‘เศรษฐา’ ยอมรับโผ ครม. โควต้าเพื่อไทยยังไม่จบ เหลือ 2-3 ตำแหน่ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/557022

26 ส.ค. 2566

'เศรษฐา' ยอมรับโผ ครม. โควต้าเพื่อไทยยังไม่จบ เหลือ 2-3 ตำแหน่ง

‘เศรษฐา’ เผย โควต้าเพื่อไทยในโผ ครม. ยังไม่จบ เหลือ 2-3 ตำแหน่ง ยอมรับรมว.มหาดไทยหลุดให้ ‘ภูมิใจไทย’ เตรียมหารือนโยบาย ‘ดิจิทัลวอลเล็ต’ เริ่มจันทร์นี้

นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีคนที่ 30 เผยความคืบหน้าจัดตั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่ ว่า ตามที่ปรากฏเป็นข่าวใกล้เคียง แต่ขณะนี้ยังไม่อยากก้าวล่วงคณะเจรจา ซึ่งขณะนี้การเจรจาคืบหน้าไปในทางที่ดี และมีการลงรายละเอียดด้วยว่า อยู่ระหว่างการพูดคุยกัน ซึ่งเหนือสิ่งอื่นใดความถนัดของบุคคลที่จะเข้ามาดูแลกระทรวงนั้นๆ โดยยึดความเจริญของประเทศเป็นหลัก ไม่ใช่แค่การจัดสรรอย่างเดียว ซึ่งของพรรคเพื่อไทยเหลืออีกนิดเดียว 2-3 ตำแหน่ง และต้องขอดูรายละเอียดว่าจะเป็นอย่างไร หลังมีข่าวว่าพรรคภูมิใจไทยได้กระทรวงมหาดไทย

เมื่อถามถึงกรณีที่ก่อนหน้านี้มีชื่อนายภูมิธรรม เวชยชัย รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย นั่ง รมว.มหาดไทยแล้วเปลี่ยนมาชื่อของนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย นายภูมิธรรมจะเสียใจหรือไม่ นายเศรษฐา กล่าวว่า เชื่อว่าทุกคนจะเข้าใจ และตำแหน่งในกระทรวงใหญ่ๆ มีการพูดคุยกันแล้ว และคิดอย่างดีแล้ว เพราะผู้ใหญ่ในแต่ละพรรคทุกคน ผ่านการดูแลงานมาเยอะเชื่อว่าทุกคนมีความเหมาะสม

ส่วนกรณีที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี โพสต์เฟซบุ๊กในเชิงส่งไม้ต่อให้รัฐบาลชุดใหม่นั้น นายเศรษฐา ระบุว่า ตนยังไม่ได้อ่านรายละเอียด โดยจะรับไปพิจารณา ซึ่งรัฐบาลปัจจุบันมาจากรัฐบาลเดิม ก็จะมีการไปรับฟังงานที่ค้างไว้ โดยเฉพาะงานต่างประเทศที่สามารถสานต่อได้ ส่วนในแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีก็ต้องดู ว่าสิ่งไหนทำได้หรือไม่ได้อย่างไร เพราะที่ผ่านมาสถานการณ์การเมืองก็เปลี่ยนแปลงไปเยอะ และบางอย่างจะล็อคยาว 20 ปีก็ต้องดูความเหมาะสมและ สอดคล้องกับโลกปัจจุบัน ส่วนนโยบายดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท เดินหน้าต่ออย่างเต็มตัว เพราะเป็นเรื่องสำคัญและเป็นมาตรการหลักของพรรคเพื่อไทย โดยวันจันทร์ที่ 28 ส.ค.และวันอังคารที่ 29 ส.ค.นี้จะได้มีการเชิญผู้ที่เกี่ยวข้องเข้ามาพูดคุยรวบรวมข้อมูล และจะจัดทำไทม์ไลน์ หวังว่าในไตรมาส 1 ในปี 2567 จะดำเนินการได้

นายเศรษฐา ยังกล่าวถึงการแต่งตั้งผู้แทนการค้าไทย ซึ่งที่ผ่านมาเคยมีส่วนสำคัญในการเจรจาการค้าในสมัยรัฐบาล ดร.ทักษิณ ชินวัตร ว่า เรื่องนี้รัฐบาลให้ความสำคัญ เพราะปัจจุบันการค้าโลก ทั้ง FTA การเปิดตลาดใหม่ เพื่อเชิญนักลงทุนเข้ามาในประเทศ ถือเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญอย่างยิ่ง ซึ่งตามความเข้าใจของตัวเองผู้แทนการค้ามี 5 คน และสามารถตั้งประธานได้อีก 1 คน ซึ่งเรื่องนี้จะเป็นเรื่องสำคัญที่พัฒนาประเทศ โดยจะพิจารณาความเหมาะสมและความสามารถส่วนบุคคลในการแต่งตั้ง ขออย่าบอกว่าเป็นโควตาของพรรคการเมืองไหน แต่ขอให้เอาประโยชน์ประเทศชาติเป็นที่ตั้ง

ย้ำขอเอาผลงานเป็นที่ พิสูจน์การทำงานของรัฐบาลนี้ รวมถึงกระแสข่าวที่ว่าตนเองจากควบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังจะทำให้เศรษฐกิจแข็งแกร่งหรือไม่นั้น นายเศรษฐา ยอมรับว่า ขณะนี้สภาวะเศรษฐกิจมีปัญหา และรับทราบว่าการคาดหวังของประชาชนสูง แต่ก็เชื่อว่าคนที่ถูกคัดเลือกจะทำหน้าที่พร้อมที่จะทำงานด้วยความเหน็ดเหนื่อย และยอมรับว่า เป็นธรรมดาว่ารัฐมนตรีช่วยว่าการจะต้องร่วมงานกับรัฐมนตรีว่าการ และการนำโจทย์ความลำบากของประชาชนไม่ว่าบุคคลที่จะมาเป็น รัฐมนตรีช่วยไม่ว่าจะมาจากพรรคการเมืองใดจะสามารถคุย และทำงานร่วมกันได้ ไม่อยากตั้งแง่ว่ามาจากพรรคไหน ซึ่งเชื่อว่า 11 พรรคการเมืองที่มาอยู่ด้วยกันวันนี้เชื่อว่าทุกคนเข้าใจถ่องแท้ ถึงความต้องการของประชาชนเข้าใจถึงปัญหา เข้าใจถึงการเดินไปข้างหน้าก้าวข้ามความขัดแย้ง

เมื่อถามว่าข้อมูลข่าวความนิยมของศรีปทุมโพลพบว่าความนิยมของพรรคเพื่อไทยลดลงนายเศรษฐา ระบุว่า  ขอให้ผลงานพรรคเพื่อไทยเป็นเครื่องพิสูจน์ ซึ่งขณะนี้เราทำงานทุกวัน และทุกคนร่วมกันโดยไม่มีความเหน็ดเหนื่อย โดยยอมรับว่าความคาดหวังของคนไม่สามารถควบคุมได้ แต่ยืนยันว่า พรรคเพื่อไทยได้คุยพรรคร่วมรัฐบาล ทุกคนจะเข้าใจ

ส่อวุ่นโควต้า ‘รวมไทยสร้างชาติ’ ไม่ลงตัว FC หนุน ‘สุชาติ’ แต่ไร้ชื่อโผ ครม.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/557005

26 ส.ค. 2566

ส่อวุ่นโควต้า 'รวมไทยสร้างชาติ' ไม่ลงตัว FC หนุน 'สุชาติ' แต่ไร้ชื่อโผ ครม.

