ภท. นำคณะแพทย์แถลงโต้ บอก อย่าด้อยค่า “ซิโนแวค” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/481281

ภท. นำคณะแพทย์แถลงโต้ บอก อย่าด้อยค่า”ซิโนแวค”

31 ส.ค. 2564

นายทะเบียน ภท. ศุภชัย ใจสมุทร นำคณะแพทย์แถลงโต้ บอกอย่าด้อยค่าวัคซีน”ซิโนแวค” ยันสามารถลดความรุนแรงของของโรคได้

นายศุภชัย ใจสมุทร ส.ส.บัญชีรายชื่อ และนายทะเบียนพรรคภูมิใจไทย นำคณะแพทย์ลงมาชี้แจงถึงกรณีการจัดซื้อวัคซีน”ซิโนแวค”หลังฝ่ายค้านอภิปรายไม่ไว้วางใจ

โดยนายแพทย์โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวชี้แจงถึงกรณีการอภิปรายไม่ไว้วางใจในประเด็นการโจมวัคซีน”ซิโนแวค” ว่า ประเทศไทยเริ่มนำ”ซิโนแวค”เข้ามาใช้ช่วงเดือนมีนาคม 2563 ซึ่งผ่านการรับรองจากองค์การอาหารและยา หรือ อย. เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

โดยต้องคำนึงถึงประสิทธิภาพความปลอดภัยโดยวัดจากประสิทธิภาพของวัคซีนซึ่งทำได้หลายอย่าง ทั้งการวัดประสิทธิภาพการป้องกันโรค ซึ่งจากข้อมูลการศึกษาจากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์” ซิโนแวค”ทำให้ลดการระบาดของโรคได้ ซึ่งมีข้อมูลยืนยันเป็นเอกสารออกมา ทั้งจากการระบาดในกลุ่มบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข ในร.พ.จังหวัดเชียงรายก็มีการศึกษาว่าช่วยลดการติดเชื้อและลดความรุนแรงของโรคได้อย่างมีนัยยะสำคัญ

ซึ่งในปัจจุบันเป็นที่ยอมรับว่าไม่มีวัคซีนตัวใดที่สามารถป้องกันโรค โควิด -19 ได้ 100% และไม่มีวัคซีนตัวใดป้องกันการตายได้ 100 % เปอร์เซนต์ ในวัคซีนทุกชนิดทั้งสิ้น ซิโนแวค ไฟเซอร์ หรืออื่นก็ตาม ซึ่งประเทศไทยเองก็มีการพัฒนาสูตรฉีดวัคซีนแบบสูตรไขว้เข็ม 1 เป็น”ซิโนแวค” และเข็ม 2 แอสตราเซเนกาซึ่งเป็นความสำคัญยิ่งต่อประชาชนพบว่าทำให้สามารถสร้างภูมิคุ้มกันในระดับที่สูงเทียบเท่ากับการฉีดวัคซีนแอสตราเซเนกา 2 เข็ม

แต่ข้อดีคือฉีดได้เร็วขึ้นทำให้ภูมิคุ้มกันได้มากขึ้น เพราะฉะนั้นข้อกล่าวหาดังกล่าวไม่เป็นความจริง ที่กล่าวหาว่าการฉีดวัคซีนแบบไขว้เป็นอันตรายนั้นไม่เป็นความจริง ซึ่งมีงานเอกสารทางการแพทย์มีข้อมูลทางวิชาการทางการแพทย์ ยืนยันว่าวัคซีนสุดไขว้มีประสิทธิภาพ จึงเป็นเหตุผลที่กระทรวงสาธารณสุขกรมควบคุมโรคและพยายามจะถามว่าสิ่งที่หาได้ให้กับประชาชนได้อย่างทันเวลา 

รวมทั้งองค์การอนามัยโลกเองได้ทำซื้อวัคซีนล้านโดส เพื่อไปฉีดให้กับประชาชนทั่วโลกเป็นตัวอย่างที่ว่าวัคซีนรวมมีประสิทธิภาพโดยเฉพาะในช่วงต้นการแพร่ระบาดที่ผ่านมา ถึงแม้ว่าจะมีการแพร่ระบาดสายพันธุ์เดลต้า ทำให้วัคซีนทุกชนิดมีประสิทธิภาพลดน้อยลง

แต่ยังสามารถหาวิธีฉีดวัคซีนแบบไขว้ที่ทำให้ประชาชนได้รับภูมิคุ้มกันที่รวดเร็วขึ้น ตนขอยืนยันว่าวัคซีนซิโนแวคมีประสิทธิภาพ ขอความกรุณาอย่าด้อยค่าวัคซีนให้ด้วยเพราะช่วยเราตั้งแต่ต้นปี ดูรายการแพร่ระบาดได้เป็นอย่างดีและจะพยายามเร่งสร้างภูมิคุ้มกันให้กับประชาชน

ขณะที่การจัดซื้อจัดจ้างนายแพทย์โอภาส  ระบุว่าทุกอย่างเป็นไปตามกฎหมายโดยเฉพาะพ.ร.บจัดซื้อจัดจ้าง ข้อกล่าวอ้างว่าไม่เป็นไปตามกฎหมายจึงไม่เป็นความจริง

ส่วนเรื่องราคาการจัดซื้อ นายแพทย์วิฑูรย์ ด่านวิบูลย์    ผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม ชี้แจงว่า ข้อกล่าวหาว่าองค์การเภสัชกรรมเป็นนายหน้าของ”ซิโนแวค” ว่าเป็นบทบาทความมั่นคงด้านเวชภัณฑ์

แต่อย่างไรก็ตามในช่วงวิกฤต องค์การเภสัชกรรมไม่ได้ติดต่อกับบริษัท”ซิโนแวค”โดยตรง แต่มีบริษัทลูกในการติดต่อ ซึ่งพบอุปสรรคทางจีนไม่ยอมติดต่อธุรกิจด้วย องค์การเภสัชกรรมจึงต้องติดต่อโดยตรง ซึ่งได้ดำเนินการคู่ขนานกันองค์การเภสัช มีการดีลชิโนฟาร์ม

ซึ่งพบว่า”ซิโนแวค”นั้นมีความยืดหยุ่นและทำงานได้เร็วกว่า ยืนยันว่าการทำงานเป็นเพื่อการช่วยเหลือประชาชน ส่วนเนื้อเรื่องกรอบราคา จะมีการนำเข้ามา 16 ชิปเม้นท์ 30.4 ล้านเศษ และราคาจะถูกลงเรื่อยๆ ตั้งแต่ 17 เหรียญ ใน 2 ล้านโดสแรก ซึ่งต่อมาก็มีการต่อรองราคาเป็นลำดับ และอยู่ที่ราคาสุดท้าย 8.9 ดอลลาร์ ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 11.99 เหรียญ

แต่อย่างไรก็ตามที่บอกว่ามีส่วนต่าง ตนต้องขอชี้แจงว่ามีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนอย่างบ้าง เนื่องจากองค์การเภสัชกรรม เป็นผู้ที่ไปลงทุนซื้อโดยใช้เงินองค์การไปก่อน จากนั้นเมื่อได้ไปแล้วก็กำหนดราคาขายจริงสั่งไปยังกรมควบคุมโรค และกรอบที่ขออนุมัติเป็นการขอไว้เผื่อแต่เมื่อใช้จริงก็จะเรียกเก็บตามจริงเท่านั้น

ยืนยันว่าไม่มีส่วนต่างใด  ๆ   ทั้งสิ้นพร้อมกับระบุว่าองค์การเภสัชกรรมจะดูแลวัคซีนที่ผลิตจากเชื้อตายเป็นหลัก และระบุในช่วงท้ายว่ากรมควบคุมโรคเป็นคนดูแลกำหนดราคาได้จริง โดยมีการบวกค่าดำเนินการขนส่ง 2-4 % และเงินที่เหลือจากกรอบการขอไว้ ก็ไม่มีใครได้เข้ากระเป๋าแต่อย่างใด

