ครม. เห็นชอบแก้กฎกระทรวง สธ. ลดจำนวนถือครอง “ยาบ้า 1 เม็ด” ให้สันนิษฐานมีไว้เพื่อเสพ

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/576672

11 มิ.ย. 2567

14:47 น.

ครม. เห็นชอบแก้กฎกระทรวง สธ. ลดจำนวนถือครอง "ยาบ้า 1 เม็ด" ให้สันนิษฐานมีไว้เพื่อเสพ

ครม. เห็นชอบอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวง สธ. กำหนดปริมาณยาเสพติดให้โทษ-วัตถุออกฤทธิ์ ปรับลดจำนวนถือครองยาบ้า 1 เม็ด ให้สันนิษฐานว่ามีไว้เพื่อเสพ เชื่อผู้ค้ารายย่อยลดลง ตัดวงจรการแพร่ระบาด

11 มิ.ย. 2567 นายคารม พลพรกลาง รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีเห็นชอบอนุมัติหลักกการร่างกฎกระทรวงกำหนดปริมาณยาเสพติดให้โทษและวัตถุออกฤทธิ์ที่ให้สันนิษฐานว่ามีไว้ในครอบครองเพื่อเสพ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ซึ่งมีสาระสำคัญเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมกฎกระทรวงกำหนดปริมาณยาเสพติดให้โทษ และวัตถุออกฤทธิ์ที่ให้สันนิษฐานว่ามีไว้ในครอบครองเพื่อเสพ พ.ศ. 2567 เพื่อกำหนดปริมาณยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 (แอมเฟตามีนและเมทแอมเฟตามีน) ที่ให้สันนิษฐานว่ามีไว้ในครอบครองเพื่อเสพใหม่ เพื่อให้การกำหนดปริมาณยาเสพติดดังกล่าว สอดคล้องกับสถาณการณ์ยาเสพติดปัจจุบัน

ทั้งนี้ กฎกระทรวงกำหนดปริมาณยาเสพติดให้โทษและวัตถุออกฤทธิ์ที่ให้สันนิษฐานว่ามีไว้ในครอบครองเพื่อเสพ พ.ศ. 2567 มีผลให้ใช้บังคับเมื่อวันที่ 9 ก.พ. 2567 ที่ผ่านมา เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมและมีผู้ร่วมแสดงความคิดเห็นเป็นจำนวนมากไม่เห็นด้วยกับการกำหนดปริมาณแอมเฟตามีนและเมทแอมเฟตามีน และมีข้อร้องเรียนให้พิจารณาทบทวนปรับปรุงหรือยกเลิกกฎกระทรวงดังกล่าวรวมถึงปัญหาการตีความและการบังคับใช้

นายคารม กล่าวว่า เพื่อเป็นหลักให้กับผู้ปฏิบัติงานและเป็นแนวทางในการดำเนินการด้านยาเสพติดที่รัดกุม ชัดเจน และสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน รวมถึงเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน นายกรัฐมนตรีจึงได้สั่งการให้กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ดำเนินการแก้ไขกฎกระทรวงตามข้อ 2.ให้สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของกฎหมาย และหลักการ “เปลี่ยนผู้เสพ เป็นผู้ป่วย” ที่ให้โอกาส ผู้เสพได้พิจารณาให้เข้ารับการบำบัดรักษา ซึ่งต่อมา สธ. ได้แต่งตั้งคณะทำงานทบทวนกฎกระทรวงกำหนดปริมาณยาเสพติดให้โทษและวัตถุออกฤทธิ์ที่ให้สันนิษฐานว่ามีไว้ในครอบครองเพื่อเสพ พ.ศ. 2567

โดยที่ประชุมคณะทำงานดังกล่าวได้ประเมินผลกระทบจากกฎกระทรวงดังกล่าว พบว่าเกิดผลกระทบในด้านสังคม กฎหมาย และการแพทย์ จึงได้มีมติเห็นชอบให้แก้ไขกฎกระทรวงดังกล่าวโดยแก้ไขเฉพาะปริมาณแอมเฟตามีน (ยาบ้า) และเมทแอมเฟตามีน (ยาไอซ์) โดยกำหนดให้ปริมาณแอมเฟตามีน มีปริมาณไม่เกิน 1 หน่วยการใช้ หรือมีน้ำหนักสุทธิไม่เกิน 100 มิลลิกรัม และเมทแอมเฟตามีน มีปริมาณไม่เกิน 1 หน่วยการใช้ หรือมีน้ำหนักสุทธิไม่เกิน 100 มิลลิกรัม หรือในกรณีที่เป็นเกล็ด ผง ผลึก มีน้ำหนักสุทธิไม่เกิน 20 มิลลิกรัม สธ. จึงได้ยกร่างกฎกระทรวงกำหนดปริมาณยาเสพติดให้โทษและวัตถุออกฤทธิ์ที่ให้สันนิษฐานว่ามีไว้ในครอบครองเพื่อเสพฯ ดังนี้

การมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ประเภท 2 หรือประเภท 5 หรือวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 1 หรือประเภท 2 ในปริมาณเล็กน้อย ตามที่กำหนดดังต่อไปนี้ ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่ามีไว้ในครอบครองเพื่อเสพ ได้แก่

  • 1. แอมเฟตามิน มีปริมาณไม่เกินหนึ่งหน่วยการใช้ หรือมีน้ำหนักสุทธิไม่เกินหนึ่งร้อยมิลลิกรัม
  • 2. เมทแอมเฟตามิน มีปริมาณไม่เกินหนึ่งหน่วยการใช้ หรือมีน้ำหนักสุทธิไม่เกิดหนึ่งร้อยมิลลิกรัม หรือในกรณีที่เป็นเกล็ด ผล ผลึก มีน้ำหนักสุทธิไม่เกินยี่สิบมิลลิกรัม
ครม. เห็นชอบแก้กฎกระทรวง สธ. ลดจำนวนถือครอง \"ยาบ้า 1 เม็ด\" ให้สันนิษฐานมีไว้เพื่อเสพ

นายคารม กล่าวอีกว่า ร่างกฎกระทรวงฯ ที่กระทรวงสาธารณสุขเสนอ เป็นการแก้ไขเพิ่มเติมกฎกระทรวงกำหนดปริมาณยาเสพติดให้โทษและวัตถุออกฤทธิ์ที่ให้สันนิษฐานว่ามี ไว้ในครอบครองเพื่อเสพ พ.ศ. 2567 เพื่อกำหนดปริมาณยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ที่ให้สันนิษฐานว่ามีไว้ในครอบครองเพื่อเสพ โดยได้กำหนดให้แอมเฟตามีน (ยาบ้า) มีปริมาณไม่เกิน 1 เม็ด หรือมีน้ำหนักสุทธิไม่เกิน 100 มิลลิกรัม (เดิมกำหนดไว้ไม่เกิน 5 เม็ด หรือมีน้ำหนักสุทธิ ไม่เกิน 500 มิลลิกรัม)