รายชื่อโควต้ารัฐมนตรี ‘พรรครวมไทยสร้างชาติ’ ถูกเผยแพร่ออกมา ปรากฎไม่มีชื่อ ‘สุชาติ ชมกลิ่น’ จับตาสัปดาห์หน้า ‘เศรษฐา’ ประกาศของจริง

ตามที่มีกระแสข่าว รายชื่อโควต้าเก้าอี้รัฐมนตรีพรรครวมไทยสร้างชาติ(รทสช.) 4 ตำแหน่ง ประกอบด้วย รัฐมนตรีว่าการ 2 รัฐมนตรีช่วย 2 หลุดออกมาล่าสุด โดยไม่ปรากฎชื่อนายสุชาติ ชมกลิ่น รองหัวหน้าพรรค  แม้เป็น 1 ตัวตึงที่จะได้รับการเสนอชื่อเป็นรัฐมนตรี จากที่บางโผระบุ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน(ที่เดิม) , รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสหกรรม หรือนั่งตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยก็มีหลุดมาให้เห็นบ้าง   

สำหรับรายชื่อตำแหน่งรัฐมนตรี 4 เก้าอี้ที่หลุด ประกอบด้วย นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ิเก้าอี้ รมว.พลังงาน , ม.ล.ชโยทิต กฤดากร สส.บัญชีรายชื่อ เก้าอี้ รมว.อุตสาหกรรม , นายสุพล จุลใส สส.ชุมพร เก้าอี้ รมช.มหาดไทย และนายอนุชา นาคาศัย สส.ชัยนาท เก้าอี้ รมช.เกษตรและสหกรณ์

โดยช่วงประมาณ 02.00 น. ของวันที่ 25 เพจพรรครวมไทยสร้างชาติ โพสต์ประกาศให้สมาชิกพรรคเสนอชื่อบุคคลที่เหมาะสมเป็นรัฐมนตรี โดยแฟนคลับของพรรค ส่วนใหญ่เชียร์ “สุชาติ ชมกลิ่น” เช่น กระทรวงแรงงานต้องสุชาติ ชมกลิ่นครับ ช่วงหาเสียงเขตชลบุรีท่านเหนื่อยมาก , คุณพีระพันธ์ กับ คุณสุชาติค่ะ , สุชาติ ชมกลิ่นครับ ขยันทำงาน , ท่าน สุชาติ ชมกลิ่น ครับ ทำงานจริง ไม้ท้อ ประชาชนได้รับผลประโยชน์เป็นทีประจัดครับ เป็นต้น 

ส่อวุ่นโควต้า 'รวมไทยสร้างชาติ' ไม่ลงตัว FC หนุน 'สุชาติ' แต่ไร้ชื่อโผ ครม.

สุดท้ายแล้วโพสต์ดังกล่าวถูกลบออกไปในเช้าวันเดียวกัน สร้างความงุนงงให้แฟนคลับอย่างมาก แม้กระทั่ง “จิรวุฒิ สิงห์โตทอง” สส.ชลบุรี พรรครวมไทยสร้างชาติ เกิดคำถามลบโพสต์ทำไม ? เพจพรรครวมไทยสร้างชาติลบโพสต์ดังกล่าวทำไมในเมื่ออยากถามความเห็นประชาชนที่สนับสนุนพรรค 
จิรวุฒิ สิงห์โตทอง สส.ชลบุรี พรรครวมไทยสร้างชาติ

ส่อวุ่นโควต้า 'รวมไทยสร้างชาติ' ไม่ลงตัว FC หนุน 'สุชาติ' แต่ไร้ชื่อโผ ครม.


มีรายงานข่าว กลุ่มนายสุชาติเกิดความไม่พอใจ จึงมีการถกเถียงกันอย่างหนักในไลน์กลุ่ม สส.ของพรรค แต่ข้อเท็จจริงจะเป็นอย่างไรนั้นต้องรอทางพรรคออกไขข้อกระจ่าง 

อย่างไรก็ตามสัปดาห์หน้าติดตามการประกาศรายชื่อคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการ นายสุชาติ จะมีชื่อกลับมาเป็นรัฐมนตรีหรือไม่ หลังไร้แบล็คอัพอย่าง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ประกอบกับกระแสข่าวไม่ลงรอยกับนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรค

ส่อวุ่นโควต้า 'รวมไทยสร้างชาติ' ไม่ลงตัว FC หนุน 'สุชาติ' แต่ไร้ชื่อโผ ครม.
ส่อวุ่นโควต้า 'รวมไทยสร้างชาติ' ไม่ลงตัว FC หนุน 'สุชาติ' แต่ไร้ชื่อโผ ครม.
ส่อวุ่นโควต้า 'รวมไทยสร้างชาติ' ไม่ลงตัว FC หนุน 'สุชาติ' แต่ไร้ชื่อโผ ครม.
ส่อวุ่นโควต้า 'รวมไทยสร้างชาติ' ไม่ลงตัว FC หนุน 'สุชาติ' แต่ไร้ชื่อโผ ครม.
ส่อวุ่นโควต้า 'รวมไทยสร้างชาติ' ไม่ลงตัว FC หนุน 'สุชาติ' แต่ไร้ชื่อโผ ครม.

‘ประยุทธ์’ ร่ายยาวลา 9 ปีเก้าอี้นายกรัฐมนตรี ทุ่มเททำงาน ผลงานเพียบ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/557001

26 ส.ค. 2566

'ประยุทธ์' ร่ายยาวลา 9 ปีเก้าอี้นายกรัฐมนตรี ทุ่มเททำงาน ผลงานเพียบ

‘ประยุทธ์’ โพสต์เฟซบุ๊กเผย 9 ปีนั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรี ปกป้องชาติและประชาชน ทุ่มเททำงาน พาประเทศสู่เวทีโลก

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม โพสต์เฟซบุ๊ก “ประยุทธ์ จันทร์โอชา Prayut-Chan-o-cha” ระบุว่า พี่น้องประชาชนชาวไทยที่รักครับ ตลอดระยะเวลา 9 ปี ของการปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรีคนที่ 29 ของประเทศไทย เป็นช่วงเวลาที่มีความหมายมากที่สุดของชีวิต เป็น 9 ปีที่ได้ทำงานเพื่อปกป้องแผ่นดินไทย ซึ่งเป็นบ้านเกิดเมืองนอนของผม และของเราทุกคน

เป็น 9 ปีที่ผมได้ใช้สติปัญญา ทุ่มเททุกศักยภาพและกำลังความสามารถ สานพลังจากทุกภาคส่วน เพื่อสร้างคุณประโยชน์แก่ประเทศชาติและประชาชน รวมทั้งเชิดชูสถาบันอันเป็นที่รักของปวงชนชาวไทย และเป็น 9 ปีของประเทศไทยที่ได้รับการพัฒนาอย่างก้าวกระโดด มีความเจริญก้าวหน้าในหลายด้านทัดเทียมนานาอารยประเทศ และพร้อมยกระดับไปสู่ประเทศชั้นนำของโลก ในอนาคตอันใกล้นี้ ด้วยเหตุผลสำคัญได้แก่