ขณะที่ นายแพทย์นคร เปรมศรี ผอ.สถาบันวัคซีน ระบุถึงสัญญาการจัดซื้อวัคซีน astrazeneca ได้ทำการสั่งซื้อว่าซื้อล่วงหน้าตั้งแต่ปี 2563 เดือนพฤศจิกายน 

ดังนั้นการสัญญาการจองซื้อต้องอยู่ในเงื่อนไขซึ่งเป็นมาตรฐานเดียวกันซึ่งต้องใช้สัญญาในลักษณะเดียวกัน ซึ่งมีโอกาสไม่ได้รับหรือได้รับวัคซีนในลักษณะช้า

เนื่องจากอยู่ในระหว่างการวิจัยและพัฒนาและอยู่ในสถานการณ์ไม่ปกติ ไม่ใช่เหมือนการซื้อสินค้าทั่วไปที่มีความไม่แน่นอนในการวิจัยและพัฒนาการผลิต ซึ่งเป็นเงื่อนไขทุกประเทศ และทุกคนต้องรับความเสี่ยงร่วมกันในระหว่างการวิจัยและพัฒนาร่วมกันเนื่องจากไม่ใช่สถานการณ์ปกติจะเอาพื้นฐานความเข้าใจแบบเดิมมาใช้ในการตัดสินในสัญญาการจัดซื้อล่วงหน้าจะไม่เหมาะสมและไม่เข้ากับสถานการณ์

ศาลฎีกาสั่งจำคุก “3 แกนนำ พธม.” ชุมนุมไล่ สมัคร ปี 2551 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/481256

ศาลฎีกาสั่งจำคุก “3 แกนนำ พธม.” ชุมนุมไล่ สมัคร ปี 2551

31 ส.ค. 2564

ศาลฎีกายกฟ้อง “จำลอง – สนธิ”กับพวกรวม 6 คน คดี 9 แกนนำพันธมิตรฯ ชุมนุมดาวกระจายไล่รัฐบาล “สมัคร สุนทรเวช” ปี2551 เหตุอัยการฟ้องซ้ำ แต่ให้จำคุก “ไชยวัฒน์- อมร-เทิดภูมิ” จำเลยที่ คนละ 8 เดือน ไม่รอลงอาญา

31 ส.ค.2564 ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ศาลนัดอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา คดีที่พนักงานอัยการคดีอาญา 5 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง 9 แกนนำ พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ประกอบด้วย พล.ต.จำลอง ศรีเมือง, นายสนธิ ลิ้มทองกุล, นายพิภพ ธงไชย, นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์, นายสมศักดิ์ โกศัยสุข, นายสุริยะใส กตะศิลา, นายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์, นายอมร อมรรัตนานนท์ หรือ รัชต์ยุตม์ ศิรโยธินภักดี และ นายเทิดภูมิ ใจดี อดีตแกนนำ พธม.เป็นจำเลยที่ 1-9 ในความผิดฐานร่วมกันกระทำให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจาหรือวิธีอื่นใดฯ เพื่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงรัฐบาลโดยใช้กำลังข่มขืนใจหรือใช้กำลังประทุษร้ายเพื่อให้เกิดความปั่นป่วนในหมู่ประชาชนและก่อให้เกิดความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักร, ร่วมกันมั่วสุมตั้งแต่ 10 คน ขึ้นไปใช้กำลังประทุษร้ายหรือกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใด ให้เกิดความวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง โดยเป็นหัวหน้าหรือเป็นผู้มีหน้าที่สั่งการโดยผู้กระทำคนหนึ่งคนใดมีอาวุธ และเมื่อเจ้าพนักงานสั่งให้เลิก แต่ไม่เลิก ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 , 215 , 216  กรณีที่มีการรวมตัวชุมนุมต่อต้านและขับไล่รัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรี เมื่อปี 2551

โดยอัยการโจทก์ฟ้องสรุปได้ว่า เมื่อวันที่ 25 พ.ค. 2551 จำเลยทั้ง 9 คน ได้จัดชุมนุมใหญ่ที่บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ถ.ราชดำเนินกลาง ต่อมาจำเลยทั้งหมดได้นำกลุ่ม พธม. จำนวนมากเคลื่อนขบวนไปทำเนียบรัฐบาล ปิดการจราจรใน ถ.ราชดำเนินนอก ตั้งแต่สี่แยกมัฆวานรังสรรค์ไปจนถึงสี่แยก จปร. เป็นที่ชุมนุมประท้วง ไปจนถึงวันที่ 5 ต.ค. 2551 โดยได้มีการตั้งเวทีถาวร กางเต็นท์ มีโรงครัวปรุงอาหาร ขึงลวดหนามกั้นถนนราชดำเนินนอก มีการตั้งกองกำลังรักษาความปลอดภัยเรียกว่า “นักรบศรีวิชัย” นอกจากนี้ยังมีการจัดเตรียมเครื่องมือ เช่น ไม้เบสบอล หนังสติ๊ก ท่อนเหล็ก เพื่อใช้เป็นอาวุธ ส่อไปในทางที่จะก่อให้เกิดความรุนแรงถึงขนาดก่อความไม่สงบขึ้นในประเทศ ส่วนบนเวทีปราศรัย จำเลยทั้ง 9 คน ได้ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันขึ้นกล่าวปราศรัยโจมตีการทำงานของรัฐบาลนายสมัครตลอด 24 ชั่วโมง ร่วมกันชักชวนผู้ชุมนุมหลายหมื่นคนกระทำการปิดถนนสาธารณะและเคลื่อนกำลังไปในลักษณะ “ดาวกระจาย” ใช้รถยนต์บรรทุกเป็นเวทีปราศรัยเคลื่อนที่ไปกดดันบริเวณสถานที่ราชการหลายแห่ง เป็นเหตุให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง จำเลยทั้งหมดให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา และได้รับการประกันตัวในชั้นพิจารณา

คดีนี้ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาเมื่อวันที่ 20 ก.ค. 2560 ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1-6 เนื่องจากเป็นการฟ้องจำเลยซ้ำกับคดี พธม. บุกรุกทำเนียบรัฐบาล หมายเลขดำ อ.4925/2555 อัยการโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ส่วนจำเลยที่ 7-9 นั้น ศาลเห็นว่าการกระทำเป็นความผิดฐานมั่วสุม 10 คนขึ้นไปก่อความวุ่นวายในบ้านเมืองฯ ตามมาตรา 215 วรรคหนึ่ง แต่เห็นควรให้รอการกำหนดโทษจำเลยที่ 7-9 ไว้ก่อนมีกำหนด 2 ปี

ศาลฎีกาสั่งจำคุก "3 แกนนำ พธม." ชุมนุมไล่ สมัคร ปี 2551

ต่อมาศาลอุทธรณ์อ่านคำพิพากษาเมื่อวันที่ 30 ม.ค. 2562 ยกฟ้องจำเลยทั้งหมด โดยยกฟ้องจำเลยที่ 1-6 เนื่องจากเห็นว่าอัยการโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ส่วนจำเลยที่ 7-9 นั้น ไม่ได้กระทำความผิดฐานก่อความวุ่นวายตามมาตรา 215 วรรคแรก แม้โจทก์จะมีพยานเจ้าหน้าที่เบิกความกรณีผู้ชุมนุมต่อสู้ขัดขวางการปฏิบัติงาน จากการที่เจ้าหน้าที่ได้เข้ารื้อเวทีและเต๊นท์ของกลุ่มผู้ชุมนุม ซึ่งกรณีดังกล่าวไม่ได้เริ่มจากกลุ่มผู้ชุมนุม และที่มีการตรวจค้นพบขวานและเหล็กแป๊บในพื้นที่ภายหลังกลุ่มผู้ชุมนุมขนย้ายเต๊นท์และข้าวของออกไปหมดแล้ว จึงค่อนข้างผิดวิสัย อีกทั้งก็ไม่ได้ค้นพบจากตัวผู้ชุมนุม ทำให้มีข้อสงสัยว่าอาจจะไม่ใช่ของผู้ชุมนุมเอง เห็นว่าการชุมนุมของกลุ่ม พธม.เป็นการชุมนุมโดยสงบ ใช้สิทธิของประชาชนตามรัฐธรรมนูญ ต่อมาอัยการโจทก์ยื่นฎีกา ขอให้ลงโทษจำเลย

