“จะอุ๊ – ชัยภูมิ ป่าแส” จากไป…ใบไม้ป่าปลิดปลิว!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/266525

“จะอุ๊ – ชัยภูมิ ป่าแส” จากไป…ใบไม้ป่าปลิดปลิว!

คนในข่าว  :  21 มี.ค. 2560
ผู้ไร้สัญชาติ, จะอุ๊, ชัยภูมิ, ป่า, จากไป, ใบไม้, ปลิด, ปลิว, ป่าแส, จะอุ๊ - ชัยภูมิ ป่าแส, จงภูมิใจ, ชัยภูมิ ป่าแส, พี่ไมตรี, ชัย, สื่อชุมชน, ขอโทษ, อ่อฟุ

“จะอุ๊” จากไป…ใบไม้ป่าปลิดปลิว!

 

“…ขอให้เธออย่ายอมแพ้ อย่าท้อแท้ในสิ่งที่เราเป็น ขอให้เธอจงมั่นใจ จงภูมิใจในสิ่งที่มี
…แม้ว่าเราจะเกิดชายแดน อยู่บนดอยตามป่าตามเขา แม้ว่าเราไม่มีสัญชาติ แต่เราก็ยังมีลมหายใจ
…คนไร้สัญชาติไม่ใช่คนที่ไร้ตัวตน คนไร้สัญชาติไม่ใช่คนที่ไร้โอกาส
…ถึงไม่มีสัญชาติ แต่เราก็ยังมีลมหายใจ มีชีวิต มีความฝันเป็นเหมือนกัน”

เสียงเพลง “จงภูมิใจ” เนื้อหาเรียบง่ายแต่ความหมายลึกซึ้งกินใจเพื่ถ่ายทอดถึงความภาคภูมิใจให้กำลังใจและเป็นแรงบันดาลให้แก่น้องๆ ในชนเผ่าผู้ไร้สัญชาติยังก้องดัง แต่ทว่าเจ้าตัวคนร้องคนเขียนเพลง “ชัยภูมิ ป่าแส” ถูกตำรวจวิสามัญจากไปแล้ว ทิ้งไว้เพียงเรื่องราวของหนุ่มน้อยผู้มีอนาคตไกลเป็นอดีตอย่างน่าเสียใจเป็นที่สุด

ชัยภูมิ ป่าแส หรือ “จะอุ๊” เป็นเยาวชนนักกิจกรรมชนเผ่าชาติลาหู่ ชุมชนบ้านกองผักปิ้ง ต.เมืองนะ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ เกิดปี 2543 อายุ 17 ปี ถือบัตรเลข 0 -บัตรประจำตัวผู้ไม่มีสถานะทางทะเบียน เรื่องราวของเขาตกสำรวจตั้งแต่เกิด แม้กระทั่งในข้อมูลบัตรยังระบุว่าเกิดปี 2539 แต่เขาไม่เคยให้สิ่งเหล่านั้นมาเป็นอุปสรรคในชีวิต พร้อมยิ้มสู้มาตลอด

วัยเด็กของเด็กชายจะอุ๊ไม่ต่างจากเด็กๆ คนอื่นๆ ในบ้านกองผักปิ้ง ที่เติบโตมาพร้อมกับความยากไร้ และชุมชนยังถูกแวดล้อมด้วยภัยยาเสพติด เนื่องด้วยภูมิประเทศติดแนวชายแดนทำให้กองผักปิ้งเป็นพื้นที่เสี่ยง จะไปไหนมาไหนก็ลำบากเพราะไม่มีบัตรประชาชนเหมือนคนอื่นเขา

แต่หนักยิ่งกว่านั้นคือเด็กชายจะอุ๊ ต้องดูแลตัวเองมาตั้งแต่เด็ก เนื่องจากแม่ไม่ค่อยสบาย ส่วนพ่อเลี้ยงก็ไม่ค่อยสนใจ เรื่องได้กินข้าวครบมื้อครบหมู่ไม่ต้องพูดถึง แต่ไม่ทำให้ตัวเองเป็นภาระใคร เข้าป่าหาเห็ดหาผักและรับจ้างแบกข้าวโพดบ้างทำไร่บ้างเพื่อดูแลน้องชายอีกคนหนึ่ง

รอบชุมชนมีเรื่องราวของยาเสพติดมากมายยั่วยวนใจ แต่ด้วยใฝ่ดี เขาได้ยินดนตรีที่ดังมาจาก ไมตรี จำเริญสุขสกุล หรือ “พี่ไมตรี” ผู้ก่อตั้งกลุ่มรักษ์ลาหู่ซึ่งเป็นรุ่นพี่คนบ้านเดียวกัน เขาจึงตัดสินใจตามเสียงนั้นไปในวัย 9 ขวบ

ที่นั่นเขาได้พบกับโลกใหม่ ได้ทำกิจกรรมมากมาย สิ่งที่เขาชอบมากที่สุดคือดนตรี และยังได้เรียนหนังสือด้วย โดยมีคริสตจักรกลางหมู่บ้านเป็นจุดนัดหมาย อย่างน้อยคือวิชาภาษาลาหู่ นอกจากนี้ยังได้ตามพี่ไมตรีไปเล่นคอนเสิร์ตตามต่างจังหวัดอีกด้วย จากชื่อ “จะอุ๊” เพื่อนชาวกิจกรรมจึงรู้จักในอีกชื่อหนึ่งคือ “ชัย”

พี่ไมตรีของน้องๆ นอกจากใช้ดนตรีเป็นสื่อสัมพันธ์และห่างไกลยาเสพติดแล้ว ยังนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาเสริมสร้างให้น้องๆ ได้ผลิต “สื่อชุมชน” อีกด้วย ไม่ว่าจะเป็น การถ่ายภาพ, หนังสั้น ไปจนถึงคอมพิวเตอร์ ทำให้น้องๆ ในกลุ่มมีความสามารถหลายด้าน กลุ่มรักษ์ลาหู่และชุมชนบ้านกองผักปิ้ง จึงเป็นพื้นที่เป้าหมายของกิจกรรมสังคมต่างๆ ที่เกี่ยวกับชาติพันธุ์ ไม่ว่าจะเป็น พื้นที่นี้ดีจัง สสส. หรือ นักข่าวพลเมือง ไทยพีบีเอส ฯลฯ เยาวชนในกลุ่มจึงได้ฝึกฝนฝีมือไปด้วย

อย่างชัยเองนอกจาก เล่นดนตรีและร้องเพลงเป็น จึงได้เป็นตัวแทน จ.เชียงใหม่ เขต 5 ไปแข่งร้องเพลงที่จ.แพร่ และคว้าเหรียญทองแดงมาฝากด้วย ตามพี่ไมตรีซึ่งเป็นต้นแบบในใจไปติดๆ พอมีกิจกรรมใดมาก็รับมาทำอย่างสนุกสนาน

อย่างหนังสั้นที่กลุ่มรักษ์ลาหู่ได้ลงมือทำ เขาก็เป็นหนึ่งในทีมงานด้วย ตั้งแต่อายุ 12 ปี ทั้ง “เข็มขัดกับหวี” รางวัลช้างเผือกพิเศษดีเด่น เทศกาลภาพยนตร์สั้นครั้งที่ 16 มูลนิธิหนังไทย, “ทางเลือกของจะดอ” รางวัลชมเชยรัตน์ เปสตันยี และ และ “จะโบแปลว่าผู้มีวาสนา” รางวัลขวัญใจซามูไร เทศกาลภาพยนตร์บินข้ามลวดหนามครั้งที่ 4, รวมถึงร่วมเป็นทีมงานในสารคดีที่ผลิตโดยกลุ่มรักษ์ลาหู่ เช่น รายการบ้านเธอก็บ้านฉัน ออกอากาศทางช่องไทยพีบีเอส และอื่นๆ อีกหลายสื่อ

ด้านฝีไม้ลายมือด้านบทเพลงไม่ธรรมดา เคยแต่งเพลง “เด็กมีสิทธิ มีชีวิตบนโลกนี้” ก่อนยืนยันถึงเรื่องราวไร้สัญชาติผ่านบทเพลง “จงภูมิใจ” นอกจากนี้ก็ยังมีมุมวัยรุ่นหนุ่มาวอย่างเพลง “ขอโทษ” ให้ชมผ่านยูทูปอีกด้วย

บนเวทีเสวนา ชัย เป็นอีกเสียงของเยาวชนที่ร่วมรณรงค์เรียกร้องการแก้ปัญหาภาวะไร้สัญชาติของชาติพันธุ์ โดยเป็นตัวแทนเครือข่ายเยาวชนเข้าร่วมในการประชุมสัมมนาในระดับประเทศมาหลายครั้ง จากการเป็นแกนนำในการจัดค่ายเยาวชนชนเผ่าเพื่อสร้างสรรค์สังคมเสมอมา เขาจึงได้รับเลือกเป็น “ประธานเครือข่ายต้นกล้าเยาวชนพื้นเมือง” ด้วย

“…เด็กชนเผ่ามีปัญหาอยู่ 4 ด้าน คือ ด้านการศึกษา ด้านสถานะส่วนบุคคล ด้านการสื่อสาร และด้านความรู้ โดยเฉพาะเรื่องการศึกษา ที่เด็กชนเผ่าอยากมีส่วนร่วมในการพัฒนาการศึกษา เราไม่ได้ต้องการอยากเป็นฝ่ายที่จะรับ และเรียนรู้ในสิ่งที่เขาให้มาอย่างเดียว เราไม่ต้องการแบบนี้ แต่อยากเข้าไปมีส่วนร่วมในการพัฒนา อยากเผยแพร่ ในสิ่งที่เราเป็นและอยากให้เขารับรู้เหมือนกัน”

“ในเรื่องสถานะส่วนบุคคล ต้องยอมรับว่ากลุ่มชาติพันธุ์ที่อยู่ชายแดนส่วนใหญ่จะไม่ได้รับสถานะส่วนบุคคล ซึ่งผมเองขณะนี้ก็ยังไม่มีสถานะบุคคล ทั้งที่เกิดในประเทศไทย แต่มีปัญหาที่ตอนเกิดแม่เดินทางเข้ามาทำงานที่กรุงเทพฯ เลยไม่ได้สัญชาติตามแม่ ทำให้เกิดปัญหาต่างๆตามมามากมาย เช่น การเดินทางออกนอกพื้นที่ก็ต้องทำเรื่องขออนุญาตทางอำเภอ เวลาจะเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลก็ไม่ได้สิทธิเหมือนคนไทย ทำให้ต้องมีค่าใช้จ่ายสูง แรงจูงใจในการเรียนสูงๆ ก็ไม่มี เนื่องจากจบมาสูงแค่ไหนก็ไม่สามารถเข้าทำงานในหน่วยงานของราชการได้ เพราะไม่มีสถานะทางบุคคล จึงอยากให้ส่วนที่เกี่ยวข้องช่วยแก้ปัญหาตรงนี้ด้วย” ชัยกล่าวเมื่อครั้งหนึ่ง

