที่วัดมูลจินดาราม จ.ปทุมธานี  โดยมี พระราชสุเมธาภรณ์ เป็นพระอุปัชฌาย์ พระมงคลศีลาจารย์ เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และ พระเทพวุฒาจารย์(วิเชียร ธญฺญทินฺโน) เป็นพระอนุสาวนาจารย์ พอบวชแล้วก็จำพรรษาอยู่ที่วัดมูลจินดาราม ช่วยงานหลวงพ่อ จนกระทั่งปี 2522 ที่วัดเขียนเขตว่างเจ้าอาวาส หลวงพ่อก็ให้ช่วยมาดูแลที่วัดนี้ ก็ดูแลวัดนี้มาเป็นลำดับ”

สำหรับการภาวนา ท่านเล่าให้ฟังว่า ได้เรียนจากครูบาอาจารย์มาบางส่วน อีกส่วนคือ  ได้รับคำแนะนำจากหลวงพ่อสมเด็จพระพุทธชินวงศ์  (สมศักดิ์ อุปสโม) ส่งไปอบรมที่สำนักของท่าน ตามแนวทางสติปัฏฐานสี่

“การอบรมกรรมฐานช่วยได้เยอะ ทำให้จิตใจมั่นคงขึ้น โดยเฉพาะเราเป็นพระก็ต้องอยู่กับกรรมฐานมากๆ หน่อย จะได้ไม่หลุดไปกับอารมณ์ หรือ ไม่วิ่งตามโลกภายนอก”

จากการภาวนาจนจิตใจสงบเย็นนี่เองที่เป็นบาทฐานสำคัญในการไกล่เกลี่ยความขัดแย้งในคณะสงฆ์ และโดยเฉพาะกรณีวัดพระธรรมกาย ซึ่งท่านได้รับมอบหมายโดยตรงมาตั้งแต่ปี 2541

“อาตมาแก้ไขมาเป็นลำดับ ๆ ในส่วนคดีความ อาตมาไม่สามารถไปรู้ได้ แต่การปกครองเป็นอำนาจหน้าที่ที่ดูแลมาเป็นประจำ การศึกษาพระเณรเขาก็ดี เราก็ให้การสนับสนุน ทางโยมก็ไม่เข้าใจคิดว่า การทำงานของพระล่าช้า แต่กฎหมายคณะสงฆ์เป็นไปตามขั้นตอน จะให้เร็วอย่างชาวบ้านเป็นไปไม่ได้ พระเราทำงานต้องระวัง จะไปกล่าวหาใครว่าอาบัติอย่างนั้นอย่างนี้ ไม่ได้ เพราะเราไม่รู้ว่าความเป็นจริงเป็นอย่างไร

“การปรับอาบัติก็ต้องรู้ว่า พระเป็นอาบัติ แต่ถ้าไม่รู้เราไปปรับอาบัติ เราก็จะเป็นอาบัติเสียเอง พระธรรมวินัยมีอธิบายไว้ละเอียดลออ ส่วนชาวบ้านจะว่าพระอย่างไรก็เป็นเรื่องของเขา ส่วนทางพระก็แก้ปัญหาไป ให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์จะดีกว่า ”

ดังนั้น การที่หลวงพ่อวัดเขียนเขต ท่านออกรับอย่างนี้ คือ ยอมที่จะเป็นผู้ดูแลวัดพระธรรมกายเอง ก็เหมือนพ่อแผ่อ้อมอกปกป้องลูกพระลูกเณรที่กำลังอกสั่นขวัญแขวน แม้จะไม่ถูกใจคนทั้งหลาย แต่ก็ถูกธรรมของผู้ปกครอง นั่นคือวิสัยผู้นำที่มีธรรมและมีเมตตา ยอมที่จะเอาตัวเป็นเกาะเป็นที่พึ่ง ยอมที่จะถูกด่า ถูกว่า แต่ก็ยึดธรรมเป็นหลัก

จึงไม่น่าแปลกใจที่ท่านได้รับโล่เชิดชูเกียรติปูชนียบุคคล “200ปี 200คนดีเมืองปทุม” ในปี 2558

ปัจจุบันเจ้าคุณสมศักดิ์ อายุ 67 ปี 46 พรรษา ปธ. 5 ปริญญาเอก คณะสังคมศาสตร์ สาขาการจัดการเชิงพุทธ มหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย กับผลงานมากมายที่ช่วยให้กิจการงานของคณะสงฆ์เดินหน้าไปสู่ความสงบเย็น เกื้อกูลให้พระเณรและฆราวาสญาติโยม ได้ศึกษาปฏิบัติธรรมตามแนวสติปัฏฐานสี่ อีกทั้ง ส่งเสริมงานด้านการศึกษา โดยมอบทุนการศึกษา พระภิกษุ สามเณร และนักเรียน นักศึกษา (ทุนต่อเนื่อง) มาโดยตลอด

อาหารเครื่องดื่มพระราชทานครบ 3 มื้อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/267761

อาหารเครื่องดื่มพระราชทานครบ 3 มื้อ

คนในข่าว  :  27 มี.ค. 2560
คมชัดลึก ข่าวทั่วไป, เต็นท์อาหารพระราชทาน, หน่วยทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ฯ, สักการะพระบรมศพ, สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว, อาหาร, เครื่องดื่ม, พระราชทาน, ครบ, มื้อ

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานอาหาร-น้ำดื่มดูแลประชาชน

อาหารเครื่องดื่มพระราชทานครบ 3 มื้อ

ที่เต็นท์อาหารพระราชทานของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งตั้งอยู่บริเวณหน้าประตูสรีสุนทร ในพระบรมมหาราชวัง ซึ่งเป็นประตูทางออกของพสกนิกรหลังกราบสักการะพระบรมศพ การนี้ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้หน่วยทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ฯ นำอาหาร ขนม ของว่าง และน้ำดื่มพระราชทานมาแจกจ่ายให้ประชาชน โดยวันนี้แบ่งเป็นมื้อเช้าเวลา 07.00 น.ข้าวหมูสามชั้นทอดน้ำปลาจิ้มแจ่ว  3,000 กล่อง, นมหนองโพ 2,000 กล่อง มื้อกลางวัน 11.00 น. ข้าวหมูกระเทียม 2,000 กล่อง, บะหมี่น่องไก่อบพะโล้ 2,000 กล่อง ขนมไทย 1,000 กล่อง มื้อบ่าย 16.00 น. เฉาก๊วยชากังราว 1,000 ถุง น้ำสมุนไพร 700 ลิตร มื้อเย็น 18.00 น.ข้าวราดกระเพราเจและไข่ต้ม 750 กล่อง, ข้าวราดปลาดุกสาหร่ายผัดเผ็ดเจ และเห็ดสามรส 750 กล่อง, ข้าวราดกระเพราไก่ 1,500 กล่อง, ไอศกรีม 300 ถ้วย และมีน้ำดื่มให้บริการตลอดทั้งวัน

“เจ้าคุณสมศักดิ์”ยังไม่ถึงเวลาตั้งเจ้าอาวาสวัดธรรมกาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/267746

“เจ้าคุณสมศักดิ์”ยังไม่ถึงเวลาตั้งเจ้าอาวาสวัดธรรมกาย

คนในข่าว  :  27 มี.ค. 2560
เจ้าอาวาส, สมศักดิ์ โชตินธโร, พระเทพรัตนสุธี, วัดพระธรรมกาย, เจ้าคุณ, สมศักดิ์, ยัง, ไม่, ถึง, เวลา, ตั้ง, เจ้า, สวัด, ธรรมกาย

“เจ้าคุณสมศักดิ์”ยังไม่ถึงเวลาตั้งเจ้าอาวาสวัดธรรมกาย

 

“การแต่งตั้งเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายรูปใหม่ เป็นอำนาจหน้าที่ของเจ้าคณะจังหวัดโดยตรงก็จริง แต่จะให้งามก็ต้องถามเจ้าคณะหนใหญ่ ว่าจะเอาอย่างไรหลวงพ่อ เพราะการแต่งตั้งใครต้องดูว่าเหมาะสมไหม ตอนนี้ ก็ยังไม่ได้ถามท่านเลย ยังไม่ถึงเวลา “

พระเทพรัตนสุธี (สมศักดิ์ โชตินธโร) เจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี เจ้าอาวาสวัดเขียนเขต กล่าว

“สำหรับวัดพระธรรมกายตอนนี้ก็มีเจ้าอาวาสรักษาการอยู่ ที่อาตมาแต่งตั้งไป เมื่อปลายปีที่แล้ว เป็นพระในวัดพระธรรมกาย  เราคุมได้อยู่ ยกเว้น เขาจะใช้ ม.44 ออกมาเท่านั้น  ส่วน ผอ.สำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ก็มีแต่เพียงหนังสือมาให้พิจารณาเท่านั้น”

การคุมได้อยู่ เจ้าคุณสมศักดิ์ อธิบายว่า รักษาการเจ้าอาวาส  มีอำนาจเท่ากับเจ้าอาวาสทุกประการ ตามพ.ร.บ.คณะสงฆ์ เราก็เข้าไปดูแลเรื่องสารทุกข์สุขดิบภายในวัดเป็นอย่างไรบ้าง เพราะวัดพระธรรมกาย เป็นวัดใหญ่ เป็นองค์กร เขามีคณะกรรมการของเขาอยู่

