พรรคไทยสร้างไทย ได้ ‘อนุดิษฐ์ นาครทรรพ’ เดินเครื่องศูนย์ปราบโกง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/542029

31 ม.ค. 2566

พรรคไทยสร้างไทย ได้ 'อนุดิษฐ์ นาครทรรพ' เดินเครื่องศูนย์ปราบโกง

อดีตเลขาธิการพรรคเพื่อไทย สานต่อภาระกิจปราบโกง ใต้ชายคาใหม่พรรค’ไทยสร้างไทย’ ของคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์

น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ อดีตเลขาธิการพรรคเพื่อไทย ขอบคุณ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย ที่ได้มอบโอกาสดีๆ ในชีวิตมาตลอดเส้นทางการเมือง และในครั้งนี้ได้มาเป็นสมาชิกพรรคไทยสร้างไทย ยังได้รับความไว้วางใจจากพรรคให้เป็นผู้อำนวยการสำนักงานปราบโกง  ต่อจากนี้จะเดินหน้าสานต่ออุดมการณ์ 3 เรื่อง คือ รณรงค์เพื่อรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน, ทำให้คนไทยกินดีอยู่ดีตั้งแต่เกิดจนแก่, และปราบการคอรัปชัน

คุณหญิงสุดารัตน์ เป็นตัวแทนพรรคสวมเสื้อ สำนักงานปราบโกง หรือ สปก. ให้ น.อ.อนุดิษฐ์ พร้อมกล่าวแสดงความยินดี ที่ทุกคนช่วยกันตั้งศูนย์ปราบคอรัปชั่น Corruption Eradication Commission หรือ CEO แห่งนี้จนสำเร็จ  การคอร์รัปชั่นของประเทศ เริ่มจากประชาธิปไตยที่ถูกคลุมด้วยเสื้อเผด็จการ ไทยสร้างไทย จึงสร้างรัฐธรรมนูญ ที่แก้ไขให้ประเทศเป็นประชาธิปไตย ศูนย์ปราบโกงแห่งนี้เปิดมาในเวลาที่เหมาะสมเพราะทุกวันนี้ข่าวเกี่ยวกับการโกง การคอร์รัปชัน ปรากฏให้เห็นทุกวัน ทั้ง ทุนจีนสีเทา การรีดไถนักท่องเที่ยว หรือการทุจริตของข้าราชการและนักการเมือง

หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย ย้ำว่า ประเทศไทยสามารถปราบโกงได้ โดยเริ่มต้นด้วยการมีผู้นำที่มีความตั้งใจจริง หรือ  Political Will ที่จะมาปราบคอร์รัปชัน และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าหลังการเลือกตั้งครั้งนี้ ประเทศไทยจะได้นายกฯได้ผู้นำที่มีความตั้งใจจริงที่จะปราบคอร์รัปชัน

น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ผอ.สปก.พรรคไทยสร้างไทยน.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ผอ.สปก.พรรคไทยสร้างไทย

น.อ.อนุดิษฐ์ในฐานะ ผอ.สปก.ระบุว่าได้รวบรวมข้อมูลและหลักฐานทั้งหมดประกอบด้วย 10 เรื่องมาทำต่อ ได้แก่ ค่าไฟฟ้าที่แพงและเกิดจากสัญญาที่อยุติธรรม, เรื่องทุจริตในกองทัพและการจัดซื้อยุทโธปกรณ์ต่างๆ จนมีคำซุบซิบว่าเรามีกองทัพมีไว้รับใช้การเมืองหรือไม่ หรือมีกองทัพไว้ผลาญเงินหรือไม่ ตัวเองจะร่วมกับผู้มีอุดมการณ์เดียวกันเป็นทหารฝ่ายประชาธิปไตย มาร่วมกันเดินหน้าทำให้กองทัพเป็นที่พึ่งที่หวังของประชาชน เป็นกองทัพที่ใสสะอาด ปราศจากคอรัปชั่น เป็นกองทัพที่ปกป้องอธิปไตยของชาติอย่างแท้จริง 

ประชาชนสามารถติดต่อและแจ้งเบาะแสร้องเรียนการทุจริตคอร์รัปชัน ผ่านระบบปกป้องและป้องกันผู้แจ้งเบาะแสผ่านเบอร์ 090-980-9888 หรือไลน์ @CEO227 หรือเฟซบุ๊กแฟนเพจ สำนักงานปราบโกง พรรคไทยสร้างไทย

แก้กม.”ครอบครองยาบ้า”เกิน 1 เม็ดยังไม่เข้าครม.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/542019

31 ม.ค. 2566

แก้กม."ครอบครองยาบ้า"เกิน 1 เม็ดยังไม่เข้าครม.

“อนุทิน” เผยแก้กฎหมายครอบครอง”ยาบ้า”เกิน 1 เม็ดยังไม่เข้าครม.วันนี้ ส่วน”สมศักดิ์”แจงหากผ่าน แค่ 2 เม็ด นอนคุกทันที

หลังนายอนุทิน ชาญวีรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ปราศรัยเตรียมแก้กฎหมาย ใครครอบครองยาเสพติด 1 เม็ดถือเป็นผู้เสพ และหากมี 2 เม็ดขึ้นไปเป็นผู้จำหน่าย

วันนี้ 31 ม.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล มีการประชุมคณะรัฐมนตรี จึงจับตานายอนุทินจะนำประเด็นดังกล่าวเสนอหรือไม่ แต่ล่าสุดได้รับการยืนยันแล้วว่า ยังไม่เสนอ เพราะอยู่ระหว่างเตรียมประกาศ 

ส่วนจะทำให้เจ้าหน้าที่ฉวยโอกาสยัดข้อหายาเสพติดให้กับประชาชนนั้น นายอนุทิน กล่าวว่า มีความกังวลเรื่องความปลอดภัยของเยาวชนมากกว่าและการใช้ยาเสพติด เพราะเป็นการทำลายครอบครัว ทำลายเยาวชนของไทยมากกว่า เรื่องการทุจริตเป็นเรื่องที่หัวหน้าหน่วยต้องไปบริหารจัดการไม่ให้เกิดการทุจริต และเราต้องนึกถึงอนาคตของเยาวชนเป็นสำคัญ

