
รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : เราควรถ่ายพยาธิบ่อยแค่ไหน
วันจันทร์ ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 11.27 น.
มีคำถามว่า เราต้องถ่ายพยาธิเป็นประจำหรือไม่ หลายคนสงสัยเรื่องนี้มาก และพบได้บ่อยในสังคมไทย บางคนซื้อยาถ่ายพยาธิมากินเองเป็นประจำ เพราะเชื่อว่าเป็นการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน แต่ความเป็นจริง การติดเชื้อพยาธิไม่ได้เกิดกับทุกคน ดังนั้น การใช้ยาถ่ายพยาธิควรพิจารณาความเสี่ยง และดูชนิดของพยาธิด้วย ไม่ใช่เร่งรีบไปหาซื้อยามากินไปเรื่อยเปื่อย
เพราะฉะนั้น ก่อนกินยาถ่ายพยาธิ เราต้องประเมินความเสี่ยงโดยพิจารณาจากพฤติกรรมการดำเนินชีวิต อาหาร สิ่งแวดล้อม และสุขอนามัย
ประเด็นแรก ดูความเสี่ยงจากดินและสิ่งแวดล้อม พยาธิบางชนิด เช่น พยาธิปากขอ พยาธิไส้เดือน และพยาธิแส้ม้า ติดต่อผ่านดินที่ปนเปื้อนไข่หรือตัวอ่อนของพยาธิ ผู้มีความเสี่ยงได้แก่ ชาวสวน ชาวไร่ หรือผู้สัมผัสดินเป็นประจำ ผู้เดินเท้าเปล่าบนพื้นดิน ผู้สัมผัสอุจจาระคนหรือสัตว์โดยไม่ป้องกัน ผู้ที่ไม่ล้างมือให้สะอาด แต่ทว่าการสัมผัสดินเป็นครั้งคราว เช่น ปลูกต้นไม้ ดูแลสวนเล็ก ๆ หรือทำกิจกรรมกลางแจ้ง ไม่ได้หมายความว่าจะติดพยาธิเสมอไป ความเสี่ยงขึ้นกับว่าดินนั้นมีการปนเปื้อนหรือไม่ และมีการป้องกันที่เหมาะสมหรือไม่
อาหารเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการติดพยาธิ โดยเฉพาะอาหารดิบหรือปรุงไม่สุกเพียงพอ ตัวอย่างเช่น พยาธิใบไม้ตับจากปลาน้ำจืดดิบหรือสุกไม่เพียงพอ พยาธิตัวตืดจากเนื้อสัตว์ที่ไม่ได้ผ่านความร้อนอย่างเหมาะสม ในประเทศไทย อาหารบางชนิด เช่น ปลาร้า ปลาร้า ลาบปลา ก้อยปลา หรือปลาส้ม อาจมีความเสี่ยงแตกต่างกันตามวิธีการเตรียมอาหาร แหล่งวัตถุดิบ และการผ่านความร้อน
หลายครอบครัวมีสุนัขหรือแมวในบ้าน ซึ่งการเลี้ยงสัตว์ไม่ได้หมายความว่าจะติดพยาธิได้ง่ายเสมอไป ความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นเมื่อ สัตว์เลี้ยงไม่ได้รับการป้องกันหรือถ่ายพยาธิตามคำแนะนำ มีการสัมผัสอุจจาระสัตว์โดยตรง ไม่ล้างมือหลังทำความสะอาดบริเวณที่สัตว์อยู่ มีพฤติกรรมให้สัตว์เลียหน้า หรือรับประทานอาหารร่วมกันโดยไม่รักษาสุขอนามัย การดูแลสุขภาพสัตว์เลี้ยง การเก็บอุจจาระอย่างถูกวิธี และการล้างมือ เป็นมาตรการป้องกันที่สำคัญกว่าการให้คนในบ้านรับประทานยาถ่ายพยาธิเป็นประจำ