ส่วนกรณีที่ พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ผู้อำนวยการ สำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ส่งจดหมายด่วนที่สุดให้เจ้าคุณสมศักดิ์ พิจารณาการแต่งตั้งเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายจากคนนอก  ท่านอธิบายว่า ตามจดหมายบอกว่า ให้พิจารณาแต่งตั้ง

“ไม่ได้หมายความว่าให้อาตมาแต่งตั้ง แต่ให้ดำเนินการพิจารณา ส่วนการจะแต่งตั้งใครนั้น เป็นหน้าที่ของเจ้าคณะจังหวัด ซึ่งก็คืออาตมา แต่เราก็มีขั้นตอนอยู่ โดยเฉพาะการพิจารณาคัดเลือก พระภิกษุ ผู้มีคุณสมบัติที่จะไปเป็นเจ้าอาวาส ก็เป็นอำนาจหน้าที่ของเจ้าคณะอำเภอ รองเจ้าคณะอำเภอ เจ้าคณะตำบลร่วมกันพิจารณาพระภิกษุจากวัดนั้นๆ มาให้เจ้าคณะจังหวัด แต่งตั้งไป ซึ่งตอนนี้ ยังไม่ถึงเวลานั้น ยังมีเวลาพอสมควรอยู่

“อีกอย่างหนึ่ง อาตมาต้องทำตามคำบัญชาคณะสงฆ์ คือมหาเถรสมาคมด้วย ตอนนี้ก็ไม่มีอะไร ทำงานไปตามปกติ เพราะเราคุมได้ เจ้าคณะจังหวัดก็ไปคุมดูแล โดยอาศัยพระวินยาธิการ ( ตำรวจพระ) เข้าไปปฏิบัติหน้าที่ดูแลกิจการภายในวัด แล้วทางจังหวัดก็ไปคุยกับแล้วครั้งหนึ่ง กับรักษาการเจ้าอาวาส ผู้ช่วยเข้าอาวาส ก็ประชุมกันไป ทำงานกันไป ก็ไม่มีอะไร  ”

“สุรชัย” ปลิ้นไส้แฉทำไม “ลาว”ไม่ส่ง “โกตี๋” ให้ไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/267554

“สุรชัย” ปลิ้นไส้แฉทำไม “ลาว”ไม่ส่ง “โกตี๋” ให้ไทย

คนในข่าว  :  26 มี.ค. 2560
สุรชัย, ปลิ้น, ไส้, ทำไม, ลาว, ไม่, ส่ง, ตี๋, ให้, ไทย, ปลิ้นไส้แฉทำไม, ลาวไม่ส่ง, โกตี๋, ให้ไทย, ผู้ต้องหาคดี 112, กฎหมายเกี่ยวกับคดี 112, จารุพงศ์, สหพันธรัฐไท, สาธารณรัฐ, ลุงสนามหลวง

แดงใต้ดินในลาวป่วน ทะเลาะกันเอง

กรณีของ “โกตี๋” แกนนำองค์กรสหพันธรัฐไท ที่มีคำถามมากมายว่า จะนำตัวเขามาดำเนินคดีในเมืองไทยได้หรือไม่?

อำนาจ โชติชัย อธิบดีอัยการสำนักงานต่างประเทศ กล่าวถึงกรณีรัฐบาลมอบหมายให้หน่วยงานต่างๆ ร่วมกันติดตามเอาตัวโกตี๋ มารับโทษว่า เรื่องนี้เป็นไปตามอำนาจของ พ.ร.บ.ส่งผู้ร้ายข้ามแดนปี 51 โดยเริ่มต้นจากหน่วยงานสอบสวน ตั้งเรื่องขอตัวผู้ร้ายข้ามแดนมา เพื่อการสอบสวนส่งมายังสำนักงานอัยการสูงสุดพิจารณา และส่งหนังสือไปยังกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งเป็นหนังสือที่ระบุถึงเหตุผลในการติดตามตัวผู้ร้ายข้ามแดนที่ต้องบรรยายว่า รูปคดีไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง การทหาร แต่เป็นคดีอาชญากรรมทั่วไป

เมื่อกระทรวงการต่างประเทศส่งหนังสือไปยัง สปป.ลาวแล้ว ทางลาวก็จะนำคดีเข้าสู่การพิจารณาส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดน ซึ่งศาลประชาชนลาว จะพิจารณาว่าคดีเข้าเงื่อนไขการส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนหรือไม่

อธิบดีอัยการฯ ระบุชัดว่า คดีที่จะเข้าข่ายเป็นคดีการเมืองนั้น ผู้ต้องหาต้องมีลักษณะเป็นผู้นำทางการเมือง แล้วมีการหลบหนีหรืออ้างว่าถูกกลั่นแกล้งกันเป็นเรื่องการเมือง แต่ข้อหารูปคดีนี้เป็นเรื่องอาชญากรรมไม่เข้าเงื่อนไขที่จะไม่ส่งตัว แต่ทั้งนี้ ก็ต้องขึ้นกับทางการลาวเป็นสำคัญ

ล่าสุด 25 มี.ค.2560 สุรชัย แซ่ด่าน ประธานกลุ่มแดงสยาม ซึ่งพำนักอยู่ในนครหลวงเวียงจันทน์ สปป.ลาว ได้จัดรายการทางออกประเทศไทย ออกทางยูทู้ป โดยตอนหนึ่งกล่าวว่า การเคลื่อนไหวของโกตี๋ ไม่เกี่ยวกับ “จารุพงศ์ เรืองสุวรรณ” และการที่เครือข่ายโกตี๋ ถูกจับกุมพร้อมอาวุธนั้น เป็นเรื่อง “ปลาหมอตายเพราะปาก”

“สุรชัย” ยังเปิดเผยว่า ทาง คสช.พยายามเจรจากับทางการลาวมาหลายครั้ง เรื่องที่จะขอตัว “ผู้ต้องหาคดี 112” ไปดำเนินคดีในเมืองไทย แต่ทางการลาวส่งตัวให้ไม่ได้ เพราะ สปป.ลาว ไม่มี “กฎหมายเกี่ยวกับคดี 112” (สปป.ลาว ปกครองในรูปแบบสาธารณรัฐ)

“วันก่อน เลขาฯ สมช.มาพบกับเจ้าหน้าที่ทางนี้ เอารูปถ่ายบ้านพักมากาง และระบุว่า คนนั้น คนนี้ อยู่บ้านเลขที่เท่านั้นเท่านี้ ทางประเทศนี้เขาก็เฉย อย่างดีเขาก็ตอบแบบสุภาพว่า จะหาตัวให้” สุรชัย กล่าว

แม้ในการพูดออกยูทู้ป “สุรชัย” ไม่ระบุชื่อประเทศลาว ก็เป็นที่รู้กันอยู่หมายถึงประเทศใด ที่ให้พวกเขาพำนักอาศัย และสุรชัยบอกว่า “ทางเขาเห็นแก่มนุษยธรรม จึงให้พวกเราอาศัยอยู่ แบบว่าหนีร้อนมาพึงเย็น”

ประเด็นว่า ลาวเห็นแก่มนุษยธรรม และในความเป็นมิตรสหายในอดีต ระหว่างพรรคประชาชนปฏิวัติลาว กับขบวนการปฏิวัติไทย ปี 2520-2523 สุรชัยก็เคยพูดในรายการทางออกประเทศไทย

อย่างไรก็ดี กรณีโกตี๋กับอาวุธนั้น สุรชัย ยอมรับว่า มันหาเรื่องเดือดร้อนมาให้ทางการลาว เพราะไม่ใช่คดี 112 แต่เป็นคดีก่อการร้าย เขาจึงแนะนำให้โกตี๋ กับชูชีพ ชีวสุทธิ์ ออกจากประเทศลาว เพื่อความสบายใจของคนที่ให้พวกตนอาศัยอยู่

เดิมทีช่วงหลังรัฐประหาร 2557 “สุรชัย” กับ จารุพงศ์ เรืองสุวรรณ และโกตี๋ อยู่ในอพาร์ทเมนท์เดียวที่กัมพูชา เมื่อ “จารุพงศ์” แยกตัวไปสหรัฐฯ สุรชัยและโกตี๋ ก็เดินทางมา สปป.ลาว แรกๆ ก็อยู่ด้วยกัน และโกตี๋ย้ายออกจากนครเวียงจันทน์ ไปขายก๋วยเตี๋ยวที่หลวงพระบาง

เมื่อ ชูชีพ ชีวสุทธิ์ ทำสถานีวิทยุใต้ดิน ก็จึงชวนโกตี๋มาร่วมงานด้วย ทำให้ในเมืองลาว มี 2 กลุ่มจัดรายการวิทยุทางยูทู้ป คือ กลุ่มโกตี๋-ชูชีพ กับกลุ่มสุรชัย

ปลายปีที่แล้ว สองกลุ่มนี้ทะเลาะกันเรื่องแม่ยกพ่อยก ที่ส่งเงินทองมาสนับสนุน จึงแยกทางกันเดิน

โกตี๋-ชูชีพ หันมาชูแนวทาง “สหพันธรัฐไท” ส่วนสุรชัย และอาจารย์หวาน-สุดา รังกุพันธุ์ ยึดแนวทาง “สาธารณรัฐ”

