ไต้หวันเข้ม สั่งคุมราคาหน้ากากอนามัย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/613399

วันที่ 31 ม.ค. 2563 เวลา 13:17 น.

ไต้หวันเข้ม สั่งคุมราคาหน้ากากอนามัย

ไต้หวันสั่งทั่วประเทศคุมราคาหน้ากากอนามัย ขายไม่เกินชิ้นละ 6 บาท

กระทรวงเศรษฐกิจไต้หวันออกประกาศเมื่อวันพฤหัสบดี (30 ม.ค.) กำหนดราคาขายหน้ากากอนามัยต้องไม่เกินชิ้นละ 6 ดอลลาร์ไต้หวัน (ราว 6.18 บาท) โดยให้มีผลบังคับใช้ทันทีตั้งแต่วันที่ 1 ก.พ. เป็นต้นไป เพื่อช่วยเหลือประชาชนในการป้องกันโคโรนาไวรัส

นอกเหนือจากมาตรการคุมราคาแล้ว ไตัหวันได้ทยอยส่งหน้ากากอนามัยจำนวน6ล้านชิ้น จากคลังสินค้าของรัฐบาลไปยังร้านค้าต่างๆทั่วประเทศ หลังได้รับแจ้งจากร้านค้าหลายแห่งว่าเริ่มขาดแคลนหน้ากากอนามัย รวมถึงประชาชนบางส่วนเริ่มร้องเรียนว่าหน้ากากอนามัยมีราคาสูงขึ้น

มาตรการดังกล่าวเพื่อป้องหน้ากากอนามัยขาดตลาดในช่วงที่ไวรัสระบาด รวมถึงให้ประชาชนสามารถใช้หน้ากากอนามัยอย่างทั่วถึงเพื่อประสิทธิภาพในการป้องกันโรคอย่างสูงสุด

ด้านประธานาธิบดีไช่อิงเหวิน ให้คำมั่นว่ารัฐบาลจะเร่งผลิตหน้ากากอนามัยให้ได้ 4.2 ล้านชิ้นต่อวัน เพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการช่วงการระบาด โดยจำนวนนี้ 1.4 ล้านชิ้นจะถูกส่งให้โรงพยาบาลและเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์สำหรับใช้ปฏิบัติหน้าที่ ส่วนที่เหลือจะถูกส่งไปยังร้านค้าทั่วประเทศ ซึ่งรัฐบาลกำหนดให้ร้านค้าขายได้ไม่เกิน 3 ชิ้นต่อคนเท่านั้น

นายกอิตาลีไม่ห่วงท่องเที่ยว สั่งระงับบินจีนเข้าประเทศ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/613396

วันที่ 31 ม.ค. 2563 เวลา 12:44 น.

นายกอิตาลีไม่ห่วงท่องเที่ยว สั่งระงับบินจีนเข้าประเทศ

อิตาลีสั่งระงับเที่ยวบินจีนทั้งหมด หลังยืนยันพบนทท.จีน 2 ราย ติดโคโรนาไวรัสขณะเที่ยวโรม

จูเซปเป้ คอนติ นายกรัฐมนตรีอิตาลี แถลงต่อสื่อมวลชนเมื่อวานนี้ (30 ม.ค.) ตามเวลาท้องถิ่นกรุงโรม สั่งระงับเที่ยวบินจากจีนทั้งเข้า-ออกประเทศทั้งหมดเป็นการชั่วคราว หลังอิตาลีพบผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนาแล้ว 2 ราย เป็นนักท่องเที่ยวชาวจีนที่เดินทางกับเรือสำราญ Costa Smeralda แล้วแวะจอดเที่ยวยังกรุงโรม โดยขณะนี้ทั้งสองเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลแล้ว

ส่วนเรือสำราญลำดังกล่าวพร้อมผู้โดยสารและลูกเรือรวม 7,000 ชีวิต ขณะนี้ต้องติดอยู่บนเรือซึ่งจอดเทียบท่าอยู่ที่ท่าเรือ Civitavecchia นอกกรุงโรมเพื่อกักตัวไว้ตรวจสอบว่ามีการติดเชื้อจากนักท่องเที่ยวจีนสองรายในข้างต้นหรือไม่

สำหรับอิตาลี ถือเป็นประเทศจุดหมายยอดนิยมของนักท่องเที่ยวชาวจีน โดยจากสถิติปี 2019 พบว่า จีนถือเป็นประเทศอันดับหนึ่งจากเอเชียที่นิยมเดินทางมาท่องเที่ยวในอิตาลี เป็นจำนวนสูงถึง 3.2 ล้านคนในแต่ละปี

นอกจากนี้ รัฐบาลอิตาลียังเตรียมส่งเครื่องบินไปรับพลเมืองอิตาลีออกจากเมืองอู่ฮั่นในเร็วๆนี้ อีกทั้งทางการได้เตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ไว้แล้ว

เรือสำราญ Costa Smeralda พร้อมคนบนเรือถึง 7 พันคน ถูกกักตัวห้ามออกจากท่าเรือ

สหรัฐออกคำเตือนพลเมือง ห้ามเดินทางไปจีน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/613391

วันที่ 31 ม.ค. 2563 เวลา 11:34 น.

