‘โอ๊ยเล่าเรื่อง’ อนงค์ 2 สามสี่ชาติ (My Boo2)

'โอ๊ยเล่าเรื่อง'อนงค์ 2 สามสี่ชาติ (My Boo2)

‘โอ๊ยเล่าเรื่อง’อนงค์ 2 สามสี่ชาติ (My Boo2)

วันเสาร์ ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

จากความสำเร็จของ อนงค์ เมื่อปีที่แล้ว อนงค์ กลับมาสร้างความสุขให้กับ คนดูอีกครั้ง ทั้ง ทีมนักแสดง ทีมงานสร้างจากภาคแรกมากันพร้อมหน้าพร้อมตาความรักของพวกเค้า จะไม่มีวันสิ้นสุด ไม่ว่าชาตินี้ชาติไหนอนงค์ 2 สามสี่ชาติ คือหนังภาคต่อ ที่แค่ชื่อเรื่อง ที่บอกคนดูให้รู้แล้วว่า จะเข้ามาเจออะไร.. นำเสนอเรื่องราวที่มักจะเจอเป็นประจำ ในหนังต่อ ที่ ภาคแรกนั้น จบแบบสมบูรณ์ การจะกลับอีกครั้ง มักจะพาย้อนกลับไปในอดีตเพียงแต่ ใน อนงค์ 2 สามสี่ชาติ พาย้อน ไปหลายชาติยุคอยุธยา รัชกาลที่ 4 และ ยุคสงครามโลก ตัวหนังเล่าเรื่อง ด้วยการตาม โจ ย้อนอดีตกลับมาดู เรื่องราวความรัก ที่มีกับ อนงค์ ในสามชาติ สามเวลา สามยุค ค่อยๆ เล่าเรื่องตัดสลับไปมา3 ยุค เริ่มต้นรู้จัก-ความสัมพันธ์ก่อตัว-มีความรัก-การลาจาก ในแต่ละชาติ ก่อนจะโยง กับ อนงค์ ภาคแรก ในช่วงแค่ไม่กี่นาที และ จบลง ในแบบที่หนังข้ามภพข้ามชาติ กลับมาเกิดใหม่นิยมทำกัน

น่าเสียดาย..ที่ใน  อนงค์ 2 สามสี่ชาติ ไม่เหลือ เสน่ห์ ความน่ารัก ความสนุกสนานในแบบผี ขำๆไปกับ ตัวละคร..ไม่มีหลงเหลือ อยู่เลย แทบจะเป็น หนังคนละเรื่องแม้ความน่ารักของ  โบว์-เมลดา กับ จี๋-สุทธิรักษ์ จะยังมาแบบครบจัดเต็ม แต่ก็ไม่ช่วย อะไรกับความ สนุกของภาคนี้ มุขตลก ขำกระจาย ดูไปยิ้มไป ดูแล้วมีความสุข ไม่มีเลยสักฉากเดียว มีแค่ ..ขำ ที่มุมปาก ฉากตลก เหมือนจงใจ ดูไม่เป็น ธรรมชาติ เหมือนในภาคที่แล้วหากไม่ใช่หนังภาคต่อ..เป็นเรื่องใหม่ ไปเลย อนงค์ 2 สามสี่ชาติ น่าจะ ดูแล้ว สนุกกว่านี้

แม้จะไม่สนุกสนาน ไปกับ ความเป็น หนังภาคต่อ แต่ อนงค์ 2 สามสี่ชาติ ไม่ใช่หนังไทยที่แย่ ไม่ใช่หนังไม่ดี ตัวหนังดีงาม โปรดักชั่นเยี่ยม โดยเฉพาะ เสื้อผ้าหน้าผม ฉากต่างๆ ที่เปลี่ยนไปตามยุคสมัยงานด้านภาพที่สวยงาม ถ่ายออกมาสวยในทุกโลเกชั่น ดนตรีประกอบ ที่มาในแต่ละยุคสมัย เพลงไทยเดิมร่วมสมัย เพลงอีสานไพเราะ เพราะมากๆ
ใน อนงค์ 2 สามสี่ชาติ  เทน้ำหนัก เน้นๆไปที่ โบว์-จี๋ อนงค์กับโจ-จอม-จักร-จ้อย เลยทำให้ นักแสดงสมทบ คนอื่น ที่ใน ภาคแรก เข้ามาเสริมความสนุกสนานถูกลดความสำคัญ จนหมด

โบว์-เมลดา สุขศรี ยังคงเป็น อนงค์ ที่ น่ารัก สวย ทำให้หนังดูสดใส ดูดีน่ารักในทุกๆ ฉาก มาในบทที่หลากหลาย มีทั้งบู๊/ห้าวๆ/รัก/ดราม่า/น่ากลัวๆไม่ว่าจะชาติไหน อนงค์ ก็คือ โบว์-เมลดา เมลดาก็ คือ อนงค์
จี๋-สุทธิรักษ์ ทรัพย์วิจิตร มาพร้อมกับ เสน่ห์ความน่ารัก ดูดี ไม่ว่าจะเป็น จอมชาวบ้านจากบางระจัน  ผู้กองจักรนายตำรวจที่มาจับปอบ  เสือจ้อย หรือแม้ โจ ในชาตินี้เคมีของ จี๋ กับ โบว์ เข้ากันแบบสุดๆ เล่นกันได้แบบเข้าขา จนดูอินไปกับ ความรักของทั้งคู่ ในทุกๆ ชาติ
ธาม-ธามไท แพลงศิลป์  ดูจะมีบท เพิ่มขึ้น พร้อมที่จะขโมยซีน ในทุกฉาก แต่เอาเข้าจริงกลับไม่รู้สึก อะไร บทดูลอยๆ แม้จะ มีการ ใส่ความเป็นวาย เข้ามาให้ ขำ แต่ก็ไม่ขำ ไม่เป็นธรรมชาติ เหมือน ในภาคที่แล้ว
แจ็ค-เฉลิมพล ทิฆัมพรธีรวงศ์ ควงคู่จับคู่กันมากับ ฝน มอนสเตอร์ฝน – ทัตชญา ศุภธัญสถิต สองผีคู่รักคู่ฮา จากภาคแรก เหมือนจะมีอะไร ให้เล่น ในบท จิ๋ว/ผ่อง ชาวบ้านนักดาบ ทองก้อน/ทองหยิบสองปอบ(ชื่อเดิมจากภาคแรก) แต่กลับไม่มีอะไรเป็นได้แค่ ตัวประกอบ กับมุขตลกที่มีทั้งโดนและเป้ก