1. เป็นครั้งแรกที่ประเทศไทยมี “ยุทธศาสตร์ชาติ” ระยะยาว 20 ปี เพื่อเป็นเข็มทิศนำทางและกรอบแนวคิดในการพัฒนาประเทศในทุกมิติ ให้เกิดความต่อเนื่อง เป็นเป้าหมายให้ทุกภาคส่วนได้ทำงานร่วมกัน ขับเคลื่อนประเทศตามแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืนในทุกระดับ 
2. มีการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมครั้งยิ่งใหญ่ ในทุกระบบ ทั้งทางถนน ทางราง ทางทะเล และทางอากาศ รองรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศในอนาคต ยกบทบาทของประเทศจากความโดดเด่นทางภูมิรัฐศาสตร์ ให้เป็นศูนย์กลางด้านโลจิสติกส์ ด้านการบิน ด้านการขนส่งสินค้า ด้านการท่องเที่ยว ฯลฯ 
3. มีความพร้อมเรื่อง “เศรษฐกิจดิจิทัล” และ “เศรษฐกิจแพลตฟอร์ม” โดยมีการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคม ดิจิทัล และ 5G ที่โดดเด่นในภูมิภาค เป็นที่ดึงดูดการลงทุนบริษัทชั้นนำของโลกหลายราย ซึ่งจะส่งเสริมบทบาทให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางด้าน 5G – Data center – Cloud services ที่สำคัญในภูมิภาค มีการใช้ประโยชน์ของประชาชนในชีวิตประจำวัน การศึกษาหาความรู้ การประกอบอาชีพ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของตนและสร้างรายได้ที่สูงขึ้นของคนทุกกลุ่ม ทุกสาขาอาชีพ  
4. มีการกำหนด 12 อุตสาหกรรมเป้าหมาย ซึ่งล้วนเป็นอุตสาหกรรมแห่งอนาคต รวมทั้งมีเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) และเขตส่งเสริมเศรษฐกิจเพื่อกิจการพิเศษ ทั้งด้านการแพทย์ ด้านนวัตกรรม ด้านดิจิทัล เป็นต้น ที่เป็นแหล่งบ่มเพาะแรงงานทักษะสูง-แรงงานแห่งอนาคต รวมถึงเกษตรอัจฉริยะ  เพื่อตอบสนองตลาดแรงงานในอนาคต และการพัฒนาประเทศในศตวรรษที่ 21

5. สร้างกลไกในการบริการจัดการทรัพยากรที่สำคัญของชาติ (1) “น้ำ” ออกกฎหมายน้ำฉบับแรกของประเทศ มีสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) บูรณาการหน่วยงานน้ำในทุกระดับ (2) “ดิน” ตั้งคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) และจัดทำแผนที่ One Map เพื่อแก้ปัญหาที่ดินทับซ้อนมาหลายสิบปี รวมทั้งจัดสรรที่ดินทำกินให้กับผู้ยากไร้-เกษตรกร (3) “ป่า” เช่น ออกกฎหมายป่าชุมชน ไม้มีค่า และตลาดคาร์บอนเครดิต เพื่อส่งเสริมการเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้กับประเทศ
6. การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เช่น (1) ส่งเสริมสวัสดิการกลุ่มเปราะบางทั้งเด็ก-ผู้สูงอายุ-ผู้พิการ (2) ส่งเสริมบทบาทกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) กองทุนยุติธรรม และกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) เพื่อสร้างสังคมที่เท่าเทียม ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง (3) การยกระดับศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ด้วยการศึกษา รองรับความท้าทายใหม่ๆ ของโลกในอนาคต
7. ปฏิรูปกฎหมายไม่ให้เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศ ส่งเสริมขีดความสามารถในการแข่งขัน อำนวยความสะดวกในการประกอบธุรกิจ และดึงดูดการลงทุนเพื่อสร้างรายได้เข้าประเทศ รวมทั้งแก้ไขและบังคับใช้กฎหมายให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล สามารถแก้ไขวิกฤตชาติได้ในหลายเรื่อง เช่น ปลดธงแดง ICAO และแก้ปัญหาการประมงผิดกฎหมาย IUU สร้างความเชื่อมั่นประเทศไทยในเวทีโลก 
8. ประยุกต์เทคโนโลยีที่ทันสมัยในระบบราชการไทย เพื่อยกระดับการให้บริการแก่ประชาชนและเอกชน ที่เข้าถึงง่าย – สะดวก – โปร่งใส เช่น (1) บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ที่ช่วยให้การจ่ายเงินช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางตรงเป้าหมาย เต็มเม็ดเต็มหน่วย ตรวจสอบได้ (2) UCEP สายด่วน 1669 บริการการแพทย์ฉุกเฉิน ฟรีทุกสิทธิ์ ทุกโรงพยาบาล เป็นต้น
9. สร้างความสัมพันธ์ทั่วโลก ทั้งในรูปแบบทวิภาคี-พหุภาคี และเขตการค้าเสรี (FTA) รวมทั้งรื้อฟื้นความสัมพันธ์ไทย-ซาอุดีอาระเบีย เพื่อขยายความร่วมมือ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และตลาดการค้าระหว่างกัน 
ทั้งนี้ การเดินทางของประเทศไทยในช่วง 9 ปีที่ผ่านมา ไม่ได้ราบรื่น หรือง่ายดาย ยังคงมีวิกฤตโควิด วิกฤตความขัดแย้งในโลก ที่ส่งผลกระทบด้านราคาพลังงาน ค่าครองชีพ และเงินเฟ้อจนถึงในปัจจุบัน แต่ด้วยความร่วมมือร่วมใจ เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของคนไทย ช่วยให้เราฟันฝ่าอุปสรรคต่างๆ และฟื้นตัวมาได้ ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่ยังคงผันผวน


ผมขอขอบคุณพี่น้องประชาชนชาวไทยทุกคน เพื่อนข้าราชการ และทุกภาคส่วน ที่ได้เสียสละและอดทนในทุกสถานการณ์ที่ผ่านมา เพื่อให้ส่วนรวม สังคม และประเทศชาติ กลับมาเข้มแข็งอีกครั้ง ซึ่งผมมั่นใจอย่างยิ่งว่าประเทศไทยนับจากวันนี้เป็นต้นไป จะไม่ได้เริ่มนับที่ 1 อีกต่อไป หากทุกอย่างที่เราสร้างกันมานั้นได้รับการต่อยอด ก็จะทำให้เราเดินทางเข้าสู่ “เส้นชัย” ได้เร็ววันขึ้นครับ

เปิดประวัติ ‘หมอมิ้ง’ ขุนพลคู่กายทักษิณ สู่ว่าที่ ‘เลขาธิการนายกรัฐมนตรี’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/556982

26 ส.ค. 2566

เปิดประวัติ ‘หมอมิ้ง’ ขุนพลคู่กายทักษิณ สู่ว่าที่ 'เลขาธิการนายกรัฐมนตรี'

เปิดประวัติ ‘หมอมิ้ง’ พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช อดีตเลขานายกฯ ทักษิณ 2 สมัย ขึ้นแท่นว่าที่เลขาธิการนายกรัฐมนตรี คู่กาย ‘เศรษฐา ทวีสิน’ นายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ของไทย