โดยในวันนี้ จำเลยที่ 1-8 เดินทางมาศาลแล้ว ก่อนที่นายเทิดภูมิ ใจดี จำเลยที่ 9 ซึ่งนั่งรถเข็นมาฟังคำพิพากษาด้วยเช่นกัน 

ศาลฎีกาสั่งจำคุก "3 แกนนำ พธม." ชุมนุมไล่ สมัคร ปี 2551

ศาลฎีกาตรวจสำนวนปรึกษากันแล้ว มีประเด็นวินิจฉัยว่า คดีที่อัยการโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1-6 เป็นการฟ้องซ้ำกับคดีหมายเลขแดงที่ อ.1877/2558 และคดีหมายเลขแดงที่ อ.1878/2558 หรือไม่ เห็นว่า การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ เป็นกดดันให้ให้รัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช ลาออก ซึ่งโจทก์ฟ้องเป็นหมายเลขแดงที่ อ.1877/2558 และคดีหมายเลขแดงที่ อ.1878/2558ไปแล้วกับความผิดในคดีนี้ ซึ่งเป็นความผิดฐานมั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไปแล้วก่อให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา116 และ 215 ดังนั้นจึงเป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 การที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1-6 อีก  ถือว่าเป็นคดีที่มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้องแล้ว โจทก์จึงนำการกระทำความผิดในคราวเดียวกันมาฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1-6 เป็นคดีนี้อีกไม่ได้ จึงเป็นการฟ้องซ้ำ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย 

ศาลฎีกาสั่งจำคุก "3 แกนนำ พธม." ชุมนุมไล่ สมัคร ปี 2551

ส่วนจำเลยที่ 7-9 นั้น เห็นว่า ได้ขึ้นปราศรัยเชิญชวนให้ประชาชนมาร่วมชุมนุมขับไล่รัฐบาล นอกจากนี้จำเลยที่ 7 ยังเดินทางไปชุมนุมปิดถนนมิตรภาพ จ.นครราชสีมา ส่วนจำเลยที่ 8 นำผู้ชุมนุมไปปิดล้อมที่สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย การกระทำของจำเลยที่ 7-9 เป็นการร่วมชุมนุมที่มีการปิดกั้นการจราจร จึงพิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยที่ 7-9 เป็นการมั่วสุมก่อให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง ตามมาตรา 66  ซึ่งเป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา 116 อนุ 2 และอนุ 3 ซึ่งเป็นบทหนักสุด ให้จำคุกคนละ 1 ปี แต่มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ 1ใน 3 คงจำคุกคนละ 8 เดือน  โดยไม่รอลงอาญา

ตร.เตรียมแผนรับมือ 3 กลุ่มนัด “ชุมนุม” 1 ก.ย. 3 จุดทั่ว กทม. #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/481245

ตร.เตรียมแผนรับมือ 3 กลุ่มนัด “ชุมนุม” 1 ก.ย. 3 จุดทั่ว กทม.

31 ส.ค. 2564

ตร.เผย 3 กลุ่ม นัดชุมนุม1 ก.ย.“ ราษฎรตาลีบัน-รามคำแหงเพื่อประชาธิปไตย-ทะลุแก๊ส ส่วนชุมนุมหน้ารัฐสภา หากพบฝ่าฝืนเข้าสถานที่ราชการต้องบังคับใช้กม.จ่อถกแผนอพยพ-เส้นทางสำรอง ยันภาพบุคคลถือปืนแยกดินแดงเป็นอาชีวะ-เร่งหาตัวทำร้ายจนท.ฝ่ายความมั่นคงรวมถึงยิงรถตำรวจ

31 ส.ค.2564  พล.ต.ต. ปิยะ ต๊ะวิชัย รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล เปิดเผยว่า ในวันพุธ ที่ 1 กันยายน  ที่จะถึงนี้  พบมีการนัดหมายชุมนุมเบื้องต้น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มราษฎรตาลีบัน มีการนัดหมายเวลา 14.00 น. บริเวณแยกลาดพร้าว , กลุ่มรามคำแหงเพื่อประชาธิปไตย นัดหมายเวลา 15.00 น. บริเวณหน้าสภารัฐสภา แยกเกียกกาย และ กลุ่มทะลุแก๊ส บริเวณแยกดินแดง จึงเตือนว่า พื้นที่กรุงเทพมหานคร เป็นพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด การรวมกลุ่มชุมนุม ยังไม่สามารถทำได้ โดยจะมีความผิดตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ พ.ร.บ.ควบคุมโรคฯ และความผิดอื่นที่เกี่ยวข้อง

พล.ต.ต.ปิยะ กล่าวอีกว่า ส่วนที่จะมีการชุมนุมบริเวณอาคารรัฐสภาในช่วงการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ยืนยันว่า หากพบมีการละเมิดกฎหมาย หรือ ความพยายามฝ่าฝืนเข้าไปในสถานที่ราชการ เจ้าหน้าที่ก็จำเป็นต้องบังคับใช้กฎหมาย พร้อมย้ำว่า ตำรวจจะใช้อุปกรณ์ควบคุมฝูงชนตามหลักสากล ดังที่เคยใช้ เช่น แก๊สน้ำตา น้ำสีม่วงผสมแก๊สน้ำตา กระสุนยาง ส่วนการตั้งเครื่องกีดขวาง และปิดเส้นทาง จะพิจารณาตามสถานการณ์ โดยต้องจะคำนึงถึงการเปิดทางเข้าออกสถานที่ การรักษาความปลอดภัยสถานที่ และการลดผลกระทบกับประชาชนทั่วไป แต่กรณีที่ไม่สามารถเข้าออกได้ตามเส้นทางปกติ ก็มีการเตรียมแผนอพยพ และเส้นทางสำรองไว้แล้ว

“ส่วนแกนนำ หรือผู้ชุมนุมที่มีหมายจับ หากตำรวจพบ ก็จำเป็นต้องจับกุม เว้นแต่การจับกุม อาจทำให้เกิดความวุ่นวาย ก็อาจมีการติดตามไปจับกุมภายหลัง”

ทั้งนี้ ในช่วงเดือนกรกฎาคม (64) ถึงปัจจุบัน มีคดีเกี่ยวกับการชุมนุม 169 คดี มีผู้ที่อยู่ในข่ายถูกดำเนินคดี 644 คน จับได้แล้ว 374 คน ขณะที่ ภาพรวมตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2563 มีจำนวนคดีทั้งสิ้น 421 คดี สอบสวนแล้วเสร็จ 201 คดี อยู่ระหว่างการสอบสวน 220 คดี โดยมีการออกหมายเรียกแล้ว 164 หมาย

พล.ต.ต.ปิยะ ระบุอีกว่า สำหรับการตรวจสอบบุคคลที่ถือปืนในพื้นที่การชุมนุม บริเวณแยกดินแดง เมื่อวันที่ 29 สิงหาคมที่ผ่านมา ตำรวจมีข้อมูลอยู่แล้ว โดยพบว่า เป็นอาชีวะกลุ่มหนึ่ง อย่างน้อย 2 คน  ส่วนผู้ที่ร่วมทำร้ายเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงในพื้นที่การชุมนุม พบมีผู้ร่วมก่อเหตุประมาณ 6 คน โดยจับได้แล้ว 2 คน นอกจากนี้ยังเร่งตรวจสอบในวันชุมนุมวันดังกล่าว มีรถตำรวจ ถูกวัตถุคล้ายกระสุนปืน ยิงเข้าใส่ ซึ่งจะต้องมีการตรวจสอบหาทิศทางยิง เพื่อหาตัวผู้ก่อเหตุต่อไป

