น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ไอคอนสยาม ร่วมสืบสานพระราชปณิธานและประเพณีลอยกระทงอันงดงาม

น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ไอคอนสยาม ร่วมสืบสานพระราชปณิธานและประเพณีลอยกระทงอันงดงาม

น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ไอคอนสยาม ร่วมสืบสานพระราชปณิธานและประเพณีลอยกระทงอันงดงาม

วันอังคาร ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เพื่อเทิดพระเกียรติและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณแห่งสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และร่วมสืบสานประเพณีลอยกระทง อนุรักษ์วัฒนธรรมอันทรงคุณค่าบนผืนน้ำเจ้าพระยา สายน้ำแห่งชีวิตของชาวไทย ไอคอนสยาม แลนด์มาร์กระดับโลกริมแม่น้ำเจ้าพระยา ร่วมกับ กระทรวงวัฒนธรรม, การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, กรมเจ้าท่า, กรุงเทพมหานคร, หอการค้าไทยและสภาหอการค้าไทย, สมาคมการค้าธุรกิจในแม่น้ำเจ้าพระยา, บริษัท คาร์มาร์ท จำกัด (มหาชน), บริษัท แฟร์เท็กซ์ อีควิปเม้นท์ จำกัด และเมืองสุขสยาม จัดงาน ICONSIAM THAICONIC LOY KRATHONG 2025 ร้อยใจไทย รักษ์สายธารเจ้าพระยา ในวันพุธที่ 5 พฤศจิกายน 2568 ณ ริเวอร์ พาร์ค ไอคอนสยาม

นิทรรศการน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ

ชมนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติแสดงพระราชกรณียกิจรอบด้าน ที่ทรงอุทิศพระวรกายเพื่อประโยชน์สุขของปวงชนชาวไทยอย่างยั่งยืน และร่วมชื่นชมความงดงามของ “ชุดไทยพระราชนิยม” ที่ถ่ายทอดพระวิสัยทัศน์ในการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมไทยนำโดยฟรีน สโรชา ชมการแสดงโขนรามเกียรติ์ “ชุดนางลอย” ถ่ายทอดศิลปะการแสดงชั้นสูงของไทยอย่างวิจิตร และชมการแสดงลิเก โดย ศรรามน้ำเพชร ถ่ายทอดศิลปะพื้นบ้านไทยอย่างสง่างาม เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณแห่งสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง  

สืบสานประเพณีลอยกระทง มรดกทางวัฒนธรรมของไทย

เทศกาลลอยกระทง ซึ่งตรงกับวันที่ 5 พฤศจิกายน 2568 ไอคอนสยาม คงไว้ซึ่งคุณค่าความงดงามของประเพณีไทย ขอเชิญชวนชาวไทยและชาวต่างชาติ แต่งกายด้วยชุดไทยหรือชุดโทนสีสุภาพ ร่วมลอยกระทงด้วยวัสดุจากธรรมชาติบน รางลอยกระทง ที่เป็นเอกลักษณ์ของงานที่ไอคอนสยาม ด้วยความโดดเด่นที่ตอบโจทย์ทุกคนให้สามารถลอยกระทงได้อย่างสะดวกและปลอดภัย พร้อมสัมผัสวัฒนธรรมอันงดงามของประเพณีลอยกระทง 5 พื้นที่เอกลักษณ์ ได้แก่ กระทงยี่เป็งจากจังหวัดเชียงใหม่ เส็งประทีปจากจังหวัดร้อยเอ็ด   กระทงสายจากจังหวัดตาก โคมชักโคมแขวนจากจังหวัดสุโขทัย และกระทงกาบกล้วยจากจังหวัดสมุทรสงคราม ซึ่งสร้างสรรค์กระทงจากขวดพลาสติกและแก้วพลาสติกรีไซเคิล

เมืองสุขสยาม ไอคอนสยาม ร่วมสืบสานประเพณีลอยกระทง

สำหรับเมืองสุขสยาม ร่วมสืบสานประเพณีลอยกระทง เปิดพื้นที่บริเวณบ่อน้ำภาคใต้ให้ประชาชนสามารถ    ลอยกระทงในบ่อลอยรักษ์โลก พร้อมรับชมการแสดงทางวัฒนธรรม ร่วมกิจกรรมเวิร์กช็อปปั้นกระทงจิ๋วด้วยดินไทย ชิม ช็อปกับร้านค้าชุมชนรู้รักสามัคคี วิสาหกิจเพื่อสังคมประเทศไทย และอิ่มอร่อยไปกับเมนูพิเศษจากน้ำปลาตราปลาหมึก โดยกิจกรรมจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 30 ตุลาคม – 10 พฤศจิกายน 2568 โดยมีผู้สนับสนุนการสืบสาน ประเพณีไทย บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน), ธนาคารกสิกรไทย และบริษัท โรงงานน้ำปลาไทย (ตราปลาหมึก) จำกัด

ติดตั้งทุ่นเพื่อการเก็บกระทงอย่างเป็นระบบและยั่งยืน 

ไอคอนสยาม ยังคงนโยบายในการดำรงรักษาแม่น้ำเจ้าพระยาอย่างยั่งยืน โดยได้ร่วมกับสำนักสิ่งแวดล้อม กรุงเทพมหานคร ในการเก็บกระทงอย่างเป็นระบบ และมีการติดตั้งทุ่นเพื่อกันกระทงไหลออกสู่แม่น้ำเจ้าพระยา ที่สำคัญยังได้ เตรียมความพร้อมในการเก็บกระทงในแม่น้ำเจ้าพระยาภายหลังจากจบเทศกาล โดยกระทงที่ทำจากวัสดุธรรมชาติและกระทงที่ย่อยสลายได้ จะนำไปบดย่อยแล้วส่งไปทำปุ๋ยหมักที่ศูนย์กำจัดมูลฝอยหนองแขม เพื่อร่วมสืบสานประเพณีในการขอขมาสายน้ำและดำรงรักษาแม่น้ำเจ้าพระยาให้งดงามอย่างยั่งยืนต่อไป

UNHCR ผนึกกำลังภาคเอกชนยุติภาวะไร้รัฐไร้สัญชาติครั้งประวัติศาสตร์ของไทย

UNHCR ผนึกกำลังภาคเอกชนยุติภาวะไร้รัฐไร้สัญชาติครั้งประวัติศาสตร์ของไทย

UNHCR ผนึกกำลังภาคเอกชนยุติภาวะไร้รัฐไร้สัญชาติครั้งประวัติศาสตร์ของไทย

วันอังคาร ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) และ บริษัท เมดิเอเตอร์ จำกัด ซึ่งเชี่ยวชาญการพัฒนาธุรกิจระหว่างไทยและญี่ปุ่น ร่วมจัดงาน “การสนับสนุนจากภาคเอกชนเพื่อร่วมขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การยุติภาวะไร้รัฐ ไร้สัญชาติ” ณ ศูนย์ประชุมสหประชาชาติ (UNCC) กรุงเทพฯ วัตถุประสงค์ของงานในครั้งนี้คือการรณรงค์เพื่อสร้างความตระหนักรู้และระดมทุนให้กับโครงการเพื่อช่วยเหลือคนไร้รัฐไร้สัญชาติของ UNHCR ซึ่งสนับสนุนความพยายามครั้งประวัติศาสตร์ของรัฐบาลไทยในการยุติภาวะไร้รัฐไร้สัญชาติในประเทศไทย การประชุมครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมกว่า 70 คน จากภาคธุรกิจทั้งไทยและญี่ปุ่น โดยมี นาวีน อัลเบิร์ต รองผู้แทนข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ ประจำประเทศไทย (UNHCR) กล่าวต้อนรับ

กันตธร วรรณวสุ

ในงานได้รับเกียรติจากผู้บริหารของบริษัท ยูนิโคล่ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวปาฐกถาพิเศษเกี่ยวกับนโยบายด้านความยั่งยืน และมีช่วงเสวนากับผู้แทนรัฐบาลไทย ภาคประชาสังคม และอดีตบุคคลไร้รัฐไร้สัญชาติ เพื่อทำความเข้าใจสถานการณ์และความร่วมมือในการทำงาน โดยไฮไลต์ของงานคือการเปิดตัว “กองทุนไทย-ญี่ปุ่นเพื่อบุคคลไร้รัฐ ไร้สัญชาติ” หรือ “Thai-Japanese Statelessness Fund” เพื่อเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนมีส่วนร่วมและสนับสนุนภารกิจในการยุติภาวะไร้รัฐไร้สัญชาติในประเทศไทย

ประเทศไทย เป็นหนึ่งในประเทศที่มีประชากรไร้รัฐไร้สัญชาติมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก โดยมีผู้ได้รับการจดทะเบียนเป็นบุคคล ไร้รัฐไร้สัญชาติอย่างเป็นทางการจากรัฐบาลไทยกว่า 600,000 คน พวกเขาเผชิญกับความท้าทายอย่างมากในการเข้าถึงบริการด้านสาธารณสุข การศึกษาระดับสูง เสรีภาพในการเดินทาง และโอกาสการจ้างงาน ภาวะไร้รัฐไร้สัญชาติไม่เพียงแต่เป็นประเด็นด้านสิทธิมนุษยชนเท่านั้น แต่ยังเป็นความท้าทายด้านการพัฒนาต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจและความสามารถในการแข่งขันระดับโลกของประเทศไทยรวมถึงภาพลักษณ์ของภาคธุรกิจในเวทีโลก 