ปฏิบัติการทุ่มสุดตัวของพลพรรคเพื่อไทยคราวนี้ ยอมทุกวิถีทางเพื่อให้ ‘กุมอำนาจรัฐ’ บางส่วนเพื่อแลกกับสิ่งที่คอการเมืองและคนไทยค่อนประเทศรับรู้กันดี ทำให้การขยับขับเคลื่อนแต่ละก้าวของเพื่อไทยจึงเต็มไปด้วยความระมัดระวัง แม้จะต้องแลกกับพรรคพังในอนาคต

‘หมอมิ้ง’ ขุนพลคู่กาย ‘เศรษฐา’

ทุกยุทธศาสตร์ของพรรคเพื่อไทย นอกจากสายตรงทักษิณ ชินวัตร อย่าง ‘อ้วน’ภูมิธรรม เวชยชัย รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย แล้ว ยังมี คนเดือนตุลาเป็นขุนพลคู่กายทักษิณ อีกคนคือ “หมอมิ้ง” นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช ประธานคณะกรรมการนโยบายพรรคเพื่อไทย และประธานคณะกรรมการด้านเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทย เข้ามามีบทบาทสำคัญอยู่เสมอ

หมอมิ้ง ลุยภูเก็ตพร้อมนายกฯหมอมิ้ง ลุยภูเก็ตพร้อมนายกฯ

แต่คราวนี้ ทักษิณ ส่ง “หมอมิ้ง” นพ.พรหมินทร์ ทำงานใกล้ชิด กับเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี คนที่ 30 ของประเทศไทย ในตำแหน่ง “เลขาธิการนายกรัฐมนตรี” เป็นผู้บังคับบัญชา ข้าราชการในสังกัดสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับราชการทางการเมืองและรับผิดชอบในการปฏิบัติราชการขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรี ถือเป็นด่านหน้าในการนำเรื่องราวขึ้นสู่การพิจารณาของนายกรัฐมนตรี

หมอมิ้ง สวนกุหลาบคอนเน็กชั่น

นพ.พรหมินทร์ วัย 69 ปี ปฏิเสธเส้นทาง สวนกุหลาบคอนเน็กชั่น ไม่ได้ เพราะเขาคือประธานนักเรียน โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย ในปี 2515

นพ.พรหมินทร์ ในโปรไฟล์เคยเป็นนักศึกษาคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล(มม.) ในช่วงเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 เขาสวมหมวกเป็นประธานนักศึกษา คณะวิทยาศาสตร์ จากนั้นอีก 2 ปี เขาเข้าสู่วงการเมืองในมหาวิทยาลัย ด้วยการรั้งตำแหน่ง เป็นเลขาธิการพรรคแนวร่วมมหิดล ในปี 2518

“หมอมิ้ง” เข้าสู่สนามการเมืองระดับชาติ สังกัดพรรคไทยรักไทย ใช้ชีวิตเป็นคนใกล้ชิด และได้รับการไว้วางใจจากทั้ง ประมุขบ้านจันทร์ส่องหล้า และ ประมุขตึกไทยคู่ฟ้า อย่างทักษิณ ชินวัตร ตลอดทั้ง 2 สมัยต่อเนื่อง

เปิดประวัติ ‘หมอมิ้ง’ ขุนพลคู่กายทักษิณ สู่ว่าที่ 'เลขาธิการนายกรัฐมนตรี'
เปิดประวัติ ‘หมอมิ้ง’ ขุนพลคู่กายทักษิณ สู่ว่าที่ 'เลขาธิการนายกรัฐมนตรี'

นพ.พรหมินทร์ ในฝ่ายบริหารราชการแผ่นดิน เขาเคยดำรง 3 ตำแหน่งในคณะรัฐมนตรี ทั้งในยุค รัฐบาลทักษิณ 1 และ รัฐบาลทักษิณ 2 ทั้งดำรงตำแหน่ง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน

เปิดประวัติ ‘หมอมิ้ง’ ขุนพลคู่กายทักษิณ สู่ว่าที่ 'เลขาธิการนายกรัฐมนตรี'

“หมอมิ้ง” เคยดำรงตำแหน่ง เลขาธิการนายกรัฐมนตรี มาแล้วถึงสองครั้ง ในสมัยรัฐบาลพรรคไทยรักไทย ระหว่างเดือน ก.พ. 2544 – ต.ค. 2545 และ มี.ค. 2548 – ก.ย. 2549

กระทั่งถูกรัฐประหารโดยคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ(คมช.) และยังเคยดำรงตำแหน่ง รองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน

เปิดประวัติ ‘หมอมิ้ง’ ขุนพลคู่กายทักษิณ สู่ว่าที่ 'เลขาธิการนายกรัฐมนตรี'
เปิดประวัติ ‘หมอมิ้ง’ ขุนพลคู่กายทักษิณ สู่ว่าที่ 'เลขาธิการนายกรัฐมนตรี'

ประวัติ หมอมิ้ง- นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช

เกิดเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2497 ที่จังหวัดพระนคร สมรสกับ แพทย์หญิงมัธยา เลิศสุริย์เดช มีบุตร 2 คน คือ นายมติ เลิศสุริย์เดช และ น.ส.มาพร เลิศสุริย์เดช

การศึกษา

  • พ.ศ. 2516 มัธยมศึกษา โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย
  • พ.ศ. 2525 วิทยาศาสตร์บัณฑิต สาขาวิทยาศาสตร์การแพทย์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
  • พ.ศ. 2527 แพทยศาสตร์บัณฑิต คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล
  • พ.ศ. 2533 Fellowship In Public Administration From Ottawa University And Carleton University, Canada (September 1989 – August 1990)
  • พ.ศ. 2534 อนุมัติบัตรเวชศาสตร์ป้องกันคลีนิคจากแพทย์สภา
  • พ.ศ. 2535 National Health Administration, Japan (May – June 1992)

สาธิต ซัด ‘กลุ่ม16’ ทำ ‘ประชาธิปัตย์’ เสื่อมเสีย จี้ ‘จุรินทร์’ ลงโทษ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/556976

25 ส.ค. 2566

สาธิต ซัด ‘กลุ่ม16’ ทำ ‘ประชาธิปัตย์’ เสื่อมเสีย  จี้ ‘จุรินทร์’ ลงโทษ

‘สาธิต’ ยก 3 เหตุ ซัด ‘กลุ่ม 16’ ทำประชาธิปัตย์ เสื่อมเสีย จี้ ‘จุรินทร์’ ลงโทษ ชี้ เป็นปฏิปักษ์-มีพฤติกรรมทำผิดข้อบังคับพรรคอย่างร้ายแรง

เมื่อวันที่ 25 ส.ค. 2566 นายสาธิต ปิตุเตชะ รักษาการรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วย นายไชยวัฒน์ ไตรยสุนันท์ สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ น.ส.ผ่องศรี ธาราภูมิ รักษาการกรรมการบริหารพรรค ยื่นหนังสือถึงนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รักษาการหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อขอให้ลงโทษผู้มีพฤติกรรมทำผิดข้อบังคับพรรคอย่างร้ายแรง ด้วยการเป็นปฏิปักษ์กับพรรคด้วยการฝ่าฝืนมติคณะกรรมการบริหารพรรคและที่ประชุมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคทำให้พรรคเสื่อม

กลุ่ม 16  สส.พรรคประชาธิปัตย์ กลุ่ม 16 สส.พรรคประชาธิปัตย์

เสียชื่อเสียงและสร้างความแตกแยกในพรรค โดยระบุว่า กระผมนายสาธิต ปิตุเตชะ ในฐานะกรรมการบริหารพรรครวมทั้งสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) อีกจำนวนหนึ่ง พบสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรค ปชป. (“สส.”) กระทำความผิด

ฝ่าฝืนข้อ 18 (1) และ (2) และข้อ 124 ของข้อบังคับพรรคประชาธิปัตย์ พ.ศ. 2566 (“ข้อบังคับพรรคฯ”)และจรรยาบรรณพรรค ปชป. โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

1.นายเดชอิศม์ ขาวทอง และนายชัยชนะ เดชเดโช รวมถึง สส. ของพรรค ปชป.อื่นๆรวมทั้งสิ้น 16 คนลงมติในที่ประชุมรัฐสภาขัดกับมติของคณะกรรมการบริหารพรรคและที่ประชุม สส.

เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2566 ก่อนวันประชุมร่วมกันของรัฐสภากำหนดการเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีนั้น พรรค ปชป. ได้มีมติของที่ประชุม สส. ว่าให้ สส. ของพรรค ปชป. “ลงมติงดออกเสียง” ต่อมา เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2566 ที่ประชุมร่วมกับของรัฐสภาเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย ปรากฎข้อเท็จจริงว่ามี สส. ของพรรค ปชป.ได้แก่

นายชัยชนะ เดชเดโช  1 ใน สส.กลุ่ม 16 ที่โหวตเห็นชอบ หนุนนายเศรษฐา ทวีสิน เป้นนายกฯนายชัยชนะ เดชเดโช 1 ใน สส.กลุ่ม 16 ที่โหวตเห็นชอบ หนุนนายเศรษฐา ทวีสิน เป้นนายกฯ

นายเดชอิสม์ ขาวทอง และนายชัยชนะ เดชเดโช รวมถึง สส. ของพรรค ปชป. อื่นๆ รวมทั้งสิ้น 16 คนออกเสียง “เห็นชอบ” ต่อการเลือกนายเศรษฐา ทวีสิน ซึ่งเป็นผู้ถูกเสนอชื่อให้ได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีต่อมา เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2566 นายเดซอิศม์ ขาวทอง และนายชัยชนะ เดชเดโช รวมถึง สส. ของพรรค ปซป. อื่นๆ รวมทั้งสิ้น 16 คนออกเสียง “เห็นชอบ” ต่อการเลือกนายเศรษฐา ทวีสิน ซึ่งเป็นผู้ถูกเสนอชื่อให้ได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทยนั้น 

ได้ออกมาแถลงการณ์ต่อสื่อมวลชนในลักษณะที่ทำให้พรรค ปชป. ได้รับความเสียหาย เสื่อมเสียชื่อเสียง ทำให้พรรค ชป. เกิดความแตกแยกสามัคคีภายใน การกระทำของนายเดชอิศม์ ขาวทอง และนายชัยชนะ เดชเดโช รวมถึง สส. ของพรรคประชาธิปัตย์อื่นๆ รวมทั้งสิ้น 16 คน ซึ่งเป็นการกระทำที่ขัดมติของพรรค ปชป. เป็นปฏิปักษ์ต่อพรรค ปชป. และกระทำความผิดข้อบังคับพรรคฯ อย่างร้ายแรง เนื่องจากตามข้อบังคับพรรคฯ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคปชป. ซึ่งเป็นสมาชิกพรรคจะต้องปฏิบัติตามข้อบังคับพรรคฯ ดังนี้

ข้อ 18 ระบุว่า “สมาชิกมีหน้าที่จะต้องปฏิบัติดังต่อไปนี้

1. ปฏิบัติตามกฎหมายข้อบังคับพรรค และมติคณะกรรมการบริหารพรรค

2. รักษาชื่อเสียงของพรรคโดยไม่ปฏิบัติไปในทางที่จะนำความเสื่อมเสียมาสู่พรรค…”

ข้อ 96 ระบุว่า “ให้ที่ประชุมร่วมระหว่างคณะกรรมการบริหารพรรคและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในขณะนั้น เป็นผู้ลงมติว่าจะจัดตั้งรัฐบาลหรือร่วมรัฐบาลหรือถอนตัวจากการร่วมรัฐบาลหรือไม่”

ข้อ 115 ระบุว่า “นอกเหนือไปจากการปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ กฎหมายและข้อบังคับตามหมวด 4 ว่าด้วยมาตรฐานทางจริยธรรมของสมาชิกแล้ว ให้ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต้องปฏิบัติตามวินัย

ดังต่อไปนี้ …

(6) ห้ามดำเนินการอื่นใดอันอาจจะนำความเสื่อมเสียมาสู่พรรค…”.

ข้อ 124 ระบุว่า “การลงโทษสมาชิกผู้ถูกกล่าวหาให้พ้นจากสมาชิกภาพจะกระทำได้ต่อเมื่อปรากฎว่าสมาชิกผู้นั้นกระทำการให้พรรคเสียหายอย่างร้ายแรง หรือทำให้เกิดการแตกแยกสามัคคีภายในพรรค หรือผู้ถูกกล่าวหาได้ฝ่าฝืนข้อบังคับพรรคหรือจรรยาบรรณของพรรค มติหรือคำสั่งของคณะกรรมการบริหารพรรค…”

2. การกระทำของนายเดชอิศฆ์ ขาวทอง สร้างความเสียหายต่อพรรค ปชป. อย่างร้ายแรงนอกจากการกระทำความผิดของนายเดชอิศม์ ขาวทองในข้อ 1. ข้างต้นแล้ว นายเดชอิศม์ ขาวทอง ยังกระทำการสร้างความเสียหายต่อพรรคอย่างร้ายแรงด้วยการพูดจาไม่น่าเชื่อต่อสาธารณชน พูดกลับกลอกไม่มีความจริง โดยมีรายละเอียดดังนี้

2.1 เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2566 นายเดชอิศม์ ขาวทองได้ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนกล่าวว่าตนไม่ได้เดินทางไปฮ่องกงเพื่อพบนายทักษิณเพียงแต่ไปฮ่องกงเพื่อแก้บนให้แก่ภรรยาเท่านั้น นายเดชอิศม์ ขาวทอง ได้ให้สัมภาษณ์ว่า “สัปดาห์ที่ผ่านมาตนได้เดินทางไปฮ่องกงเพื่อแก้หลายประเทศรวมทั้งในประเทศไทยบนเนื่องจากได้บนไว้ให้ภรรยาชนะการเลือกตั้ง ส่วนได้ไปพบนายทักษิณหรือไม่ ตนไม่ขอพูดดีกว่า“ และยังพูดถึงเรื่องการร่วมรัฐบาลต่อไปอีกว่า ”สส.ในกลุ่มของนายเดชอิศม์ จะไปร่วมรัฐบาลกับพรรคเพื่อไทย นายเดชอิศม์ กล่าวว่า ขึ้นอยู่กับมติพรรค และการจะร่วมรัฐบาลหรือไม่จะเป็นมติของคณะกรรมการบริหารพรรค ชุดที่มีอยู่ รวมกับ สส.ปัจจุบัน เหมือนปี 2562 ที่มีการเถียงกัน 1 วัน 1 คืน สุดท้ายมีมติ 61 ต่อ 16 ให้ร่วมรัฐบาล ถ้าไปก็ไปทั้งพรรค และยืนยันจะไม่มีใครฉีกมติพรรค และไม่มีงูเห่าจากพรรคประชาธิปัตย์แน่นอน ภายใต้มติของกรรมการบริหารพรรค”