ผู้นำฝ่ายค้านเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ ซัด “นายกฯ” บริหารผิดพลาดร้ายแรง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/481239

ผู้นำฝ่ายค้านเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ ซัด “นายกฯ” บริหารผิดพลาดร้ายแรง

31 ส.ค. 2564

ผู้นำฝ่ายค้าน สมพงษ์ อมรวิวัฒน์ เปิดศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีรายบุคคล ซัด “นายกฯ” บริหารประเทศผิดพลาดร้ายแรง แก้โควิดล้มเหลว มีพฤติการณ์ ค้าความตาย

นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร กล่าวเปิดอภิปรายทั่วไปไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล ตามมาตรา 151 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560

ซึ่งเมื่อเริ่มอ่านรายชื่อรัฐมนตรีที่ถูกอภิปรายนายสมพงษ์ได้อ่านชื่อ พลเอกประยุทธ์  จันทร์โอชา  “นายกรัฐมนตรี” และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมผิด เป็น “พลเอกประยุทธ์ ยงใจยุทธ” ถึง 2 ครั้ง ก่อนจะกล่าวแก้ไข และไล่เรียงรายชื่อรัฐมนตรีจนครบ 6 คน 
 

โดยข้อกล่าวหา พลเอกประยุทธ์ “นายกรัฐมนตรี” คือเป็นบุคคลที่ไร้ภูมิปัญญา ไร้องค์ความรู้ ไร้จิตสำนึกรับผิดชอบ ไร้คุณธรรมจริยธรรม ไร้ความสามารถที่จะเป็นหัวหน้ารัฐบาล ผู้นำประเทศ ทำให้การบริหารราชการแผ่นดินเกิดความล้มเหลวผิดพลาดบกพร่องเสียหายอย่างร้ายแรง ทั้งด้านการเมืองเศรษฐกิจและสังคมในภาวะปกติและภาวะวิกฤต

โดยเฉพาะเวลาที่บ้านเมืองต้องประสบกับปัญหา โควิด-19 มาตั้งแต่ต้นปี 2563 จนถึงปัจจุบัน ซึ่งพลเอกประยุทธ์ “นายกรัฐมนตรี”รวบอำนาจเบ็ดเสร็จ ไว้เพียงผู้เดียว แต่ที่ผ่านมากลับละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ชอบและทุจริตฉ้อฉลต่อหน้าที่ จงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญและกฎหมาย 

มีประชาชนติดเชื้อและเสียชีวิตจำนวนมากและเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ระบบสาธารณสุขไทยล้มเหลวเกินขีดความสามารถในการให้บริการประชาชน ประชาชนต้องดูแลตัวเองที่บ้านบางรายทนไม่ไหวต้องตาย ข้างถนนหรือตายคาบ้าน

ในขณะที่พลเอกประยุทธ์ “นายกรัฐมนตรี” รู้ดีว่าการรับมือคือการเร่งจัดหาวัคซีนที่มีคุณภาพให้กับประชาชนแต่ก็พบปัญหาล่าช้าวัคซีนไร้ประสิทธิภาพ เครื่องมือในการตรวจหาเชื้อไม่เพียงพอ ประชาชนและภาคธุรกิจได้รับความเสียหายจากมาตรการของรัฐ

คือการล็อกดาวน์สั่งปิดสถานที่ต่างๆ งบประมาณหมดไปกับการจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ ทั้งที่ประเทศตกอยู่ในสงครามโรคระบาดไม่ใช่ สงครามสู้รบ
 

นอกจากนี้ยังมีการใช้จ่ายเงินกู้และงบประมาณที่ไม่รักษา วินัยการเงินการคลังสร้างภาระหนี้สาธารณะจนชนเพดาน และหนี้ครัวเรือนสูงเป็นประวัติการณ์ มีพฤติกรรมปิดบังอำพรางตรวจสอบไม่ได้ อีกทั้งแอบอ้างว่ามีวัคซีนของบริษัทในพระปรมาภิไธยมาฉีดให้กับประชาชนเป็น การทำลายความน่าเชื่อถือให้กับสถาบันฯ 

ซึ่งในระหว่างนี้ นายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ส. พรรคพลังประชารัฐ ได้ยกมือขึ้นประท้วง ว่าถ้อยคำที่แถลงมีการกล่าวถึงพระมหากษัตริย์ และนำมาเกี่ยวข้องการเมือง แม้จะอ่านตามญัตติได้แต่เป็นห่วงว่าสมาชิกฝ่ายค้านจะนำข้อความนี้ไปอภิปรายและใช้เหตุผลว่าประธานสภาอนุญาตแล้ว ดังนั้นตนจึงเห็นว่าบางถ้อยคำที่เกี่ยวกับสถาบันตนไม่เห็นด้วยที่จะให้อนุญาตให้สมาชิกอภิปราย

นายสมพงษ์ได้กล่าวต่อว่า พลเอกประยุทธ์ “นายกฯ”ยังปล่อยปละละเลยให้เกิดการทุจริตวัคซีน อีกทั้งยังมีพฤติการณ์ “ค้าความตาย”

ทำให้นายไพบูลย์ นิติตะวันลุกขึ้น ประท้วงอีกครั้งว่าการกล่าวหาดังกล่าว เป็นการใส่ความและมีลักษณะที่เป็นไปไม่ได้ โดยนายชวนหลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎรได้ชี้แจงว่าข้อประท้วงของนายไพบูลย์ไม่มีเหตุผล และประธานมีหน้าที่ดูแลให้ทุกคน จะทำตามหน้าที่ และอนุญาตให้นายสมพงษ์อ่านญัตติต่อได้ 

อย่างไรก็ตามนายไพบูลย์ ยังลุกประท้วงอีกครั้งเมื่อนายผู้นำฝ่ายค้าน อ่านญัตติถึงคำว่า “ผู้นำโง่เราจะตายกันหมด” เพราะมองว่าการใช้คำว่าโง่ ไม่ควรนำมาใช้ในญัตติ เพราะเป็นการดูหมิ่นเหยียดหยาม ไม่ควรนำมาใช้ในสภาฯ

ทำให้ประธานชวน ชี้แจงต่อสมาชิกว่าข้อกล่าวหาไม่ว่าจะหนักหรือเบา เมื่อฝ่ายหนึ่งกล่าวหาอีกฝ่ายหนึ่งย่อมมีสิทธิ์ที่จะตอบได้ทุก
ประเด็นด้วยน้ำหนักเท่ากัน เพราะฉะนั้นหากฝ่ายที่ถูกกล่าวหาไม่ประเมินคนของตัวเองต่ำเกินไป ขออย่าประท้วง เพราะเชื่อว่าการตอบการชี้แจงจากเกิดขึ้น

แต่ตามสิทธิ์ แม้นายไพบูลย์จะประท้วงโดยไม่ผิดกฎข้อบังคับแต่ทำให้เสียเวลาโดยไม่จำเป็น แล้วต้องให้โอกาสแต่ละฝ่ายอย่างเท่าเทียมกัน 

Live! ถ่ายทอดสด ชมสดอภิปรายไม่ไว้วางใจ 2564 จับตาศึกซักฟอก 6 รมต. #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/481231

Live! ถ่ายทอดสด ชมสดอภิปรายไม่ไว้วางใจ 2564 จับตาศึกซักฟอก 6 รมต.