สหรัฐออกคำเตือนพลเมือง ห้ามเดินทางไปจีน

กระทรวงต่างประเทศสหรัฐยกระดับคำเตือนเดินทางไปจีนเป็นระดับ 4 เทียบเท่าอิรัก-อัฟกานิสถาน

กระทรวงต่างประเทศสหรัฐออกประกาศยกระดับคำเตือนพลเมืองอเมริกัน ห้ามเดินทางไปยังจีน เนื่องด้วยการแพร่ระบาดของโคโรนาไวรัส

ข้อความของประกาศบนเว็บไซต์กระทรวงต่างประเทศสหรัฐระบุว่า “อย่าเดินทางไปจีนเนื่องจากพบการระบาดของโคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่ที่เมืองอู่ฮั่น ผู้เดินทางควรเตรียมพร้อมต่อการถูกกักกันโรค หรือถูกจำกัดการเดินทางโดยไม่มีการแจ้งให้ทราบล่วงหน้า จากการที่สายการบินประกาศยกเลิกเที่ยวบินจีนไปแล้ว”

คำประกาศของสหรัฐ ตามมาหลังจากที่องค์การอนามัยโลกได้ประกาศให้การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาถือเป็น”สถานการณ์ฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศ”

สหรัฐยังระบุอีกว่า ทางการได้สั่งห้ามเจ้าหน้าที่รัฐบาลทุกส่วนเดินทางไปจีนเป็นการชั่วคราวแล้ว รวมถึงได้ ได้สั่งให้เจ้าหน้าที่การทูตและครอบครัวเดินทางออกจากอู่ฮั่นตั้งแต่วันที่ 23 แล้ว ขณะที่รัฐบาลสหรัฐยังได้อนุญาตให้เจ้าหน้าที่ทูตอเมริกันในสถานทูตที่กรุงปักกิ่ง สถานกงสุลที่เฉินตู กวางโจว เซี่ยงไฮ้ และเซิ่นหยาง เดินทางออกจากพื้นที่ตามความสมัครใจแล้วเช่นกัน

ที่มา : https://travel.state.gov/

พลเมืองเกาหลีใต้จากอู่ฮั่นชุดแรกถึงบ้านแล้ว #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/613387

วันที่ 31 ม.ค. 2563 เวลา 10:32 น.

พลเมืองเกาหลีใต้จากอู่ฮั่นชุดแรกถึงบ้านแล้ว

เครื่อง747เช่าเหมาลำที่รบ.เกาหลีส่งไปรับประชาชน367คนจากอู่ฮั่น ถึงกรุงโซลแล้ว

กระทรวงต่างประเทศเกาหลีใต้ แถลงการณ์ว่า เมื่อช่วงเช้าของวันนี้ (31 ม.ค.) เครื่องบินเช่าเหมาลำแบบโบอิ้ง 747 ของสายการบินโคเรียนแอร์ ซึ่งเดินทางไปรับพลเมืองเกาหลีใต้ที่ติดอยู่ในนครอู่ฮั่น 367 ราย กลับถึงยังสนามบินGimpo International Airport ที่กรุงโซลแล้ว

ทั้งนี้ รัฐบาลเกาหลีใต้ได้เตรียมเครื่องบินเช่าเหมาลำไปรับพลเมืองที่ยังติดในอู่ฮั่นราว 700 คน ใน 4 เที่ยวบิน แต่ด้วยเหตุผลบางประการ จีนยังไม่อนุญาตให้ไปรับพร้อมกันทั้ง 4 ไฟลท์ แต่ขณะนี้อนุญาตเพียงไฟลท์เดียวเท่านั้น

ผู้โดยสารที่มาถึงรัฐบาลได้จัดสถานที่คัดกรองโรคที่สนามบินรองรับแล้ว โดยพบว่าในจำนวนผู้โดยสารที่มาถึงมี 14 รายต้องถูกส่งตัวไปโรงพยาบาลเพื่อเฝ้าระวังใกล้ชิด ส่วนผู้โดยสารคนอื่นๆอีก 350 คนที่ยังไม่แสดงอาการใด ๆ จะต้องถูกส่งไปยังสถานที่กักกันโรคเป็นเวลา 14 วัน โดยรัฐบาลได้เตรียมศูนย์กักกันโรคจำนวน 2 แห่งที่เมือง Asan และ Jincheon ห่างจากกรุงโซลราว 80 กิโลเมตรไว้รองรับแล้ว

อย่างไรก็ดี รัฐบาลได้เตรียมส่งเที่ยวบินที่สองไปรับเพิ่มอีกเร็วๆนี้ ส่วนจำนวนผู้ติดเชื้อในเกาหลีใต้พบว่า มีผู้ติดเชื้อรายใหม่ที่่ได้รับการยืนยันแล้วเพิ่มอีกเป็นรายที่ 7 แล้ว

ใบหน้าที่บอบช้ำกับความทุ่มเทของทีมแพทย์ในแนวหน้า #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/613367

วันที่ 31 ม.ค. 2563 เวลา 07:02 น.