ขณะที่นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวถึงกฎกระทรวงดังกล่าวจะเป็นปัญหาให้ผู้ต้องขังลุ้นคุกหรือไม่นั้น ว่า เดิมการครอบครองยาบ้า 5 เม็ด หากถูกจับ จะสอบถาม กับผู้นั้นว่า จะสมัครใจบำบัดหรือไม่ สมัครใจ ก็ต้องส่งศาลพิจารณาคดี ซึ่งก่อนส่งศาลต้องถูกขังในห้องขังสถานีตำรวจ

แต่หากเปลี่ยนกฎหมาย มาครอบครองเกิน 1 เม็ด จะเป็นผู้ค้านั้น ถ้ามียาบ้า 2 เม็ด ทุกคนจะต้องเข้าห้องขังทั้งหมด เมื่อครบ 48 ชั่วโมงแล้ว ต้องนำตัวส่งศาล ให้พิจารณาว่าเป็นผู้เสพ หรือเป็นผู้ค้า ดังนั้นหากใครครอบครองยาบ้าเกิน 1 เม็ด ก็ต้องถูกนำตัวเข้าไปขังทันที ซึ่ง ต้องมาดูว่า การใช้ยาแรงก็เป็นสถานการณ์ในช่วงนี้เพราะการฟื้นฟูบำบัดทำไม่ทัน ประมวลกฎหมายยาเสพติด มอบหมายให้เป็นหน้าที่ของกระทรวงสาธารณสุข ดูแลการบำบัด

หากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขมองว่า แพทย์และพยาบาลหรือผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด เจอคนเสพยาบ้าหลอนและทำอันตราย คิดว่าไม่อยากยุ่งเกี่ยวในส่วนนี้มาก จึงผลักให้เข้าห้องขัง อันนี้คือความคิดส่วนตัวของตน 

หน้าที่ของกระทรวงยุติธรรมคือ การยึดทรัพย์เป็นหลัก หากปล่อยไปลักษณะนี้เป็นช่วงรอยต่อระหว่างการเลือกตั้ง จะไม่มีคนดูแล จึงต้องปรับในส่วนนี้ แต่ก็เป็นอำนาจหน้าที่ของกระทรวงสาธารณสุขตัดสินใจ ตนไม่มีอำนาจบอกว่า เห็นด้วยหรือไม่ และการออกร่างกฎกระทรวงดังกล่าว ไม่ช่วยแก้สถานการณ์ยาเสพติด เพราะการแก้คือยึดทรัพย์ แต่อันนี้เป็นเรื่องของผู้เสพ

‘กกต.’เห็นชอบจำนวนเขตเลือกตั้งแต่ละจังหวัดแล้ว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/542018

31 ม.ค. 2566

'กกต.'เห็นชอบจำนวนเขตเลือกตั้งแต่ละจังหวัดแล้ว

คณะกรรมการการเลือกตั้ง เห็นชอบจำนวน’ส.ส.’แบบแบ่งเขตและจำนวนเขตเลือกตั้งแต่ละจังหวัดแล้ว รอเพียงขั้นตอนประกาศในราชกิจจานุเบกษา

สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งเตรียมส่งเรื่องจำนวนส.ส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้งและจำนวนเขตเลือกตั้งแต่ละจังหวัดให้สำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรีลงประกาศในราชกิจจานุเบกษาโดยเร็ว

สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งได้เสนอให้คณะกรรมการการเลือกตั้งพิจารณากำหนดจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งที่แต่ละจังหวัดจะพึงมี และจำนวนเขตเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งของแต่ละจังหวัด โดยพิจารณาจากจำนวนราษฎรทั่วราชอาณาจักร ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2565 ซึ่งมีจำนวน 66,090,475 คน จึงมีจำนวนราษฎรโดยเฉลี่ยประมาณ 164,226 คน ต่อจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหนึ่งคน และเสนอร่างประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยการแบ่งเขตเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. …. และแนวทางการแบ่งเขตเลือกตั้ง

คณะกรรมการการเลือกตั้งพิจารณาแล้วมีมติเห็นชอบตามที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งเสนอทั้ง 2 เรื่อง โดยมีจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งและเขตเลือกตั้งของแต่ละจังหวัด ปรากฏตามเอกสารที่แนบมาดังนี้

จำนวนส.ส.เขตแต่ละจังหวัดที่ได้รับอนุมัติจากกกต.จำนวนส.ส.เขตแต่ละจังหวัดที่ได้รับอนุมัติจากกกต.

'กกต.'เห็นชอบจำนวนเขตเลือกตั้งแต่ละจังหวัดแล้ว
'กกต.'เห็นชอบจำนวนเขตเลือกตั้งแต่ละจังหวัดแล้ว

จากจำนวนประชากรและจำนวนส.ส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้งข้างต้น   ทำให้มีจังหวัดที่มีส.ส.เพิ่มขึ้น 43 จังหวัดโดยกทม.มีส.ส.แบบแบ่งเขตเพิ่มมากที่สุด 3 เก้าอี้ 

“สมศักดิ์”ปฏิเสธ ร่วมขบวนการขับไล่”4กุมาร”

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/542014

31 ม.ค. 2566

"สมศักดิ์"ปฏิเสธ ร่วมขบวนการขับไล่"4กุมาร"

“สมศักดิ์”ปฏิเสธ อดีตเคยลงชื่อขับไล่”4กุมาร” ชี้อยู่ในห้วงเลือกกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ เชื่อยังทำงานร่วมกัน ไร้ปัญหา ขณะที่ช่วงบ่ายเตรียมติดตามอาการ”ตะวัน-แบม”