31 ส.ค. 2564

การเมืองเข้าสู่โหมดร้อนแรงการตรวจสอบการทำงานรัฐบาลอีกครั้ง เมื่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาญัตติ “อภิปรายไม่ไว้วางใจ นายกรัฐมนตรีและ 5 รมต. ระหว่างวันที่ 31 ส.ค. – 4 ก.ย. 63

ติดตามการถ่ายทอดสดอภิปรายไม่ไว้วางใจได้ที่นี่ …. โดยกำหนดการมีดังนี้ 

31 สิงหาคม -2 กันยายน 
เริ่มประชุมตั้งแต่เวลา 09.00 น.-00.30 น 

วันที่ 3 กันยายน
ประชุมตั้งแต่เวลา 09.00 น.-21.00 น.

วันที่ 4 กันยายน
ลงมติ เวลา 10.00 น.

ระยะเวลาในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ

รวมเวลาทั้งหมด  58.30  ชั่วโมง 
ฝ่ายค้านขอเวลาอภิปราย  40 ชั่ วโมง 
ฝ่ายรัฐบาลและ ครม.ชี้แจง 18.30  ชั่วโมง

รายชื่อครม.ที่อยู่ในญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ 

  • พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม
  • นายอนุทิน ชายวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.สาธารณสุข
  • นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.แรงงาน
  • นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม 
  • นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ 
  • นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

ลิงค์ถ่ายทอดสด

หมอชลน่าน ชี้ซักฟอกขยายแผล “ทุจริต” เชื่อส่งผล รมต. หลุดตำแหน่งได้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/481225

หมอชลน่าน ชี้ซักฟอกขยายแผล”ทุจริต” เชื่อส่งผล รมต. หลุดตำแหน่งได้

31 ส.ค. 2564

หมอชลน่าน ชี้ อภิปรายไม่ไว้วางใจขยายแผล”ทุจริต” ผู้มีอำนาจเรียกรับผลประโยชน์ทุกโครงการรัฐ ซัด นายกฯ ตั้งเชื้อปะทุคอยปะทะทำรัฐบาลเสื่อม

นายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน พรรคเพื่อไทย  อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า การอภิปรายไม่ไว้วางใจพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและรัฐมนตรีร่วมรัฐบาล ครั้งนี้พรรคฝ่ายค้านได้รับข้อมูลข้อเท็จจริงมากมายจากหลายฝ่าย ข้อมูลที่ฝ่ายค้านมีอยู่อาจส่งผลให้รัฐมนตรีหลายคนหลุดจากตำแหน่งได้  

ทั้งนี้ความเลวร้ายที่รัฐบาลซ่อนไว้มีอะไรบ้าง ประชาชนจะเห็นภาพความล้มเหลว  และการจงใจที่จะเอาชีวิตประชาชนมาเป็นฐานในการแสวงหาอำนาจและผลประโยชน์ใส่ตัว 

นอกจากนี้พรรคฝ่ายค้านจะฉายภาพของความไม่ซื่อสัตย์  ไม่สุจริต ประชาชนจะได้เห็นความเสียหายในทุกแง่มุมของประเทศ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม รวมไปถึงการสาธารณสุข

การที่พลเอกประยุทธ์ ออกมาบอกว่ารัฐบาลตัวเองไม่เคยทุจริต แต่ในความเป็นจริงรัฐบาลใช้ทุกกลไกของรัฐในการปกปิดความผิดของตัวเองและลอยตัวเหนือปัญหาทุกอย่าง

รัฐบาลต้องตอบคำถามว่าเหตุใดจึงมีการหักผลประโยชน์ทุกขั้นตอน มีภาคเอกชนถึงกับเอ่ยปากว่าทุกโครงการของรัฐต้องหักร้อยละ 35 เก็บไปให้ใคร ผู้มีอำนาจคนไหนรับผลประโยชน์จากโครงการรัฐ  

นายแพทย์ชลน่าน กล่าวว่า ก่อนหน้านี้พรรคร่วมรัฐบาล รวมถึงนายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พยายามออกมาโจมตีฝ่ายค้านและกล่าวหาว่า ชอบเล่นนอกกติกานั้น เพียงที่จะปกป้องพลเอกประยุทธ์ เท่านั้นเพราะกลัวการสูญเสียอำนาจ ซึ่งเป็นการทำงานการเมืองแบบโบราณ ที่หวังเอาชนะกันทางการเมืองโดยไม่สนข้อเท็จจริง  

“การที่รัฐบาลตั้งนายธนกร เป็นโฆษกรัฐบาล เหมือนการจุดเชื้อไฟแห่งความขัดแย้งในสังคม นายธนกร จะเป็นเชื้อไฟอย่างดี ในการสร้างความขัดแย้งของคนในชาติ ที่เป็นเชื้อปะทุคอยปะทะไม่ได้เป็นผลดีของรัฐบาล ทั้งที่การสื่อสารกับประชาชน ต้องสร้างความเชื่อมั่น การใช้อำนาจตั้งคนที่ไม่เหมาะสมกับงาน ส่งผลให้วิกฤตศรัทธาของรัฐบาลขยายวงกว้างมากขึ้น” นายแพทย์ชลน่าน กล่าว  

“โผทหาร” จบด้วยดี สมประสงค์ ผบ.ทร. วรเกียรติ ปลัดกลาโหม นภาเดช ผบ.ทอ. #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/481219

“โผทหาร” จบด้วยดี สมประสงค์ ผบ.ทร. วรเกียรติ ปลัดกลาโหม นภาเดช ผบ.ทอ.

31 ส.ค. 2564

“โผทหาร” จบด้วยดี บิ๊กเฒ่า-สมประสงค์ ได้ข้ามห้วยกลับกองทัพเรือ ขึ้นผู้นำคนใหม่ ขณะที่ วรเกียรติ-นภาเดช ลอยลำนั่งเก้าอี้ ปลัดกลาโหม-ผู้บัญชาการทหารอากาศ ตามคาด

หลังจากเมื่อวานนี้ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมหารือคณะกรรมการแต่งตั้งโยกย้ายนายทหารระดับนายพลหรือบอร์ด 7 เสือกลาโหม ที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล เป็นที่เรียบร้อย และทุกอย่างผ่านไปด้วยดี ไม่ต้องมีการโหวตนั้น

สำหรับตำแหน่งที่หลายคนจับตาการข้ามห้วย โดยเฉพาะกองทัพเรือ ปรากฏว่า พลเรือเอก ชาติชาย ศรีวรขาน ผู้บัญชาการทหารเรือ ได้เสนอชื่อ พลเรือเอก ธีรกุล กาญจนะ เสนาธิการทหารเรือ เป็น ผู้บัญชาการทหารเรือคนใหม่

แต่ทางกระทรวงกลาโหม ได้ขอให้ กองทัพเรือพิจารณา พลเรือเอก สมประสงค์ นิลสมัย รองปลัดกลาโหม ซึ่งอาวุโสสูงสุดในกระทรวงกลาโหม กลับไปเป็นผู้บัญชาการทหารเรือ เพราะเป็นผู้มีความอาวุโส เหมาะสม และมีความชอบธรรม รวมทั้งเส้นทางรับราชการเติบโตตามธรรมเนียมทหารเรือ ก็คาดว่าจะมีการปรับเปลี่ยนเป็น พลเรือเอก สมประสงค์

ในขณะที่ พลอากาศเอก แอร์บูล สุทธิวรรณ ผู้บัญชาการทหารอากาศ เสนอชื่อ พลอากาศเอก นภาเดช ธูปะเตมีย์ ประธานคณะที่ปรึกษากองทัพอากาศ เป็น ผู้บัญชาการทหารอากาศคนใหม่

ข้ามไปฝั่งกลาโหม พลเอก ณัฐ อินทรเจริญ เสนอชื่อ พลเอก วรเกียรติ รัตนานนท์ เสนาธิการทหารบก เป็นปลัดกระทรวงกลาโหมคนใหม่

เจออีก ไม่ต่างคดี “ผู้กำกับโจ้” ทหารทรมานผู้ต้องสงสัยค้ายาจนเสียชีวิต #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/481180

