สำนักงานฯ มอบรางวัลประกวดหนังสั้น ปลุกพลังนักศึกษาส่งต่อความสุข สร้างสังคมแห่งการให้

สำนักงานฯ มอบรางวัลประกวดหนังสั้น ปลุกพลังนักศึกษาส่งต่อความสุข สร้างสังคมแห่งการให้

สำนักงานฯ มอบรางวัลประกวดหนังสั้น ปลุกพลังนักศึกษาส่งต่อความสุข สร้างสังคมแห่งการให้

วันพฤหัสบดี ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 13.22 น.

สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล (GLO) นำโดย พันโท หนุน ศันสนาคม ผู้อำนวยการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ร่วมกับ บริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป จำกัด (มหาชน) นำโดย นายสุรเชษฐ์ อัศวเรืองอนันต์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายสื่อโฆษณา บริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป จำกัด (มหาชน) จัดพิธีประกาศผลและมอบรางวัล GLO SHORT FILM CONTEST 2025 ภายใต้แนวคิด Happiness of Give–เป็นผู้ให้ ส่งต่อความสุข สร้างสังคมแห่งการให้” ณ โรงภาพยนตร์ SAMSUNG LED CINEMA @ SIAM PARAGON ชั้น 6 ศูนย์การค้าสยามพารากอน

พันโท หนุน ศันสนาคม ผู้อำนวยการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล เปิดเผยว่า “สำนักงานฯ ได้ให้การสนับสนุน โครงการประกวดภาพยนตร์สั้น GLO SHORT FILM CONTEST อย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 โดยมุ่งหวัง ในการสร้างพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ได้แสดงพลังความคิดสร้างสรรค์ผ่านภาพยนตร์สั้น เพื่อถ่ายทอดมุมมองต่อสังคมแห่งการให้ พร้อมส่งเสริมให้คนรุ่นใหม่ใช้สื่อภาพยนตร์เป็นเครื่องมือสื่อสารที่สร้างแรงบันดาลใจและปลุกพลังบวกในสังคม”

สำหรับโครงการประกวดภาพยนตร์สั้น GLO SHORT FILM CONTEST ได้รับความสนใจจากนิสิตนักศึกษาทั่วประเทศ สนใจส่งผลงานเข้าร่วมประกวดกันเป็นจำนวนมาก โดยปีนี้มีจำนวนผลงาน
กว่า 140 ผลงาน เป็นจำนวนที่สูงที่สุดจากปีที่ผ่าน ๆ มา ซึ่งแต่ละผลงานสะท้อนแนวคิดแห่งการให้ และการส่งต่อความสุขในรูปแบบที่หลากหลาย น่าสนใจ เป็นการส่งต่อคุณค่าแห่งการเกื้อกูลภายใต้บริบทของสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป ตลอดจนความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่ไม่เคยหยุดนิ่ง

สำหรับผลงานภาพยนตร์สั้นที่เข้าร่วมโครงการ จะผ่านการคัดเลือกโดยกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในวงการภาพยนตร์ไทยและวงการโฆษณามาร่วมตัดสินผลงานอย่างเข้มข้น ได้แก่ เบนซ์-ธนชาติ ศิริภัทราชัย Director, Co-Founder – Salmon House, คุ้ย-ทวีวัฒน์ วันทา Producer & Film Director, ยอร์ช-ฤกษ์ชัย พวงเพ็ชร์ Producer & Film Director เพี่อเฟ้นหาทีมที่ได้รับรางวัลทั้งหมด 10 ทีม เพื่อรับรางวัลชนะเลิศ, รองชนะเลิศอันดับ 1, รองชนะเลิศอันดับ 2 และรางวัลชมเชยให้กับอีก 7 ทีม รวมมูลค่ากว่า 800,000 บาท

“ขอชื่นชมและแสดงความยินดีน้อง ๆ นักศึกษาทุกท่าน ที่เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งกับโครงการประกวดภาพยนตร์สั้นในครั้งนี้ สะท้อนถึงการมองเห็นคุณค่าจากความสุขแห่งการให้ร่วมกันกับสำนักงานฯ และเชื่อว่าจะสามารถแปรเปลี่ยนพลังสร้างสรรค์นี้ถ่ายทอดให้กับคนในสังคม เพื่อเป็นการสร้างแรงบันดาลใจ นำไปสู่การปฏิบัติต่อไป”  

สำหรับผลการประกวด มีดังนี้ รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ ทีม “คาปิบาร่า” ผลงานภาพยนตร์เรื่อง “แค่ให้ด้วยใจ” จาก “มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตสุรินทร์” รับทุนการศึกษามูลค่า 100,000 บาท, รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ ทีม “Thungsong Hometown” ผลงานภาพยนตร์เรื่อง “Give To Getters : ยิ่งให้ยิ่งได้” จาก “มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช, มหาวิทยาลัยศรีปทุม” รับทุนการศึกษามูลค่า 80,000 บาท, รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่ทีม “LoOne Film” ผลงานภาพยนตร์เรื่อง “เกื้อๆตักเเกงให้หน่อย” จาก “มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์” รับทุนการศึกษามูลค่า 50,000 บาท

ในส่วนของรางวัลชมเชย ได้แก่ รางวัลชมเชย 7 รางวัล รางวัลละ 10,000 บาท ได้แก่ทีม “Stella (สเตลล่า)” ผลงานภาพยนตร์เรื่อง “ให้ เรียนรู้” จาก “มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์”, ทีม “คิดเองหัวตื้อ” ผลงานภาพยนตร์เรื่อง “worthless yet worthy-ไร้ค่าแต่ทรงคุณค่า” จาก “มหาวิทยาลัยศรีปทุม”, ทีม “Breakdown” ผลงานภาพยนตร์เรื่อง “Generation Give รนุ่ นี้….มีแต่ให้” จาก “มหาวิทยาลัยศิลปากร”

ทีม “เบ้อเร่อ” ผลงานภาพยนตร์เรื่อง “คุณนายคะมีนานุชอยากบอก” จาก “มหาวิทยาลัยแม่โจ้”, ทีม “Summer Orangutan” ผลงานภาพยนตร์เรื่อง “Heart Again” จาก “มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี”, ทีม “FLOP FILMS” ผลงานภาพยนตร์เรื่อง “ของขวัญส่งต่อ the give must go on” จาก “มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม”, ทีม “Mix Media” ผลงานภาพยนตร์เรื่อง “ยิ้ม ( smile )” จาก “มหาวิทยาลัยขอนแก่น” กิจกรรม GLO SHORT FILM CONTEST เป็นเวทีที่เปิดโอกาสให้นิสิตนักศึกษาได้แสดงความสามารถในการผลิตภาพยนตร์สั้น พร้อมส่งต่อแนวคิดดีๆ สู่สังคม ผ่านพลังของการเล่าเรื่องในแบบของคนรุ่นใหม่ สามารถติดตามข่าวสารเพิ่มเติมและชมผลงานที่ได้รับรางวัลได้ที่ Website : www.glo.or.th , Facebook : สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล , gloshortfilmcontest2025 หรือ Major Cineplex

ดังโดนใจพ่อ!! ‘TG Tiger’ ลูกชาย ‘เสก โลโซ’ โกอินเตอร์ ร่วมงานศิลปินเกาหลี ‘Jiselle’

ดังโดนใจพ่อ!! ‘TG Tiger’ ลูกชาย ‘เสก  โลโซ’ โกอินเตอร์ ร่วมงานศิลปินเกาหลี ‘Jiselle’

ดังโดนใจพ่อ!! ‘TG Tiger’ ลูกชาย ‘เสก โลโซ’ โกอินเตอร์ ร่วมงานศิลปินเกาหลี ‘Jiselle’

วันพฤหัสบดี ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 12.09 น.

สร้างหมุดหมายใหม่บนเส้นทางดนตรี เมื่อ TG Tiger (เสฏกานต์ ศุขภิมาย) ศิลปินหนุ่มมาดเท่ ปล่อยซิงเกิล “24:365” (Twenty-four Three Sixty-Five) เพลงที่เขาเขียนเองทุกถ้อยคำ ถ่ายทอดเรื่องราวของความรักและความคิดถึงที่มีต่อใครคนหนึ่งตลอด 24 ชั่วโมง 365 วัน เพลงนี้คืออีกก้าวสำคัญที่ฉายภาพ TG Tiger ในมุมที่เติบโต สดใส แต่ยังคงความดิบและเท่ในแบบฉบับของเขา

จังหวะและบีทถูกออกแบบให้โยกตามได้ทันที ฟังแล้วติดหู ชวนขยับร่างกายตามไปโดยไม่รู้ตัว ที่พิเศษยิ่งกว่า คือการพาโปรเจกต์นี้โกอินเตอร์อย่างจริงจัง TG Tiger ตัดสินใจบินลัดฟ้าไปเกาหลีใต้ ร่วมงานกับทีมโปรดิวเซอร์มืออาชีพระดับสากล พร้อมคว้าตัว Jiselle ศิลปินสาวเกาหลีที่มีเสียงโดดเด่นและสไตล์เฉพาะตัว มาฟีเจอริง เติมกลิ่นอาย K-R&B ทำให้เพลงมีรสชาตินุ่มนวลแต่ยังเฉียบคม

เบื้องหลังงานคุณภาพนี้ ได้ทีมตัวท็อปช่วยรังสรรค์ ตั้งแต่ Goldash โปรดิวเซอร์สายอินเตอร์, Andnew มือมิกซ์มากประสบการณ์ (พร้อมผู้ช่วย Heetae Ji) ที่ Salpot Studios และการมาสเตอร์โดย Gyeongseon Park แห่ง Boost Knob ทุกดีเทลถูกขัดเกลาอย่างประณีต เพื่อยกระดับมาตรฐานงานเพลงสู่เวทีระดับโลก

“24:365” คือบทพิสูจน์สำคัญของ TG Tiger ว่าเขาไม่หยุดเดินหน้า ไม่หยุดพัฒนาตัวเอง สมกับสโลแกนประจำตัว “No Days Off” — เพราะเสียงดนตรีของเขาจะไม่มีวันพัก!