และกำหนดให้เมทแอมเฟตามีน (ยาไอซ์) มีปริมาณไม่เกิน 1 เม็ด หรือมีน้ำหนักสุทธิไม่เกิน 100 มิลลิกรัม หรือในกรณีที่เป็นเกล็ด ผง ผลึก มีน้ำหนักสุทธิไม่เกิน 20 มิลลิกรัม (เดิมกำหนดไว้ไม่เกิน 5 หน่วยการใช้ หรือมีน้ำหนักสุทธิไม่เกิน 500 มิลลิกรัม หรือในกรณีที่เป็นเกล็ด ผง ผลึก มีน้ำหนักสุทธิไม่เกิน 100 มิลลิกรัม)

เพื่อให้เจ้าหน้าที่ ตำรวจ ศาลหรือผู้เกี่ยวข้อง มีแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจน สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน และเป็นไปเจตนารมณ์ ของกฎหมายที่ต้องการให้โอกาสแก่ผู้ที่ครอบครองยาเสพติดหรือวัตถุออกฤทธิ์ไว้เพื่อการเสพ โดยไม่ถือเป็นโทษความผิดร้ายแรงและได้รับการพิจารณาให้เข้ารับการบำบัดรักษา โดยให้พิจารณาควบคู่กับพฤติกรรมอื่นที่เกี่ยวกับการจำหน่ายยาเสพติด หรือระดับความรุนแรงของการเสพยาเสพติดของบุคคลนั้นร่วมด้วย

รวมทั้งเพื่อป้องกันการแพร่กระจายยาเสพติดและการใช้ยาเสพติดอันเป็นการอำนวยความสะดวกแก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในการจำแนกระหว่างผู้ค้ากับผู้เสพ ซึ่งการกำหนดปริมาณไม่เกิน 1 หน่วย การใช้หรือ 1 เม็ด จะทำให้ผู้ค้ารายย่อยลดลง ถือเป็นการตัดวงจรการแพร่ระบาดของยาเสพติด และลดการถือครองยาเสพติดเพื่อค้า 

ศาลฎีกาชั้นวินิจฉัยอุทธรณ์ ยืนคุกไม่รอลงอาญา อดีต 3 สส.ภูมิใจไทย เสียบบัตรเเทนกัน

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/576665

11 มิ.ย. 2567

14:11 น.

ศาลฎีกาชั้นวินิจฉัยอุทธรณ์ ยืนคุกไม่รอลงอาญา อดีต 3 สส.ภูมิใจไทย เสียบบัตรเเทนกัน

คดีถึงที่สุด ศาลฎีกาชั้นวินิจฉัยอุทธรณ์ ยืนคุกไม่รอลงอาญา “นาที-ฉลอง-ภูมิศิษฏ์” อดีต 3 ส.ส.ภูมิใจไทย เสียบบัตรเเทนกัน ชี้ ทำลายความไว้วางใจของประชาชน เเละกลไกคุ้มครองความเป็นอิสระ เป็นเรื่องร้ายแรงกระทบต่อการปกครอง

11 มิ.ย. 2567 ที่ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง สนามหลวง องค์คณะผู้พิพากษาวินิจฉัยอุทธรณ์ ศาลฎีกาอ่านคำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ อม.อธ.6/2566 คดีหมายเลขแดง อม.อธ.3/2567 ระหว่างอัยการสูงสุด โจทก์ นายฉลอง เทอดวีระพงศ์ , นายภูมิศิษฏ์ คงมี , นางนาที รัชกิจประการ เป็นจำเลยที่ 1-3

คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยทั้งสามดำรงตำแหน่ง สส. วันที่ 8-11 ม.ค. มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณา พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 จำเลยทั้งสามลงชื่อเข้าร่วมประชุม

  • แต่จำเลยที่ 1 ไม่อยู่ในที่ประชุมช่วงวันที่ 10 ม.ค. 2563 เวลา 19.30 น. ถึงวันที่  11 ม.ค. 2563 เวลา 17.38 น.
  • จำเลยที่ 2 ไม่อยู่ในที่ประชุมช่วงวันที่ 10 ม.ค. 2563 เวลา 19.30 น. ถึงวันที่ 11 ม.ค.2563 เวลา 11.10 น.
  • จำเลยที่ 3 ไม่อยู่ในที่ประชุมช่วงวันที่ 11 ม.ค. 2563 เวลา 14.28ถึง 15.46 น. ต่อเนื่องกัน

โดยจำเลยทั้งสามต่างได้ร่วมกับบุคคลใดไม่ปรากฏชัด โดยให้ผู้อื่นหรือยินยอมให้ผู้อื่นหรือกระทำการหรือไม่กระทำการอื่นใด เป็นผลให้ผู้อื่นใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของจำเลยทั้งสามแสดงตนและลงมติในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 แทนจำเลยทั้งสาม การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นการปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในตำแหน่งหรือหน้าที่ หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหรือหน้าที่ของ สส.ซึ่งเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและเจ้าหน้าที่ของรัฐโดยมิชอบ

เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ราชการ กระบวนการใช้อำนาจนิติบัญญัติในการตรา พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2563 ส.ส.และประชาชนผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ขอให้ลงโทษตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 172

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ศาลฎีกาชั้นวินิจฉัยอุทธรณ์ ยืนคุกไม่รอลงอาญา อดีต 3 สส.ภูมิใจไทย เสียบบัตรเเทนกัน

ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 172 จำคุกคนละ 1 ปี องค์คณะผู้พิพากษามีมติเสียงข้างมาก เห็นว่าทางไต่สวนของจำเลยทั้งสามเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละหนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 9 เดือน

พฤติการณ์แห่งคดีเป็นการกระทำโดยทุจริตถือเป็นเรื่องร้ายแรง จึงไม่มีเหตุรอการลงโทษ ให้จำเลยที่ 1และที่ 2 พ้นจากตำแหน่ง สส. นับแต่วันที่ 11 เม.ย. 2565 ซึ่งเป็นวันหยุดปฏิบัติหน้าที่ และให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของจำเลยทั้งสามตลอดไป โดยไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งหรือสมัครรับเลือกเป็น สส. ,สว. สมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นตลอดไป และไม่มีสิทธิดำรงตำแหน่งทางการเมืองใดๆ ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 81 วรรคหนึ่งและวรรคสอง