คืนวันเดียวกัน(25 มี,ค.) ชูชีพ ในนาม “ลุงสนามหลวง” จัดรายการ “เพื่อสหพันธรัฐไท” ได้ตอบโต้สุรชัย แซ่ด่าน ว่าเป็นพวกบิดเบือนแนวคิด “ล้มสถาบันเบื้องสูง” และเป็นคนไม่น่าเชื่อถือ

ช่วงหลัง สมัยโกตี๋ ยังจัดรายการอยู่ สองกลุ่มนี้ต่างโต้ตอบกันไปมา ถึงขั้นด่าทอกันกลางอากาศ

มาวันนี้ โกตี๋ถูกบีบให้หยุดจัดรายการก็จริง(บางกระแสว่า ออกนอกประเทศลาวไปแล้ว) แต่พลพรรคโกตี๋ และกลุ่มสุรชัย ยังจัดรายการทางยูทู้ปได้ตามปกติ โดยใช้นครหลวงเวียงจันทน์ เป็นฐานพักพิง

คนเบื้องหลัง “ไมตรี” รักษ์ลาหู่ ผู้สร้าง “ชัยภูมิ ป่าแส”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/267522

คนเบื้องหลัง “ไมตรี” รักษ์ลาหู่ ผู้สร้าง “ชัยภูมิ ป่าแส”

คนในข่าว  :  25 มี.ค. 2560
ผู้สร้าง, #เรามีไมตรี #ชัยภูมิป่าแส, เบื้องหลัง, ไมตรี, รักษ์, หู่, ผู้สร้าง , ชัยภูมิ, ป่า, คนเบื้องหลัง, รักษ์ลาหู่, ผู้สร้าง ชัยภูมิ, ป่าแส, ชัยภูมิ ป่าแส, พี่ชายบุญธรรม, พี่ไมตรี, พี่ไมตรีของน้องๆ, วัฒนธรรม, ลาหู่ บ้านฉัน, ลาหู่, ทหาร

รู้จักคนสำคัญผู้สร้างแรงใจไฟฝันให้กับ ชัยภูมิ ป่าแส ก้าวไปบนเส้นทางสายนักกิจกรรมเพื่อสังคม

จากการวิสามัญฆาตกรรมของทหารทำให้จะอุ๊-ชัยภูมิ ป่าแส เยาวชนนักกิจกรรมชาติพันธุ์ลาหู่เสียชีวิตอย่างมีเงื่อนงำ หลายฝ่ายเรียกร้องให้ความเป็นธรรมได้บังเกิดขึ้น

          หนึ่งเสียงในนั้นคือ ไมตรี จำเริญสุขสกุล ประธานกลุ่มรักษ์ลาหู่ จ.เชียงใหม่ ที่ดูแลทุกข์สุขของ จะอุ๊-ชัยภูมิ ป่าแส ตั้งแต่สมัยที่มีชีวิต จนถึงวันที่ตายจาก เสมือนคนในครอบครัวจนยอมรับนับถือกันเป็น “พี่ชายบุญธรรม” ที่เป็นแรงใจบันดาลใจให้ ชัยภูมิ ป่าแส ก้าวไปบนเส้นทางนักกิจกรรมเพื่อสังคม

          แต่วันนี้ ภายหลังการตายของจะอุ๊-ชัยภูมิ ป่าแส ที่ทางทหารอ้างเหตุจากยาเสพติดนั้น ทาง ไมตรี กลับถูกทางการเพ่งเล็งว่าอาจจะเป็นอีกคนหนึ่งที่มีส่วนรู้เห็นด้วย

          แต่ “พี่ไมตรี” ของจะอุ๊ และน้องๆ กลุ่มรักษ์ลาหู่ทั้งหลาย ดูเหมือนไม่หวั่น เพราะหนักกว่านี้ ถึงขั้นโรงขึ้นศาลก็เคยมาแล้ว และไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาตกเป็นข่าว

คนเบื้องหลัง  "ไมตรี" รักษ์ลาหู่  ผู้สร้าง "ชัยภูมิ ป่าแส"

ไมตรี จำเริญสุขสกุล หรือ “พี่ไมตรีของน้องๆ” วัย 33 ปี เป็นนักกิจกรรมชาวลาหู่ ผู้ก่อตั้งกลุ่มรักษ์ลาหู่ อยู่หมู่บ้านกองผักปิ้ง ต.เมืองนะ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ มาตั้งแต่เกิด ด้วยภูมิประเทศติดแนวชายแดนทำให้หมู่บ้านของเขาเสี่ยงต่อยาเสพติดมาตลอดเวลา คนหนุ่มสาวมากมายที่เสียผู้เสียคนไปกับมหันตภัยร้าย เพราะถึงไม่ก้าวไปหา ยาเสพติดเหล่านั้นก็พร้อมจะคืบคลานเข้าหาอยู่แล้ว หากไม่มีภูมิคุ้มกันที่ดี

          ครั้งหนึ่ง ไมตรี ก็ตกอยู่ในภาพเช่นนั้น แต่เขาไม่ยอมไหลไปกับกระแสน้ำ เพื่อนหลายคนของเขาติดยา ดมกาวจนออกจากโรงเรียน เขาเองก็เกือบไปเหมือนกันเพราะเกเรมีเรื่องชกต่อยกับเพื่อนประจำ แต่ด้วยความรักในดนตรี จึงให้ดนตรีนำทางชีวิต ก่อนตั้งกลุ่ม “รักษ์ลาหู่” เพื่อรวมกลุ่มเยาวชนในหมู่บ้านมาทำกิจกรรมร่วมกัน เริ่มต้นเป็นแนว “ดนตรีบำบัดยาเสพติด” ทั้งเล่นดนตรีและส่งเด็กประกวดร้องเพลงต่างๆ ดึงความสนใจของเยาวชนให้ออกห่างจากยาเสพติด โดยเฉพาะตัวเขาเองก็มีวงดนตรีชนเผ่าบรรเพลงในงานชาติพันธุ์ด้วยบทเพลงภาษาลาหู่หลายครั้ง อย่างโครงการ “การสอนแต่งเพลงให้กับเด็กๆ ลาหู่ดำ ลาหู่แดง” เป็นหนึ่งโครงการในความมุ่งมั่นเพื่อพัฒนาความสามารถของน้องๆ ในกลุ่มด้วย

          ภายหลังเมื่อตระหนักว่าการจะก้าวไปสู่สิ่งใดแล้วต้องเริ่มต้นจาก “วัฒนธรรม” ซึ่งเป็นรากเหง้าของตัวเองก่อน จึงกลับมาเน้นเรื่อวัฒนธรรมลาหู่ แล้วใช้ การเต้นแจ่โก่, การใช้ภาษาลาหู่ และการสวมเสื้อผ้าของเผ่า ทำให้ระยะหลังการขับเคลื่อนกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับประเด็นวัฒนธรรมเข้มขึ้น

          ไมตรียังเก่งทางด้านไอทีและคอมพิวเตอร์ เขาเคยรับเหมาติดตั้งอินเตอร์เน็ตในหมู่บ้านปายสองแง่ให้กับผู้ใหญ่บ้านและทหารที่ชายแดนได้ใช้งานอีกด้วย จากความสามารถนี้เองจึงต่อยอดไปทำหนังสั้นด้วย

          ยิ่งได้เป็นสมาชิกคนหนึ่งของโครงการ “เกี่ยวก้อย” โครงการผลิตสื่อเพื่อรณรงค์ด้านสิทธิมนุษยชนคนชายขอบ ของ “มูลนิธิเพื่อนไร้พรมแดน” ด้วยแล้ว จึงได้อบรมแล้วผลิตหนังสั้นให้คนนอกพื้นที่ได้รับชมมาแล้วหลายเรื่อง เช่น “ลาหู่ บ้านฉัน” เป็นต้น พร้อมกับถ่ายทอดเทคนิคการผลิตสื่อเหล่านั้นให้กับน้องๆ ในกลุ่มรักษ์ลาหู่รุ่นหลังได้สร้างสรรค์หนังสือออกมาด้วย เพื่อบอกเล่าความเป็นลาหู่ของคนบ้านกองผักปิ้งที่เริ่มสูญหายไปตามเวลานั้น ได้ผลตอบรับในวงกว้าง อาทิเช่น “ทางเลือกของจะดอ”, “จะโบแปลว่าผู้มีวาสนา”, เข็มขัดและหวี ฯลฯ

คนเบื้องหลัง  "ไมตรี" รักษ์ลาหู่  ผู้สร้าง "ชัยภูมิ ป่าแส"

นอกจากนี้ ไมตรี ยังมีบทบาทในการเป็นผู้สื่อข่าวพลเมืองให้กับสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส เพื่อสื่อสารเรื่องราวและวิถีชีวิตของชาวลาหู่ให้กับสังคมได้รับรู้อีกทางหนึ่ง อย่างรายการสารคดีชีวิต “เด็กมีเรื่อง” เกี่ยวกับ “ลาหู่” ถึง 4 ตอน ทางไมตรีและน้องๆ ในกลุ่มก็ประสานงานทุกขั้นตอน

          ไมตรีจึงเป็นที่รู้จักของคนทำงานพื้นที่สร้างสรรค์เพื่อเด็ก เพื่อชุมชนเสมอมา ในฐานะผู้บอกเล่าเรื่องราวและปกป้องชุมชนผ่านสื่อเล็กๆ