ด้านศิลปวัฒนธรรม ชัยยังเป็นผู้นำเยาวชนในการฟื้นฟูการเต้นแจโก่ของชาวลาหู่จนได้รับการยอมรับในหมู่บ้าน และนำคณะเด็กและเยาวชนกลุ่มรักษ์ลาหู่จากบ้านกองผักปิ้งออกแสดงในหลายพื้นที่ ไปออกงานไหนก็สวมใส่ชุดประจำชนเผ่าลาหู่เสมอ กลายเป็นอีกแรงหนึ่งสื่อสารเรื่องราวและวิถีชีวิตของชาวลาหู่ให้กับสังคมได้รับรู้

ชัยเป็นกำลังเยาวชนคนสำคัญในการทำกิจกรรมเพื่อสังคมต่างๆ ไม่ว่าเล่นดนตรี ตีกลอง เสวนาบนเวที เบื้องหลังกองถ่ายทำภาพยนตร์-สารคดี ไปจนจับตะหลิวทอด “อ่อฟุ” ขนมพื้นบ้านลาหู่ เพื่อถ่ายทอดวิถีชีวิตวัฒนธรรมชาติพันธุ์ลาหู่ให้กับภายนอกได้รับรู้ ชัยภูมิ จากเด็กตัวน้อยๆ จึงกลายมาเป็นอีกแรงในการช่วยพี่ไมตรีประสานงานกลุ่มรักษ์ลาหู่ด้วย ถือเป็นอีกคนหนึ่งในกลุ่มรักษ์ลาหู่ที่ “พี่ไมตรีของเด็ก ๆ” ภาคภูมิใจ และวาดหวังให้เขามีอนาคตที่ดี

ถึงแม้ว่าชัยไม่มีบัตรประจำตัวประชาชนอย่างคนไทยทั่วไป แต่ชัยไม่เคยหยุดที่จะมีความหวังในชีวิต เขาฝันว่าจะเรียนให้จบปริญญาตรีแล้วกลับมาเป็นครูสอนหนังสือให้กับเด็กๆ ในหมู่บ้าน

ที่ผ่านมาจึงมุ่งมั่นตั้งใจทำกิจกรรมเพื่อเสริมสร้างประสบการณ์ให้กับตัวเองและรุ่นน้องๆ ควบคู่ไปกับเรียนหนังสือที่โรงเรียนเชียงดาววิทยาคม

และเหลือเพียงอีกไม่กี่ปีเท่านั้นที่จะถึงฝั่งฝัน…แต่แล้วทุกอย่างก็ดับสิ้นเมื่อกระสุนนัดนั้นดังขึ้น!!

ตามหา..อภินิหาร ‘คุณยายจันทร์’ ธรรมกายจะล่มมั้ย?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/266399

ตามหา..อภินิหาร ‘คุณยายจันทร์’ ธรรมกายจะล่มมั้ย?

คนในข่าว  :  20 มี.ค. 2560
ศูนย์พุทธจักรปฏิบัติธ, คนในข่าว, คมชัดลึก, ตามหา, อภินิหาร, คุณยาย, จันทร์, ธรรมกาย, ล่ม, มั้ย, ตามหาอภินิหาร, คุณยายจันทร์, ธรรมกายจะล่มมั้ย, พระไชยบูลย์, คนธรรมกาย, อุบาสิกาจันทร์, ขอให้หูหนวก 500 ชาติ, โรงงานทำวิชชา, ห้องปฏิบัติธรรมเพื่อศึกษาวิชชาธรรมกายชั้นสูง, ลูกจันทร์นี่ หนึ่งไม่มีสอง, ที่ดิน

คุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง ผู้ได้รับการยกย่องว่าเป็น ‘ผู้ให้กำเนิดวัดพระธรรมกาย’ และมีบทบาทต่อการก่อสร้างวัดนี้อย่างแท้จริง

 

เมื่อเอ่ยถึง วัดพระธรรมกายแล้ว มักนึกถึง “พระไชยบูลย์” อดีตเจ้าอาวาสขึ้นมาเป็นอันดับแรก แต่สำหรับ “คนธรรมกาย” แล้ว มีอีกหนึ่งบุคคลที่พวกเขาเคารพกราบไหว้มายาวนาน นั่นคือ คุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง ผู้ได้รับการยกย่องว่าเป็น “ผู้ให้กำเนิดวัดพระธรรมกาย” และมีบทบาทต่อการก่อสร้างวัดนี้อย่างแท้จริง

ใครไปมาที่วัดจึงมักได้ยินได้ฟังเรื่องราวของ “อุบาสิกาจันทร์” หรือ “คุณยายจันทร์” อยู่เสมอ อีกทั้งมีรูปหล่อ และอาคารต่างๆ ให้เห็นอยู่ในวัดที่ได้สร้างขึ้นเพื่อรำลึกถึงคุณูปการของคุณยายจันทร์ในฐานะปูชนียบุคคลของวัดธรรมกาย ขณะที่ทางวัดเองได้จัดกิจกรรมงานบุญคุณยายจันทร์เพื่อให้สาธุชนได้ร่วมทำบุญอย่างต่อเนื่องหลายวาระหลายโอกาส ถึงปีนี้ก็ครบชาตกาล 108 ปีแล้ว

อุบาสิกาจันทร์ หรือ คุณยายที่ชาวธรรมกายเห็นนั้น เป็นสตรีผอมบางร่างเล็ก แต่ประกายดวงตาแกร่งกล้านั้น เป็นลูกชาวนาอำเภอนครไชยศรี จ.นครปฐม เกิดเมื่อวันที่ 19 มกราคม 2452 มีพี่น้อง 9 คน โดยท่านเป็นคนที่ 5 ซึ่งไม่ไกลจากถิ่นเกิดนั้นเป็นเส้นทางบรรลุธรรมและเผยแผ่วิชชาธรรมกายของ พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) หลวงปู่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ด้วย จากที่แวดล้อมด้วยวัดเก่าแก่จึงน่าจะทำให้ลูกสาวพ่อพลอยแม่พันซึมซับศาสนาไปด้วย วันหนึ่งถูกพ่อขี้เมาแช่ง “ขอให้หูหนวก 500 ชาติ” เป็นจริง กระทั่งอายุ 18 ปี ได้ยินกิตติศัพท์หลวงพ่อวัดปากน้ำ ถึงการสอนคนให้เข้า “ธรรมกาย” ได้ เพื่อไปพบพ่อแม่ ปู่ย่า ตายาย หรือญาติมิตรที่ตายไปแล้วก็ได้ จึงเป็นแรงบันดาลใจให้ศึกษาวิธีการนั่งสมาธิเพื่อไปขอขมาพ่อที่เสียชีวิตไปแล้ว

อายุ 26 ปี มุ่งไปสู่วัดปากน้ำ แต่ยังเข้าไม่ถึงเพราะสายการปฏิบัติธรรมมีหลายขั้น จึงเริ่มฝึกสมาธิอย่างจริงจัง กับคุณยายทองสุก สำแดงปั้นน ครูสอนสมาธิ จากวัดปากน้ำ (ภาษีเจริญ) จนได้เข้าถึงพระธรรมกาย จากการใช้วิชชาธรรมกายนำบุญช่วยพ่อพ้นจากนรกและได้ขอขมา ยิ่งเชื่อมั่น

29 ปี ตัดสินใจโกนหัวออกบวชและได้กราบหลวงพ่อวัดปากน้ำ (ภาษีเจริญ) ผู้ค้นพบวิชาธรรมกายตัวจริง ในเวลานั้นหลวงพ่อสดได้ก่อตั้ง เรียกว่า “โรงงานทำวิชชา” หรือ “ห้องปฏิบัติธรรมเพื่อศึกษาวิชชาธรรมกายชั้นสูง” มาแล้ว 7 ปี อุบาสิกาจันทร์เป็นคนที่มีความวิริยะอุตสาหะ และทำจริง จึงศึกษาวิชชาธรรมกายได้อย่างรวดเร็วและเชี่ยวชาญยิ่ง จนได้รับความไว้วางใจให้เป็นหัวหน้าเวรในการทำวิชชา และได้รับคำชมจากหลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญว่า “ลูกจันทร์นี่ หนึ่งไม่มีสอง” นับแต่นั้นมาจึงถือเป็นศิษย์เอกคนหนึ่ง

อายุ 50 ปี หลวงพ่อวัดปากน้ำได้มรณภาพจากไปอุบาสิกาจันทร์ จึงเป็นผู้สานต่อเผยแพร่เจตนารมย์วิชชาธรรมกายให้กับคนรุ่นใหม่

อายุ 54 ปี ได้พับกับ “ไชยบูลย์ สุทธิผล นักเรียนโรงเรียนสวนกุหลาบมาฝากตัวเป็นศิษย์ โดยมีข้อแม้ให้ไปเรียนหนังสือให้จบระดับปริญญาเสียก่อน  เด็กหนุ่มวัย 19 ปี จึงกลับไปเรียน แล้วกลับมาใหม่พร้อมกับ “เผด็จ ผ่องสวัสดิ์” (หรืออดีตหลวงพ่อทัตตชีโว) นิสิตรุ่นพี่ที่ฝึกวิชาคงกระพันชาตรีมาก่อน ทันทีที่คุณยายจันทร์เห็น 2 หนุ่มในเวลานั้น ถึงกับร้องโอโหเพราะเห็น “วิชาเดียรัจฉาน” เต็มตัวจึงได้สอนสั่งจากคุณยายจันทร์ต่อมาทั้งคู่จึงฝึกวิชชาธรรมกายแทน กระทั่งปี 2513 ไชยบูลย์เรียนจบมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์และบวชจำพรรษาอยู่ที่วัดปากน้ำภาษีเจริญ

อายุ 61 ปี เริ่มมีดำริสร้างวัดแห่งใหม่ เมื่อมีลูกศิษย์ลูกหาจำนวนหนึ่งแล้วจึงมุ่งหวังขยายวิชชาธรรมกายให้กว้างขวาง แต่จะเป็นจริงได้ต้องมี “ที่ดิน” สักแห่งหนึ่ง ก็มองไปทางปทุมธานี จึงไปขอบริจาคสัก 50 ไร่ บังเอิญเป็นวันเกิดของเจ้าของที่พอดีจึงยกให้ทั้งผืน 196 ไร่ จากนั้นก็ส่ง พระเผด็จทัตตชีโว ไปเฝ้าไว้ พอถึงวันเสาร์ คุณยายจันทร์ก็นั่งรถไปดูที่ พอไปถึงก็ปฏิบัติธรรมและปลูกต้นไม้ไปด้วย

แรกๆ ก็ลงมือทำกันเอง แต่นานไปชักจะไม่ไหวเพราะที่กว้างขวางถึง 196 ไร่ด้วยกัน จึงเริ่มไปบอกบุญชาวบ้านรอบบริเวณ ด้วยเเป็นคนที่อ่อนน้อมถ่อมตน เจอใครก็ยกมือไหว้ จนคนแถวนั้นรู้จักคุ้นหน้าต่างยกกันมาช่วยสร้างกุฎิและครัวเพิ่มมาเป็นลำดับ