ต้องชมน้อง แก้มใส-ปวริศา สุรทิณฑ์ ที่เล่น เป็น คุณหนูอนงค์ ในวัยเด็ก เล่นได้น่ารักมากๆ  เล่นเข้าขากับ จ้อยน้อย (เสียดายที่ไม่รู้ชื่อนักแสดง) ที่ทำให้ คนดูอดรัก/สงสาร ในขณะที่ เพื่อนๆ เด็กๆ มาน้อย แต่น่ารัก โดยเฉพาะ เด็กอ้วน นี่ เห็นหน้าปุ๊บ ไม่ต้องบอกก็รู้เลยว่า เป็นใครในเรื่อง  น้าพวง เชิญยิ้ม-พวง แห้วประเสริฐ  จากบทป้อม ลุงหากบ มารับบท หลวงพ่อพระในหมู่บ้าน กับ ตาบัว พ่อของอนงค์ในชาติปอบ ปิ้ง-อดิสรณ์ ตรีสิริเกษม เฮียปล่อยเงินกู้ มาเป็น นายกิงพม่า กีบ สัปเหร่อ ในหมู่บ้าน บทเยอะกว่าเดิม ฝน ธนสุนทร เข้ามาเสริมกับบท แม่บัว ใน ชาติผีปอบ มาเป็นทีมกับ น้าพวง-แจ็ค-ฝน เน้นๆ น่ารักๆ ในแบบครอบครัวผีๆ โดยเฉพาะ ตอนที่ มีเพลงภาษาอีสาน ในเรื่อง เป็น ฉากที่ดี ฉากหนึ่งในหนังทีเดียว ที่น่าเสียดาย มาทำไม!! ดูลอยมากๆ คือ จ๋าย-อิชณน์กร พึ่งเกียรติรัศมี ตัวละครที่ เกี่ยวกับกับ การย้อนภพชาติ ถ้ามารับเชิญ แล้วดูดีมีอะไร เหมือน นักแสดงรับเชิญ ในภาคนี้ น่าจะทำให้หนังดูสนุกขึ้น
นักแสดงสมทบคนอื่นๆ จาก อนงค์ ก็มาร่วมแสดง ปนๆ อยู่ใน กลุ่มชาวบ้านโดยภาพรวมแล้ว เอส-คมกฤษ ตรีวิมล ยังคงรักษาคุณภาพ งานกำกับของตัวเอง เอาไว้ได้เป็นอย่างดี อนงค์ 2 สามสี่ชาติ 4/10 คะแนน กับความเป็นหนัง ภาคต่อ 8/10 คะแนน สำหรับ ภาพรวมงานด้านโปรดักชั่น 10/10 ให้กับ โบว์-เมลดา น้องอนงค์ คนเดียว

‘ญาญ่า’ทำถึงเกิน! แปลงโฉมชวนหลอนเป็น’ปลากล้องโทรทรรศน์’ ลุคนี้ทำเอาฮือฮาสนั่นโซเชียล

'ญาญ่า'ทำถึงเกิน! แปลงโฉมชวนหลอนเป็น'ปลากล้องโทรทรรศน์' ลุคนี้ทำเอาฮือฮาสนั่นโซเชียล

‘ญาญ่า’ทำถึงเกิน! แปลงโฉมชวนหลอนเป็น’ปลากล้องโทรทรรศน์’ ลุคนี้ทำเอาฮือฮาสนั่นโซเชียล

วันศุกร์ ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 21.34 น.

31 ตุลาคม 2568 เป็นอีกหนึ่งเทศกาลที่สร้างสีสันให้กับวงการบันเทิงไทยอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว สำหรับเทศกาลระดับโลกอย่างฮาโลวีนที่เป็นเวทีให้เหล่าคนดังในไทยได้ออกมาปล่อยของจัดเต็มแปลงโฉมชวนหลอนกันให้สะเทือนวงการ 

ล่าสุดทำเอาฮือฮาทั้งโซเชียลเมื่อนางเอกสาว ‘ญาญ่า’ อุรัสยา เสปอร์บันด์ มาทวงคืนตำแหน่ง เจ้าแม่ฮาโลวีนสายครีเอทีฟ ด้วยการแปลงโฉมด้วยคอสตูมสุดล้ำเป็น ‘ปลากล้องโทรทรรศน์’ (Telescopefish) สิ่งมีชีวิตลึกลับที่อาศัยอยู่ในทะเลลึก ซึ่งเป็นลุคที่ไม่เหมือนใครและสร้างความฮือฮาไปทั่วโลกออนไลน์ คอสตูมของญาญ่านั้นมีการสร้างโครงและส่วนหัวที่ใหญ่เกินจริง เพื่อจำลองสัดส่วนของปลาทะเลลึก พร้อมดวงตาที่กลมโต และยื่นออกมาเหมือนกล้องโทรทรรศน์ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของปลาชนิดนี้ ลุคนี้ถือเป็นความท้าทายที่ต้องอาศัยการแต่งหน้าและคอสตูมที่ละเอียดซับซ้อน ทำให้ภาพถ่ายที่ออกมานั้นดูเหมือนภาพวาด หรือผลงานที่สร้างจากเอไอ จนชาวเน็ตหลายคนต้องถามว่า “นี่คือคนจริงหรือเอไอกันแน่ 

ซึ่งหลังจากที่สาวญาญ่าปล่อยคลิปและภาพนี้ออกมานั้น เรียกได้ว่าถูกใจแฟนๆ จนแห่คอมเมนต์ชมความครีเอทของสาวญาญ่ากันสนั่นไอจี อาทิเช่น Omg babe , เริ่ดดดดมากกกกกกกกก , Omg sis สุดมากกกกก , เป็นการเล่นที่เอาจริงมาก , ตั้งใจกว่างานจ้าง 

‘เบลล่า’หญิงแกร่ง! โดนแมงป่องในโจงกระเบนต่อยกลางกองถ่าย ฉีดยาแก้ปวดกลับทำงานต่อ

'เบลล่า'หญิงแกร่ง! โดนแมงป่องในโจงกระเบนต่อยกลางกองถ่าย ฉีดยาแก้ปวดกลับทำงานต่อ

‘เบลล่า’หญิงแกร่ง! โดนแมงป่องในโจงกระเบนต่อยกลางกองถ่าย ฉีดยาแก้ปวดกลับทำงานต่อ

วันศุกร์ ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 19.45 น.