เจออีก ไม่ต่างคดี “ผู้กำกับโจ้” ทหารทรมานผู้ต้องสงสัยค้ายาจนเสียชีวิต

30 ส.ค. 2564

ครม.รับทราบรายงาน ทหารทรมานผู้ต้องสงสัยยาเสพติดเสียชีวิต ไม่ต่างกับคดี “ผู้กำกับโจ้” เด้งรับลูกกสม.ปรับปรุงกฏหมายแก้ปัญหาการทารุณกรรม

ประจวบเหมาะเสียเหลือเกิน หลังเกิดคดีครึกโครมสั่นสะเทือนวงการตำรวจ กรณี พ.ต.อ.ธิติสรรค์ อุทธนผล หรือ ผู้กำกับโจ้ อดีต ผกก.สภ.เมืองนครสววรรค์ ได้มีพฤติการณ์ร่วมกันทำร้ายร่างกายโดยการทรมานผู้ต้องหาคดียาเสพติดจนเสียชีวิต จนกลายเป็นข่าวเกรียวกราว  

ล่าสุดในการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม ซึ่งมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุม ได้มติรับทราบรายงานสรุปผลการพิจารณาต่อข้อเสนอแนะมาตรการหรือแนวทางในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน กรณีการป้องกันการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีลักษณะเป็นการทรมานบุคคล ของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ตามที่กระทรวงยุติธรรม (ยธ.) เสนอ และแจ้งให้กสม.ทราบต่อไป          

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ทั้งนี้มีประเด็นน่าสนใจอย่างยิ่ง เนื่องจากรายงานกสม.ฉบับดังกล่าว ได้เปิดเผยพฤติการณ์ของเจ้าหน้าที่ทหาร น่าจะกระทำการเข้าข่ายทรมานผู้ถูกควบคุมจนเสียชีวิต และเร่งให้ครม.ต้องหาทางแก้ไขปัญหานี้อย่างเร่งด่วน 

รายงานฉบับดังกล่าวได้ระบุไว้ดังนี้ 

กสม. ได้รับเรื่องร้องเรียนจากมูลนิธิผสานวัฒนธรรมว่า เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2563 ได้มีเจ้าหน้าที่ทหาร ศูนย์อำนวยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดชายแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ค่ายพระยาสุรทรธรรมธาดาได้เข้าจับกุมชายผู้ต้องสงสัยคดียาเสพติด จำนวน 2 ราย โดยได้นำตัวไปควบคุมเพื่อซักถามข้อมูลเกี่ยวกับยาเสพติดที่วัดแห่งหนึ่งในพื้นที่ตำบลฝั่งแดง อำเภอธาตุพนม

โดยมีการซ้อมทรมานผู้ถูกควบคุมทั้งสองจนได้รับบาดเจ็บสาหัสและต่อมาหนึ่งในผู้ถูกควบคุมตัวเสียชีวิตภายหลังจากที่ถูกส่งตัวไปรักษาที่โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชธาตุพนม

ผู้ร้องเห็นว่า การซ้อมทรมานหรือการทำร้ายร่างกายบุคคลจนได้รับบาดเจ็บสาหัสและเสียชีวิตซึ่งเกิดจากการกระทำหรือการรู้เห็นยินยอมของเจ้าหน้าที่ของรัฐถือเป็นอาชญากรรมร้ายแรงตามกฎหมายระหว่างประเทศ

โดยเฉพาะภายใต้อนุสัญญาต่อต้านการทรมานและการประติบัติหรือการลงโทษอื่นที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรี ค.ศ. 1984 ซึ่งประเทศไทยได้เข้าเป็นภาคีตั้งแต่ปี 2550 ประกอบกับที่ผ่านมามีข่าวเกี่ยวกับการซ้อมทรมานบุคคลโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐเกิดขึ้นหลายเหตุการณ์ แต่ผู้กระทำผิดมักลอยนวล เนื่องจากได้รับการช่วยเหลือจากผู้บังคับบัญชา ทำให้การกระทำทรมานบุคคลโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐยังคงเกิดขึ้นบ่อยครั้งในท้องที่ต่าง ๆ ของประเทศ กสม. จึงขอให้ตรวจสอบเรื่องดังกล่าว

กสม. พิจารณาแล้วเห็นว่า เจ้าหน้าที่ทหาร ศูนย์อำนวยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดชายแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ค่ายพระยาสุนทรธรรมธาดาน่าจะกระทำการเข้าข่ายเป็นการทรมานผู้ถูกควบคุมตัวทั้งสองด้วยการซ้อมรุมทำร้ายหรือใช้กำลังทำร้ายร่างกายหลายครั้งติดต่อกัน ตั้งแต่ในระหว่างการจับกุมจนกระทั่งควบคุมตัวเพื่อซักถามข้อมูลเกี่ยวกับยาเสพติด โดยมุ่งประสงค์ให้ผู้ถูกควบคุมตัวทั้งสองรับสารภาพหรือให้ข้อมูลเกี่ยวกับที่มาของยาเสพติดเพื่อขยายผลไปถึงเครือข่ายผู้ค้ายาเสพติดหรือผู้เสพยาเสพติดรายอื่น ๆ อันเป็นการก่อให้เกิดความเจ็บปวดทางร่างกายและจิตใจอย่างรุนแรง ตามนิยามของการทรมาน และยังเป็นการกระทำทารุณโหดร้าย ไร้มนุษยธรรม ตามอนุสัญญาต่อต้านการทรมาน และการปฎิบัติหรือการลงโทษอื่นที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรี รวมทั้งการกระทำดังกล่าวเป็นการละเมิดสิทธิในชีวิตและร่างกายของผู้ถูกควบคุมตัวทั้งสอง ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 28 วรรคหนึ่งและวรรคสี่ และขัดต่อกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง    

ทั้งนี้ นายวิษณุ  เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี  สั่งและปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรีได้มีคำสั่งมอบหมายให้ ยธ. เป็นหน่วยงานหลักรับเรื่องนี้ไปพิจารณาร่วมกับกระทรวงกลาโหม (กห.) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) กระทรวงมหาดไทย (มท.) กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (สคก.) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตช.) สำนักงานอัยการสูงสุด (อส.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อศึกษาแนวทางและความเหมาะสมของข้อเสนอแนะดังกล่าว

โดยให้ ยธ. สรุปผลการพิจารณาหรือผลการดำเนินการดังกล่าวในภาพรวม แล้วส่งให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่ง เพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป

ต่อมา ยธ. รายงานว่า ได้ประชุมหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กห. พม. มท. สธ. สคก. ตช. อส. สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ และกองกฎหมาย สำนักงานปลัดกระทรวงยุติธรรมแล้ว เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2564 ซึ่งมีผลสรุปในภาพรวมได้ ดังนี้

จากการที่กสม.เสนอแนะให้ครม.พิจารณายกเลิกคำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 23/2558 เรื่องมาตรการเพิ่มประสิทธิภาพในการบังคับใช้พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามยาเสพติดพ.ศ.2519 และคำสั่งคสช.ที่ 13/ 2559 เรื่องการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดบางประการที่เป็นภยันตรายต่อความสงบเรียบร้อยหรือบ่อนทำลายระบบเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ ซึ่งได้ให้อำนาจแก่เจ้าหน้าที่ทหารมีอำนาจเช่นเดียวกับพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาในการสืบสวนการกระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติดและความผิดทางอาญาอื่น เพื่อให้การสืบสวนสอบสวนการกระทำผิดกฎหมายอาญาเป็นไปตามกระบวนการยุติธรรมทางอาญาปกติ โดยให้เป็นหน้าที่และอำนาจของพนักงานฝ่ายปกครองและตำรวจรวมถึงเจ้าพนักงานตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องเป็นผู้รับผิดชอบตามกฎหมายปกติ 