อุบาสิกาจันทร์ดูแลพระดีเยี่ยม สมัยแรกๆ ถึงกับไม่ให้พระออกบิณฑบาต โดยสร้างครัวเป็นโรงทานไว้ แต่ปรากฏว่านานวันเข้าร่างกายไม่ไหวเพราะเวลานั้นอายุเข้าเลข 6 แล้ว เริ่มแรกยังไม่เป็นวัด รู้จักในนาม “ศูนย์พุทธจักรปฏิบัติธรรม” ก่อนเปลี่ยนชื่อภายหลังเป็น “วัดพระธรรมกาย”

อายุ 66 ปี นำทีมคณะบุกเบิก ทั้งพระไชยบูลย์ และลูกศิษย์ลูกหาย้ายจาก “บ้านธรรมประสิทธิ์” ในวัดปากน้ำไปอยู่ที่คลองหลวง เมื่อการก่อสร้างศาลาปฏิบัติธรรมและกุฏิเสร็จในปี 2518

นั่น ก่อนเปลี่ยนชื่อเป็นวัดพระธรรมกายภายหลัง

พอมาอยู่แล้ว อย่างแรกคือ การตั้ง “กฎระเบียบ” ภายในวัดด้วยตนเองทั้งหมด โดยเฉพาะ “ความเป็นระเบียบ” และ “ความสะอาด” โดยนำประสบการณ์เมื่อครั้งที่อยู่วัดปากน้ำภาษีเจริญมาใช้ด้วย ขณะที่ตัวเองก็ทำงานช่วยวัดทุกอย่าง โดยเฉพาะงานครัวหอฉัน ควบคู่ไปกับการนั่งธรรมะจึงได้รับการยกย่องเป็นต้นบุญต้นแบบที่ดีทั้งเรื่องช่วยงานวัดและการปฏิบัติธรรม

อายุ 79 เป็นประธานกฐินสามัคคีของวัดพระธรรมกายเป็นครั้งแรก ได้เห็นการเติบโตของธรรมกายอย่างยิ่งใหญ่ โดยซื้อที่ดิน 2,000 ไร่ เพื่อรองรับสาธุชนที่มาร่วมทอดกฐินสามัคคี ณ สภาธรรมกายสากลหลังคา

วัย 85 ปี คุณยายจันทร์เริ่มมีอาการป่วย สุขภาพอ่อนแรงจนเห็นได้ชัด กระทั่งละสังขารจากไปด้วยวัย 92 ปี เมื่อ 10 กันยายน 2543 ทางด้านพระไชยบูลย์ได้มีดำริให้สวดอภิธรรมติดต่อกันเป็นเวลา 500 วัน ณ บ้านแก้วเรือนทอง อย่างไรก็ตามทางวัดได้กำหนดให้ทุกวันที่ 3 กุมภาพันธ์ของทุกปีเป็นวันสลายร่าง หรือ “วันมหาปูชนียาจารย์” ซึ่งทางศิษยานุศิษย์จากทั่วโลกได้เดินทางมาประกอบพิธีบุญกุศลอุทิศให้เป็นการแสดงความกตัญญูบูชาครู (อีกวันหนึ่ง) ภายหลังการสลายร่าง อัฐิของคุณยายได้เปลี่ยนเป็น “อัฐิธาตุ” ที่มีลักษณะเป็นรัตนชาติ คือ เป็นเกล็ดทอง ทับทิม และแก้ว ได้รับการอัญเชิญบรรจุไว้ภายใน มหารัตนธาตุเจดีย์ ประดิษฐาน ณ บ้านแก้วเรือนทองคุณยายฯ และเหล่าศิษยานุศิษย์ได้สถาปนาท่านเป็น “คุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกา จันทร์ ขนนกยูง” นับตั้งแต่นั้นมา

ภายในวัดได้จัดสร้าง อนุสรณ์สถานคุณยายอาจารย์ฯ 3 แห่งด้วยกัน คือ หอฉันคุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกา จันทร์ ขนนกยูง เรียกโดยย่อว่า หอฉันคุณยาย, มหาวิหารคุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกา จันทร์ ขนนกยูง และ อาคาร 100 ปี คุณยายอาจารย์มหารัตน อุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง

ถึงวันนี้ 108 ปีแล้ว คุณยายอาจารย์ฯ ยังสร้างคุณูปการต่อวัดอย่างต่อเนื่อง โดยทางวัดได้จัดพิธีเพื่อให้เหล่าศิษยานุศิษย์มาปฏิบัติธรรมบูชาครูบาอาจารย์อย่างต่อเนื่อง

“ยู่ยี่”ชีวิตที่ยังไม่เรียบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/266225

“ยู่ยี่”ชีวิตที่ยังไม่เรียบ

คนในข่าว  :  20 มี.ค. 2560
ลักลอบค้าสัตว์ป่า, โคเคน, ยาเสพติด, คดี, ยู่ยี่, ชีวิต, ที่, ยัง, ไม่, เรียบ, ยู่ยี่ อลิสา, อลิสา อินทุสมิต, อลิสา ศรีประยูร, แฟร้งค์แห่งป่า, สัตวแพทย์หนุ่ม, Wild Frank, ซิปี้, ป๋าต๊อบ ปฏิญญา

คำตัดสินคดี “ยู่ยี่” ที่เหมือนจะจบ แต่สำหรับครอบครัว เกวสต้า รามอส ยังไม่จบ!

 

 

คำตัดสินในดคีของ “ยู่ยี่ อลิสา” อดีตนางแบบสาวคนดัง ที่ศาลพิพากษา จำคุก15 ปี คดีนำเข้าและครอบครองโคเคน บวกโทษคดีเก่าลักลอบมีสัตว์ป่า อีก 3 เดือน พร้อมปรับ 1 ล้าน 5 แสนบาท ที่เหมือนจะจบ แต่สำหรับครอบครัว เกวสต้า รามอส ยังไม่จบ!

เพราะล่าสุด กระแส ติดแฮชแทก #freeyuyee บนหน้าทวิตเตอร์ ที่กำลังแพร่หลายไปทั่วโลกอย่างกว้างขวาง ทั้งดารา เซเลบ คนดัง จำนวนมาก อาทิ ชากิร่า นักร้องหญิงชื่อดังราฟาเอล นาดาล นักเทนนิสชั้นนำของโลก

จากการสร้างกระแสของ ผู้เป็นสามีของอดีตนางแบบคนนี้ ฟรานซิสโก เกวสต้า รามอส ที่ต้องการเรียกร้องความยุติธรรมให้ภรรยา เพื่อให้ศาลนำคดีมารื้อพิจารณาใหม่

แม้ว่าหลายคนจะรู้จัก ยู่ยี่ ชัชชญา เกวสต้า ในมุมของความเป็นดารานางแบบ ที่คนไทยคุ้นเคยในชื่อว่า “อลิสา อินทุสมิต” ขณะที่มีชื่อตามใบเกิดว่า “อลิสา ศรีประยูร” เกิดเมื่อ 10 สิงหาคม 2516 ปัจจุบันอายุ 44 ปี

แต่ยังมีเรื่องราวอื่นๆ ของเธอที่น่าสนใจ โดยเฉพาะหลังแต่งงาน กับ แฟรงก์ เกวสต้า หนุ่มชาวสเปนคนนี้ ที่คนไทยรู้จักว่าเป็นครูสอนเทนนิสเด็ก

โดยก่อนหน้ามาปักชีวิตที่ไทยกับยู่ยี่ เขาเคยสอนที่แห่งสถาบันชื่อดัง “นิค บอลเล็ตเทียรี่ เทนนิส อคาเดมี่” ที่รัฐฟลอริดา สหรัฐอเมริกา สถาบันที่ผลิตนักหวดระดับโลกมาแล้วหลายคน เช่น อังเดร อากัสซี่, โมนิก้า เซเลส และ มาเรีย ชาราโพว่า

แต่เขายังมีฉายา ‘แฟร้งค์แห่งป่า’ หรือ Junkle Frank เพราะอีกตัวตนหนึ่งเขาเป็น “สัตวแพทย์หนุ่ม” ผู้ดำเนินรายการโทรทัศน์ของช่อง ดิสคัพเวอรี่ชื่อ ‘Wild Frank’ ซึ่งเผยแพร่ไป 24 ประเทศทั่วโลกรวมทั้งไทย

จากนั้นข่าวคราวของยู่ยี่ในกระแสสังคม โดยเฉพาะหน้าบันเทิง ก็จับตาเธอแค่ว่า “ผอมลง โรคอดอาหาร และติดยา” ยิ่งมีข่าวเตียงหัก ภาพลักษณ์ของยู่ยี่ก็คือคนที่มีแต่ปัญหา

แต่แล้วทั้งคู่ก็กลับมาคืนดีกัน โดยระหว่างรักๆ เลิกๆ ทั้งคู่มีพยานรัก คือ “ซาเป้” สาฤทธิ์ เกิดเมื่อปี 2548 และ “เซโร่” สหฤทธิ์ เกิดเมื่อปี 2550 และลูกสาวสุดท้อง คือ “เซ็น” สราญตา เกิดเมื่อปี 2552 หลังพ่อแม่กลับมาคืนดีกันแล้ว

แต่ข่าวต่างประเทศบางแหล่งระบุว่า ทั้งคู่มีบุตรด้วยกันอีกคนก่อนหน้านี้  คือ “ซิปี้” ลูกคนโตที่เกิดพร้อมกับ “ซาเป้” เมื่อปี 2548 แต่เสียชีวิตหลังคลอดได้ไม่นาน จากนั้นพวกเขาจึงรับ “เป๊ปซี่” มาเลี้ยงเป็นบุตรบุญธรรมเมื่อปี 2556

อย่างไรก็ดี ชีวิตที่เหมือนจะดีและราบเรียบของยู่ยี่ ก็พลิกกลับ เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2555 เธอถูกจับกุมที่สนามบินดอนเมือง ขณะพกพาโคเคนเข้าประเทศ ถูกแจ้งข้อหามียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (โคเคน) ไว้ในครอบครองเพื่อเสพ และให้การรับสารภาพต่อมาในวันที่ 12 มิถุนายน 2557 ถูกศาลตัดสินให้จำคุก 15 ปี 3 เดือน โดยถูกนำตัวส่งเข้าเรือนจำทันที

ตั้งแต่นั้น พ่อลูกของครอบครัวนี้ก็มีชีวิตที่ต้องเดินเข้าเรือนจำทุกวัน เพื่อเยี่ยมผู้หญิงที่พวกเขารัก

