เปิดสัญญา กทม.-มูลนิธิหอศิลป์ ชี้ขาด สิทธิบอกเลิกการบริหาร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/551702

  • วันที่ 19 พ.ค. 2561 เวลา 08:28 น.

เปิดสัญญา กทม.-มูลนิธิหอศิลป์ ชี้ขาด สิทธิบอกเลิกการบริหาร

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

ปัญหาการบริหาร “หอศิลป์” ที่ กทม.จะขอนำกลับไปดูแลจากเดิมที่ “มูลนิธิหอศิลป์กรุงเทพฯ” บริหารอยู่ เพราะปัญหาขาดทุนยังเป็นประเด็นถกเถียงในสังคม

แม้สุดท้าย พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง จะยอมพักรบและยืนยันว่า กทม.จะไม่เข้าไปบริหารจัดการหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร รอจนกว่าสัญญาที่ กทม.มีต่อมูลนิธิฯ จะสิ้นสุดในปี 2564 เพราะแรงต้านจากเครือข่ายศิลปินและภาคประชาสังคมศิลปวัฒนธรรมที่เข้ายื่นหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ขอให้ระงับไม่ให้ กทม.เข้าบริหาร จนนายกฯ เกรงจะเกิดม็อบบานปลาย จึงขอให้ผู้ว่า กทม.พิจารณาตามเสียงประชาชนก่อน

อย่างไรก็ตาม มีประเด็นทิ้งปมให้ถกเถียงจากทั้งสองฝ่าย ฝั่งเครือข่ายศิลปิน ระบุว่า ถ้า กทม.นำหอศิลป์กลับไปบริหารเอง ก็จะย่ำแย่ เพราะข้าราชการไม่มีความรู้ด้านศิลปวัฒนธรรม

จุมพล อภิสุข ตัวแทนมูลนิธิฯ ที่เข้ายื่นหนังสือถึงนายกฯ ระบุว่า การบริหารของมูลนิธิฯ ตลอด 7 ปีที่ผ่านมา หอศิลป์ได้ให้บริการด้านการจัดประชุมสัมมนาทางวิชาการและศิลปะกว่า 100 ครั้ง/ปี มีผู้เข้าร่วมมากกว่าปีละ 1 หมื่นคน ทั้งยังสามารถจัดหางบประมาณในการจัดกิจกรรมได้เองนอกเหนือจากที่ กทม.ให้งบอุดหนุนปีละ 40 ล้านบาท

ฝ่ายคณะกรรมการมูลนิธิฯ โดยกลุ่มศิลปินยืนยันอีกด้วยว่า นับแต่ที่บริหารหอศิลป์มาไม่มีขาดทุน ตรงกันข้ามมีรายได้เพียงพอ ซึ่ง กทม.แย้งว่า ไม่จริง เพราะถ้าไม่ได้งบที่ กทม.สนับสนุนให้ทุกปีเฉลี่ย 40-50 ล้านบาท มูลนิธิฯ ก็ไปไม่รอด

7 ปีที่ผ่านมา กทม.สนับสนุนงบให้หอศิลป์รวมประมาณ 300 กว่าล้านบาท ส่วนมูลนิธิฯ หารายได้จากการบริหารพื้นที่ได้ประมาณ 140 ล้านบาท ขณะที่ค่าใช้จ่ายรวมตลอด 7 ปี ประมาณ 420 ล้านบาท แม้คำนวณแล้วยังเหลืองบราว 30-40 ล้านบาท แต่จะเห็นได้ว่างบประมาณหลักมาจาก กทม.ที่สนับสนุนหล่อเลี้ยงหอศิลป์

ขณะที่ เฉลิมพล โชตินุชิต ผู้อำนวยการสำนักวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยว กทม. แย้งว่า การที่มูลนิธิหอศิลป์ ระบุว่า สามารถบริหารจัดการหอศิลป์แล้วมีผลกำไรทุกปี เป็นความเห็นที่มองภาพรวมด้านเดียว เพราะเมื่อดูรายรับประจำปีพบว่า ทางหอศิลป์ได้รับเงินจากหลายส่วน ทั้งจากเงินบริจาคและเงินสนับสนุนของ กทม. ซึ่งมีการเสนอเรื่องมาขอเงินจาก กทม.ทุกปี โดยให้เหตุผลว่าหอศิลป์ขาดทุน

ทั้งนี้ มูลนิธิฯ เสนอเรื่องมาขอเงิน กทม. ปีละกว่า 70 ล้านบาท แต่เมื่อผ่านกระบวนการพิจารณาของสภา กทม. แล้วมีมติให้เงินสนับสนุนปีละ 40 ล้านบาท เป็นเช่นนี้นับตั้งแต่ปี 2554 เป็นต้นมา โดยหอศิลป์แจงรายจ่ายปีละประมาณ 70-80 ล้านบาท แต่ส่วนหนึ่งทางมูลนิธิหาเงินมาได้เองปีละ 30 กว่าล้านบาท เมื่อรวมกับเงินสนับสนุนของ กทม. อีก 40 ล้านบาท ผู้บริหารหอศิลป์ จึงไปสรุปว่ามีรายรับเพียงพอต่อรายจ่าย และเหลือเงินอีกเล็กน้อยก็ขอเก็บไว้เอง ดังนั้น ถ้า กทม.ไม่ให้เงินสนับสนุนอีก แสดงว่าหอศิลป์จะขาดทุนทันที แล้วจะเรียกว่าบริหารได้กำไรได้อย่างไร

“ทั้งหมดอยู่ที่คำพูดว่าจะพูดอย่างไร ถ้าหอศิลป์รวมเงินสนับสนุนของ กทม.กับเงินบริจาคที่หามาได้เอง ภาพรวมก็ไม่ขาดทุน แต่ถ้าไม่รวมเงินจาก กทม. แล้วมีค่าใช้จ่ายประจำกว่า 70 ล้านบาท จะไม่ขาดทุนได้อย่างไร โดยหลักแล้ว กทม.มีหน้าที่ให้เงินสนับสนุนในช่วงแรกเท่านั้นคือ 5 ปีแรกที่จัดตั้งหอศิลป์ขึ้นมา และเมื่อหอศิลป์ตั้งตัวได้เองแล้ว กทม.ก็ไม่จำเป็นต้องจ่ายเงินสนับสนุนอีก ยิ่งถ้าหอศิลป์ได้กำไรก็ต้องคืนเงินทุกบาททุกสตางค์กลับมาให้ กทม.ด้วย แต่ที่ผ่านมาทางมูลนิธิฯ แจ้งว่าเงินกำไรหรือเงินที่เหลือหลังจากหักค่าใช้จ่ายแล้ว จะขอเก็บไว้ใช้จ่ายเองต่อไป ซึ่งตลอดมาที่ประชุมสภา กทม. ทุกยุคสมัยก็อนุญาตให้มาตลอด” เฉลิมพล กล่าว

นอกจากการบริหารที่ขาดทุนแล้วประเด็นที่ กทม.ทักท้วง คือ การบริหารจัดการหอศิลป์ที่ดูไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ตามที่ทำสัญญาไว้ การให้เช่าพื้นที่จัดกิจกรรมของหอศิลป์ราคาสูงมาก และเกิดความไม่โปร่งใส งบประมาณที่ กทม.สนับสนุน 40 ล้านบาท/ปี สูญเสียโดยเปล่าประโยชน์ กทม. จึงควรนำมาบริหารจัดการเอง

อย่างไรก็ตาม เมื่อเปิดหนังสือสัญญาที่ทำขึ้นระหว่าง กทม. โดย ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าฯ กทม. กับมูลนิธิฯ โดย อภิรักษ์ โกษะโยธิน ประธานกรรมการมูลนิธิฯ เมื่อวันที่ 19 ส.ค. 2554 ในชื่อว่า “สัญญาให้สิทธิในตัวอาคารหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพฯ” มีทั้งหมด 10 ข้อ กำหนดเงื่อนไข เช่น ผู้รับสิทธิคือ มูลนิธิฯจะต้องจัดการแสดงนิทรรศการศิลปะตลอดทั้งปี ประกอบด้วย นิทรรศการขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และขนาดเล็ก จะต้องมีกิจกรรมอบรมสัมมนาให้ความรู้ด้านศิลปวัฒนธรรม ผู้รับสิทธิต้องอำนวยความสะดวก และไม่คิดค่าใช้จ่ายในการจัดกิจกรรมสำหรับผู้มาดูงานหอศิลป์

นอกจากนี้ ยังกำหนดด้วยว่า ผู้ให้สิทธิ คือ กทม.จะไม่ยินยอมให้ผู้รับสิทธิดำเนินกิจกรรมใดๆ ในหอศิลป์ที่ผิดกฎหมาย สร้างความเสื่อมเสียศีลธรรมอันดี และชื่อเสียงภาพลักษณ์ของหอศิลป์

ที่สำคัญ ในข้อ 10 ระบุว่า ในกรณีที่ผู้รับสิทธิบริหารจัดการอาคารหอศิลป์ไม่เป็นไปตามเงื่อนไข หรือหลักเกณฑ์ที่ผู้ให้สิทธิกำหนด หรือผู้รับสิทธิทุจริตหรือผิดสัญญาข้อหนึ่งข้อใด หรือมีข้อขัดแย้งมิได้ปฏิบัติตามนโยบายของผู้ให้สิทธิ ผู้ให้สิทธิสามารถบอกเลิกสัญญานี้ได้ทันที ถ้าผู้ให้สิทธิมีความจำเป็นหรือมีเหตุผลอื่นใดจะต้องใช้หอศิลป์ผู้ให้สิทธิสามารถบอกเลิกสัญญาได้ทันที โดยไม่ต้องแจ้งล่วงหน้าและผู้รับสิทธิตกลงจะไม่เรียกร้องค่าเสียหายและค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น

เงื่อนไขในข้อ 10 จากสัญญาฉบับแม่ดังกล่าวนี้ ที่ กทม. ยืนยันว่า กทม.มีสิทธิบอกเลิกสัญญากับมูลนิธิฯ ได้ทันที โดยไม่ต้องแจ้งล่วงหน้า

ต่างจากที่เครือข่ายศิลปินออกแถลงการณ์ว่า การที่ กทม.จะยึดเอาหอศิลป์ไปบริหารเองนั้น เป็นเรื่องไม่ถูกต้อง และผิดข้อตกลงตามปริญญาที่ กทม.ได้ลงนามกับเครือข่ายและภาคประชาชนไว้เมื่อปี 2548 ว่า ให้หอศิลป์ได้บริหารกิจการโดยมูลนิธิฯ โดย กทม.จะสนับสนุนงบประมาณตามวัตถุประสงค์

นักวิชาการชี้ 3 สารพิษภาคเกษตร อันตรายหนุนรัฐแบนเลิกใช้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/551485

  • วันที่ 16 พ.ค. 2561 เวลา 17:25 น.