31 ตุลาคม 2568 นักแสดงสาวชื่อดัง ‘เบลล่า’ ราณี แคมเปน ได้ออกมาโพสต์ข้อความผ่านทางอินสตาแกรมส่วนตัว “@bellacampen” เล่าเหตุการณ์ระทึกระหว่างถ่ายทำละครเจ้าคุณพี่กับอีนางคำดวง ระบุข้อความว่า เรื่องเล่าของดิชั้นและแมงป่อง

ซีนเมื่อคืนรวมถึงคืนนี้ถ่ายในช่วงต้นปี ซีซั่นฝุ่น ในป่าแห้ง และถ้าจำไม่ผิดนั่นน่าจะเป็นวันแรกๆ ที่กลับมาถ่ายละครหลังปีใหม่ จึงมีการนัดจับฉลากกัน

ดิชั้นเริ่มวันด้วยอาการแพ้ฝุ่นอย่างแรง เอาทิชชู่อุดจมูกให้ช่างหน้าผมแต่งองค์ไป (สภาพ..) ไปเข้าฉากก็ใส่มาส์ก แต่พอเห็นพระเอกหลับเท่านั้นแหละ จิตวิญญาณนักข่าวสาวต้องเก็บภาพมาฝากท่านผู้ชม อ่ะ ตอนเช้าถ่ายจบไป ก็พักกลางวัน

พอทานข้าวเสร็จ จะไปเปลี่ยนชุดเข้าฉากตอนบ่าย แต่ตอนที่ลุกขึ้นจากเก้าอี้นี่แหละ “จึ้ก” ความรู้สึกเจ็บแปล๊ปที่ขาข้างหนึ่ง มันเจ็บแบบเจ็บร้าวเลย ตกใจมาก คนอื่นเริ่มมารุม ก็เดาว่าเป็นแมลงหรือมดมั้ย พอกำลังเปิดๆผ้าเพื่อหา “จึ้กที่สอง” เกิดขึ้นที่มือ คราวนี้รู้สึกว่า อ่ะ ไม่ปกติและ พี่เสื้อผ้าเลยรีบช่วยหาในขณะที่ดิชั้นขวัญเสียและเพราะมือเริ่มแดงบวม และความแดงเริ่มแผ่ซ่าน ปรากฏว่า

“มีแมงป่องเข้ามาอยู่ในโจงกระเบน!!!”

แมงป่องแม้จะตัวไม่ใหญ่ แต่ดิชั้นโดนต่อย 2 ที่ แม่เจ้า และสถานที่กึ่งตจวแบบนี้ ชั้นจะตุยมั้ย พุ่งตัวไปรพ อย่างเร็วและระหว่างนั้นก็เสิร์ชใหญ่ เจอว่า ถ้าตัวเล็กแต่ก้ามใหญ่ คือพิษเยอะ เป็น20 กว่านาทีที่นานมาก ทั้งขาทั้งมือก็บวมขึ้นเรื่อยๆ พอถึงรพ ก็กะเผลกๆ เดินเข้าห้องฉุกเฉินรพอย่างด่วน

แต่เคราะห์ดี ปรากฏว่า ดิชั้นชนะพิษนางจ้าา คือไม่น่าจะแพ้ เพราะยังหายใจได้เกือบจะปกติ ถ้าไม่นับการตื่นเต้น แต่หมอก็บอกว่าถ้าหนักขึ้นค่อยกลับมาใหม่ ได้รับการฉีดยาแก้ปวดไปหนึ่ง แล้วช่วงนั้นใกล้ปิดกล้องแล้วเลยตัดสินใจกลับมาถ่ายต่อ ก็ถ่ายไปประคบเย็นไป

พอตกเย็น ได้เวลาจับฉลากปีใหม่ ไอเราก็ชอบงานรื่นเริงซะด้วย ได้รับบทเป็นพิธีกรรันงาน ถ้าสังเกตจะยังเห็นพลาสเตอร์แปะที่ขาอยู่ แต่หารู้มั้ย ที่อยู่ได้มันเป็นเพราะยาล้วนๆ พอยาหมดฤทธิ์เท่านั้นแหละ โอโห แทบอยากจะคลานกลับบ้าน

สรุปเรื่องทั้งหมดนี้ว่า “โปรดเรียกชั้นว่าหญิงแกร่ง” (แต่ไม่เอาอีกแล้วนะคะะะ) จบเพียงเท่านี้ สวัสดีค่ะ ปล ดีขึ้นและ มีแม่ยี่สุ่นมาปลอบใจ555

‘เล้ง–แสตมป์’ รับรางวัลเกียรติยศ SMEs สร้างอาชีพ

‘เล้ง–แสตมป์’ รับรางวัลเกียรติยศ SMEs สร้างอาชีพ

‘เล้ง–แสตมป์’ รับรางวัลเกียรติยศ SMEs สร้างอาชีพ

วันศุกร์ ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 16.19 น.