ใบหน้าที่บอบช้ำกับความทุ่มเทของทีมแพทย์ในแนวหน้า

ทีมเจ้าหน้าที่แพทย์หลายคนต้องทนอดนอน และร่างกายได้รับความทรมานอย่างมากจากการทุมเทเพื่อสกัดกั้นการระบาด

ใบหน้าของ “หลิวลี่” พยาบาลของมหาวิทยาลัยเสนารักษ์ จากเมืองฉงชิ่ง ซึ่งเดินทางไปเมืองอู่ฮั่นเพื่อช่วยเหลือปฏิบัติการรักษาผู้ติดเชื้อตั้งแต่ก่อนวันตรุษจีน โดยเธอถ่ายภาพใบหน้าของเธอที่ถูกรัดไว้ด้วยหน้ากากป้องกันการติดเชื้อเอาไว้หลายชั่วโมงจนเกิดรอยกดทับ

ไม่เฉพาะแต่หลิวลี่เท่านั้น ทีมเจ้าหน้าที่แพทย์หลายคนต้องทนอดนอน และร่างกายได้รับความทรมานอย่างมากจากการทุมเทเพื่อสกัดกั้นการระบาด

ภาพและรายละเอียดจากสำนักข่าว People’s Daily และ Knews ในเซี่ยงไฮ้

เมื่อคนจีนไม่มีหน้ากากอนามัยพวกเขาจึงต้องทำทุกอย่างเพื่อเอาตัวรอด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/613369

วันที่ 30 ม.ค. 2563 เวลา 23:25 น.

เมื่อคนจีนไม่มีหน้ากากอนามัยพวกเขาจึงต้องทำทุกอย่างเพื่อเอาตัวรอด

ชาวจีนบางคนจึงต้องหาวิธีการต่างๆ นานามาป้องกันตัวเองจากการติดเชื้อ

ขณะนี้หน้ากากอนามัยเริ่มที่จะขาดแคลนในประเทศจีน ชาวจีนบางคนจึงต้องหาวิธีการต่างๆ นานามาป้องกันตัวเองจากการติดเชื้อ รวมถึงการนำเอาของใช้ใกล้ตัวมาดัดแปลงเป็นหน้ากากเฉพาะกิจ เช่น เปลือกส้ม ผ้าอนามัย บรา หรือแม้แต่ถังน้ำมาครอบศีรษะเอาไว้ เช่น คุณตาอายุ 95 ปีคนหนึ่งที่ใช้เปลือกส้มมาเป็นส่วนป้องกันระหว่างเดินทางไปโรงพยาบาลท้องถิ่น

บางคนอาจะดูเหมือนเล่นแก้เซ็งช่วงที่ถูกปิดเมือง แต่หลายคนต้องกระเสือกกระสนหาของใกล้ตัวมาป้องกันตัวเองจริงๆ ชาวเน็ตจีนบางคนบอกว่ารู้สึกขำที่เห็นภาพเหล่านี้ แต่ก็รู้สึกเสียใจเหมือนกัน

ภาพส่วนใหญ่นำมาจาก Weibo

จีนคาด3เดือนจึงเห็นผลพิสูจน์ประสิทธิภาพวัคซีนต้านไวรัสโคโรนา #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/613363

วันที่ 30 ม.ค. 2563 เวลา 20:53 น.

จีนคาด3เดือนจึงเห็นผลพิสูจน์ประสิทธิภาพวัคซีนต้านไวรัสโคโรนา

นักระบาดวิทยาจากจีนคาดใช้เวลา 3 เดือนจึงจะเห็นผลการตรวจพิสูจน์ประสิทธิภาพวัคซีนต้านไวรัสโคโรนา เชื่อจีนเผชิญจุดสูงสุดของจำนวนผู้ติดเชื้อแล้ว คาดจะลดลงในอนาคต

สำนักข่าวซินหัวของจีนรายงานว่า หลี่ หลานจวน นักระบาดวิทยาชื่อดังของจีน ได้เปิดเผยว่า การตรวจพิสูจน์ประสิทธิภาพของวัคซีนต้านไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ น่าจะใช้เวลาอย่างน้อย 3 เดือนกว่าจะเห็นผลลัพธ์

“นับจนถึงเมื่อวานนี้ เราได้แยกไวรัสไป 5 สายพันธุ์ ในจำนวนนี้มี 2 สายพันธุ์ที่เหมาะนำไปพัฒนาวัคซีน”นักระบาดวิทยาชื่อดังของจีนกล่าว

เขาระบุด้วยว่า ขณะนี้จีนกำลังเผชิญกับจุดสูงสุดในแง่ของจำนวนผู้ติดเชื้อ โดยคาดว่าการที่จีนได้ประกาศใช้มาตรการป้องกันและควบคุมนั้น น่าจะทำให้จำนวนผู้ติดเชื้อในอนาคตลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

ขณะที่ แลร์รี่ คุดโลว์ หัวหน้าที่ปรึกษาฝ่ายเศรษฐกิจของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้เปิดเผยว่า สหรัฐจะส่งผู้เชี่ยวชาญไปยังจีนเพื่อช่วยควบคุมการระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ในจีน

“สหรัฐจะส่งผู้เชี่ยวชาญที่เก่งที่สุดจากศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐ (CDC) ไปช่วยเหลือจีน ขณะที่ทางการจีนก็เชิญให้สหรัฐดำเนินการดังกล่าว”แลร์รี่กล่าว

คนไทยต้องยอมรับภัยโรคระบาดอย่างมีสติ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/613361

วันที่ 30 ม.ค. 2563 เวลา 20:40 น.