เมื่อวันที่ 31 ม.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เปิดเผยถึงกรณีที่ก่อนหน้านี้ร่วมลงชื่อขับไล่ 4กุมาร และล่าสุดเมื่อวานนี้(30ม.ค.)นายอุตตม สาวนายน อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง, นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพลังงาน กลับเข้าพรรคพลังประชารัฐนั้น จะสามารถกลับมาร่วมงานกันได้หรือไม่นั้น ว่า อย่าไปใช้คำว่า ลงชื่อขับไล่เลย ไม่เคยขับไล่ จำได้ว่า ช่วงนั้นเป็นการเลือกหัวหน้าพรรคชุดใหม่ เป็นเรื่องความเหมาะสมสถานการณ์ในช่วงนั้น 

การกลับมาของทั้ง 2 คนก็ไม่มีปัญหาการทำงานร่วมกัน ส่วนตัวคิดว่า หากมีคนที่มีความรู้ ความสามารถ ในทิศทางการเมืองและการบริหารเข้ามาเสริม เชื่อว่าพรรคไม่ได้แย่ไปกว่าเดิม ต้องดีขึ้น และทั้ง2คน จะทำงานร่วมกับ นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ เหรัญญิกพรรค นฤมล และนายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ ทีมเศรษฐกิจพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ได้หรือไม่ เชื่อว่า ทุกคนจะปรับตัวเข้ากันได้ 

เมื่อสื่อถามย้ำว่า กลุ่มสามมิตรยังอยู่พรรคพลังประชารัฐ หรือไม่ นายสมศักดิ์กล่าวว่า ยังคงอยู่ ส่วนจะยังอยู่ครบกลุ่มหรือไม่ เปรียบเหมือนครอบครัวใหญ่ที่ต้องออกเรือนมีลูกมีหลาน ออกเรือนไปเพื่อไปเติบใหญ่ เป็นเท่าแก่ที่นั่นที่นู่นได้ ก็ให้โอกาสแต่ละคน ไม่ไปบังคับ เราไม่ใช่นักเลง เราเป็นคนทำงานต้องให้โอกาสคน และพลเอกประวิตร ก็กล่าวไว้ว่าจะก้าวข้ามความขัดแย้ง เพื่อกลับมาเป็นพรรคจัดตั้งรัฐบาล ตนเคยบอกแล้วว่า 99% ยังไม่เปลี่ยนแปลง 

ทั้งนี้งานเปิดระดมทุนพรรคพลังประชารัฐเมื่อคืนนี้ (30ม.ค.) มีนายษิทรา เบี้ยบังเกิด เลขาธิการมูลนิธิทีมงานทนายประชาชนฯ หรือ ทนายตั้ม ร่วมงานด้วย เนื่องจากยังมีที่ว่างเหลืออยู่จึงเชิญมา ซึ่งได้คุยกันถึงอนาคตทางการเมืองแล้ว แต่ทนายตั้มไม่เล่นการเมือง แต่อนาคตจะเปลี่ยนแปลงไปหรือไม่ เป็นเรื่องส่วนตัว และตนไม่ได้พบปะทนายตั้มตลอดเวลา แต่เคยนำคดีอนาจารของดารามาช่วยประชาสัมพันธ์ด้านกฎหมายเรื่องการกระทำความผิดซ้ำ

ส่วนที่กรณีอาการของทานตะวัน ตัวตุลานนท์ หรือ ตะวัน และ น.ส.อรวรรณ ภู่พงษ์ หรือ แบม นักเคลื่อนไหวทางการเมืองนั้น นายสมศักดิ์ ระบุว่า เมื่อวานนี้มีตัวแทนแกนนำมาปรึกษาตน แบ่งเป็น 3 ระยะ ช่วยกันแก้ปัญหา ระยะสั้น ระยะกลาง ระยะยาว ได้พูดคุยเรื่องสิทธิมนุษยชนและกระบวนการยุติธรรม ซึ่งมีแนวทางที่จะปรับเข้าหากัน โดย2คนนี้ตั้งใจอดอาหารจริง อดเอาเป็นเอาตาย คนอื่นไม่ได้อดแบบนี้ การอดข้าวจะแข็งแรงได้อย่างไร แต่ในทางการแพทย์ วินิจฉัยว่า ยังมีน้ำตาลในร่างกาย จึงดำเนินชีวิตต่อได้ ทั้งนี้ ช่วงบ่าย จะมีเดินทางเข้าเยี่ยมอาการ ก็อยากให้หยุดอดอาหาร 

“ราชกิจจาฯ” พระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง “ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ”

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/542015

31 ม.ค. 2566

"ราชกิจจาฯ" พระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง "ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ"

“ราชกิจจาฯ” เผยแพร่ พระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม แต่งตั้ง”นายอุดม รัฐอมฤต” เป็น “ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ”

เมื่อวันที่ 30 ม.ค. 2566 “ราชกิจจานุเบกษา”  เผยแพร่พระบรมราชโองการ ประกาศแต่งตั้งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ความว่า พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้ประกาศว่า

ตามที่ ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง “นายทวีเกียรติ  มีนะกนิษฐ”  เป็นตุลาการศาลรัฐธรมนูญ ตามประกาศลงวันที่ 21 ตุลาคม 2556 นั้น ต่อมา นายทวีเกียรติ  มีนะกนิษฐ ได้พ้นจากตำแหน่งตุลาการศาสรัฐธรรมนูญ เนื่องจากครบวาระการดำรงตำแหน่ง เป็นเหตุให้ตำแหน่งว่างลง

บัดนี้ วุฒิสภาได้ให้ความเห็นชอบ “นายอุดม  รัฐอมฤต” ผู้มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามเพื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา 200 (3) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 200 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ประกอบมาตรา 8 และมาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง นายอุดม รัฐอมฤต เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ

 ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

 "ราชกิจจาฯ" พระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง "ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ"“ราชกิจจาฯ” พระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง “ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ”