          “ไมตรีเป็นคนสร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับชุมชนลาหู่ ปลุกฟื้นศิลปะและดนตรีของชนเผ่า สร้างพื้นที่ในการแสดงออกของเด็กๆลาหู่ และสร้างเยาวชนให้เป็นแกนนำที่สามารถเป็นต้นแบบให้กับน้องๆในชุมชนตัวเองได้” กัลยาณมิตรรายหนึ่งกล่าวถึงไมตรีไว้เช่นนั้น

          ตัวอย่างหนึ่งที่เห็นได้ชัดคือ จะอุ๊-ชัยภูมิ ป่าแส นั่นเอง จากเด็กน้อยผู้ยากไร้และเกิดมาท่ามกลางความไม่พร้อมทั้งหลาย แต่วันหนึ่งก็เดินตามเสียงเพลงมาที่บ้านรักษ์ลาหู่ ที่เขาเปิดรับทุกชีวิตด้วยไมตรี อาหาร ที่พัก และเดินทางไปทำกิจกรรมต่าง ๆทั้งในและนอกพื้นที่ กระทั่งทำให้ชีวิตเด็กชายเปลี่ยนไป มีความสามารถหลายด้าน ถือเป็นน้องชายในกลุ่มรักษ์ลาหู่ที่เขาเองภูมิใจและมีอนาคตไกลคนหนึ่ง พร้อมขับเคลื่อนงานศิลปวัฒนธรรม-กิจกรรมเพื่อสังคมต่อไปได้สบายๆ

          ขณะที่ทำกิจกรรมกับน้องๆ ไมตรีก็ยังคงทำหน้าที่ “ผู้สื่อข่าวพลเมือง” เพื่อส่งข่าวสารจากแดนไกลผ่านออนไลน์มายังโลกภายนอกต่อเนื่อง

          ต้นปี 2558 ไมตรีตกเป็นข่าวใหญ่ ถูกเจ้าหน้าที่ “ทหาร” ฟ้องฐานในข้อหาความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 จากการโพสต์ข้อความเล่าเรื่องราวกรณีเจ้าหน้าที่ทหารได้ตบหน้าชาวบ้านที่บ้านกองผักปิ้ง เมื่อส่งท้ายปีเก่า 2557

          กระทั่งเกิดกระแสให้กำลังใจ #เรามีไมตรี เพื่อให้กำลังใจไมตรีจากเพื่อนสู่เพื่อน ท่วมท้นล้นโชเชียลกันระยะหนึ่ง

          แต่แล้วในที่สุด ศาลจังหวัดเชียงใหม่ ได้มีคำพิพากษายกฟ้องคดี ทั้งนี้ ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่าการเผยแพร่เรื่องดังกล่าวว่า “เป็นความจริง” ไม่ถือเป็นความผิด จึงพิพากษายกฟ้องจำเลย หลังสืบคดีพยานโจทก์ รวม 10 ปาก พยานจำเลยอีก 8 ปาก รวม 18 ปาก ต่อสู้คดีนานกว่า 1 ปี

          จากกรณีที่ถูกฟ้องร้อง ไมตรีถือเป็นเรื่องบานปลายอย่างมาก จากที่ตั้งใจเพียงทำหน้าเป็นสื่อกระบอกเสียงให้ชาวบ้าน เรียกร้องให้คนที่ทำผิดมารับผิดชอบด้วยการขอโทษกับผู้ใหญ่ของหมู่บ้านเท่านั้น แต่กลับถูกฟ้องร้องในที่สุด

          แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังไม่เสียกำลังใจในการทำหน้าที่ “กระบอกเสียง”ให้กับชาวบ้านเพื่อสื่อสารเรื่องราวต่อสังคมต่อไป และไม่เฉพาะชุมชนกองผักปิ้งบ้านเขาเท่านั้น แต่ทุกพื้นที่ที่ต้องการให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในชุมชนของตนเอง

          กรณี “ชัยภูมิ ป่าแส” น้องชายบุญธรรมของเขา น่าจะเป็นอีกประเด็นที่เขาเกาะติดและให้ความกระจ่างได้มากที่สุดนับจากนี้ต่อไป

***ขอบคุณภาพจาก Facebook : Maitree Savelahu

“จารุพงศ์” ฟิเจอริ่ง “โกตี๋” แบบนี้ก็ได้เหรอ???

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/267363

“จารุพงศ์” ฟิเจอริ่ง “โกตี๋” แบบนี้ก็ได้เหรอ???

คนในข่าว  :  24 มี.ค. 2560
เครือข่ายทักษิณ, เครือข่ายเสื้อแดง, โกตี๋-วุฒิพงษ์ กชธรร, ต่อต้านคสช., แกนนำเสื้อแดง, ทักษิณ ชินวัตร, พรรคเพื่อไทย, องค์กรเสรีไทยเพื่อสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย, โกตี๋แกนนำแดงปทุม, จารุพงศ์ เรืองสุวรรณ, จารุพงศ์, เจอ, ริ่ง, ตี๋, แบบนี้, ก็ได้, เหรอ, ฟิเจอริ่ง, โกตี๋, แบบนี้ก็ได้เหรอ,  และ , สุพัตรา,

ชื่อ “จารุพงศ์ เรืองสุวรรณ” ที่เกี่ยวข้องกับ “โกตี๋” คนที่ทางการหมายหัว ถามว่าเขาเป็นใคร? บอกเลยคนนี้ ไม่ธรรมดา!

          ชื่อหนึ่งที่มาเกี่ยวข้องกับ “โกตี๋” วุฒิพงศ์ กชธรรมคุณ คนทางการไทยหมายหัว คือชื่อของ “จารุพงศ์ เรืองสุวรรณ”

          เพราะ “องค์การสหพันธรัฐไท” ของวิทยุแดงใต้ดินของโกตี๋ ก็เชื่อมต่อถึงกันเป็นอย่างดี กับ สองพ่อลูกแห่งตระกูลเรืองสุวรรณ “จารุพงศ์” และ “จารุวงศ์”

          โดยคนพ่อนั้น เคลื่อนไหวในฐานะประธาน “องค์กรเสรีไทยเพื่อสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย” ที่แท็คทีมกับ จักรภพ เพ็ญแข

          ขณะที่คนลูกก็คอยเดินสายพบปะ “กลุ่มคนเสื้อแดง” ในต่างแดนให้กับองค์กรแห่งนี้

          แถมโกตี๋ยังเคยกล่าวผ่านยูทูบว่า งานต่อต้าน คสช. ก็ได้รับน้ำเลี้ยงจาก “จารุพงศ์” นี่แหละ ที่เด็ดคือ จารุพงศ์ ยังให้คำแนะนำที่จะเปลี่ยนไทยให้เป็นระบอบสหพันธรัฐ! (แบบนี้ก็ได้เหรอ???)

          ถามว่า จารุพงศ์ เรืองสุรรณ เป็นใคร ไปไงมาไง?

          จารุพงศ์ นั้น เกิดเมื่อ 15 สิงหาคม 2489 เป็นบุตรของ ร้อยโทจารุบุตร กับ อรนุช เรืองสุวรรณ

          จบชั้นม.ต้น ที่โรงเรียนวัดบวรนิเวศ และ ม.ปลาย ที่โรงเรียนอำนวยศิลป์ จบปริญญานิติศาสตร จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และปริญญาโท รัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

          ผ่านการศึกษาอบรมในหลักสูตรนายอำเภอ รุ่นที่ 16 (พ.ศ. 2521) หลักสูตรนักปกครองระดับสูง (นปส.) รุ่นที่ 19 (พ.ศ. 2527) และหลักสูตรป้องกันราชอาณาจักร จากวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร รุ่นที่ 41 (วปรอ.4111)

          เขาสมรสกับ “สุพัตรา” มีบุตร 3 คน คือ จารุวงศ์ เรืองสุวรรณ อดีตเลขานุการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี, จารุพัตรา อาร์ นีล และ จารุพันธุ์ เรืองสุวรรณ

          จารุพงศ์ มีเส้นทางการทำงานในสายข้าราชการเต็มขั้น เป็นทั้งปลัดอำเภอ และเป็นนายอำเภอมาหลายที่ จนมามีชีวิตเป็นข้าราชการในสังกัด กทม.อยู่พักใหญ่

          เป็นทั้งเลขานุการผู้ว่าฯ กทม. (อาษา เมฆสวรรค์) เป็น ผู้อำนวยการเขตบางบอน, เป็นรองผู้อำนวยการสำนักรักษาความสะอาด กทม. และเป็นผู้ช่วยปลัด กทม.

          กระทั่งปี 2538 ได้ตำแหน่งนักบริหาร ระดับ 10 (เป็นผู้อำนวยการสำนักพัฒนาชุมชน ผู้อำนวยการสำนักการศึกษา และรองปลัดกรุงเทพมหานครตามลำดับ)

          บางคนคิดว่า จารุพงศ์เกี่ยวข้องกับ ทักษิณ ชินวัตร หลังลงเล่นการเมือง แต่แท้จริงแล้ว คนสองคนนี้เกี่ยวข้องกันมาแล้วก่อนหน้า

          โดยช่วงปี 2545 ในยุคทักษิณ จารุพงศ์ได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการ องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก) และช่วงปลายปียังย้ายจาก รองปลัดกทม. เป็นรองปลัดกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.)