ประเทศไทย ในฐานะสมาชิกของพันธมิตรสากลเพื่อยุติภาวะไร้รัฐไร้สัญชาติ (Global Alliance to End Statelessness) เป็นผู้นำระดับโลกและระดับภูมิภาคในการแก้ไขภาวะไร้รัฐไร้สัญชาติ UNHCR ซึ่งเป็นหน่วยงานผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติที่ได้รับมอบหมายจากสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติให้ป้องกันและลดภาวะไร้รัฐไร้สัญชาติ โดยทำงานอย่างใกล้ชิดกับรัฐบาลไทยและภาคประชาสังคมในการช่วยเหลือบุคคลไร้รัฐไร้สัญชาติให้ได้รับสัญชาติและสถานะเข้าเมืองโดยชอบด้วยกฎหมาย (ถิ่นที่อยู่ถาวร) และเป็นพลเมืองที่มีศักยภาพสูงสุด

พิธีเปิดตัวกองทุน “Thai – Japanese Statelessness Fund”

“ประเทศไทยเป็นผู้นำระดับภูมิภาคและระดับโลกในการยุติภาวะไร้รัฐไร้สัญชาติ” นีวีน อัลเบิร์ต รองผู้แทนข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ ประจำประเทศไทย กล่าว “การเปิดตัวกองทุนไทย-ญี่ปุ่นเพื่อบุคคลไร้รัฐไร้สัญชาติ แสดงให้เห็นถึงแนวทาง การดำเนินงานแบบองค์รวมที่ทุกภาคส่วนของสังคมมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง ซึ่งจำเป็นต่อการยุติภาวะไร้รัฐไร้สัญชาติของประเทศ”

เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2567 รัฐบาลไทยได้มีมติคณะรัฐมนตรีเพื่อเร่งรัดกระบวนการให้สัญชาติและสถานะเข้าเมืองโดยชอบด้วยกฎหมาย (ถิ่นที่อยู่ถาวร) ให้กับคนไร้รัฐไร้สัญชาติจำนวน 480,000 คน การสนับสนุนจากภาคเอกชนจะช่วยให้มั่นใจได้ว่า การทำงานที่สำคัญเช่นนี้สามารถเข้าถึงประชากรไร้รัฐไร้สัญชาติ แม้ในพื้นที่ห่างไกลที่สุดของประเทศไทย และผู้ที่ประสบปัญหาเหล่านี้จะได้รับความช่วยเหลือในกระบวนการที่เกี่ยวข้องและเข้าถึงสิทธิของพวกเขา

“เราทำงานร่วมกับภาคธุรกิจของญี่ปุ่นที่ดำเนินงานในประเทศไทยมานานกว่า 15 ปี”  กันตธร วรรณวสุ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมดิเอเตอร์ จำกัด กล่าว “เราได้เห็นความสนใจของภาคธุรกิจญี่ปุ่นในการสนับสนุนงานด้านมนุษยธรรมในประเทศไทย โดยปัญหาภาวะไร้รัฐไร้สัญชาติเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศไทย ดังนั้นเราจึงอาสาเข้ามาช่วยเชื่อมโยงภาคธุรกิจไทยและญี่ปุ่นให้มีส่วนร่วมในการแก้ไขภาวะไร้รัฐไร้สัญชาติในประเทศไทย”

นาวีน อัลเบิร์ต

กองทุนไทย-ญี่ปุ่นเพื่อบุคคลไร้รัฐไร้สัญชาติ เปิดรับการสนับสนุนตั้งแต่วันนี้ เพื่อสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับภาวะไร้รัฐไร้สัญชาติ และระดมการสนับสนุนจากภาคเอกชนในประเทศไทย เพื่อผลักดัน ส่งเสริม และแก้ปัญหาดังกล่าว กองทุนนี้จะนำไปช่วยเหลือบุคคลไร้รัฐไร้สัญชาติในกระบวนการทางกฎหมายเพื่อขอสัญชาติและสถานะเข้าเมืองโดยชอบด้วยกฎหมาย (ถิ่นที่อยู่ถาวร) ซึ่งในทางกลับกันจะช่วยเสริมสร้างเศรษฐกิจและประเทศไทย รวมทั้งร่วมส่งเสริมเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน(Sustainable Development Goals (SDGs)) โดยมีเป้าหมายในการระดมทุนจำนวน 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 33 ล้านบาท เพื่อให้การช่วยเหลือบุคคลไร้รัฐไร้สัญชาติจำนวนประมาณ 40,000 คน

ภาคเอกชนที่สนใจร่วมเป็นพันธมิตรเพื่อการดำเนินการร่วมกับ UNHCR สามารถสอบถามรายละเอียดที่ คุณอมรศรี พัฒนศิษฎางกูร (แอน) ผู้จัดการฝ่ายส่งเสริมความร่วมมือภาคเอกชน UNHCR ประเทศไทย โทร. 063-270-9334

คุณแหน: 4 พฤศจิกายน 2568

คุณแหน: 4 พฤศจิกายน 2568

คุณแหน: 4 พฤศจิกายน 2568

วันอังคาร ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 02.00 น.

  • บารอนเนส เกาะจอทีวีดูการถ่ายทอดสดจากกรุงออสโลการประกาศรางวัล NOBEL สาขาสันติภาพ จึงอยากจะถ่ายทอดบางส่วนทั้งบรรยากาศและปฏิกิริยาต่อผลการประกาศในห้องโถงเต็มไปด้วยผู้แทนองค์กรมูลนิธิต่างๆและสื่อมวลชนนานาชาตินับร้อย คนทั้งโลกจ้องเขม็งน่าจะรวมถึงท่านผู้ทรงพลังที่สุดในโลก ประธานาธิบดีทรัมป์ ด้วย แต่เมื่อโฆษกประกาศผลออกมากลายเป็นเรื่อง ANTI-CLIMAX ที่สุดที่เห็นมา โดยปกติแล้วในสถานการณ์ยิ่งใหญ่และตึงเครียดเช่นนี้ สิ้นเสียงประกาศผลต้องมีเสียงปรบมือกึกก้อง รวมถึงพวก “ลูกหาบ” ต้องโห่ร้องกันเจี๊ยวจ๊าวชนิดสุดซอย แต่นี่กลับเต็มไปด้วยความสงบเงียบ จึงพอจะสันนิษฐานได้ว่าประการแรกผู้คนไม่ได้คาดหวังชื่อดังกล่าว ประการถัดมาผู้รับรางวัล MARIA CORINA MACHADO ไม่ได้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางทั่วไปแม้แต่ในหมู่ชาวองค์กรระหว่างประเทศเอง…
  • อยากฝากคอมเม้นต์ว่า NOBEL PRIZE เป็นสถาบันที่ได้รับการยกย่องว่ายิ่งใหญ่มากในเวทีโลก คำตัดสินของคณะกรรมการที่ผ่านมาในอดีตจึงเป็นที่เชื่อถือ แต่สำหรับวาระนี้บังเอิญมีเรื่องกระทบกระทั่งกันเรื่อง การแสดงออกของทรัมป์ ผลการตัดสินทำให้เกิดคำถามเรื่องความถูกต้อง (LEGITIMACY) เกิดคำถามอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับกระบวนการพิจารณา ซึ่งอาจจะมีผลต่อชื่อเสียงระยะยาวของสถาบัน… อันที่จริงแล้วการตัดสินรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ แม้จะโด่งดังแค่ไหนก็ยังเป็นแค่อิมแพค ในอดีตเมื่อประกาศแล้วมีผลให้คนทั้งโลกต้องโฟกัสมายังเรื่องสงครามและสิทธิมนุษยชนที่เกิดขึ้นในขณะนั้น แล้วก็จะเลือนหายไปจากความทรงจำโดยไม่มีผลเป็นรูปธรรมชัดเจน อาทิกรณี: (MALALA YOUSAFZAI, PAKISTAN คศ. 2014), (LIU XIAOBO, HONGKONG คศ. 2017), (AUNG SAN SUU KYI, MYANMAR คศ. 2021)…
  • กิจกรรมประเทืองปัญญา…สมาคมศิษย์เก่าสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่(มช.)ร่วมกับ คณะการสื่อสารมวลชน มช. ขอเชิญร่วมงานเสวนาฟรีเรื่อง “ข้ามรุ่น ข้ามยุค ข้ามพายุ จริยธรรมสื่อในยุคที่ AI ครองโลก” วันที่ 6 พ.ย.13.30 น. ณ ห้องสตูดิโอ บริษัท สาระดี จำกัด (บริษัทกันตนา กรุ๊ป จำกัด) พบผู้เชี่ยวชาญ ด้านสื่อหลากหลายสาขา อาทิ คนทำภาพยนตร์ กูรูด้านข่าว นักวิชาการด้านสื่อสารมวลชน Even Organizer Content creator ฯลฯ…
  • ข้าราชการเกษียณ สวท.กรมประชาสัมพันธ์ อาทิ ภารดี กาญจนโพธิ์ , อรุณี แดงพันธ์ , จิรวรรณ ตันกุรานันท์ และ พัชรินทร์ เชยกลิ่นเทศ มารวมตัวช่วยกันปั้นขนมจีบ ครบ 900 ตัวให้โรงทานในการทอดกฐิน แล้วยังมีเหลือให้ทุกคนที่มาช่วยปั้น นำขนมจีบแสนอร่อยกลับไปฝากคนที่บ้านได้อิ่มอร่อยกันอย่างถ้วนทั่ว…
  • ขอแสดงความยินดีกับ บมจ.ท่าอากาศยานไทยฯ ในโอกาสที่ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ได้รับรางวัล Readers’ Choice Awards 2025 จากนิตยสาร Condé Nast Traveler โดยได้รับการจัดอันดับให้เป็น 1 ใน 10 ท่าอากาศยานที่ดีที่สุดในโลก ซึ่งมาจากการโหวตของนักเดินทางทั่วโลก รางวัลนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำเร็จในการพัฒนาและบริหารจัดการอย่างต่อเนื่อง รวมถึงแผนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในอนาคต เพื่อยกระดับประสบการณ์การเดินทางให้ดียิ่งขึ้น !!…