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างการพิจารณาขององค์คณะวินิจฉัยอุทธรณ์ จำเลยทั้งสามยื่นคำร้องขอสละประเด็นข้อต่อสู้ตามอุทธรณ์ทุกข้อและขอให้การรับสารภาพในชั้นอุทธรณ์ กับขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษจำคุก ในข้อที่ขอให้ลงโทษสถานเบานั้นองค์คณะวินิจฉัยอุทธรณ์เสียงข้างมาก เห็นว่า ความผิดฐานเจ้าพนักงานของรัฐปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในตำแหน่งหรือหน้าที่หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหรือหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561มาตรา 17 มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี หรือปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสองแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ศาลฎีกาชั้นวินิจฉัยอุทธรณ์ ยืนคุกไม่รอลงอาญา อดีต 3 สส.ภูมิใจไทย เสียบบัตรเเทนกัน
ศาลฎีกาชั้นวินิจฉัยอุทธรณ์ ยืนคุกไม่รอลงอาญา อดีต 3 สส.ภูมิใจไทย เสียบบัตรเเทนกัน

การที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองวางโทษจำคุกจำเลยทั้งสามคนละ 1 ปี ก่อนลดโทษให้นั้น เป็นการลงโทษในอัตราขั้นต่ำสุดตามที่กฎหมายกำหนดไว้ และยังลดโทษให้อีกหนึ่งในสี่เป็นคุณแก่จำเลยทั้งสามมากแล้ว ไม่มีเหตุที่องค์คณะวินิจฉัยอุทธรณ์จะเปลี่ยนแปลงแก้ไข

ส่วนที่ขอให้รอการลงโทษนั้นองค์คณะวินิจฉัยอุทธรณ์ เห็นว่า การที่จำเลยทั้งสามดำรงตำแหน่ง สส. มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับการเสนอและพิจารณาร่าง พ.ร.ป. ร่าง พ.ร.บ.ต่างๆ การควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน โดยการตั้งกระทู้ถาม การเปิดอภิปรายทั่วไป เป็นต้น โดย สส.ย่อมเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทยไม่อยู่ในความผูกมัดแห่งอาณัติมอบหมาย หรือความครอบงำใดๆ ซึ่งเป็นการปฏิบัติหน้าที่เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อสาธารณะ และต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตเพื่อประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติ โดยปราศจากการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญมาตรา 114,115

ซึ่งอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับการเสนอและพิจารณาร่าง พ.ร.ป.หรือร่าง พ.ร.บ.ต่าง ๆ สมาชิกคนหนึ่งย่อมมีเสียงหนึ่งในการออกเสียงลงคะแนนตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 120 วรรคสาม การออกเสียงลงคะแนนจะกระทำแทนกันมิได้ ตามข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2562ข้อ 80 วรรคสาม การกำหนดให้การออกเสียงลงคะแนนกระทำโดยวิธีใช้บัตรอิเล็กทรอนิส์ประจำตัวในการแสดงตนและลงมติ เป็นวิธีการหนึ่งในการป้องกันมิให้การปฏิบัติหน้าที่ของส.ส.ตกอยู่ภายใต้อาณัติของผู้ใด และช่วยให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนั้นสามารถใช้ดุลพินิจในขณะออกเสียงลงคะแนนได้อย่างมีอิสระ

ดังนั้น การมอบบัตรอิเล็กทรอนิกส์ประจำตัวให้บุคคลอื่นนำไปใช้ออกเสียงลงคะแนนซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการปฏิบัติหน้าที่ของ สส.นอกจากจะเป็นการทำลายความไว้วางใจของประชาชนที่มีต่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้นั้นแล้ว ยังเป็นการทำลายกลไกคุ้มครองความเป็นอิสระทำให้การแสดงเจตจำนงแทนประชาชนถูกควบคุมหรือบิดเบือนโดยบุคคลซึ่งหวังประโยชน์อย่างอื่นที่ไม่เป็นไปตามครรลองของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย

ทั้งร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 ถือเป็นกฎหมายสำคัญที่จะให้รัฐบาลนำเงินของแผ่นดินไปใช้ในการบริหารราชการแผ่นดิน หากร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปีไม่ผ่านความเห็นชอบหรือเกิดความล่าช้าจากสภาผู้แทนราษฎรย่อมส่งผลกระทบถึงการบริหารราชการแผ่นดินและเศรษฐกิจของประเทศ

แม้จำเลยทั้งสามอ้างกำหนดนัดที่มีก่อนวันนัดประชุมอันเป็นการขาดประชุม โดยมีได้ลาประชุมตามระเบียบและเป็นเหตุให้จำเลยทั้งสามไม่อาจออกเสียงลงคะแนนก็เป็นความผิดส่วนหนึ่ง แต่จำเลยทั้งสามกลับมอบบัตรลงคะแนนอิเล็กทรอนิกส์แสดงตนและลงมติของตนให้บุคคลอื่นแสดงตน และออกเสียงลงคะแนนแทนอันเป็นความผิดอีกส่วนหนึ่งเพิ่มขึ้นมา

จำเลยทั้งสามในฐานะ สส. ย่อมทราบดีว่าการออกเสียงลงคะแนนในการตรากฎหมายเป็นการทำหน้าที่แทนปวงชนซึ่งมีความสำคัญยิ่งกว่าภารกิจอื่น แต่จำเลยทั้งสามกลับละเลยหน้าที่ในฐานะผู้แทนปวงชนไปปฏิบัติงานอย่างอื่นโดยไม่ยึดมั่นในระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยจนทำให้เกิดความด่างพร้อยต่อระบบรัฐสภา ทำให้เห็นเจตนาที่ไม่ชอบของจำเลยทั้งสามมากยิ่งขึ้น

แม้ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยว่า การใช้สิทธิออกเสียงลงมติแทนผู้ที่ไม่อยู่ร่วมประชุมเป็นเหตุให้ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2563 ตราขึ้นโดยไม่ถูกต้องตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ และกำหนดคำบังคับให้สภาผู้แทนราษฎรดำเนินการให้ถูกต้องตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญในการพิจารณา พรบ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2563 เฉพาะการพิจารณาลงมติในวาระที่สอง วาระที่สาม

และข้อสังเกตของ กมธ. ซึ่งต่อมาสภาผู้แทนราษฎรได้ลงมติเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.งบประมาณดังกล่าวก็ตาม นอกจากความเสียหายที่เกิดขึ้นจากความล่าช้าแล้วยังมีความเสียหายที่เป็นค่าใช้จ่ายในการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณดังกล่าวใหม่ จึงก่อให้เกิดความเสียหายแก่ราชการอย่างมาก