เล้ง–แสตมป์ สองนักแสดงจากซีรีส์ดัง“ลอยแก้ว (Loykaew First Love)”, “เงารักใต้แสงเทียน (Hearts Aglow)” และ “ปานดวงใจ (Signature)”ได้ต่อยอดความสำเร็จจากวงการบันเทิงสู่โลกธุรกิจจริง ด้วยการสร้างแบรนด์เครื่องสำอางผู้ชาย “LAMP (Let Men Glow)”ล่าสุดในฐานะ CEO ผลิตภัณฑ์ LAMP ภายใต้ บริษัท เก้าสตาร์กรุ๊ป จำกัดเข้ารับ รางวัลเกียรติยศและความสำเร็จของผู้ประกอบการ SMEs สาขา Star Businessในงาน “SMEs สร้างอาชีพ Awards ครั้งที่ 10 ประจำปี 2568”

เล้ง ณัฐพล กล่าวว่า“รู้สึกดีใจและเป็นเกียรติมากครับที่แบรนด์ LAMP ได้รับการยอมรับ ถือว่าเป็นการเริ่มต้นที่ดีในการทำธุรกิจอย่างจริงจัง ขอบคุณทีมงานทุกคนที่ร่วมสร้างแบรนด์นี้ขึ้นมาด้วยหัวใจครับ”

แสตมป์ พรวศิน เสริมว่า“พอเราเริ่มผลิต เริ่มทำ ก็ได้รับกำลังใจที่ดีจากทุกฝ่าย ขอบคุณแฟนๆ ที่เชื่อมั่นในเรา และขอขอบคุณ คุณพรทิพย์ แก่นจันทร์ ที่มอบโอกาสและแรงสนับสนุนในวันนี้ครับ”แบรนด์ LAMP: ความมั่นใจของผู้ชายรุ่นใหม่“LAMP” ย่อมาจาก Let Men Glow

สื่อถึงแนวคิดที่ว่า “ผู้ชายทุกคนมีสิทธิ์ที่จะเปล่งประกายในแบบของตัวเอง”

‘หนุ่ม กรรชัย’แอดมิตโรงพยาบาลด่วน ปวดท้องเฉียบพลัน-ค่าตับสูงผิดปกติ

'หนุ่ม กรรชัย'แอดมิตโรงพยาบาลด่วน ปวดท้องเฉียบพลัน-ค่าตับสูงผิดปกติ

‘หนุ่ม กรรชัย’แอดมิตโรงพยาบาลด่วน ปวดท้องเฉียบพลัน-ค่าตับสูงผิดปกติ

วันศุกร์ ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 15.45 น.

31 ตุลาคม 2568 หลังจากที่ผู้ประกาศข่าวคนดัง ‘หนุ่ม’ กรรชัย กำเนิดพลอย หายหน้าหายตาออกจาหน้าจอไปหลายวัน ดร.หมวย อริสรา กำธรเจริญ ได้ออกมาเปิดเผยผ่านทางรายการ เที่ยงวันทันเหตุการณ์ แจ้งข่าวถึงอาการป่วยของ ‘หนุ่ม กรรชัย’ เผยว่า หนุ่ม กรรชัย ได้โทรมาแจ้งอาการด้วยตัวเอง โดยมีอาการอ่อนเพลียและมีไข้ต่อเนื่องมาหลายวัน กระทั่งเมื่อวานนี้ มีอาการปวดท้องอย่างรุนแรงอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนในชีวิต ทำให้ต้องเข้ารับการตรวจร่างกายอย่างเร่งด่วน

จากการตรวจเลือดพบว่า ค่าตับสูงผิดปกติ แพทย์จึงสันนิษฐานว่าอาการป่วยดังกล่าวน่าจะเกิดจากนิ่วในถุงน้ำดี หลุดไปอุดที่ท่อน้ำดี จนทำให้เกิดอาการอักเสบขึ้น ปัจจุบัน ‘หนุ่ม กรรชัย’ อยู่ระหว่างการรักษา จึงต้องแอดมิตโรงพยาบาลตั้งแต่เมื่อคืนนี้จำเป็นต้องพักรักษาตัวอีกระยะหนึ่งและต้องยกเลิกงานในช่วงนี้ 

ฮาโลวีนปีนี้ชนะเลิศ! ‘ลิซ่า ลลิษา’เล่นใหญ่แปลงโฉมเป็น’ฆีบาโร’พรายน้ำเกล็ดทอง

ฮาโลวีนปีนี้ชนะเลิศ! 'ลิซ่า ลลิษา'เล่นใหญ่แปลงโฉมเป็น'ฆีบาโร'พรายน้ำเกล็ดทอง

ฮาโลวีนปีนี้ชนะเลิศ! ‘ลิซ่า ลลิษา’เล่นใหญ่แปลงโฉมเป็น’ฆีบาโร’พรายน้ำเกล็ดทอง

วันศุกร์ ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 15.13 น.

31 ตุลาคม 2568 พอถึงเทศกาลฮาโลวีนซึ่งตรงกับวันที่ 31 ตุลาคมของทุกปี เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งเทศกาลที่คึกคักกันไปทั่วโลก คนดังทั้งไทย-เทศ แห่ออกมาแปลงโฉมเป็นผี หรือตัวละครจากภาพยนตร์ต่างๆ ล่าสุดทำเอาตะลึงไปทั่วโลกเมื่อศิลปินสาวชื่อดังอย่าง ‘ลิซ่า’ ลลิษา มโนบาล ที่ออกมาโพสต์ภาพผ่านอินสตาแกรมส่วนตัว “@lalalalisa_m” แปลงโฉมเป็น ‘ฆีบาโร’ (Jibaro) ไซเรนสาว หรือ พรายน้ำเกล็ดทอง จาก Love, Death +Robots ซึ่งเป็นไซไฟแอนิเมชั่นที่ฉายในเน็ตฟลิกซ์ 

‘ฆีบาโร’ (Jibaro) หญิงสาวที่ใช้เสียงร้องอันทรงพลัง เพื่อล่อลวงเหล่าอัศวินที่เดินทัพผ่านแม่น้ำให้จมดิ่งสู่ความตาย ซึ่งสิ่งที่ทำให้ตัวละครนี้โดดเด่นคือ ชุดเครื่องประดับทองคำและอัญมณีสีสันจัดจ้าน ที่ประดับประดาอยู่ทั่วร่างกายตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า สุดวิจิตรตระการตา และแฝงไว้ด้วยเสน่ห์ความลึกลับที่ยากจะต้านทาน

อ.เบียร์ ฅนตื่นธรรม ตอบ ‘เอ๊ะ อิศริยา’จี้ปม ไม่มีลูกใครจะดูแล จนเหว่อ!