นักวิชาการชี้ 3 สารพิษภาคเกษตร อันตรายหนุนรัฐแบนเลิกใช้

นักวิชาการเรียกร้องยกเลิกการใช้สารอันตราย “พาราควอต-ไกลโฟเซต-คลอร์ไพริฟอสในภาคเกษตร

****************************

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

สถาบันวิชาการจากหลายมหาวิทยาลัย เครือข่ายทางวิชาการร่วมกันจัดเวทีวิชาการเพื่อให้ข้อมูล เรื่อง “ข้อเท็จจริงทางวิชาการในการควบคุมสารเคมีอันตราย : พาราควอต (Paraquat) ไกลโฟเซต (Glyphosate) และคลอร์ไพริฟอส (Chlorpyrifos)โดยเรียกร้องให้รัฐบาลยกเลิกการใช้สารอันตรายทั้ง 3 ชนิด

จุฑามาศ สัตยวิวัฒน์ รองผู้อำนวยการศูนย์ความเป็นเลิศด้านอนามัยสิ่งแวดล้อมและพิษวิทยา สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ กล่าวว่า องค์การอนามัยโลกระบุชัดเจน ว่าสารเคมีปราบศัตรูพืช โดยเฉพาะพาราควอตนั้นส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อสุขภาพ ซึ่งหากผ่านเข้าสู่ร่างกาย จะทำให้ร่างกายสร้าง อนุมูลอิสระตลอดเวลา หรือเกิดภาวะโมเลกุลหรืออะตอมที่ไม่เสถียรเนื่องจากขาดอิเลกตรอน ขาดความสมดุล ซึ่งส่งผลทำให้เซลล์ร่างกายเสียหาย เซลล์ตาย หากสูดดมเข้าปอดกลไกออกฤทธิ์ของพาราควอตจะทำให้ปอดเป็นฝ้า หายใจไม่ได้ และที่สำคัญ คือ พาราควอตเป็นสารพิษที่ไม่มียาถอนพิษ นอกจากนี้ ข้อมูลจากศูนย์พิษวิทยาโรงพยาบาลรามาธิบดี ปี 2553-2559 ยังระบุด้วยว่า มีผู้ป่วยจากที่ได้รับพิษ พาราควอต สูงถึง 46% โดยจำนวนผู้ป่วยทั้งหมด 4,223 ราย เสียชีวิตถึง 1,950 รายขณะที่ ไกลโฟเซต นั้นถูกค้นพบว่า มีส่วนกระตุ้นการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งเต้านม เพิ่มขึ้น ถึง 5- 13 เท่า

ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา ศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย กล่าวว่าหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ และทางการแพทย์มากมาย ชี้ตรงกันว่าสารเหล่านี้มีพิษในระยะยาวและก่อให้เกิดโรคทางสมองที่รักษาไม่ได้. ได้แก่โรคพาร์กินสัน โรคสมองเสื่อม และอาจจะเกี่ยวพันกับมะเร็ง

ทั้งนี้ มีการเฝ้าติดตามผู้ที่สัมผัสกับยาฆ่าหญ้าชนิดต่างๆตั้งแต่ปี 2543 เป็นต้นมา พบว่า ผู้ที่สัมผัสกับสารเคมีที่ใช้ในการฆ่าหญ้าและวัชพืชเหล่านี้มีความเสี่ยงที่จะเกิดโรคพาร์กินสัน เพิ่มขึ้น มีการรายงานผลจากการติดตามผู้ที่สัมผัสกับสารเคมีเหล่านี้ในการติดตามเป็นเวลาเก้าปี และสรุปผลว่ามีความเสี่ยงจากการเกิดโรคพาร์กินสันเพิ่มขึ้นถึง 70% และในเวลาต่อมาได้พิสูจน์ว่าพาราควอท เป็นตัวการสำคัญและทำให้มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นถึง 2.5 เท่า

ศ.พรพิมล กองทิพย์ อาจารย์คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า จากการศึกษากลุ่มหญิงตั้งครรภ์ในชุมชนเกษตรกรที่ไปฝากครรภ์ในโรงพยาบาล อำนาจเจริญ จ.อำนาจเจริญ พบความสัมพันธ์ระหว่างการได้รับสารกำจัดศัตรูพืชในระหว่างตั้งครรภ์ ที่ส่งผลไปถึงกรรมพันธุ์ รวมถึงพบสะสมในน้ำนมแม่และกระทบต่อการพัฒนาระบบประสาทของทารก

นอกจากนี้ ยังพบว่า สารไกลโฟเสต นั้นออกฤทธิ์ทำลายระบบประสาทส่วนกลางในระยะยาว ขณะที่สารพาราควอต มีผลต่อการระคายเคืองของเนื้อเยื่อ โดยพบด้วย ว่า พาราควอตและไกลโฟเซตยังสามารถผ่านจากมารดาไปสู่ตัวอ่อนในครรภ์ โดยพบการตกค้างของพาราควอตในซีรั่มทารกแรกเกิดและมารดาระหว่าง 17-20% พบไกลโฟเซต ระหว่าง 49-54% และพบว่าหญิงตั้งครรภ์ที่ประกอบอาชีพเกษตรกรรมมีความเสี่ยงรับสารไกลโฟเซตมากกว่าคนทั่วไป 12 เท่า

พวงรัตน์ ขจิตวิชยานุกูล ผู้อำนวยการสถานวิจัยเพื่อความเป็นเลิศทางวิชาการด้านวิจัยและนวัตกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยนเรศวร กล่าวว่า พาราควอตและไกลโฟเซตที่ถูกพ่นลงดิน จะไม่ได้เสื่อมฤทธิ์ในทันที แม้จะดูดซับได้ดีในดิน แต่เมื่อมีการใช้สารเคมีต่อเนื่องซ้ำๆ หลายปี จะเกินสภาวะอิ่มตัวที่สารอินทรีย์ในดินจะดูดซับได้ จะทำให้สารเคมีถูกชะล้างออกจากดินไปสู่น้ำใต้ดินและแหล่งน้ำ ส่งผลให้พืชดูดซับสารเคมีเหล่านี้ไปสะสมในลำต้นได้ และเกิดการสะสมของสารเคมีเหล่านี้ในสิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศวิทยา ผู้บริโภคไม่สามารถขจัดสารตกค้างที่ดูดซึมออกได้ด้วยการล้าง และในต่างประเทศยังพบพาราควอตตกค้างในอาหาร เช่น แป้ง เบียร์ และอาหารเด็ก อีกด้วย

ด้าน นพดล กิตนะ อาจารย์ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า จากการศึกษาของโครงการเฝ้าระวังภัยจากการใช้สารฆ่าวัชพืชในพื้นที่เกษตรกรรม ที่จ.น่าน พบ การตกค้างปนเปื้อน ใน กบหนอง ปูนา หอยกาบน้ำจืด และ ปลากะมัง มีค่ามากกว่าระดับสูงสุดที่องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (Codex Alimentarius, FAO) จำกัดให้มีในอาหาร ซึ่งจำกัดให้มีพาราควอตในเนื้อสัตว์ไม่เกิน 5 ไมโครกรัม/กิโลกรัม โดยปริมาณที่พบในปูนาอยู่ระหว่าง 24 – 56 ไมโครกรัม/กิโลกรัม พบในกบหนอง 17.6 – 1,233.8 ไมโครกรัม/กิโลกรัม พบในปลา 6.1 – 12.5 ไมโครกรัม/กิโลกรัม และพบในหอยกาบน้ำจืด 3.5 – 7.7 ไมโครกรัม/กิโลกรัม ถือเป็นสัญญาณเตือนถึงภัยใกล้ตัวจากการใช้สารฆ่าวัชพืชที่อาจจะเกิดขึ้นได้กับสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ ที่อาศัยในพื้นที่เกษตรรวม

“ปราบปรามทุจริต” อยู่ที่สังคมไม่ใช่รธน.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/551483

  • วันที่ 16 พ.ค. 2561 เวลา 17:19 น.

"ปราบปรามทุจริต" อยู่ที่สังคมไม่ใช่รธน.

หลากหลายความเห็นจากการสัมมนา หัวข้อ “รัฐธรรมนูญปราบโกง จะสัมฤทธิ์ผลได้จริงหรือไม่” ที่ต่างมองว่า “สังคม” เป็นกลไกสำคัญในการปราบปรามทุจริต

****************************

โดย…..ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

คณะกรรมาธิการ (กมธ.) การเมือง สภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ สนช. ร่วมกับสมาคมรัฐประศาสนศาสตร์ นิด้า ได้จัดการสัมมนา หัวข้อ “รัฐธรรมนูญปราบโกง จะสัมฤทธิ์ผลได้จริงหรือไม่” ณ ห้องเมจิก 2 ชั้น 2 โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น หลักสี่ กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 16 พ.ค. ที่ผ่านมา

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี ให้ความเห็นว่า รัฐธรรมนูญนี้มีการตั้งฉายาไว้ว่าเป็นฉบับปราบโกง ซึ่งต้องชื่นชมว่าเป็นการตลาดที่ดีมาก เพราะผู้ร่างขณะนั้นไปทำประชามติ ซึ่งคงจับอารมณ์ความรู้สึกของคนส่วนใหญ่ ว่าปัญหาทุจริต คอร์รัปชั่น เป็นภัยใหญ่หลวง และหากมองวิกฤติการเมือง 10 ปีที่ผ่านมา เกิดจากการใช้อำนาจไม่ชอบเป็นสาเหตุหลักและนำไปสู่ความขัดแย้ง

อย่างไรก็ดี ในที่สุดกระบวนการป้องกันปราบปรามทุจริตคอร์รัปชั่น ต้องอาศัยหลายกระบวนการควบคู่ โดยในสังคมไทยพยายามทำเรื่องนี้ ทั้งกระบวนการการเมือง คือ อภิปรายไม่ไว้วางใจ แต่ติดขัดและจบลงตรงเสียงข้างมาก แม้กระทั่งกระบวนการตุลาการ

นอกจากนี้ กระบวนการการถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง การมีบทบัญญัติดังกล่าวที่ผ่านมา แม้ไม่ประสบความสำเร็จ แต่กระบวนการดังกล่าวทำให้การเชื่อมโยงตรวจสอบทุจริต ส่ง ปปช. และศาลพิจารณา แต่ทำไมกลับเอากระบวนการนี้ออกไป

“เมื่อปปช.มีบทบาทมากขนาดนี้ เดิม ปปช.เป็นผู้ดำเนินการไม่ชอบเสียเอง ฝ่ายการเมืองสามารถยื่นฟ้องได้ เหมือนปปช.ชุดหนึ่ง แต่รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ปปช.มีปัญหา ต้องไปยื่นผ่านประธานรัฐสภา แต่สามารถใช้ดุลยพินิจจะส่งเรื่องนี้หรือไม่ ซึ่งในความจริงประธานรัฐสภามาจากฝ่ายรัฐบาล หากเกิดการทุจริตในรัฐบาล ถ้าปปช.ชุดใดไม่ตรวจสอบฝ่ายบริหารพอเล่นงานปปช. ประธานรัฐสภาบอกไม่มีน้ำหนัก โยนทิ้ง”

ส่วนศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในเรื่องการอุทธรณ์ต้องมีเงื่อนไข ก่อนขึ้นที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา กฎหมายใหม่มีข้อดี แต่มีจุดอ่อนหลายจุด เช่น การเปิดเผยบัญชี กฎหมายบอกให้ทำโดยสรุป และไม่ทราบว่าสรุปอย่างไร แต่การตรวจสอบจากสังคม ส่งเสริมให้ประชาชนไปตรวจสอบอย่างไร โดยลำพังเพียงกฎหมายไม่ใช่คำตอบ ทว่าสังคมสามารถมีส่วนร่วมในการปราบโกงจริงหรือไม่

ด้าน พงศ์เทพ เทพกาญจนา อดีตรองนายกฯ มองว่า เป็นห่วงเวลาที่ใช้รัฐธรรมนูญปราบโกง จะเป็นแบบเดียวกับขอเวลาอีกไม่นานหรือเปล่า เป็นคำโฆษณาชวนเชื่อ และเมื่อรัฐธรรมนูญนี้เรียกว่าปราบโกง ดูเป็นคำไม่เหมาะสมเท่าไหร่ แต่ถ้าบอกว่าโกงอำนาจจากประชาชนน่าจะตรงกว่า เพราะอำนาจจากประชาชน คือ การถอดถอนบุคคลผู้ดำรงตำแหน่งสำคัญๆ ฉะนั้น จะเรียกว่าปราบโกงจึงไม่สนิทใจ

ส่วนเรื่องการทุจริต เป็นเรื่องที่ทุกคนในสังคมให้ความสนใจ การทุจริตมันเพิ่งเกิดในสมัยประชาธิปไตย มีนักการเมืองหรือไม่ ต้องบอกว่าการทุจริต เกิดจากประเทศเป็นประชาธิปไตยก่อนมีนักการเมืองมาจากการเลือกตั้ง สมัยโบราณทุจริต เป็นสิ่งที่ทำได้โดยชอบด้วยกฎหมายของผู้มีอำนาจ เพราะสมัยก่อนคนมีอำนาจทำอะไรก็ได้ แม้กระทั่งในปัจจุบัน ดังนั้น การไม่เป็นประชาธิปไตย ทำให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชั่นมาก

ทั้งนี้ ต้องจัดระบบการตรวจสอบผู้ใช้อำนาจให้กว้างขวาง รวมถึงองค์กรที่จะไปตรวจสอบด้วย คนมีอำนาจมีโอกาสทำไม่ถูกต้องแทบทั้งสิ้น อย่างแรก องค์กรกลไกสำคัญ คือ ตัว ปปช. องค์กรอิสระ ตุลาการ บุคคลในองค์กรเหล่านี้ส่วนใหญ่มาจากไหน มาจากการเห็นชอบของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) อนาคตมาจากวุฒิสภาช่วง 5 ปีแรก มาจากไหน ภูเขาลูกเดียวกัน