พฤติการณ์แห่งการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสามในฐานะผู้แทนปวงชนชาวไทย เป็นการกระทำที่ไม่ชื่อสัตย์ต่อหน้าที่ทำให้ประโยชน์ส่วนรวมได้รับความเสียหาย ไม่เป็นการปฏิบัติตามหน้าที่และคำปฏิญาณที่ให้ไว้ และไม่เคารพยำเกรงต่อกฎหมาย ถือเป็นเรื่องร้ายแรงกระทบต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยการไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยทั้งสามก็เพื่อให้จำเลยทั้งสามหลาบจำ เป็นการป้องปรามไม่ให้ผู้อื่นเอาเป็นเยี่ยงอย่างกระทำความผิดเช่นนี้อีก

แม้ต่อมาจำเลยทั้งสามรู้สำนึกในการกระทำความผิดโดยให้การรับสารภาพและไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน ทั้งได้กระทำคุณความดีต่อสังคมตามที่จำเลยทั้งสามอ้างก็ยังไม่มีเหตุเพียงพอที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยทั้งสาม อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสามฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน

ดำเนินการตามเดิม วิษณุ ไม่ยืนยันความสมบูรณ์ หลังตรวจคำแก้ข้อกล่าวหา นายกฯ

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/576657

11 มิ.ย. 2567

13:19 น.

ดำเนินการตามเดิม วิษณุ ไม่ยืนยันความสมบูรณ์ หลังตรวจคำแก้ข้อกล่าวหา นายกฯ

”วิษณุ” ตรวจคำแก้ข้อกล่าวหานายกฯ แล้ว ไม่ยืนยันความสมบูรณ์ – ย้ำดำเนินการตามขั้นตอนในอดีต และเข้มงวดเป็นพิเศ

นายวิษณุ เครืองาม ที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการตรวจเอกสารคำชี้แจงแก้ไขข้อกล่าวหาของนายกรัฐมนตรี ในการแต่งตั้งนายพิชิต ชื่นบาน อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรีว่า ตนเองได้ตรวจสอบดูแล้ว 3 ชั้นทั้งร่างแรก ร่างแก้ไข และร่างส่งศาลรัฐธรรมนูญ ก่อนที่นายกรัฐมนตรี จะส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญตามกำหนด 

ซึ่งตนเองไม่ได้เป็นผู้ยกร่าง เพราะดำเนินการโดยทีมกฎหมายของนายกรัฐมนตรี โดยที่ตนเองเป็นผู้ตรวจทานเท่านั้น และมีการประชุมพูดคุยกัน หากพบว่ามีส่วนใดควรปรับ ก็ปรับแก้ไข ซึ่งบางประเด็นการแก้ไขนั้น ทีมทนายก็ยอมตนเอง และมีบางประเด็นที่ตนยอมทีมทนาย โดยไม่ยืนยันว่า สมบูรณ์หรือไม่ เพราะสามารถดำเนินการได้เพียงแค่นั้น รวมทั้งสิ้น 1 ฉบับ แต่ไม่เปิดเผยจำนวนหน้า เนื่องจาก มากพอสมควร 
 

นายวิษณุ ยืนยันได้ว่า มีการชี้แจงทั้งข้อเท็จจริง และข้อกฎหมาย ที่สำนักเลขาธิการคณะเลขาธิการคณะรัฐมนตรี และสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ได้ดำเนินการตามขั้นตอน เคยเสนอแต่งตั้งรัฐมนตรีในอดีตอย่างไร ก็ได้ดำเนินการเช่นนั้นเรื่อยมา และย้ำว่า การแต่งตั้งในครั้งนี้ได้เข้มงวดเป็นพิเศษ 

ส่วนศาลจะมีการขอคำชี้แจงเพิ่มเติมหรือไม่นั้น นายวิษณุ ระบุว่า ขึ้นอยู่กับศาล หากศาลต้องการเอกสารหลักฐานเพิ่มเติม 

คปท. ยื่นหนังสือ “กองทัพบก” คัดค้านให้ประกันตัว “ทักษิณ” คดี ม.112

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/576654

11 มิ.ย. 2567

13:10 น.

คปท. ยื่นหนังสือ "กองทัพบก" คัดค้านให้ประกันตัว "ทักษิณ" คดี ม.112

คปท. ยื่นหนังสือกองทัพบก คัดค้านให้ประกันตัว “ทักษิณ ชินวัตร” คดีมาตรา 112 ลั่นมีพฤติกรรมเข้าข่ายแทรกแซง และยุ่งเกี่ยวกับพยานหลักฐาน

11 มิ.ย.2567 กลุ่มเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) นำโดย นายพิชิต ไชยมงคล,นาย นัสเซอร์ ยีหมะ ร่วมกับ กลุ่มศูนย์รวมประชาชนปกป้องสถาบัน (ศปปส.) นำโดย นายอานนท์ กลิ่นแก้ว และ กลุ่มกองทัพธรรม นำโดย นายใจเพชร กล้าจน จัดกิจกรรมยื่นหนังสือ ถึงกองบัญชาการกองทัพบก เพื่อให้คัดค้านการประกันตัวชั่วคราว นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในคดี ม. 112

คปท. ยื่นหนังสือ \"กองทัพบก\" คัดค้านให้ประกันตัว \"ทักษิณ\" คดี ม.112

โดยทางผู้ชุมนุมเดินเท้าจากแยกพาณิชย์ ผ่านหน้าวัดโสมนัสฯ เข้าถนนราชดำเนิน มายังหน้ากองทัพบก ซึ่งระหว่างการเคลื่อนขบวน นายประกอบกิจ อินทร์ทอง ได้มีการประชาสัมพันธ์ผ่านเครื่องขยายเสียง ให้กับประชาชนในพื้นที่ได้รับทราบ  เกี่ยวกับประเด็นการคัดค้านการนิรโทษกรรมในคดี ม.112 รวมถึงจุดประสงค์ของการมายื่นหนังสือที่กองทัพบก เพื่อให้กองทัพบก คัดค้านการประกันตัวนายทักษิณ ในคดี ม. 112 โดยยืนยันว่าการทำกิจกรรมของกลุ่ม ไม่ได้เรียกร้องให้กองทัพออกมาปฏิวัติ

คปท. ยื่นหนังสือ \"กองทัพบก\" คัดค้านให้ประกันตัว \"ทักษิณ\" คดี ม.112

นายพิชิต กล่าวว่า ตามที่อัยการสูงสุด มีมติสั่งฟ้องนายทักษิณ คดี ม. 112 แต่ นายทักษิณ กลับยื้อเวลาเพื่อขอพิสูจน์ตนเอง ซึ่งเป็นข้อกังวลที่กลุ่มไม่ไว้วางใจ เนื่องจากนายทักษิณ เคยหลบหนีคดีมาแล้ว ขณะเดียวกันยังกล่าวอ้างว่าตัวเองถูกยัดเยียดข้อหา และอาจพยายามเข้ามาแทรกแซงและยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐานได้ 