ประกาศ ณ วันที่ 28 มกราคม พุทธศักราช 2566 เป็นปีที่ 8 ในรัชกาลปัจจุบัน

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ

พรเพชร วิชิตชลชัย

ประธานวุฒิสภา
 

นายอุดม  รัฐอมฤตนายอุดม รัฐอมฤต

เตรียมร้องกกต.สอบป้ายนโยบาย’สาธารณสุข’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/542012

31 ม.ค. 2566

เตรียมร้องกกต.สอบป้ายนโยบาย'สาธารณสุข'

อดีตกรรมการการเลือกตั้ง เตรียมร้อง ‘กกต.’ สอบการจัดทำป้ายประชาสัมพันธุ์ นโยบายกระทรวงสาธารณสุข เหมาะสมหรือไม่

สมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง มองว่าข้าราชการประจำ มีสิทธิถูกร้องเรียนไปยัง กกต. ว่าวางตัวไม่เป็นกลางทางการเมือง กรณีการขึ้นป้ายนโยบายกระทรวงสาธารณสุข   มีรูป อนุทิน ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขประชาสัมพันธ์ เกี่ยวกับ 2566 ปีแห่งสุขภาพสูงวัยไทย โดยมีข้อสังเกตดังนี้

  • คำสั่ง คำขอความร่วมมือให้จัดทำป้ายตามรูปแบบ มาจากผู้ตรวจราชการกระทรวงคนหนึ่งเพียงคนเดียว ที่ขอความร่วมมือไปยัง นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดทุกจังหวัด ไม่ใช่ผู้ตรวจราชการทั้งหมด 12 คน หรือ จากคำสั่งคำขอของปลัดกระทรวง
  • ผู้ตรวจราชการกระทรวง คนดังกล่าว มีประวัติการทำงานใกล้ชิดกับฝ่ายการเมือง  ทำให้สามารถเติบโตในตำแหน่งราชการอย่างรวดเร็ว ข้ามหน้าข้ามตาข้าราชการคนอื่น ๆ  ทำลายระบบธรรมาภิบาลในกระทรวง
  • คำขอความร่วมมือ แม้ไม่ใช่คำสั่ง  และงานที่ประชาสัมพันธ์ ก็ไม่อยู่ในสายงานที่ผู้ตรวจราชการกระทรวงดูแล  แต่สร้างความลำบากใจให้แก่ข้าราชการในกระทรวงต้องดำเนินการตามคำขอ และถ่ายภาพผลงานมาแสดง  เพราะผู้ขอเป็นที่รู้ทั่วไปว่า มีความใกล้ชิดกับฝ่ายการเมือง

หากกระทรวงสาธารณสุข ยังไม่มีการแก้ไขให้ถูกต้อง  จะยื่นเรื่องต่อ กกต. พร้อมหลักฐาน การขอให้มีการดำเนินการตรวจสอบการจัดทำป้ายของข้าราชการประจำดังกล่าว และหาก กกต.เห็นว่า เป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสม จะต้องให้หน่วยงานต้นสังกัดสั่งสอบทางวินัย และย้ายออกจากตำแหน่งหน้าที่จนกว่าจะพ้นการเลือกตั้ง

การยื่นเรื่องครั้งนี้ จะเป็นอีกเรื่องหนึ่ง เพื่อสร้างบรรทัดฐานการทำงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง



ก่อนหน้านี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขอธิบายเรื่องป้ายโฆษณาดังกล่าวผ่านรายการเจาะลึกทั่วไทยอินไซด์ไทยแลนด์มีเนื้อหาสรุปว่า การดำเนินการดังกล่าว เป็นเรื่องปกติของการโฆษณาหน่วยงานรัฐ หรือโฆษณาหน่วยงานใดๆที่จำเป็นต้องมีแบรนด์แอมบาสเดอร์

พรรคไทยภักดี”เปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.กว่า 80 คน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/541997

30 ม.ค. 2566

พรรคไทยภักดี"เปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.กว่า 80 คน

“พรรคไทยภักดี”เปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.กว่า 80 คน ลั่น ต้นไม้ใหญ่ ย่อมเกิดจากเมล็ดพันธุ์ที่ดี ชู นโยบายปราบโกงควบคู่ปกป้องสถาบัน แต่ไม่ทิ้งปากท้อง ลั่น พร้อมนั่งนายกฯ ไม่เป็นนั่งร้านให้ทั้ง 2ป.

วันนี้ (30 ม.ค.66) พรรคไทยภักดี เปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.ของพรรค ทั่วประเทศ ภายใต้ยุทธศาสตร์ “เมล็ดพันธุ์การเมืองใหม่พรรคไทยภักดี” ที่โรงแรมริชมอนด์ จังหวัดนนทบุรี นำโดยนายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม หัวหน้าพรรค ,นายถาวร เสนเนียม ประธานพรรค และพลตำรวจโท ชาญเทพ เสสะเวช เลขาธิการพรรค และกรรมการบริหารพรรค ร่วมเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร ส.ส. และเปิดนโยบายหาเสียงของพรรค

พรรคไทยภักดี"เปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.กว่า 80 คน

นายถาวร กล่าวถึงว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.ของพรรคว่าไม่มีบิ้กเนม ไม่มีบ้านใหญ่ แต่มีหัวใจที่ยิ่งใหญ่ที่รับใช้ประชาชน มีสิทธิ์ที่จะเดินเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎร พร้อมหยิบยกประสบการณ์ของตัวเองในอดีต ก่อนที่จะเป็น ส.ส. 7 สมัย มาเล่าเป็นอุทาหรณ์ให้ว่าที่ผู้สมัครฟัง ด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ว่าครอบครัวที่ยากจน ความไม่เท่าเทียมนำมาซึ่งความสูญเสีย และการขาดโอกาส รวมถึงปัญหาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ และปัญหาความเหลื่อมล้ำในกระบวนการยุติธรรม โดยเห็นว่าผู้แทนราษฎรเป็นบุคคลที่มีโอกาสในการนำปัญหาของประชาชนนำไปสู่การแก้ไข จากที่เป็นอัยการก็ได้รับออกมาลงสมัครรับเลือกตั้ง 