คนไทยต้องยอมรับภัยโรคระบาดอย่างมีสติ

ส่องปฏิกิริยาผู้เสพข่าวไวรัสอู่ฮั่น ส่วนใหญ่รับฟังเพื่อเตรียมตัวตั้งรับ ไม่ตื่นตระหนก ไม่ตีโพยตีพาย

ส่องปฏิกิริยาผู้เสพข่าวไวรัสอู่ฮั่น ส่วนใหญ่รับฟังเพื่อเตรียมตัวตั้งรับ ไม่ตื่นตระหนก ไม่ตีโพยตีพาย

ขณะที่สำนักข่าวทั่วโลกให้ความสนใจรายงานการแพร่ระบาดของเชื้อโคโรนาไวรัส เพื่ออัพเดทสถานการณ์ชนิดที่แทบจะเรียกได้ว่าเรียลไทม์ ทั้งการแจ้งตัวเลขผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิต การรับพลเมืองแต่ละประเทศออกจากเมืองอู่ฮั่น และสถานการณ์โดยรวมที่เกี่ยวข้อง เช่น งานวิจัย การประเมินความเสี่ยง ความเสียหายต่อเศรษฐกิจ เป็นต้น

ประชาชนผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในประเทศต่างๆ โดยเฉพาะที่ประเทศของตัวเองพบผู้ติดเชื้อต่างเข้าไปแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับข่าวที่สื่อมวลชนท้องถิ่นนำเสนอ อาทิ ในเพจเฟซบุ๊คของสำนักข่าว The Straits Times ของสิงคโปร์ ซึ่งมีผู้ติดเชื้อมากเป็นอันดับต้นๆ

Jackerson Ong เผยว่า “ผมคิดว่าควรส่งหน้ากากอนามัยไปตามบ้านเลย ไม่อย่างนั้นคนจะไปรวมตัวกันหนาแน่นบริเวณสถานที่แจก เราควรหลีกเลี่ยงสถานที่ที่มีคนเยอะๆ”

Dc Dc ระบุว่า “แนะนำให้แจกให้คนที่ต้องการมากที่สุด เช่น ผู้สูงอายุ ผู้ที่มีรายได้น้อยดีกว่า แต่รัฐบาลต้องบริหารจัดการไม่ให้หน้ากากอนามัยขาดตลาดและราคาสูงเกิน”

ส่วนข่าวที่รายงานว่าชาวสิงคโปร์ 92 รายเดินทางจากเมืองอู่ฮั่นกลับมาถึงสิงคโปร์แล้ว มีชาวสิงคโปร์เข้ามาคอมเม้นต์ต้อนรับเพื่อนร่วมชาติอย่างอบอุ่น อาทิ Typical Singaporean คอมเม้นต์ว่า “รอฟังข่าวนี้มาหลายวันแล้ว ท่ามกลางวิกฤตเช่นนี้เราควรให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของพลเมืองเป็นหลัก รัฐบาลของเราจัดการเรื่องนี้ได้อย่างเงียบเชียบ”

Toh Hai Hoe Damien บอกว่า “ยินดีต้อนรับกลับบ้าน ขอให้ปลอดภัย แข็งแรง และเข้ารับการกักตัว 14 วันตามกฎหมายนะ”

Naina Bhai Bhai คอมเม้นต์ว่า “ยอดเยี่ยมมากสิงคโปร์ ขอบคุณมากที่พาคนสิงคโปร์กลับบ้าน”

Violet Kang บอกว่า “ยินดีต้อนรับกลับบ้าน ดูแลตัวเองและขอให้พระเจ้าคุ้มครอง ทุกอย่างจะต้องดีขึ้น”

Leonard Low ระบุว่า “ชาวญี่ปุ่น 2 คนที่เพิ่งเดินทางกลับก็ไม่แสดงอาการป่วย ทางการต้องรับรองนะว่ามีการกักตัว”

Boho Yus บอกว่า “ต้อนรับกลับบ้าน สิงคโปร์รักคุณ”

ขณะที่ส่วนหนึ่งยังให้กำลังใจและแสดงความเป็นห่วงทั้งชาวจีนและเพื่อนร่วมชาติ เช่น Michelle Lee แสดงความคิดเห็นต่อข่าวที่ร้านอาหารฟาสต์ฟู้ดชื่อดังปิดสาขาทุกร้านชั่วคราวในมณฑลหูเป่ยว่า “หวังว่าคนในเมืองอู่ฮั่นจะมีอาหารและสิ่งของจำเป็นเพียงพอ ในฐานะที่เป็นแม่ ฉันคิดภาพไม่ออกเลยว่าหากต้องอยู่ภายในเมืองที่ถูกสั่งปิดและอยู่ภายใต้ความกังวลเครื่องอาหารและความปลอดภันของลูกๆ จะเป็นอย่างไร #wuhanjiayou (#อู่ฮั่นสู้สู้)”

Ng Yuehan บอกว่า “เท่าที่เห็นคือผู้คนยังสวมหน้ากากอนามัยไม่ถูก ควรให้ความรู้ในการใช้หน้ากากอนามัยอย่างถูกวิธี การสวมไว้ที่คางไม่ช่วยอะไรเลย” ส่วน Candy Rueangsri บอกว่า “ฮีโร่ตัวจริงคือเจ้าหน้าที่สาธารณสุขที่ต่อสู้เพื่อช่วยชีวิตผู้คนทุกวัน”

ฝั่งของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในญี่ปุ่นก็ติดตามสถานการณ์การระบาดของไวรัสอู่ฮั่นอย่างใกล้ชิดเช่นกัน สำหรับข่าวที่รัฐบาลญี่ปุ่นส่งเครื่องบินไปรับพลเมืองถือว่ามีการแสดงความคิดเห็นมากเป็นอันดับต้นๆ อาทิ เจ้าของบัญชีเฟซบุ๊ค Ryo Ricardo Kurechi พูดถึงรัฐบาลว่า “นั่นเป็นเรื่องดี แต่ผมอยากให้รัฐบาลกักตัวผู้โดยสารเหล่านี้เพื่อตรวจดูอาการระยะหนึ่ง เพื่อหลีกเลี่ยงเหตุการณ์ที่คาดไม่ถึง”