คปท. ยื่นหนังสือ \"กองทัพบก\" คัดค้านให้ประกันตัว \"ทักษิณ\" คดี ม.112

จึงขอให้กองทัพบก ยื่นคัดค้านการประกันตัวอดีตนายทักษิณ ที่เป็นผู้ต้องหาคดีร้ายแรง จากการกระทำหมิ่นต่อสถาบันฯ และยังไม่สำนึกที่ได้รับพระราชทานอภัยลดโทษ กลุ่มจึงต้องการให้กองทัพออกมาดำเนินการในเรื่องนี้ เพื่อทำหน้าที่แทนประชาชนที่จงรักภักดี ต่อไป 

ทั้งนี้ ทางกลุ่มได้ยื่นหนังสือถึงผู้บัญชาการทหารบก ผ่าน พ.ท.ภณกรีช ฤทธีเรืองนาม​ นายทหารเวรผู้ใหญ่​ เพื่อดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป จากนั้นได้ยุติกิจกรรม เดินขบวนกลับพื้นที่ชุมนุมที่บริเวณศาลกรมหลวงชุมพรฯ

ไล่ถอดยศได้ “สุทิน” สั่งสอบ พล.ท.กร่าง จ่อโทษวินัย ถ้าผิดไม่ปล่อยลอยนวล

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/576653

11 มิ.ย. 2567

13:09 น.

ไล่ถอดยศได้ "สุทิน" สั่งสอบ พล.ท.กร่าง จ่อโทษวินัย ถ้าผิดไม่ปล่อยลอยนวล

สุทิน คลังแสง ไม่ปล่อย สั่งสอบ “พล.ท.กร่าง” หากพบผิดพร้อมลงโทษทางวินัยไม่ลอยนวล แม้เกษียณยังไล่ถอดยศได้ กำชับทหารต้องเป็นสุภาพบุรุษ

นายสุทิน คลังแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เปิดเผยการตรวจสอบเบื้องต้นกรณีนายทหารยศพลโท มีพฤติกรรมกร่าง ข่มขู่ประชาชนว่า จากการตรวจสอบเบื้องต้น นายทหารดังกล่าว สังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม แต่ถูกสั่งไปปฏิบัติราชการที่โรงพยาบาลพระ
มงกุฏเกล้า โดยให้ผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้น ตรวจสอบแล้ว ซึ่งหากพบว่า มีมูลตามที่เป็นข่าว ก็ต้องลงโทษทางวินัย พร้อมชี้แจงกระแสข่าวที่อาจมีการยื้อเวลาลงโทษ เพื่อรอเกษียณว่า แม้จะเกษียณไปแล้ว ก็หนีโทษทางวินัยไม่ได้ และสามารถไล่ออก หรือปลดออกย้อนหลังได้ 

ส่วนกรณีที่นายทหารระดับสูงยศนายพลขึ้นไป ส่วนใหญ่จะไม่มีโทษทางวินัย เนื่องจากเป็นระดับชั้นผู้ใหญ่มีอาวุโสแล้วนั้น นายสุทิน ยืนยันว่า ต้องมีโทษ และหลังจากนี้ จะมีการกำชับการตรวจสอบตั้งแต่เป็นข่าว และผลเมื่อสอบสวนเสร็จแล้ว เพื่อให้เสังคมรับทราบด้วย 

ส่วนหลังจากนี้จะกำชับ ระเบียบของกำลังพลตั้งแต่ระดับล่าง ไปถึงระดับสูงอย่างไรนั้น นายสุทิน มั่นใจว่า ผู้บังคับบัญชาทุกคนตระหนักอยู่แล้ว และพฤติกรรมส่วนบุคคลบางครั้ง คนจำนวนมากอาจมีหลุดออกมาบ้าง เพราะเป็นบุคลิกของแต่ละคน แต่ก็จะมีการสอบสวนลงโทษจะไม่ปล่อยให้ลอยนวล และเชื่อว่า หลังจากนี้ จะน้อยลง เพราะตนได้เน้นย้ำในการประชุมสภากลาโหมว่า ให้รักษาภาพพจน์ของกองทัพ รวมทั้งเรื่องวินัย ต้องไม่เบ่ง ข่มเหงรังแกประชาชน และทหารต้องเป็นสุภาพบุรุษ

นายกฯ ตกใจ หลานชาดา ถูกจับคดียาเสพติด เชื่อไม่มีอภิสิทธิ์ เป็นไปตามกลไก กม.

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/576630

11 มิ.ย. 2567

10:12 น.

นายกฯ ตกใจ หลานชาดา ถูกจับคดียาเสพติด เชื่อไม่มีอภิสิทธิ์ เป็นไปตามกลไก กม.

นายกฯ ตกใจ หลังทราบข่าว หลานชาดา ถูกบุกจับคดียาเสพติด คอนโดหรูกลางกรุง เชื่อไม่มีอภิสิทธิ์-เป็นไปตามกลไก ทางกฎหมาย

11 มิ.ย. 2567 นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจชุด กก.สส.บก.น.1 บุกจับกุมนายนรเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ หลานชาย นายชาดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย คดีมั่วสุมยาเสพติด และครอบครองอาวุธปืนว่า ตนยังไม่ทราบเรื่อง และยังไม่ได้พบกับนายชาดา ซึ่งวันนี้นายชาดา ก็ได้แจ้งลาประชุมคณะรัฐมนตรี เพื่อไปร่วมพิธีทางศาสนา ที่ประเทศซาอุดิอาระเบีย
 

ทั้งนี้เมื่อผู้สื่อข่าวได้แจ้งรายละเอียดคดีว่า หลานชายนายชาดา ถูกบุกจับกุมในโรงแรมหรูกลางกรุงฯ ในข้อหาดังกล่าวแก่นายกรัฐมนตรีทราบ ซึ่งนายกรัฐมนตรีมีสีหน้าที่ตกใจ และกล่าวย้ำว่า ตนไม่ทราบเรื่องเลยจริง ๆ 

อย่างไรก็ตามก็มีกลไกทางกฎหมายอยู่แล้ว และนายชาดา คงไม่ได้มีอภิสิทธิ์อะไร ก็ต้องว่ากันไปตามกฎหมาย

นายกฯ ตกใจ หลานชาดา ถูกจับคดียาเสพติด เชื่อไม่มีอภิสิทธิ์ เป็นไปตามกลไก กม.