2.2 แต่ทว่า ต่อมา เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2566 นายเดชอิศม์ ขาวทอง ได้ให้สัมภาษณ์ กับคุณอาร์ท เอกรัฐ ในโทรทัศน์ช่อง PP TV ซึ่งยอมรับว่าตนได้เดินทางไปฮ่องกงเพื่อพบนายทักษิณและพูดคุย

ถึงการร่วมรัฐบาลจริง ในรายการมีการพูดถึงแนวทางการร่วมจัดตั้งรัฐบาลตอนหนึ่งว่า “จริงๆ หลักของประชาธิปัตย์ การร่วมรัฐบาลตนคิดคนเดียวไม่ได้ โดยหลักแล้ว 1.ต้องเทียบเชิญก่อน 2.กรรมการบริหารพรรคประชุมร่วม สส.25 คน รวม 52 คน ซึ่งการประชุมนี้ส่วนใหญ่ว่าอย่างไรถือเป็นมติพรรค” และกล่าวยอมรับว่าตนได้เจอนายทักษิณที่ฮ่องกงจริง

เมื่อโดนถามว่าไปฮ่องกงไหมจึงตอบว่า “ไป ซึ่งเป็นช่วงวันเกิดนายทักษิณพอดี ส่วนเจอนายทักษิณหรือไม่ นายเดชอิศม์ กล่าวว่า เจอครับ ซึ่งก่อนหน้านี้ที่ตนไม่อยากพูดเพราะกลัวว่านายทักษิณ หรือใครก็ตามจะเสียหาย ซึ่งนายทักษิณสนิทสนมกับตนส่วนตัว เพราะตนเคยลงสมัครพรรคไทยรักไทยปี 2548 ซึ่งตนก็ไม่มีความแค้นส่วนตัวกับใครอยู่แล้ว” และยังกล่าวต่อไปอีกว่า “ส่วนตัวผมจริงๆ ผมอยากให้ร่วมรัฐบาล เพื่อแนวคิดของเราอยากแก้ปัญหาประชาชนจะแก้ได้”

ทั้งนี้ จากข้อเท็จจริง พรรค ปชป. ไม่ได้รับเชิญให้เข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาล และพรรค ปชป. ก็ไม่เคยมีมติเข้าร่วมรัฐบาลในครั้งนี้กับพรรคเพื่อไทยและพรรคอื่นๆ แต่อย่างใด ซึ่งหากพรรค ปซป. จะเข้าร่วมรัฐบาลนั้นจะต้องมีมติพรรคจัดตั้งรัฐบาลหรือเข้าร่วมรัฐบาล และจะต้องมีการแต่งตั้งบุคคลกลุ่มหนึ่งเพื่อเข้าร่วมการเจรจาจัดตั้งรัฐบาลดังกล่าว ไม่ใช่เป็นกรณีดังเช่นนายเดศอิศม์ ขาวทอง จะสามารถดำเนินการเจรจาโดยการตัดสินใจเพียงลำพัง

ด้วยเหตุนี้ การกระทำของนายเดศอิศม์ ขาวทอง จากข้อเท็จจริงในข้อ 2.1 และ 2.2 ข้างต้นเป็นที่ประจักษ์ชัดแจ้งว่านายเดศอิศม์ ขาวทอง พูดจากลับไปกลับมา และการเข้าไปพูดพบนายทักษิณเพื่อพูดคุยเรื่องการร่วมรัฐบาลนั้นทำให้พรรค ปชป. เป็นการกระทำโดยไม่สุจริตและสร้างความเสียหายอย่างร้ายแรง และสร้างความไม่น่าเชื่อถือต่อประชาชนเป็นอย่างมาก ทั้งๆ ที่แท้จริงแล้วนายเดศอิศม์ ขาวทอง ซึ่งดำรงตำแหน่งเป็นถึงสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรค ปชป. พึงดำรงตนปฏิบัติตามข้อบังคับ พรรคฯ และมติของพรรค ปชป. รวมถึงจรรยาบรรณของพรรค ปชป. อย่างเคร่งครัดเพื่อเป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่ประชาชนและสมาชิกพรรคคนอื่น ดังนั้น การกระทำของนายเดศอิศม์ ขาวทอง จึงเป็นเหตุสมควรให้ได้รับการลงโทษตามข้อ 124 ของข้อบังคับของพรรคฯ

3. นายเดชอิศม์ ขาวทอง และนายชัยชนะ เดชเดโช เคยกล่าวว่า ต้องทำตามมติพรรค แต่ต่อมาตนกับพวกกลับกระทำการฝ้าฝืนมติพรรคอย่างชัดเจน เป็นการพูดไม่ตรงกับการกระทำ ไม่รักษาสัจจะ ไม่รักษาชื่อเสียงพรรค ทำให้ประชาชนขาดความเชื่อมั่นในพรรคและทำให้พรรคได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง ตามที่ก่อนหน้านี้ นายเดชอิศม์ ขาวทอง และนายชัยชนะ เดชเดโช เคยกล่าวว่า สมาชิกพรรคทุกคนจะต้องทำตามมติพรรคหากใครลงคะแนนเสียงขัดมติพรรคจะต้องลาออก แต่ทว่าต่อมา ตนและพวกกลับดำเนินการลงคะแนนเสียงเลือกนายกรัฐมนตรีผ้าฝืนมติพรรคโดยการลงคะแนนเสียงเห็นชอบให้นายเศรษฐา ทวีสิน ได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี เป็นการพูดไม่ตรงกับการกระทำ ไม่รักษาสัจจะ ไม่รักษาชื่อเสียงพรรคทำให้ประชาชนขาดความเชื่อมั่นในพรรค ปชป. และอุดมการณ์ของพรรค ปชป. ซึ่งกรณีเป็นเหตุให้พรรคปชป. ได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง 

นอกจากนี้ การกระทำทั้งหมดดังที่ได้เรียนข้างต้นของนายเดชอิศม์ ขาวทอง และนายชัยชนะ เดชเดโช กับ สส. ของพรรค ปชป. อื่นๆ รวมทั้งสิ้น 16 คน ทำให้เห็นว่า เจตนาของ สส.ทั้งหมดในการแหกมติเป็นการส่อให้เห็นว่าอยากร่วมรัฐบาล แม้ว่าพรรค ปชป. จะไม่ได้มีมติให้เข้าร่วม ยิ่งเป็นการตอกย้ำและทำให้

ประชาชนเสื่อมความศรัทธาและความนิยมต่อพรรค ปชป. อันก่อให้เกิดความเสียหายต่อพรรคอย่างร้ายแรง ด้วยเหตุนี้ จากข้อเท็จจริงและเหตุผลดังที่เรียนในข้อ 1 ถึงข้อ 3 ข้างต้น การกระทำของนายเดชอิศม์ ขาวทอง และนายชัยชนะ เดชเดโช รวมถึง สส. ของพรรค ปชป. อื่นๆ รวมทั้งสิ้น 16 คนลงมติเห็นชอบให้แต่งตั้งนายเศรษฐา ทวีสิน ผู้ถูกเสนอชื่อให้ได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีจากพรรคเพื่อไทยนั้นฝ่าฝืนมติของคณะกรรมการบริหารพรรคและที่ประชุม สส. เนื่องจากพรรค ปชป. ไม่เคยมีมติหรือเห็นชอบในการเข้าร่วมรัฐบาลแต่อย่างใด และพรรค ปชป. ก็ได้มีมติอย่างชัดเจนว่าจะลงคะแนนเสียงในการให้ความเห็นชอบบุคลชื่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี 