          ต่อมาปี 2546 ยังได้เลื่อนไปเป็นประธานบอร์ด ขสมก, และเลื่อนเป็นปลัดกระทรวง พม. ในปลายปีเดียวกัน และยังเคยเป็นปลัดกระทรวงยุติธรรม ปลัดกระทรวงแรงงานในเวลาต่อมา

          จนมาปี 2549 เขาต้องย้ายจากปลัดกระทรวงแรงงาน ไปเป็นปลัดกระทรวงยุติธรรม โดยให้น้องเขยนายกฯ สมชาย วงศ์สวัสดิ์ มานั่งปลัดกระทรวงแรงงานแทน

          กระทั่งเกิดรัฐประหารปี 2549 เขาก็เกษียณอายุราชการ แล้วไปนั่งเก้าอี้ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเอเชียอาคเนย์ อยู่ 4 ปี จนถึงปี 2553

          จากนั้นกลับมาเกี่ยวข้องกันใหม่ โดยมาอยู่กับ ”พรรคพลังประชาชน” และมาเป็น “เพื่อไทย”

          โดยช่วงปี 2554 เขาได้นั่งเก้าอี้เลขาธิการพรรค แทนคนเก่าที่ลาออกไป แถมส่งให้ทายาท จารุวงศ์ เรืองสุวรรณ ไปงเป็นเลขานุการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี สุรวิทย์ คนสมบูรณ์ อีกด้วย

          ในปี 2555 รัฐบาลปู ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จารุพงศ์ ได้นั่งเก้าอี้รัฐมนตรีคมนาคม และนั่งเก้าอี้รัฐมนตรีมหาดไทยต่อในรัฐบาลปู 3

          ต่อมาได้รับเลือกเป็น “หัวหน้าพรรคเพื่อไทย” เมื่อ 30 ตุลาคม 2555 จนมาปี 2557 เขาสมัครรับเลือกตั้งในระบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย กระทั่งมาลาออกเมื่อ 16 มิถุนายน 2557 หลังเกิดเหตุการรัฐประหาร โดย คสช.

          แต่เขาไม่หยุดเคลื่อนไหว ออกตัวแรงเลยว่า ขอต่อต้าน คสช. สุดฤิทธิ์ ปี 2557 ประกาศตั้งองค์กรเสรีไทยเพื่อสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย เคลื่อนไหวในต่างประเทศ

          โดยมีสมาชิกเช่น เสน่ห์ ถิ่นแสน (หรือนามแฝง ดร.เพียงดิน รักไทย) ชูพงศ์ ถี่ถ้วน จรัล ดิษฐาอภิชัย สุนัย จุลพงศธร จาตุรนต์ ฉายแสง ดารุณี กฤตบุญญาลัย มนูญ หรือ เอนก ชัยชนะ จอม เพชรประดับ จรรยา ยิ้มประเสริฐ

          อย่างไรก็ดี บางคนว่า ผู้ชายสูงอายุคนนี้ ไม่น่าจะห้าวเป้ง แต่จารุพงศ์นี่แหละ เป็นหนึ่งในผู้ที่ไม่ยอมมารายงานตัวตามคำสั่งของ คสช.

          แถมยังโพสต์เฟสบุ๊คว่า ไม่ยอมก้มหัวให้ทหารที่ยึดอำนาจและผู้กบฏ เพราะตนนั้นได้รับเลือกตั้งจากประชาชน จะต่อต้านทหารทุกรูปแบบ

          ปรากฏว่า “งานจัดหนัก” ก็มา เพราะคสช. สั่งอายัดการทำธุรกรรมทางการเงินในที่สุด

          แต่ความห้าวเป้งนี้ บางคนบอกว่า เพราะเขามีเบื้องหลังที่ไม่ธรรมดา ตระกูล เรืองสุวรรณ ที่เป็นตระกูลชั้นสูงเก่าแก่

          โดยมีบรรพบุรุษเป็นเจ้าผู้ครองนครหลวงพระบางและเจ้านางแห่งนครเชียงใหม่ สืบเชื้อสายเป็นเจ้าเมืองสำคัญในหัวเมืองอีสานหลายหัวเมืองมาอย่างต่อเนื่อง

          โดย “จารุบุตร เรืองสุวรรณ” ผู้พ่อของ จารุพงศ์ นั้น ก็มีบทบาททางการเมืองไทยมากอยู่ เพราะเคยเป็นสมาชิกขบวนการเสรีไทย ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง

          จนมาลงเลือกตั้ง ส.ส. ครั้งแรกในปี 2489 และได้รับเลือกติดต่อกันรวม 5 ครั้ง ในสังกัดพรรคธรรมสังคม ซึ่งเป็นพรรคการเมืองของ ทวิช กลิ่นประทุม (บิดาของสรอรรถ กลิ่นประทุม) ตามด้วยเป็นสมาชิกวุฒิสภาในปี 2524 และเป็นประธานรัฐสภาในปี 2526 ถึงปี 2527

          มารุ่นลูก บุตรชายหนึ่งเดียวของเขาอย่าง “จารุพงศ์” ก็เสรีไทยเหมือนกัน แต่เบี่ยงๆ ออกไปทางไหน คนไทยน่าจะรู้ดี

เปิดหน้ากาก”ตี๋หล่อ” “กันต์ กันตถาวร”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/267128

เปิดหน้ากาก”ตี๋หล่อ” “กันต์ กันตถาวร”

คนในข่าว  :  23 มี.ค. 2560
เปิด, หน้ากาก, ตี๋, หล่อ, กันต์, กันต, ถาวร, เปิดหน้ากากตี๋หล่อ, กันตถาวร, ตี๋หล่อ, กันต์ กันตถาวร, The Mask Singer หน้ากากนักร้อง, ดาวจรัสฟ้า, โพลีพลัส, เสี่ยตา, BAO YOUNG BLOOD ดนตรีคุณค่าสร้างชีวิต, I Can See Your Voice Thailand นักร้องซ่อนแอบ, พิธีกร, ฟลุค, พิธีกรที่ทำงานหนักมาก, พี่ตา, ไปไหน ไป

พิธีกรสุดฮอต “กันต์ กันตถาวร”ผู้มีส่วนผลักดันให้รายการ “The Mask Singer หน้ากากนักร้อง” กระชากเรตติ้งสูงสุด ครองใจคนดูในเวลานี้

ขึ้นทำเนียบพิธีกรสุดฮอตไปเรียบร้อยสำหรับ “กันต์ กันตถาวร” พิธีกรหนุ่มวัย 31 ปี แห่งรายการ The Mask Singer หน้ากากนักร้อง ซึ่งเป็นอีกส่วนสำคัญที่ผลักดันให้ รายการ The Mask Singer หน้ากากนักร้อง กระชากเรตติ้งสูงสุดต่อเนื่อง

แฟน “เวิร์คพอยท์” คุ้นหน้าคุ้นตากันดีทั้ง รายการ The Mask Singer หน้ากากนักร้อง, รายการ I Can See Your Voice Thailand นักร้องซ่อนแอบ และ แฟนพันธุ์แท้ Super Fan

แต่ผลงานของเขาไม่ใช่มีเพียงแค่นี้!!

ก่อนก้าวมาสู่งานพิธีกรในวันนี้ เขาผ่านบันเทิงมาแล้วทั้งงานเดินแบบ, ถ่ายโฆษณา, นักแสดง และดีเจ

ออร่าเปล่งประกายตั้งแต่สมัยเรียน ม.ปลาย โรงเรียนบดินทรเดชา 2 (สิงห์ สิงหเสนี) ด้วยการเดินแบบ

พอเข้าจุฬาฯ ก็เข้าตา ไก่-วรายุธ ชักชวนเข้าสู่วงการละคร โดยมี “ดาวจรัสฟ้า” เป็นผลงานละครเรื่องแรก ต่อด้วยผลงานโฆษณาหลายเรื่อง จนได้เซ็นสัญญาเป็นนักแสดงสังกัด “โพลีพลัส” เป็นนักแสดงเต็มตัว โดยเล่นมาแล้วทุกบท ทั้งพระเอก,พระรอง และตัวร้าย

นอกจากไม่ยึดติดบทพระเอกอย่างเดียวแล้ว ยังขยันฝึกฝนความสามารถตัวเองด้วยการเป็น “ดีเจ” ควบคู่กันไป ที่คลื่น 94 อีเอฟเอ็ม ในเครือเอไทม์ มีเดีย, จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ ซึ่งได้ครูดีทั้ง ไก่-สมพล ปิยะพงศ์สิริ, ตุ๊ยตุ่ย-พุทธชาด พงศ์สุชาติ, โป้ง-ณัฐพงษ์ แตงเกษม รวมถึงพี่อ้อย-นภาพร ไตรวิทย์วารีกุล และพี่ฉอด-สายทิพย์ มนตรีกุล ณ อยุธยา ล้วนแล้วเป็นปรมาจารย์ด้านความบันเทิงทั้งสิ้น เป็นแหล่งให้เขาฝึกวิทยายุทธด้านการพูดสายดีเจและนักพิธีกรไปด้วย

ที่ผ่านมาทำหน้าที่พิธีกรมาแล้วหลายรายการ ทั้งพิธีกรหลักและพิธีกรรับเชิญ ด้วยมาดพิธีกรตี๋หล่อ มากความสามารถ จึงเข้าตาของ “เสี่ยตา” ปัญญา นิรันดร์กุล ” ก่อนเข้าสังกัด เวิร์พอยท์ ตั้งแต่ปี 2558