“คิดถึงท่านวิษณุ เครืองาม ถึงคำพูด ลงเรือแป๊ะ ต้องตามใจแป๊ะ การตรวจสอบทุจริตไม่ได้แน่ เพราะจุดสำคัญ เมื่อการตรวจสอบอยู่กับองค์กรอิสระเหล่านี้ที่มาจากที่เดียวกัน แต่ระบบปัจจุบันเมื่อเกิดทุจริต ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ผู้เสียหายฟ้องเองไม่ได้ ต้องผ่านปปช. หากบอกไม่มีมูลก็จบ หากถามผมระบบถูกตัดตอนอย่างนั้นไม่ดี ต้องเปิดผู้เสียหายฟ้องเองได้ และให้ประชาชนฟ้องศาลเองได้ด้วย”

นอกจากนี้ รัฐธรรมนูญพูดประชาชนมีส่วนร่วมในการชี้ช่องให้เบาะแส ซึ่งไม่ต่างอะไรกับที่ทำอยู่ขณะนี้ ถามว่าถ้าให้ประชาชนทุกคนมีส่วนร่วมต้องมากกว่านี้ ตัวอย่าง สามารถให้ประชาชนประชาชนเข้าไปฟังการประชุมของปปช.ด้วยได้หรือไม่ เพื่อดูว่าทำงานอย่างไร เชื่อถือได้หรือไม่ ถ้าเทียบกับต่างประเทศ ลูกขุน มีอำนาจชี้ข้อเท็จจริงในคดีเป็นอย่างไร เป็นรายคดี มาแล้วจบไป ให้ประชาชนมีอำนาจมากกว่าชี้ช่องเบาะแส ป้องกันไม่ให้เกิดการทำไม่ดีไม่งาม

ขณะเดียวกัน การเปิดเผยบัญชีของใหม่ ไม่เปิดเผยแบบละเอียด แต่อีกส่วน คือ ผู้ยื่นบัญชีไม่เปิดเผยทุกคน เว้นบางตำแหน่ง เพื่อให้ประชาชนเข้ามาตรวจสอบ เพราะสายตุลาการไม่เปิด เว้นแต่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และเห็นด้วยกับร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ปปช. และอีกหลายฉบับ ในเรื่องไปอบรมหลักสูตร โครงการ เพราะถ้ารู้จักจะเป็นปัญหาทำงาน หลักการดี แต่ไม่รู้ว่ากว่าถั่วจะสุกงาก็ไหม้หรือไม่ ส่วนตัวยังรู้สึกว่าการอบรบเป็นปัญหา ก็น่าจะมากกว่านี้

สุดท้าย สิ่งที่พูดเป็นเรื่องของมาตรการปราบปราม สิ่งที่แก้ได้ 2 เรื่อง เห็นด้วยค่านิยมวัฒนธรรมของคนเลิกทำทุจริต ระบบอุปถัมภ์ ปรับปฏิรูประบบราชการในการตัดประเด็นให้เกิดทุจริต อาชีพหน่วยงานรัฐมีอำนาจมากเท่าไหร่ มีการคอร์รัปชั่นตามมาเยอะ ถ้าสิ่งเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องเลิก รวมถึงการใช้ดุลยพินิจ ก็อาจไปสู่การทุจริต เพราะถูกนำไปใช้หาผลประโยชน์

ขณะที่ บรรเจิด สิงคะเนติ อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ กล่าวว่า ส่วนตัวมีประเด็น 3 – 4 ประเด็น โดยลำพังรัฐธรรมนูญปราบโกงไม่ได้ เพราะแค่วางโครงสร้างและกลไกเท่านั้น ถึงแม้ว่าวางกลไกไว้อย่างไร ซึ่งรัฐธรรมนูญป้องแค่คนโกง เพราะเขียนกำหนดคุณสมบัติไว้ เท่านั้น

อย่างไรก็ดี ถ้าดูภาพรวมแล้วรัฐธรรมนูญโฟกัสไปให้น้ำหนัก สร้างเสริมค่านิยมของประชาชน มาตรการปราบโกง ป้องกันและสร้างความนิยม แต่ไม่ได้ลงในภาคประชาชนและฝ่ายการเมือง ถ้าจุดนั้นเกิดตีบตัน แต่ถ้ามีดุลภาพให้ภาคประชาชนจัดการ ก็สุ่มเสี่ยง แต่รัฐธรรมนูญนี้ไม่มีความพยายามให้นักการเมืองมีส่วนร่วม

ทั้งนี้ เน้นเรื่ององค์กรอิสระ เช่น การจัดทำร่าง พรบ. หากแต่มาตรการประเด็นใหญ่ คือ อะไรสำนึกร่วมในการปราบโกงของประชาชนไทย เพราะในต่างประเทศมีสำนึกเรื่องภาษี หากมีสำนึกร่วมจะขับเคลื่อนในการตรวจสอบ และสำนึกร่วมของไทยมีแค่บางสถานการณ์เท่านั้น

“มาตรการในการปราบปรามการทุจริต รัฐธรรมนูญทำอย่างไรให้การโกงมีความเสี่ยงสูง หากมีความเสี่ยงสูงจะไม่มีใครกล้าโกง แต่ก่อนใช้เครื่องมือทางอาญาทำให้มีความเสี่ยงต่ำ ทำอย่างไรให้กลไกมีประสิทธิภาพ เพราะกลไกอาญาเป็นหลัก ต้องใช้ปราศจากข้อสงสัย ต้องเอาเรื่องวินัย ใช้เวลาสั้น และตรวจสอบได้เร็ว เอาวินัยอาญา ไปผูกกับ ปปช. มติ ครม. ที่กำหนดว่า หากมีการโกงต้องตรวจสอบใน 30 วัน ควรพัฒนาเป็นกฎหมาย ต่อมา ควรนำมาตรการทางแพ่ง โดยใช้ พ.ร.บ.ความรับผิดละเมิดมาใช้ และใช้กระบวนการอาญาเป็นขั้นตอนสุดท้าย ซึ่งประสิทธิภาพในการลงโทษ

ทั้งนี้ การป้องการทุจริต เรื่องหลักธรรมาภิบาล กลไกสำคัญเปิดเรื่องรับฟังความเห็นปลายทาง หน่วยปราบปราม ต้องวิเคราะห์อย่างไร เพราะการโกงแบบพลวัตร หลักธรรมาภิบาล พลังของประชาชน ใช้มาตรการปราบมา 20 ปี หาจุดร่วมปชช.ให้เจอมาตรการมากขึ้น ในเชิงบวก รัฐธรรมนูญไม่ใช่ตัวปราบ แต่เป็นตัวทำให้กลไกภาคประชาชนมีส่วนร่วมมากขึ้น

ตั้งศูนย์ปราบพนันบอลโลก สกัดเด็กไทย3ลานตกเป็นเหยื่อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/551398

  • วันที่ 16 พ.ค. 2561 เวลา 06:51 น.

ตั้งศูนย์ปราบพนันบอลโลก สกัดเด็กไทย3ลานตกเป็นเหยื่อ

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

การแข่งขันฟุตบอลลีกชั้นนำของชาติยุโรปรูดม่านปิดฉากลงเมื่อคืนวันที่ 13 พ.ค.ที่ผ่านมา ต่อด้วยคิวโม่แข้งของมหกรรมฟุตบอลรายการยิ่งใหญ่ที่แฟนบอลทั่วโลกต่างรอคอย เพราะ 4 ปีถึงจะจัดแข่งขันสักครั้ง นั่นก็คือมหกรรมการแข่งขันฟุตบอลโลก 2018 รอบสุดท้ายในระหว่างวันที่ 14 มิ.ย.-15 ก.ค.นี้ ที่ประเทศรัสเซียเป็นเจ้าภาพ

มหกรรมการแข่งขันฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายปีนี้ไม่เพียงแต่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจโลกได้ดีกว่ากีฬาอื่นแล้ว ยังทำให้เกิดเงินสะพัดในวงการพนันฟุตบอลอย่างมหาศาล เช่นเดียวกับประเทศไทยทั้งด้านเศรษฐกิจและการพนันก็เริ่มคึกคัก มีการถ่ายทอดสดให้ชาวไทยชมครบทั้ง 32 นัด ทำให้ ธนากร คมกฤส เลขาธิการมูลนิธิรณรงค์หยุดพนัน วิตกว่า ชาวไทยจะมัวเมาการพนันเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะเยาวชนซึ่งกลุ่มสุ่มเสี่ยงถูกล่อลวงไปในทางที่ผิด จากผลการสำรวจโดยฝ่ายวิชาการของ มูลนิธิฯ พบว่า เยาวชนไทยเล่นการพนันฟุตบอลมากกว่า 3 ล้านคน

เพื่อยับยั้งไม่ให้เยาวชนไทยตกเป็นทาสการพนันฟุตบอลไปมากกว่านี้ ธนากรนำกลุ่มเครือข่ายรณรงค์หยุดพนัน และเครือข่ายเด็กรุ่นใหม่ไม่พนันเข้ายื่นหนังสือถึง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลงานด้านตำรวจและกีฬา เพื่อเสนอให้มีแผนปฏิบัติการปราบปรามการพนันเชิงรุกในการแข่งขันฟุตบอลโลก 2018 โดยส่วนใหญ่จะแทงพนันผ่านเว็บไซต์ออนไลน์ที่เปิดให้บริการกว่า 2 แสนเว็บไซต์

ธนากร กล่าวว่า กลุ่มเครือข่ายรณรงค์หยุดพนัน และเครือข่ายเด็ก รุ่นใหม่ไม่พนัน ได้ยื่นข้อเสนอถึง พล.อ.ประวิตร 4 ข้อเสนอ ประกอบด้วย 1.ในการถ่ายทอดสดฟุตบอลโลกทุกนัด ต้องมีการรณรงค์สอดแทรกโทษของการพนัน และเชิญชวนให้เชียร์ฟุตบอลโดยไม่เล่นการพนัน 2.ขอให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติตั้งศูนย์ปราบปรามพนันฟุตบอล 3.ขอให้ พล.อ.ประวิตร สั่งการหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและภาคประชาสังคม ลงนามร่วมกันเพื่อแก้ปัญหาเรื่องดังกล่าว และ 4.เครือข่ายฯ ยินดีให้ความร่วมมือในการรณรงค์หยุดพนัน เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของนครบาลตั้งศูนย์ปราบเว็บพนันออนไลน์ช่วงบอลโลก

มาตรการดังกล่าวน่าจะเป็นเครื่องมือหยุดยั้งและยับยั้งไม่ให้ชาวไทยและเยาวชนเข้าไปพัวพันเล่นการพนันฟุตบอลได้ในระดับหนึ่ง ดีกว่าไม่มีมาตรการใดๆ ออกมารองรับ

ด้าน พล.ต.ต.ภาณุรัตน์ หลักบุญ รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (รอง ผบช.น.) ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ป้องกันปราบปรามการพนันทายผลการแข่งขันฟุตบอล กล่าวว่า ขณะนี้ บช.น.ได้ตั้งศูนย์ป้องกันปราบปรามการพนันทายผลการแข่งขันฟุตบอลโลก และอยู่ระหว่างตรวจสอบเว็บไซต์พนันบอลออนไลน์ เบื้องต้นพบกว่า 300 เว็บไซต์ที่สามารถเสิร์ชหาได้จากกูเกิล

การปฏิบัติจับกุมผู้ลักลอบเล่นการพนันทายผลฟุตบอลลีกดังยุโรป ตั้งแต่วันที่ 1-15 พ.ค. ดังนี้ 1.จับกุมเจ้ามือ 1 คดี ผู้ต้องหา 2 คน ผู้เล่น 150 คดี รวมผู้ต้องหา 160 คน เดินโพย 2 คดี รวมผู้ต้องหา 2 คน 2.การพนันทายผลฟุตบอลทางอินเทอร์เน็ต จับกุมเจ้ามือ 7 คดี รวมผู้ต้องหา 13 คน ผู้เล่น 9 คดี รวมผู้ต้องหา 41 คน ทั้งหมดรวมผู้ต้องหา 167 คดี 218 คน

ทั้งนี้ ยึดของกลาง 1.เงินสด 171,856 บาท 2.มูลค่าเงินในโพย 297,846 บาท 3.โพยพนันฟุตบอล 267 แผ่น 4.คอมพิวเตอร์ 21 ชุด 5.คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก 1 เครื่อง 6.เครื่องพิมพ์ใบเสร็จ 5 เครื่อง 7.เครื่องถ่ายเอกสาร 1 เครื่อง และ 8.โทรศัพท์มือถือ 6 เครื่อง

การพนันไม่เคยทำให้ใครรวย ยกเว้นเจ้ามือ หรือ เจ้าของบ่อน

บรรยายภาพ – มูลนิธิรณรงค์หยุดพนัน และเครือข่ายร่วมยื่นหนังสือถึงรัฐบาล ให้ป้องปรามการพนันบอล ที่ทำเนียบรัฐบาล – ภาพ : อมรเทพ โชติเฉลิมพงษ์

4 ปีปฏิรูปไม่คืบ เสนอ”บิ๊กตู่”คุมทัพเอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/551171

  • วันที่ 14 พ.ค. 2561 เวลา 07:14 น.

