“เดทตอล” ขอโทษ หลังโฆษณา “กำจัดผู้ชายท็อกซิก” กระแสตีกลับในจีน ถูกวิจารณ์เหยียดผู้หญิง

"เดทตอล" ขอโทษ หลังโฆษณา "กำจัดผู้ชายท็อกซิก" กระแสตีกลับในจีน ถูกวิจารณ์เหยียดผู้หญิง

23 มิ.ย. 2569 15:52 น.

“เดทตอล” ขอโทษ หลังโฆษณา “กำจัดผู้ชายท็อกซิก” กระแสตีกลับในจีน ถูกวิจารณ์เหยียดผู้หญิง

“เดทตอล” แบรนด์ผลิตภัณฑ์สุขอนามัยจากอังกฤษ ออกแถลงการณ์ขอโทษและถอนโฆษณาในจีน หลังโฆษณาในรูปแบบละครสั้น “กำจัดผู้ชายท็อกซิก” ที่ตั้งใจวิจารณ์อคติทางเพศ กลับถูกกระแสสังคมโจมตีอย่างหนัก เนื่องจากเนื้อหาถูกมองว่าเหยียดผู้หญิง เปรียบผู้หญิงเป็นสิ่ง “ปนเปื้อน” และใช้ประเด็นความสัมพันธ์มาเชื่อมโยงกับแนวคิดเรื่องความสะอาด

ผลิตภัณฑ์ฆ่าเชื้อโรคแบรนด์ “เดทตอล” ได้ออกแถลงการณ์ขอโทษอย่างเป็นทางการผ่านสื่อสังคมออนไลน์ของจีน หลังจากวิดีโอโฆษณาผลิตภัณฑ์น้ำยาฆ่าเชื้อสำหรับซักผ้าตัวใหม่ในรูปแบบละครสั้น ได้จุดชนวนความโกรธแค้นให้แก่ผู้บริโภคชาวจีนอย่างรุนแรง เนื่องจากมีเนื้อหาที่ลดทอนคุณค่าของผู้หญิงและตอกย้ำทัศนคติทางเพศที่ล้าหลัง

โฆษณาที่เป็นประเด็นมีความยาวประมาณ 5 นาที โดยเล่าเรื่องผ่านมุมมองของตัวละครเอกชายที่กำลังมองหาคนรักที่มีความ “บริสุทธิ์” และ “ไม่เคยแปดเปื้อนชายใดมาก่อน” ในคลิปมีฉากที่ชายคนนี้บอกเลิกแฟนเก่าหลังจากรู้ว่าเธอเคยใช้ชีวิตอยู่ก่อนแต่งงานกับชายอื่น พร้อมเผยบทสนทนาที่สร้างความไม่พอใจอย่างมาก เช่น “ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมเธอถึงเจนจัดเรื่องพวกนี้ คงมีคนอื่นฝึกฝนเธอมาล่ะสิ” และ “ฉันจะมีอดีตอย่างไรก็ได้ แต่ว่าที่ภรรยาของฉันต้องห้ามมี”

นอกจากนี้ เขายังชื่นชมแฟนใหม่ของเขาว่า “ฉันโชคดีที่ได้เจอผู้หญิงคนนี้ เธอทั้งใสซื่อและไม่เคยแปดเปื้อนมือชายอื่น” อย่างไรก็ตาม ในช่วงท้ายของโฆษณาได้มีการหักมุม เมื่อแฟนใหม่ของเขาจับได้ว่าเขามีพฤติกรรมเกลียดชังและดูถูกผู้หญิง เธอจึงด่าเขาว่าเป็นผู้ชายที่เป็นพิษ ก่อนจะบอกเลิก และโฆษณาก็ได้นำเสนอผลิตภัณฑ์เดทตอลขึ้นมาในฐานะทางออกในการกำจัด “ผู้ชายท็อกซิกที่เป็นเหมือนแบคทีเรียที่ต้องถูกกำจัดออกไป”

แม้ว่าเดทตอลจะตั้งใจหักมุมในตอนท้ายเพื่อวิพากษ์วิจารณ์และสั่งสอนตัวละครชายที่มีทัศนคติเหยียดเพศ แต่เนื้อหาที่ล่อแหลมและคำพูดที่รุนแรงในช่วงแรกของโฆษณาได้ทำลายความรู้สึกของผู้บริโภคไปเรียบร้อยแล้ว ส่งผลให้ชาวเน็ตจีนทั้งในแพลตฟอร์ม เวยป๋อ และ เสี่ยวหงชู พากันเข้าไปถล่มคอมเมนต์แสดงความไม่พอใจ