ประเดิมด้วยพิธีกรรายการ “บิ๊กเบนโชว์” ต่อด้วย “BAO YOUNG BLOOD ดนตรีคุณค่าสร้างชีวิต” SEASON 2 -3, แฟนพันธุ์แท้ ซูเปอร์แฟน ไปจนถึง “I Can See Your Voice Thailand นักร้องซ่อนแอบ” ที่เป็นพิธีกรคู่ร่วมกับ ลิง-สมเกียรติ จันทร์พราหมณ์ ก่อนฉายเดี่ยวด้วย “The Mask Singer หน้ากากนักร้อง” ที่ดังสุดขีด

โดยจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญเกิดขึ้นเมื่อ 3 ปีก่อน ที่คิวถ่ายละครแน่นทั้ง 7 วัน รู้สึกว่าเวลาเริ่มไม่สมดุลต่อชีวิตและการงานจึงเริ่มหันมองหาอาชีพอื่น นอกเหนือจากธุรกิจที่เขาทำ สุดท้ายลงตัวที่ “พิธีกร”

ถึงแม้เขาจะมีชื่อเล่นว่า “ฟลุค” แต่เส้นทางพิธีกรไม่ได้ฟลุคอย่างชื่อ เพราะเป็น “พิธีกรที่ทำงานหนักมาก” คนหนึ่ง มีการทำการบ้านตลอด ก่อนถ่ายทำรายการ แทนที่จะท่องสคริปต์ แต่เขากลับออกไปทายทักพี่ๆ น้องๆ ผู้ร่วมรายการ เพื่อการละลายพฤติกรรมให้เป็นกันเอง ช่วงถ่ายทำรายการมีสมาธิให้มากที่สุด หลังจากถ่ายรายการแล้วก็ “รีเช็ก” เทปรายการ เท่านั้นไม่พอ กลับไปถึงบ้านก็ยังนำเทปรายการเก่าๆ ของตัวเองมาเปิดดูด้วย เพื่อวิเคราะห์เจาะลึกถึงการทำหน้าที่ว่าดีพอหรือยัง ถ้ายังไม่ดี ก็ปรับปรุงใหม่ โดยไอดอลคนสำคัญก็ไม่ใช่ใครที่ไหน “พี่ตา” ของเขานั่นเอง

อย่างไรก็ดี เส้นทางนี้ไม่ได้สวยหรูอย่างที่เห็น ครั้งหนึ่งสมัยที่เป็นพิธีกรดาวรุ่ง ถึงขนาดมีชื่อรายการเป็นของตัวเอง “ไปไหน ไปกัน (ต์)” ก็ตกเป็นข่าวถูกเบี้ยวค่าตัวมาแล้ว โดยเจ้าตัวโพสต์ผ่านอินสตราแกรมด้วยตัวเอง และน่าจะเป็นบทเรียนหนึ่ง

สำหรับการทำหน้าที่ “The Mask Singer หน้ากากนักร้อง” จึงเป็นการพิสูจน์ครั้งสำคัญ เพราะพิธีกรมีส่วนที่จะทำให้รายการเกิด-ไม่เกิดได้เหมือนกัน

ไม่เพียงพูดจาฉะฉาน แม่นยำจังหวะ และเท่าทันผู้ร่วมรายการแล้ว เสน่ห์ที่สุดของพิธีกรตี๋หนุ่มคนนี้ เห็นจะเป็น การมีส่วนร่วมกับผู้ร่วมรายการนั่นเอง จึงไม่น่าแปลกใจที่เขาจะกลายเป็นพิธีกรที่ถูกลวนลามมากที่สุดก็เป็นได้ ซึ่งเขาเองถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของการทำหน้าที่พิธีกรนั่นเอง “พิธีกรคือการทำหน้าที่แทนคนดู ถามในสิ่งที่คนดูอยากรู้ ทำในสิ่งที่คนดูอยากทำ รู้สึกในสิ่งที่คนดูรู้สึก…” หนุ่มกันต์ให้สัมภาษณ์โพสต์ทูเดย์ เมื่อครั้งหนึ่ง

แน่นอนว่าเส้นทางสายพิธีกรมืออาชีพไม่ได้ง่าย แต่เขาไม่ท้อ เพราะเป็นอาชีพที่ทำแล้วมีความสุขและเป็นตัวของตัวเองที่สุด

“ถ้าเราตั้งใจกับมันจริงๆ แล้ว ไม่มีอะไรที่เราทำไม่ได้”

น่าจะเป็นคาถาหนึ่งที่ทำให้เขาครองใจผู้ชมสูงสุด ในเวลานี้

รู้แล้วว่าจะว้าว! หน้ากากฯ ปัง เพราะกึ๋นใคร?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/267099

รู้แล้วว่าจะว้าว! หน้ากากฯ ปัง เพราะกึ๋นใคร?

คนในข่าว  :  23 มี.ค. 2560
the mask singer, เบื้องหลัง the mask singer, ทีมงานหน้ากากนักร้อง, เวิร์คพอยท์, หน้ากากอีกาดำ, แชมป์หน้ากากนักร้อง, รู้, แล้ว, ว่า, ว้าว, หน้ากาก, ปัง, เพราะ, กึ๋น, ใคร, รู้แล้วว่าจะว้าว, หน้ากากฯ, เพราะกึ๋นใคร, แซ่บ, สนุก, ไม่ง่าย, ความลับ, ลูกบ้า, ทุกด้าน, คมชัดลึก, หน้ากากนักร้อง

รู้กันแล้วว่า The Mask Singer ยอดเยี่ยม สุดติ่งความฮอตขนาดไหน และงานเบื้องหลังนี่สิ มาจากทีมงานคุณภาพ ที่ต้องบอก ว่าแซ่บ ว่าแต่มีใครกันบ้างมาดูกัน

          ถึงวันนี้ ไม่ต้องพูดกันมากความ ก็รู้แล้วว่า รายการ หน้ากากนักร้อง The Mask Singerยอดเยี่ยม สุดติ่งความฮอตขนาดไหน

          สำหรับเบื้องหน้าที่เราเห็นกันหน้าจอทีวี จากบนเวที เราก็รับรู้กันแล้วว่า เป็นความมหัศจรรย์ของรายการโทรทัศน์ไทยที่ทุกอย่างผสมผสานกลมกลืนสนุกลงตัว

          แต่งานเบื้องหลังนี่สิ มาจากทีมงานคุณภาพ ที่ต้องบอกเลยว่า “แซ่บ” ว่าแต่ รู้กันยังว่ามีใครกันบ้าง

          อันดับแรก ระดับมืออาชีพกลุ่มนี้ เป็นทีมที่ทำรายการ Thailand Got Talent มาก่อน

          ซึ่งการันตีกึ๋นอยู่พอสมควรว่าไม่ธรรมดา

          เพราะพวกเขา คือ ดาราราย ศรีจิตรแจ่ม (ดาว) Group Head ฝ่ายผลิตรายการ, ฐปกร ทวีศรี (พุ) Creativeจุฑาทิพย์ สุขมา (จอย) Creative นิติรัฐ รัตนชารี (เนติ์) Creative

          การที่พวกเขา รับโจทย์มาว่าต้องทำให้รายการ หน้ากากนักร้อง “สนุก” นั้น “ไม่ง่าย”

          และเมื่อแก่นของรายการนี้คือ หน้ากาก ก็แปลว่า จะไม่มีใครรู้ว่าภายใต้หน้ากากนั้น เป็นใคร ดังนั้น ความสนุกของรายการ The Mask Singer ก็คือ “ความลับ”

          เรื่องนี้ ดาว ดาราราย ศรีจิตรแจ่ม หัวหน้าทีม ได้บอกเล่าอย่างเปิดอก กับ เวบไซต์ mangozero ว่า เมื่อความลับของหน้ากาก คือจุดขาย คนภายใต้หน้ากากจะต้องเด็ดดวง รายการถึงจะตอบโจทย์

          อย่างแรกสุด คือการระดมพลทีม creative, ฝ่าย production มานั่งดูเทปรายการ ต้นแบบของเกาหลี จนได้ไอเดียว่าจะต่อยอดต่อไปยังไงให้เหมาะกับบ้านเรา

          ที่สำคัญ คือ ไม่หลุดธีม ไม่หลุดไบเบิ้ลของเจ้าของลิขสิทธิ์ ที่จะต้องเป็นคนดังที่มีเรื่องราวน่าสนใจ ชวนดราม่า เช่น บางคนไม่เคยร้องเพลงมาก่อน อีกประเภทคือเป็นศิลปินเลือดใหม่ที่คนติดตามเยอะ

          ดังนั้น การเลือกซุปตาร์ จึงต้องผ่านการหาข้อมูลว่าดารา นักร้อง พิธีกร หรือคนในวงการบันเทิง คนที่มีชื่อเสียงคนไหนที่สามารถร้องเพลงได้ แล้วสามารถร้องได้หลากหลาย แล้วเขาชอบความท้าทาย

          หรือพูดง่ายๆ ว่า ต้องมี “ลูกบ้า” มากพอที่จะกล้ามาเล่นกับรายการ

          แต่กว่าจะมาถึงวันนี้ ต้องบอกว่า ไม่ง่าย เพราะเพียงแค่เริ่มติดต่อ ทางทีมงานก็ถูกปฏิเสธที่จะร่วมรายการมาเยอะ เพราะบางคนมองว่า การใส่หน้ากากแล้วร้องเพลงเหมือนโดนดิสเครดิต เขามีเอกลักษณ์แต่ใส่หน้ากากทับเอกลักษณ์เขา ยิ่งถอดหน้ากากมาเพราะแพ้ จะยิ่งเสียเซลฟ์

          “ยอมรับว่า “งง” มากๆ ในช่วงแรก คนที่เชิญไปก็งง ปฏิเสธมาเยอะ เลยหาคนจากหลากหลายวงการ”

           “อาจจะไม่ทั้งหมดทุกคนที่เปิดหน้ากากมาแล้วจะรู้จัก แต่ที่แน่ๆ เปิดมาแล้วต้องมีคนรู้จักชัวร์ 70% ดังนั้นการหาซุปตาร์ที่มาออกรายการต้องหลากหลายวงการ นักแสดง นักร้อง นักมวย นักกีฬา แต่ต้องเป็นคนที่มีชื่อเสียง และคนรู้จัก เปิดมาแล้วต้องว้าว! ไม่ใช่ ว้า!”