บารอนเนส

เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ เสด็จเป็นองค์ประธานการประกวดผ้าลายพระราชทานและงานหัตถกรรม ปี 2568 รอบตัดสิน

เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ เสด็จเป็นองค์ประธานการประกวดผ้าลายพระราชทานและงานหัตถกรรม ปี 2568 รอบตัดสิน

เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ เสด็จเป็นองค์ประธานการประกวดผ้าลายพระราชทานและงานหัตถกรรม ปี 2568 รอบตัดสิน

วันจันทร์ ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 15.37 น.

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เสด็จเป็นองค์ประธานการประกวดผ้าลายพระราชทาน “ผ้าลายสิริราชพัสตราภรณ์” และงานหัตถกรรม รอบตัดสิน ระดับประเทศ (Final) ประจำปี 2568 คัดเลือกสุดยอดผลงานโดดเด่นเหรียญทอง 15 ประเภท โดยผลงาน “ผ้าลายสิริราชพัสตราภรณ์สร้างสรรค์สามัคคี” กลุ่มผ้าทอลายมงคลมนตราธิกาญจน์ จ.กาฬสินธุ์ คว้ารางวัลพิเศษรวมดาวสาวสยาม ณ สุราลัย ฮอลล์ ชั้น 7 ไอคอนสยาม

ในการนี้ นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม นางสาวศศิธร กิตติธรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นางจิณณารัชช์ สัมพันธรัตน์ นายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย นายชูชีพ พงษ์ไชย รองปลัดกระทรวงมหาดไทยด้านบริหาร นายสุรศักดิ์ อักษรกุล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร อธิบดีกรมการปกครอง นายขจรเกียรติ รักพานิชมณี อธิบดีกรมที่ดิน นางกุสุมาล พงษ์สิทธิถาวร อุปนายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทยและประธานชมรมแม่บ้านกรมการปกครอง นางปิติมา รักพานิชมณี อุปนายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทยและประธานชมรมแม่บ้านกรมที่ดิน ผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงมหาดไทย ข้าราชการ ผู้บริหารกรมการพัฒนาชุมชน ตลอดจนคณะที่ปรึกษาโครงการผ้าไทยใส่ให้สนุก คณะกรรมการตัดสิน และผู้เข้าร่วมการประกวด ผู้ประกอบการผ้าและงานหัตถกรรม ร่วมเฝ้ารับเสด็จ

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ประทับที่โต๊ะทรงงาน เพื่อทรงตัดสินลายผ้าพระราชทานและงานหัตถกรรมร่วมกับคณะกรรมการจากกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย และคณะกรรมการกิตติมศักดิ์ โดยมีประชาชนที่ผ่านการคัดเลือกเข้าประกวดระดับประเทศ เข้าเฝ้าฯ ถวายรายงาน จำนวน 59 ชิ้นงาน จำแนกเป็น ประเภทผ้า 54 ผลงาน และประเภทหัตถกรรม 5 ผลงาน

ภายหลังจากเสร็จสิ้นการประกวด สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา พระราชทานพระดํารัสให้แก่ผู้เข้าร่วมการประกวด และผู้เข้าเฝ้า ความว่า  “แสดงความยินดีสำหรับผู้เข้าประกวดทุกท่าน มันมีความสวยงามและเห็นความพยายามของผู้ประกอบการทุกคน  หลายคนชนะใจตัวเองได้ ชนะการทำงานได้ ก็ขอแสดงความยินดีด้วย แม้ท่านหญิงจะดุ แต่หวังดีกับทุกคนเสมอ อยากให้มีความก้าวหน้า อยากให้มีงานใหม่ๆ และขอให้ทุกคนทำงานนี้ต่อไป ให้นึกว่ารากฐานและถิ่นกำเนิดนั้นมาจาก สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง คือผู้ที่สร้างอาชีพให้แก่วงการหัตถศิลป์ผ้าไทย แม้กระทั่งศูนย์ศิลปาชีพหรือกลุ่มศิลปาชีพหรือศิลป์แผ่นดิน (สถาบันสิริกิติ์) แห่งนี้ พระองค์ท่านรักของท่าน และพระองค์ท่านไม่อยากทิ้งมัน เพราะฉะนั้นพวกเรา คือคนรุ่นใหม่ คนรุ่นเก่า คนรุ่นกลาง ก็ต้องทำมันต่อไป และทำอย่างไรให้มันไม่อยู่กับที่  พัฒนาตนเองตลอดเวลา วันนี้เป็นวันที่พิเศษมาก และท่านหญิงคิดว่าพระองค์ท่านก็ทรงดีพระทัยและสนุกไปกับการแข่งขันในวันนี้ เพราะพระองค์ท่านยังโปรดงานรื่นเริงแบบนี้ งานสนุก งานแข่งผ้าแบบนี้

ขอแสดงความยินดีอีกครั้ง และขอบคุณที่ให้กำลังใจท่านหญิงและครอบครัว ขอแสดงความยินดีกับกลุ่มศิลปาชีพที่มีเหรียญสักที และถ้ามีหลายๆ เหรียญ จะทำให้ท่านหญิงชื่นใจ ขอให้สู้ต่อไป ท่านหญิงรักทุกคน ขอให้ช่วยกับท่านหญิงในการพัฒนาทุกอย่างต่อไป ท่านหญิงทำคนเดียวไม่ได้ถ้าขาดทุกคน แล้วพบกันใหม่ในปีหน้า”

นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวสำนึกในพระกรุณาธิคุณและกราบทูลถวายรายงานความโดยสังเขปว่า ข้าราชการในสังกัดกระทรวงมหาดไทย ตลอดจนประชาชนชาวไทย มีความปีติยินดีที่ได้ร่วมกันแสดงออกซึ่งความจงรักภักดีและสำนึกในพระกรุณาธิคุณที่ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงออกแบบผ้าลายพระราชทาน “ผ้าลายสิริราชพัสตราภรณ์” ในโอกาสที่ทรงได้รับการถวายปริญญาศิลปกรรมศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาศิลปะการออกแบบพัสตราภรณ์ ประจำปีการศึกษา 2566 จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยทรงนำมาออกแบบต่อยอดให้โครงสร้างลวดลายมีความร่วมสมัยเป็นสากล หากยังคงสื่อถึงเอกลักษณ์อันงดงามของชาติ สะท้อนวิถีชีวิต วัฒนธรรมและธรรมชาติของประเทศไทย โดยพระราชทานผ้าลายพระราชทาน “ผ้าลายสิริราชพัสตราภรณ์” แก่ช่างทอผ้าและช่างหัตถกรรมไทย เพื่อนำไปถักทอผืนผ้าและสร้างสรรค์งานหัตถกรรม ด้วยการผสมผสานกับลวดลายโบราณในทุกภูมิภาคของประเทศ เพื่อเป็นการฟื้นฟูภูมิปัญญาแห่งอดีต ยกระดับมาตรฐาน และเพื่อพัฒนาศักยภาพการสร้างสรรค์ผืนผ้าและงานหัตถกรรมในทุกมิติ ด้วยการออกแบบตามความคิดสร้างสรรค์ของศิลปิน

“สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ได้พระราชทานพระอนุญาตให้กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย จัดประกวดแข่งขันผ้าลายสิริราชพัสตราภรณ์ และงานหัตถกรรม อันเป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์ผลงานเพื่อสืบสานผ้าไทย ซึ่งมีผู้สมัครส่งผลงานเข้าประกวดทั้งสิ้น 8,903 ชิ้นงาน โดยมีผลงานเข้ารอบตัดสินระดับประเทศ ประเภทผ้า 54 ผืน และงานหัตถกรรม จำนวน 5 ชิ้น และนับเป็นมิ่งมงคลอย่างยิ่งต่อกิจกรรมการประกวดที่พระองค์เสด็จเป็นองค์ประธานตัดสินการประกวดในครั้งนี้ และด้วยสำนึกในพระกรุณาธิคุณที่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญาทรงมีต่อปวงชนชาวไทย ข้าราชการกระทรวงมหาดไทย ตลอดจนปวงชนชาวไทย ขอน้อมนำแนวพระดำริในการสืบสาน รักษา และต่อยอด เพื่ออนุรักษ์ฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรมภูมิปัญญาหัตถกรรมไทยให้ดำรงอยู่อย่างยั่งยืนสืบไป” ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าว