‘คริส-สิงโต’ กุมมือกันแน่น!! ลุยอุปสรรคทั้งเรื่องงานและความรัก

‘คริส-สิงโต’ กุมมือกันแน่น!! ลุยอุปสรรคทั้งเรื่องงานและความรัก

‘คริส-สิงโต’ กุมมือกันแน่น!! ลุยอุปสรรคทั้งเรื่องงานและความรัก

วันพฤหัสบดี ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 11.46 น.

อุปสรรคถาโถมหลังจาก ปฐพี” (คริส พีรวัส) กับ “ตามตะวัน” (สิงโต ปราชญา) ตกลงกลับมาคบเป็นแฟนกันอีกครั้ง ที่ต้องเจอทั้งปัญหาเรื่องงานที่สปอนเซอร์พากันแห่ถอดออกจากรายการ และปัญหาเรื่องความรักที่ “ปฐพี” จะต้องหาวิธีมัดใจ “แม่ตามตะวัน” (ขวัญ ขวัญฤดี) ให้ชอบ “ปฐพี” ให้ได้ พวกเขาจะฟันฝ่าอุปสรรคครั้งนี้ไปได้หรือไม่?  มาตามลุ้นความรักของ “ปฐพี-ตามตะวัน ไปพร้อมกัน! ห้ามพลาด

ติดตามชมซีรีส์ “เพราะแฟนเก่าเปลี่ยนแปลงบ่อย The Ex-Morning” ในวันพฤหัสบดีที่  10 กรกฎาคมนี้ เวลา 20:30 น. ทางช่อง GMM25 และรับชมย้อนหลังทาง Viu เวลา 22:30 น.

‘พีพี กฤษฎ์’คนไทยคนแรกบนรันเวย์กูตูร์ระดับโลก ซุปตาร์ตัวแม่’ชมพู่ อารยา’ยังแชร์โมเมนต์ประวัติศาสตร์

'พีพี กฤษฎ์'คนไทยคนแรกบนรันเวย์กูตูร์ระดับโลก ซุปตาร์ตัวแม่'ชมพู่ อารยา'ยังแชร์โมเมนต์ประวัติศาสตร์

‘พีพี กฤษฎ์’คนไทยคนแรกบนรันเวย์กูตูร์ระดับโลก ซุปตาร์ตัวแม่’ชมพู่ อารยา’ยังแชร์โมเมนต์ประวัติศาสตร์

วันพฤหัสบดี ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 10.30 น.

10 กรกฎาคม 2568 หลังจากที่ก่อนหน้านี้ศิลปินหนุ่มสุดฮอตจากประเทศไทย ‘พีพี’ กฤษฏ์ อำนวยเดชกร ได้เคยร่วมเดินแฟชั่นโชว์ของแบรนด์หรูระดับโลก Balenciaga (บาเลนเซียกา) ที่นครเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน เรียกได้ว่าการปรากฎตัวในครั้งนั้นของ ‘พีพี กฤษฏ์’ ทำให้เขานั้นกลายเป็นศิลปินไทยคนแรกในประวัติศาสตร์ที่ได้เดินแบบบนรันเวย์ของบาเลนเซียกา โดยในครั้งนั้น ‘พีพี กฤษฏ์’ โดดเด่นด้วยลุคสูทโอเวอร์ไซซ์ รองเท้าแพลตฟอร์มสูงประมาณ 8 นิ้ว เดินกางร่มท่ามกลางสายฝน 

และในครั้งนี้ ‘พีพี กฤษฏ์’ ตอกย้ำความเป็นโน1 ในอุตสาหกรรมแฟชั่นระดับโลกอย่างแท้จริง กับการปรากฎตัวในคอลเล็กชั่นโอตกูตูร์ครั้งที่ 54 ของแบรนด์ Balenciaga (บาเลนเซียกา) ทั้งในฐานะ โกลบอลแอมบาสซาเดอร์ และบทบาทโมเดลร่วมเดินบนรันเวย์ พร้อมพากย์เสียงประกอบในโชว์โดยการกล่าวชื่อ ‘PP KRIT’ ซึ่งหลังจากการปรากฎตัวของเขาสร้างความตื่นเต้นให้กับแฟนคลับรวมถึงสร้างความภาคภูมิใจให้แก่คนไทย โดย ‘พีพี กฤษฏ์’ มาในลุคที่ 24 จากคอลเลคชั่น Balenciaga 54th Couture ด้วยสูทโอเวอร์ไซซ์ สวมทับเสื้อเชิ้ตสีฟ้าปล่อยชายออกมา 

โดย Balenciaga 54th Couture เป็นอีกหนึ่งโชว์น่าจับตาประจำปารีสกูตูร์วีก ฤดูกาล Fall/Winter 2025 เพราะเป็นการเผยโฉมคอลเล็กชั่นสุดท้ายของ Balenciaga (บาเลนเซียกา)  ภายใต้การรังสรรค์ของ Demna ในฐานะครีเอทีฟไดเร็กเตอร์ และเพื่อทิ้งทวนความทรงจำตลอด 10 ปีในเมซงหลังนี้

ซึ่งซุปตาร์ตัวแม่สายแฟอย่าง ‘ชมพู่’ อารยา เอ ฮาร์เก็ต ที่เข้าร่วมชมโชว์ครั้งนี้ของบาเลนเซียกาเช่นกัน ก็ได้ออกมาแชร์โมเมนต์ครั้งนี้ของ ‘พีพี กฤษฏ์’ ผ่านไอจีสตอรี่ส่วนตัว พร้อมทั้งยังมีผู้กำกับชื่อดังอย่าง ‘โต้ง บรรจง’ ที่เป็นโปรดิวเซอร์ภาพยนต์ซองแดงแต่งผี ที่ ‘พีพี กฤษฏ์’ ร่วมแสดงด้วยก็แชร์สตอรี่ภูมิใจในตัวศิลปินไทยที่ดังไกลระดับโลกด้วยเช่นกัน ซึ่งเหล่าแฟนคลับของหนุ่มพีพีก็ได้ติดแฮชแท็ก #Balenciaga54thCouturexPPKRIT ดันขึ้นเทรนด์ X อย่างรวดเร็ว 

‘เบิร์ด ธงไชย – จิ๋ว – ลุลา’ถ่ายทอดบทเพลงส่งต่อพลังใจ

‘เบิร์ด ธงไชย – จิ๋ว – ลุลา’ถ่ายทอดบทเพลงส่งต่อพลังใจ

‘เบิร์ด ธงไชย – จิ๋ว – ลุลา’ถ่ายทอดบทเพลงส่งต่อพลังใจ

วันพฤหัสบดี ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เบิร์ด – ธงไชย พร้อมด้วยทีมศิลปินคุณภาพ จิ๋ว – ปิยนุชลุลา – กันยารัตน์วงเฉลียง แต๋ง – ภูษิตดี้ – นิติพงษ์เจี๊ยบ – วัชระ พร้อมด้วย แอม – เสาวลักษณ์แหม่ม – พัชริดา ปุ้ม – อรวรรณ และ พั้น – พัทธนันท์  (พั้น เพลงเอก) ร่วมถ่ายทอดเสียงเพลงที่ทรงพลังและเปี่ยมด้วยความหมายร่วมกับวงซิมโฟนีออร์เคสตรา กองทัพอากาศ ในคอนเสิร์ตทัพฟ้าคู่ไทยเพื่อ “ชัยพัฒนา” ครั้งที่ 16 The Wind rises จัดโดย กองทัพอากาศ ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย เพื่อนำรายได้ทั้งหมดโดยไม่หักค่าใช้จ่ายสนับสนุนการดำเนินงานของมูลนิธิชัยพัฒนา

เบิร์ด – ธงไชย เปิดเผยว่า“เบิร์ดรู้สึกเป็นเกียรติมากครับ ที่มีโอกาสร่วมแสดงในคอนเสิร์ต ทัพฟ้าคู่ไทย เพื่อชัยพัฒนา ครั้งนี้ ในบรรยากาศที่เต็มไปด้วยพลังและความหวัง โดยเฉพาะการได้ร้องเพลงและแสดงร่วมกับน้องๆ จากโรงเรียนเศรษฐเสถียร มันคือการสร้างแรงบันดาลใจจากหัวใจอันเข้มแข็งของน้องๆ ทุกคน ทำให้เบิร์ดเชื่อว่า แรงใจและความฝันจะพาเราทุกคนไปได้ไกลกว่าที่เราคิดไว้ครับ”

จิ๋ว – ปิยนุช เปิดเผยว่า“จิ๋วรู้สึกเป็นเกียรติและดีใจมากค่ะ ที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของคอนเสิร์ต ทัพฟ้าคู่ไทยเพื่อ “ชัยพัฒนา” สำหรับบทเพลง I Will Always Love You เป็นเพลงที่ถ่ายทอดความรัก ความผูกพัน จิ๋วตั้งใจถ่ายทอดออกมาจากหัวใจ เพื่อส่งต่อความรู้สึกดีๆ ผ่านเพลงนี้ ให้ผู้ฟังได้สัมผัสและประทับใจกับช่วงเวลานี้ไปนานแสนนานค่ะ”