จนถึงวันนี้ ที่ศาลมีคำตัดสินสุดท้าย ว่ายู่ยี่ต้องอยู่คุกยาวอีก 15 ปี 3 เดือน

แม้จะเคารพในคำตัดสินของศาล แต่สามีของเธอ ยังอยากเรียกร้องขอความเป็นธรรมอีกครั้ง (หลังจากที่เคยทำมาแล้วช่วงปี 2557)

ทั้งการรณรงค์ ติดแฮชแทก #freeyuyee บนหน้าทวิตเตอร์ ทั้งล่ารายชื่อผ่านเว็บ Change.org ร้องเรียนให้ทางการรัฐบาลไทยนำคดีของยู่ยี่กลับมาพิจารณาใหม่

และการพยายามหาพื้นที่ทางสื่อมวลชน เพื่อจะเล่าเรื่องราวหลายอย่างที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังคดียาเสพติด และคดีลักลอบมีสัตว์ป่าไว้ครอบครอง

โดยคดีหลังทั้งสองเคยพยายามอธิบายว่า สัตว์ราว 50 ตัวเหล่านั้น ช่วยชีวิตมาจากการบาดเจ็บและอยู่ในระหว่างพักรักษาก่อนปล่อยกลับเข้าป่าอีกครั้ง เนื่องจากเป็นอาสาสมัครของสมาคมพิทักษ์สัตว์ป่าแห่งประเทศไทย เคยช่วยชีวิตและปลดปล่อยสัตว์ป่ามาแล้วกว่าพันตัว

ยู่ยี่เคยให้สัมภาษณ์ว่า พวกเขาทำเรื่องนี้มาตั้งแต่ปี 2547 พร้อมยืนยันได้ว่าทำงานด้านสัตว์จริงๆ ไม่ได้มั่ว

ช่วงปี 2555 ทั้งคู่เพิ่งช่วยลูกเสือดาวตัวหนึ่ง จนสามารถนำมันส่งให้กับสวนสัตว์ดุสิต โดยว่ากันว่าราคาลูกเสือดาวพันธุ์อินโดจีนที่ยู่ยี่กับแฟร้งค์ช่วยออกมาได้นั้นอยู่ที่ครึ่งล้านบาท

ถึงตรงนี้ ที่แฟร้งค์ก็กำลังเคลื่อนไหวเพื่อช่วยภรรยาอย่างเต็มที่ โดยจะบอกสังคมว่า คดีสองคดีนี้มีความเกี่ยวพันกันอย่างมีนัยสำคัญ

เพราะการที่เขายอมรับว่าภรรยาติดยาจริง แต่เลิกเสพติดมาเป็นนานเป็นสิบกว่าปีแล้ว โดยได้เข้ารับการรักษาในรีแฮบฯ เข้าร่วมโครงการเอเอ (คนติดเหล้านิรนาม) และโครงการยาเสพติดนิรนาม (Narcotics Anonymous)

ก็เพื่อบอกว่า แม้เธอจะไม่ใช่คนขาวสะอาดมากนักแต่โทษขนาดนี้มันมากไปไหม?

อย่างไรก็ดี ซึ่งก็มีข่าวดีส่วนหนึ่งที่ว่า เวลานี้ “ป๋าต๊อบ ปฏิญญา” ด้วยความเป็นเพื่อนสนิทของยู่ยี่ ได้ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือดูแลเด็กๆ ทั้ง 3 คน ซึ่งน่าจะหมายถึง ซาเป้ โซโร่ และเซ็น แล้ว ระหว่างที่พ่อยังคงวุ่นอยู่กับคดีความของแม่ แต่ค่าใช้จ่ายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นค่าเล่าเรียน รวมถึงค่าเลี้ยงดูนั้น พ่อของเด็กเป็นคนดูแลทั้งหมด

เรื่องนี้ คนไทยคงต้องติดตามกันดูต่อไป ว่าแฟร้งค์ และ #freeyuyee จะมีพลังพอที่จะเปลี่ยนแปลงอะไรได้บ้าง

“อลิสา อัศวโภคิน” ด้วยบุญบารมี “หลวงพ่อ” จะรอดหรือไม่?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/266193

“อลิสา อัศวโภคิน” ด้วยบุญบารมี “หลวงพ่อ” จะรอดหรือไม่?

คนในข่าว  :  20 มี.ค. 2560
อลิสา, อัศว, โภคิน, ด้วย, บุญบารมี, หลวงพ่อ, รอด, หรือไม่, อัศวโภคิน, ด้วยบุญบารมี, จะรอดหรือไม่, อลิสา อัศวโภคิน, บุญรักษา, แตง, ศศินทร์, ลัลลาบายสปา, ลัลลาบายโยคะ

วันนี้เรื่องราวของ อลิสา เริ่มจะไม่ลัลลาอีกแล้ว เพราะต้องมามีชื่อพัวพันกับวัดพระธรรมกาย

          ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา ชื่อ “อลิสา อัศวโภคิน” ตกอยู่ในกระแสข่าวธรรมกายชนิดชาวบ้านร้านตลาดลุ้นกันทั้งเมือง

          กรณีกรมสอบสวนคดีพิเศษ “เตรียมเรียกสอบปากคำ” รอบที่ 2 หากการตรวจสอบพบว่าอาคารบุญรักษา ถูกปลูกสร้างบนที่ดินของอลิสาจริง

          มาถึงชั่วโมงนี้ แหล่งข่าวดีเอสไอเปิดเผยว่า จะไม่เรียกสอบอลิสาแล้ว

          เนื่องจากเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2558 อลิสา อัศวโภคิน ลูกสาวเจ้าของบริษัทแลนด์แอนด์เฮ้าส์ ได้เข้าพบพนักงานสอบสวนกรมสอบสวนคดีพิเศษ เพื่อชี้แจงกรณีที่ซื้อที่ดินจำนวน 8 แปลงใกล้กับวัดพระธรรมกายในราคา 298 ล้านบาท จากศุภชัย ศรีศุภอักษร อดีตประธานสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่นมาแล้วครั้งหนึ่ง

          ว่ากันว่า ที่ดินจำนวน 8 แปลง รวมเนื้อที่ 57 ไร่ ราคา 298 ล้านบาท ซึ่งพอซื้อเสร็จไม่กี่วันศุภชัยก็ถูกอายัดทรัพย์จากทางการทันที

          จากนั้น ปี 2558 ก็มีการก่อสร้างอาคาร “บุญรักษา” ขึ้น เพื่อใช้เป็นโรงพยาบาลของวัดพระธรรมกาย

          อย่างไรก็ดี ก่อนหน้านี้ อลิสา เคยนำหลักฐานการซื้อขายมาแสดงต่อเจ้าหน้าที่แล้ว แต่ต่อมาเจ้าหน้าที่กลับพบหลักฐานสำคัญ เส้นทางการเงินที่วัดพระธรรมกายโอนเงินให้อลิสา เพื่อนำไปซื้อที่ดินทั้ง 8 แปลงดังกล่าว และถือกรรมสิทธิ์ที่ดินแทนวัดพระธรรมกาย เรื่องราวก็เลยไม่ธรรมดาเข้าแล้ว

          ถามว่า อลิสา หรือ “แตง” เป็นใคร เธอเป็นบุตรสาวของ อนันต์ อัศวโภคิน กับมารดา คือ วารุณี (กี่ศิริ) อัศวโภคิน (หย่าร้าง)

          มีพี่น้องคือ อาชวิน และ อาชนัน อัศวโภคิน โดยแตงนั้น เป็น Wednesday Child หรือบุตรคนกลาง

          สำหรับบิดาของแตงนั้น รู้กันดีว่า เป็นเจ้าของธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชื่อดังของไทย บริษัท แลนด์แอนด์เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) และยังมีธุรกิจธนาคารแลนด์แอนด์เฮ้าส์ ค้าปลีกโฮมโปร ฯลฯ มีสินทรัพย์รวมกว่า 9.7 หมื่นล้านบาท

          หากแต่ต้นตระกูลของอัศวโภคินนั้น ต้องบอกว่า แต่เดิมอพยพมาจากจีนโพ้นทะเล อลิสาเคยเล่าว่า ครอบครัวเป็นจีนแต้จิ๋ว คุณปู่ หรือ บุญทรง อัศวโภคิน เกิดที่เมืองจีน ส่วนคุณย่า คุณตา และคุณยาย เกิดที่เมืองไทย คุณปู่ค่อนข้างเป็นที่รู้จักในคนจีนแต้จิ๋วในเมืองไทย และยังเคยเป็นนายกสมาคมแต้จิ๋วด้วย

          ทั้งนี้ ธุรกิจเดิมของครอบครัวนั้น ขายผ้าแถวสะพานหัน แต่คุณย่า หรือ เพียงใจ หาญพาณิชย์ เป็นผู้ริเริ่มเข้าสู่วงการอสังหาฯ ซื้อ-ขายที่ดิน จนปี 2504 ได้เริ่มทำโครงการจัดสรรที่ดินครั้งแรกแถวประชาชื่น จนประสบความสำเร็จมาถึงปัจจุบัน

          ส่งต่อความสุขสบายให้แก่คนรุ่นหลัง เพราะ “แตง” ได้เรียนไฮสคูลที่ Dana Hall School สหรัฐอเมริกา และเรียนต่อมหาวิทยาลัย ที่ University of Pennsylvania ด้านศึกษาเอเชียตะวันออกและเศรษฐศาสตร์

          จากนั้นก็ศึกษาปริญาโทต่อ ที่ New York University เกี่ยวกับการสอนภาษาอังกฤษ เรียกง่ายๆ คือเรียนเป็นครูสอนภาษา

          ก็ไม่รู้เพราะเป็นลูกคนกลางหรือไม่ อลิสาจึงได้ใช้ชีวิตตามเส้นทางที่ตัวเองขีดเขียนเอง โดยไม่ต้องช่วยบริหารธุรกิจของครอบครัว เธอเคยเล่าว่า

          “ทุกคนจะถามแตงเสมอว่า ทำไมถึงมาทำธุรกิจของตัวเอง ไม่ไปช่วยธุรกิจคุณพ่อ แตงคิดว่า สิ่งแรกที่สำคัญ คือต้องดูว่าตัวเราชอบอะไร อย่างงานด้านอสังหาริมทรัพย์นี่ เราไม่เชี่ยวชาญ จึงคิดว่าน่าจะให้คนอื่นเขาทำดีกว่า ส่วนเราก็มาทำอะไรที่ตัวเองชอบ”

          เมื่อกลับมาไทย แตงก็ได้ทำงานในสิ่งที่เรียนมา ไปเป็นครูสอนภาษาที่มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (เอแบค) อยู่ 2 ปีเศษ จากนั้นหันมาเรียน MBA ที่ “ศศินทร์” และทำงานกับ ILO (International Labour Organization) ของยูเอ็น ช่วยเหลือผู้ใช้แรงงานทั่วโลกให้ได้รับความยุติธรรมจากสังคม