          “แต่พอเทปออกไปได้สักพัก มีคนติดต่อกลับมาว่าอยากออกรายการนี้ เพราะเขาเห็นว่า ทั้งศิลปิน คนดังเบอร์ใหญ่ เบอร์เล็กมากันหมด คราวนี้มาให้เลือกเพียบเลย โดยที่เราไม่ต้องทำอะไร นั้นแปลว่ารายการน่าสนใจ และเขามองเห็นภาพชัดขึ้น”

          และหากถามถึงจุดเด่นหลักๆ ของ The mask Singer คืออะไร ดาวตอบเลยว่า มี 4 พอยท์ คือ

          1.ซุปตาร์ต้องร้องเพลงได้อย่างดี 2.รายการมีความสนุก ตลก ตรงจริตคนไทย 3. ชุดกับหน้ากากต้องอลังการงานสร้าง และ 4. โปรดัคชั่นต้องเล่นใหญ่ไปให้สุด

          สำหรับข้อแรก ดาวเล่าว่า ซุปตาร์ที่มานั้น ก็เป็นฮีโร่ของแฟนคลับของเขาอยู่แล้ว ยิ่งถูกจับมาใส่หน้ากากแล้ว ยิ่งมีความลึกลับ น่าค้นหา

          “ทุกคนจะมีคนที่เป็นฮีโร่ในใจอยู่แล้ว พอมีรายการที่คนใส่หน้ากาก ใส่ชุดเท่ๆ มาร้อง มันก็เหมือนเขาได้เห็นคนที่ชื่นชอบมาในลุคใหม่ที่ไม่คุ้นตา พอเฉลยออกมาก็ตื่นเต้น”

          ส่วนเรื่องความสนุกนั้น ต้องบอกเลยว่าครบเครื่อง!

          “อีกอย่างรายการเราไม่ได้แข่งกันแบบเอาเป็นเอาตาย รายการเราตลก เราหัวเราะเจ็บใจได้กับการทายผิด ทายถูก ซึ่งจุดนี้เรามั่นใจว่าคนพูดถึงเยอะ”

          สำหรับเรื่องชุด และหน้ากากนั้น อย่างที่เราเห็นกันแล้วว่า งดงามอลังการขนาดไหนนั้น ดาวเล่าว่า “หน้ากาก” ทั้งหมดนั้น ไม่ได้มาลอยๆ แต่มีความเกี่ยวข้องกับคนสวมใส่ ยิ่งทำให้มีเสน่ห์

          โดยเริม่ต้นทางรายการจะได้ผู้เข้าแข่งก่อน แล้วค่อยออกแบบหน้ากากตามเรื่องราวของเขา และตามที่เห็นเลยว่า ทุกหน้ากากจะใบ้บางอย่างถึงตัวตนของคนข้างในอยู่แล้ว ที่สำคัญ ทุกคนร้องจริง ร้องสด ไม่มีลิปซิงค์

          ส่วนเรื่อง โปรดัคชั่น ที่ว่า “ต้องเล่นใหญ่ไปให้สุด” นั้น แน่นอนว่า ต้องใช้งบมหาศาล มุมนี้ดาวเล่าอย่างอารมณ์ดีว่า ถ้าทำออกมาแล้วคนจ่ายตังค์ชอบ ก็ถือว่า “ผ่านฉลุย”

          “สิ่งที่กลัวคือกลัวทางผู้บริหารที่นี่ (หัวเราะ) เราอยากรู้ว่าผู้บริหารจะดูรายการเราแล้วชอบไหม ดูรู้เรื่องไหม ถ้าเขาชอบนั่นแปลว่าเราโอเคกับสิ่งที่ทำแล้ว มันเป็นรายการที่ให้ความรู้สึกที่แปลกใหม่ เป็นสิ่งที่คนไทยไม่เคยเห็นโดยเฉพาะคนใส่หน้ากากมาร้องเพลง”

          ส่วนหากถามว่า “ความท้าทายของรายการนี้ คืออะไร ตอบเลยว่า “ทุกด้าน” ยิ่งการทำรายการที่ต้องเล่นกับความลับ ล้อกับความอยากรู้อยากเห็นของคนยิ่งยาก

          “การเอาซุปเปอร์สตาร์ของรายการมารวมกันทั้งหมดที่นี่ แล้ววัดว่าคนดูจะตามโจทย์เราได้ไหม นั่นคือการเปิดหน้ากากมาแล้วคนดูจะว้าว! ไหม เข้าสามารถร้องอ้อ! ได้ทันทีเลยไหมอย่างน้อยคนดู 70% รู้จัก เราพอใจแล้ว หากสังเกตดูอาจจะเคยได้ยินคนดูจะบ่นว่า เอาใครมาวะ กูไม่รู้จัก (หัวเราะ) แต่นั่นคือส่วนหนึ่ง สมมติเราเอาดาราเด็กมาก็จะได้คนกลุ่มหนึ่งที่รู้จัก อีกกลุ่มหนึ่งถ้าไม่รู้จักก็ไม่แปลก”

           นี่คือเคล็ดลับของรายการ หน้ากากนักร้อง ที่ ดาว ดาราราย ผู้หญิงเก่งของเวิร์คพอยท์นำมาบอกต่อ

           ส่วนหากถามว่าเธอคือใคร นอกจากข้อมูลเล็กน้อยที่บอกว่า เธอเคยเรียนที่โรงเรียนสตรีนครสรรค์แล้ว น่าจะยังมีข้อมูลอื่นๆ ที่น่าสนใจมากกว่านี้ ซึ่งวันหน้า “คมชัดลึก” จะนำเรื่องราวของเธอมาเล่าสู่กันฟังในไม่ช้า

           แต่ยังมีบางมุมที่ทีมงานพูดถึงเธอว่า ดาวคนนี้เป็นพี่ ที่น้องๆ ทีมงานรักเคารพและนับถือในความสามารถ เพราะเธอจะสอนให้น้องไม่หยุดอยู่กับที่ ไม่ต้องไปพะวงรายการอื่น เรามองเฉพาะของเรา มองเฉพาะทีมเรา

          “ทุกวันคือความท้าทาย พี่ดาวทำงานที่เวิร์คพอยท์มานาน เขาเซ้นส์ดี มีรสนิยมของเวิร์คพอยท์ รู้ว่าองค์รวมใครจะชอบอะไร และทำงานกับเขาโจทย์แรกที่เราต้องผ่านก็คือตัวเขา ถ้าเขายิ้ม เรารอด (หัวเราะ)”

          หรือนี่จะเป็นไม้เด็ดของจริงของรายการ “หน้ากากนักร้อง”

“หมอหนิ่ง” หนึ่งใจดวงนี้ แด่ “เจ้าออมสิน”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/266773

“หมอหนิ่ง” หนึ่งใจดวงนี้ แด่ “เจ้าออมสิน”

คนในข่าว  :  22 มี.ค. 2560
หนึ่งในดวงนี้, เต่าออมสิน, นันทริกา ชันซื่อ, หมอหนิ่ง นันทริกา, หมอออมสิน, ผ่าตัดออมสิน, ออมสินตาย, ออมสินตายแล้ว, หมอห, นิ่ง, หนึ่ง, ดวง, นี้, แด่, เจ้า, ออมสิน, หมอหนิ่ง, หนึ่งใจดวงนี้, เจ้าออมสิน, มากจนจำไม่ได้, บาปในรอยบุญ

ยังมีอีกหยดน้ำตาของคนที่ใกล้ชิด และรับรู้ถึงความเจ็บปวดของ “เจ้าออมสิน” จนลมหายใจสุดท้าย สัตวแพทย์หญิง ดร.นันทริกา ชันซื่อ เธอคือใคร??

          หยดน้ำตาของคนไทย ยังคงหลั่งรินให้กับการจากไปของ “เจ้าออมสิน” เต่าตนุเพศเมีย วัย 25 ภายหลังการผ่าตัดนำเหรียญออกจากช่องท้อง แต่ต้องจากไปด้วยภาวะเลือดเป็นพิษจากโลหะหนัก

          แต่ยังมีอีกหยดน้ำตาของคนที่ใกล้ชิด และรับรู้ถึงความเจ็บปวดของ “เจ้าออมสิน” จนกระทั่งลมหายใจสุดท้าย

          คือ “หมอหนิ่ง” สัตวแพทย์หญิง ดร.นันทริกา ชันซื่อ ผู้นำทีมแพทย์ที่ช่วยกันดูแลรักษาและผ่าตัดเจ้าออมสิน มาตั้งแต่วันแรกที่รับตัวมาจากโรงพยาบาลเต่าทะเล ศูนย์อนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเล กองทัพเรือ จ.ชลบุรี กระทั่งลมหายใจสุดท้ายของเจ้าออมสิน ที่หมดไปเมื่อวันอังคารที่ 21 มีนาคม ที่ผ่านมา เวลา 10.10 น.