อ.เบียร์ ฅนตื่นธรรม ตอบ 'เอ๊ะ อิศริยา'จี้ปม ไม่มีลูกใครจะดูแล จนเหว่อ!

อ.เบียร์ ฅนตื่นธรรม ตอบ ‘เอ๊ะ อิศริยา’จี้ปม ไม่มีลูกใครจะดูแล จนเหว่อ!

วันศุกร์ ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

แค่อีพีแรกก็สนุก และถูกใจคนโสดสุดๆ โดยเฉพาะสาวๆทั้งหลายที่ชอบถูกตั้งคำถามจากป้าข้างบ้าน ทำไมถึงไม่มีคู่ ไม่มีลูก แก่มาใครจะดูแล งานนี้ เอ๊ะ อิศริยา สายสนั่น จึงชวน อ.เบียร์ ฅนตื่นธรรม มาในรายการ “โสดโซไซตี้ (Single Society)” ทางยูทูบช่อง KRP Entertainment รายการวิดีโอพอดแคสต์ ร่วมพูดคุยกันอย่างเข้มข้นถึงเรื่องราวชีวิตคนโสด โดยเฉพาะการเผชิญกับคำถามบีบคั้นจากสังคมว่าทำไมถึงไม่มีคู่หรือไม่มีลูก อ.เบียร์ จึงเปิดใจถึงการใช้ชีวิตอย่างมีความสุขในฐานะคนโสด พร้อมชี้ให้เห็นว่าความเศร้าและเหงาในชีวิตนั้นไม่ใช่เรื่องที่น่ากลัว และการดูแลตัวเอง ถือเป็นหนึ่งในกุญแจสำคัญของชีวิตที่มีคุณค่า ใครพลาด! สามารถติดตามชมการพูดคุยอย่างตรงไปตรงมาและแฝงไปด้วยแง่คิดดี ๆ ที่จะทำให้คุณมีกำลังใจในการใช้ชีวิตโสดต่อไป            

 มีคำพูดนึง หลายคนที่ถูกถามมันจะเจ็บจี๊ดอย่างหาว่าหนูขึ้นคาน ไม่มีใครเอา สำหรับผู้หญิงที่มีอายุเยอะแล้ว จะตอบไงดี?

ก็ไม่ต้องสาระแน แก่ก็แก่ที่หน้ากู ที่ตัวกู ไม่ใช่แก่ที่มึงจ๊ะ มึงมีหรือยัง ถ้ามีแล้ว มีไม่ดี ก็ยอมอยู่เป็นโสด กูขออยู่บนคานแบบมีความสุข ดีกว่าอยู่ใต้คาน แล้วมีความทุกข์เหมือนมึง กูไม่เอาหรอก ดังนั้นเราต้องย้อนกลับมาดูตัวเราเอง เราอยู่บนคาน เราอยู่เป็นโสด 30 ยังแจ๋ว เรายังแจ๋วอยู่เลย ที่สำคัญปากกูก็แจ๋วมากด้วย นี่ประเด็น

เราแจ๋วขนาดนี้ เรามีความสุข เรามีเงินทอง ตอบสนองต่อความต้องการ เราไม่มีความทุกข์ ในขณะที่เราไปนั่งดูเอนเราไม่โสด โดนสอยไปแต่อายุ 20 ปี แบบนี้ เยื้อพรหมจารีขาดไปตอนอายุเท่าไร เราไม่รู้ แต่ในขณะที่เรารักษาความบริสุทธิ์ หรือขาดไปแล้วก็แล้วแต่ แต่เราไม่มีเป็นตัวเป็นต้นแค่นั้นเอง แต่สุดท้ายแล้วคำถามคือ เรายังมีความสุขกว่าเขาไหม เราเห็นเขาทะเลาะกับผัว สุดท้ายเขาวิ่งมาหาเราในฐานะเราโสด แล้วก็มาปรึกษาตลอด เดี๋ยวมีปัญหาเรื่องผัว ลูก เรื่องเงินที่ดูแลครอบครัวไม่ได้ เดี๋ยวทะเลาะกันอีกแล้วผัวมีกิ๊ก

ปัญหาเยอะแยะ แต่เรากลับไม่มีปัญหาอะไรเลย ปัญหาเดียวคือ กูเหงา กูหงี่ แค่นั้นเองที่เรามี สุดท้ายเรามีความสุขไหม เราใช้เงินแบ่งใครไหม เอ่อไม่แบ่ง เรากินอิ่มนอนหลับไหม เรากินอิ่มนอนหลับ เราสุขสบายดี แค่ใคร่ เหงา เหงาเราแก้ด้วยการไปเที่ยว โทรคุยกับเพื่อนได้ ฯลฯ สุดท้ายแล้วโสดแล้วเหงา ยังดีกว่ามีปัญหาวุ่นวายเต็มครอบครัว เต็มหัวกบาลไปหมดฯลฯ

อาจารย์ทำให้คำว่าขึ้นคาน ดูมีบุญมาก?

มันมีบุญนะ มีบุญ

แต่มันจะมีคำนึงที่ชอบถูกถามว่า วันนึงแก่ตัวไปแล้วใครจะมาดูแล?