4 ปีปฏิรูปไม่คืบ เสนอ"บิ๊กตู่"คุมทัพเอง

แม้จะใช้เวลาถึง 4 ปีแล้ว แต่การปฏิรูปประเทศตามสัญญา “รัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์” กลับดูท่าจะไปไม่ถึงฝั่ง

********************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ทิศทางการปฏิรูปประเทศตามสัญญา รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ดูท่าจะไปไม่ถึงฝั่ง หากอยู่ในสภาพนี้ “บวรศักดิ์ อุวรรณโณ” ประธานกรรมการปฏิรูปประเทศด้านกฎหมาย ออกโรงมาท้วงติงว่าแม้จะใช้เวลาถึง 4 ปีแล้ว แต่การปฏิรูปยังอยู่ในขั้นตอนการวางแผน ยังไม่มีอะไรคืบหน้า และตอบไม่ถูกว่า การปฏิรูปจะแล้วเสร็จเมื่อใด เพราะรัฐธรรมนูญฉบับ มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) บัญญัติให้การปฏิรูปอยู่ในบทถาวร ซึ่งหมายความว่า จะต้องปฏิรูปต่อไป ตราบเท่าที่รัฐธรรมนูญยังคงอยู่ แต่ในความเห็นจริงแล้วเราจะปฏิรูปไปตลอดชาติไม่ได้

อย่างไรก็ตาม หากจะปฏิรูปให้สำเร็จ สิ่งที่รัฐบาลต้องทำมี 3 อย่าง คือ นายกรัฐมนตรี ต้องลงมาเล่นเองเหมือนการปฏิรูปกฎหมายในเกาหลีใต้ ที่ประธานาธิบดีมาเป็นประธานนำการรื้อ ยกเลิก หรือทบทวนกฎหมายที่ล้าหลังจนสำเร็จ พร้อมกับดึงผู้เชี่ยวชาญมาร่วมทำงานจนสามารถรื้อกฎหมายที่ไม่เป็นประโยชน์ไปได้กว่า 60% ที่ค้างอยู่ในระบบให้หายไปได้ ผลที่ตามมาคือสามารถช่วยลดต้นทุนประชาชนและแก้ปัญหาคอร์รัปชั่นได้ ดังนั้น ถ้าประเทศไทยจะ “กิโยตีน” กฎหมายล้าสมัย ต้องทำเหมือนเกาหลีใต้

“ไม่รู้ปฏิรูปจะเสร็จเมื่อไร เพราะกระบวนการไปเรื่อยๆ ที่เห็นชัด คือ ปฏิรูปตำรวจ ข้อเสนอที่ออกมาไม่ได้ทำให้เกิดการปฏิรูปจริงๆ นายกรัฐมนตรี ไม่พอใจจึงสั่งให้ทำใหม่ โดย มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ เป็นประธาน ที่ต้องทำให้เสร็จก่อนเลือกตั้งและเป็นแนวทางที่ปฏิรูปจริงๆ”

แนวทางที่สอง คือ การปฏิรูปต้องเอาผู้ถูกปฏิรูปหรือกลไกราชการทั้ง 20 กระทรวง ออกไปเป็นแค่ผู้มีส่วนร่วมหรือเป็นผู้ให้ความเห็น ไม่ใช่ผู้กำหนดทิศทาง เพราะที่ผ่านมาไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงหรือปฏิรูปใดๆ เพราะไม่มีทางที่ผู้ถูกปฏิรูปจะบอกว่าตัวเองไม่ดี ตัวอย่างเช่น คณะกรรมการปฏิรูปด้านพลังงาน เสนอแนวทางการพัฒนาพลังงานทางเลือก แต่กระทรวงพลังงาน กลับไม่สนองตอบและคัดค้านเสียด้วยซ้ำ เพราะยังต้องการดำเนินนโยบายแบบเดิมๆ ในเรื่องพลังงานฟอสซิล หรือจะปฏิรูปความเป็นธรรมด้านภาษี ควรให้กรมสรรพากรเป็นเพียงผู้มีส่วนร่วม เพราะไม่มีหน่วยราชการใดจะบอกว่ากฎหมายตัวเองไม่ดี หรือไม่มีหน่วยงานใดอยากลดอำนาจตัวเอง นี่จึงเป็นเหมือนคอขวดในการเดินหน้าปฏิรูปให้สำเร็จ

และสาม คือ คณะกรรมการปฏิรูปทุกชุดต้องสามารถเสนอกฎหมายเองต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้ ดังนั้น จึงเตรียมเสนอให้มีร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยแผนและขั้นตอนการดําเนินการปฏิรูปประเทศ ที่จะทำให้คณะปฏิรูปทั้ง 10 คณะ สามารถเสนอกฎหมายได้ พร้อมกับเข้าไปมีส่วนร่วมอยู่ในทุกขั้นตอน เช่น ในชั้นกรรมาธิการรัฐสภา

“หลักการปฏิรูปกฎหมาย คือ ทำกฎหมายที่ดี มีกฎหมายเท่าที่จำเป็น และยกเลิกกฎหมายที่ล้าสมัย ซึ่งวันนี้แม่งานหลักมี 3 หน่วย คือ คณะปฏิรูปกฎหมาย สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา และสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) ซึ่งต่อไปการทำกฎหมาย ตั้งแต่เริ่มกระบวนการต้องทำตามมาตรา 77 มีการรับฟังความเห็น ประเมินผลกระทบก่อนและหลังอย่างครอบคลุมรอบด้าน” บวรศักดิ์ กล่าว

คณะปฏิรูปกฎหมายเร่งคลอดกฎหมายระยะเร่งด่วน เน้นกฎหมายที่สร้างความเป็นธรรมแก่คนด้อยโอกาสในสังคม เช่น กฎหมายขายฝาก หรือกฎหมายป่าชุมชน โดยกรมป่าไม้เห็นด้วยและเป็นผู้ร่วมผลักดันร่วมกับภาคประชาชนซึ่งจะทำให้ชาวบ้านสามารถอยู่ร่วมกับป่าได้ โดยยึดหลัก ป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่างแนวพระราชดำริ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช หรือในหลวง รัชกาลที่ 9 รวมถึงกฎหมายรัฐวิสาหกิจชุมชน เป็นต้น

ดังนั้น กฎหมายที่คณะปฏิรูปเสนอในการผลักดัน หรือตัดสินใจต่างต้องให้ตัวแทนคณะปฏิรูปทุกคณะเข้าไปมีส่วนร่วมทุกกระบวนการ เพราะหากไม่เข้าไปมีส่วนร่วมกฎหมายดีๆ ที่เสนอไปจะวนเวียนอยู่แต่ในระบบราชการ เช่น ร่างกฎหมายการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลและประโยชน์ส่วนรวม ที่คณะปฏิรูปกฎหมายเสนอไป ทางสภากลับยังไม่เห็นชอบกลับดองแช่อยู่อย่างนั้น แม้จะผ่านการรับฟังความคิดเห็นประชาชนมาแล้ว

จึงเป็นที่มาที่นายกรัฐมนตรีตั้ง กอบศักดิ์ ภูตระกูล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี มาเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ เพื่อนำวาระเร่งด่วนที่ต้องการทำเร็วให้สำเร็จก่อนเลือกตั้ง โดยกำหนดคณะละ 3 เรื่อง ทั้งหมด 10 คณะ รวม 30 เรื่อง ซึ่งต้องทำให้เห็นเป็นผลงานปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง เพราะเกี่ยวข้องโดยตรงกับคะแนนนิยมรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และ พล.อ.ประยุทธ์ ในอนาคต

ปฏิรูปตำรวจเดินหน้า “หนีการเมืองไม่พ้นแต่คุมได้”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/551062

  • วันที่ 13 พ.ค. 2561 เวลา 09:41 น.

ปฏิรูปตำรวจเดินหน้า "หนีการเมืองไม่พ้นแต่คุมได้"

แม้หลายฝ่ายมองว่าการปฏิรูปตำรวจไม่ได้เดินหน้า แต่ในมุมมองของ “คำนูณ สิทธิสมาน” กลับคิดว่าไม่ได้เป็นเช่นนั้น

****************************

โดย…ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย

หากจะบอกว่าการปฏิรูปประเทศด้านไหนมีความเคลื่อนไหวอย่างมีนัยสำคัญมากที่สุดในเวลานี้ คงต้องยกให้กับ “การปฏิรูปตำรวจ”

นับตั้งแต่ประกาศใช้รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 มาเป็นเวลากว่า 1 ปี การปฏิรูปตำรวจเริ่มต้นอย่างแข็งขันด้วยการเข้ามาเป็นประธานคณะกรรมการของ “พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์” ซึ่งสามารถผลักดันข้อเสนอให้กับรัฐบาลพิจารณาอย่างเป็นทางการ จนกระทั่งล่าสุดรัฐบาลได้ตั้งคณะกรรมการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ตำรวจ และให้ “มีชัย ฤชุพันธุ์” ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ดำรงตำแหน่งประธานด้วยตัวเอง

แม้หลายฝ่ายจะมองว่าการปฏิรูปตำรวจไม่ได้เดินหน้าไปไหน เนื่องจากก่อนหน้านี้ทั้งสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) และสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) เคยเสนอผลการศึกษาไปยังรัฐบาลหลายครั้ง แต่ในมุมมองของ “คำนูณ สิทธิสมาน” กรรมการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ตำรวจ กลับคิดว่าไม่ได้เป็นเช่นนั้น เพราะคณะกรรมการชุดนี้มีหน้าที่แตกต่างจากการทำงานของส่วนอื่นที่ผ่านมา

“คณะกรรมการชุดนี้เป็นคณะกรรมการที่ตั้งขึ้นตาม พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน มีองค์ประกอบมาจากคณะกรรมการกฤษฎีกาคณะพิเศษครึ่งหนึ่ง คือ 8 คน และบุคคลภายนอกอีก 8 คน เป็นคณะพิเศษที่พิจารณากฎหมายที่สำคัญ”

“จะเห็นได้ว่าองค์ประกอบของคณะกรรมการชุดนี้น่าจะมีความสำคัญ เพราะว่ามีอาจารย์มีชัยลงมาเป็นประธานเอง มีรองนายกฯ วิษณุ มาเป็นกรรมการ ดังนั้น ทางรัฐบาลจะรับรู้โดยตลอด อะไรที่เป็นนโยบายของรัฐบาล อะไรทำได้ ทำไม่ได้ ก็สามารถประสานงานกันได้ คิดว่าจึงเป็นคณะกรรมการชุดที่มีประสิทธิภาพ”

คำนูณ ระบุว่า “ดังนั้น เมื่องานเสร็จจากคณะกรรมการชุดนี้แล้ว จะปรากฏออกมาเป็นร่างกฎหมายก็สามารถส่งไปยังรัฐบาลได้เลย ไม่ต้องกลับมายังกฤษฎีกาอีกแล้ว แต่ถ้าจะพูดถึงความเชี่ยวชาญ ก็อย่างที่สังคมรับรู้กัน คือ ถือว่าเป็นสามกูรูทางกฎหมายของยุค ทั้ง อาจารย์มีชัย อาจารย์วิษณุ และอาจารย์บวรศักดิ์ ก็มารวมอยู่ในที่เดียวกัน และแต่ละท่านก็อยู่ในคณะรัฐมนตรี บางท่านเคยเป็นกรรมการข้าราชการตำรวจ หรือ ก.ตร. ในสัดส่วนของผู้ทรงคุณวุฒิมาก่อน เพราะฉะนั้น การรับรู้ในเรื่องระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน หรือประสบการณ์ที่เป็นรูปธรรมเกี่ยวกับตำรวจจึงมีค่อนข้างมาก”