สำหรับผลการประกวด รางวัลพิเศษรวมดาวสาวสยาม ได้แก่ ผ้าเทคนิคผสมพื้นเมือง ผ้าลายสิริราชพัสตราภรณ์สร้างสรรค์สามัคคี กลุ่มผ้าทอลายมงคลมนตราธิกาญจน์  โดย นายจักรวรรดิวัตร ปรีจำรัส จ.กาฬสินธุ์ ซึ่งเป็นการคัดเลือกจากการรวมผลงานทุกประเภท แล้วคัดเลือกโดยคณะกรรมการตัดสิน

สำหรับรางวัลชนะเลิศ (เหรียญทอง) ผลงานทั้ง 15 ประเภท ประกอบด้วย  ประเภทที่ 1 ผ้าขิด ได้แก่ ไหมแท้ที่แม่ทอ ดอกพุดตานบานที่บ้านเชียง กลุ่มเฮือนไหมมนัสวรรณ โดยนายวันเฉลิม ศรีภุยเดช จ.อุดรธานี ประเภทที่ 2 ผ้าเทคนิคเกาะ/ล้วง ได้แก่ ผ้าเกาะล้วงลายสิริราชพัสตราภรณ์ กลุ่มณัฐธภาผ้าจกทอมือ โดยนางณัฐธภา ทิพย์วัจนะ จ.ราชบุรี ประเภทที่ 3 ผ้าเทคนิคสร้างสรรค์ ได้แก่ สร้างสรรค์ไหมมัดหมี่ ใต้ร่มพระบารมีสิริราชพัสตราภรณ์ กลุ่มที จัตุวัน ไทยซิลค์ โดยนายทวีศักดิ์ จัตุวัน จ.ร้อยเอ็ด ประเภทที่ 4 ผ้าจากกลุ่มชาติพันธุ์ ได้แก่ เพื่องอุบะดอกไม้ถวายราชนารี กลุ่มผ้าทอลายมงคลมนตราธิกาญจน์  โดยนายจักรวรรดิวัตร ปรีจำรัส จ.กาฬสินธุ์ ประเภทที่ 5 ผ้าจก/ผ้าตีนจก ได้แก่ ผ้าจก กลุ่มทอผ้าหัสดินทร์ โดยนายภณพล คิดสำราญ จ.สุรินทร์

ประเภทที่ 6 ผ้าปัก ได้แก่ ผ้าปักชนเผ่าเมี่ยน โครงการส่งเสริมศิลปาชีพฯ บ้านฟุ้งจี้(ผ้าปักยาวเขาบ้านวังใหม่) โดยนางสาวศศิวิมล รัตนวิจิตรสกุล จ.ลำปาง ประเภทที่ 7 ผ้าบาติก/ผ้ามัดย้อม/ผ้าเขียนเทียน ได้แก่ มยุเรศ พัตรา ภูษาพัทลุง กลุ่มลานใบเมืองลุง โดยนายมนัส สุวรรณถาวร จ.พัทลุง ประเภทที่ 8 ผ้ายกใหญ่ ได้แก่ ผ้ายกราชสำนัก (ผ้ายกใหญ่) ลายสิริราชพัสตราภรณ์ พิพิธภัณฑ์ศิลป์แผ่นดิน (สถาบันสิริกิติ์) โดยพลตรี ชัยยุทธ วชิรวรภักดิ์ จ.พระนครศรีอยุธยา ประเภทที่ 9 ผ้าเทคนิคผสมเทคนิคพื้นเมือง ได้แก่ ผ้าไหมมัดหมี่ 3 ตะกอ ยกดอกลายตารางหมากรุก สมาชิกศิลปาชีพ ตำบลช้างใหญ่ โดยนายอิทธิชัย ไชยรินทร์ จ.พระนครศรีอยุธยา

ประเภทที่ 10 ผ้าแพรวา ได้แก่ สิริราชพัสตราภรณ์กลุ่มชุมชนภูไทดำ โดยนายพงษ์ชยุตน์ โพนะทา จ.กาฬสินธุ์ ประเภทที่ 11 ผ้ามัดหมี่ 2 ตะกอ ได้แก่ ผ้าลายสิริราชพัสตราภรณ์ กลุ่มเจริญกิจนิยมชื่อ โดยนายเจริญกิจ นิยมชื่อ จ.สุรินทร์ ประเภทที่ 12 ผ้ามัดหมี่ 3 ตะกอ ขึ้นไป ได้แก่ ผ้าลายสิริราชพัสตราภรณ์ กลุ่มทอผ้าไหมบ้านทุ่งสว่าง โดยนายธีรเดช กลายไพร จ.บุรีรัมย์ ประเภทที่ 13 ผ้ายกเล็ก ได้แก่ ผ้าลายสิริราสพัตราภรณ์อาภรณ์แห่งความรักภักดี กลุ่มผ้าทอลายมงคลมนตราธิกาญจน์ โดยนายจักรวรรดิวัตร ปรีจำรัส จ.กาฬสินธุ์ ประเภทที่ 14 ผ้าหมี่ข้อ/หมี่คั่น ได้แก่ ผ้าลายมยุรสิริชมดอกพุดตาน กลุ่มไหมมีชัย โดยนายเนติพงศ์ กระแสโสม จ.ชัยภูมิ และประเภทงานหัตถกรรม ได้แก่ แจกันเขียนลายสิริราชพัสตราภรณ์ ศูนย์ศิลปาชีพเครื่องปั้นดินเผา พระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ โดยนายศรีโพธิ์ กลิ่นมาลี จ.นราธิวาส

ทั้งนี้ ผู้ได้รับรางวัลต่าง ๆ จะเข้ารับพระราชทานเหรียญรางวัลจาก สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ในงาน Silk Festival วันที่ 2 ธันวาคม 2568 นี้

การประกวดรอบตัวสิน มีคณะกรรมการกิตติมศักดิ์ตัดสินการประกวด  ได้แก่ ท่านผู้หญิงภรณี มหานนท์ ที่ปรึกษาโครงการ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม นางสาวศศิธร กิตติธรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นายธีระพันธ์ วรรณรัตน์ ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (การออกแบบแฟชั่น) ประจำปี 2562 และนายอนุชา ทีรคานนท์ ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน) พร้อมด้วยคณะกรรมการจากกระทรวงมหาดไทยและสมาคมแม่บ้านมหาดไทย อาทิ นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นางจิณณารัตน์ สัมพันธรัตน์ นายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย นายสุรศักดิ์ อักษรกุล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน นายสยาม ศิริมงคล ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ นางอรจิรา ศิริมงคล ประธานแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดสมุทรปราการ

ในส่วนของคณะกรรมการตัดสิน ได้แก่ ดร.ศรินดา จามรมาน นักวิชาการอิสระด้านการจัดการความรู้และสื่อสารการศึกษา นายธนันท์รัฐ ธนเสฏฐการย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านผ้าไทย และผู้เชี่ยวชาญการย้อมสีธรรมชาติ  นายกุลวิทย์ เลาสุขศรี บรรณาธิการบริหารนิตยสารโว้ก ประเทศไทย นายศิริชัย ทหรานนท์ ผู้เชี่ยวชาญด้านผ้าไทย เจ้าของแบรนด์ THEATRE นายพลพัฒน์ อัศวะประภา นักออกแบบเจ้าของแบรนด์ ASAVA นายภูภวิศ กฤตพลนารา นักออกแบบเจ้าของแบรนด์ ISSUE นายวิชระวิชญ์ อัครสันติสุข นักออกแบบเจ้าของแบรนด์ WISHARAWISH นายนุวัฒน์ พรมจันทึก ผู้เชี่ยวชาญด้านการย้อมสีธรรมชาติ ดร.กรกลด คำสุข รักษาการผู้อำนวยการสำนักวิชาการสร้างสรรค์ วิทยาลัยอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ผศ.ดร.รวิเทพ มุสิกะปาน ประธานหลักสูตรแฟชั่น สิ่งทอ และเครื่องตกแต่ง วิทยาลัยอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ดร.นวัทตกร อุมาศิลป อาจารย์สาขาวิชาการออกแบบแฟชั่นและสิ่งทอ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย นายวีรธรรม ตระกูลเงินไทย ผู้เชี่ยวชาญด้านผ้าไทย นายมีชัย แต้สุจริยา ศิลปินแห่งชาติสาขาทัศนศิลป์ (ทอผ้า) ประจำปี 2564 นายธนาวุฒิ ธนสารวิมล นักออกแบบเจ้าของแบรนด์ TandT นางสาวเจนสุดา ปานโต นักออกแบบเจ้าของแบรนด์ JANESUDA นางสาวณิญาพัณณ์ ภัทระเสฐกูล นักออกแบบเจ้าของแบรนด์ IRADA นางสาวปัณณศา ภัทระเสฐกูล นักออกแบบเจ้าของแบรนด์ IRADA และนางสาวมิลิน ยุวจรัสกุล นักออกแบบเจ้าของแบรนด์ Milin

ฉลองอายุมงคล 93 ปี วาริน พูนศิริวงศ์

ฉลองอายุมงคล 93 ปี วาริน พูนศิริวงศ์

ฉลองอายุมงคล 93 ปี วาริน พูนศิริวงศ์

วันจันทร์ ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 14.56 น.