ฉะนั้น จากข้อเท็จจริงในกรณีดังกล่าว นายเดชอิศม์ ขาวทอง และนายชัยชนะ เดชเดโช รวมถึง สส. ของพรรค ปชป. อื่นๆ รวมทั้งสิ้น 16 คนเป็นการกระทำโดยเจตนาไม่สุจริต จงใจกระทำการฝ้าฝืนกับข้อบังคับพรรคฯ ด้วยการฝ่าฝืนมติของคณะกรรมการบริหารพรรคและที่ประชุม สส. อีกทั้งเป็นการกระทำที่เป็นปฏิปักษ์กับพรรค ชป. ทำให้เกิดการแตกแยกสามัคคีภายในพรรค ปชป. และทำให้พรรค ปชป. ที่มีอุดมการณ์มั่นคงมาเป็นระยะเวลาเนิ่นนานนั้นได้รับความเสื่อมเสียชื่อเสียง เสื่อมศรัทธาและคะแนนนิยมของประชาชน ทำให้พรรค ปชป. ได้รับความเสียหายร้ายแรงอย่างชัดเจนจึงเป็นการกระทำความผิดข้อบังคับข้อ 18, 96, 115 และ 124 

ด้วยเหตุผลดังที่เรียนไว้ในข้างต้นนี้ ขอให้รักษาการหัวหน้าพรรค ปชป. ตั้งกรรมการขึ้นมาสอบสวนการกระทำความผิดดังกล่าวโดยเร็วที่สุดและดำเนินการลงโทษ นายเดชอิศม์ ขาวทอง และนายชัยชนะ เดชเดโช รวมถึง สส. ของพรรค ปชป. อื่นๆ รวมทั้งสิ้น 16 คนที่กระทำการผิดข้อบังคับพรรคฯ ฝ่าฝืนมติคณะกรรมการบริหารพรรคและที่ประชุม สส. และทำให้พรรค ปซป. ได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรงตามข้อบังคับพรรคฯ ด้วย

สส.ปชป. กลุ่ม 16 สส.ปชป. กลุ่ม 16

กลุ่มเลี้ยงสุกร ประกาศ หยุดหนุน ‘เพื่อไทย’ จากปล่อย ก.เกษตรฯให้พรรคอื่น

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/556973

25 ส.ค. 2566

กลุ่มเลี้ยงสุกร ประกาศ หยุดหนุน 'เพื่อไทย' จากปล่อย ก.เกษตรฯให้พรรคอื่น

กลุ่มเลี้ยงสุกร วอน ‘เพื่อไทย’ เก็บก.เกษตรฯไว้บริหาร ลั่นจะเลิกหนุน หากปล่อยไป ลุ้น! ‘สมศักดิ์’ นั่งรมว. หลังมีโผหลุด เจ้าตัวไม่รับปาก รอ ‘เศรษฐา’ ประกาศ

กลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกร ขอให้พรรคเพื่อไทยบริหารงานในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในการจัดตั้งรัฐบาลครั้งนี้ จึงเดินทางเข้ายื่นหนังสือถึงนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ผ่านตัวแทน นายสมศักดิ์ เทพสุทิน สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม พร้อมด้วย นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ สส.บัญชีรายชื่อ และประธานยุทธศาสตร์การเกษตร พรรคเพื่อไทย 


น.สพ.วิวัฒน์ พงษ์วิวัฒนชัย ตัวแทนเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรทุกกลุ่ม ทั้ง 5 ภาค ทั่วประเทศไทย กล่าวว่า จากการบริหารงานของรัฐบาลรักษาการขณะนี้ เกิดความล้มเหลวควบคุมความมั่นคงทางอาหารของประเทศอย่างเห็นได้ชัด เช่น ละเลยให้มีการลักลอบนำเข้าเนื้อสุกรเถื่อน เนื้อโคเถื่อน โดยเข้ามาทำลายระบบเศรษฐกิจของเกษตรกรและผู้ประกอบอาชีพเลี้ยงสัตว์อย่างหนักทั่วประเทศ ทำให้มีการเลิกเลี้ยงสัตว์ ติดหนี้สินจากการประกอบอาชีพ สร้างความเสียหายหลายหมื่นล้านบาทต่อวงการปศุสัตว์ 

หลังมีกระแสข่าวว่า พรรคการเมืองอื่นจะเข้ามาดูแลกระทรวงเกษตรฯ จึงกังวลว่า บุคคลดังกล่าว จะไม่มีความรู้เกี่ยวกับการเกษตรอย่างแท้จริง ดังนั้นพวกเราเกษตรกรภาคปศุสัตว์เศรษฐกิจรายย่อยทั่วประเทศ ขอสนับสนุนให้พรรคเพื่อไทย เป็น รมต. และ รมช. ผู้บริหารงานกระทรวงเกษตรฯ เพราะจากนโยบายและบุคลากร จึงเชื่อว่าพรรคเพื่อไทยจะสามารถแก้ปัญหาได้ มั่นใจจะพาเกษตรกรให้หลุดพ้นวิกฤตในครั้งนี้ได้ 

“แต่ถ้าพรรคเพื่อไทย ไม่ได้บริหารกระทรวงเกษตรฯ พวกเราก็จะไม่สนับสนุนพรรคเพื่อไทยอีกต่อไป” น.สพ.วิวัฒน์ กล่าว 

กลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรยื่นหนังสือกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรยื่นหนังสือ

ด้านนายสมศักดิ์ กล่าวว่า จากปัญหาของพี่น้องเกษตรกรเลี้ยงสัตว์ตรงกับแนวนโยบายของพรรคเพื่อไทยที่ต้องการส่งเสริมให้เกษตรกรมีรายได้เสริมจากการเลี้ยงสัตว์ พร้อมทำให้เกิดการค้าขายโควต้าต่างประเทศมากยิ่งขึ้น เนื่องจากที่ผ่านมาเรายังไม่มีโควต้าส่งออก โดยเฉพาะเนื้อโค รวมถึงพรรคเพื่อไทยก็มีนโยบายเพิ่มพื้นที่แหล่งน้ำ 15 ล้านไร่ เพื่อทำให้พี่น้องเกษตรกรมีน้ำเพียงพอในการประกอบอาชีพด้วย

“ผมไม่สามารถรับปากได้ว่า กระทรวงเกษตรฯจะอยู่ที่ใคร เพราะไม่ใช่หน้าที่ที่ผมรับผิดชอบ ไม่สามารถแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการจัดสรรคณะรัฐมนตรีได้ เนื่องจากเป็นมารยาททางการเมือง แต่ก็ขอให้เชื่อมั่นว่า พรรคเพื่อไทยให้ความสำคัญกับเกษตรกรเป็นอย่างมาก” นายสมศักดิ์ กล่าว 

ด้านนายวิสุทธิ์ กล่าวว่า ก่อนหน้านี้พรรคเพื่อไทยประสานตรงไปยังหน่วยงานต่างๆ ทั้ง กรมปศุสัตว์ หรือ ดีเอสไอ เร่งเผาทำลาย เพื่อให้เกิดความสบายใจ ไม่ให้มีการนำเนื้อหมูและเนื้อวัวกลับมาหมุนเวียนขายในตลาด ดังนั้นเรื่องนี้จะเป็นเรื่องสำคัญที่พรรคเพื่อไทยจะต้องเดินหน้า ปิดช่องทางการลักลอบนำเข้าให้ได้ทั้งหมด และเปิดโอกาสให้ราคาหมูและเนื้อวัว มีราคาที่ดี ซึ่งผู้ประกอบการจะได้ไม่ต้องขาดทุน