ประเด็นนี้ ครม.ได้ชี้แจงกสม.ว่า  การออกคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติทั้ง 2 ฉบับ เป็นไปเพื่อการป้องกัน ระงับ ปราบปรามการบ่อนทำลาย เศรษฐกิจ สังคม ความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน รวมทั้งเพื่อคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของสุจริตชน ในปัจจุบันการให้อำนาจพิเศษตามคำสั่งดังกล่าวแก่เจ้าหน้าที่ยังคงมีความจำเป็นต่อการรักษาความสงบเรียบร้อยของประเทศ อย่างไรก็ตาม การปฏิบัติหน้าที่โดยอาศัยอำนาจจากคำสั่งฯ ดังกล่าวมีความเสี่ยงสูงที่อาจก่อให้เกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชน ดังนั้น เจ้าหน้าที่จึงต้องปฏิบัติหน้าที่ภายใต้ขอบเขตของกฎหมายและเคารพสิทธิและเสรีภาพของประชาชนอย่างเคร่งครัดเพื่อให้การบังคับใช้เป็นไปตามวัตถุประสงค์และเจตนารมณ์ของกฎหมาย

กสม. ยังได้เสนอแนะว่า ครม.ควรจัดความสำคัญในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. …. ไว้เป็นลำดับแรก เพื่อให้มีการพิจารณาให้ความเห็นชอบ และประกาศใช้บังคับเป็นกฎหมายต่อไปโดยเร็ว โดยนำหลักการและสาระสำคัญตามอนุสัญญาต่อต้านการทรมานและการประติบัติ หรือการลงโทษอื่นที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรีและอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการบังคับให้หายสาบสูญไปบรรจุไว้ในร่างพระราชบัญญัติฯ ดังกล่าว ให้สอดคล้องตามเจตนารมณ์ของอนุสัญญาทั้งสองฉบับ

โดยเฉพาะการกำหนดความรับผิดทางอาญาแก่ผู้บังคับบัญชาที่มีส่วนเกี่ยวข้องหรือปล่อยปละละเลยให้ผู้ใต้บังคับบัญชากระทำการซ้อมทรมาน ไม่ดำเนินการป้องกันหรือระงับการกระทำของผู้ใต้บังคับบัญชา หรือปกปิดข้อเท็จจริงไม่ส่งเรื่องให้เจ้าพนักงานผู้มีอำนาจตามกฎหมายเพื่อสอบสวนดำเนินคดี รวมทั้งกำหนดให้มีกลไกพิเศษในการสืบสวนสอบสวนคดีทรมานและคดีที่เกี่ยวกับการกระทำให้บุคคลสูญหาย

โดยองค์กรหรือหน่วยงานที่มีความเป็นอิสระ เป็นกลาง และมีประสิทธิภาพตลอดจนมีมาตรการหรือแนวทางในการป้องกันและปราบปรามการกระทำผิดแบบบูรณาการเชื่อมโยงการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานที่มีอำนาจสืบสวนสอบสวนที่เป็นอิสระและเป็นกลาง องค์กรอัยการ หน่วยงานแพทย์ที่เป็นอิสระและมีความเชี่ยวชาญ และภาคประชาชน

นอกจากนี้ กสม.เสนอ ครม.ควรมอบหมายให้ ยธ. ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำแนวทางในการปฏิบัติงานแบบบูรณาการระหว่างเจ้าหน้าที่ของรัฐในกระบวนการยุติธรรมทุกฝ่าย เพื่อให้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับแนวทางการสืบสวนสอบสวนการกระทำผิดในกรณีที่มีข้อสงสัยเรื่องการซ้อมทรมานบุคคล กรณีที่มีการตายเกิดขึ้นในระหว่างการควบคุมของเจ้าพนักงาน รวมถึงกรณีที่กล่าวอ้างว่ามีการกระทำให้บุคคลสูญหาย พร้อมทั้งจัดทำโครงการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง

โดยนำหลักการตามคู่มือการสืบสวนสอบสวนและบันทึกข้อมูลหลักฐานอย่างมีประสิทธิผลกรณีการกระทำทรมานและการปฏิบัติหรือการลงโทษอย่างโหดร้าย ไร้มนุษยธรรมและย่ำยีศักดิ์ศรี หรือพิธีสารอิสตันบูลมาใช้ในการจัดทำแนวทางการสืบสวนสอบสวนและฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้อง เพื่อเป็นหลักประกันในการป้องกันและปราบปรามการกระทำทรมานและสอบสวน ดำเนินคดีแก่ผู้กระทำผิดอย่างเด็ดขาดไม่ให้เกิดกรณีการลอยนวลพ้นผิด

ข้อเสนอของกสม.ข้างต้น  ทำให้ กระทรวงยุติธรรม(ยธ.) โดยกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพชี้แจงว่า  ได้ยกร่างพระราชบัญญัติฯ ดังกล่าวขึ้นตามหลักการของอนุสัญญาต่อต้านการทรมานและการประติบัติ หรือการลงโทษอื่นที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรี และอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการบังคับให้หายสาบสูญ ซึ่งมีสาระสำคัญสอดคล้องกับข้อเสนอแนะของ กสม. แล้ว

ทั้งนี้ ยธ. ได้เสนอร่างพระราชบัญญัติฯ เข้าสู่กระบวนการพิจารณากฎหมายตามลำดับ โดยผ่านการพิจารณาจากคณะรัฐมนตรี และคณะกรรมการกฤษฎีกาเรียบร้อยแล้ว และได้ผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎร (วิปรัฐบาล) เมื่อวันที่ 25 ม.ค.  64 และคณะอนุกรรมการกลั่นกรองร่างกฎหมายในกระบวนการนิติบัญญัติ (อนุวิปรัฐบาล) เมื่อวันที่ 1 ก.พ.64 ปัจจุบันอยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎร (วิปรัฐบาล)

กระทรวงยุติธรรม  โดยกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพได้ดำเนินการส่งเสริมให้ความรู้ความเข้าใจ และการฝึกอบรมเรื่องสิทธิมนุษยชนและสิทธิเสรีภาพ กฎหมายระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องมาอย่างต่อเนื่อง อาทิ กฎการใช้กำลังหลักการและสาระสำคัญของอนุสัญญาต่อต้านการทรมานและการประติบัติ หรือการลงโทษอื่นที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรี อนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการบังคับให้หายสาบสูญ มาตรการสืบสวนสอบสวนตามมาตรฐานสากล กลไกการจัดการเรื่องราวร้องทุกข์กรณีถูกกระทำทรมานและถูกบังคับให้หายสาบสูญ นอกจากนี้ ยังได้เน้นการจัดฝึกอบรมในรูปแบบเฉพาะทางให้แก่เจ้าหน้าที่รัฐหลายหน่วยงาน

โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมาย เจ้าหน้าที่ในกระบวนการยุติธรรม และบุคลากรทางการแพทย์ อาทิ การฝึกอบรมหลักสิทธิมนุษยชนสำหรับนายทหารเหล่าทหารพระธรรมนูญ การฝึกอบรมเทคนิคการสืบสวนสอบสวนแนวใหม่ การฝึกอบรมเทคนิคการตรวจพิสูจน์ทางนิติวิทยาศาสตร์เพื่อหาร่องรอยจากการทรมานฯ และการบังคับให้บุคคลสูญหายตามแนวทางของพิธีสารมินนิสโซต้าและพิธีสารอิสตันบูลให้กับเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายและบุคลากรทางการแพทย์ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ รวมทั้งได้ผลิตสื่อประชาสัมพันธ์ในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อเผยแพร่ได้อย่างรวดเร็ว เข้าถึงง่ายและทันต่อสถานการณ์ปัจจุบัน และได้ส่งเสริมให้ความรู้เรื่องสิทธิมนุษยชนและสิทธิเสรีภาพผ่านกลไกบ้าน วัด โรงเรียน (บวร) รวมทั้งได้จัดทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือว่าด้วยการสร้างและพัฒนากระบวนการเรียนรู้ด้านสิทธิ เสรีภาพ และสิทธิมนุษยชนร่วมกับภาคส่วนต่าง ๆ