การประเมินความเสี่ยงต่อการติดพยาธิ แบ่งอย่างง่ายได้เป็น 3 ระดับ คือ กลุ่มความเสี่ยงต่ำ ได้แก่ ผู้รับประทานอาหารปรุงสุกเป็นหลัก ไม่รับประทานอาหารดิบ ไม่สัมผัสดิน หรืออุจจาระสัตว์เป็นประจำ ถือว่ามีสุขอนามัยดี คนกลุ่มนี้ไม่จำเป็นต้องรับประทานยาถ่ายพยาธิเป็นประจำ
กลุ่มความเสี่ยงปานกลาง เช่น เลี้ยงสัตว์ ทำสวนหรือสัมผัสดินเป็นบางครั้ง รับประทานอาหารพื้นบ้านที่อาจมีความเสี่ยงเป็นครั้งคราว กลุ่มนี้ควรเน้นการป้องกันและประเมินอาการ หากมีข้อสงสัยสามารถปรึกษาเภสัชกรหรือบุคลากรทางการแพทย์ได้
กลุ่มความเสี่ยงสูง เช่น รับประทานอาหารดิบหรือกึ่งดิบเป็นประจำ มีประวัติอยู่ในพื้นที่ที่มีการระบาดของพยาธิบางชนิด มีอาการผิดปกติร่วมกับประวัติเสี่ยง กลุ่มนี้ควรได้รับการประเมินเพิ่มเติม ไม่ควรซื้อยามารับประทานเองโดยไม่ได้ทราบชนิดของพยาธิที่เป็นไปได้
หากคุณมีความกังวลสามารถเริ่มต้นจากปรึกษาบุคลากรทางการแพทย์ใกล้ตัว ได้แก่ เภสัชกรชุมชน ให้ช่วยประเมินเบื้องต้น โดยพิจารณาจากพฤติกรรมการรับประทานอาหาร ประวัติสัมผัสดินหรือสัตว์ ดูอาการที่เกี่ยวข้อง ดูความเหมาะสมของการใช้ยา โดยเฉพาะเมื่อประชาชนต้องการซื้อยาถ่ายพยาธิ เภสัชกรสามารถช่วยคัดกรองว่าควรใช้ยาเองหรือควรส่งต่อไปพบแพทย์
ส่วนอาการที่อาจติดพยาธิแล้ว และควรไปพบแพทย์ ได้แก่ ปวดท้องเรื้อรัง ท้องเสียหรือการขับถ่ายเปลี่ยนแปลงต่อเนื่อง น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ อ่อนเพลียผิดปกติ พบสิ่งผิดปกติในอุจจาระ มีประวัติกินอาหารเสี่ยงสูง แพทย์อาจพิจารณาการตรวจอุจจาระหาพยาธิ หรือการตรวจเพิ่มเติมตามความเหมาะสม
แม้ว่ายาถ่ายพยาธิบางชนิดสามารถหาซื้อได้ง่าย แต่ไม่ได้หมายความว่าเหมาะสมกับทุกสถานการณ์ ข้อที่ต้องคำนึงคือ
1 ยาถ่ายพยาธิมีความจำเพาะต่อชนิดของพยาธิ ยาที่ใช้รักษาพยาธิลำไส้บางชนิดอาจไม่สามารถรักษาพยาธิชนิดอื่นได้ เช่น พยาธิใบไม้ตับ
2 การรับประทานยาเองอาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่าแก้ปัญหาแล้ว ทั้งที่อาการบางอย่างอาจเกิดจากโรคอื่น เช่น โรคทางเดินอาหาร โรคตับ หรือภาวะขาดสารอาหาร
3 แม้ยาจะมีประสิทธิภาพและความปลอดภัยเมื่อใช้อย่างถูกต้อง แต่ยังมีข้อควรระวังในบางกลุ่ม เช่น ผู้ที่มีโรคตับ หญิงตั้งครรภ์ ผู้ที่ใช้ยาบางชนิด หรือผู้ที่มีโรคประจำตัว
โดยสรุป การประเมินความเสี่ยงของตัวเองดีกว่าถ่ายพยาธิไปตามความเชื่อ พยาธิเป็นโรคที่ป้องกันได้ แต่เราไม่ต้องกังวล หรือรับประทานยาถ่ายพยาธิเป็นประจำโดยไม่มีเหตุผล หากมีข้อสงสัยควรปรึกษาเภสัชกร หรือแพทย์เพื่อเลือกแนวทางที่เหมาะสม