พรรคไทยภักดี"เปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.กว่า 80 คน

ด้าน นพ.วรงค์ กล่าวย้ำจุดยืนว่า พรรคไทยภักดีไม่ยุบพรรค ไม่ย้าย ไม่จ่าย ไม่ซื้อเสียง และยืนยันว่าพรรคไทยภักดีไม่ใช่พรรคนั่งร้านของใคร ไม่ได้เชียร์ ป.ไหน ม่เป็นนั่งร้านให้ทั้ง ป.ประวิทย์ และ ป.ประยุทธ์ ส่วนพรรคไทยภักดีหากได้รับความไว้วางใจจากประชาชน ตนก็พร้อมเป็นนายกรัฐมนตรี

พรรคไทยภักดี"เปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.กว่า 80 คน

โดยภายในงานได้มีการเปิดวีทีอาร์ ซึ่งมีเนื้อหาระบุว่า”ไทยภักดี พร้อมแล้ว เรามาพร้อม กับเมล็ดพันธุ์ทางการเมืองใหม่ ที่สำคัญ เป็นเมล็ดพันธุ์ที่ดีมีคุณภาพ มีอุดมการณ์! เมล็ดพันทางการเมืองใหม่ ทั้งหมดนี้ จะหยั่งรากลึก และเติบโตในนามพรรคไทยภักดี จะเป็นกำลังหลัก ที่สำคัญในการก้าวข้ามการเมืองเก่า ธุรกิจการเมือง นักการเมืองขายตัว นักการเมืองซื้อเสียงขี้โกง นักการเมืองที่ซุกใต้ปีกนายทุน นักการเมืองสีเทา ที่ทำให้ประเทศของเราไม่สามารถก้าวไปข้างหน้าได้

พร้อมกันนี้ได้เปิดนโยบายหาเสียงของพรรค ที่ผ่านการรับฟังและคิดเป็นนโยบายตลอด 2 ปี อาทิ ลดค่าครองชีพ ค่าไฟครัวเรือนหน่วยละ 2.50 บาท ไม่มีค่าเอฟที ,ก๊าซหุงต้มกิโลกรัมละ 15 บาท ,ปุ๋ยยูเรียเพื่อเกษตรกรกระสอบละ 750 บาท ปลดหนี้เกษตรกรด้วยการปลูกหญ้าเนเปีย, ทวงคืนกิจการดาวเทียมให้กลับมาเป็นของรัฐ, อินเตอร์เน็ตความเร็วสูงไม่เกิน 100 บาทต่อเดือน, โรงเรียนรัฐและโรงเรียนเอกชนใช้อินเตอร์เน็ตฟรีทั่วประเทศ , ลอตเตอรี่ราคา 80 บาททุกช่องทาง กำจัดกลุ่มผลประโยชน์ , โครงการเคหะชุมชนรถแท็กซี่, เป็นต้น 

พรรคไทยภักดี"เปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.กว่า 80 คน

ด้าน นพ.วรงค์ ยังกล่าวว่า การปราบโกงเป็นเรื่องที่สำคัญ และเป็นนโยบายหลักควบคู่กับการปกป้องสถาบัน พรรคไทยภักดี เป็นพรรคการเมืองพรรคเดียวที่ประกาศตัว รบแตกหัก คนโกงชาติ กำจัดนักการเมือง หรือข้าราชการหรือกลุ่มทุนสีเทา สีดำ โดยจะแก้กฎหมายให้ผู้ถูกเรียกสินบน เป็นผู้เสียหาย เพื่อให้กล้าเข้ามาร้องทุกข์กล่าวโทษ และที่สำคัญคดีทุจริตต้องไม่มีอายุความ ทุกนโยบาย ที่พรรคไทยภักดี ได้คิดและนำมาเป็นนโยบาย เกิดจากข้อเท็จจริงของปัญหาที่เกิดขึ้นในประเทศ ซึ่งเรามั่นใจ เราทำได้จริง ถ้าเรามีโอกาส ได้บริหารประเทศ

เปิดตัว “อุตตม-สนธิรัตน์-บิ๊กน้อย” กลับรังพลังประชารัฐ ไร้ความขัดแย้ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/541984

30 ม.ค. 2566

เปิดตัว "อุตตม-สนธิรัตน์-บิ๊กน้อย" กลับรังพลังประชารัฐ ไร้ความขัดแย้ง

“พล.อ.ประวิตร”เปิดตัว”อุตตม-สนธิรัตน์-บิ๊กน้อย”กลับรังพรรคพลังประชารัฐ พูดเป็นเสียงด้วยกัน “ก้าวข้ามความขัดแย้ง” 2กุมาร พร้อมสานต่อโครงการประชารัฐ

เมื่อวันที่ 30 ม.ค. ที่พรรคพลังประชารัฐ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ต้อนรับการกลับมาของ นายอุตตม สาวนายน , นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ และ พล.อ.วิชญ์ เทพหัสดิน ณ อยุธยา กลับเข้ามาเป็นสมาชิกพรรคพลังประชารัฐอีกครั้ง เพื่อเสริมการทำงานด้านเศรษฐกิจ

ส่วนนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ประธานพรรคสร้างอนาคตไทย ผู้ที่มีส่วนร่วมก่อตั้งพรรคพลังประชารัฐ จะย้ายกลับมาร่วมงานหรือไม่  พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ไม่ทราบ ต้องไปอีกฝ่าย ไม่ได้มีการพูดคุยกัน


ผู้สื่อข่าวถามว่า การกลับมาของทั้ง 3 คน จะช่วยให้ พล.อ.ประวิตร เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 หรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ต้องให้ประชาชนเลือก ตนถึงจะได้เป็น สื่อมาถามแบบนี้ไม่ได้ มันผิดนะ 

ผู้สื่อข่าวถามว่าเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี เพียงคนเดียวหรือไม่  พล.อ.ประวิตร ตอบพร้อมกับหัวเราะ “ผมไม่รู้ พอบอกว่าไม่รู้ ก็บอกว่าไม่รู้อีก “


สำหรับนายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ ที่เคยประกาศจะเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประวิตร ถามกลับทันที ใครบอก ถ้านายมิ่งขวัญ บอกเอง ก็ต้องไปถามเจ้าตัว และขณะนี้นายมิ่งขวัญยังอยู่กับพรรค ช่วยเรื่องเศรษฐกิจ และไม่กังวลเรื่องการทำงานเศรษฐกิจที่ทับซ้อน เพราะพรรคมีงานทำเยอะ 

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ

ด้านนายอุตตม กล่าวว่า ตนทำงานด้านการเมือง ยึดความปรองดองเป็นหลัก ขอบคุณ พล.อ.ประวิตร ที่เชิญมาทำงานร่วมกันในเวลาที่ประเทศชาติต้องการเดินหน้า ต้องการคนทำงาน ต้องการรวมพลัง 

ตนเคยเป็นสมาชิกพรรคและมีส่วนร่วมริเริ่มสร้างพรรค เคยร่วมคิดและผลักดันนโยบาย เช่น ประชารัฐสวัสดิการ บัตรประชารัฐ ซึ่งพล.อ.ประวิตร ประกาศชัดเจน จะขับเคลื่อนนโยบายเหล่านี้ต่อ เราก็ยินดี ที่มีอุดมการณ์เดียวกัน ยืนยันไม่ได้คุยเรื่องตำแหน่ง หรือเก้าอี้รัฐมนตรีและเชื่อว่าหลังจากนี้จะมีคนตามมาอีก ยังไม่ทราบว่าจะอยู่ ส.ส.ปาร์ตี้ลิส ลำดับที่เท่าไร วันนี้ก้าวข้ามความขัดแย้งแล้ว ยอมรับว่า ความเห็นต่าง ความเข้าใจไม่ตรงกัน เป็นเรื่องธรรมดา 


ส่วนการที่ออกจากพรรคสร้างอนาคตไทย เชื่อว่าจะมีคนตามมาอีก ในส่วนของพรรคยังเดินหน้าต่อไปได้ และยังคงอยู่ จะมีผู้บริหารและทีมงานใหม่ พร้อมยอมรับว่า ได้ปรึกษากับนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ท่านก็ยินดี บอกว่า ตราบใดมาช่วยกันทำให้ประเทศเดินไปได้ ปรองดอง ลดความขัดแย้งไปได้ ซึ่งความสัมพันธ์กับนายสมคิดยังเหมือนเดิม และตอบแทนไม่ได้ว่าจะเดินหน้าทำการเมืองต่อหรือไม่ 


ส่วนที่ก่อนหน้านี้เคยคุยเปิดดีลกับพรรคไทยสร้างไทยและพรรคชาติพัฒนากล้านั้น นายอุตตมขอสงวนความเห็น เพราะเป็นมารยาททางการเมือง

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าจะทำงานร่วมกันกับร.อ.ธรรมนัสได้หรือไม่ พล.อ.ประวิตร ตอบแทนว่า วันนี้ยังไม่เข้ามา ต้องไปถามเค้าว่า จะมาไหม ไปถามนายอุตตม เสียหายนะ ไม่สมมติ ก็ถามไม่ได้ 

นายอุตตม สาวนายนนายอุตตม สาวนายน

ด้าน นายสนธิรัตน์ กล่าวว่า วันนี้กลับมาร่วมงานกับพรรคพลังประชารัฐ คุ้นเคย ไม่ได้แปลกอะไร วันนี้สถาบันการเมืองอ่อนแอ ต้องสร้างความเข้มแข็ง อย่ามองการเมืองในเชิงแตกแยก การแข่งขันเอาเป็นเอาตาย วันนี้เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นว่าพลังประชารัฐเป็นการเมืองที่สมานฉันท์ ยึดประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก เปรียบ พล.อ.ประวิตร เหมือน “เล่าปี่ของประเทศไทย” ที่พยายามรวบรวมผู้คนเข้ามากอบกู้แก้ปัญหาบ้านเมือง หลังจากมีความแตกแยกเกิดขึ้น เพื่อเป็นความหวังให้ประชาชน 

ด้าน พล.อ.วิชญ์ ระบุว่า ตนอยู่กับ พล.อ.ประวิตรมา 40 ปี เห็นว่าเป็นผู้นำที่เด่นชัดมากที่สุด เป็นความโชคดีของพรรคพลังประชารัฐ จะทำให้พวกเราไปสู่จุดมุ่งหมายได้สบาย ตนเต็มใจที่จะทำให้พลังประชารัฐเดินไปให้ได้และเป็นรัฐบาลให้ได้ด้วย

นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์

พล.อ.วิชญ์ เทพหัสดิน ณ อยุธยาพล.อ.วิชญ์ เทพหัสดิน ณ อยุธยา

4พรรคฟาดเดือด ดวล’เลือกตั้ง’เมืองชาละวัน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/541967

30 ม.ค. 2566

4พรรคฟาดเดือด ดวล'เลือกตั้ง'เมืองชาละวัน

ดวลเดือด สนามเลือกตั้ง’พิจิตร’ 4 พรรคชิง3เก้าอี้ส.ส. ล้วนตัวแทนบ้านใหญ่เมืองชาละวัน ที่เคยร่วมค่ายการเมืองกันมา

แม้เป็นเพียงจังหวัดทางผ่านขึ้นสู่ภาคเหนือ แต่ในทางการเมืองแล้ว พิจิตร ดินแดนชาละวัน ถือเป็นอีกหนึ่งพื้นที่สำคัญเชิงยุทธศาสตร์ ที่หลายพรรคต่างให้ความสนใจหวังครอบครอง เพื่อเพิ่มแต้มต่อในสภาหินอ่อน