ผาณิต พูนศิริวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่ บริษัท หนังสือพิมพ์แนวหน้า จัดงานเลี้ยงฉลองเนื่องในวันคล้ายวันเกิด ก้าวสู่อายุ 93 ปี ให้กับ วาริน พูนศิริวงศ์ โดยมีลูกๆ วรินทร-วรุณพร-ศศิพร-นรพล-ผรณเดช,เขย-สะใภ้ และ น้องชาย สินธุ พูนศิริวงศ์,น้องสาว ประทุม รัตนาวะดี,พรประไพ ประเสริฐศรี พร้อมเครือญาติ เตือนใจ พูนศิริวงศ์,พัชรินทร์ พูนศิริวงศ์, ดร.อัศวิน อิงคกุล, เลิศชาย-นิรัชฎา พงษ์โสภณ, ศักดิ์สิน พูนศิริวงศ์ และหลานๆ มาร่วมแสดงความยินดีอย่างอบอุ่น ณ ห้องอาหารญี่ปุ่นเอโดะ โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชั่น เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม ที่ผ่านมา

รวมพลังคนไทยด้านปัญญาประดิษฐ์ครั้งใหญ่ ฉลอง 5 ปี ‘Super AI Engineer – 10 ปี AIAT’

รวมพลังคนไทยด้านปัญญาประดิษฐ์ครั้งใหญ่ ฉลอง 5 ปี 'Super AI Engineer - 10 ปี AIAT'

รวมพลังคนไทยด้านปัญญาประดิษฐ์ครั้งใหญ่ ฉลอง 5 ปี ‘Super AI Engineer – 10 ปี AIAT’

วันจันทร์ ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 13.24 น.

“Super AI Engineer: The 5th National AI Exhibition” รวมพลังคนไทยด้านปัญญาประดิษฐ์ครั้งใหญ่ ฉลอง 5 ปีโครงการ Super AI Engineer และ 10 ปี สมาคม AIAT

เมื่อวันที่ 22-23 ตุลาคม 2568 สมาคมปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทย (AIAT) จัดงานใหญ่ Super AI Engineer: The 5th National AI Exhibition ภายใต้ธีมงานเฉลิมฉลองครบรอบ 5 ปี โครงการ Super AI Engineer และ ครบรอบ 10 ปี สมาคมปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทย (AIAT) ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล พระราม 9

ในพิธีเปิดงานได้รับเกียรติจากนางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวเปิดงานผ่านวีดีทัศน์ โดยระบุว่า “โครงการ Super AI Engineer เป็นโครงการที่ดิฉันให้ความสนใจเป็นอย่างมากและสนับสนุนการดำเนินกิจกรรมมาโดยตลอด นับตั้งแต่ดำรงตำแหน่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จวบจนถึงปัจจุบัน เพราะเชื่อมั่นว่าโครงการนี้จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศในการสร้างกำลังคนทักษะสูงด้าน AI  สร้างนวัตกร วิศวกร และสร้างนักวิจัยด้านปัญญาประดิษฐ์ เพื่อเป็นรากฐานที่สำคัญในการพัฒนาประเทศ รองรับอุตสาหกรรมขั้นสูง อันจะนำไปสู่การสร้างเศรษฐกิจใหม่และเม็ดเงินลงทุนอีกเป็นจำนวนมาก ขอแสดงความยินดีกับความสำเร็จของโครงการและขอชื่นชมสมาคมปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทยและภาคีเครือข่าย ที่ได้ร่วมกันขับเคลื่อนกิจกรรมในครั้งนี้”

บพค. ย้ำความสำคัญของกำลังคนคุณภาพสูงด้าน AI

ดร.รัฐภูมิ ตู้จินดา รองผู้อำนวยการหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนากำลังคนและทุนด้านการพัฒนาสถาบันอุดมศึกษา การวิจัยและการสร้างนวัตกรรม (บพค.) กล่าวแสดงความยินดีกับความสำเร็จของโครงการ Super AI Engineer ที่ก้าวสู่ปีที่ 5 และสมาคมปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทยที่เดินหน้ามาอย่างมั่นคงถึง 10 ปี ซึ่งนับเป็นเวทีสำคัญที่รวบรวมพลังคนไทยด้าน AI ทุกภาคส่วนเข้าด้วยกัน และความสำเร็จนี้แสดงให้เห็นถึงการตอบรับที่ดีจากสังคมและความมุ่งมั่นในการสร้างกำลังคนคุณภาพสูงด้าน AI ให้กับประเทศไทย ซึ่งสอดคล้องกับวิสัยทัศน์และกรอบนโยบายของ บพค. ในการพัฒนากำลังคนสมรรถนะสูงและงานวิจัยขั้นแนวหน้า เพื่อสร้างศักยภาพการแข่งขันของประเทศไทยในเวทีโลก โดย บพค. ได้สนับสนุนโครงการ Super AI Engineer อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปีที่ 1 จนถึงปัจจุบัน ซึ่งในปีนี้ โครงการ Super AI Engineer ได้สร้างวิศวกร AI และผู้ใช้ AI Tools จำนวนมาก โครงการนี้จึงมีบทบาทสำคัญในการแก้ปัญหาขาดแคลนบุคลากรด้าน AI อันเป็นรากฐานที่สำคัญต่อการพัฒนาประเทศและการแข่งขันในเวทีโลก

AIAT สร้างระบบนิเวศ AI ของคนไทย

ดร.เทพชัย ทรัพย์นิธิ นายกสมาคมปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทย (AIAT) กล่าวว่า “การสร้างบุคลากรด้าน AI ที่มีคุณภาพ เป็นรากฐานสำคัญในการเปลี่ยนแปลงประเทศ ให้เข้าสู่ยุค AI อย่างแท้จริง บุคลากรที่ผ่านการบ่มเพาะจากโครงการ Super AI Engineer นี้ ได้มีส่วนร่วมในการผลักดันอุตสาหกรรมในประเทศ การยกระดับความรู้ความสามารถให้ประชาชน เนื่องจากไม่ใช่แค่การสร้างเครื่องมือ AI แต่ต้องยกระดับคนให้สามารถใช้เครื่องมือ AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้น เราจึงมุ่งเน้นสร้างระบบนิเวศของการพัฒนากำลังคน โดยนำคนที่เก่งมาเป็นกำลังหลักของประเทศ และสร้างคนที่มีสามารถปรับตัว ภายใต้การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์”

Super AI Engineer Season 5: สร้างคน-สร้างนวัตกรรม-สร้างอนาคต

ผศ.ดร. นงนุช เกตุ้ย หัวหน้าโครงการ Super AI  Engineer Season 5 / อุปนายกคนที่ 1 สมาคมปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทย (AIAT) ได้กล่าวถึงโครงการ Super AI Engineer ปีที่ 5 ว่า ปีนี้ได้มุ่งเน้นการสร้างคนที่นำเครื่องมือ AI ไปใช้ การสร้างคนที่พัฒนาแบบจำลองโมเดล และการสร้างคนที่คิดพัฒนาองค์ความรู้ใหม่ โดยความร่วมมือของศูนย์ประสานงานเครือข่ายภูมิภาค หน่วยงานบ่มเพาะนวัตกร หน่วยงานภาครัฐและเอกชน ทั่วประเทศมากกว่า 50 หน่วยงาน ทั้งนี้บุคลากรที่ได้รับการพัฒนาสามารถใช้เครื่องมือ AI และต่อยอดเป็นนวัตกรรมที่นำไปใช้กับโจทย์จริง มองเห็นปัญหาที่เกิดขึ้นในภาคอุตสาหกรรม คิด พัฒนา ออกแบบ โมเดล ทั้งในเชิงวิศวกรรมและวิจัย โดยมีจำนวนผู้ลงทะเบียนในโครงการ 12,718 คน แยกเป็นกลุ่ม AI Innovator 4,576 คน AI Engineer 3,675 คน AI Researcher 1,003 คน โดยผ่านเข้ารับการบ่มเพาะอย่างเข้มข้นทั้ง 3 กลุ่ม มีจำนวน 1,304 คน 368 คน และ 28 คน ตามลำดับ ทั้งนี้มีผลงานนวัตกรรมที่เกิดขึ้นใน Track AI Innovator มากว่า 210 ผลงาน มีแบบจำลองโมเดล แพลตฟอร์ม หรือแอปพลิเคชัน ในช่วงของการแสดงฝีมือในหน่วยงาน สถานประกอบการต่าง ๆ มากกว่า 100 ผลงาน และยังมีการบ่มเพาะการเป็นวิสาหกิจเริ่มต้น AI Startup จำนวน 3-5 ทีม ใน Track AI Engineer ในขณะที่ Track AI Reseacher อยู่ในระหว่างการพัฒนาบทความวิจัย วิชาการ เพื่อเผยแพร่ผลงานในระดับสากล