????? Sakura ใส่อีโมติคอนยกนิ้วโป้งและบอกว่า “พวกเขามีแพทย์อยู่ด้วยบนเครื่องบิน ทั้งหมดคือครอบครัวชาวญี่ปุ่น รัฐบาลญี่ปุ่นไปช่วยเหลือพวกเขาอย่างรวดเร็ว น่าชื่นชมมาก”

ส่วน Freddie Akamine Dofredo บอกว่า “มั่นใจว่ารัฐบาลพร้อมและมีแผนรับมืออย่างดีก่อนที่จะบินไปรับพวกเขากลับมา รัฐบาลคงไม่เอาชีวิตของคน 100 ล้านคนไปเสี่ยง คนญี่ปุ่นที่อยู่ในเมืองอู่ฮั่นก็เป็นพลเมืองของประเทศนี้ และไม่ว่าอย่างไรพวกเขาจะได้รับการต้อนรับกลับบ้านเสมอ”

ด้าน Rebecca Vanzant คอมเม้นต์ว่า “เป็นความคิดที่ดีที่พาพวกเขากลับบ้าน”

Blake Foster บอกว่า “หลายคนยังหลงประเด็นว่าทำไมรัฐบาลต่างๆ จึงบินไปรับพลเมืองกลับประเทศ นโยบายของรัฐบาลในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดในจีนจะส่งผลถึงพลเมืองของประเทศอื่นด้วย นอกจากนี้รัฐบาลจีนเองก็ต้องการส่งพลเมืองของประเทศอื่นที่อยู่ในพื้นที่การระบาดกลับประเทศ เพราะเวชภัณฑ์ทางการแพทย์เริ่มขาดแคลน พูดอีกอย่างคือ แม้จะมีความเสี่ยงติดเชื้อ แต่การพาพลเมืองกลับเพื่อมารับการรักษาก็ดีกว่าปล่อยพวกเขาไว้ในพื้นที่วิกฤต ขอให้คนที่ติดเชื้อทุกคนฟื้นตัว และขอให้โรคระบาดนี้ผ่านพ้นไป”

แน่นอนว่าแต่ละข่าวย่อมมีคนที่ไม่เห็นด้วยหรือวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาล แต่เท่าที่สังเกตเห็นคือ ประชาชนในแต่ละประเทศจะรับฟังข่าวสารเพื่อเตรียมตัวตั้งรับกับเหตุการณ์ โดยไม่มีการตื่นตระหนกหรือตีโพยตีพายกับข่าวบางข่าวที่แม้จะเป็นเรื่องจริงที่ต้องเตือนเพื่อให้ตระหนักถึงอันตรายหรือความเสี่ยง

ผิดกับคอมเม้นต์ของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในไทยบางรายซึ่งเชื่อว่าเป็นส่วนน้อย ที่นอกจากจะไม่ยอมรับความจริงว่าประเทศไทยเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของโคโรนาไวรัสมากที่สุด เพราะมีนักท่องเที่ยวจีนเดินทางเข้ามาบ้านเราจำนวนมหาศาลแล้ว ยังตีความว่าข่าวบางข่าวที่สื่อนำเสนอเพื่อเตือนให้คนไทยได้เตรียมรับมือและระวังตัว มีเจตนาทำลายชื่อเสียงของชาติหรือจงใจสร้างความตระหนก

การยัดเยียดข้อหาไม่รักชาติให้สื่อต้องไม่ลืมว่าสื่อเองก็เป็นคนไทย อาศัยอยู่บนแผ่นดินไทย หากภาพลักษณ์ของเมืองไทยเสียหายจนส่งผลกระทบกับเศรษฐกิจ สื่อเองก็ไม่รอดเช่นกัน

การต่อต้านจีนกลายเป็นกระแสเหยียดคนเอเชียแบบเหมารวม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/613339

วันที่ 30 ม.ค. 2563 เวลา 19:00 น.

การต่อต้านจีนกลายเป็นกระแสเหยียดคนเอเชียแบบเหมารวม

หลังจากเกิดการระบาดขึ้น ดูเหมือนว่าจะไม่ใช่แค่เชื้อโรคที่ถูกรังเกียจ แม้แต่มนุษย์ด้วยกันก็ยังรังเกียจกันเอง

หลังจากเกิดการระบาดขึ้น ดูเหมือนว่าจะไม่ใช่แค่เชื้อโรคที่ถูกรังเกียจ แม้แต่มนุษย์ด้วยกันก็ยังรังเกียจกันเอง

ในตอนนี้จึงเกิดปรากฎการณ์ “คนอู่ฮั่นถูกคนจีนด้วยกันเหยียด คนจีนถูกคนเอเชียด้วยกันเหยียด คนเอเชียถูกชาวโลกเหยียด” เรื่องนี้เกิดขึ้นจริง ไม่ใช่แค่การเล่นคำเท่ๆ

เริ่มจากคนจีนเหยียดคนอู่ฮั่น มีไกด์รายงานว่า บริษัทนำเที่ยวบางแห่งรับนักท่องเที่ยว 9 คน เมื่อไกด์สอบถามพบว่ามี 2 คน เดินทางมาจากเมืองอู่ฮั่น ปรากฏว่านักท่องเที่ยวรายอื่นๆ ซึ่งเป็นคนจีนด้วยกันไล่ 2 คน ลงจากรถทันที