ลุลา – กันยารัตน์ เปิดเผยว่า“ในฐานะศิลปินที่ได้ร่วม คอนเสิร์ตทัพฟ้าคู่ไทยเพื่อ “ชัยพัฒนา” ครั้งที่ 16 ลุลารู้สึกอบอุ่นใจอย่างมาก กับโอกาสอันพิเศษนี้ ได้ถ่ายทอดบทเพลงที่สื่อถึงความหวังและพลังใจกับวงซิมโฟนีออร์เคสตราของกองทัพอากาศ ซึ่งช่วยเติมเต็มอารมณ์ของเพลงให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น เป็นเหมือนกำลังใจสำคัญ ที่อยากส่งต่อให้ทุกคนเชื่อมั่นในตัวเองและไม่หยุดเดินตามความฝันค่ะ”  ยิ่งไปกว่าพลังใจที่ได้รับกลับไปจากคอนเสิร์ตครั้งนี้ ผู้ชมยังร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการส่งต่อความดี ด้วยรายได้ทั้งหมดจะนำไปสนับสนุนการทำงานของมูลนิธิชัยพัฒนา เพื่อให้สิ่งดีๆ จากค่ำคืนนี้ได้ถูกแบ่งปันถึงผู้คนอีกมากมาย

‘เดวิด โคเรนสเวต’ผู้สวมบทบาท ‘ซูเปอร์แมน / คลาร์ก เคนท์’ ซูเปอร์ฮีโร่โฉมใหม่ในจักรวาลดีซี

'เดวิด  โคเรนสเวต'ผู้สวมบทบาท ‘ซูเปอร์แมน / คลาร์ก เคนท์’ ซูเปอร์ฮีโร่โฉมใหม่ในจักรวาลดีซี

‘เดวิด โคเรนสเวต’ผู้สวมบทบาท ‘ซูเปอร์แมน / คลาร์ก เคนท์’ ซูเปอร์ฮีโร่โฉมใหม่ในจักรวาลดีซี

วันพฤหัสบดี ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นับเป็นผลงานเรื่องแรกสำหรับ “Superman” ภาพยนตร์จากทาง DC Studios สู่จอยักษ์ จากวอร์เนอร์ บราเดอร์ส พิกเจอร์ส ด้วยสไตล์อันเป็นเอกลักษณ์ของ เจมส์ กันน์ และ ปีเตอร์ ซาฟราน ผู้นำแห่งดีซีสตูดิโอ โดยบทนำนักแสดงในเรื่อง เดวิด โคเรนสเว็ต (“Twisters,” “Hollywood”) ผู้รับหน้าที่กับ 2 บทบาท ซูเปอร์แมน/คลาร์กเคนท์, ได้เผยถึงบทบาท “Superman” เว่อร์ชั่นล่าสุดจากผลงานอันเป็นเอกลักษณ์ของ เจมส์ กันน์ที่จะพาซูเปอร์ฮีโร่ต้นฉบับเดิมมาปรับโฉมใหม่ในจักรวาลดีซี

ก่อนที่จะรับบทเป็นตัวละครนี้ในภาพยนตร์เรื่องนี้ ซูเปอร์แมนสำหรับคุณคือใคร?

อาจฟังดูแปลกสักหน่อย แต่สิ่งที่ตัวละครนี้หมายถึงสำหรับผมก็คือสิ่งที่ทำให้ผมมีความสุขที่สุด: เวลาที่คนแปลกหน้าหรือเพื่อน ๆ เรียกผมแบบนั้น ผมไม่ได้เติบโตมากับการดูหนังของดอนเนอร์ (Donner) หรือหนังของคริส รีฟ ผมรู้ว่าใครคือคริสโตเฟอร์ รีฟ และรู้ว่าเขาเล่นบทซูเปอร์แมน แต่ผมไม่ได้เติบโตมากับการดูหนังนั้น ผมไม่ได้โตมากับการอ่านหนังสือการ์ตูน ผมรู้ว่าตัวละครซูเปอร์แมนคือใคร แต่ไม่เคยรู้สึกผูกพันด้วยเป็นพิเศษ ดังนั้นผมคิดว่าการเชื่อมโยงครั้งแรกของผมกับตัวละครนี้คือเวลาที่มีคนบอกว่าผมเหมือนเขา ผมมีเรื่องแปลก ๆ เรื่องหนึ่ง คือตอนผมเรียนมหาวิทยาลัย ผมอยู่กับเพื่อนสนิทและเพื่อนร่วมชั้นสองคน แล้วเสียงสัญญาณเตือนไฟไหม้ดังขึ้น ผมวิ่งออกจากห้องไปหยิบเก้าอี้มา ยืนบนเก้าอี้ไปปิดสัญญาณเตือนไฟไหม้นั้น หนึ่งในเพื่อนร่วมห้องบอกผมว่า คุณนี่แหละคือซูเปอร์แมนจริงๆ ที่มาช่วยไว้ทันเวลา ผมคิดว่าคนทุกคนโชคดีที่ได้เป็นคนที่ผู้อื่นรู้สึกว่าสามารถอยู่ตรงนั้นได้ในเวลาที่จำเป็น รักษาความใจเย็นและมองโลกในแง่ดีในสถานการณ์ลำบาก ไม่ใช่ว่าผมเคยรู้สึกหรือคิดว่าผมเหมือนซูเปอร์แมน แต่ผมชอบเวลาที่ผมสามารถทำอะไรเล็กๆ น้อยๆ เพื่อให้คนอื่นรู้สึกแบบนั้น ตัวละครนี้สำหรับผมยิ่งใหญ่กว่าการตีความบทบาทใดบทบาทหนึ่ง มันคือความรู้สึกเหมือนมีใครสักคนคอยดูแลคุณ และมีใครสักคนที่รู้ว่าต้องทำอย่างไร หรือถ้าไม่รู้ก็ยังสามารถไม่รู้พร้อมรอยยิ้ม และไม่ตื่นตระหนก นั่นแหละคือหัวใจสำคัญของการเป็นซูเปอร์แมน

หนัง Superman เวอร์ชันของเจมส์ กันน์ เล่าเรื่องเกี่ยวกับอะไร?

สิ่งที่น่าสนใจตั้งแต่แรกเลยคือ ในหนังเรื่องนี้เราไม่ได้เห็นเรื่องราวต้นกำเนิดของซูเปอร์แมน ซึ่งผมคิดว่านั่นเป็นการผสมผสาน โดยไม่พูดแทนเจมส์ ถึงการยอมรับว่าเรื่องราวต้นกำเนิดนั้นถูกเล่าออกมาได้ดีแล้วในหลาย ๆ รูปแบบ และเข้าใจว่าผู้คนรู้พื้นฐานสำคัญของต้นกำเนิดซูเปอร์แมนอยู่แล้ว

นอกจากนี้ยังสอดคล้องกับความรักของเขาต่อหนังสือการ์ตูนโดยเฉพาะ ข้อดีอย่างหนึ่งของหนังสือการ์ตูนคือแต่ละเวอร์ชันใหม่ๆ จะเริ่มต้นในจุดที่แตกต่างกัน ไปหยิบเอาบางอย่างที่เป็นเรื่องปกติ ไม่เปลี่ยนแปลงเล็กน้อย และสมมติว่าผู้ชมจะเขียนประวัติศาสตร์ของเวอร์ชันนั้น ๆ ขึ้นมาใหม่ในใจของตัวเอง ซึ่งทำให้คุณได้พบกับตัวละครเหล่านี้ในช่วงเวลาที่พวกเขาอยู่ในช่วงสำคัญและพื้นฐานที่สุดของชีวิตพวกเขา แต่ในขณะเดียวกันก็รู้สึกเหมือนเป็นการเริ่มต้นของการผจญภัยครั้งใหม่และจักรวาลใหม่ทั้งใบ สำหรับ ซูเปอร์แมนนั่นหมายความว่าเขาอาศัยอยู่ในเมือง Metropolis แล้ว เขาเป็นฮีโร่ที่ได้รับการยอมรับแล้ว ผู้คนรู้ว่าเขาคือใคร และในฐานะคลาร์ก เคนท์ เขาทำงานให้กับหนังสือพิมพ์ Daily Planet เขาอยู่ในช่วงเริ่มต้นของอาชีพนักข่าว ผมคิดว่าเราจะได้พบเขาในวันแรกที่เขาได้เขียนบทความหน้าหนึ่งชิ้นแรกของเขา ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญสำหรับส่วนของตัวละครคลาร์ก

ส่วนซูเปอร์แมน เราจะได้พบเขาในวันที่เขาโดนทำร้ายอย่างหนัก ซึ่งเป็นเหมือนการปลุกให้เขาตื่นตัวขึ้น และหนังยังเปิดโอกาสให้เราได้พบกับเพื่อนร่วมทางที่ไม่ค่อยน่าไว้ใจนักอย่างคริปโตด้วย แต่การเริ่มเรื่องตรงกลางแบบนี้ทำให้คุณสามารถดำดิ่งเข้าไปในเรื่องราวและค่อยๆ เก็บชิ้นส่วนที่หลุดหายไปเรื่อยๆ นี่คือวิธีดูหนังในแบบผม

ทั้งซูเปอร์แมนและคลาร์กกำลังจัดการหลายเรื่องในช่วงต้นของภาพยนตร์ ใช่ไหม?