เวทีรวมพลังคนไทยด้าน AI ครั้งใหญ่

ภายในงาน ยังมีพิธีมอบรางวัลเกียรติยศให้กับสุดยอดนักปัญญาประดิษฐ์แห่งอนาคต ทั้งรางวัลเหรียญทอง เหรียญเงิน เหรียญทองแดง สำหรับผู้เข้าร่วม Track AI Engineer โดยพิจารณาจากผลคะแนนรวม และโล่รางวัลให้กับผู้ที่ได้รางวัลชนะเลิศจาก ศูนย์ประสานงานเครือข่ายภูมิภาคและหน่วยบ่มเพาะของ Track AI Innovator อีกด้วย

ซึ่งตลอดทั้ง 2 วันของการจัดงาน ยังมีการจัดแสดงสุดยอดผลงานนวัตกรรมด้านปัญญาประดิษฐ์ฝีมือคนไทยของผู้ร่วมโครงการ Super AI Engineer ทั้ง Track AI Innovator และ AI Engineer จากทั่วประเทศ และยังถือเป็นการรวมตัวกันของคนสาย AI ตัวจริงจากทั่วประเทศไทยครั้งประวัติศาสตร์

นอกจากนี้ยังมีกิจกรรม AI Researcher and AI Engineer Meetup นำเสนองานวิจัยด้าน AI ที่ได้รับความสนใจมีผู้เข้าฟังเป็นจำนวนมาก ถือเป็นจุดสำคัญของการผลักดันวงการวิจัยด้าน AI ของประเทศไทยที่สามารถสร้างความสนใจให้กับคนในวงกว้าง

และ Startup Pitching โดยเป็น Startup ที่เกิดขึ้นจากผู้เข้าร่วมโครงการ Super AI Engineer ใน Season ต่าง ๆ ชิงเงินรางวัลจากบริษัท Security Pitch และ computer notebook จากสมาคมปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทย พร้อมโอกาสได้รับการลงทุนจาก VC ต่อไปในอนาคต ซึ่งผู้คว้ารางวัลชนะเลิศได้แก่ Nerth.ai

งาน Super AI Engineer: The 5th National AI Exhibition ถือเป็น “การรวมตัวครั้งประวัติศาสตร์ของกำลังคนด้านปัญญาประดิษฐ์จากทั่วประเทศไทย” ซึ่งไม่เพียงแสดงให้เห็นศักยภาพของบุคลากรไทยในยุค AI แต่ยังเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างเศรษฐกิจใหม่บนฐานความรู้และนวัตกรรม

5 ปี Super AI Engineer – 10 ปี AIAT

สำหรับโครงการ Super AI Engineer เป็นโครงการพัฒนาบุคลากรด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ระดับแนวหน้าของประเทศไทย โดยโครงการนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อเพิ่มกำลังคนด้านปัญญาประดิษฐ์ให้กับประเทศไทย ให้ประเทศไทยสามารถทัดเทียมและแข่งขันในระดับโลกได้ ซึ่งในปีที่ 5 นี้ ได้แบ่งออกเป็น 3 track คือ AI Innovator, AI Engineer และ AI Researcher โดยในปีที่ผ่าน ๆ มา ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก ได้สร้างนักพัฒนา AI ระดับคุณภาพให้กับองค์กรต่าง ๆ และภาคอุตสาหกรรมแล้วอย่างมากมาย และดำเนินต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 5 ภายใต้ชื่อ Super AI Engineer Season 5 ที่ได้รับความร่วมมือและการสนับสนุนจากองค์กรทั้งภาครัฐและเอกชนจำนวนมาก ร่วมกันขับเคลื่อนการสร้างกำลังคนด้านปัญญาประดิษฐ์ให้กับประเทศไทยต่อไป และในปีนี้ ยังเป็นโอกาสพิเศษ ที่สมาคมปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทย (AIAT) ผู้ดำเนินโครงการ Super AI Engineer มีอายุ ครบ 10 ปี และโครงการ Super AI Engineer ครบรอบ 5 ปีอีกด้วย

สามารถติดตามเกี่ยวกับโครงการ Super AI Engineer ได้ทาง facebook page Super AI Engineer Development Program

-(016)

‘Taste of America 2025’รวมวัตถุดิบ – เมนูอร่อยสไตล์อเมริกัน ใจกลางกรุง

'Taste of America 2025'รวมวัตถุดิบ - เมนูอร่อยสไตล์อเมริกัน ใจกลางกรุง

‘Taste of America 2025’รวมวัตถุดิบ – เมนูอร่อยสไตล์อเมริกัน ใจกลางกรุง

วันจันทร์ ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 12.30 น.

 เปิดประสบการณ์ความอร่อยสไตล์อเมริกันแท้ กับวัตถุดิบและเมนูพรีเมียมส่งตรงจากอเมริกา โดย  กูร์เมต์ มาร์เก็ต  พรีเมียมซูเปอร์มาร์เก็ตมาตรฐานระดับโลก ภายใต้ บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป  จับมือ  สำนักงานทูตเกษตร สถานเอกอัครราชทูตอเมริกา ประจำประเทศไทย เนรมิตพื้นที่ใจกลางกรุงเทพฯ ให้กลายเป็นดินแดนแห่งรสชาติและสีสันแบบอเมริกันในงาน  “Taste of America 2025”  ระหว่างวันที่ 30 ตุลาคม –  12 พฤศจิกายน 2568 ณ  กูร์เมต์ มาร์เก็ต สาขาพารากอน, เอ็มโพเรียม, เอ็มควอเทียร์ และเอ็มสเฟียร์

ภายในงานพบกับบรรยากาศจำลองย่านฮอลลีวูด  และการเฉลิมฉลองวัฒนธรรมการกินสไตล์อเมริกัน ในผ่านวัตถุดิบและเมนูสุดเอ็กซ์คลูซีฟ โดยแบ่งเป็น    

-กลุ่มเนื้อสัตว์   ได้แก่  กุ้งล็อบสเตอร์ (COOKED LOBSTER) จากรัฐเมน ที่มีเนื้อสัมผัสแน่นและรสชาติหวาน เนื้อปลาอะแลสกาแบล็คคอด(ALASKAN BLACK COD)  ปลาที่มีรสชาติอร่อยที่สุดในโลก โดยอาศัยอยู่ในน้ำลึกอันบริสุทธิ์ของรัฐอะแลสกา   เนื้อวัวสายพันธุ์เองกัส  (US PRIME BEEF RIB EYE) มีกลิ่นเนื้อที่หอมรสชาติเข้มข้นเป็นเอกลักษณ์  ได้รับรองจาก U.S. Department of Agriculture เนื้อที่ผ่านกรรมวิธีการเลี้ยงการขุนและมีการจัดเกรด การส่งอออย่างถูกต้อง  ไก่งวงอบสุกแช่แข็ง   ปรุงสุกพร้อมรับประทาน – หั่นเสิร์ฟได้ทันทีมีโปรตีนสูง

-กลุ่มชีสคุณภาพ   อาทิ ชีสพ้อยท์ เรเยส (Point Reyes) จากรัฐแคลิฟอร์เนีย มีทั้งรสชาติหอมสมุนไพรแบบเมดิเตอร์เรเนียน  และหอมกลิ่มทรัฟเฟิ้ลเข้ม เหมาะสำหรับชีสบอร์ด   รวมไปถึง  ชีสวิสคอนซิน (Wisconsin Cheese) ซึ่งเป็นแหล่งผลิตชีสคุณภาพหลากหลายชนิดที่ผลิตโดยปรมาจารย์ชีสเมกเกอร์

-กลุ่มวัตถุดิบและผลไม้  อาทิ  ทาบาสโก้ ศรีราชาซอส (TABASCO SRIRACHA SAUCE)             รสจัดจ้านเปรรี้ยวหวาน  เพิ่มรสอร่อยเข้ากันดีกับพิซซ่า แซนด์วิช เบอร์เกอร์  แบรค น้ำส้มสายชูหมักจากแอปเปิ้ล (BRAGG ORGANIC APPLE CIDER VINEGAR) หมักโดยไม่ผ่านกระบวนการใช้ความ ร้อนและการกรอง จึงยังมีเอนไซม์ชั้นยอดที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ   แอปเปิ้ลกาล่า(GALA APPLE) จากวอชิงตัน  สายพันธุ์ที่มีกลิ่นหอมแบบน้ำผึ้ง หรือ   วานิลลาอ่อน ๆ   องุ่นเขียว – องุ่นแดงไร้เมล็ดแคลิฟอร์เนีย  เนื้อแน่น ลูกใหญ่กรอบทานเพลิน   

-กลุ่มนม และ ขนมทานเล่น  อาทิ  เบน &เจอร์รีส (BEN&JERRY’S)  ช็อกโกแลตฟัดจ์บราวนี่ไอศกรีม และ ซอลท์เท็ดคาราเมลไอศกรีม  ร็อควิว (ROCK VIEW) นมพาสเจอร์ไรส์รสชาติหอม มัน เข้มข้นรสนมวัวแท้  วอร์เฮดส์คิวบ์ (WARHEADS CHEWY WBES) ลูกอมเคี้ยวหนึบกลิ่มผลไม้  เป็นต้น  