มีบางฝ่ายบอกว่าการปฏิรูปตำรวจเหมือนกับการวนกลับมาสู่จุดเดิม? คำนูณ ออกตัวว่า “ขออนุญาตไม่พูดถึงอดีตแล้วกัน แต่เอาเป็นว่าในปัจจุบันนี้ระยะเวลาตามโรดแมปที่เหลืออยู่ก็คงประมาณเกือบๆ 1 ปี หรือประมาณ 10 เดือน เอาเป็นว่าสิ่งที่ท่านนายกฯ แจ้งผ่านท่านวิษณุมา ท่านก็ยืนยันให้เร่งทำให้เต็มที่ เพราะท่านก็เห็นว่าประชาชนต้องการเห็นการปฏิรูปที่เป็นรูปธรรม”

“ในบรรดาประเด็นการปฏิรูปประเทศทั้งหลาย เรื่องการปฏิรูปตำรวจน่าจะเป็นความเรียกร้องต้องการสูงสุดของประชาชน เพราะฉะนั้น ท่านต้องการให้เสร็จโดยเร็ว อาจจะไม่ต้องเสร็จพร้อมกันไปทั้งหมดก็ได้ อะไรที่เร่งด่วนก็สามารถที่จะส่งให้ท่านก็ได้ และทราบมาว่าท่านเองก็ให้ความสำคัญและติดตามข่าวสารจากคณะกรรมการพอสมควร การทำงานของคณะกรรมการได้ประชุมไปแล้วหลายครั้ง และผ่านประเด็นใหญ่ๆ ไปได้พอสมควร เพราะฉะนั้นเชื่อว่าในเมื่อผู้นำประเทศ ท่านนายกฯ แสดงเจตนาอย่างแรงกล้าเช่นนี้ก็สมควรต้องเชื่อถือ”

สำหรับหลักการสำคัญของการปฏิรูปตำรวจครั้งนี้ คำนูณ เปิดเผยว่า “ต้องตอบโจทย์สองข้อ ซึ่งเป็นเรื่องที่พูดกันตั้งแต่วันแรก 1.ตอบโจทย์ความทุกข์ของประชาชน ซึ่งเกิดมาจากการปฏิบัติหน้าที่ของข้าราชการตำรวจที่อาจจะมีปัญหาและไม่ครบถ้วน ไม่เป็นไปตามความต้องการ และไม่ได้อำนวยความยุติธรรมให้ประชาชนได้เต็มที่ 2.ตอบโจทย์ทุกข์ของตำรวจ หมายถึง ข้าราชการตำรวจจะทำอย่างไรให้เขาสามารถทุ่มเทสมาธิไปที่การปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายและเติบโตตามหน้าที่ราชการไปตามความสามารถ

“พูดง่ายๆ คือ ไม่ต้องวิ่งเต้น ไม่ต้องกลัวว่าใครจะข้ามมากินตำแหน่ง ไม่ต้องกลัวว่าทำงานอยู่ดีๆ แล้วก็ถูกย้ายไปอีกที่หนึ่งโดยไม่ทราบสาเหตุ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่สังคมรับรู้มาเป็นเวลานานแล้ว ตลอดเวลาที่มีการแต่งตั้งโยกย้ายก็จะมีข่าวออกมา”

คำนูณ อธิบายถึงการปฏิรูปตำรวจที่ต้องสอดคล้องกับหลักการข้างต้นว่า “ในชั้นต้นเราเริ่มต้นที่การพิจารณาโครงสร้างของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตกลงที่จะแบ่งส่วนงานในสำนักงานตำรวจแห่งชาติออกเป็น 4 แท่ง หรือ 4 สายงาน แต่ละแท่งให้มีคุณลักษณะเฉพาะตำแหน่ง ใน 4 แท่งนี้แท่งที่สำคัญที่สุด คือ แท่งสอบสวนสืบสวน โดยจะกำหนดให้เจ้าพนักงานสอบสวนมีลักษณะเสมือนเป็นข้าราชการในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา ซึ่งต้องมีอิสระในการสั่งคดี และสามารถเติบโตได้อย่างไม่สะดุดและตามความรู้ความสามารถ และขึ้นไปจนถึงชั้นสูงสุดที่ยศพลตำรวจเอกที่ตำแหน่ง รอง ผบ.ตร.

“กำหนดให้สถานี อำนาจในการสั่งคดีสูงสุดเป็นอำนาจของเจ้าพนักงานสอบสวนอาวุโสในสถานีนั้น ซึ่งอาจจะเป็นตำแหน่งพิเศษขึ้นมาเป็นผู้กำกับฝ่ายสอบสวน พูดง่ายๆ คือ ไม่ให้อำนาจในการสั่งคดีสูงสุด เป็นของผู้กำกับการสถานี เพราะผู้กำกับสถานีอาจจะไม่ได้เติบโตมาจากสายสอบสวนโดยตรง หรือการให้ผู้บังคับบัญชาโดยรวมทั้งหมดมีอำนาจสั่งคดีได้ด้วยก็อาจจะทำให้เกิดความไม่ยุติธรรมขึ้นได้”

“ดังนั้น เฉพาะในเรื่องการสั่งคดีก็เป็นเรื่องที่พนักงานสอบสวนก็สามารถมีอิสระในงานของตัวเอง ขณะเดียวกันก็จะมีการตรวจสอบถ่วงดุลภายในแท่งสอบสวนด้วย หรือให้พนักงานอัยการเข้ามาตรวจสอบ รวมทั้งอาจจะกำหนดให้มีผู้ช่วยเจ้าพนักงานสอบสวนที่มาจากหน่วยงานที่มีความเชี่ยวชาญทางด้านนั้นโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นด้านภาษี เศรษฐกิจ หรือด้านอื่นๆ ที่ต้องการความรู้ความเชี่ยวชาญเฉพาะ”

คำนูณ ขยายความเพิ่มว่า “การแต่งตั้งโยกย้ายข้ามสายงานสามารถกระทำได้ แต่ต้องทำไปในระนาบเดียวกัน และเมื่อไปอยู่อีกแท่งและจะไปเติบโตต่อไปในแท่งนั้นแล้ว ก็ต้องมีคุณสมบัติที่ตรงกับแท่งนั้น และต้องไปเติบโตภายใต้กฎเกณฑ์ของแท่งนั้นอีก ไม่ใช่ว่าเป็นรองผู้บังคับการอยู่ในแท่งนี้ พอได้อาวุโสแล้ว ก็ย้ายไปเป็นผู้บังคับการในอีกแท่งหนึ่ง โดยข้ามหัวรองผู้บังคับการคนอื่น นอกจากนี้ การแต่งตั้งโยกย้ายจะกำหนดหลักเกณฑ์ไว้ พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติให้ละเอียดที่สุด ซึ่งที่ผ่านมารายละเอียดจะไปอยู่ในกฎหมายลำดับรอง ซึ่งมีการยกเว้นกันเยอะมาก ดังนั้นจะพยายามเขียนไว้ในกฎหมายหลักให้มากที่สุด”

สุดท้าย กับแนวทางการทำให้ตำรวจปลอดจากการแทรกแซงของนักการเมือง คำนูณ คิดว่า เป็นเรื่องปฏิเสธไม่ได้ว่าตำรวจคงไม่สามารถปลอดจากนักการเมืองไปได้ทั้งหมด แต่ต้องวางกติกาให้มีความชัดเจนเพื่อแก้ไขปัญหาในระยะยาว

“อย่างไรเสีย เราก็ต้องยอมรับว่าตำรวจไม่ใช่องค์กรอิสระ ไม่เหมือนกับศาล ไม่เหมือนกับองค์กรอิสระ ตำรวจยังไงก็ยังเป็นเครื่องมือของฝ่ายบริหาร ฝ่ายบริหารต้องรับผิดชอบต่อประชาชน ต้องรับผิดชอบต่อสภา ดังนั้น ฝ่ายบริหารไม่ว่าจะมาจากการเลือกตั้งหรือไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง จะกันไม่ให้เขาเข้ามายุ่งเกี่ยวกับการแต่งตั้งโยกย้ายเลยทั้งหมดคงจะเป็นไปไม่ได้”

“แต่เราเชื่อว่าการแต่งตั้งโยกย้ายไม่ว่าจะระดับสูงหรือระดับล่างลงมา ถ้ามีกฎเกณฑ์ที่ชัดเจนระบุไว้และทุกคนเห็น ระบุไว้ละเอียดกว่าที่เป็นอยู่ แล้วมีระบบคะแนนของตำรวจแต่ละคนประกอบในการพิจารณาแต่งตั้งโยกย้าย ก็จะทำให้การแทรกแซงก็ดี การวิ่งเต้นก็ดี มันคงยังต้องมีอยู่ ไม่สามารถตัดออกไปได้ทั้งหมด แต่ว่ามันจะจำกัดลงมาก”

“เช่น ถ้าเราเขียนกฎหมายไว้ว่าการย้ายข้ามแท่งทำได้ แต่ต้องเป็นไปตามกฎเกณฑ์ของแท่งนั้น ถ้าทำได้อย่างนี้ ผมก็เชื่อว่ามันจะทำให้การแต่งตั้งที่ไม่เป็นไปตามกฎเกณฑ์มันลดลง รวมทั้งการวางระบบคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมขึ้นมา ผมเชื่อว่ามันจะเป็นตัวประกอบกันที่จะช่วยให้การแต่งตั้งโยกย้ายดีขึ้น”

คำนูณ สรุปว่า “จะไม่ให้นักการเมืองเขามีส่วน ผมเชื่อว่ามันเป็นไปไม่ได้ เพราะว่านักการเมืองเขาได้รับเลือกตั้งจากประชาชนเข้ามาดำรงตำแหน่ง เขาก็ต้องรับผิดชอบในนโยบายที่เขาแถลงต่อสภา แล้วถ้าเขาไม่มีส่วนที่จะเข้ามาเกี่ยวข้องกับการแต่งตั้งโยกย้ายเลย ก็เป็นไปไม่ได้”

“ตำแหน่งสำคัญในราชการส่วนอื่นๆ ก็ไม่มีตำแหน่งไหน ไม่มีตำแหน่งปลัดกระทรวงที่รัฐมนตรีไม่มีส่วนเสนอ มันเป็นไปไม่ได้ ยกเว้นกรณีของศาล อัยการ องค์กรอิสระ ที่ระบบของเขาเอง แต่ไม่ใช่กับตำรวจ เพราะตำรวจยังเป็นกลไกของฝ่ายบริหาร เพียงแต่ว่าถ้าเราทำให้กฎเกณฑ์มีความชัดเจน การพยายามที่จะออกนอกกฎเกณฑ์มันจะลดน้อยลง” คำนูณ ทิ้งท้าย

กองทุนหมู่บ้าน ไม้เด็ดกวาดคะแนนนิยม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/551052

  • วันที่ 13 พ.ค. 2561 เวลา 07:33 น.