ซูเปอร์แมนตอนนี้เป็นซูเปอร์ฮีโร่ที่มีชื่อเสียงและเป็นที่ยอมรับแล้ว ผมคิดว่าเขากำลังขยายบทบาทไปในระดับนานาชาติ ก่อนหน้านี้เขายังทำงานในระดับท้องถิ่นอยู่พักหนึ่ง แต่เมื่อไม่นานมานี้เขาได้เข้าไปแทรกแซงในความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นในต่างประเทศ และก็ได้รับเสียงวิจารณ์หนักในสื่อ

แน่นอนว่าเดลี่ แพลเน็ทได้เขียนบทความชื่นชมเขา โดยฝีมือของคลาร์ก เคนต์ แต่ลูอิส เลนที่ตอนนี้ทั้งคู่กำลังคบหากัน ซึ่งถือว่ายังเป็นเรื่องใหม่ กลับตั้งคำถามกับการกระทำของเขามากกว่า และสงสัยในแรงจูงใจของเขาเล็กน้อย ดังนั้นซูเปอร์แมนก็ถือว่าเป็นที่ยอมรับในบทบาทของเขา และกำลังขยายพื้นที่การทำความดีไปทั่วโลก แต่ในขณะเดียวกันที่บ้าน โลอิสก็เรียกให้เขาตั้งคำถามกับตัวเองและคิดให้รอบคอบมากขึ้นเกี่ยวกับบางเรื่อง ส่วนในเวทีโลก เล็กซ์ ลูเทอร์ ไม่ชอบแนวคิดที่ซูเปอร์แมนจะมาเป็นผู้ควบคุมหรือมีบทบาทในเรื่องราวของโลกใบนี้

เล่าถึงการทำงานร่วมกับผู้กำกับฯ มากความสามารถอย่างเจมส์ กันน์หน่อย

ผมประหลาดใจมากกับความสนุกที่เจมส์ดูจะมีในทุกบทบาทที่เขาต้องรับผิดชอบ สิ่งที่คุณจะรู้สึกได้จากการดู Guardians of the Galaxy โดยเฉพาะเลยคือ ผู้กำกับคนนี้ไม่ได้แค่ชอบฉากแอ็กชัน แต่ชอบฉากที่มีอะไรเกิดขึ้นเยอะ ๆ ชอบฉากระเบิด ถ้าแค่ระเบิดเพื่อให้มีสีสันบนจอก็ตาม และชอบเอาตัวละครไปอยู่ในสถานการณ์แปลกๆ บ้าๆ ที่พวกเขาต้องหาทางเอาตัวรอด แต่สิ่งที่ผมไม่รู้เลยจนกระทั่งได้เจอเขาตัวจริงครั้งแรกตอนสกรีนเทสต์คือเขาชอบฉากสนทนา ผมมาจากสายละครเวที ผมชอบคุยเรื่องบท เรื่องความหมายของแต่ละคำ เครื่องหมายวรรคตอนแต่ละตัว ซึ่งบางครั้งก็ทำให้คนรำคาญได้ ผมไม่คิดว่าจะทำให้ราเชล (บรอสนาฮาน) รำคาญนะ เพราะเธอมีประสบการณ์แบบนี้เยอะ และผมก็รู้ว่าเราน่าจะเข้าขากันได้ในเรื่องนี้ แต่ผมเคยกังวลว่าเจมส์จะเป็นแบบ “ผมไม่สนเครื่องหมายนั้นหรอก” หรือ “ไม่สนใจหรอกว่าคำนี้หมายถึงอะไร” อะไรแบบนั้น…แต่กลายเป็นว่าเขาพร้อมคุยกับคุณจนสุดทาง ไม่ว่าผลจะออกมาเป็น เขาโน้มน้าวคุณได้ หรือคุณโน้มน้าวเขาได้ หรือคุณสองคนตระหนักได้ว่าคุยผิดประเด็นมาตั้งแต่ต้น แล้วเปลี่ยนไปคุยเรื่องจริงที่ควรคุยกัน หรือไม่ก็เหนื่อยกันทั้งคู่แล้วสรุปว่า “ถ่ายเลยแล้วกัน เดี๋ยวค่อยดูว่าออกมายังไง”

การที่มีผู้กำกับที่ขึ้นชื่อเรื่องภาพและความรู้สึก แต่ก็ยังให้ความสำคัญกับบทสนทนาที่ซับซ้อนมากๆ กับการถกเถียงในเชิงลึก เช่น ว่าอำนาจหมายถึงอะไรเมื่อคุณกำลังคุยกับคนที่คุณรัก มันไม่มีเรื่องไหนเลยที่เขาไม่สนใจ ไม่มีอะไรที่เขาไม่พร้อมจะพูดถึง เราถ่ายฉากแบบนั้นอยู่สองวันเต็ม ๆ จากนั้นสองวันถัดมาเราก็ถ่ายฉากสตันต์ล้วนๆ ถูกเหวี่ยงข้ามห้อง หมุนตัวกลางอากาศ โดนตีหัว ทุกอย่างเป็นเทคนิค เป็นงานสตันต์ทั้งสิ้น แล้วในวันศุกร์ของสัปดาห์แรก เราถ่ายฉากที่ผสมผสานทั้งสองแบบเข้าด้วยกัน มันเป็นสัปดาห์ที่ยอดเยี่ยมที่สุดในชีวิตผมเลยก็ว่าได้ เพราะเราได้สัมผัสประสบการณ์ครบทุกมิติของการแสดง และเจมส์เองก็สนุกกับมันตลอด เขารู้จริงในสิ่งที่ทำ และยังอยากเรียนรู้มากขึ้นอีกด้วย

เห็นได้ชัดว่าบท Superman ต้องใช้ร่างกายเยอะมาก — คุณเริ่มเตรียมตัวสำหรับบทนี้ยังไงในช่วงแรก?

จริง ๆ แล้ว ในช่วงแรกสิ่งเดียวที่ผมทำได้คือ… ไปยิม เพราะช่วงนั้นนักแสดงทั่วทั้งวงการอยู่ในช่วงการนัดหยุดงานซึ่งหมายความว่า ผมยังไม่สามารถพูดคุยอะไรกับเจมส์หรือปีเตอร์ แผนกคอสตูม หรือใครได้เลย พวกเรายังไม่ได้คุยกันด้วยซ้ำว่าเจมส์อยากให้ผมมีรูปร่างแบบไหน ผมรู้แค่ว่าสุดท้ายแล้วผมน่าจะต้องฝึกคิวบู๊ ฝึกสตันต์ ฝึกการต่อสู้ต่างๆ แต่สิ่งเดียวที่เจมส์บอกผมไว้ตอนโทรมาบอกว่าผมได้รับบทนี้แล้วก็คือ “เดวิด คุณดูดีนะ แต่ผมอยากให้มีเทรนเนอร์ส่วนตัว และอยากให้นายทำงานกับไหล่กับความเปราะบางของคุณ”  ซึ่งผมว่าประโยคนั้นเจ๋งดีมาก พอมีการนัดหยุดงาน ผมก็พร้อมแล้วที่จะเริ่มไปยิม ผมเลยตัดสินใจว่า จะทำร่างกายให้ใหญ่ขึ้นเท่าที่ทำได้ โดยอยู่ในขอบเขตที่ปลอดภัยและดีต่อสุขภาพ นี่คือสิ่งที่ผมอยากทำมานานแล้ว: การเพิ่มมวลกล้ามเนื้อ ผมเป็นคนตัวผอมมาตลอดชีวิต แบบเดียวกับที่คริสโตเฟอร์ รีฟ เคยพูดถึงตัวเองว่าเหมือนต้นถั่ว ดังนั้นผมเลยตื่นเต้นมากที่มีเหตุผลจริงจังให้ต้องเพิ่มน้ำหนักและดูว่ามันให้ความรู้สึกยังไง

การฝึกส่วนใหญ่ของผมคือการเพิ่มน้ำหนักตัว กินเยอะมาก แล้วยกเวทหนักๆ เท่าที่จะทำได้ ดังนั้น สิ่งที่ผมทำส่วนใหญ่ก็มีแค่ คิดว่าจะกินอะไร กินมัน ย่อยมัน ไปยิม ยกเวทวันละประมาณสองชั่วโมงครึ่ง กลับบ้าน นอน แล้วก็ทำแบบนี้ซ้ำๆ มันเป็นระดับของความเข้มข้นที่ผมไม่เคยผลักดันตัวเองถึงจุดนั้นมาก่อนเลยจริงๆ

ซูเปอร์แมนบินได้และต้องต่อสู้ การเตรียมตัวสำหรับสิ่งเหล่านั้นเป็นยังไงสำหรับคุณ?