คนจีนถูกคนเอเชียด้วยกันเหยียด ไม่ว่าจะเป็นที่ญี่ปุ่นที่มีร้านค้าบางแห่งขึ้นป้ายไม่ต้อนรับชาวจีนจากเมืองอู่ฮั่น และที่เกาหลีใต้มีร้านอาหารในกรุงโซลปิดป้ายประกาศไว้ว่า “ห้ามคนจีนเข้า

อีกกรณีของเอเชียเหยียดกันเองเกิดขึ้นที่เวียดนาม สำนักข่าว Reuters รายงานว่า โรงแรม Danang Riverside ในเมืองดานังปิดแผ่นป้ายเอาไว้ที่ด้านนอกว่า “เพราะประเทศของคุณเริ่มที่จะแพร่เชื้อ เราจึงไม่ต้อนรับแขกจากประเทศจีน”

การเหยียดคนจีนเกิดจากความกลัวว่าคนจีนคนนั้นอาจมาจากอู่ฮั่นและอาจเป็นพาหะของไวรัส แต่บางคนก็อาจคิดเกินเลยไปแล้วว่าไม่ควรจะเข้าใกล้คนจีนทุกไม่ว่าจะด้วยประการทั้งปวง

มีรายงานบางกรณีในโซเชียลเน็ตในไทยที่สะท้อนถึงอาการรังเกียจคนจีน ซึ่งสื่อต่างประเทศอย่าง Reuters ได้รายงานเรื่องนี้ไปแล้วโดยหยิบเอาข้อความทวิตเตอร์ของคนไทยที่ต่อต้านคนจีนมาเผยแพร่ เรื่องนี้แม้จะเป็นกระแสโลกไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะไทย แต่ทำให้เสียภาพลักษณ์ของคนไทยในฐานะประเทศที่มีน้ำใจไมตรี และอาจจะกระทบไปถึงความรู้สึกของคนจีนต่อคนไทยไปด้วย

คนไทยบางคนอาจจะคิดว่าไม่อยากจะง้อคนจีน ซึ่งเรื่องนี้ห้ามกันไม่ได้ แต่สิ่งที่ควรตระหนักก็คือถึงเราไม่อยากได้คนจีนมาเป็นลูกค้าอุตสาหกรรมท่องเที่ยว แต่เราไม่ควรจะขาดแคลนมนุษยธรรม โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่จีนกำลังลำบาก

เหมือนคำกล่าวที่ว่า “คนล้มอย่าข้าม” 

คนไทย คนเวียดนาม ญี่ปุ่น หรือเกาหลีที่รังเกียจคนจีนอาจรู้สึกว่าตัวเองมีสิทธิที่จะรังเกียจ แต่พวกเขาหารู้ไม่ว่า การรังเกียจคนจีนกำลังขยายวงกลายเป็นการเหยียดคนเอเชียไปแล้ว

แน่นอนว่าในโลกแห่งความเป็นจริงนั้น ยากที่เราจะรู้ได้ว่าใครเป็นคนจีน เกาหลี ญี่ปุ่น หรือแม้แต่คนไทยเชื้อสายจีน หรือคนเอเชียภูมิภาคอื่นๆ ที่บังเอิญหน้าตาคล้ายชาวเอเชียตะวันออก

เหมือนกับชที่คนไทยบอกว่า “ฝรั่งหน้าตาเหมือนกันหมด” ฝรั่งเองก็คิดในแบบเดียวกันว่า “คนเอเชียหน้าตาเหมือนกันหมด”

ความยากในการจำแนกว่าใครเป็นคนจีน ทำให้กระแสรังเกียจคนจีนกลายพันธุ์เป็นกระแสเหยียดคนเอเชียแบบเหมารวมในที่สุด อย่างน้อยเรื่องนี้ได้เกิดขึ้นที่ยุโรปแล้ว

จากการรายงานของสำนักข่าว BBC หญิงฝรั่งเศสเชื้อสายเอเชียที่ชื่อ Cathy Tran (ซึ่งคาดว่ามีเชื้อสายเวียดนาม) เล่าว่าเธอถูกเหยียดตอนที่กำลังจะเดินทางไปทำงานว่า “ระวังนะ มีผู้หญิงจีนกำลังเดินมา” และอีกครั้งหนึ่งระหว่างที่เธอกำลังเดินอยู่ มีผู้ชายขับสกู๊ตเตอร์บอกให้เธอสวมหน้ากากอนามัยเสีย

อีกคนหนึ่งคือ Shana Cheng ชาวปารีสเชื้อสายเวียดนาม-กัมพูชาบอกว่าระหว่างที่เธอกำลังโดยสารรถประจำทางอยู่นั้นเธอถูกคนบนรถทั้งหนุ่มและแก่บอกว่า “มีผู้หญิงจีน เธอกำลังจะแพร่เชื้อใส่เรา” และคนอื่นๆ มองเธอด้วยสายตาที่รังเกียจราวกับเธอเป็นเชื้อโรค

กระแสเหยียดชาวจีนได้กลายเป็นกระแสเหยียดคนเอเชียแบบเหมารวมไปแล้ว และเกิดกระแสตอบโต้ของคนเอเชียในฝรั่งเศสด้วยแฮชเแท็ก #JeNeSuisPasUnVirus (ฉันไม่ใช่ไวรัส)