ปี 2562 พลังประชารัฐ กวาด ส.ส.พิจิตร ไปทั้ง 3 เขต จากพรรคการเมืองน้องใหม่เวลานั้น ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นแม่เหล็กดึงดูด ภายใต้คอนเซ็ปต์ เลือกความสงบจบที่ลุงตู่กวาด ส.ส.เข้ามาได้เป็นกอบเป็นกำ

หากย้อนกลับไปช่วง 20 กว่าปีที่ผ่านมา พิจิตร ถูกครองจาก 3 ตระกูลใหญ่ ที่คนในพื้นที่ต่างคุ้นหู คือ ภัทรประสิทธิ์  ขจรประศาสน์ และ แก้วทอง  โดยมี 2 บ้าน ภัทรประสิทธิ์ และ ขจรประศาสน์ ซึ่งล้วนแล้วแต่เคยสังกัดพรรคเก่าแก่ เช่น ประชาธิปัตย์ ก่อนจะแตกกระสานซ่านเซ็นไปคนละทิศคนละทาง

พื้นที่ พิจิตร ในการเลือกตั้ง 66 จึงกลายเป็นสนามที่ต้องจับตามองอย่างยิ่ง เพราะเป็นการแข่งของคนเคยร่วมค่ายกันมา

เมื่อส่องดูรายพื้นที่เริ่มด้วยเขต 1 เจ้าของเก้าอี้ คือ พรชัย อินทร์สุข พรรคเศรษฐกิจไทย ซึ่งก่อนหน้าถูกพลังประชารัฐมีมติขับออกไปพร้อมกับ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ส.ส.พะเยา จะลงรักษาพื้นที่ตามเดิม หลังชัดเจนว่า ผู้กองธรรมนัส เตรียมกลับเข้าอ้อมอก ลุงป้อม อีกครั้ง สะท้อนชัดจากผู้กองคนดัง ยกโขยงไปต้อนรับ พล.อ.ประวิตร ระหว่างลงพื้นที่ลำปาง และ พะเยา ช่วงต้นเดือน ม.ค. ที่ผ่านมา

แต่เส้นทางพปชร. ใช่ว่าจะโรยด้วยกลีบกุหลาบ เพราะมีเสี้ยนหนาม อย่าง ภูมิใจไทย โดยช่วงกลางปี 65 เสี่ยหนู อนุทิน ชาญวีรกูล พร้อม เสี่ยโอ๋ ศักดิ์สยาม ชิดชอบ ยกขบวนไปเปิดตัวผู้สมัครเมืองชาละวัน ซึ่งมี เสี่ยอ๊อด ประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ อดีตรัฐมนตรีช่วยคลัง และส.ส.พิจิตร 4 สมัย มาร่วมทัพ โดยส่งหลานชาย ภัทรพงษ์ ภัทรประสิทธิ์ อดีตกำนันตำบลหัวดง อีกทั้ง ยังมีสายสัมพันธ์กับครูใหญ่ค่าย ภท. ในฐานะหลานเขย ลุงเนวิน ชิดชอบ มาสวมเสื้อค่ายสีน้ำเงิน

ส่วนเพื่อไทย ส่งน้องชาย สุณีย์ เหลืองวิจิตร อดีตเลขาธิการเพื่อไทย คือ ปุณยวัจน์ เหลืองวิจิตร อดีต รองนายก อบจ. เข้าต่อกร ขณะที่รวมไทยสร้างชาติ ไม่ชัดว่าจะเคาะใครลงชิงชัยเขตนี้ ส่วนพรรคประชาธิปัตย์ ที่คาดกันว่าเป็น นราพัฒน์ แก้วทอง รองหัวหน้าพรรค ลูกชาย ไพฑูรย์ แก้วทอง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงจับกัง สมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ ในฐานะเจ้าของพื้นที่เดิม ลงสู้ศึกด้วยตัวเอง แต่ท้ายสุดมอบหมาย พล.ท.ฉลวย แย้มโพธิ์ใช้ อดีตนายทหารจากค่ายจีรประวัติ รับภาระกิจเข้ารบ

ถัดมาเขต 2 เจ้าของแชมป์ คือ โกทรัพทย์ ภูดิท อินทร์สุวรรณ์ จากพรรคพลังประชารัฐ ซึ่งจะส่งรักษาพื้นที่เดิมเอาไว้ให้ได้ โดยมีผู้ท้าชิง คือ วินัย ภัทรประสิทธิ์ น้องชาย เสี่ยอ๊อด แห่งค่ายภูมิใจไทย ในฐานะบ้านใหญ่เมืองพิจิตร โดยเมื่อช่วงปี 62 วินัย เคยร่วมงานกับพรรคแตกแบงก์พัน อย่าง ไทยรักษาชาติ แต่ก็ไปไม่ถึงฝั่ง เพราะถูกยุบ เลยทำให้อดชิมลงผู้แทน งานนี้จึงมาแก้มือทวงพื้นที่ ส่วน รทสช. ยังไร้วี่แววว่าจะเป็นใคร ซึ่งต้องรอติดตามช่วงโค้งท้าย

ขณะที่ ประชาธิปัตย์ ส่ง วรวุฒิ แก้วทอง อดีต สจ. น้องชาย ไพฑูรย์ เข้าประกวด กับภารกิจหนักด้วยการพาตระกูลเข้าวินเลือกตั้ง 66 ส่วนเพื่อไทยส่ง ณริยา บุญเสรฐภรรยาสุดเลิฟ นาวิน บุญเสรฐ อดีต ส.ส. พิจิตร ซึ่งเป็นลูกชายของ พ.ต.ท.อดุลย์ บุญเสรฐ อดีต ส.ส.หลายสมัย มาคว้าชัย โดยตระกูล บุญเสรฐ ถือเป็นอีกหนึ่งคู่ปรับการเมืองตลอดกาล ระหว่าง พ.ต.ท.อุดลย์ กับ เสธ.หนั่นพล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ ครั้งทั้งคู่ยังมีชีวิตอยู่ จึงเป็นอีกพื้นที่น่าจับตากับความดุเดือดในการแข่งขัน 