อาทิ สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม มหาวิทยาลัยนเรศวร โรงเรียนเตรียมทหาร สภาคริสตจักรในประเทศไทย และกลุ่มโรงเรียนในเครือสารสาสน์ รวมถึงผลักดันให้มีการบรรจุเรื่องดังกล่าวในหลักสูตรพัฒนาหรือเลื่อนขั้นเจ้าหน้าที่ของรัฐ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ของรัฐรู้สิทธิ รู้หน้าที่ของตนเอง และเคารพสิทธิผู้อื่นโดยมีเป้าหมายสำคัญเพื่อให้สถานการณ์การละเมิดสิทธิมนุษยชนในสังคมไทยมีแนวโน้มลดลง

นายกฯเรียกปลัดกลาโหม-ผบ.เหล่าทัพ ถก “โผทหาร” ผ่านฉลุย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/481178

นายกฯเรียกปลัดกลาโหม-ผบ.เหล่าทัพ ถก “โผทหาร”ผ่านฉลุย

30 ส.ค. 2564

นายกฯเรียก ปลัดกลาโหม-ผบ.เหล่าทัพ ถก”โผทหาร”ที่ทำเนียบรัฐบาล ผ่านไปด้วยดี ก่อนเตรียมทูลเกล้าฯ สัปดาห์หน้า

มีรายงานว่า หลังเสร็จสิ้นการประชุมคณะรัฐมนตรีแล้ว พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้เรียกประชุมคณะกรรมการแต่งตั้งโยกย้ายนายทหารระดับนายพล ตามข้อกำหนดใน พ.ร.บ.จัดระเบียบกลาโหมพ.ศ.2551 หรือ บอร์ด 7 เสือกลาโหม ในเวลา 15.00 น. ที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล หลังเลื่อนมาจาก 25 สิงหาคม ที่ผ่านมา

โดยบอร์ด 7 เสือกลาโหม ประกอบด้วย พลเอก ประยุทธ์ ในฐานะรัฐมนตรีกลาโหม , พลเอก ชัยชาญ ช้างมงคล รัฐมนตรีช่วยกลาโหม , พลเอก ณัฐ อินทรเจริญ ปลัดกลาโหม , พลเอก เฉลิมพล ศรีสวัสดิ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด , พลเอก ณรงค์พันธ์ จิตต์แก้วแท้ ผู้บัญชาการทหารบก , พลเรือเอก ชาติชาย ศรีวรขาน ผู้บัญชาการทหารเรือ  และ พลอากาศเอก แอร์บูล สุทธิวรรณ ผู้บัญชาการทหารอากาศ

การประชุมโผทหาร ใช้เวลาประมาณ 30 นาที ผ่านไปด้วยดี และเข้าสู่ขั้นตอนทางธุรการ เพื่อเตรียมให้นายกฯ นำขึ้นทูลเกล้า ฯ ในสัปดาห์หน้า จากนั้นมีการพูดคุยเรื่องงานกันอีกเล็กน้อย

สำหรับการประชุมบอร์ด 7 เสือกลาโหมปกติจะประชุมที่กระทรวงกลาโหม แต่เนื่องจาก พลเอก ประยุทธ์ มีภารกิจที่ทำเนียบฯ จึงให้ ผบ.เหล่าทัพ มาประชุมพร้อมกัน

“สุวัจน์” รับเข็ม 2 แอสตร้าฯ ย้ำวัคซีน คือ ทางออกของโควิด-19 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/481173

“สุวัจน์” รับเข็ม 2 แอสตร้าฯ ย้ำวัคซีน คือ ทางออกของโควิด-19

30 ส.ค. 2564

“สุวัจน์ ลิปตพัลลภ” อดีตรองนายกฯ รับเข็ม 2 แอสตร้าเซนเนก้า วอนทุกภาคส่วนเข้ามาช่วยจัดหาวัคซีนฉีดประชาชนให้ครบเร็วที่สุด ย้ำฉีดวัคซีนคือทางออกของโควิด-19

วันที่ 30 สิงหาคม 2564 เวลา ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซ่า นครราชสีมา นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ อดีตรองนายกรัฐมนตรี และประธานที่ปรึกษาพรรคชาติพัฒนา เดินทางมารับวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้า เข็มสองตามนัด

ซึ่งวันนี้มีผู้มาฉีดวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้า จำนวน 3,500 คน จากโรงพยาบาลมหาราช นครราชสีมา และมีการฉีดเข็มแรกของซิโนฟาร์ม ทำให้มีผู้มารับวัคซีนจำนวนมาก 

โดยนายสุวัจน์ เข้าคิวในช่องผู้สูงอายุ ในการลงทะเบียนรับวัคซีนครั้งนี้ และมีนายแพทย์เจษฎ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการภารกิจด้านอำนวยการ โรงพยาบาลมหาราชฯ เป็นผู้ฉีดวัคซีนให้

นายสุวัจน์ กล่าวว่าเราต้องเร่งรัดให้ทุกฝ่ายทุกภาคส่วนเข้ามาช่วยในการจัดหาวัคซีน ให้เร็วที่สุด เพราะวัคซีนคือคำตอบ เมื่อสองสามวันก่อนทาง FDA คณะกรรมการอาหารและยา ของสหรัฐได้ให้การรับรอง ไฟเซอร์ เป็นวัคซีนเต็มรูปแบบไม่ใช่เป็นวัคซีนฉุกเฉินต่อไป

“ภาคเอกชนก็จะสามารถจัดหาวัคซีนไฟเฟอร์ เข้ามาได้ ถ้าเราส่งเสริมให้มีการจัดหาวัคซีนให้ได้สะดวกและภาคเอกชน รพ.ต่างๆ มาร่วมมือกัน เราก็จะได้วัคซีนตามเป้าหมาย และรวดเร็วขึ้น”นายสุวัจน์ กล่าว

“สุวัจน์” รับเข็ม 2 แอสตร้าฯ ย้ำวัคซีน คือ ทางออกของโควิด-19

ขณะเดียวกันก็ส่งเสริมให้ประชาชนดูแลตัวเอง อย่างเช่น ชุดตรวจ ATK เป็นสิ่งสำคัญถ้าเจอเชื้อก็ดำเนินการกักตัว เพื่อไม่ให้ไปติดต่อกับคนอื่น ซึ่งเป็นการแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุ และชุดตรวจ ATK จะทำยังไงให้มีราคาที่ถูกลงและทั่วถึงหรือรัฐบาลสามารถใช้งบประมาณที่มีอยู่จัดหาให้เพียงพอ เพื่อนำไปแจกจ่ายให้ประชาชน ซึ่งอันนี้ก็ต้องคู่ขนานไปกับการจัดหาวัคซีน

“วันนี้ ผมมารับวัคซีนเข็มสองแอสตร้าเซนเนก้า คุณหมอฉีดได้เบามากไม่รู้สึกเลย วันนี้คนเยอะมากดีใจที่คนโคราชตื่นตัวเรื่องวัคซีน และทราบว่าตอนนี้มีการเตรียมการเรื่องเข็ม 3 แล้ว ซึ่งทางการบอกว่าจะมีปลายปีนี้ เพียงแต่ว่าต้องหาสูตรที่แน่นอน

“สุวัจน์” รับเข็ม 2 แอสตร้าฯ ย้ำวัคซีน คือ ทางออกของโควิด-19

เพราะเราใช้วัคซีนหลายตัว และมีการไขว้กันอย่างไร ซึ่งปัจจุบันนี้ทั่วโลกก็มีการทำเหมือนกัน ที่สำคัญปัจจุบันมีการกลายพันธุ์ ซึ่งต้องมีจำนวนโดสที่มากขึ้น ต้องมีเม็ดเงินที่มากขึ้น เพื่อความปลอดภัยของพี่น้องประชาชน”นายสุวัจน์ กล่าวในที่สุด