เอาไรมาวัดว่ามันจะดูแล ทุกวันนี้มันแทบจะเอาตีนมาเขี่ยพ่อ เขี่ยแม่มันด้วยซ้ำ บางทีข้าวมันก็ป้อนทางปาก บางทีถ้าเป็นพ่อแม่ที่ดี ดูแลลูกดีก็อาจจะรอด แต่เรามั่นใจได้ไงว่า เราจะเป็นพ่อแม่ที่ดีได้อย่างไร ที่จะทำให้ลูกกตัญญูกับเรา มีลูกก็ไม่ได้หมายความว่าจะกลับมาดูแลเรา ผัวก็ไม่ได้หมายความว่า ระหว่างทางมันจะอยู่กับเราจนแก่ตาย ระหว่างทางมันอาจจะแยกไปอยู่ที่ไหนก็ได้ ทำไมต้องคิดว่าเขาต้องดูแลเรา ทำไมไม่คิดว่าเราต้องดูแลเขา และทำไมไม่คิดว่าเราจะดูแลตัวเอง เก็บเงินให้เยอะมากที่สุด แล้วเอาเงินนั้นแหละมาจ้างให้คนมาดูแลเรา เวลามีเงินจ่ายเงินไปใครก็อยากดูแลเราอย่างดีด้วยซ้ำ

คนอยู่ด้วยกันนานๆ มันเก็บกดไหม 30 ปี สามีเก็บกดไหม มันเคยเกลียดเรา คบกันมานาน สันดานมันออกหมดแล้ว วันนึงที่มีโอกาส ในการดูแลเรา วันนั้นโอกาสมันจะซ้ำเรา จะมีสักกี่คนที่ป่วยติดเตียง หรือแก่ชราไป เขาจะดูแลเรา ทั้ง ๆที่เราไม่เคยดูแลเขาจริงจัง ด่าเขาเช้าชามเย็นชาม สุดท้ายแล้ววิธีดีที่สุด ดูแลตัวเอง พระพุทธเจ้าจึงบอกว่าให้เราพึ่งตนพึ่งธรรม อย่าไปพึ่งคนอื่น คนหลายคนตั้งคำถามกับอาจารย์ว่า ทำไมไม่มีลูก กูพึ่งตัวเองได้ ใส่ผ้าอ้อมเองได้ แต่ถ้าป่วยติดเตียงในที่สุด กูมีเงิน เก็บเงินไว้เรียบร้อยแล้ว สำรองไว้ทุกอย่าง ถึงเวลาเอาเงินจ่าย ทุกอย่างพอมันหมดก็ตายแค่นั้นเอง สุดท้ายทุกคนจะเดินสู่ความตายด้วยกันทั้งสิ้น ดูแลให้ดีแค่ไหน ตายไหม ตาย ดูแลไม่ดีตยไหม ตาย สุดท้ายเดินทางไปสู่ความตายทั้งสิ้น จะไปยึดมั่นถือมั่นทำไมว่าใครจะต้องมาดูแล ฯลฯแฟนๆ และเหล่าคนโสดทั้งหลาย สามารถรับชมรายการ “โสดโซไซตี้ (Single Society)”  ทุกวันศุกร์ เวลา 17.00 น. ทางยูทูบช่อง KRP Entertainment และทุกแพลตฟอร์มออนไลน์ Official : KRP Entertainment  #โสดโซไซตี้ #singlesociety #โสดแต่มีความสุข #โสดเป็นสุข #โสดเป็นเพื่อนกัน #โสดที่แปลว่าไม่มีใคร

‘ลิซ่า’ร่างทอง! สวมชุดเสื้อเกราะนักรบฝีมือคนไทย ดีไซเนอร์ปลื้มชีวิตคอมพลีทแล้ว

'ลิซ่า'ร่างทอง! สวมชุดเสื้อเกราะนักรบฝีมือคนไทย ดีไซเนอร์ปลื้มชีวิตคอมพลีทแล้ว

‘ลิซ่า’ร่างทอง! สวมชุดเสื้อเกราะนักรบฝีมือคนไทย ดีไซเนอร์ปลื้มชีวิตคอมพลีทแล้ว

วันพฤหัสบดี ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 18.24 น.

30 ตุลาคม 2568 เรียกได้ว่าสร้างความฮือฮาตั้งแต่ปรากฎตัวบนคอนเสิร์ตสุดยิ่งใหญ่ BLACKPINK DEADLINE IN BANGKOK บนเวทีโซโล่เดี่ยวของศิลปินระดับโลกสัญชาติไทย ‘ลิซ่า’ ลลิษา มโนบาล ที่ทั้ง 3 วันของคอนเสิร์ต ลิซ่าได้เลือกแบรนด์ไทยมาดีไซน์ชุดให้กับเธอ กับลุควันแรกที่เป็นที่พูดถึงเป็นอย่างมาก ซึ่งประเดิมด้วยชุดสีทองระยับ จากแบรนด์  HOOK’S by PRAPAKAS ที่ถูกออกแบบและตัดเย็บโดยทีมดีไซเนอร์ไทย 100% 
 
ล่าสุด ‘ลิซ่า ลลิษา’ ได้ออกมาโพสต์ภาพผ่านทางไอจีส่วนตัว “@lalalalisa_m” ที่มีผู้ติดตามกว่า 100 ล้านฟอลโลเวอร์ กับลุคร่างทองของเธอ พร้อมแคปชั่น “So excited to be back home with my girls I can always rely on my Thai Blinks to bring the energy”

ซึ่งพบว่าทางดีไซเนอร์ที่ออกแบบชุดนี้ให้ ‘ลิซ่า ลลิษา’ อย่างคุณผักกาด ประภากาศ อังศุสิงห์ ก็ได้ออกมาโพสต์รายละเอียดของชุดผ่านทางอินสตาแกรมส่วนตัว “@prapakas” โดยระบุข้อความว่า “น้องLISA เป็นสาวไทย คือ โจทย์ที่ได้รับ BRIEF จากคุณแนน ELEMENTS ความเป็นไทย DETAIL ที่บ่งบอกวัฒนธรรมแบบไม่ตะโกน จาก IDEA ที่ค่อนข้างชัดเจนมากๆอยู่แล้วทำให้ง่ายต่อการออกแบบ COSTUMEนี้ พวงมาลัยที่สะโพก การใช้แผ่นกลมทองมาประกอบคล้ายเสื้อเกราะนักรบ แสดงถึงความแข็งแรง แข็งแกร่ง ที่แฝงความนุ่มนวลในแบบสาวไทยอีกด้วย