นักชิมห้ามพลาด มาลิ้มลองเมนูพิเศษที่รังสรรค์โดยเชฟ จาก You Hunt We Cook  กับ เนื้อสันในยูเอสซอสชิมิชูริและมันบด เนื้อสันในสไตล์อเมริกันพรีเมียมเสิร์ฟพร้อมซอสชิมิชูริรสจัดจ้านและมันบดหอมกลิ่นเนย พร้อมโปรโมชันพิเศษ เมื่อซื้อสินค้าภายในงาน Taste of America 2025 ครบ 1,000 บาท รับฟรีกระเป๋า Shopping Bag Tasty  USA มูลค่า 199 บาท  จำนวน 1 ใบต่อใบเสร็จ และพบขอพรีเมียมอีกมากมาย

ร่วม  กิน–ช้อป–ฟิลอเมริกัน แบบเต็มอิ่มใจกลางกรุงฯ ได้ในงาน “Taste of America 2025” ตั้งแต่วันที่ 30 ตุลาคม – 12 พฤศจิกายน 2568 ที่กูร์เมต์ มาร์เก็ต สาขาพารากอน, เอ็มโพเรียม, เอ็มควอเทียร์ และเอ็มสเฟียร์  ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook: Gourmet Market Thailand

จาก Stamp บนกระดาษ สู่ NFT Stamp ของสะสม ไปรษณีย์ไทยปลุกเสน่ห์ความคลาสสิกให้กลับมีชีวิตอีกครั้ง

จาก Stamp บนกระดาษ สู่ NFT Stamp ของสะสม ไปรษณีย์ไทยปลุกเสน่ห์ความคลาสสิกให้กลับมีชีวิตอีกครั้ง

จาก Stamp บนกระดาษ สู่ NFT Stamp ของสะสม ไปรษณีย์ไทยปลุกเสน่ห์ความคลาสสิกให้กลับมีชีวิตอีกครั้ง

วันจันทร์ ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เคยสังเกตไหมว่าสิ่งของเล็กๆ จากวันวาน เช่น จดหมาย แสตมป์ หรือแม้แต่ตู้ไปรษณีย์สีแดงของไปรษณีย์ไทย ยังคงมีเสน่ห์ แม้เวลาจะหมุนผ่านไปหลายยุคหลายสมัย เพราะ “คุณค่า” ของสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่แค่ชิ้นงานในอดีต แต่คือ “ความทรงจำ” ที่เชื่อมโยงผู้คนกับเรื่องราวมากมายในชีวิต

 ไปรษณีย์ไทย ชวนทุกคนย้อนกลับไปสัมผัสเสน่ห์ความคลาสสิกอีกครั้ง ผ่านมุมมองใหม่ที่ร่วมสมัย ซึ่งรีเฟรชภาพจำของไปรษณีย์ให้มีชีวิตเข้ากับพื้นที่ ไลฟ์สไตล์และหัวใจของคนยุคใหม่ได้อย่างลงตัว

จาก Stamp บนกระดาษ สู่ NFT Stamp ของสะสมที่ไม่จำกัดอยู่แค่ในอัลบั้ม

หนึ่งในตัวอย่างที่น่าสนใจคือ “ตราไปรษณียากร” หรือ แสตมป์ ที่อยู่บนมุมซองจดหมาย แต่วันนี้ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของวัฒนธรรมร่วมสมัย ที่ก้าวข้ามรูปแบบของแสตมป์กระดาษสู่โลกดิจิทัล ในรูปแบบ “NFT Stamp” ศิลปะบนสินทรัพย์ดิจิทัล ที่ผสมผสานความอาร์ต เทคโนโลยี และเรื่องราวเข้าด้วยกันอย่างกลมกลืน แต่ละลวดลายถูกออกแบบอย่างประณีตเพื่อสะท้อนวัฒนธรรมไทย จนกลายเป็นของสะสมแนว Pop Culture Item ที่คนรุ่นใหม่อยากครอบครอง เป็นการต่อยอดคุณค่าของแสตมป์ให้ก้าวทันยุค แต่ยังคงรักษาหัวใจของการส่งต่อเรื่องราวและความรู้สึกดี ๆ ไว้อย่างไม่เสื่อมคลาย

Postcard Online ส่งใจผ่านจอ แต่ยังได้ฟีลกระดาษจริง           

แม้โลกจะก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัลเต็มตัว แต่ความรู้สึกของการได้รับ “โปสการ์ดจริง” ยังคงมีมนต์ขลังในตัวเอง ไปรษณีย์ไทยจึงต่อยอดเสน่ห์นี้ให้ร่วมสมัยมากขึ้น จาก “ไปรษณียบัตร” ที่เคยเดินทางข้ามเมืองสู่มือผู้รับ มาเป็น “Postcard Online”ที่ให้ผู้ใช้สามารถเขียนข้อความออนไลน์จากหน้าจอแล้วผู้รับยังได้รับในรูปแบบไปรษณียบัตรกระดาษที่จับต้องได้ แถมผู้ส่งยังสามารถดีไซน์ลวดลายในแบบฉบับลิมิเต็ดอิดิชัน ของตนเองได้อีกด้วย เพราะไปรษณีย์ไทยเชื่อว่า “บางความรู้สึก ต้องถูกส่งผ่านกระดาษ” ถึงจะสัมผัสได้ถึงความรู้สึกจริงๆ

ตู้ไปรษณีย์ สตอรี่ ตู้แดงไปรษณีย์สที่เล่าเรื่องใหม่

ไม่มีใครไม่รู้จัก “ตู้ไปรษณีย์สีแดง” ที่เป็นสัญลักษณ์หนึ่งอยู่คู่คนไทยมายาวนาน วันนี้มาในบทบาทใหม่ เป็น “ตู้ไปรฯ สตอรี่” ที่เปลี่ยนตู้ไปรฯ ให้กลายเป็นแลนด์มาร์คแห่งการเล่าเรื่องในพื้นที่จริงผสานความคลาสสิกเข้ากับความคิดสร้างสรรค์ โดยแต่ละตู้ได้ออกแบบให้มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว บางตู้เล่าเรื่องธรรมชาติ มีตู้เพิ่มสีสันและความสนุกชวนทุกคนได้ขยับร่างกาย ตู้ส่งพลังบวก ตู้พาไปเปิดโลกต่างแดน และยังมีตู้มอบความสดชื่นให้ผ่อนคลาย ซึ่งทุกตู้จะเป็นจุดเช็กอินเพื่อให้ผู้มาเยือนทุกคนได้สัมผัสเรื่องราวใหม่จากสิ่งที่คุ้นเคย ทั้งหมดนี้เริ่มต้นขึ้นที่ ย่านตลาดน้อย แหล่งวัฒนธรรมเก่าแก่ของกรุงเทพฯ ที่อบอวลด้วยกลิ่นอายของอดีตและความคึกคักของปัจจุบัน การปรากฏตัวของ “ตู้ไปรฯ สตอรี่” ทั้ง 5 ตู้จึงไม่ใช่แค่พื้นที่ไว้ถ่ายรูป แต่คือประสบการณ์ของการเดินทางที่เชื่อมความทรงจำดีๆ และประสบการณ์ใหม่ๆเข้าด้วยกัน

ความคลาสสิกเหล่านี้ ไม่ได้เป็นเพียงภาพจำจากวันวาน แต่คือแรงบันดาลใจที่ยังคงผลิบานอยู่ในทุกช่วงเวลา การตีความใหม่ของแสตมป์ จดหมาย ของสะสม และตู้ไปรษณีย์สีแดง อาจทำให้เรารู้ว่า “เรื่องราวจากวันก่อน” ไม่เคยหายไปไหน เพียงแค่กลับมาในรูปแบบที่ร่วมสมัยและมีชีวิตยิ่งขึ้น วันนี้ไปรษณีย์ไทยยังคงทำหน้าที่ “บันทึกความทรงจำของไทย” พร้อมชวนทุกคนมาร่วมเปิดบทใหม่ของสิ่งที่งดงามและเหนือกาลเวลาไปด้วยกันกับ “ตู้ไปรฯ สตอรี่” จุดหมายที่เรื่องราวจากอดีตจะกลับมาเปล่งประกายในพลังของวันใหม่อีกครั้ง

ติดตามข่าวสารไปรษณีย์ไทยเพิ่มเติมได้ที่ เว็บไซต์ : www.thailandpost.co.th เฟซบุ๊ก : บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด X : @Thailand_Post ไลน์ออฟฟิเชียล : @Thailand Post  ติ๊กต็อก : @thailandpostchannel

คุณแหน : 3 พฤศจิกายน 2568

คุณแหน : 3 พฤศจิกายน 2568

คุณแหน : 3 พฤศจิกายน 2568

วันจันทร์ ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระบรมราชวินิจฉัยแต่งตั้ง เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ให้ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษาสำนักงานพระคลังข้างที่ ตั้งแต่ 1 ต.ค. เป็นต้นไป..

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรการแสดงโขน ตอน  สัตยาพาลี ซึ่ง มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง จัดขึ้นในวันที่ 3 พ.ย.เวลา 19.00 น.ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย..  การแสดงมีระหว่างวันที่   6 พ.ย.-8 ธ.ค.2568 นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณที่มีต่อโขน นาฎกรรมคู่แผ่นดินไทย ..