          แต่เธอทำอยู่ไม่กี่เดือนก็ออกมาทำธุรกิจของตัวเอง ที่ตึกคิว เฮ้าส์ ของบิดา ที่หัวถนนสาทร เป็นเจ้าของธุรกิจ บริษัท อลิซ่า จำกัด  ทำ “ลัลลาบายสปา” และ “ลัลลาบายโยคะ”

          อย่างไรก็ดี ปีที่แล้วคงจำกันได้ว่า ข่าวคราวของ ปานามาเปเปอร์ส ออกมาแฉข้อมูลที่สำนักกฎหมายมอสแซก ฟอนเซกา ซึ่งให้บริการจดทะเบียนบริษัทนอกอาณาเขตแก่ลูกค้าทั่วโลกนั้น ได้ระบุชื่อ 2 ทายาทอัศวโภคิน ถือครองบริษัทนอกอาณาเขตบนเกาะบริติชเวอร์จิน

          คือ อาชวิน อัศวโภคิน มีตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการ ถือหุ้นจำนวน 100 หุ้นของ บริษัท อีซี่ เอสเซ้นส์ คอนซัลแทนท์ ลิมิเต็ด

          และ อลิสา อัศวโภคิน เป็นผู้อำนวยการ ถือหุ้นจำนวน 100 หุ้น ของบริษัท ลัลลาบาย โฮลดิ้งส์ ลิมิเต็ด ก่อตั้งเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2553 ที่บริติชเวอร์จิน ใช้ที่อยู่เดียวกับบริษัทของอาชวิน

          มาวันนี้เรื่องราวของ อลิสา เริ่มจะไม่ลัลลาอีกแล้ว เพราะต้องมามีชื่อพัวพันกับวัดพระธรรมกาย

          แถมยังโยงไปถึงบิดา อนันต์ อัศวโภคิน ผู้เป็นศิษย์ธรรมกายชนิดสุดตัวอีกด้วย

          เพราะเขายังต้องเจอการตรวจสอบการเข้าไปรับซื้อที่ดินจากลูกข่ายรับฟอกเงินจากศุภชัย ซึ่งที่ดินทั้งหมดมีสถานที่ตั้งรายล้อมวัดพระธรรมกาย ยาวไปถึงตลาดไท รังสิต จ.ปทุมธานี

          ตามด้วยข่าวจากกระทรวงยุติธรรม ที่เปิดเผยว่า ช่วงปี 2553-2559 วัดพระธรรมกายนำเงินไปเล่นหุ้นอสังหาริมทรัพย์ โดยมี พระทัตตชีโว (เผด็จ ทัตตชีโว) เข้ามาเกี่ยวข้องอีกด้วย

          เมื่อ 15 มีนาคม 2560 วัดพระธรรมกายปฏิเสธข่าวนำเงินวัดไปเล่นหุ้นผ่านแฟนเพจสำนักสื่อสารองค์กรฯ

          “จากกรณีมีข่าวอ้างว่า เงินบริจาควัดพระธรรมกายนับพันล้านบาทถูกนำไปซื้อขายหุ้นในบริษัทหรือให้บุคคลต่างๆ เล่นหุ้นนั้น วัดพระธรรมกายขอชี้แจงว่า ข่าวดังกล่าวไม่เป็นความจริงแต่ประการใด”

          อย่างไรก็ตาม ยามที่เผชิญวิบากแห่งชีวิต อลิสา อัศวโภคิน และเจ้าสัวแลนด์แอนด์เฮ้าส์ คงต้องสวดธัมมจักกัปปวัตตนสูตร บูชาพระมหาธรรมกายเจดีย์ พระมหาเจดีย์พระพุทธเจ้าล้านพระองค์ ครบ 30 ล้านจบ

          นี่คือ เป้าหมายแห่งบุญบารมีของพระเดชพระคุณหลวงพ่อจะคุ้มครอง

ตัวแรกในโลก!!! “หุ่น” ส.ศิวรักษ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/265845

ตัวแรกในโลก!!! “หุ่น” ส.ศิวรักษ์

คนในข่าว  :  17 มี.ค. 2560
ส.ศิวรักษ์, คมชัดลึก, คนในข่าว, ตัว, แรก, โลก, หุ่น, ศิวรักษ์, ตัวแรกในโลก, สศิวรักษ์, 112

Handmade Limited Edition เพียง 300 ตัว เท่านั้น !! รันนัมเบอร์ทุกตัว ซื้อหาได้ทุกหมายเลข ยกเว้น “112” ที่มีเจ้าของไปเรียบร้อย

ครบรอบวันคล้ายวันเกิดจริง ในวันที่ 25 มีนาคม แต่ปีนี้ อ.สุลักษณ์ ศิวรักษ์ ได้รับของขวัญวันเกิดไปเรียบร้อยแล้ว จากทีมงานคนรุ่นใหม่ เป็น หุ่นรุ่นปรมาจารย์ หรือ The Grandmaster ที่มาพร้อมไอเทมประจำตัวครบทั้ง หมวก panama ไม้เท้า ย่าม และหนังสือ พร้อมเปิดตัวและวางขายให้กับลูกศิษย์ลูกหาที่ไปร่วมงาน 7 รอบ ส.ศิวรักษ์ ถอนราก หยั่งเมล็ดพันธุ์ ณ สยามสมาคม ในพระบรมราชูปถัมภ์ เมื่อบ่ายวันศุกร์ 17 มีนาคม ที่ผ่านมา ปรากฏว่า ได้รับความสนใจล้นหลาม ควักแบงก์ละพันออกมาอย่างไม่เสียดาย พร้อมสั่งจองผ่านเฟซบุ๊กด้วย เพราะรายได้จากการจำหน่ายนำไปเป็นทุนก่อสร้างมหาวิทยาลัยพุทธเพื่อสังคม นั่นเอง

 

ตัวแรกในโลก!!! "หุ่น" ส.ศิวรักษ์

 

ส่วนเจ้าของวันเกิดเป็นอย่างไร ภาณุวัฒน์ จิตติวุฒิการ ช่างภาพหนุ่มทีมงานคนรุ่นใหม่ บันทึกผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว Bhanuwat Jittivuthikarn ไว้ให้ทราบ

 

ตัวแรกในโลก!!! "หุ่น" ส.ศิวรักษ์

 

ตัวแรกในโลก!!! "หุ่น" ส.ศิวรักษ์

 

“เมื่อวาน (16 มีนาคม) เป็นวันแรกที่อาจารย์ได้เห็นหุ่นหลอกเด็กของตัวเอง อาจารย์ปลื้มมากแจกลายเซ็นให้กับทุกท่านที่สั่งจองเข้ามา อาจารย์ฝากขอบคุณทุกท่านที่ช่วยกันอุดหนุนเพื่อสร้างมหาวิทยาลัยพุทธเพื่อสังคม ส่วนผมคนทำก็ปลื้มสุดๆ หายเหนื่อยเลยครับที่เห็นอาจารย์มีความสุข…”

 

ตัวแรกในโลก!!! "หุ่น" ส.ศิวรักษ์

 

สำหรับหุ่น ส.ศิวรักษ์ รุ่นปรมาจารย์นี้ จัดทำแบบ Handmade Limited Edition เพียง 300 ตัว เท่านั้น โดยมีการรันนัมเบอร์ทุกตัว ซื้อหาได้ทุกหมายเลข ยกเว้น “112” ที่มีเจ้าของไปเรียบร้อย – ส่วนจะเป็นใคร ต้องเดาเอง!!

หลวงพ่อปรีชา ทวงคืนของขลัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/265164

หลวงพ่อปรีชา ทวงคืนของขลัง

คนในข่าว  :  15 มี.ค. 2560
หลวงพ่อ, ปรีชา, ทวง, คืน, ของขลัง, หลวงพ่อปรีชา, ร่างทรงหลวงพ่อโอภาสี, แสงสีทอง, น้องน้ำตาล, ชนไก่สร้างวัด, ชกมวยในวัด

สึกแล้ว!! ไม่ต้องบังคับสึก หลวงพ่อสึกเอง ละอายแก่ใจ ครองผ้าเหลืองต่อไป ศาสนาจะด่างพร้อย

สึกมาหลายวันแล้ว สำหรับ พระครูบรรพตพัฒนคุณ หรือ “หลวงพ่อปรีชา” เจ้าอาวาสวัดเขาอิติสุคโต อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ โดยท่านสึกผ่านเฟซบุ๊ควัดเขาอิติสุคโต ทำเอาลูกศิษย์และญาติโยมช็อคไปตามๆกัน

หลวงพ่อปรีชา เป็นพระนักพัฒนา และพระนักปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน มีชื่อเสียงโด่งดังในฐานะ “ร่างทรงหลวงพ่อโอภาสี” ท่านมาบวชมา 33 พรรษา

“ลาภยศ สรรเสริญ ชื่อเสียง ไม่ยึดติด บวชมาทำแต่ความดี ช่วยเหลือพระพุทธศาสนาทุกวัดทุกอาราม ช่วยเหลือสังคม พร้อมทั้งคนยากจนไม่เคยขาด ตั้งแต่บวชมาสร้างวัดสร้างวาจนเจริญ ไม่เคยขาดความเมตตาต่อทุกคน”

เหตุผลที่ต้องสึก ประมวลจากการแถลงผ่านเฟซบุ๊คได้ 3 ประเด็นคือ

ประเด็นแรก ชนไก่สร้างวัด

“เราทำดีที่สุดแล้ว เราไม่อยากทำให้พระพุทธศาสนาด่างพร้อยเพราะเรา เราชอบชนไก่เป็นชีวิตจิตใจ เริ่มแรกที่เลี้ยงไก่ชน เพราะเป็นไก่ของสมเด็จวัดชนะสงครามองค์ที่เสียชีวิตไปแล้ว ออกลูกออกหลานมาเต็มวัด และเคยบริจาคให้กับประชาชน เอาไปแกงเอาไปกินเอาไปขาย ไม่ทำตามสัญญาว่า ขอไปเพาะเลี้ยงทำพันธุ์ จึงเลี้ยงดู ต่อสู้ตีกันตายทุกวัน จึงเลี้ยงเอาไปชน เพื่อเปิดให้สัตว์เดรัจฉานสร้างกุศลผลบุญ เวลาไปชนทุกครั้งจะเก็บปัจจัยรวบรวมทำบุญสร้างวัดเขาอิติสุคโต สร้างบ้านคนจน 11 หลัง รวมเป็นเงินหลายล้านบาท และเราก็ชอบ เลิกไม่ได้ สักวันหนึ่งจะต้องมีทุกข์มีภัยในการชนไก่ของเรา เพราะเราเลิกไม่ได้ ทนให้เขาตำหนิติติงมานานแล้ว”

ประเด็นที่สอง น้อยใจพระลูกวัด

“อีกอย่างเคยขอร้องพระสาขา ที่มีเรื่องกับข้าราชการ ได้ไปขอร้องผู้ว่าราชการประจวบคีรีขันธ์ หากย้ายข้าราชการคนนี้แล้ว เพื่อหลีกเลี่ยงการทะเลาะวิวาท เพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้งระหว่างพระกับข้าราชการในพื้นที่ ท่านผู้ว่าได้ย้ายข้าราชการคนนั้นแล้ว จะให้ยุติการฟ้องร้อง แต่พระสาขาไม่ทำตามสัญญา ผิดสัจจะวาจากับผู้ว่าฯ เราละอายใจยิ่งนัก ที่รับปากผู้ว่าฯ จะยุติเรื่อง แต่พระสาขาไม่ยอมเชื่อ จึงรับผิดชอบปิดตำนานเกจิอาจารย์วัดเขาอิติสุคโต (ลาสึก)..”