ปิดท้ายเขต 3 เจ้าของเก้าอี้ คือ สุรชาติ ศรีบุศกร จากพลังประชารัฐ ซึ่งล่าสุดโบกมือลาต้นสังกัดเก่า เข้ารวมไทยสร้างชาติ เนื่องจากเป็นเด็กในซุ้ม เสธ.หิ หิมาลัย ผิวพรรณ เพื่อไปสนับสนุน ลุงตู่ ในการเลือกตั้ง 66  โดย รทสช. จะส่งลงป้องกันแชมป์อีกสมัย ขณะที่ภูมิใจไทย ส่งลูกชายหัวแก้วหัวแหวน เสธ.หนั่น คือ ลูกยอด  ศิริวัฒน์ ขจรประศาสน์ ซึ่งมีดีกรีเคยเป็นอดีตรัฐมนตรีช่วยพาณิชย์ และอดีตรัฐมนตรีช่วยแกษตรฯ สมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ลงดวล

ส่วนพรรคเพื่อไทย ส่ง สจ.น้ำ วิชัย ด่านรุ่งโรจน์ อดีตเลขานุการ มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งการเลือกตั้งปี 62 สจ.น้ำ ลงในนามภูมิใจไทย ซึ่งครั้งนี้ขอประมือแก้ตัว ภายใต้สังกัดใหม่นาม พท. ขณะเดียวกัน ประชาธิปัตย์ เตรียมส่ง ผศ.ดร.มานพ เกศเมฆ อดีตผู้อำนวยการโรงเรียนบางมูลนากภูมิวิทยาคม หนึ่งในทีมงานบ้าน แก้วทอง ยึดพื้นที่นี้ สำหรับ พปชร. ยังไม่แววจะเอาใครมาแทน   

เมื่อมองรูปเกมทั้ง 3 เขตเลือกตั้ง แสกนทุกตารางนิ้ว เรียกได้ว่าดุเด็ดเผ็ดมัน เพราะแต่ละพรรคต่างก็ไม่มียอมกัน ขนทุกสรรพกำลัง งัดทุกกลยุทธ์ หวังพิชิตศึกเลือกตั้ง 66 และยิ่งโดยเฉพาะ พิจิตร ซึ่งคงจะได้เห็นจระเข้ฟาดหาง เมื่อปี่กลองการเมืองโหมจังหวะบรรเลง

ประชาธิปัตย์ขอนายกฯอย่า’ยุบสภา’หนีอภิปราย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/541964

30 ม.ค. 2566

ประชาธิปัตย์ขอนายกฯอย่า'ยุบสภา'หนีอภิปราย

เชื่อว่าตอบข้อซักถามของฝ่ายค้านได้ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ขอนายกฯอย่ายุบสภาก่อนญัตติ’อภิปราย’ทั่วไปของฝ่ายค้าน

แม้การยุบสภาจะเป็นอำนาจของนายกรัฐมนตรีแต่จุรินทร์ ลักษณะวิศิษฐ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์
เห็นว่า หากจะมีการยุบสภาควรให้ผ่านพ้นการเปิดอภิปรายทั่วไปรัฐบาลของฝ่ายค้าน ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 152 ไปก่อน มิฉะนั้น อาจจะเกิดข้อครหาได้โดยไม่จำเป็น 

เพราะโดยส่วนตัวมั่นใจว่า รัฐบาล สามารถต่อสู้กับเวทีอภิปรายของฝ่ายค้านที่กำลังจะเกิดขึ้นได้ ไม่มีสิ่งใดน่ากังวล โดยเฉพาะในรัฐสภา เพราะรัฐบาล และพรรคร่วมรัฐบาล ยืนอยู่บนพื้นฐานของความจริง เพื่อบ้านเมือง จึงมั่นใจว่า จะสามารถตอบชี้แจงได้ทุกคำถาม และทุกสถานการณ์ พร้อมยืนยันว่า รัฐมนตรีของพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมชี้แจงทั้งหมด

ส่วนสนามการเลือกตั้งครั้งนี้ จะแตกต่างจากสนามการเลือกตั้งในปี 2562 หรือไม่อย่างไรนั้น หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ มองว่า สนามทางการเมืองเปลี่ยนไป ที่ในการเลือกตั้ง 2562 ประชาชนถูกบังคับให้เลือกข้างไปโดยปริยาย แต่ขณะนี้ การเมืองไทย กลับเข้าสู่ระบอบรัฐสภาที่ควรจะเป็นแล้ว หลังการเลือกตั้งพรรคใดสามารถรวบรวมเสียงข้างมากในสภาได้ ก็จะสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ แต่จะมีความแตกต่าง ระหว่างพรรคการเมืองเก่า ที่เป็นสถาบันทางการเมือง และพรรคการเมืองใหม่ ที่ตั้งขึ้นมาเฉพาะกิจ

ซึ่งจุดแข็งของพรรคประชาธิปัตย์ คือ ความเป็นสถาบันทางการเมืองที่ยั่งยืน พร้อมรับผิดชอบต่ออนาคต แต่บางพรรคก็กำลังพัฒนาสู่ความเป็นสถาบันทางการเมือง และยังมีบางพรรค ที่ตั้งขึ้นมา เพื่อสนับสนุนตัวบุคคล เหมือนในอดีต แต่สุดท้ายก็ไม่สามารถไปต่อได้ หากประชาชนเลือกพรรคเฉพาะกิจ ก็จะได้อนาคตแบบเฉพาะกิจเช่นเดียวกัน

พรรคประชาธิปัตย์ มีความพร้อมสำหรับการเลือกตั้งในพื้นที่ภาคใต้ ทั้งหมด 14 จังหวัดแล้ว ทั้งผู้สมัครแบบเขต แบบบัญชีรายชื่อ รวมไปถึงนโยบาย และจะมีการเปิดตัวผู้สมัคร ส.ส.ภาคใต้ทั้งหมด ในวันที่ 11-12 กุมภาพันธ์นี้ ที่จังหวัดนครศรีธรรมราช