ครบรอบ 71 ปี คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มธ. ผศ.ดร.อัจฉรา ปัณฑรานุวงศ์ คณบดี จัดพิธีสงฆ์พร้อมมอบรางวัลวารสารศาสตราธร ประจำปี 2568 ประเภทศิษย์เก่าดีเด่น ประเภทครูดีเด่นและประเภทบุคลากรสายสนับสนุนวิชาการดีเด่น ฯลฯ  26 พ.ย.09.00 น. อาคารปฎิบัติการสื่อสารมวลชน ม.ธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ของดรับกระเช้าของขวัญและแจกันดอกไม้ เชิญร่วมบริจาคเป็นทุนการศึกษานักศึกษาของคณะ ที่บัญชี คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน ธ.กรุงเทพ สาขาอุทธยานวิทยาศาสตร์ เลขที่บัญชี 080-0-10355-8

ในช่วงปวงประชาไว้ทุกข์ถวาย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง  ดร.พรเพ็ญ เกยานนท์ แต่งตัวสวยสุภาพแต่คงความเท่ตามคอนเซ็ปต์ประจำตัว สวยให้สุดหยุดทำไม 74 ยังแจ๋ว

ผศ.ดร.ณัฐพล นิมมานพัชรินทร์ แจ้ง ดีป้า สานต่อหลักสูตร Digital CEO รุ่นที่ 9 พัฒนาผู้นำดิจิทัล เปิดมุมมองใหม่สู่ยุคดิจิทัล พร้อมอัปเดตเทรนด์-เติมความรู้ด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม พร้อมเปิดมุมมองใหม่ผ่านการแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับผู้บริหารระดับสูง และการศึกษาดูงานทั้งในไทยและประเทศฝรั่งเศส โดยมีวิทยากรผู้เชี่ยวชาญกว่า 100 คนทั้งชาวไทยและต่างประเทศมาร่วมถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์อย่างใกล้ชิด เปิดรับสมัครถึง 16 ธค.นี้ รายละเอียดโทร 082 449 4598 หรือที่  http://www.depa.or.th/digitalceo..๐๐

สวด เจษฎา ศิวารักษ์  1-3 พ.ย.18.00 น. อาคารสุคติสถาน ศาลา 4(ชั้น 2) วัดชลประทาน..ฌาปนกิจ 4 พ.ย.16.00 น. เจ้าภาพของดหรีด

สวด เบญจวรรณ จิรานันตรัตน์  มารดา ไพฑูรย์ จิรานันตรัตน์ 1-3 พ.ย.18.30 น. ศาลา 11 วัดลาดพร้าว .. ฌาปนกิจ 4 พ.ย.15.00 น. เจ้าภาพของดหรีด ร่วมบริจาคเพื่อศิริราชมูลนิธิ

วาฤทธิ์ ศิริพิทยาโรจน์ นำคณะผู้เข้าร่วมอบรมหลักสูตร Digital Jumpstart รุ่นที่ 3 ไปศึกษาดูงานที่ EEC Automation Park โดยมี ยุทธศักดิ์ พรมแตง ให้การต้อนรับ

ศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ ยกระดับการดูแลผู้ป่วยวิกฤต ขยายเตียง ICU–เสริมเทคโนโลยี–ดูแลด้านจิตใจผู้ป่วยและครอบครัว

ศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ ยกระดับการดูแลผู้ป่วยวิกฤต ขยายเตียง ICU–เสริมเทคโนโลยี–ดูแลด้านจิตใจผู้ป่วยและครอบครัว

ศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ ยกระดับการดูแลผู้ป่วยวิกฤต ขยายเตียง ICU–เสริมเทคโนโลยี–ดูแลด้านจิตใจผู้ป่วยและครอบครัว

วันจันทร์ ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

โรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ (SiPH) พร้อมรองรับผู้ป่วยวิกฤตที่เพิ่มมากขึ้น จากผลกระทบของสังคมสูงวัยและโรคซับซ้อน ด้วยการขยายพื้นที่หอผู้ป่วยวิกฤตและเพิ่มจำนวนเตียง ICU รวมถึงเตรียมนำนวัตกรรม SMART ICU มาเสริมศักยภาพการรักษา โรงพยาบาลยังให้ความสำคัญกับการดูแลด้านจิตใจของผู้ป่วยและครอบครัว พร้อมสร้างการสื่อสารที่ชัดเจนเพื่อลดช่องว่าง (Communication Gap) ทั้งในมิติผู้ป่วย–ครอบครัว และการทำงานร่วมกันของทีมแพทย์ พยาบาล และสหวิชาชีพ เพื่อยกระดับคุณภาพการรักษาทั้งร่างกายและจิตใจ

รศ.นพ.สุนัย  ลีวันแสงทอง และ ผศ.พญ.ศรีสกุล จิรกาญจนากร

รศ.นพ.สุนัย ลีวันแสงทอง รองผู้อำนวยการสายการแพทย์ โรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ ภายใต้การกำกับดูแลของคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล เปิดเผยว่า ไทยก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบสาธารณสุขของประเทศ ความต้องการด้านบริการทางการแพทย์และสุขภาพของผู้สูงอายุจึงเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ พฤติกรรมการดำเนินชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปตามยุคดิจิทัล ส่งผลต่อสุขภาพอย่างมีนัยสำคัญ และความซับซ้อนในการวินิจฉัยและการรักษา เสี่ยงเข้าสู่ภาวะวิกฤตที่อาจเป็นอันตรายถึงชีวิต ซึ่งพบได้ในทุกช่วงวัย เหล่านี้ล้วนเป็นโจทย์สำคัญที่ท้าทายการพัฒนาระบบการแพทย์ในปัจจุบัน

ผศ.พญ.ศรีสกุล จิรกาญจนากร ผู้ช่วยผู้อำนวยการศูนย์เฉพาะทาง (ผู้ป่วยวิกฤต) กล่าวว่า โรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ ได้เตรียมความพร้อมรองรับจำนวนผู้ป่วยที่เพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มผู้ป่วยวิกฤต เพิ่มจำนวนเตียง ICU จากเดิม 75 เตียง เป็น 92 เตียง เพื่อให้สามารถดูแลผู้ป่วยวิกฤตได้อย่างทันท่วงทีและมีประสิทธิภาพสูงสุด

พร้อมกันนี้ โรงพยาบาลเตรียมนำนวัตกรรมทางการแพทย์ SMART ICU เข้ามาเสริมศักยภาพในการดูแลรักษาผู้ป่วย โดยคาดว่าจะสามารถนำมาใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพภายในปีหน้า เทคโนโลยีดังกล่าวช่วยวิเคราะห์ข้อมูลทางการแพทย์ได้อย่างแม่นยำ ลดความคลาดเคลื่อนในการรักษา และสนับสนุนการตัดสินใจของทีมแพทย์แบบเรียลไทม์ อีกทั้งยังช่วยลดภาระงานของพยาบาล ทำให้บุคลากรสามารถทุ่มเทเวลาในการดูแลผู้ป่วยได้มากขึ้น ส่งผลให้ผู้ป่วยมีโอกาสฟื้นตัวรวดเร็ว และกลับไปใช้ชีวิตกับครอบครัวได้อย่างมีคุณภาพมากยิ่งขึ้น

พยาบาลเฉพาะทางดูแลผู้ป่วยวิกฤต

นอกจากการดูแลรักษาผู้ป่วยแบบองค์รวมด้วยความเข้าใจ (Empathy)  โดยทีมแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญ และพยาบาลเฉพาะทางผู้ป่วยวิกฤต รวมถึงบุคลากรทางการแพทย์ เช่น เภสัชกร นักกำหนดอาหาร นักกายภาพบำบัด โดยเน้นการสื่อสารด้วยความชัดเจน โปร่งใส ในมิติระหว่างโรงพยาบาลกับครอบครัวของผู้ป่วย เพื่อให้เกิดความเข้าใจในแนวทางการรักษา ติดตามกระบวนการดูแล และมีส่วนร่วมในการตัดสินใจเกี่ยวกับการรักษาได้อย่างเต็มที่ เพื่อให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นและกลับไปใช้ชีวิตกับครอบครัวอย่างมีความสุข

ขยายพื้นที่หอผู้ป่วยวิกฤตและเพิ่มจำนวนเตียง ICU

ทางโรงพยาบาลกำลังเตรียมความพร้อมจะขยายจำนวนเตียงสำหรับการดูแลผู้ป่วยกึ่งวิกฤต เพื่อรองรับผู้ป่วยที่ผ่านพ้นวิกฤตจากหอผู้ป่วย ICU แต่ยังต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดจากทีมแพทย์และพยาบาลเฉพาะทาง ซึ่งญาติสามารถเฝ้าผู้ป่วยได้เหมือนกับหอผู้ป่วยปกติ จึงทำให้สามารถให้การรักษาพยาบาลได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ควบคู่ไปกับการเอื้อให้ครอบครัวมีส่วนร่วมในการดูแลผู้ป่วยได้อย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งจะช่วยสร้างกำลังใจให้การฟื้นตัวของผู้ป่วยให้ดีขึ้นตามลำดับ