ประเด็นที่สาม นางงามไม่รักษาสัจจะ

“ส่วนเครื่องรางของขลังที่ออกไปนั้น ไม่ต้องกลัวเสื่อม ให้เก็บเอาไว้ให้ดี จะมีราคาควรเมืองในวันข้างหน้า และอยากบอกว่า คนที่เราให้แสงสีทองไปเพื่อประกวดนางงาม และสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทย จึงให้ไป แต่ไม่ทำตามสัญญา ไม่ยอมเอาแสงสีทองที่หลวงพ่อมอบให้มาคืน ไม่รักษาสัจจะวาจา แสงสีทองนั้นปฏิบัติได้มา ไม่ยอมเอามาคืนตามสัญญา เราอยู่ไม่ได้แล้ว เราถือสัจจะวาจายิ่งกว่าชีวิต จึงขอปิดตำนานเจ้าอาวาสวัดเขาอิติสุคโต”

คนที่ได้ “แสงสีทอง” ไปประกวดนางงาม น่าจะเป็น “น้องน้ำตาล”

เนื่องจากแอดมินเพจวัดเขาอิติสุคโต หัวหิน เมื่อ 30 ม.ค. ได้โพสต์เชิญชวนญาติโยมให้โหวตเพื่อมง..

“ร่วมกันเชียร์ “น้ำตาล ศิษย์วัดเขาอิติสุคโต” ช่วยกัน vote ให้น้ำตาลกันเยอะๆนะคะ”

ว่ากันว่า สาเหตุหลักที่หลวงพ่อปรีชาสึกนั้น คงจะถูกตำหนิตีเตียนเรื่อง “ชนไก่สร้างวัด” และ “ชกมวยในวัด”

เมื่อวันเสาร์ที่ 28 มกราคม 2560 วันคล้ายวันเกิดพระครูบรรพตพัฒนคุณ ได้มีการแจกทานให้แก่ผู้ยากไร้ จำนวน 8,000 ถุงงาน ฉลองอายุวัฒนมงคล กลางคืนมีมหรสพรำวงย้อนยุค มวยไทยพิเศษ ,คอนเสิร์ตคาราบาว และถ่ายทอดสดมวยโลก 1 คู่ และมวยไทย ถ่ายทอดช่อง 3SD

แหล่งข่าวในวัดแจ้งว่า หลวงพ่อปรีชาสีกไปร่วมเดือนแล้ว หลังงานวันเกิดที่จัดใหญ่โต ได้มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์มากมาย

“หมอกฤษดา” ร้อน-ร้อน 1 ปี ในรังนกพิราบสีส้ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/264991

“หมอกฤษดา” ร้อน-ร้อน 1 ปี ในรังนกพิราบสีส้ม

คนในข่าว  :  14 มี.ค. 2560
ปี, ผอ.ไทยพีบีเอส, ทพ.กฤษดา เรืองอารีย์รัชต์, ร้อน-ร้อน 1 ปี, รังนกพิราบสีส้ม, หมอ, กฤษดา, ร้อนร้อน 1, ปี , รังนก, พิราบ, สีส้ม, หมอกฤษดา, ร้อน-ร้อน 1, ปี ในรังนกพิราบสีส้ม, คุณสมบัติ, การออกแบบการสื่อสาร, ตอบโจทย์, ไม่ขัดต่อกฏหมาย, ขัดใจ

เรื่องร้อนของ ผอ.สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส ที่สังคมตั้งคำถามถึงการนำงบประมาณไปลงทุนซื้อตราสารหนี้ซีพีเอฟ

     ตกเป็นข่าวร้อนอีกครั้ง สำหรับ ทพ.กฤษดา เรืองอารีย์รัชต์ ผู้อำนวยการองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หรือ ผอ.ไทยพีบีเอส กรณี การลงทุนซื้อตราสารหนี้ บริษัทเจริญโภคภัณฑ์อาหาร หรือ ซีพีเอฟ

     และไม่ใช่ครั้งแรกที่ ผอ.กฤษดา ถูกตั้งคำถาม!!

     โดย ผอ.กฤษดานั้น ตกเป็นข่าวใหญ่ตั้งแต่อยู่สมัยทำหน้าที่ “ผู้จัดการ สสส.” แล้ว เรื่องความโปร่งใส “การเบิกใช้งบ” แต่ได้ลาออกก่อนที่จะมีการดำเนินการใดๆ ของบอร์ด สสส. แล้วมาสมัครตำแหน่ง ผอ.ไทยพีบีเอส และได้รับคัดเลือกในเวลาต่อมา โดยเริ่มทำงานมาตั้งแต่ 1 กุมภาพันธ์ 2559

     พอมาทำหน้าที่ “ผอ.ไทยพีบีเอส” ก็ถูกตั้งคำถามอีก กรณี “คุณสมบัติ” ที่ระดับ ผอ.สื่อสาธารณะควรมี  

    “ต้องเป็นผู้มีความรู้ความเข้าใจและมีความเชี่ยวชาญหรือมีประสบการณ์ในกิจการวิทยุกระจายเสียงกิจการวิทยุโทรทัศน์หรือการสื่อสารมวลชน”

     ผ่านการทำงานมาครบ 1 ปีเต็มก็ยังคงเป็นข่าวอยู่!!

     ย้อนกลับไปเส้นทาง ของ ทพ.กฤษดา ไม่ปรากฏว่าผ่านงานใดๆ ตามที่ระบุ มีเพียง จบปริญญาตรีด้านทันตแพทย์จากจุฬาฯ, ปริญญาโทวิทยาศาสตร์มหาบัณฑิต (คอมพิวเตอร์) จุฬาฯ จากนั้นปี 2544 เข้าทำงานเป็น “รองผู้จัดการ สสส.” เป็นเวลา 9 ปี (2544-2553) ระหว่างนั้นทำหน้าที่ “รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง” 1 ปี (2550-2551) ไปด้วย ก่อนก้าวเป็น “ผู้จัดการสสส.” เต็มตัว 5 ปี (2553-2558)

     แต่ทางด้าน ทพ.กฤษดา ได้อธิบายว่า ถึงแม้ไม่เคยทำงานด้านโทรทัศน์มาก่อน แต่มีประสบการณ์ “การออกแบบการสื่อสาร” มานาน ว่าแล้วก็หยิบยกแคมเปญดังๆ ที่เคยทำสมัยเป็นผู้จัดการ สสส.มา เช่น งดเหล้าเข้าพรรษา, สวดมนต์ข้ามปี, ให้เหล้าเท่ากับแช่ง เป็นต้น จึงมั่นใจในวิธีการเลือกคอนเทนท์และมุมมองการนำเสนอข่าวได้เป็นอย่างดี

     ผลงานดังกล่าวไม่อาจสร้างความไว้วางใจแก่พนักงานไทยพีบีเอสได้ เพราะเพิ่งมีการปลด ผอ.คนเก่าไป คือ สมชัย สุวรรณบรรณ

     อีกทั้งกระบวนการต่างๆ ดูน่าสงสัย นับแต่ 2 พฤษภาคม 2558 ที่ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ลงนามแต่งตั้ง รศ.ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ เป็นประธาน ส.ส.ท. หรือ ไทยพีบีเอส จากนั้น 9 ตุลาคม ส.ส.ท.มีมติเลิกจ้าง สมชัย สุวรรณบรรณ 16 ตุลาคม ทพ.กฤษฎา ลาออกจากตำแหน่ง ผู้จัดการส.ส.ส. ต่อมา 24 พฤศจิกายน สมัคร ผอ.ไทยพีบีเอสและได้รับเลือกในที่สุด ขณะที่ ส.ส.ส.มีความวุ่นวายเกิดขึ้น 5 มกราคม 2559 เมื่อ พลเอกประยุทธ์ สั่งปลดบอร์ด ส.ส.ส. 7 คน

     “ผมไม่ได้มีคนส่งมานะ…” ทพ.กฤษฎา กล่าวตั้งแต่วันแรกที่เข้ารับตำแหน่งผ่านรายการ “ตอบโจทย์” ไว้เช่นนั้น

     จากกรณีดังกล่าว พนักงานไทยพีบีเอสส่วนหนึ่งจึงรวมตัวกันคัดค้านกระบวนการสรรหา ผอ.และฟ้องต่อศาลปกครองในเดือนเมษายน 2559 จากนั้นเรื่องยืดเยื้อไปจนถึงเดือนมิถุนายน 2559 ปรากฏว่าศาลปกครองไม่รับฟ้องและให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ เนื่องจากไม่ได้เป็นผู้เสียหายจากกระบวนการสรรหา ทำให้ชื่อของ ทพ.กฤษดา หายไปจากสื่อระยะหนึ่ง

     “ต้องการเปลี่ยนแปลงไทยพีบีเอสให้เป็นมากกว่าสถานีโทรทัศน์ สู่กลไกขับเคลื่อนสังคมอย่างแท้จริง”

     เป็นวิสัยทัศน์ข้อหนึ่งที่ ทพ.กฤษฎา เคยให้ไว้และเป็นที่เล่าขานผ่านสื่อ กระทั่งตกเป็นข่าวร้อนอีกครั้งกับการตัดสินใจลงทุนซื้อตราสารหนี้ซีพีเอฟ

     “…การบริหารเงินตรงนี้เป็นเรื่องปกติ ซึ่งเหมือนกับกรณีไปฝากธนาคาร ปกติไทยพีบีเอสไม่ได้เอาเงินตัวเองใส่เซฟไว้ แล้วเอาไปใช้ เราได้นำเงินไปฝากธนาคารของรัฐและเอกชน ครั้งนี้คือการนำเงินไปซื้อตราสารหนี้ ซึ่งได้ดอกเบี้ย…”

     ผอ.กฤษดา กล่าวพร้อมยืนยันเป็นที่เรียบร้อยผ่านข่าว “ไทยพีบีเอส” แล้วว่า การลงทุนซื้อตราสารหนี้ซีพีเอฟ “ไม่ขัดต่อกฏหมาย” และ “เจตนารมย์การทำงานสื่อสาธารณะ” เนื่องจากงบประมาณบริหารองค์กรที่ไทยพีบีเอสได้รับปีละ 2,000 ล้านบาทนั้น ไม่เพียงพอ

    ส่วนเรื่อง “ขัดใจ” มวลชนนั้น ผอ.ไทยพีบีเอส ไม่ได้พูดถึงแต่อย่างใด!!