โดย วันที่ 11 มิ.ย. 2567 มีรายงานว่า ตำรวจสืบสวนนครบาล 1 บุกเข้าจับกุม 4 ราย เป็นชาย 2 ราย หญิง 2 ราย ซึ่งหนึ่งในนั้นเป็นญาติของ “ชาดา” ได้ที่ห้องพักของ โรงแรม แห่งหนึ่ง แขวงบางกะปิ เขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร พร้อมยึดของกลาง ยาไอซ์ จำนวน 6 ถุง / อาวุธปืน 11 มม. 1 กระบอก / และกระสุนปืน 6 นัด หลังรับแจ้งมั่วสุมเสพ ยาเสพติด ในห้องพักดังกล่าว

ดยหนึ่งในผู้ต้องหา คือ นายนรเศรษฐ์ เบื้องต้นแจ้งข้อหา ร่วมกันครอบครองยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 1 โดยไม่ได้รับอนุญาต และเสพยาเสพติดให้โทษประเภท 1 เมทแอมเฟตามีน (ยาไอซ์)โดยผิดกฎหมาย และ มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต, พาอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืน ไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุอันสมควรฯ

“ทวี” รมว.ยธ. ชี้ “ทักษิณ” ขอความเป็นธรรม ถูกฟ้อง ม.112 ยุค คสช.ชอบด้วยกฎหมาย

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/576629

11 มิ.ย. 2567

10:04 น.

"ทวี" รมว.ยธ. ชี้ "ทักษิณ" ขอความเป็นธรรม ถูกฟ้อง ม.112 ยุค คสช.ชอบด้วยกฎหมาย

“ทวี สอดส่อง” รมว.ยธ.ชี้ “ทักษิณ” ขอความเป็นธรรม อสส.คดี 112 ได้ หาก พนง.สอบสวนถูกข่มขู่/กระบวนการมิชอบ – แต่ไม่เกี่ยว ยธ.

จากกรณีมีรายงานจากสำนักงานอัยการสูงสุดว่า ทีมกฎหมายของ อดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร ได้ยื่นหนังสือร้องขอความเป็นธรรมมายังอัยการสูงสุดแล้ว เพื่อยื่นเหตุผลเพิ่มเติมคัดค้าน “คำสั่งฟ้อง” ในคดีที่ตกเป็นผู้ต้องหากระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 จากการให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนเกาหลีใต้เมื่อหลายปีก่อน 

สำหรับเหตุผลที่ทีมกฎหมายของ “อดีตนายกฯทักษิณ” บรรยายในคำร้องขอความเป็นธรรมที่ยื่นต่ออัยการสูงสุด คือ พนักงานสอบสวนที่ทำสำนวน ถูกกดดันข่มขู่จากผู้มีอำนาจในยุคนั้น ซึ่งเป็นยุค คสช. เพราะมีการแจ้งความดำเนินคดีนี้กับตนช่วงหลังจาก คสช.เข้าควบคุมอำนาจการปกครองเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 ทำให้พนักงานสอบสวนไม่มีความเป็นอิสระในการทำหน้าที่ กระบวนการได้มาซึ่งพยานหลักฐานจึงมิชอบด้วยกฎหมาย และมีความเบี่ยงเบนไปตามที่ผู้มีอำนาจต้องการ 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง 

11 มิ.ย.2567 พันตำรวจเอกทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ชี้แจงกรณีที่ทีมทนายความของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้ยื่นคำร้องขอความเป็นธรรมถึงอัยการสูงสุดอีกครั้ง เพื่อขอทบทวนการสั่งฟ้องคดี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และพระราชบัญญัติคอมพิวเตอร์ฯ เนื่องจากพนักงานสอบสวนขณะนั้น ถูกข่มขู่จากรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช.จนขาดความเป็นอิสระในการรวบรวมพยานหลักฐานทางคดีว่า การขอความเป็นธรรมดังกล่าว ไม่เกี่ยวข้องกับกระทรวงยุติธรรม เพราะกระทรวงยุติธรรมไม่มีอำนาจในการพิจารณา และจะต้องสอบถามไปยังต้นเรื่อง หรืออัยการสูงสุด

พันตำรวจเอกทวี ยังระบุด้วยว่า ที่ผ่านมาในการขอความเป็นธรรม ตามกระบวนการทางอาญา เปิดโอกาสให้ทุกฝ่าย ทั้งผู้กล่าวหาและผู้ถูกกล่าวหา สามารถขอความเป็นธรรมได้โดยไม่มีการห้าม แต่อำนาจการพิจารณานั้น จะเป็นอำนาจของอัยการสูงสุด
 

ส่วนการขอเปลี่ยนชุดอัยการในการทำคดีนั้น พันตำรวจเอกทวี ไม่ทราบรายละเอียด แต่ย้ำว่าที่ผ่านมาในอดีต สามารถขอความเป็นธรรมได้เกือบทุกคดี ซึ่งตามหลักการนั้น จะต้องพิจารณาว่าการสอบสวนชอบหรือไม่ พนักงานสอบสวนมีอำนาจในการสอบสวนหรือไม่ หรือมีการบังคับ ขู่เข็ญ จูงใจพนักงานสอบสวน หรือไม่ และตำรวจยื่นฟ้องชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ซึ่งประเด็นต่าง ๆ เหล่านี้เป็นเรื่องที่สามารถขอความเป็นธรรมได้

ส่วนกระบวนการในอดีตที่ตำรวจเป็นผู้ยื่นฟ้องก็ชอบด้วยกฎหมายแล้วหรือไม่นั้น พันตำรวจเอกทวี ย้ำว่า ยังสรุปไม่ได้ เพราะจะต้องไปพิจารณาว่า กระบวนการสอบสวนชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ มีการขู่เข็ญ จูงใจ หรือไม่ และเป็นการสอบสวนที่ชอบหรือไม่

อคส.เปิดให้ผู้ประกอบการที่สนใจร่วมประมูลข้าวรัฐบาล 10 ปี วันแรก

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/576606

10 มิ.ย. 2567

19:40 น.