กองทุนหมู่บ้าน ไม้เด็ดกวาดคะแนนนิยม

“กองทุนหมู่บ้าน”ถูกมองว่าเป็นเครือข่ายทางการเมืองไปโดยปริยาย เพราะนัยทางการเมืองภายในกองทุนหมู่บ้านมีตัวแทนมาจากผู้นำชุมชนเข้ามามีบทบาทสำคัญ

********************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ในยุค “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ออกตัวเสมอว่าทุกนโยบายที่รัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) งัดออกมาอัดฉีดเม็ดเงินเอาใจพี่น้องประชาชนระดับรากหญ้าทุกนโยบายไม่ใช่ “ประชานิยม” ที่หวังผลทางการเมืองโดยไม่สนใจผลกระทบทางการเงินการคลังที่จะตามมาทำให้รัฐบาลเป็นหนี้หลังแอ่น

แต่ยุครัฐบาล “บิ๊กตู่” เป็นการต่อยอด ขยายผลความสำเร็จจนเกิดเป็นนโยบาย “ประชารัฐ” โดยเน้นการมีส่วนร่วมจากภาคประชาชน การรับผิดชอบร่วมกันระหว่างภาครัฐ ภาคประชาชน และภาคธุรกิจ ทำให้เกิดสามประสาน โดยทุกนโยบายไม่ได้เป็นการเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง

นโยบายที่รัฐบาล “บิ๊กตู่” อ้างถึงผลสำเร็จในการต่อยอด คือ “กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง” นับเป็นไม้เด็ดทางการเมืองในการกวาดคะแนนเสียงชาวบ้านของรัฐบาลในอดีต สิ่งที่จะพิสูจน์ให้เห็นถึงแนวทางสืบทอด นั้นคือเม็ดเงินที่รัฐบาล คสช.ทุ่มลงไปตั้งแต่ยึดอำนาจ แต่ละปีนับหมื่นล้านบาท ไล่ตั้งแต่ปี 2559 อัดงบไปราว 3.5 หมื่นล้านบาท ปี 2560 อัดเงินไปราว 4 หมื่นล้านบาท

ส่วนปีนี้ 2561 ยังไม่ถึงกลางปี รัฐบาลอัดฉีดเม็ดเงินเพิ่มไปแล้ว 2 หมื่นล้านบาท กองทุนหมู่บ้านฯ ละไม่เกิน 3 แสนบาท ต่อยอดโครงการเดิมเพื่อหวังยกระดับคุณภาพชีวิตและลดความเหลื่อมล้ำ ด้วยการให้โอกาสประชาชนบริหารจัดการเงินของตัวเองในหมู่บ้าน เน้นนำไปประกอบอาชีพ สร้างงาน และสร้างรายได้ แต่จะต้องอยู่ภายใต้แนวทาง “ประชารัฐ” และ “โครงการไทยนิยมยั่งยืน” ที่รัฐบาลวางเป้าหมายไว้

แน่นอนว่ากลไกที่ออกมาขับเคลื่อนและเป็นเจ้าภาพหลักในการดำเนินการยังคงเป็นหน่วยงานรัฐ อาทิ กระทรวงมหาดไทย องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ที่เป็นมือเป็นไม้สำคัญให้รัฐบาลในการเดินโครงการต่างๆ ในรูปแบบผ่านเวทีประชาคมดึงผู้นำชุมชน ชาวบ้าน หัวหน้าส่วนราชการโดยเป็นการมาร่วมคิดและร่วมตัดสินใจว่า แต่ละหมู่บ้านหรือชุมชนจะทำโครงการใด เช่น ขุดบ่อน้ำ ซ่อมแซมถนน สร้างลานมันสำปะหลัง จัดซื้อเครื่องมือการเกษตร หรือ เครื่องสีข้าวขนาดเล็กในชุมชน เป็นต้น ดังนั้นจึงไม่แปลกทุกครั้งที่ลงพื้นที่พบปะพี่น้องประชาชน “บิ๊กตู่” จะย้ำว่า รัฐบาลนี้ไม่ได้หาเสียง แต่จะต่อยอดขยายผลให้ดียิ่งๆ ขึ้นไป

ปัจจุบันกองทุนหมู่บ้านฯ มีทั้งสิ้น 79,593 กองทุน สมาชิกประมาณ 13 ล้านคน สามารถยกระดับขึ้นเป็นสถาบันการเงินชุมชนทั่วประเทศ จำนวน 2,560 แห่ง มีเงินทุนหมุนเวียนกว่า 3 แสนล้านบาท

ทั้งนี้ แยกเป็นเงินจัดสรรจากรัฐ 2 แสนล้านบาท เงินสินเชื่อจากโครงการและมาตรการสำคัญ เช่น โครงการสนับสนุนและพัฒนากองทุนหมู่บ้าน 4 หมื่นล้านบาท โดยธนาคารออมสินและธนาคารเพื่อการเกษตร และสหกรณ์การเกษตร เงินสินเชื่อ ตามมาตรการส่งเสริมความเป็นอยู่ ระดับหมู่บ้าน 6 หมื่นล้านบาท และการดำเนินงานมีกำไรทั้งสิ้น 1.57 หมื่นล้านบาท

ตามนโยบายประชารัฐ รัฐบาลยกระดับให้กองทุนหมู่บ้านฯ เป็นนโยบายสำคัญ เนื่องจากตอบโจทย์ทั้งการสร้างความเป็นธรรมให้แก่ผู้มีรายได้น้อยในสังคม เป็นกลไกสร้างสังคมแห่งโอกาส เป็นแหล่งเงินทุนให้ประชาชนสามารถทำมาหากินได้ มีเงินทุนเพื่อการผลิตและนำสินค้าไปเสนอขายในช่องทางต่างๆ ได้ และที่สำคัญคือเป็นกลไกที่สร้างสังคมที่มีความสามารถในการคิดอ่านในการประกอบอาชีพที่มีศักยภาพสูงขึ้น

ยิ่งล่าสุดรัฐบาลเตรียมจัดงานใหญ่ มหกรรมการแสดงผลงานของโครงการกองทุนหมู่บ้านฯ ตามแนวทางประชารัฐ และไทยนิยมยั่งยืน ระหว่างเดือน พ.ค.-มิ.ย.นี้ เพื่อโชว์ออฟว่าตลอดระยะเวลา 4 ปีที่ “บิ๊กตู่” บริหารประเทศได้เทงบประมาณเอาใจพี่น้องระดับฐานรากไปมากขนาดไหน คล้ายๆ โชว์ผลงานครบ 4 ปีไปในตัว เพราะอย่าลืมว่าฐานคะแนนนิยมสมัย “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี มาจากเครือข่ายกองทุนหมู่บ้านฯ ที่วันนี้จัดตั้งมาแล้ว 17 ปี

กองทุนหมู่บ้านฯ ได้กลายเป็นสถาบันการเงินให้คนจนในยามทุกข์ยากและฉุกเฉิน จนถูกมองว่าเป็นเครือข่ายทางการเมืองไปโดยปริยายก็ว่าได้ เพราะนัยทางการเมืองภายในกองทุนหมู่บ้านฯ มีตัวแทนมาจากผู้นำชุมชน อาทิ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หรือผู้นำชุมชน ที่เข้ามามีบทบาทสำคัญในการทำหน้าที่เป็นกรรมการกองทุนหมู่บ้านฯ ประสานและรวมกลุ่มประชาชนในพื้นที่ตั้งแต่ระดับตำบล อำเภอ จังหวัด และภูมิภาค รวม 4 ภาค จนเวลานี้เครือข่ายกองทุนหมู่บ้านฯ เข้มแข็งและใหญ่มากขึ้นเรื่อยๆ

จนดูประหนึ่งว่าเครือข่ายกองทุนหมู่บ้านฯ ทำหน้าที่กึ่งๆ หัวคะแนนฐานเสียงทางการเมืองให้รัฐบาลผ่านเวทีประชาคมในการถ่ายทอดนโยบายรัฐบาลลงพื้นที่ได้รวดเร็วที่สุดแบบถึงเนื้อถึงตัวชาวบ้านโดยตรง คิดง่ายๆ ภาคอีสานฐานเสียงสำคัญของพรรคเพื่อไทย เพียงแค่ภาคเดียวมี 20 จังหวัด มีจำนวนกองทุนหมู่บ้านฯ 34,108 กองทุน คิดเป็น 42% ของกองทุนหมู่บ้านฯทั่วประเทศ ดังนั้นเฉพาะแค่ภาคอีสานภาคเดียว มีสมาชิกกองทุนฯ 5.5 ล้านคน

จึงอาจกล่าวได้ว่าภาคอีสานเป็นภาคที่ได้รับอานิสงส์มากที่สุด เมื่อใดที่รัฐบาลเพิ่มการจัดสรรงบประมาณลงไป อย่างล่าสุดรัฐบาล “บิ๊กตู่” อัดงบประมาณลงไปได้นำไปทำกิจกรรมต่างๆ เอาใจพี่น้องในพื้นที่ อาทิ โครงการร้านค้าประชารัฐ โครงการปั๊มน้ำมันชุมชน เพื่อบริการประชาชนพื้นที่ห่างไกล เป็นต้น

จึงไม่ใช่เรื่องแปลก นับแต่ “บิ๊กตู่” ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี เกือบ 4 ปี จัดงบไปเกือนแสนล้านบาท เพราะได้ช่วยให้คนจนได้เข้าถึงแหล่งทุน กระตุ้นการใช้จ่ายในภาคชนบท แถมได้คะแนนเสียงไปด้วยในตัว มีหรือรัฐบาลท็อปบู๊ต จะไม่ต่อยอดมาเป็นไม้เด็ดทางการเมืองเรียกคะแนนเสียงให้กับรัฐบาล

บทเรียนปมป่าแหว่งดอยสุเทพความชอกช้ำไร้ค่าสู่บรรทัดฐาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/550927

  • วันที่ 12 พ.ค. 2561 เวลา 08:11 น.

บทเรียนปมป่าแหว่งดอยสุเทพความชอกช้ำไร้ค่าสู่บรรทัดฐาน

โดย….เอกชัย จั่นทอง

แม้ว่าบ้านพักศาลตุลาการเชิงป่าดอยสุเทพ จ.เชียงใหม่ ไม่บานปลายกลายเป็นข้อพิพาทมหากาพย์ รัฐบาลสามารถยุติปัญหาขัดแข้งกับภาคประชาชนได้ โดยรัฐบาลห้ามเข้าไปอยู่อาศัยพร้อมกับส่งมอบพื้นที่ให้กรมธนารักษ์เข้ามาดูแลจัดการ และฟื้นฟูสภาพป่าให้กลับเขียวขจีเหมือนเดิม

ในเรื่องนี้มีนักวิชาการที่คลุกคลีกับสิ่งแวดล้อมมานานอย่าง ธงชัย พรรณสวัสดิ์ศาสตราจารย์กิตติคุณ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้สะท้อนบทเรียนราคาแพงครั้งนี้ว่า สิ่งแวดล้อมไม่ใช่เรื่องของศาสตร์ใดศาสตร์หนึ่ง กลุ่มที่เรียนมาสายวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีจะบอกสิ่งแวดล้อมไปทางเชิงกายภาพและออกแบบสิ่งต่างๆ ให้มลพิษลดน้อยลง

แต่ในมลพิษน้อยลงก็จะเห็นว่าบางครั้งชุมชนบอกว่า ถึงแม้จะได้มาตรฐานแต่คุณภาพอากาศยังใช้ไม่ได้นั่นเป็นสังคมศาสตร์ เช่นเดียวกับนิติศาสตร์ ถ้าเห็นว่าผ่านเกณฑ์มาตรฐานก็ไม่สามารถทำอะไรได้ อันนี้เป็นบทเรียนให้เห็นว่าการมองสิ่งแวดล้อมไม่สามารถมองเพียงศาสตร์ใดศาสตร์หนึ่งเท่านั้น

“ตรงนี้ไม่สามารถโทษใครได้ เพราะต่างคนต่างทำภารกิจของ ตัวเอง แน่นอนว่าตรงนี้บทเรียนว่าหากจะทำโครงการอะไรที่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่เป็นทรัพยากรธรรมชาติ ต้องพึงสังวรไว้ว่าเรื่องเช่นนี้เป็นเรื่องอ่อนไหว ต้องช่วยกันคิดช่วยกันทำ” ธงชัย ให้ความเห็น

ในส่วนทางออกการพูดคุยจนได้ข้อสรุปถึงปัญหาที่เกิดขึ้นนั้น ธงชัย มองว่าเป็นเรื่องดี เป็นการแก้ไขปัญหาโดยทุกคนยอมรับ แม้อาจจะไม่มีใครได้ประโยชน์ 100% แต่ไม่มีฝ่ายใดแพ้หรือชนะ เพราะไม่มีใครได้ประโยชน์ ถ้าได้ผืนป่าคืนแล้วต้องทุบบ้าน ตึกทิ้งถือว่าเสียเงินงบประมาณโดยเปล่าประโยชน์ การหาทางออกร่วมกันคือการแก้ไขปัญหาที่ดีที่สุด

เช่นเดียวกับ เพ็ญโฉม แซ่ตั้งผู้อำนวยการมูลนิธิบูรณะนิเวศ กล่าวว่า เรื่องนี้สะท้อนวิธีคิดและเรื่องธรรมาภิบาล เพราะโครงการนี้อนุมัติได้อย่างไร ทั้งที่การอนุรักษ์ป่าไม้มีความสำคัญ จนไปสู่การตั้งข้อสังเกตว่าโครงการ นี้ไม่ปกติ ส่วนข้าราชการระดับสูง ไม่ใช่ว่าจะไม่ทราบความอ่อนไหวเรื่องการอนุรักษ์ป่าไม้ ควรมีการคัดค้านก่อนจะเริ่มต้นก่อสร้าง