ชาวเน็ตจีนรายหนึ่งระบุว่า “ฉันดูไปได้แค่สองนาทีก็ต้องกดปิด วิดีโอนี้เป็นพิษต่อสมองมาก” ขณะที่อีกรายคอมเมนต์ว่า “ต่อให้ตอนท้ายจะหักมุมยังไง แต่การปล่อยให้มีคำพูดเหยียดหยามผู้หญิงในช่วงต้นโฆษณา มันแสดงให้เห็นถึงความไม่เคารพผู้หญิงอย่างสิ้นเชิง” และนำไปสู่กระแสการเรียกร้องให้คว่ำบาตร ไม่ซื้อสินค้าของแบรนด์นี้อีกต่อไป

ทางเดทตอลชี้แจงว่า วิดีโอดังกล่าวถูกผลิตขึ้นโดยผู้สร้างสรรค์คอนเทนต์ที่เป็นบุคคลภายนอก โดยแบรนด์มีเจตนาที่ดีในการวิพากษ์วิจารณ์อคติทางเพศและสนับสนุนคุณค่าความรักที่เท่าเทียมกัน แต่ยอมรับว่ามีการตัดต่อคลิปบางส่วนไปแชร์ต่อในโลกออนไลน์จนทำให้ใจความสำคัญถูกบิดเบือน อย่างไรก็ตาม แบรนด์ยอมรับความผิดพลาดในขั้นตอนการตรวจสอบเนื้อหา

“เรารับทราบว่าโฆษณาชิ้นนี้ได้สร้างความขุ่นเคืองใจให้แก่ผู้คนจำนวนมาก โดยเฉพาะกลุ่มผู้หญิง เราขอแสดงความรับผิดชอบต่อความประมาทเลินเล่อในการสร้างสรรค์และการตรวจสอบเนื้อหาโฆษณาชิ้นนี้… แม้ภารกิจของเราคือการปกป้องสุขภาพของครอบครัว แต่เราตระหนักดีว่าการปกป้องที่แท้จริงคือการปกป้องศักดิ์ศรีของทุกคนและสิทธิในการได้รับปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกัน”

เดทตอลได้นำวิดีโอดังกล่าวออกจากแพลตฟอร์มออนไลน์ทั้งหมดทันที และให้คำมั่นว่าจะรื้อระบบการตรวจสอบเนื้อหาโฆษณาใหม่ทั้งหมดเพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีก

หลิว ติงติง นักสังเกตการณ์อุตสาหกรรมอินเทอร์เน็ต ให้สัมภาษณ์กับสื่อ โกลบอล ไทมส์ (Global Times) ว่า นี่คือตัวอย่างที่ชัดเจนของกลยุทธ์การตลาดแบบฉวยโอกาส ที่จงใจจุดชนวนความขัดแย้งเรื่องเพศสภาพเพื่อดึงดูดสายตาของสาธารณชนและสร้างยอดวิวให้เป็นไวรัล

“หากมองในแง่การตลาดล้วน ๆ มันอาจจะสร้างยอดการเข้าถึงที่น่าประทับใจ แต่การปั่นกระแสระยะสั้นแบบนี้ย่อมนำมาซึ่งความโกรธแค้นของสังคมและความเสียหายต่อชื่อเสียงของแบรนด์อย่างร้ายแรง แบรนด์ที่ดีต้องแสวงหาทั้งการรับรู้และทัศนคติเชิงบวกจากสาธารณะ แต่น่าเสียดายที่บางบริษัทในปัจจุบันมุ่งแต่จะหาแสงโดยไม่สนใจชื่อเสียง ซึ่งสะท้อนถึงค่านิยมองค์กรที่บิดเบี้ยว การตลาดแบบนี้ถือว่าไม่เหมาะสมและเป็นพิษต่อสังคม ถึงเวลาแล้วที่องค์กรต่าง ๆ จะต้องสังคายนาทำความสะอาดกลยุทธ์การสื่อสารที่ผิดพลาดของตนเอง”

ทั้งนี้ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เดทตอลต้องเผชิญกับกระแสตีกลับในประเทศจีน เพราะเมื่อปีที่ผ่านมา แบรนด์เคยเจอดราม่าจากโฆษณาตัวหนึ่งที่มีประโยคระบุว่า “ผู้หญิงคนนั้นถูก ‘ส่งคืน’ ก่อนวันแต่งงาน มันต้องเป็นเพราะเธอไม่สะอาดแน่ ๆ” ซึ่งสร้างความไม่พอใจให้กับผู้บริโภคชาวจีนมาแล้วเช่นกัน.

ที่มา Global Times / BBC

Leave a comment