“อนุสร จิรพงศ์”หลานจอมพลถนอม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/264936

“อนุสร จิรพงศ์”หลานจอมพลถนอม

คนในข่าว  :  14 มี.ค. 2560
สปท., สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ, ตบ, ชาตอลงกรณ์, จอมพล ถนอม กิตติขจร, อดีตนายกรัฐมนตรี, อนุสร, จิรพงศ์, หลาน, จอม, พลถนอม, จิรพงศ์หลานจอมพลถนอม, อนุสร จิรพงศ์, ป๋า, โสด, หลานตา, คุณหญิงนงนุช, อุษา, กิตติขจร

ชื่อเสียงยังไม่ทันปรากฏมากนักในฐานะ สปท. แต่ข่าวไม่ค่อยดี กลับมาแรงแซงทางโค้งไปแล้ว!

 

เมื่อ อนุสร จิรพงศ์ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) มีชื่อไปปรากฏในใบบันทึกประจำวัน ที่ ชาตอลงกรณ์ นิลยาน พนักงานบริการในร้านอาหารแห่งหนึ่ง ย่านอารีย์ แจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า ถูกบุคคลคนนี้ใช้หลังมือตวัดมาถูกบริเวณใบหน้า ซึ่งทำให้แก้มขวาได้รับบาดเจ็บ

เรื่องนี้ หากเกิดขึ้นสิบกว่าปีก่อน ก็คงไม่มีอะไรให้น่าติดตาม เพราะคงจะรับรู้กันไม่กี่คน แล้วจะเงียบหายไป

แต่ในเมื่อเกิดในยุคสมัยนี้ ที่มีคลิปจากกล้องวงจรปิดเผยแพร่แชร์กันว่อน เป็นหลักฐานที่มีประจักษ์พยานทั้งสังคม ยิ่งทำให้เรื่องราวลุกลามตามความเร็วของการสื่อสาร

ทั้งนี้ หลังจากนั้น ที่ผู้สื่อข่าวติดต่อไปยังมือตบ ก็ได้รับการยอมรับว่าเดินทางไปรับประทานอาหารร้านดังกล่าวจริง แต่ไม่ได้ทำร้ายร่างกายรุนแรงแต่อย่างใด จากภาพที่ปรากฏตามคลิปนั้น ตนเพียงใช้มือเขกศีรษะพนักงานเพื่อตักเตือนเท่านั้น

ถามว่า อะไรที่ทำให้เกิดอาการนี้ คำตอบคือ เพราะพนักงานคนดังกล่าวเรียกตนเองว่า “ป๋า” ซึ่งส่วนตัวไม่ชอบให้ใครมาเรียกแบบนี้ จึงได้ตักเตือนไป และที่ผ่านมาก็มักจะเข้าไปรับประทานอาหารร้านนี้เป็นประจำอยู่แล้ว

เรื่องก็เลยดราม่า..ตามมาด้วยคำถามสุดฮิต “เขาเป็นใคร?”

ตามประวัติทางการ อนุสร จิรพงศ์ เกิดเมื่อวันที่ 26 มกราคม 2500 ผู้มีสเตตัสในเฟซบุคส่วนตัวว่า “โสด” (ก่อนจะปิดเผยแพร่สาธารณะไปแล้วนั้น) จบชั้นมัธยมที่ เซนต์อัลบันส์ สคูล วอชิงตัน ดี.ซี. เมื่อปี 2517

จากนั้นจบระดับการศึกษาปริญญาตรี ศิลปศาสตร์บัณฑิต สาขาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่มหาวิทยาลัยทัฟส์ อันเป็นมหาวิทยาลัยเอกชน ตั้งอยู่ที่เมือง เมดฟอร์ด บริเวณชานเมืองบอสตัน รัฐแมสซาชูเซตส์ สหรัฐอเมริกา

และจบปริญญาโทสาขาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จากวิทยาลัยกฎหมายและการทูตเฟลทเชอร์ ที่มหาวิทยาลัยเดิม ในปี 2531  โดยเป็นรุ่นน้องร่วมสถาบันของ ดอน ปรมัตถ์วินัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศตอนนี้

แต่ที่น่าตื่นตาตื่นใจไปมากกว่านั้นคือ “อนุสร” เป็น “หลานตา” ของจอมพล ถนอม กิตติขจร อดีตนายกรัฐมนตรี

อนุสร เป็นบุตรชายคนโตของ พล.อ.เอื้อม จิรพงศ์ กับ คุณหญิงนงนุช จิรพงศ์

“คุณหญิงนงนุช” เป็นบุตรคนที่ 3 ของ จอมพลถนอม กับท่านผู้หญิงจงกล กิตติขจร ฉะนั้น “อนุสร” มีศักดิ์เป็นหลาน พ.อ.ณงค์ กิตติขจร (พ.อ.ณรงค์ เป็นพี่คุณหญิงนงนุช)

อนุสร มีน้องสาวชื่อ “อุษา” ซึ่งได้แต่งงานกับบัณฑูร ล่ำซำ

หากดูช่วงชีวิตอนุสร ก็พบว่า เขาเติบโตมาพร้อมกับเส้นทางอำนาจของกลุ่ม “กิตติขจร” จนถึงย่าง 16 ปี ตระกูลของเขาก็เจอ “วิบากทางการเมือง”

นี่คือสีสันแห่งชีวิต และเป็นต้นทุนทางสังคม ทำให้เขาได้มามีตำแหน่ง สปท.ในวันนี้

สำหรับอาชีพก่อนได้ที่จะมารับการแต่งตั้งเป็น สปท. นั้น เขาผ่านมาหลายตำแหน่ง เช่น เป็นที่ปรึกษาประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.

นอกจากนี้ยังเป็นที่ปรึกษาคณะกรรมการเศรษฐกิจและสังคมแห่งเอเชียและแปซิฟิก (ESCAP)

เป็นที่ปรึกษาบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ที่ปรึกษา บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน)

ปัจจุบัน เขาเป็นหมายเลข 182 ของ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ สปท.ทั้งหมด 200 คน ที่มาจากบุคคลหลากหลายอาชีพ กินเงินเดือนเรือนแสน

ว่ากันว่า อนุสร สนิทกับประธาน สปท. ทินพันธุ์ นาคะตะ เพราะความสัมพันธ์ของเหล่า จปร.5 ที่เชื่อมร้อยกันอยู่ คือ พ.อ.ณรงค์ กิตติขจร , พล.อ.สุจินดา คราประยูร และ ร.อ.ทินพันธุ๋ นาคะตะ

อย่างนี้รู้แล้วใช่ไหมว่า เขามานั่งเก้าอี้ สปท.ได้อย่างไร?

‘สุวพันธุ์’บริหาร ยธ. สไตล์ ‘เจ้าสำนักข่าวกรอง’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/264140

‘สุวพันธุ์’บริหาร ยธ. สไตล์ ‘เจ้าสำนักข่าวกรอง’

คนในข่าว  :  13 มี.ค. 2560
คมชัดลึก, สุวพันธุ์, สุว, พันธุ์, บริหาร, สไตล์, เจ้าสำนัก, ข่าวกรอง, สุวพันธุ์บริหาร, เจ้าสำนักข่าวกรอง, คนข่าวกรอง, ลุงโก้, สุวพันธ์ุ,  ลุงโก้

การทำงานของเจ้ากระทรวงตราชั่งคนนี้ กว่าจะตัดสินใจในแต่ละเรื่องแต่ละประเด็น ต้องผ่านการกรองหยาบ กรองละเอียด หลายขั้นตอน คงซึมซับจากการเป็น’คนข่าวกรอง’

            ‘สุวพันธ์ุ ตันยุวรรธนะ’  หรือฉายา “ลุงโก้” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ผู้ถูกส่งมาสานต่องานจาก พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรียุติธรรมคนก่อน หลังจาก ‘สุวพันธุ์’ทำงานมาเกือบ 3 เดือนพูดได้เลยว่า สไตล์การทำงานแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง

             ‘สุวพันธุ์’ ซึ่งอดีตเป็นข้าราชการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ จึงย่อมต้องซึมซับธรรมชาติของข้าราชการประจำและคนข่าวกรองมาโดยปริยาย

              การทำงานของเจ้ากระทรวงตราชั่งคนนี้ จึงไปในทางสุขุม นุ่มนวล กระเดียดไปในทางคิดเยอะ กว่าจะตัดสินใจในแต่ละเรื่องแต่ละประเด็นต้องผ่านการกรองหยาบ กรองละเอียด หลายขั้นตอน.เรียกว่าแต่ละเรื่องที่เสนอขึ้นไปกว่าจะผ่านลงมา…ใช้เวลานานมาก แม้จะเป็นเรื่องที่มีข้อมูลในมือครบแทบจะรอบด้านแล้ว “ลุงโก้” ยังอดไม่ได้ที่จะถามความเห็นจากหัวหน้าส่วนราชการในสังกัด. ให้ได้รู้ว่าเห็นตรงกันหรือไม่

              การทำงานของข้าราชการกระทรวงยุติธรรมปลายยุค คสช. จึงไม่กดดันมากนัก ไม่ต้องตื่นตี 4 มาเตรียมตัวอ่านข่าว อ่านไลน์กลุ่มผู้บริหารตอนตี 5 เพื่อรับข้อสั่งการ. เพราะรัฐมนตรีคนปัจจุบันเน้นงานในภาพรวม เช่น งานยุติธรรมชุมชน. เมื่อไม่มีวาระเร่งด่วน จึงไม่กำหนดไทม์ไลน์ และไม่มีทีมเสธ.ตามจิก หรือทวงถามความคืบหน้าของงานกันแบบถี่ยิบในสไตล์ดุดันเหมือนเมื่อก่อน

              แต่ทว่า ในสไตล์ เย็นๆ เนิบๆ ของ “สุวพันธ์ุ” จึงประชุมกันด้วยประโยคบอกเล่าว่ากันไปตามประเด็น ไม่มีประโยคเป็นข้อสั่งการ 1-10 ชัดๆ ทำให้ผู้ใต้บังคับบัญชาฟังแล้วเผลอไม่ได้. ต้องคิดตามตลอดว่าจะเป็นข้อสั่งการหรือไม่ เพราะถ้าเกิดใช่ขึ้นมาเมื่อถูกทวงถาม ต้องมีคำตอบ ในมุมมองข้าราชการจึงตอบยากว่า ระหว่างสั่งแล้วตามจิกกับแบบให้คิดเอาเอง แบบไหนง่ายกว่า

             ส่วนบทบาทในการให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนเพื่อทำความเข้าใจผ่านไปยังประชาชน‘ ลุงโก้’ เปิดกว้างให้ข้าราชการให้ข่าวกันได้ตามความรับผิดชอบของแต่ละหน่วย หรือปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ เพราะรัฐมนตรีคนนี้ดูจะไม่ค่อยชอบให้สัมภาษณ์เท่าไรนัก.ดังนั้นอย่ามาดักรอเสียบไมค์เพราะไม่ชอบพูดในประเด็นที่ไม่ได้เตรียมตัว.ก่อนให้สัมภาษณ์จึงต้องส่งประเด็นผ่านประชาสัมพันธ์