พอถึงเวลาที่การถ่ายทำเริ่มขึ้นจริงๆ การฝึกฝนของผมก็กลายมาเป็นการฝึกการแสดงบนลวดสลิงเป็นหลัก — สำหรับฉากบิน ฉากต่อสู้กลางอากาศ และฉากแอ็กชันต่างๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมไม่เคยทำมาก่อนเลย ผมไม่เคยแม้แต่ขึ้นสลิงมาก่อน อาจเคยปีนหน้าผาอยู่ครั้งหนึ่งตอนเด็กๆ และโชคดีที่ผมไม่กลัวความสูง แต่ปรากฏว่ามัน สนุกมากจริง ๆ และพวกเราก็มีทีมสตันต์ที่ยอดเยี่ยมแบบเกินจริงไปเลย ทีมที่ดูแลเรื่องสลิง, โค้ชคิวบู๊, และนักแสดงสตันต์คือมืออาชีพสุด ๆ พวกเขาทำอะไรที่น่าทึ่งมากและยังเป็นครูที่เก่งอีกด้วย ผมได้เรียนรู้เทคนิคต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับ ศิลปะของการใช้สลิง ตลอดช่วงพรีโปรดักชัน เพื่อทำให้ผมคุ้นเคยกับมัน แล้วก็เริ่มฝึกท่าทางเฉพาะที่เราคิดหรือรู้ว่าจะมีอยู่ในหนัง นอกจากนี้ก็มีการฝึกต่อสู้อยู่บ้าง แต่สิ่งที่เจ๋งเกี่ยวกับซูเปอร์แมนคือ เขาไม่ใช่นักศิลปะการต่อสู้ เหมือนฮีโร่หลายๆ คน ดังนั้น สไตล์การต่อสู้ของเขาจึงไม่ได้เนียนหรือซับซ้อนอะไร พูดง่าย ๆ คือคุณไม่จำเป็นต้องฝึกหนักเท่าคนอื่น เพราะถ้าคุณชกมั่วๆ ไปสักหมัด มันก็ยังดูเวิร์กอยู่ดี เพราะซูเปอร์แมนใช้พลังดิบเป็นหลัก และเขาอาศัยความเร็วหรือความแข็งแกร่งที่เหนือกว่าคู่ต่อสู้อยู่แล้ว การเตรียมตัวของผมเต็มไปด้วยความสนุก ความท้าทายใหม่ๆ และการเรียนรู้ที่ไม่เคยมีมาก่อน ทั้งในเชิงเทคนิคและในเชิงร่างกาย

เจมส์เคยเปรียบการถ่ายทอดฉากบินในหนังเรื่องนี้กับการทำงานของเครื่องบินรบ — คุณได้คุยกับเขาเกี่ยวกับเรื่องนั้นไหม?

ในแง่ของการทำให้ฉากบินดูมีความสมจริงในระดับหนึ่ง หรืออย่างน้อยก็อยู่ในขอบเขตของกฎฟิสิกส์ในแบบที่เรารับรู้โดยสัญชาตญาณ เราอ้างอิงถึงเครื่องบินรบบ่อยมาก โดยเฉพาะ F-22 ซึ่งมีความสามารถในการเคลื่อนไหวที่เหลือเชื่อ และดูเหมือนจะสามารถหยุดกลางอากาศได้ทันทีแบบที่ดูจะขัดกับหลักฟิสิกส์เลยด้วยซ้ำ มันคือการควบคุมทิศทางแรงขับ ซึ่งกลายเป็นแรงบันดาลใจพื้นฐานสำหรับภาพลักษณ์ และความรู้สึกของการบินในหนังเรื่องนี้ โดยเฉพาะเรื่องความเข้มข้นของการบินที่ควรจะรู้สึกว่าเร็วมาก แต่ไม่เร็วเกินไปจนดูไม่ออกว่าเกิดอะไรขึ้น คล้ายกับตอนที่เห็น F-22 บินผ่าน หรือดูวิดีโอของมันคุณรู้สึกถึงความเร็วอย่างชัดเจน แต่ยังพอจับภาพและเคลื่อนไหวของมันได้

ฟังดูเหมือนว่า “การบินมันเป็นยังไง” จะทำให้คุณตอบแบบเน้นเรื่องปฏิบัติมากกว่าจะเป็นอะไรที่ลึกซึ้งใช่ไหม?

[หัวเราะ] ก็แนวคิดของมันก็อีกอย่างหนึ่ง แต่ในความเป็นจริง เราต้องบินด้วยอุปกรณ์แทบทุกชนิดเลยนะ บางครั้งผมก็บินในขณะที่ยืนอยู่กับพื้น เพราะบางทีมันก็เป็นวิธีที่ง่ายที่สุด ส่วนอันที่สนุกที่สุดคืออันที่เรียกว่า “ส้อมเสียง” ซึ่งมันเป็นแท่งโลหะขนาดใหญ่ ยาวประมาณ 20-25 ฟุตได้ มันถูกติดสายเคเบิลไว้กับเพดานตรงกลาง มีตุ้มน้ำหนักอยู่ด้านหลัง แล้วที่ด้านหน้าจะมีลักษณะคล้ายส้อม ซึ่งผมจะเข้าไปอยู่ตรงกลางแล้วก็ถูกล่ามไว้ทั้งสองด้านของสะโพก เพื่อให้สามารถหมุนไปข้างหน้าหรือข้างหลังได้ และเขาก็สามารถหมุนตัวผมได้ เอียงซ้ายขวาได้ แล้วเราก็สามารถเคลื่อนไหวไปมาได้ตามสายเคเบิลที่เชื่อมกับคานบนของเวทีถ่ายทำ มันช่วยให้เราทำท่าบินแบบคลาสสิกที่ตัวลอยขนานไปกับพื้นได้ เอียงซ้ายขวาได้นิดหน่อย ขึ้นลงได้ระดับหนึ่ง แล้วก็ทำท่าขึ้นบินกับลงจอดแบบเท่ๆ ได้ด้วย เราไม่ได้ถ่ายฉากขึ้นบินแบบนี้เยอะนัก เพราะการขึ้นมันเร็วเกินไป แต่เราทำฉากเจ๋งๆ ที่มีการม้วนตัวกลางอากาศสองสามรอบ แล้วก็เหินขึ้นแล้วโฉบลงมาอีกที ด้วยอุปกรณ์นี้เราสามารถเชื่อมต่อท่าบินหลากหลายแบบไว้ในช็อตเดียวได้เลย โดยไม่ต้องตัดเยอะหรือเปลี่ยนไปใช้พวกตัวแสดงดิจิทัลที่สามารถทำอะไรก็ได้

รู้สึกยังไงบ้างตอนใส่ชุดซูเปอร์แมนอันเป็นเอกลักษณ์ครั้งแรก?

คุณอยากได้คำตอบแบบน่าผิดหวังไหมล่ะ? ก็รู้สึกไม่ว้าวเท่าไหร่น่ะสิ รู้ไหมทำไม? เพราะครั้งแรกที่ใส่ชุดแบบนี้ มันยังมาเป็นสองชิ้นอยู่เลย แล้วตัวอักษร S ก็ยังไม่ได้เย็บเข้าที่ดีนัก ผ้าคลุมก็ยังไม่ใช่ของจริง ทุกอย่างยังไม่สมบูรณ์เลย ชุดพวกนี้ต้องใช้การออกแบบ ตัดเย็บ ปรับใหม่ ทดลองใส่ แล้วก็ต้องปรับอีกทีเมื่อเราเริ่มรู้ว่าต้องเคลื่อนไหวยังไงบ้างในชุด หรือเนื้อผ้ามันจะยืดตัวยังไงเมื่อใช้งานไปนานๆ ผมไม่ได้แกล้งทำเป็นรู้เรื่องนะ ถึงแม้ผมจะพยายามตั้งใจตอนลองชุด แต่ต้องยกเครดิตให้ทีมคอสตูมเลย พวกเขาทำงานออกแบบชุดนี้ขึ้นมาใหม่ทั้งหมดได้อย่างเหลือเชื่อจริงๆ

พอถึงตอนจบ ผมว่าเรื่องนี้มีอยู่สามอย่าง อย่างแรกคือ ผมเริ่มชินกับการใส่ชุดแล้ว จนจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าครั้งแรกที่ใส่ชุดเต็มๆ มันเมื่อไหร่ อย่างที่สองคือ ทุกครั้งที่นักแสดงร่วมเห็นผมในชุดเป็นครั้งแรก มันเจ๋งมากเลยนะ เพราะสำหรับพวกเขานั่นคือครั้งแรกที่เห็นชุดแบบเต็มๆ หรือบางครั้งที่ผมเห็นตัวเองในจอมอนิเตอร์หลังจากถ่ายฉากไป แล้วมีรีเพลย์เล็กๆ ให้ดูตอนอยู่ในชุด ผมก็คิดเลยว่า “เท่ชะมัดเลย” แล้วก็อีกครั้งตอนถ่ายภาพโปรโมต นั่นน่าจะเป็นครั้งแรกที่ผมรู้สึกว่า “มันคือ… ใช่เลย มันเป็นลุคที่ไอคอนิกจริงๆ” พอเห็นภาพเหล่านั้น คุณจะรู้สึกแตกต่างออกไปเลย เหมือนพูดไม่ออก แต่ถึงจะพูดแบบนั้น การใส่ชุดจริงๆ มันไม่ค่อยเท่เท่าไหร่หรอกนะ เพราะความรู้สึกตอนใส่มันไม่ได้เท่เท่าที่เห็นเลยจริงๆ

คุณรับมืออย่างไรกับการเล่นบทบาทสองด้านของซูเปอร์แมนและคลาร์ก เคนท์?