          ถามว่า รองศาสตราจารย์ สัตวแพทย์หญิง ดร.นันทริกา ชันซื่อ หรือ หนิ่ง คนนี้เป็นใคร

          เธอเป็นบุตรสาวของ รศ.นสพ.ดร.รท.ประสิทธิ์ โพธิปักษ์ อดีตคณบดีคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กับ ทันตแพทย์หญิง มนูญ (กปิตถัย)

          หมอหนิ่ง เกิดเมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2504 ปัจจุบันเธอ เป็นผู้อำนวยการศูนย์วิจัยโรคสัตว์น้ำ และ รองศาสตราจารย์ ระดับ 9 ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ,เป็นหัวหน้าหน่วยปฏิบัติการวิจัยสัตว์น้ำสวยงามและสัตว์น้ำเพื่อการอนุรักษ์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และเป็น ผู้ช่วยคณบดีด้านประชาสัมพันธ์ คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

          นอกจากนี้ เธอยังเป็น กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ จากการแต่งตั้งโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ คสช. อีกด้วย

          ในด้านชีวิตส่วนตัว หมอหนิ่งเป็นภรรยาของ นพ.เอกวรรณ ชันซื่อ บุตรชายคนโตของ วรรณ ชันซื่อ อดีตประธานรัฐสภา มีบุตรด้วยกันทั้งหมด 4 คน เป็นหญิง 3 ชาย 1 คือ วรรณิกา, วรรณฤทัย, วรรณวลี และ วรรณรัฐ ชันซื่อ

          หมอหนิ่งคนนี้ เรียกว่าลูกไม้ใต้ต้นของจริง เพราะเธอจบการศึกษาระดับปริญญาตรีระดับเกียรตินิยมจากคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

          แต่ใครจะรู้ว่า ตอนสอบเข้ามหาวิทยาลัย สอบครั้งแรกได้คณะวิทยาศาสตร์ แถมยังเรียนตกมาก ได้คะแนน 1.57 สุดท้ายกลับไปเอ็นทรานซ์ใหม่ จนได้เรียนคณะสัตวแพทย์ และทำได้ดีมาก ถึงขนาดสอบได้ที่ 1 และคว้าเกียรตินิยมมาได้

          เมื่อเรียนจบแล้ว แรกเริ่มเธอก็ทำงานรักษาสุนัขและแมวเหมือนคนอื่นๆ แต่เพียงปีเดียว เธอก็ไปสอบสัมภาษณ์เพื่อเป็นเลขาฯ ของเจ้าสัวธนินทร์ เจียรวนนท์ ประธานกลุ่มบริษัทเครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี)

          โดยได้คำแนะนำจากพ่อว่า “ไปทำงานกับคนเก่ง เราจะได้เก่งด้วย” และด้วยสายงาน จึงหันไปศึกษาปริญญาโท ด้านบริหารธุรกิจจากมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ

          แต่เมื่อทางกลุ่มบริษัทซีพี มีแนวความคิดที่จะทำธุรกิจด้านสัตว์น้ำมากกว่าสัตว์บก ผ่านไป 1 ปี เธอจึงไปศึกษาต่อระดับปริญญาเอก ด้านสัตว์น้ำโดยเฉพาะที่ The College of William & Mary รัฐเวอร์จิเนีย สหรัฐอเมริกา ซึ่งมีอายุเก่าแก่กว่า 300ปี

          และกลับมาทำงานสัตวแพทย์ตามที่ใจรักอีกครั้ง จนได้ชื่อว่ามีความเชี่ยวชาญเรื่องโรคสัตว์น้ำ มีงานวิจัยต่างๆ มากมาย เป็นคอลัมนิสต์ที่มีผลงานประจำตอบปัญหาหรือเขียนบทความลงในนิตยสารสัตว์เลี้ยงและปลาสวยงามหลายเล่ม ในชื่อของ “หมอหนิ่ง”

          กับทั้งยังทำงานเกี่ยวกับการอนุรักษ์พันธุ์สัตว์น้ำหลายโครงการ เช่น การจัดตั้งชมรมอนุรักษ์เต่าร่วมกับทางกลุ่มบริษัทซีพี รณรงค์และให้ความรู้เรื่องการปล่อยเต่าคืนสู่ธรรมชาติอย่างถูกต้องตามหลักสายพันธุ์

          เคยเข้าอบรมหลักสูตร CSI โดย FBI สหรัฐฯ ศึกษาด้านนิติวิทยาศาสตร์ เพื่อหาความสัมพันธ์ของคดีที่มีสัตว์เข้าไปเกี่ยวข้อง หรือการที่เธอหลงใหลใน ปลากระเบนราหูน้ำจืด จนทำให้คุณหมอหนิ่งศึกษาเพิ่มเติมจนถือเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านปลากระเบนรายแรกของโลก

          เธอเคยให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับการเป็นสัตว์แพทย์ว่า มาจากพ่อที่ให้คำแนะนำ

          “ความอิ่มเอิบใจในการที่เราได้ช่วยเหลือชีวิตอื่นๆ เป็นรางวัลที่เงินซื้อไม่ได้ ได้เรียนรู้ยิ่งกว่าการรักษาสัตว์ แต่เป็นการเคารพต่อชีวิตของสัตว์”

          น่าแปลกที่ความฝันแรกของหมอหนิ่ง คือ เป็นสัตวแพทย์ที่เชี่ยวชาญด้านม้า แต่เพราะเคยถูกม้าเตะซี่โครงหัก จึงล้มเลิก แต่หันมาสนใจเรื่องสัตว์น้ำแทน โดยมีแรงบันดาลใจตอนที่เคยฝึกดำน้ำ และเคยสอนดำน้ำอยู่ถึง 13 ปี (นอกเหนือจากความสามารถทางด้านกีฬายิงปืนที่เคยเป็นตัวแทนทีมชาติไทยเข้าร่วมการแข่งขันยิงปืนในระดับนานาชาติมาแล้วในหลายประเทศ)

          แต่ด้วยความไม่ชอบรักษาสัตว์ที่เป็นอาหาร จึงหันมารักษาสัตว์สวยงามกับสัตว์อนุรักษ์ เพราะไม่ว่าอาการหนักเท่าไรก็ต้องรักษา

          อย่าง “เต่า” เธอเคยเล่าว่า เต่าเป็นสัตว์ที่น่าสงสาร เนื่องจากสมัยก่อนไม่มีตำราเต่า เธอจึงใช้ตำราสัตว์เล็กมาปรับใช้กับความรู้ทั่วไป ทดลองรักษามาเรื่อยๆ จนกลายเป็น “หมอเต่า” ที่มีความเชี่ยวชาญเรื่องเต่าอย่างมาก

          ความภูมิใจที่สุดครั้งหนึ่งคือ การตั้งโรงพยาบาลสัตว์น้ำ เมื่อหลายสิบปีก่อน สำนักข่าว CNN มาทำข่าวว่าเป็นโรงพยาบาลสัตว์น้ำแบบเต็มตัวแห่งแรกๆ ของโลก

          แต่ก็มีอุปสรรคอยู่มาก หลังจากนั้นจึงกลายเป็นหน่วยงานอิสระ โดยเครื่องไม้เครื่องมือต่างๆ ล้วนได้รับบริจาคจากบริษัทเอกชน

          หากถามว่า หมอหนิ่งรักษาสัตว์น้ำมาแล้วกี่ตัว เธอคงตอบว่า “มากจนจำไม่ได้” แต่หากถามว่า ได้อะไรจากการรักษาสัตว์เหล่านั้น คำตอบคือ เรื่องของความรู้สึกนึกคิดและจิตใจ

          เธอเล่าว่า เคยรักษาปลาวาฬเพชฌฆาตแคระ 2 ตัวที่ป่วยหนักมาก ที่ จ. เพชรบุรี ตัวแรกเจาะเลือดไปแล้ว แต่อีกตัวดิ้นไม่ยอม แต่พอเอาอีกตัวเข้ามาใกล้ๆ มันก็ยอม หรือตอนไปรักษาโลมา มีตัวหนึ่งป่วยอีกตัวหนึ่งพยุงให้ขึ้นมาหายใจ

          และได้เรียนรู้ว่า มนุษย์อาจมีพฤติกรรมฆ่าตัวตาย แต่สัตว์ไม่คิดฆ่าตัวตาย เขารักชีวิต เช่น เต่าถูกไฟไหม้ หรือขนาดบาดเจ็บอวัยวะข้างในไหลออกมาก็ยังอยากมีชีวิตอยู่ มีหลายๆ ตัวทำให้เกิดความมหัศจรรย์ ฟื้นตัวเองได้

          ส่วนวันนี้ กับการรักษาเจ้าออมสิน แม้จะไม่มีปาฏิหาริย์ แต่ก็ถือเป็นจุดดึงสติคนไทยให้ฉุกคิดเรื่อง “บาปในรอยบุญ”