“ถ้าหากว่าภาคประชาชนไม่ลุกขึ้นมาคัดค้าน มันจะไม่สามารถหาข้อยุติได้ นั่นหมายถึงว่าหากหยุดโครงการ ไม่ได้ ปัญหาความเสียหายต่อทรัพยากรป่าไม้ ระบบนิเวศ จะเกิดขึ้นในระยะยาว ซึ่งถ้าประชาชนไม่เข้มแข็งจะ ไม่สามารถหยุดกระบวนการนี้ได้ตามปกติ จึงสะท้อนวิธีคิดของข้าราชการระดับสูงในรัฐบาลไม่ได้ให้ความสำคัญมากนัก โดยเฉพาะด้านสิ่งแวดล้อม เลยสะท้อนออกมาว่าต้องใช้พลังมวลชน ซึ่งสิ่งเหล่านี้แท้จริงไม่อยากให้เกิดขึ้น” เพ็ญโฉม ระบุ

เพ็ญโฉม มองเรื่องนี้อีกว่า ต้องการเห็นความชอบธรรมที่มากกว่าปัจจุบัน ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของประเทศ กรณีนี้สะท้อนให้เห็นว่า ถ้าเป็นเรื่องผูกพันกับนโยบาย ประโยชน์ข้าราชการระดับสูง นักการเมือง ไม่สามารถหาบรรทัดฐานที่ดีได้ จึงหวังว่ากรณีนี้จะทำให้ความคิด แบบแผนต่างๆ ที่รัฐบาลจะนำไปแก้ไขในวันข้างหน้า ควรต้องมีการทบทวน และรับผิดชอบต่อสังคม สิ่งแวดล้อมมากกว่านี้

ทั้งหมดนี้สะท้อนความเสียหายในเชิงรูปธรรม เสียหายเชิงงบประมาณ ทรัพยากรที่สูญเปล่า และสิ่งที่เสียหายมากที่สุดคือ ความเชื่อถือความศรัทธาที่ประชาชนจะมีต่อข้าราชการ นักการเมือง รัฐบาล มันทำให้รู้สึกว่าไม่สามารถไว้วางใจได้หากขาดการตรวจสอบ รวมถึงความเสียหายต่อภาพลักษณ์ในกระบวนการยุติธรรม จึงหวังว่ากรณีนี้จะเป็นบทเรียนที่ดีกับผู้เกี่ยวข้อง

เลือกตั้งก.พ.62 นับหนึ่งเปลี่ยนประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/550883

  • วันที่ 11 พ.ค. 2561 เวลา 14:28 น.

เลือกตั้งก.พ.62 นับหนึ่งเปลี่ยนประเทศ

โดย…..ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้จัดงานวันปรีดี พนมยงค์ ประจำปี 2561 พร้อมรับฟังการอภิปรายเรื่อง “อภิวัฒน์สยาม 2562 : ความหวังและอนาคตประเทศไทย” ณ ห้องประชุมประกอบ หุตะสิงห์ อาคารอเนกประสงค์ 1 ชั้น 3 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ โดยมีตัวแทนจากพรรคการเมืองต่างๆเข้าร่วม

ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ตัวแทนพรรคอนาคตใหม่ ถ้ามองผลอภิวัฒน์ 2475 และมาดูปัจจุบัน อ.ปรีดี ทำอะไรมาบ้างกว่า 80 ปีที่ผ่านมา อะไรที่สำเร็จและไม่สำเร็จ และเป็นภารกิจที่คนรุ่นปัจจุบันต้องทำต่อ ซึ่งการอภิวัฒน์ 2475 เป็นความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนกับภาครัฐ แต่ผ่านมา 86 ปี อำนาจนั้นจนถึงปัจจุบัน ประชาชนยังไม่ได้รับ

ทั้งนี้ ต้องพูดให้ชัดว่าหลักการเสาค้ำยัน 2475 ยังไม่ได้ถูกสถาปนารากลึกลงในสังคมไทย สำนึกพลเมือง การอภิวัฒน์ 2475 สิทธิเสรีภาพ และเสมอภาคให้ประชาชน สิ่งต่างๆเหล่านี้ยังไม่มี การเลือกตั้งอาจมีจริง แต่การอภิวัฒน์ต้องสานต่อ และพูดเพราะเข้าใจดีสังคมไทยยังไม่มีความหวัง ต้องการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ แม้การเลือกตั้งปี 2562 มีจริง แต่ควรเอาหลักกฎหมายจากการปฏิวัติ 2475 กลับมาสังคมไทยอีกครั้ง

ส่วนตัวอยากยกตัวอย่าง อาทิ น้ำท่วมอยุธยา หลายพื้นที่นอกกทม.มีปัญหาดังกล่าว คนในพื้นที่เหล่านี้ ปีหนึ่งจะเจอสภาวะนี้ 2-3 เดือนต่อปี เมื่อลดก็เจอปัญหาค่าซ่อมบ้าน รู้ดีว่าน้ำท่วมนอกกทม.เกิดจากสาเหตุอะไร เพราะกันไม่ให้ทะลักเข้าเขตเมือง มีคนได้ประโยชน์และเสียประโยชน์ หากเป็นฉันทามติมาบางกลุ่มต้องรับน้ำ ก็ควรได้ค่าตอบแทนจากเรื่องนี้

“การลดความเหลื่อมล้ำทั้งหมด จะจัดการไม่ได้ถ้าไม่พูดถึงประชาธิปไตย และมันต้องไปด้วยกัน ตัวอย่าง เมืองซุก สวิสเซอร์แลนด์ เมืองนี้ตัดสินใจหากคุณจะจ่ายเงินรัฐค่าบริการโดยใช้ระบบดิจิตอล ทำให้กลายเป็นศูนย์กลางการพัฒนา แต่ไทยต้องมาจากส่วนกลางตัดสินใจ ถ้าเปิดโอกาสให้คนมีความคิดสร้างสรรค์ พลังจะถูกปลดปล่อย ผมปฏิเสธคนต่างจากไม่มีศักยภาพในการพัฒนา ดังนั้น ไม่ใช่เรื่องคนเหล่านี้ไม่มีประสิทธิภาพ แต่แค่ไม่มีอำนาจ”

ทั้งนี้ หากได้เป็นนายกฯ การแก้รัฐธรรมนูญคงไม่ถูก แต่ควรยกเลิกมากกว่า เพราะมีรัฐธรรมนูญไม่เป็นประชาธิปไตย เพราะอำนาจสูงสุดเป็นของราษฎรทั้งหลาย แต่เนื้อหาหลักการไม่มีความเชื่อและยึดโยงหลักการนี้ รัฐธรรมนูญ 60 เขียนกลไกไว้มาก แก้ไม่ได้ แต่ยกเลิกได้ด้วยการสร้างความเห็นด้วยทั้งสังคม และร่างใหม่ที่มาจากปชช. เพราะรัฐธรรมนูญ 40 ลืมบอกให้ทหารออกจากการเมือง ดังนั้น เมื่อเขียนใหม่ต้องจัดการเรื่องนี้ด้วย

ขณะที่ รัชดา ธนาดิเรก ตัวแทนพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า คนไทยทุกคนต้องมีความหวัง ย้ำคิดย้ำทำ ไม่ได้ เลือกตั้งเกิดขึ้น สิ่งดีๆเกิดขึ้นตามมาแน่นอน แต่มีเงื่อนไข 2 ประการ 1.ต้องได้ผู้แทนของประชาชนแท้จริง หากไม่ใช่การเลือกตั้งก็ไม่มีความหมาย และ 2.การเลือกตั้งต้องได้คนพร้อมร่วมทุกข์ สุข ป้องผลประโยชน์ประชาชน

ขณะเดียวกัน ประชาชนต้องรู้เท่าทันพรรค และนโยบายของพรรค เชื่อว่าการเลือกตั้งครั้งหน้าจะมีนโยบายใหม่ๆออกมามาก แต่ต้องคิดให้ดีเพราะอาจเป็นอันตรายต่อประเทศระยะยาว แม้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ยังห้าม แต่อยากให้ประชาชนศึกษาที่ผ่านมาเป็นอย่างไรกับเรื่องนโยบาย วิเคราะห์ว่านโยบายสอดคล้องกับสถานการณ์บ้านเมืองหรือไม่

“ประชาธิปไตยไม่ใช่หยุดที่การเลือกตั้ง แต่ต้องนำไปสู่เศรษฐกิจประชาธิปไตย ไม่ใช่การผูกขาด แต่สามารถทำให้รายเล็กรายย่อยลืมตาอ้าปากได้ และต้องขับเคลื่อนให้เกิดขึ้นให้ได้ หลังการเลือกตั้งครั้งหน้า ความเหลื่อมล้ำ ที่ผ่านมาประชาธิปัตย์ บริหารประเทศในช่วงประเทศเจอวิกฤติ แนวนโยบายบริหารจึงต่างกับสภาวะปกติ

ความง่ายในการบริหารจึงต่างจากรัฐบาลอื่น โจทย์คือใครขึ้นมาก็ต้องแก้ไข จะเห็นได้ว่าคนรวย 50 คนในประเทศ มีทรัพย์สินรวม 5 ล้านล้านบาท มากกว่างบประมาณประเทศ  ดังนั้น จะคลี่มาสู่คนชนชั้นกลางทำอย่างไร จึงต้องมาหลายมิติ โดยให้คนจนมีที่ดินทำกิน สอดคล้องกับ อ.ปรีดี”

การลดความเหลื่อมล้ำต้องส่งเสริมศักยภาพให้กับเกษตรกร การศึกษา และหัวใจสำคัญ คือ การศึกษา โรงเรียน มหาวิทยาลัย ดีแต่ยังไม่มากพอในการตอบโจทย์กับเยาวชนที่เพิ่มขึ้นทุกปี ดังนั้น ต้องกระจายให้โรงเรียนออกแบบหลักสูตรเพื่อพัฒนาการศึกษา สอนแบบท่องจำไม่ได้ ต้องสอนให้มีทักษะการใช้ชีวิต หากได้เป็นนายกฯ ทำเรื่องการกระจายอำนาจ ปฏิรูปตำรวจ กระจายจากส่วนกลางไปภูธร เลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด ให้พ่อเมืองมาจากคนที่ประชาชนรู้จัก ไม่ใช่การโยกย้าย

ด้าน วราวุธ ศิลปอาชา ตัวแทนพรรคชาติไทยพัฒนา ให้ความเห็นว่า การเลือกตั้งปี 62 เป็นสิ่งสำคัญ เพราะคนไทยเจนวาย เจนแซด ใช้สิทธิเปลี่ยนแปลงประเทศ แม้ตั้งความหวังไว้สูงบ้าง ต่ำบ้าง เพราะรัฐธรรมนูญ 60 เปลี่ยนแปลงบางส่วน มีข้อด้อย ข้อจำกัด การบริหารงานของรัฐบาล ต้องขอความเห็นชอบศาลรัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระ

“เห็นด้วยหลายข้อต้องแก้ แต่การเลือกตั้ง ก.พ. 62 จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงประเทศไทยอีกครั้งหนึ่ง ตัวอย่างการเลือกตั้งมาเลเซีย ฝ่ายค้าน มหาเธร์ โมฮัมหมัด กลับมาด้วยคะแนนเสียงประชาชน และการเลือกตั้งของไทยหลายสิบล้านคน เป็นการลงคะแนนครั้งแรก เพื่อเห็นว่าก้าวต่อไปของประเทศเป็นอย่างไร ก.พ.ออกมาเป็นจุดเริ่มต้น แต่อาจไม่สามารถเปลี่ยนแปลงทั้งหมด แต่เป็นการเริ่มต้นเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น”

ส่วนความเหลื่อมล้ำที่ผ่านมา ความแตกต่างสังคมเมือง ชนบท การให้โอกาสเท่าเทียมสำคัญที่สุด เช่น การศึกษามีคุณภาพ ปีที่ผ่านมา โรงเรียนได้ผลโอเน็ต 34 โรงเรียนอยู่ในกทม. และที่เหลือกระจุกตัว 9 ในจังหวัด การเข้าถึงโอกาสต่างๆยังมีความไม่เท่าเทียม รวมถึงการรักษาพยาบาล แม้แต่การจัดเก็บภาษีคนรวยจ่ายได้ คนจนบางคนอาจไม่จ่าย แต่คนชนชั้นกลาง เหมือนถูกกลั่นแกล้งในเรื่องการจัดเก็บภาษี สิ่งเหล่านี้ต้องจัดการให้เท่าเทียมกัน