หนึ่งในสิ่งที่ทำให้ซูเปอร์แมนแตกต่างจากฮีโร่คนอื่นๆ อย่างชัดเจนก็คือ เหตุผลที่เขามีตัวตนอีกด้านไม่เหมือนกับฮีโร่คลาสสิกคนอื่นๆ เช่น แบทแมน เป็นต้น เขาอยากให้ตัวตนในฐานะซูเปอร์ฮีโร่เป็นเหมือนสัญลักษณ์ในเชิงนามธรรม และเขาอยากแยกชีวิตส่วนตัวออกไปต่างหาก เพื่อจะปกป้องคนที่เขารัก เพราะแบทแมนไม่สามารถอยู่ทุกที่พร้อมกันได้เพื่อปกป้องทุกคนที่เขารัก แต่ซูเปอร์แมน เขามีพ่อแม่ ลูอิส จิมมี่ และเพื่อนคนอื่นๆ ซึ่งส่วนมากก็เป็นซูเปอร์ฮีโร่ด้วยกันอยู่แล้ว และดูแลตัวเองได้ระดับหนึ่ง ผมเลยรู้สึกว่าซูเปอร์แมนจริง ๆ แล้วสามารถไม่มีตัวตนแฝงก็ยังได้ แต่เหตุผลที่เจมส์กับผมคุยกันไว้สำหรับเวอร์ชันนี้ของเขาที่มีตัวตนแฝง ก็เพราะความรักที่เขามีต่อมนุษยชาติ และสำหรับเขา คลาร์กไม่ใช่ตัวละครที่เขาสวมบทบาท แต่เป็นตัวตนของเขาในแบบที่เขาเติบโตมา ก่อนที่จะรู้ว่าตัวเองเป็นมนุษย์ต่างดาว เป็นเด็กถูกรับเลี้ยง และเรื่องทั้งหมดนั่น มันคือวิธีที่เขาลงทุนในโครงการมนุษย์ ในขณะที่เขาก็ยังเป็นผู้ปกป้องผู้มีพลังเหนือมนุษย์ไปด้วย เขาไม่อยากจะยืนอยู่นอกเกมของมนุษย์ เขาอยากมีส่วนร่วม อยากสร้างความสัมพันธ์กับมนุษย์จริง ๆ รู้ว่ามันรู้สึกยังไงเวลาไปทำงานทุกวัน โดนล้อบ้าง พลาดกำหนดส่งงานบ้าง อะไรพวกนั้น.

โดยปกติแล้ว พอซูเปอร์แมนมาถึงเมโทรโพลิส ก็แทบจะแยกเขาออกจากลูอิส เลน ไม่ได้เลย แล้วลูอิสในหนังเรื่องนี้เป็นยังไง?

สิ่งที่ผมชอบเกี่ยวกับซูเปอร์แมนกับลูอิสก็คือ ผมรู้สึกว่าผู้คนรู้จักพวกเขาแม้จะไม่เคยอ่านหนังสือการ์ตูนหรือดูหนังเลยด้วยซ้ำ ลูอิส เลน แทบจะกลายเป็นคำสำนวนสำหรับนักข่าวหญิงเท่ ๆ ที่ฉลาดและช่างสงสัยไปแล้ว ตัวละครทั้งคู่เหมือนก้าวข้ามกาลเวลาและเวอร์ชันต่าง ๆ ของตัวเองมาได้ ลูอิส เลน ของเราในเรื่องนี้ก็เป็นนักข่าวสายสืบสวนแบบคลาสสิก โดยคำว่า “สืบสวน” คือจุดสำคัญเลย เธอเป็นคนที่ทั้งในชีวิตส่วนตัวและการงาน ชอบขุดคุ้ย ชอบหาความจริง และไม่ยอมปล่อยให้รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ หลุดรอดสายตาไปได้ มันก็เลยสมเหตุสมผลมากที่เธอกลายเป็นนักข่าวที่ได้รับรางวัลมามากมาย แล้วมันก็ดูแปลกๆ นิดหน่อยที่เธอดันไปเริ่มคบกับคลาร์ก เคนท์ หรือก็คือซูเปอร์แมนนั่นแหละ เพราะถ้าจะพูดกันตรงๆ มันก็ดูเป็นการขัดผลประโยชน์อยู่เหมือนกัน ฉากใหญ่ฉากแรกที่เราเห็นทั้งสองคนมีปฏิสัมพันธ์กัน มันทำให้คลาร์กตกใจพอสมควร เพราะเขาคิดว่าพวกเขาน่าจะมองเรื่องการทำความดีเพื่อโลกในมุมเดียวกัน แต่ลูอิสกลับมีมุมมองที่มองโลกในแง่ร้ายกว่าว่าการทำความดีนั้นต้องแลกมาด้วยอะไรบ้าง ผมคิดว่าถึงแม้โลอิสจะมั่นใจในตัวเอง แต่เธอกลับมีอีโก้น้อยกว่าคลาร์กในเรื่องที่ตัวเองทำ เพราะเธอไม่มีพลังวิเศษแบบดั้งเดิม มีแค่พลังแห่งการเป็นนักข่าวสืบสวนเท่านั้น ส่วนคลาร์ก เขามั่นใจมากว่าเขารู้ว่าอะไรคือความดี และเขาสามารถทำมันได้

ราเชล บรอสนาฮานเติมอะไรให้กับบทของลูอิสบ้าง?

อย่างแรกเลยที่เรเชลใส่เข้าไปในตัวละครนี้ก็คือความช่างสงสัย แค่ท่าทางที่เธอชำเลืองดูคุณ หรือเวลาที่เธอหยุดนิ่งแล้วรอฟังคุณพูด มันให้ความรู้สึกเหมือนเธอเปิดโอกาสให้คุณพูดออกมา ไม่ใช่เพื่อจะจับผิดคุณนะ เพราะเรเชลเป็นคนที่น่ารักและให้การสนับสนุนมาก แต่แม้จะเป็นแบบนั้น เธอก็ยังมีท่าทางเอียงคอนิดๆ กับการหรี่ตาแบบเฉียบๆ ที่ทำให้คุณรู้ได้ทันทีว่าเธอกำลังตั้งใจฟังทุกคำที่คุณพูด ซึ่งมันเยี่ยมมากนะ จนกว่าคุณจะเผลอพูดพลาดนั่นแหละ การที่เราเริ่มถ่ายทำหนังเรื่องนี้ด้วยฉากบทสนทนาหนักๆ 12 หน้ากับเธอ ใช้เวลาสองวันเต็ม ซึ่งก็เป็นฉากเดียวกับที่เราใช้ในรอบทดสอบหน้ากล้อง มันเป็นวิธีเริ่มต้นที่ดีมาก เพราะมันทำให้ชัดเลยว่า หัวใจของหนังเรื่องนี้อยู่ที่ตัวละครและความสัมพันธ์ของพวกเขา ถึงแม้ในเรื่องจะมีฉากแอ็กชันสนุกๆ แต่แก่นแท้ของมันคือผู้คนกับความคิดและอุดมคติ ของพวกเขา

เจมส์เพิ่มเมตาฮิวแมนคนอื่น ๆ เข้าไปในเรื่องด้วย—เล่าให้ฟังหน่อยเกี่ยวกับ Justice Gang…

โอ้ พวกนั้นน่ะเหรอ [หัวเราะ] ใช่เลย Justice Gang พวกเขาใส่ชุดเท่มาก บอกได้แค่นั้นแหละ พูดตามตรงนะ ผมว่าพวกเขายังต้องปรับปรุงกันอีกเยอะเลย ตอนนี้ออกจะวุ่นวายกันนิดหน่อย ผมว่ามิสเตอร์ เทอร์ริฟิคน่ะดูมีสติมากที่สุดแล้ว ส่วนฮอว์คเกิร์ลก็เจ๋งสุดๆ พูดตรงๆ ผมแอบเกรงเธอนิดๆ ด้วย ส่วนกาย การ์ดเนอร์ นิสัยแย่เลยล่ะ แต่ที่แปลกคือตอนเห็นทั้ง 3 รวมกลุ่มกัน ผมนี่สงสัยเลยว่า พวกเขาไปรวมทีมกันได้ยังไง? ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าพวกเขาอยากให้ผมเข้าร่วมด้วยไหม หรืออยากจะทำงานด้วยแค่แบบภารกิจต่อภารกิจ แบบฟรีแลนซ์อะไรทำนองนั้น ผมว่าพวกเขาน่าจะต้องเคลียร์เรื่องของตัวเองให้ลงตัวก่อนนะ

คลาร์ก เคนท์ อาศัยอยู่ในเมโทรโพลิส แต่ที่ของซูเปอร์แมนจริง ๆ อยู่ไกลถึงอีกฟากหนึ่งของโลก  เล่าให้ฟังหน่อยเกี่ยวกับป้อมปราการแห่งความโดดเดี่ยวได้ไหม?

ป้อมปราการแห่งความโดดเดี่ยวเป็นเหมือนถ้ำหรือมุมพักผ่อนส่วนตัวของซูเปอร์แมน ผมคิดว่ามันถูกถ่ายทอดออกมาได้อย่างน่าสนใจที่สุดในเรื่อง All-Star Superman ซึ่งผมรู้ว่าเป็นแรงบันดาลใจหลักสำหรับเจมส์ ที่นั่นมันเป็นถ้ำขนาดใหญ่ ไม่ใช่แค่พื้นที่เดียว แต่เป็นเครือข่ายหลายชั้นและไม่มีที่สิ้นสุดของโรงเก็บเครื่องบิน ซูเปอร์แมนมีห้องนอนของเขาอยู่ในนั้น และยังมีที่เก็บซากเรือไททานิก รวมถึงของสะสมอื่นๆ ที่เขารวบรวมไว้ เช่น ปืนยิงรังสีจากนอกโลกและของแปลกต่างๆ ในลักษณะเหมือนพิพิธภัณฑ์ ป้อมปราการแห่งความโดดเดี่ยวของเราในหนังเรื่องนี้เป็นฉากขนาดยักษ์ที่ถูกออกแบบและสร้างขึ้นอย่างงดงามและประณีต มันให้ความรู้สึกสมจริงไม่ต่างจากฉากถ่ายทำกลางแจ้งในนอร์เวย์เลย และมันน่าทึ่งมากที่เราได้ถ่ายทำในฉากจริงที่ใหญ่และออกแบบมาอย่างดีแบบนี้ มันช่วยให้เรารู้สึกเหมือนเข้าไปอยู่ในโลกของซูเปอร์แมนได้อย่างแท้จริง

คุณตื่นเต้นที่สุดอยากให้ผู้ชมได้สัมผัสอะไรเมื่อดูหนังซูเปอร์แมนในโรงภาพยนตร์?