อคส.เปิดให้ผู้ประกอบการที่สนใจร่วมประมูลข้าวรัฐบาล 10 ปี วันแรก

องค์การคลังสินค้า (อคส.) เปิดให้ผู้ประกอบการที่สนใจร่วมประมูลข้าวรัฐบาล 10 ปี วันนี้มีผู้สนใจ 8 ราย พร้อมประกาศรายชื่อผู้เสนอซื้อที่ผ่านคุณสมบัติในวันที่ 13 มิถุนายน 2567 นี้


10 มิถุนายน 2567 รายงานข่าวจากองค์การคลังสินค้า (อคส.) ระบุว่า อคส. เปิดรับยื่นซองเอกสารขอตรวจคุณสมบัติ ผู้สนใจเข้าร่วมประมูลข้าวสารในสต๊อกของรัฐเป็นการทั่วไป ครั้งที่ 1/2567 ณ ห้องประชุมมโนปกรณ์นิติธาดา ชั้น 12 กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์

นายวิทยากร มณีเนตร โฆษกกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า  องค์การคลังสินค้า (อคส.)ได้เปิดรับยื่นซองเอกสารคุณสมบัติการเข้าร่วมประมูลข้าวสารหอมมะลิ 15,000 ตัน  ในสต๊อกรัฐบาลล็อตสุดท้าย จากโครงการรับจำนำข้าวปี 56/57 ครั้งที่ 1/2567 ตั้งแต่เวลา 9.00-12.00 น. ห้องประชุมมโนปกรณ์นิติธาดา ชั้น 12 กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ มีผู้ประกอบการสนใจเข้าร่วมยื่นเอกสารคุณสมบัติ ทั้งสิ้น 8 ราย 

ซึ่งทั้งหมดเป็นผู้ประกอบการและผู้ส่งออกข้าวรายสำคัญจากจังหวัดต่างๆ อาทิ กำแพงเพชร ชัยนาท  นครสวรรค์ สุพรรณบุรี และอุบลราชธานี เป็นต้น
 

ขั้นตอนต่อไปทางองค์การคลังสินค้าจะตรวจสอบคุณสมบัติ ผู้ยื่นซองเอกสารคุณสมบัติ และจะประกาศรายชื่อผู้ผ่านคุณสมบัติในวันที่ 13 มิถุนายน 2567 หลังจากนั้นในวันที่ 17 มิ.ย. 2567 ผู้ผ่านคุณสมบัติจะยื่นซองเสนอราคา และ ทาง อคส. เปิดซองเสนอราคาในวันเดียวกัน ก่อนประกาศรายชื่อผู้ชนะการประมูลในวันที่ 21 มิ.ย. 2567 ต่อไป

“ข้อกังวลที่ว่าจะไม่มีผู้มายื่นสองคุณสมบัติจึงคลายกังวลไปได้และคิดว่าทั้ง 8 รายจะมามายื่นซองเสนอราคาในวันที่ 17 มิ.ย. 2567 พร้อมเพรียงกัน ซึ่งแสดงให้เห็นว่า การดำเนินการของกระทรวงพาณิชย์โดยการนำของนายภูมิธรรม เวชยชัย ได้ดำเนินการรักษาผลประโยชน์ของประเทศ ให้เป็นไปตามกลไกตลาด ข้าวจำนวนดังกล่าว มีผู้สนใจและสามารถนำไปปรับปรุงให้ได้ตามมาตรฐาน เพื่อจำหน่ายไปยังตลาดเป้าหมายได้

สำหรับผู้สนในยื่นซองเอกสารคุณสมบัติการเข้าร่วมประมูลจำนวน 8 ราย ประกอบด้วย

1.บริษัท วีเอท อินเตอร์เทรดดิ้ง จังหวัดกำแพงเพชร

2.บริษัท ธนสรร ไรซ์ จังหวัดชัยนาท

3.หจก.อุบลไบโอเกษตร จังหวัดอุบลราชธานี

4.บริษัท อุบลไบโอเอทานอล จำกัด(มหาชน) จังหวัดอุบลราชธานี

5. บริษัท เอส.เอส.เอ็ม.อา.การเกษตร จังหวัดนครสวรรค์

6. บริษัท ทรัพย์แสงทอง สุพรรณบุรี

7. บริษัท สหธัญ จังหวัดนครปฐม

8. บริษัท บีเอ็นเค การเกษตร 2024 จังหวัดนครสวรรค์
 

ทั้งนี้ คณะกรรมการตรวจสอบคุณสมบัติเบื้องต้น จะประกาศผู้ผ่านคุณสมบัติวันที่ 13 มิ.ย. ผ่านทางเว็ปไซต์ อคส. ก่อนจะเปิดให้ยื่นซองเสนอราคาซื้อวันที่ 17 มิ.ย.และจะเปิดซองเสนอราคาวันเดียวกันผู้เสนอราคาซื้อสูงสุดจะเป็นผู้ชนะการประมูล และทำสัญญาซื้อขายข้าวกับอคส.

หากผู้ชนะ ทิ้งสัญญาก็จะให้สิทธิ์ผู้เสนอซื้อราคาสูงสุดลำดับถัดไปมาทำสัญญา โดยมีเงื่อนไขว่า หากรายถัดไปเสนอราคาซื้อต่ำกว่าผู้ทิ้งสัญญา ผู้ทิ้งสัญญาต้องจ่ายส่วนต่างราคา เช่น ผู้ชนะ เสนอราคาสูงซื้อ กก.ละ 22 บาท แต่ทิ้งสัญญา และรายที่ 2 เสนอซื้อ กก.ละ 20 บาท ผู้ทิ้งสัญญา ต้องจ่ายส่วนต่าง กก.ละ 2 บาทให้ อคส.ด้วย

นายกฯ ยอมรับกังวลปม 40 สว. ยื่นถอดถอน แม้ส่งคำชี้แจงไปแล้วศุกร์ที่ผ่านมา

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/576596

10 มิ.ย. 2567

18:03 น.

นายกฯ ยอมรับกังวลปม 40 สว. ยื่นถอดถอน แม้ส่งคำชี้แจงไปแล้วศุกร์ที่ผ่านมา

“เศรษฐา” ส่งคำชี้แจงต่อศาล รธน. ปม 40 สว.ยื่นถอดถอนแล้ว ขออย่าถามกังวลหรือไม่ รอดูผลวินิจฉัย เมิน มิ.ย. เดือด ขอทำหน้าที่ต่อ ยืนยัน “ดิจิทัลวอลเล็ต” ยังเดินหน้าตามไทม์ไลน์เดิม

กรณี 40 สว. ร้องคุณสมบัตินายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี เป็นผู้แต่งตั้งนายพิชิต ชื่นบาน ดำรงตำแหน่ง รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี  

ล่าสุดนายเศรษฐา แจ้งว่า เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาส่งคำชี้แจงให้ศาลรัฐธรรมนูญแล้ว ขออย่าถามว่ากังวลหรือไม่ เพราะตนกังวลตลอดเวลา ซึ่งตอนนี้ยังไม่มีอะไรคืบหน้า ขอให้อยู่ในขั้นตอนของศาล ยังไม่ขอเปิดเผยแนวทางการต่อสู้ ขอใช้คำว่าชี้แจงศาลรัฐธรรมนูญ เพราะถ้าบอกไป หากฝ่ายนิติบัญญัติกับฝ่ายตุลาการมีคำถาม เราเป็นฝ่ายบริหารก็ต้องชี้แจงไป เราก็ต้องให้ความเคารพ หากขาดข้อมูลอะไรท่านก็เรียกมา 