            ‘สุวพันธุ์’บริหาร ยธ. สไตล์ ‘เจ้าสำนักข่าวกรอง’

                                                         สุวพันธ์ุ ตันยุวรรธนะ รมว.ยุติธรรม

           แต่ที่ดูแล้วค่อนข้างแปลกกว่ารัฐมนตรีคนอื่นๆ ก็คือการที่ ‘สุวพันธุ์’ มักเลือกขอส่งบทสัมภาษณ์เป็นเพรสข่าวเขียนด้วยตัวเองร่ายมายาวเป็นหน้ากระดาษ แทนที่จะให้สัมภาษณ์หรือแถลงข่าวด้วยตัวเอง

            เมื่อสอบถามถึงเหตุผลว่าทำไมถึงเลือกใช้วิธีนี้ไปทางทีมงานรัฐมนตรี สุดท้ายก็ได้คำตอบจาก รัฐมนตรี ‘สุวพันธุ์’ ที่ ‘เขียนชี้แจงมา'(ฮา) ว่า การสร้างการรับรู้ด้วยวิธีทำเหมือนเป็นเอกสารข่าวส่งให้สื่อมวลชนใช้มาตั้งแต่สมัยเป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ แล้วไม่ใช่เพิ่งนำมาใช้

           เหตุผล คือ 1. ไม่อาจให้สัมภาษณ์ได้ทุกครั้งที่มีการติดต่อมา อาจมีเวลาว่างไม่ตรงกันบ้าง หรือข้อมูลยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปจากที่รับทราบกัน หรือบางเรื่องเป็นประเด็นที่สังคมควรรับรู้ แต่เวลานั้นสังคมสนใจประเด็นอื่น สื่อให้ความสำคัญเรื่องอื่นมากกว่า  ดังนั้น การใช้เอกสารข่าวจะช่วยสื่อสารประเด็นที่เราอยากบอกสังคมได้

          2. บางครั้งมีประเด็นข่าวสำคัญที่เกี่ยวข้องกับงานของเราเอง สื่อจะถามมาพร้อมๆกัน ขอให้โฟนอินบ้าง โทรมาสัมภาษณ์บ้าง ทำให้ไม่สามารถให้สัมภาษณ์ได้อย่างทั่วถึง หรือต้องพูดซ้ำในเรื่องเดียวกัน

          3.  เรื่องราวบางเรื่องมีความสำคัญ ละเอียดอ่อนในการดำเนินการ การให้สัมภาษณ์บางครั้งไม่มีเวลามากพอที่จะอธิบายหรือมีคำถามแทรกจากสื่อในประเด็นอื่น ทำให้ไม่สามารถสร้างการรับรู้ให้ครบถ้วนสมบูรณ์อย่างที่ควรจะเป็น บางโอกาสการใช้เอกสารข่าวสร้างการรับรู้ได้ดีกว่า

   4 .การให้สัมภาษณ์ด้วยตนเองก็ยังทำอยู่ ไม่ได้ปิดกั้นที่จะสื่อสารสองทาง สื่อสามารถสอบถามข้อสงสัยหรือให้ชี้แจงเพิ่มเติมได้

       เห็นหรือยังว่า…’ท่าน รมต.สุวพันธุ์’ เป็นคนรอบคอบ(ม๊ากๆ)แค่ไหน

หวานเต็มพิกัด”เมย์-ตะวัน”พลังใจสู้ศึกออลอิงแลนด์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/264452

หวานเต็มพิกัด”เมย์-ตะวัน”พลังใจสู้ศึกออลอิงแลนด์

คนในข่าว  :  12 มี.ค. 2560
เมย์-รัชนก, หวาน, เต็ม, พิกัด, เมย์, ตะวัน, พลัง, สู้, ศึก, ออล, อิง, แลนด์, พลังใจ

การเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศแบดมินตันออลอิงแลนด์ของน้องเมย์-รัชนก

ซึ่งยังไม่เคยมีนักแบดไทยเคยคว้าแชมป์มาก่อนนั้น ทำให้เธอเป็นที่จับตาอีกครั้งว่าครั้งนี้ lucky in love แล้วจะ lucky in Game อีกครั้งหรือไม่ เพราะวันที่เธอเอาชนะ อากาเนะ ยามากูชิ 2 เกมรวด 22-20 และ 21-16 ที่เคยพลาดท่าเมื่อโอลิมปิกส์เกมนั้น เป็นวันครบรอบหนึ่งปีที่เธอคบหาดูใจกับแฟนหนุ่มของเธอ-ตะวัน ปัณณวิชช์ ทองน่วม พอดิบพอดี

 ถือว่า “พลังใจ” มาแบบเต็มๆ

หวานเต็มพิกัด"เมย์-ตะวัน"พลังใจสู้ศึกออลอิงแลนด์

ความรักหวานในคอร์ทของทั้งคู่เริ่มมาตั้งแต่ต้นปี 2559 จากที่น้องเมย์โพสต์ภาพปริศนาในไอจีเมื่อเดือนเมษายนจนทำให้ใครต่อใครสนใจ เพราะหนุ่มตะวันใช่ใครที่ไหน แต่เป็นนักแบดรุ่นใหม่ไฟแรงอีกคนหนึ่งและที่สำคัญต่างเป็นกำลังใจให้กันและกันผ่านไอจีมาตลอด

อีกทั้งเมษายนปีที่แล้วเป็นปีทองของ เมย์-รัชนก ครอง 3 แชมป์ จนขึ้นเป็นมือหนึ่งของโลก จนทำให้คุณพ่อคุณแม่ “ไฟเขียว” ในที่สุด เพราะเห็นว่ารักครั้งนี้ไม่ได้เป็นอุปสรรคบนเส้นทางแชมป์แต่อย่างใด มีแต่กำลังใจและความเข้าใจซึ่งกัน

หวานเต็มพิกัด"เมย์-ตะวัน"พลังใจสู้ศึกออลอิงแลนด์

โดยความหวานเริ่มประกายในภาพถ่ายที่ “กีฬามหาวิทยาลัยครั้งที่ 43 กันเกราเกมส์” ในฐานะแชมป์ชายเดี่ยวและแชมป์หญิงเดี่ยว จากนั้นความรักพัฒนาอย่างรวดเร็ว ไปพร้อมๆ เส้นทางแชมป์ ในปีที่แล้ว หนุ่มตะวันก็ทำผลงานดี โดยช่วงต้นปีที่แล้วคว้าแชมป์ โรมาเนีย อินเตอร์เนชั่นนัล 2016 ด้วย ส่วนน้องเมย์ก็เดินหน้าคว้าแชมป์โลกมาเป็นลำดับ

 เดือนเมษายนทำให้เห็นภาพน้องเมย์-รัชนก ในภาพที่แปลกไป ไม่ใช่เฉพาะภาพในคอร์ทเท่านั้นแต่เป็น น้องเมย์ที่เป็นเด็กสาวธรรมดาและกำลังอินเลิฟ

หวานเต็มพิกัด"เมย์-ตะวัน"พลังใจสู้ศึกออลอิงแลนด์

 “จุดเริ่มต้นความรัก นั้นล้วนมาจากใจ อาจไม่มีเหตุผล แต่ฉันรู้ว่ามันใช่ เธอเติมเต็มให้ฉันรับรู้ได้ด้วยหัวใจที่สุขล้น @punnawit_t ขอบคุณกำลังใจนะครัชช เมย์จะทำให้ดี!” น้องเมย์โพสต์ผ่าน IG @ratchanokmay

 โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ไม่ได้เป็นเพื่อนยามสุขเท่านั้น แต่ยามทุกข์ อย่างตอนที่ น้องเมย์ มีข่าวถูกตรวจพบสารต้องห้ามจนอาจไม่ได้ไปแข่ง “ริโอ เกมส์” หนุ่มตะวันก็ได้โพสต์ให้กำลังใจ

 “ไม่รู้เกิดเหตุการณ์อะไรขึ้น แต่ขอให้มันผ่านไปด้วยดี จะอยู่ข้างๆ เสมอเข้มแข็งและอดทนเหมือนที่เธอทำมาตลอด” 14 กค.59

หวานเต็มพิกัด"เมย์-ตะวัน"พลังใจสู้ศึกออลอิงแลนด์

 ขณะที่น้องเมย์-รัชนกโพสต์ขอบคุณที่หนุ่มตะวันอยู่เคียงข้างหลายครั้ง ก็ได้โพสต์เฟซบุ๊คอีกครั้งภาพหลังที่พ้นข้อหาการใช้สารต้องห้ามด้วย

 “ดีกับเมย์ขนาดนี้ เรียกว่า อย่าทำให้เขาผิดหวังและรักษาเขาไว้ถ้าทุกอย่างมันดีอยู่แล้ว You are so sweeties Pannawit Thongnuam”

 ส่วนหนุ่มตะวันได้ส่งภาพไปแก้บนที่วัดพระธาตดอยคำ หลวงพ่อทันใจและที่พระธาตุดอยสุเทพ จ.เชียงใหม่ หลังจากที่ได้ไปอธิษฐานขอให้เมย์แคล้วคลาดจากเรื่องร้ายดังกล่าว ทำให้น้องเมย์ได้กำลังพร้อมไปสู้ศึกริโอเกมส์ในที่สุด

 ถึงแม้ไม่ได้ตามเป้าหมาย แต่กลับมาจากริโอเกมส์ ดูเหมือนน้องเมย์จะรับมือกับความผิดหวังในคอร์ทได้ดีขึ้น และเดินหน้าคว้าแชมป์ต่อเนื่อง มีความสุขทั้งในคอร์ทและนอกคอร์ท

หวานเต็มพิกัด"เมย์-ตะวัน"พลังใจสู้ศึกออลอิงแลนด์

 ในวันที่หนุ่มตะวันเป็นลมกลางคอร์ทระหว่างแข่งที่มาเลเซียเมื่อต้นปีนี้ เธอก็โพสต์ให้กำลังใจทันที…just keep smile and stay strong bae..”

 กระทั่ง 11 มีนาคมที่ผ่านมา เธอได้โพสต์อีกครั้ง

 “1 year anniversary ขอบคุณนะคะที่เคียงข้างเสมอ มีความสุขนะคะเบบ มากกว่านี้เราคุยกันหมดแล้ว เอาเป็นว่า ยิ้มๆ ทุกวันค่ะ”

 หวานเต็มพิกัดแบบนี้ อีกหนึ่งพลังใจให้น้องเมย์-รัชนก ในศึก ออลอิงแลนด์ ให้ผ่านฉลุยรอบ

หวานเต็มพิกัด"เมย์-ตะวัน"พลังใจสู้ศึกออลอิงแลนด์