หนังเรื่องนี้เป็นหนังที่สร้างแรงบันดาลใจ และผมคิดว่าสิ่งที่เจมส์สร้างขึ้นมา ไม่ใช่แค่การดัดแปลงตัวละครจากหนังสือการ์ตูนเท่านั้น แต่คือความรู้สึกเหมือนกับได้ดูหนังสือการ์ตูนที่ยอดเยี่ยมเรื่องหนึ่งฉายบนจอขนาดใหญ่ กับนักแสดงจริงๆ และเอฟเฟกต์เจ๋งๆ ที่คุณได้เห็น ไม่ใช่แค่ในหน้าการ์ตูนเล็กๆ อยู่ตรงหน้าคุณ แต่บนจอที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่จะมีได้ นั่นแหละ คือสิ่งที่ผมคิดว่าจะทำให้แฟน ๆ ตื่นเต้นที่สุด และ… ผมหวังว่านี่จะเป็นหนังสำหรับคนรุ่นใหม่ที่บางทีอาจจะไม่ได้เข้าไปในร้านหนังสือการ์ตูนหรืออ่านหนังสือการ์ตูนมากนัก หวังว่านี่จะเป็นสิ่งที่ทำให้พวกเขาอยากไปที่ร้านหนังสือการ์ตูนเพื่ออ่านเวอร์ชันเล่มของเรื่องราวเหล่านี้ เหมือนที่เจมส์เคยทำตอนเป็นเด็ก

‘อาร์ม–หล่งลี’ เตรียมเสิร์ฟเคมีที่ถามหา ใน ‘DOCTOR’S MINE หมอน่ารักคนนี้เป็นของผม’

‘อาร์ม–หล่งลี’ เตรียมเสิร์ฟเคมีที่ถามหา ใน ‘DOCTOR'S MINE หมอน่ารักคนนี้เป็นของผม’

‘อาร์ม–หล่งลี’ เตรียมเสิร์ฟเคมีที่ถามหา ใน ‘DOCTOR’S MINE หมอน่ารักคนนี้เป็นของผม’

วันพฤหัสบดี ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เตรียมสัมผัสกับเคมีที่ถามหา ช่อง9กด30 พามาให้ชมที่หน้าจอ ห้ามพลาดทุกวันอาทิตย์ เวลา 23.00 น. กับซีรีส์เรื่อง “DOCTOR’S MINE หมอน่ารักคนนี้เป็นของผม” ผลิตโดยบริษัท กองทัพโปรดักชั่น จำกัด ผลงานกำกับการแสดงโดย “เขตต์ ฐานทัพ”

พบกับทีมนักแสดงนำที่รับรอง รักไม่เหลือ นำโดย หล่งลี – หล่งซื่อ ลี มารับบท ไนท์อาร์ม – ชัยภัทร จำปาสิน รับบท มายม่อน – เตชินท์ ไพศาลวรรณ รับบท เปอร์ภัค – วรายุส์ พูสมจิตรสกุล รับบท กัญจน์ท้อป – สุเมธี เมตตาวรคุณ รับบท ตั้มคริสม่อน – ธนวัฒน์ สุทธิเจริญ รับบท กล้า

เรื่องราวความรักสุดอลหม่านระหว่าง “มาย” นักศึกษาแพทย์ผู้เงียบขรึม กับ “ไนท์” เดือนวิศวะสายแบดที่เริ่มต้นจากความบังเอิญ จนกลายเป็นความใกล้ชิดแบบไม่ทันตั้งตัว ความสัมพันธ์ปลอม ๆ เพื่อเอาตัวรอดจากการโดนทำร้าย กลายเป็นคู่รักที่คนทั้งมหาลัยจับตามอง พร้อมทั้งต้องร่วมแสดงละครเวทีเรื่อง โรมิโอและจูเลียต ที่ยิ่งทำให้ทั้งคู่ใกล้ชิดกันมากขึ้น ท่ามกลางปมอดีต ความเข้าใจผิด และแรงต้านจากรอบข้าง ขณะเดียวกัน “กัญจน์” แพทย์หนุ่มรุ่นพี่ ก็ต้องวุ่นวายใจกับ “เปอร์” เด็กวิศวะสุดแสบที่ดันเกิดสัมพันธ์ชั่วข้ามคืนด้วย แต่กลับตามจีบไม่เลิก จนกลายเป็นความรู้สึกที่ลึกซึ้งเกินกว่าจะปฏิเสธ เรื่องราวของเสื้อกาวน์และเสื้อช็อปค่อย ๆ พัวพัน ซับซ้อน และมีทั้งรอยยิ้ม น้ำตา ความรัก ความแค้น และการให้อภัย ก่อนที่ทั้งสองคู่จะเรียนรู้หัวใจตัวเอง และเติบโตผ่านบททดสอบของชีวิตและความรัก

ปักหมุดเตรียมตับพังพร้อมเพียงกันกับ  ซีรีส์ “DOCTOR’S MINE หมอน่ารักคนนี้เป็นของผม” เริ่มวันอาทิตย์ที่ 13 ก.ค. นี้  เวลา 23.00 น. ช่อง 9 กด 30

‘ปุ๊ก-นภัสกรณ์’ แท็กทีม ‘ม่อน-เพลงรบ’ ชวนเชียร์ ‘วอลเลย์บอล นักเรียนหญิง แชมป์กีฬา 7HD 2025’

‘ปุ๊ก-นภัสกรณ์’ แท็กทีม ‘ม่อน-เพลงรบ’ ชวนเชียร์  ‘วอลเลย์บอล นักเรียนหญิง แชมป์กีฬา 7HD 2025’

‘ปุ๊ก-นภัสกรณ์’ แท็กทีม ‘ม่อน-เพลงรบ’ ชวนเชียร์ ‘วอลเลย์บอล นักเรียนหญิง แชมป์กีฬา 7HD 2025’

วันพฤหัสบดี ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

แฟนกีฬาเตรียมเชียร์ทีมโปรด ช่อง 7HD พร้อมเปิดทัวร์นาเมนต์ วอลเลย์บอล นักเรียนหญิง แชมป์กีฬา 7HD 2025 ครั้งที่ 8 สานต่อความมันเป็นกีฬาชนิดที่ 2 ของ 4 ซีรีส์ กีฬานักเรียน แชมป์กีฬา 7HD 2025 ที่ ช่อง 7HD จับมือ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ประเดิม รอบคัดเลือก รอบแรก ซึ่งเป็นการแข่งขันแบบน็อกเอาต์ แพ้ตกรอบทันที โดยจะทำการแข่งขันระหว่างวันที่ 11-12 กรกฎาคม 2568 ณ สนามจันทนยิ่งยง (ลงรถไฟฟ้า สถานีสนามกีฬาแห่งชาติ) วันละ 3 คู่งานนี้ทีมผู้บรรยายนำโดย ปุ๊ก-นภัสกรณ์ ไม่พลาดชวนแฟนกีฬาให้ตามเชียร์ทีมโปรด

“ขอเสียงเพื่อนหญิงพลังหญิงร่วมส่งกำลังใจให้นักกีฬาของเรากันนะคะ กลับมาครั้งนี้สมการรอคอย วอลเลย์บอล นักเรียนหญิง แชมป์กีฬา 7HD 2025 คัดเน้น ๆ ทั้ง 16 ทีมชั้นนำ ที่สำคัญปีนี้เปิดรับสมัครทีมโรงเรียนต่าง ๆ ทั่วประเทศ โดยใช้ชื่อว่าทีม “Challenger” บอกเลยว่าทุกทีมฝีมือไม่ธรรมดาเก่งและโดดเด่น มารอชมผลงานและเป็นกำลังใจให้น้อง ๆ กัน ส่วนทีมผู้บรรยายเราทำการบ้านหนักมากทั้งข้อมูลของนักกีฬา รวมไปถึงพัฒนาการของแต่ละทีม ใครรอชมความสนุก มัน สะใจ ของทีมผู้บรรยาย เตรียมบริหารกรามให้ดี เตรียมมุกและลีลาไว้ตกแฟน ๆ แน่นอน”

ด้าน ม่อน-เพลงรบ ขอการันตีความสนุกของการแข่งขันทุกนัดว่า “แม้กติกาในปีนี้ยังคงเปิดโอกาสให้ทุกทีมสามารถส่งนักกีฬาทีมชาติลงทำการแข่งขันได้ แต่ได้ข่าวว่าน้อง ๆ ติดภารกิจรับใช้ชาติกันหลายคน งานนี้ไม่มีทีมใดได้เปรียบหรือเสียเปรียบแน่นอน รับรองว่าสู้กันมันสูสีกินกันไม่ลง ไม่แน่ว่าอาจจะมีดาวรุ่งหน้าใหม่แจ้งเกิดในการแข่งขันครั้งนี้ แฟนกีฬามาชมกันที่สนามหรือเชียร์สดทางออนไลน์ได้ทุกคู่นะครับ”

โดย รอบคัดเลือก รอบแรก ระหว่างวันที่ 11-12 กรกฎาคม 2568 วันละ 3 คู่ มีดังนี้ คู่ที่ 1. รร.วังจันทร์วิทยา พบกับ รร.เทศบาลชุมชนป้อมเพชร คู่ที่ 2. รร.เทพมงคลรังษี พบกับ รร.สตรีนนทบุรี คู่ที่ 3. รร.เทศบาล 1 (เอ็งเสียงสามัคคี) พบกับ รร.เทศบาล 3 เทศบาลอนุสรณ์ คู่ที่ 4. รร.กีฬาเทศบาลเมืองร้อยเอ็ด พบกับ รร.กาญจนาภิเษกวิทยาลัย สุพรรณบุรี คู่ที่ 5. รร.สารคามพิทยาคม พบกับ รร.เทศบาล 1 สว่างวิทยา และ คู่ที่ 6. รร.กีฬาเทศบาล 2 (วัดสว่างคงคา) พบกับ รร.เทศบาล 3 วัดไชนาวาส