ส่วนที่หลายคนประเมินเดือนมิถุนายนเป็นเดือนที่มีสถานการณ์การเมืองหลายอย่าง นายกรัฐมนตรีได้ประเมินสถานการณ์ไว้หรือไม่ นายเศรษฐา กล่าวว่า “ไม่” ขอเอาความเดือดร้อนของประชาชนเป็นที่ตั้ง 

นายกรัฐมนตรีนายกรัฐมนตรี

เรื่องของตนก็ส่งคำชี้แจงเป็นที่เรียบร้อยแล้ว วันนี้ยังมีอำนาจเต็ม ยังทำงานได้ ต้องคอยดูว่า ทางศาลรัฐธรรมนูญจะว่าอย่างไร

ส่วนการยุบพรรคก้าวไกล ก็ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับฝ่ายบริหาร และคดีของนายทักษิณ ชินวัตร ก็เป็นเรื่องส่วนบุคคล 

ส่วนจะเป็นเดือนอันตรายหรือไม่ ก็ไม่มีอะไรที่ชัดเจนออกมา เรื่องพวกนี้อยู่ในเรื่องการเมือง 

อย่างไรก็ตามวันนี้นายเศรษฐา เรียกประชุมคณะรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ เพื่อติดตามความคืบหน้ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ หลังจากเคยสั่งการไปแล้ว โดยจะมีการหารือทุกเรื่องรวมถึงติดตามเรื่องการลงทุนบริษัทต่างชาติว่าติดปัญหาอะไรหรือไม่ 

ส่วนความคืบหน้าโครงการ ดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท นั้น นายกรัฐมนตรี น้ำทุกอย่างยังเหมือนเดิมตามที่เคยชี้แจง อยู่ในขั้นตอนของการทำงาน หากมีอะไรเปลี่ยนแปลงไทม์ไลน์หรือเหตุอะไรใหญ่ๆ มีหน่วยงานต้องรับผิดชอบก็คงต้องมาคุยกัน ขออย่าพึ่งคิดไปก่อน รอนาย จุลพันธุ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เพื่อไม่ให้เกิดความสับสน

นายกฯ ไม่รู้บ้านในป่า “ทักษิณ” หมายถึงใคร ชี้ ไม่จำเป็นคุย “ประวิตร”

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/576535

10 มิ.ย. 2567

10:40 น.

นายกฯ ไม่รู้บ้านในป่า "ทักษิณ" หมายถึงใคร ชี้ ไม่จำเป็นคุย "ประวิตร"

นายกฯ บอก ไม่รู้ ‘ทักษิณ’ หมายถึงใครบ้านในป่า จะกระทบสัมพันธ์พรรคร่วมหรือไม่ต้องมาพูดคุยกันก่อน ชี้ ไม่จำเป็นคุย ‘ประวิตร’ เพราะคุยกับตัวแทนพรรคอยู่แล้ว

นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีออกมาให้สัมภาษณ์ถึงคนแถวบ้านในป่าจะกระทบต่อตัวนายกรัฐมนตรีและพรรคร่วมรัฐบาลในการทำงานร่วมกันหรือไม่ ว่า ตนคิดว่าตนได้พูดไปแล้วเมื่อวาน(9 มิ.ย.67) การสื่อสารพูดคุยของแต่ละคน ผู้ใหญ่บ้านเมืองทุกคนมีความเป็นห่วงเป็นใยบ้านเมือง แต่ละคนก็มีข้อมูลแตกต่างกันไป หน้าที่ตนในฐานะแกนนำรัฐบาล ของพรรคร่วมรัฐบาล เรามีปัญหาอะไรก็มีหน้าที่ต้องมาพูดคุยกัน

เมื่อถามว่าจะไม่กระทบต่อการทำงานและสามารถพูดคุยกันได้ใช่หรือไม่ นายเศรษฐา กล่าวว่า ก็ต้องพูดคุยกันก่อนว่ากระทบหรือไม่กระทบ ต้องดูถึงขั้นที่สองขั้นที่สามที่จะตามมาแต่ในฐานะผู้นำรัฐบาลเราก็มีความประสงค์ที่จะให้ทุกคนทำงานร่วมกันได้ดี ซึ่งมาถึงวันนี้อยู่ด้วยกันมาก็ต้องมีข้อเห็นต่างบ้าง เราก็ต้องมาพูดคุยในส่วนที่เห็นต่างว่าจะแก้ไขอย่างไร 

ส่วนการสัมภาษณ์ของนายทักษิณมีการพูดพาดพิงไปถึงหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐจะทำให้เกิดความหมางใจกันระหว่างพรรคร่วมรัฐบาลหรือไม่ นายเศรษฐา กล่าวว่า ตนไม่ทราบว่านายทักษิณหมายถึงใคร

เมื่อถามย้ำว่าในทางการเมืองก็รับรู้ว่าคนในป่าหมายถึงบ้านของพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตนไม่เคยเจอพล.อ.ประวิตร ทุกครั้งเป็นการพูดคุยผ่านตัวแทนพรรคร่วมรัฐบาลไม่ว่าจะเป็นพล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในฐานะประธานที่ปรึกษาพรรคพลังประชารัฐ ที่เป็นน้องชายพล.อ.ประวิตรและร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในฐานะเลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ

เมื่อถามว่าจำเป็นต้องพูดคุยกับพล.อ.ประวิตรโดยตรงหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ไม่จำเป็น

เมื่อถามว่าในวันนี้จะมีการพูดคุยกันระหว่างพรรคร่วมรัฐบาลในช่วงบ่ายนายกรัฐมนตรีจะเข้าร่วมด้วยหรือไม่ นายเศรษฐา กล่าวว่า ไม่แน่ใจ เข้าใจว่าไม่ได้อยู่ในตาราง เมื่อถามย้ำว่า เป็นการพูดคุยกันในฐานะหัวหน้าพรรคร่วมรัฐบาลใช่หรือไม่

นายเศรษฐา กล่าวว่า บางทีการพูดคุยกันในลักษณะนี้ดีกว่าเพื่อให้ทุกคนมีพื้นที่ในการพูดคุยกันมากขึ้น ในบางอย่างที่ตนทำให้ไม่เหมาะสมเขาอาจจะไม่กล้าพูดกันก็ได้ และวิธีการที่เราจะแก้ไขปัญหาก็มีหลายวิธีมาพูดคุยกันโดยตรงหรืออ้อมไปอีกทางก็จะนิ่มนวลกว่า และไม่ทำร้ายจิตใจซึ่งกันและกัน และตนคิดว่านี่เป็นหลายวิธีที่เราพยายามแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น

อย่างไรก็ตามเวลา 13:00 น. ของวันนี้จะมีการประชุมพรรคร่วมบนตึกไทยคู่ฟ้า