ที่แคนาดา สำนักข่าว Reuters รายงานว่า มีการเรียกร้องของผู้ปกครองให้ห้ามนักเรียนที่มีญาติที่เพิ่งเดินทางกลับจากจีนมาเข้าชั้นเรียน แต่ทางคณะกรรมการโรงเรียนปฏิเสธข้อเรียกร้อง และบอกว่าสถานการณ์เช่นนี้ “น่าเสียใจว่าจะนำไปสู่การมีอคติและความเกลียดชังโดยการเหมารวม”

แต่มีโรงเรียนเอกชนบางแห่งที่มีคำสั่งให้นักเรียนกักตัวเองเป็นเวลา 15 วันหากมีสมาชิกในครอบครัวเดินทางไปยังประเทศที่มีการยืนยันผู้ติดเชื้อ ปรากฎว่านักเรียนที่ไม่มาเข้าเรียนเป็นคนเอเชียทั้งหมด

สิ่งที่เกิดขึ้นในฝรั่งเศสและแคนาดาสะท้อนให้เห็นถึงความตื่นกลัวจนทำให้สมองไม่แล่น จนลืมนึกไปว่าคนที่เราระแวงนั้นอาจเป็นคนจีนด้วยกัน เป็นคนไทยด้วยกัน เป็นคนเอเชียด้วยกัน และเป็นชาวโลกด้วยกัน

ศาสตราจารย์ Tom Plate แห่งสถาบัน Pacific Century Institute ในสหรัฐได้เขียนบทความในหนังสือพิมพ์ Korea Times ของเกาหลีใต้บอกว่า “ความรู้สึกต่อต้านจีนจะต้องหลีกทางให้กับการต่อสู้ไวรัส” (Anti-China sentiment must give way to fight virus) เพราะ “ไม่ว่าจะชอบหรือไม่ก็ตาม เราอยู่ในโลกใบเดียวกัน … เราจำเป็นต้องอยู่ด้วยกันตลอดเวลา และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเวลานี้”

เชื้อโรคมันไม่ได้เลือกเชื้อชาติ เราสามารถระวังตัวจากกลุ่มต้องสงสัยได้ แต่ไม่ควรแสดงอาการระแวง หรือเหยียดอย่างออกนอกหน้า นอกจากจะเป็นการกระทำที่เสียมารยาทและไร้อารยธรรมแล้ว ยังทำลายมิตรภาพที่ดีระหว่างชนชาติ

ประชาชาติต่างๆ สามารถร่วมมือเป็นหนึ่งเดียวเพื่อต่อสู้กับเชื้อโรคได้

บทวิเคราะห์โดย กรกิจ ดิษฐาน

มีพลเมืองประเทศไหนในอู่ฮั่นได้กลับบ้านแล้วบ้าง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/613327

วันที่ 30 ม.ค. 2563 เวลา 17:39 น.

มีพลเมืองประเทศไหนในอู่ฮั่นได้กลับบ้านแล้วบ้าง

เปิดแผนอพยพที่รัฐบาลนานาชาติกำลังประสานงานจีน เพื่อหาทางอพยพประชาชนของตนออกจากอู่ฮั่น

จากการระบาดของโคโรนาไวรัสซึ่งมีจุดศูนย์กลางที่เมืองอู่ฮั่นในมณฑลหูเป่ย์ของจีน จนส่งผลให้ทางการจีนสั่งปิดเมืองแห่งนี้เพื่อสกัดการแพร่กระจายของผู้ติดเชื้อไประบาดยังส่วนอื่นๆของประเทศ รวมถึงในต่างประเทศ

มาตรการดังกล่าวดูเหมือนจะช่วยให้จีนสามารถควบการแพร่ระบาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ก็ส่งผลให้พลเมืองต่างชาติที่อยู่ในเมืองหลายหมื่นคนไม่สามารถออกจากเมืองได้ด้วยเช่นกัน

เรื่องดังกล่าวส่งผลให้รัฐบาลหลายประเทศต่างเร่งหามาตรเพื่ออพยพพลเมืองของตน ออกจากนครอู่ฮั่น อันเป็นจุดศูนย์กลางการแพร่ระบาด

โพสต์ทูเดย์ได้รวบรวมความคืบหน้าของแผนการอพยพในแต่ประเทศไว้ดังนี้ ..

  • ออสเตรเลีย

เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา กระทรวงต่างประเทศออสเตรเลียได้เผยถึงแผนการอพยพประชาชนในอู่ฮั่นกลับประเทศ โดยเจ้าหน้าที่ออสเตรเลียเผยว่า มีพลเมืองออสเตรเลียกว่า 400 คนแล้วที่ลงทะเบียนของอพยพ

แม้ว่ารัฐบาลแคนเบอร์ราจะไม่มีสถานกงสุลในนครอู่ฮั่น แต่รัฐบาลอยู่ระหว่างประสานงานทางการหูเป่ย์เพื่อเตรียมการอพยพดังกล่าวด้วยการใช้เครื่องบินของสายการบินแควนตัส โดยพลเมืองบางส่วนอาจจะยังไม่ได้กลับบ้านในทันที แต่จะต้องถูกส่งไปกักกันโรคที่เกาะคริสมาสอันห่างไกลเป็นเวลา 14 วันเสียก่อน

  • อินเดีย

รัฐบาลอินเดียได้จัดเครื่องบินโบอิ้ง 747 เตรียมพร้อมไว้ที่สนามบินมุมไบ เมื่อได้ไฟเขียวจากทางการจีน จะส่งไปรับพลเมืองในอู่ฮั่นราว 300 คนในทันที