 จากนั้นเชียร์กันต่อในรอบคัดเลือก รอบสอง ระหว่างวันที่ 14-18 กรกฎาคม 2568 (14-17 ก.ค.วันละ 5 คู่  ) และ (18 ก.ค. แข่งขัน 4 คู่) ซึ่งทั้ง 2 รอบจะทำการแข่งขันที่ สนามจันทนยิ่งยง (ลงรถไฟฟ้า สถานีสนามกีฬาแห่งชาติ) ต่อด้วยรอบแบ่งกลุ่ม ทำการแข่งขันที่สนามโรงเรียนที่เข้ารอบ ระหว่างวันที่ 29 -31 กรกฎาคม 2568 และ 1, 4, 5 สิงหาคม 2568 ร่วมเชียร์สดทาง เว็บไซต์และแอปพลิเคชัน BUGABOO.TV โซเชียลมีเดีย YouTube Ch7HD, TikTok Ch7HD Sports, Facebook Ch7HD และ Ch7HD Sports ติดตามรายละเอียดการแข่งขัน และตารางถ่ายทอดสดได้ทาง https://www.ch7.com/champ7hd/volleyball2025/

ฉากเด็ดฟินไฟลุกที่ทุกคนต้องดู! ‘ณเดชน์’ ของขึ้น! ดึง ‘พาย’ ลงอ่างเคลียร์ใจ

ฉากเด็ดฟินไฟลุกที่ทุกคนต้องดู! ‘ณเดชน์’ ของขึ้น! ดึง ‘พาย’ ลงอ่างเคลียร์ใจ

ฉากเด็ดฟินไฟลุกที่ทุกคนต้องดู! ‘ณเดชน์’ ของขึ้น! ดึง ‘พาย’ ลงอ่างเคลียร์ใจ

วันพฤหัสบดี ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นาทีนี้ไม่มีใคร..ไม่ลุ้นไปกับเรื่องราวความรักอันซับซ้อนของ “พันแสง” และ “ชวาลา” จากละครพีเรียดฟอร์มยักษ์แห่งปี “ใจขังเจ้า” ทางช่อง 3 เมื่อความในใจของพันแสงเริ่มปิดไม่อยู่ และความหึงหวงก็ทะลักจนกลั้นไม่ไหว! แม้ทั้งสองจะขออยู่ร่วมกันในฐานะพี่น้องตามกฎของ “พันแสง” (ณเดชน์ คูกิมิยะ) ที่ห้ามมีเมีย ห้ามมีรัก…แต่ในความเป็นจริง กลับยิ่งใกล้ยิ่งหวั่นไหว

โดยเฉพาะเมื่อมี “อ้น” (โบ๊ท ธารา) บ่าวหนุ่มคนสนิทที่เข้ามาใกล้ ชวาลา (พาย รินรดา) ทำให้พันแสงเริ่มแสดงอาการหวงออกมาชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ จนถึงจุดเดือดขั้นสุด เมื่อได้ยินข่าวกระแทกใจว่าเขาไม่ชอบผู้หญิง แถมยังมีรสนิยมเบี่ยงเบน! งานนี้ทำเอาพันแสงของขึ้นเต็มพิกัด! เลยขอ “ลงอ่าง” แช่น้ำกลางดึกหวังดับอารมณ์ แต่กลับกลายเป็นฉากเด็ด เมื่อชวาลาโผล่มาพร้อมไม้หวังตีหัวโจรที่อยู่หลังม่านผ้าขาว  และด้วยความไม่ทันตั้งตัว พันแสงก็ดึงชวาลาลงอ่างเดียวกัน พร้อมส่งสายตากรุ้มกริ่มยิ้มหยัน ก่อนขยับเข้าประชิดจนจมูกเฉียดแก้ม และประกาศกร้าวว่า “ข้าไม่ใช่พวกเล่นสวาท ข้าเป็นผู้ชาย ที่รักผู้หญิง”  เบื้องหลังฉากนี้ผู้กำกับ คิง-สมจริง จัดโลเคชั่นฉากอ่างน้ำ ท่ามกลางไอน้ำและแสงเทียนโรแมนติก โดยใช้ผ้าขาวสะท้อนเงา เพิ่มดีกรีความวาบหวิวระดับพรีเมียม! งานนี้ณเดชน์เรียกว่าหล่อยันเงา แถมยังต้องโชว์หุ่นแน่นซิกแพ็กแซ่บเต็มจอ ส่วนพายก็ขอซักซ้อมคิวตีและคิวลงอ่างเป๊ะ ๆ เพราะกลัวฟาดจริง เรียกได้ว่าทั้งคู่โชว์ทีมเวิร์กระดับโปร เทคเดียวผ่านฉลุย! บอกเลยว่าเป็นฉากที่ทุกคนต้องดูมากที่สุดในจักรวาลอโยธยา

เมื่อกฎห้ามรัก…กำลังจะแพ้ใจตัวเอง งานนี้จะพีคขนาดไหน? ตามชมได้ใน “ใจขังเจ้า” วันพฤหัสบดีที่ 10 กรกฎาคมนี้ เวลา 20.30 น. ทางช่อง 3

‘CGM48’ปล่อยอัลบั้มที่ 3 ‘Hokori no Oka – เนินเขาแห่งความฝัน’

‘CGM48’ปล่อยอัลบั้มที่ 3 ‘Hokori no Oka – เนินเขาแห่งความฝัน’

‘CGM48’ปล่อยอัลบั้มที่ 3 ‘Hokori no Oka – เนินเขาแห่งความฝัน’

วันพฤหัสบดี ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เป็นเรื่องราวของความภาคภูมิใจที่ได้เดินทางตามฝัน สำหรับเพลง “Hokori no Oka – เนินเขาแห่งความฝัน” เพลงแนวป๊อปที่มีจังหวะสนุกสนาน ซึ่งมาพร้อมกับอัลบั้มที่ 3 ของศิลปินไอดอล CGM48” จากค่าย iAM โดยมีดับเบิ้ลเซ็นเตอร์ (นานา) เพ็ญพิชญา บุญเสนอ(หลิงหลิง) ศิรตรีทิพย์ พนาชนาภัทร์พร้อมด้วยสมาชิก (แชมพู) กชพร ลีละทีป(จิงจิง) อรัญญา เเก้วมาลัย, (คนิ้ง)วิทิตา สระศรีสม, (ลูกเกด) พิมพ์ลภัส สุวรรณน้อย, (เหมย) รพีพรรณ แช่มเจริญ(นีนี่) พิชญาภา สุปัญญา(พิม) พรวารินทร์ วงศ์ตระกูลกิจ(สิตา) สิตา ธีรเดชสกุล (เพลิน) ปณลี อักษรวนิช และ (เอมม่า) ศศิชา วงศ์วัฒนอนันต์

“นานา” เล่าว่า “เนื้อเพลงพูดถึงการเติบโต ความพยายาม ความผูกพัน เปรียบเทียบเหมือน CGM48 คือ “เนินเขาแห่งความภาคภูมิใจ” แห่งนั้น เป็นที่ที่หลายคนมีความฝันอยากจะขึ้นมาจุดนี้ MV เล่าถึงการวิ่งเทรลของทุกคน เหมือนกับการเดินทางของ CGM48 แม้ต้องเจอกับอุปสรรค พวกเราจะช่วยกันพาCGM48 ไปยังเป้าหมายให้ได้ จนสุดท้ายหนูเป็นคนที่ได้ยิงลูกยางไปยังตัวเมืองเชียงใหม่ เป็นการสื่อความหมายว่า CGM48 จะอยู่เคียงข้างเชียงใหม่ไปตลอดค่ะ

สิ่งที่ประทับใจคือโลเคชั่น เพราะเราได้ไปถ่ายกันที่จุดชมวิวดอยปุย วิวสวยมากจริงๆ ได้มองเห็นเมืองเชียงใหม่ทั้งหมด อยากชวนทุกคนไปตามรอยกันนะคะ เพลงนี้มีความหมายดีมาก ใครที่กำลังมองหาเพลงที่ช่วยชาร์จพลังอยากให้ลองฟังเพลงนี้ดูค่ะ”

“หลิงหลิง” ได้รับตำแหน่งดับเบิ้ลเซ็นเตอร์ครั้งแรกเสริมว่า “การเป็นเซ็นเตอร์คือเป้าหมายสำคัญอย่างหนึ่งของหลิงมาก พยายามซ้อม พัฒนาตัวเองเพื่อเป้าหมายนี้ และครั้งนี้ได้รับโอกาส รู้สึกตื่นเต้น ดีใจจริงๆ อยากให้ผลงานออกมาดีที่สุด แต่เพราะมี “นานา” อยู่ด้วยทำให้รู้สึกอุ่นใจ เหมือนมีคนที่อยู่ข้างๆ ไปด้วยกัน ฝากเพลง “Hokori no Oka – เนินเขาแห่งความฝัน” ด้วยค่ะ พวกเราตั้งใจกันมากๆ มีท่อนที่เป็นกิมมิคซ่อนไว้ในเพลงด้วย อย่าลืมไปฟังเพลงกันเยอะๆนะคะ”