คนแรกเลยที่ขอขอบคุณ @nanist คนเก่ง ที่นึกถึง #teamhooks ดีใจและภูมิใจมากๆที่ได้เป็นส่วนนึงของconcert #blackpinkworldtour2025 พวกเราก็ขอปล่อยพลังกันสุดฝีมือขอบคุณ #teamhooks ทุกคนที่เก็บทุกรายละเอียดให้แบบไม่ต้องขอ เพราะเรา SUPPORT LISA ตลอดไป” และเมื่อ ‘ลิซ่า ลลิษา’ มาโพสต์รูปดีไซเนอร์ก็ได้ออกมาโพสต์ว่า “น้ำตาจะไหลชีวิตติ่งที่ COMPLETED”

‘ป๋อ ณัฐวุฒิ-เอ๋ พรทิพย์’เล่าโมเมนต์ที่เคยทะเลาะกันหนักเหมือนคนที่ไม่รัก

'ป๋อ ณัฐวุฒิ-เอ๋ พรทิพย์'เล่าโมเมนต์ที่เคยทะเลาะกันหนักเหมือนคนที่ไม่รัก

‘ป๋อ ณัฐวุฒิ-เอ๋ พรทิพย์’เล่าโมเมนต์ที่เคยทะเลาะกันหนักเหมือนคนที่ไม่รัก

วันพฤหัสบดี ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 16.08 น.

ป๋อ ณัฐวุฒิ  จูงมือภรรยาคนสวย เอ๋ พรทิพย์  มารายการ Club Friday Show ผลิตโดย CHANGE2561 ป๋อ ณัฐวุฒิ  เผยเคยอาการหนัก !! ติดอยู่บนบัลลังก์ของคำว่า “พระเอก” จนหาทางลงไม่เจอ ต้องรู้จักว่าวันนั้นคือวันนั้นวันนี้ไม่ใช่วันนั้นอีกแล้ว  ตำนานพระเอกหลงรักนางร้ายของ “ป๋อ ณัฐวุฒิ” & “เอ๋ พรทิพย์” ที่เกือบจะไม่ได้รักกัน !! คนโทรมาด่าทุกวันว่าไม่เหมาะสมกันเลย “ป๋อ & เอ๋” เล่าโมเมนต์ที่เคยทะเลาะกันหนักเหมือนคนที่ไม่รักกันแล้ว… หย่าเป็นหย่า พังเป็นพัง และช่วงเวลาที่อ่อนแอที่สุด เกิดมรสุมลูกใหญ่ในชีวิตของทั้งคู่จับมือกันผ่านช่วงเวลาเหล่านั้นมาได้อย่างไร ?? “ป๋อ & เอ๋” โดนกระแสดราม่าหนัก !! ลงคลิปตั้งใจจะช่วยโปรโมตกลายเป็นคลิปให้คนมาคอมเมนต์ด่าด้วยความเกลียดชังถึงขั้นแช่งให้ตาย…

ถาม ป๋อ เป็นคนที่ติดกับบทพระเอกไหม เพราะว่าที่ผ่านมาคือพระเอกมาชั่วชีวิต

ป๋อ ณัฐวุฒิ : ติดนะ เพราะว่าผมก็เป็นพระเอกมาตั้งแต่ต้น มันก็ล้างสมองเรามาพอสมควร 20 ปี แล้วก็ทำให้ผมเชื่อว่าเป็นแบบนั้น

ถาม เราติดบัลลังก์ทำยังไง ทำยังไงเราจะลงจากบัลลังก์มันยาก

ป๋อ ณัฐวุฒิ : ยากมากครับ เมื่อก่อนเวลาไปยืนถ่ายรูปกันเราจะได้ยืนอยู่ตรงกลาง และอยู่แถวหน้าด้วย เดี๋ยวนี้ประมาณแถวที่สาม วิลลี่ แมคอินทอช บอกหมดแล้วป๋อ คมแฝก หมดแล้วมันไม่มีอีกแล้ว ต้องรู้จักว่าวันนั้นคือวันนั้น วันนี้ไม่ใช่วันนั้นอีกแล้ว

ถาม แปลว่ามันเคยหนัก

ป๋อ ณัฐวุฒิ : เคยหนักมากครับ

ถาม พอทุกคนเริ่มรู้มี Feedback อะไรกลับมาหาเราบ้าง

เอ๋ พรทิพย์ : กระหน่ำเลยค่ะ เอ๋ก็จะโดนแบบเรื่องของความไม่เหมาะสม ตัวร้ายกับพระเอกแล้วก็จะมีทั้งโทรศัพท์มาด่า ทางข้อความก็จะมีส่งข้อความมาด่า โทรเข้ามือถือเลยค่ะโทรเข้ามาด่า มีคนโทรเข้ามาแล้วเอ๋รู้ว่า เขาโทรมาจะโทรมาด่าเอ๋ เอ๋ก็เปิดสปีกเกอร์โฟนให้พี่ป๋อฟัง ตอนนี้เขาอยู่ที่บ้านพี่ป๋อแล้วก็อยู่ข้างๆพี่ป๋อด้วย พี่ป๋อเป็นของเขาด่าหยาบคายเละเหมือนกัน เราก็รู้สึกเสียใจ เราก็บอกพี่ป๋อว่าถ้าไม่ไหวอย่าฝืนเราพูดเลยค่ะ

ถาม ก็มีความต่างถึงขนาดที่ว่าทะเลาะกันได้ทุกเรื่อง

เอ๋ พรทิพย์ : จะหนักที่สุดเลยก็คือตอนที่มีลูก เดินขาซ้ายยังผิดเลยทำอะไรก็ผิดไปหมดค่ะ เรื่องอะไรเล็กๆน้อยๆก็ยังทะเลาะกัน

ป๋อ ณัฐวุฒิ : เอ๋ก็เกลียดผม แล้วผมก็เกลียดเอ๋แล้วก็พูดแรงด้วย เหมือนไม่รักแล้ว ไม่สนแล้ว พัง เลี้ยงลูกได้ วางแผนเลยว่าถ้าหย่าแล้วมรดกจะไปอยู่ที่ใคร