  • อินโดนีเซีย

รบ.อินโดฯเผยว่า มีพลเมืองของตนในจีนกว่า 230 คน จำนวนนี้กว่าร้อยติดอยู่ในเมืองอู่ฮั่น และอีกส่วนกระจายตามเมืองต่างๆในหูเป่ย์ โดยแม้ว่ารัฐบาลจะยังไม่การตัดสินถึงแผนอพยพ แต่รัฐบาลได้ส่งหน้ากากอนามัยหลายพันชิ้นไปมอบให้พลเมืองของตนในจีนแล้ว

  • ญี่ปุ่น

เมื่อวานนี้ (29 ม.ค.) เครื่องบินของสายการบิน ANA ได้อพยพพลเมืองญี่ปุ่นจากอู่ฮั่นลำแรกเดินทางถึงโตเกียว พร้อมด้วยผู้โดยสารราว 206 คน ซึ่งภายหลังพบว่าจำนวนนี้ 3 คนที่กลับจากอู่ฮั่น ติดเชื้อไวรัสโคโรนา

ยังคงมีพลเมืองญี่ปุ่นอีก 440 คน รอคอยการเดินทางกลับประเทศ ซึ่งรัฐบาลญี่ปุ่นได้เตรียมเครื่องบินลำที่สองไปรับแล้ว

รัฐบาลญี่ปุ่นเตรียมส่งเครื่องบินเหมาลำเที่ยวที่สองไปรับเร็วๆนี้

  • เกาหลีใต้ 

รอยเตอร์รายงานว่า ชาวเกาหลีใต้หลายส่วนต่างแสดงความไม่พอใจอย่างมากที่รบ.ยังไม่สามารถจัดเครื่องบินไปรับพลเมืองของตนในอู่ฮั่นที่มีรอยู่ราว 400 คนได้

ก่อนหน้านี้รัฐบาลเกาหลีใต้เตรียมเครื่องบินเช่าเหมาลำ 4 ลำ มีกำหนดออกเดินทางในเช้าวันนี้ (30 ม.ค.) แต่ด้วยข้อขัดข้องบางประการซึ่งเกาหลีกำลังเจรจากับทางจีน ส่งผลให้ขณะนี้จีนอนุญาตเครื่องบินเกาหลีเพียงลำเดียวเท่านั้น

ด้านปธน.มุนแจอิน ได้ให้คำมั่นว่าจะพาพลเมืองเกาหลีใต้ในอู่ฮั่นกลับประเทศให้ได้ อีกทั้งได้เตรียมการสถานที่กักกันโรครองรับไว้แล้ว

  • สิงคโปร์

สิงคโปร์เป็นประเทศล่าสุดที่สามารถนำพลเมืองในอู่ฮั่นทั้ง 92 คนกลับบ้านเกิดได้ในช่วงเช้าของวันนี้ ด้วยสายการบิน Scoot เที่ยวบิน TR121

โดยนาย Vivian Balakrishnan รมว.ต่างประเทศสิงคโปร์เผยผ่านเฟซบุ๊กว่า ตนรู้สึกยินดีที่พลเมืองสิงคโปร์ทั้ง 92 คนเดินทางถึงยังสนามบินชางงีแล้วในเช้าวันนี้

นับตั้งแต่ที่จีนใช้มาตรการปิดเมือง เจ้าหน้าที่ทูตสิงคโปร์ในปักกิ่งได้ประสานงานกับพลเมืองสิงคโปร์ในอู่ฮั่นเป็นอย่างดี รวมถึงเขาเองได้ยกหูคุยกับนายหวังอี้ รมว.ต่างประเทศจีน เพื่อขอบคุณที่จีนช่วยอำนวยความสะดวกในการดำเนินการส่งผลเมืองสิงคโปร์กลับบ้านเกิด โดยหลังจากนี้ทั้ง 92 คนยังต้องอยู่ในขั้นเฝ้าระวังโรคเป็นเวลา 14 วัน

  • สหรัฐ

ก่อนหน้านี้สหรัฐได้ใช้เครื่องบินคาร์โกแบบ 747 อพยพ เจ้าหน้าที่ทางการทูตพร้อมครอบครัวบางส่วนออกจากอู่ฮั่นแล้ว ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกับเครื่องบินของญี่ปุ่น โดยเครื่องลำดังกล่าวขณะนี้ลงจอดยังฐานทัพอากาศในนครลอสแองเจลิส พร้อมกับมาตรการกักกันโรคอย่างรัดกุม

อย่างไรก็ดีกระทรวงต่างประเทศสหรัฐได้เผยแผนการอพยพพลเมืองอเมริกันที่ยังติดในอู่ฮั่นเกือบ1พันคนภายในวันที่ 3 ก.พ.นี้

  •  อังกฤษ 

ทางการอังกฤษต้องเลื่อนกำหนดการอพยพพลเมืองในอู่ฮั่นราว 200 คนออกไป ซึ่งจากกำหนดเดิมพลเมืองอังกฤษจะได้ออกจากอู่ฮั่นภายในวันนี้ (30 ม.ค) แต่ทางกระทรวงต่างประเทศอังกฤษเผยว่าด้วยปัญหาของการ “เจรจา” บางประการ ส่งผลให้เที่ยวบินเหมาลำดังกล่าวต้องล่าช้าออกไป

อย่างไรก็ดี รัฐบาลได้เตรียมสถานที่รองรับสำหรับกักกันโรคเมืองพลเมืองชุดนี้เดินทางมาถึงไว้แล้ว