“อาจแก้ไม่ได้ หนึ่งหรือสองรัฐบาล หรือ หนึ่ง สอง การเลือกตั้ง แต่ต้องดำเนินการต่อไป เมื่อถึงเวลาเชื่อว่า ความรวย จน ช่องว่าง ต่างจังหวัด คนเมือง จะหายไป และหากได้เป็นนายกฯ จะตั้งสสร.ใหม่ เพื่อทำให้การร่างรัฐธรรมนูญต้องมาจากทุกภาคส่วน”

ขัตติยา สวัสดิผล ตัวแทนพรรคเพื่อไทย มองว่า การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นครั้งหน้า มีความหวังเปลี่ยนแปลงประเทศ จะมีคนรุ่นใหม่มาใช้สิทธิเลือกตั้ง ถามว่าจะมีทัศนคติอย่างไร มองการเมืองไทยแบบไหน ซึ่งไม่ใช่คนรุ่นใหม่เท่านั้น 4 ปีการรัฐประหาร ไม่ได้ช่วยให้ประเทศภาพรวมดีขึ้น ดังนั้น ควรนำประเทศกลับไปสู่ประชาธิปไตยเหมือนเดิม

ทั้งนี้ ไม่ควรมีอำนาจนอกระบบมาขั้นกลาง และอยากให้เติบโตไปตามธรรมชาติ การเลือกตั้งครั้งหน้า เป็นครั้งแรกของคนรุ่นใหม่ หรือ โหวตเตอร์ 8 ล้านเสียง ซึ่งสำคัญต่อการเลือกตั้ง และอยากมีส่วนร่วมในทางการเมือง มีโอกาสเข้าคูหาเพื่อกา ซึ่งเป็นสัญญาณประชาธิปไตยว่าจะเลือกใครเข้ามาบริหารประเทศ แม้กระทั่งผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งที่ผ่านมา ก็ถึงเวลาอยากใช้สิทธิเพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงประเทศ

ประชาธิปไตยอาจไม่ดีที่สุด แต่เป็นระบบที่ดีที่สุด ควรปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ การพัฒนาล่าช้าถือว่าไม่ยุติธรรมอย่างหนึ่ง เช่น คมนาคม ถ้าเข้าไปถึงทุกพื้นที่ ทุกอย่างจะเป็นรายได้ออกมาหมุนเวียนทางเศรษฐกิจ และเป็นการเข้าถึงความเจริญเติบโต กระทั่งควรทำให้วัยรุ่นในต่างจังหวัดรู้สึกถึงความเท่าเทียมกับคนกทม. การแก้ไขตรงนี้ จะลดความเหลื่อมล้ำ และควรจะเลือกคนในพื้นที่ เพราะเข้าใจ และเมื่อทำตรงนี้ได้ ก็จะขยายภาษีเอามาใช้เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม

นอกจากนี้ หากได้เป็นนายกฯ แก้รัฐธรรมนูญ อาจทำประชามติแบบรัฐธรรมนูญ 40 มาใช้ เพื่อให้ตัวแทนประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการร่างรัฐธรรมนูญ ต้องไม่จำกัดสิทธิเสรีภาพ และการทำมาหากินของประชาชน เพราะผู้ร่างอาจอยู่ไม่นาน แต่คนอยู่นานอยากให้เข้ามามีส่วนร่วม เพราะ 20 ปีนานเกินไป

ปฏิรูปภาครัฐ บูรณาการทุกองคาพยพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/550831

  • วันที่ 11 พ.ค. 2561 เวลา 07:01 น.

ปฏิรูปภาครัฐ บูรณาการทุกองคาพยพ

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ประเด็นการปฏิรูปประเทศนับเป็นหัวใจสำคัญที่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. และในฐานะนายกรัฐมนตรี ให้ความสนใจอย่างยิ่ง โดยเฉพาะแผนการปฏิรูปประเทศ ด้านการบริหารราชการแผ่นดิน ก่อนเปลี่ยนผ่านคืนอำนาจประชาชน ไปสู่การเมืองแบบโลกประชาธิปไตย

เบญจวรรณ สว่างนิทร รองประธานกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดิน สะท้อนเรื่องดังกล่าวทุกอย่างเป็นตามตัวบทที่รัฐธรรมนูญกำหนด และมาดูว่าภารกิจเพื่อสอดรับมีอะไร สรุปรวมมี 6 ประเด็นหลัก 24 กลยุทธ์ และ 56 แผนงานดำเนินงาน

ทั้งนี้ ใน 6 ประเด็น ประกอบด้วย 1.บริการภาครัฐ สะดวก รวดเร็ว และตอบโจทย์วิถีชีวิตประชาชน 2.ระบบข้อมูล ภาครัฐมีมาตรฐาน ทันสมัย และเชื่อมโยง กัน ก้าวสู่รัฐบาลดิจิทัล 3.โครงสร้าง ภาครัฐกะทัดรัด ปรับตัวได้เร็วและระบบงาน มีผลสัมฤทธิ์สูง

4.กำลังคนภาครัฐมีขนาดที่เหมาะสม และสมรรถนะสูง พร้อมขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ 5.ระบบบริหารงานบุคคลที่สามารถดึงดูด สร้าง และรักษาคนดี คนเก่งไว้ในภาครัฐ และ 6.การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ คล่องตัว โปร่งใส และมีกลไกป้องกันการทุจริตทุกขั้นตอน

อย่างไรก็ดี สภาพที่เป็นอยู่ขณะนี้ยังไม่ลงล็อก เช่น ส่วนกลางไปตั้งในพื้นที่ ซึ่ง พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 กำหนดว่าทุกส่วนราชการสามารถมีเขต แต่ต้องทำงานด้านวิชาการ ทว่า ขณะนี้มีหลายรูปแบบมาก และจากการสำรวจล่าสุดสมัยดำรงตำแหน่ง สปท.มีมากกว่ากฎหมายกำหนด

“เราต้องยอมรับความเป็นจริง เพราะรูปแบบเป็นอย่างนี้ต้องคิดว่าใช่หรือไม่ใช่ในการบริหารราชการแผ่นดิน ถูกหรือไม่ถูก เพราะในเขตพื้นที่นั้น มีทั้งขึ้นกับผู้ว่าราชการจังหวัด และมีทั้งขึ้นกับอธิบดี ปลัดกระทรวง แล้วจะฟังใคร สุดท้ายก็ต้องฟังผู้มีอำนาจ”

เบญจวรรณ อธิบายต่อว่า ส่วนตัวจึงขอให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นหน่วยงานนำร่อง เพื่อจัดระบบตรงนี้ ให้ได้ ดังนั้น แต่ละเรื่องมีความคืบหน้าในตัว ทว่า เรื่องในประเทศไทยมีเยอะมาก เพราะบางเรื่องมีที่มามากมาย และทั้งหมดเป็นเรื่องปรับโครงสร้างทั้งหมด

ขณะเดียวกัน สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ต้องประเมินสถานภาพส่วนราชการทุกกระทรวงทุกปีและส่งให้รัฐสภา ดังนั้น ทุกอย่างที่ดำเนินการเคลื่อนตลอด แต่อาจจะยังไม่ทันใจคนดู นอกจากนี้ยังมีหลายแผนงานแอเรียเบส การบริหารจัดการหลายเรื่อง เช่น ปัญหาในพื้นที่ก็ต้องให้พื้นที่มีส่วนร่วมด้วย และคิดว่าต้องลงพื้นที่สักครั้ง เพื่อหาแนวดำเนินการส่วนนี้ ซึ่งกำลังดูว่าจะเป็นพื้นที่ไหน เพื่อใช้เป็นจังหวัดนำร่อง

“การบริหารส่วนราชการยอมรับว่า ไม่หนีแผนงาน แผนเงิน และแผนคน ส่วนไหนจะเดินได้แค่ไหน คุณก็จะต้องบอกมาตรงนี้ชัดๆ แต่รัฐบาลเองก็พยายามบริหารเรื่องพวกนี้ให้มันคล่องตัว มาว่ากันเป็นเรื่องๆ ไป และที่สำคัญเราเกี่ยวกับเรื่องท้องถิ่น เพิ่มประสิทธิภาพการ กระจายอำนาจให้องค์กรส่วนท้องถิ่น และเพิ่มพัฒนาขีดความสามารถท้องถิ่น”

อย่างไรก็ตาม การบริหารราชการ ทุกวันนี้ต้องมาจากตัวกฎหมายเป็นหลัก ซึ่งหลายคนชอบอ้างมาตรา 11(4) ก็ถูก ในเรื่องของหลักการบริหารราชการ นายกฯ ผู้บริหารสูงสุดของฝ่ายปกครอง สามารถใช้อำนาจตาม พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน ตรงไหนมีปัญหาก็เอามาให้คนมีความสามารถบริหารหรือผลักดัน นโยบายไปได้

ทั้งนี้ สิ่งที่อยากเห็นเป็นรูปธรรมและจากการสอบถามความเห็นหลายที่คือ การประเมินที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน ดังนั้น เจ้าหน้าที่ของรัฐต้องมีตรงนี้ แล้วจะไปอยู่กระทรวงไหน หรือข้าราชการประเภทไหนก็ได้ เริ่มจากข้อสอบภาค ก. ของ ก.พ. ซึ่งวัดทั้งความคิดเชิงวิเคราะห์ การสื่อสาร ตรรกะ และปัจจุบันเพิ่มภาษาอังกฤษเข้ามาด้วย

“ถามว่าภาค ก. แข่งกับใคร แข่งกับตัวเอง ใช้ได้ตลอดชีวิต คุณมีแล้วคุณเดินไปไหนก็ได้ คุณพอใจจะไป กรมนี้ ดังนั้น เรื่องอะไรที่จะเห็น เราคิดว่าเรื่องน่าจะสำเร็จได้โดยเร็ว เราคิดว่าเป็นเรื่องที่ดี และทุกคนสนับสนุนมาก และควรทำเรื่องนี้ เพื่อทำให้ได้คนมาตรฐานเดียวกัน”

รองประธานกรรมการบริหารราชการแผ่นดินขยายความต่อว่า ทั้งหมดอยู่ในเป้าดำเนินการ แต่ไม่สามารถทุบโต๊ะได้ทันที เพราะการทำอะไรต้องอาศัยความเห็นร่วมกัน แต่สิ่งควบคู่กับเรื่องพวกนี้ โดยเฉพาะกระทรวงเกษตรฯ ต้องทำให้สำเร็จเพื่อบังเกิดผล

ขณะเดียวกัน ทั้งหมดที่กล่าวมาไม่ใช่เฉพาะการบริหารราชการแผ่นดินเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ต้องรวมไปถึงทุกด้าน ไม่ใช่ระบุว่าต้องเสร็จวันนั้นวันนี้มันคงเป็นไปไม่ได้ ไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องใช้เวลา เพราะระบบราชการเกี่ยวข้องเยอะ แต่ต้องมีเรื่องควรผลักดันให้เห็นผลโดยเร็วได้ ในสิ่งที่คิดว่าเกิดประโยชน์จริงๆ

อย่างไรก็ดี ส่วนตัวไม่มีความกังขาต่อการเปลี่ยนผ่านรัฐบาล เนื่องจากเป็นไปตามรัฐธรรมนูญกำหนด 5 ปี ในการปฏิรูปประเทศ และในฐานะที่ทำมาตลอดชีวิตราชการมั่นใจว่าจะสามารถผ่านจุดนั้นได้ ท้ายที่สุดไม่มีอะไรดีที่สุด 100% หรือเสีย 100% แต่เมื่อช่างน้ำหนักแล้วอะไรที่เหมาะสมมากกว่ากัน

ขณะนี้รัฐบาลให้ส่วนราชการเอาแผน 11 ด้าน ไปดูว่ากรมตัวเองเกี่ยวกับแผนไหน เรื่องอะไรบ้าง และไปประมวล สรุป และทำแผนรายละเอียดขั้นปฏิบัติให้กับเจ้าหน้าที่ โดยต้องรายงานสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ 90 วัน