เอ๋ พรทิพย์ : งง ไปหมดเลยค่ะนี่มันเรื่องจริงใช่มั้ย หย่าจริงๆใช่มั้ย

ถาม มีข่าวว่าเอ๋ป่วย

ป๋อ ณัฐวุฒิ : หมอเขาบอกว่าเป็นมะเร็ง

เอ๋ พรทิพย์ : ตอนนั้นเอ๋ช็อคเหมือนบ้านถล่มเลยค่ะ ฟังใครไม่รู้เรื่องเลยมันเกิดขึ้นกับเรา เรารู้สึกว่ามันใช่เหรอฟังอะไรไม่ออกเลย ร้องไห้อย่างเดียวเลยเราจะตายไหม มันคิดอยู่แค่นั้นมันเหมือนมันช็อค ช็อคว่าทำไมมันถึงมาเกิดขึ้นกับเรา แล้วเราจะไปยังไงต่อ ถ้ามันลามแล้วเราจะต้องทำยังไงต่อ คือคิดถึงแต่หน้าลูก

ป๋อ ณัฐวุฒิ : คือรู้สึกว่าทุกอย่างมันถาโถม แต่วันที่แย่ที่สุดคือวันที่เขาผ่า

ถาม ความตั้งใจตอนนั้นเรารู้สึกว่าเราอยากแชร์ สิ่งที่เราเจอเพื่อเป็นประโยชน์กับคนอื่น

ป๋อ ณัฐวุฒิ : เราก็ลงคลิปโปรโมตมันก็ทำให้เกิดคนมีความไม่เข้าใจว่า ทำไมต้องโปรโมตความเจ็บป่วยของตัวเอง เล่นกับความรู้สึกคน

ถาม กระแสดราม่าคนเข้าไปด่า เราเยอะพอสมควร

เอ๋ พรทิพย์ : คืออันนี้ เอ๋ไม่ได้อ่านข้อความเลย พี่ป๋อเค้าไม่ให้เอ๋เล่นโซเชียลเลย คือเขาเป็นคนที่เก็บอยู่คนเดียวเลย

ป๋อ ณัฐวุฒิ : เราเป็นมะเร็งโกรธอะไรเรา เราแค่ อยากจะสื่อสารออกไปว่าถ้ามีโอกาส ไปตรวจนะ แต่กลายเป็นสิ่ง ที่เราได้รับกลับมาคือแรงเกลียด ให้มันเป็นมะเร็งระยะที่สี่ให้มันตาย ไปทั้งผัวทั้งเมีย

‘นุสบา’เผยภาพ’ปู่เล็ก วานิชอังกูร’เจ้าของห้างแห่งสยาม รับใช้ใต้เบื้องพระยุคลบาทจนลมหายใจสุดท้าย

'นุสบา'เผยภาพ'ปู่เล็ก วานิชอังกูร'เจ้าของห้างแห่งสยาม รับใช้ใต้เบื้องพระยุคลบาทจนลมหายใจสุดท้าย

‘นุสบา’เผยภาพ’ปู่เล็ก วานิชอังกูร’เจ้าของห้างแห่งสยาม รับใช้ใต้เบื้องพระยุคลบาทจนลมหายใจสุดท้าย

วันพฤหัสบดี ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 15.32 น.

30 ตุลาคม 2568 ถือว่าเป็นช่วงเวลาแห่งความโศกเศร้าของพสกนิกรชาวไทย หลังจากที่ สำนักพระราชวังได้เผยแพร่ประกาศ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จสวรรคต ในวันศุกร์ที่ ๒๔ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๖๘ เวลา ๒๑ นาฬิกา ๒๑ นาที ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ด้วยพระอาการสงบ สิริพระชนมพรรษาปีที่ ๙๓

ล่าสุดนักแสดงรุ่นใหญ่ นุสบา ปุณณกันต์ หรือสกุลเดิม วานิชอังกูร ได้ออกมาโพสต์ภาพผ่านทางอินสตาแกรมส่วนตัว “@nusbapunnakanta” เป็นภาพถ่ายของ คุณปู่เล็ก วานิชอังกูร ในชุดทหาร ระบุข้อความว่า …”ภาพแห่งความทรงจำ.. จากลูกหลานครอบครัว ‘วานิชอังกูร’

ในช่วงเวลาหนึ่ง คุณปู่เล็ก นายเล็ก วานิชอังกูร ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ เคยได้รับโปรดเกล้าฯแต่งตั้งเป็นวุฒิสมาชิก เคยได้ถวายงานรับใช้ใต้เบื้องพระยุคลบาททั้งสองพระองค์ ในราชสำนักในงานสังคมสงเคราะห์ต่างๆ จนลมหายใจสุดท้ายและถึงแก่กรรมด้วยโรคหัวใจวายเมื่อปี 2518

ดังเป็นที่ประจักษ์จากรุ่นสู่รุ่นถึงพระราชปณิธาน พระเมตตาใต้ร่มพระบารมีของในหลวงและพระราชินี ล้นเกล้าทั้งสองพระองค์ได้พระราชทานโอกาส สนับสนุนส่งเสริมความเท่าเทียมแก่ประชาชนชาวไทยทุกศาสนาอย่างเสมอภาคกัน ครอบครัววานิชอังกูรกราบน้อมถวายความอาลัยด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ เทิดไว้เหนือเกล้าสถิตในดวงใจนิรันดร์”

ซึ่งทางเฟซบุ๊กเพจ “ภาพเก่าในอดีต” ได้โพสตประวัติของ คุณเล็ก วานิชอังกูร หรือ คุณปู่เล็ก นามสกุลเดิมคือ ดาลจาวัล เป็นเจ้าของ “ห้าง นูระดิน ดาลจาวัล ” ถือว่าเป็นหนึ่งในห้างชั้นนำในยุคนั้นในสยาม ซึ่งเป็นบริษัทดำเนินการกิจการประมูลส่งเครื่องอุปโภคบริโภคให้แก่ สำนักพระราชวัง กระทรวง ทบวง และ กรม กองต่างๆ สินค้าที่เป็นที่รู้จักของร้านนายห้างนูรุดดีนได้แก่ ข้าวสาร เครื่องแบบของข้าราชการทั้งพลเรือน และ ทหาร