นอกจากนี้นายสมศักดิ์ กล่าวเพิ่มเติมถึงความคืบหน้าการแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีว่า ใครจะทำหน้าที่ดูแลกระทรวงเกษตรฯ ตนยังไม่ทราบ เพราะขณะนี้การจัดสรรเก้าอี้รัฐมนตรียังไม่จบ จึงยังไม่มีรายละเอียดใดๆ ฉะนั้นตนคงไปให้คำตอบในตอนนี้ไม่ได้ ต้องรอฟังการแถลงของท่านนายกรัฐมนตรี เศรษฐา ที่จะแจ้งให้ทราบว่าใครจะได้นั่งกระทรวงใดบ้าง

ส่วนกรณีที่มีโผครม. หลุดออกมาว่าตนเองเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ตนก็ไม่ทราบว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร แต่ส่วนตัวมองว่าคงเป็นไปได้ยาก เพราะเป็นเรื่องที่อยู่สูงกว่าที่เราคิดและเป็นเรื่องของผู้บริหาร แต่ก็ต้องยอมรับว่า นโยบายหลายอย่างของพรรคเพื่อไทย มีเรื่องการเกษตรอยู่จำนวนมาก ดังนั้นก็จะต้องนำมาพิจารณากันอีกครั้งหนึ่ง

กลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรยื่นหนังสือกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรยื่นหนังสือ

พิธา ส่งสัญญาณ ‘ก้าวไกล’ เมิน ผู้นำฝ่ายค้าน – แนะ ปดิพัทธ์ ทำงานมีวุฒิภาวะ 

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/556974

25 ส.ค. 2566

พิธา ส่งสัญญาณ 'ก้าวไกล' เมิน ผู้นำฝ่ายค้าน - แนะ ปดิพัทธ์  ทำงานมีวุฒิภาวะ 

พิธา แห่งพรรคก้าวไกล ย้ำยุทธศาสตร์การทำงานของพรรคนับจากนี้ คือการเดินหน้าทำงานแบบมีคุณภาพ เพื่อรอรับการเลือกตั้งครั้งต่อไป ส่วนตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้านไม่ขอพูดถึง เพราะเป้าหมายอยู่ที่การเตรียมตัวเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี แนะ รองประธานสภาผู้แทนราษฏรอย่าเสียสมาธิ

นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล เปิดเผยว่า  บทบาทของพรรคก้าวไกลหลังจากนี้จะเป็นฝ่ายค้านเชิงรุก ที่มากกว่าการทำงานฝ่ายค้านแบบทั่วไป   เป้าหมายเพื่อเตรียมตัวในการเลือกตั้งครั้งต่อไป และการเลือกตั้งทุกระดับ  ตั้งแต่องค์การบริหารส่วนจังหวัด  ( อบจ. )  องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น  ถ้าเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับตัวแทนของประชาชนก็ต้องเตรียมตัว   “ผมไม่คิดว่าประชาชนเลือกผมมาเป็นผู้นำฝ่ายค้าน เพราะฉะนั้นก็คิดว่า ไม่ได้เป็นตำแหน่งที่เราต้องการ เราก็จะต้องเตรียมตัวเพื่อให้เป็นแคตดิเดตนายกรัฐมนตรีในการเลือกตั้งครั้งต่อไป น่าจะเป็นในมุมมองนั้นมากกว่า โดยจะเป็นบทบาทของพรรคก้าวไกล และบทบาทของผมในฐานะผู้นำพรรค”
    


 
เขา กล่าวว่า    เวลาลงพื้นที่พบประชาชนก็บอกว่าอย่าเสียใจนะ ตนพูดได้เต็มปากเต็มคำ   ภูมิใจมากกับสิ่งที่ได้ทำด้วยกัน ตอนเริ่มทำแคมเปญ ก็บอกแค่ 30 เสียง ตอนนี้โตมา 5 เท่า เป็น 150 เสียง เพราะฉะนั้นก็ไม่ทีอะไรให้เสียใจ มีแต่เรื่องที่จะต้องภูมิใจกับสิ่งที่เรียนรู้มา และตนรู้สึกว่า ตนเองเป็นนักการเมืองที่ดีขึ้นมาก  รู้จักรับฟัง มีวุฒิภาวะ  เข้าใจในการสร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืน ต้องทำอย่างไรบ้าง  ภูมิใจในการเดินทางของพรรคก้าวไกล ไม่มีความเสียใจเลย

”  สำหรับ   นายปดิพัทธ์ สันติภาดา  จากพรรคก้าวไกล  ในฐานะรองประธานสภาผู้แทนราษฏรคนที่ 1   คงไม่ต้องลาออก  นายปดิพัทธ์ พยายามทำงานอย่างเต็มที่และสร้างสรรค์   กรณีที่มีประเด็นทั้งเรื่องหมูกระทะ และการแต่งกาย ก็ต้องเข้มแข็ง ทำงานอย่างมีวุฒิภาวะ อย่าเสียสมาธิกับเรื่องที่ไม่ได้เป็นประโยชน์กับประชาชน   ผมเชื่อว่าเพื่อนของผมคนนี้มีจิตใจเข้มแข็งอยู่แล้ว เป็นสส.เขตมาตั้งแต่อนาคตใหม่ ผ่านอะไรมาเยอะ ผมคิดว่าเขาเอาอยู่” นายพิธา  กล่าว

‘พิธา’สายตรงยินดี ‘เศรษฐา’ ขึ้นผู้นำประเทศ อวยพรขอให้เป็นนายกฯของประชาชน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/556969

25 ส.ค. 2566

'พิธา'สายตรงยินดี 'เศรษฐา' ขึ้นผู้นำประเทศ  อวยพรขอให้เป็นนายกฯของประชาชน

หัวหน้าพรรคก้าวไกล “พิธา” โทรศัพท์แสดงความยินดีกับ “เศรษฐา” ขึ้นนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ย้ำขอให้เป็นนายกรัฐมนตรีของประชาชน รับฟังเสียงประชาชน ขอจับตาที่เคยขึ้นเวทีดีเบตด้วยกัน ทั้งเรื่องการปฏิรูปกองทัพ สมรสเท่าเทียม และสุราก้าวหน้า จะเดินหน้าอย่างไร

นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล  ให้สัมภาษณ์ที่จ.ระยอง ว่า  ได้โทรศัพท์ไปแสดงความยินดีกับ นายเศรษฐา  ทวีสิน ต่อโอกาสรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี   ได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนว่า วิกฤตของบ้านเมืองไม่ใช่แค่วิกฤตเกี่ยวกับเศรษฐกิจและวิกฤตเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม และการศึกษาอย่างเดียว แต่เป็นวิกฤตศรัทธาของประชาชนที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะจากการการได้ฟังเสียงของประชาชนจากการลงพื้นที่ เป็นสิ่งที่ผู้นำคนต่อไปต้องแก้ไข โดยการรวมความคิดของคนในชาติให้กลับมาอยู่เป็นปึกแผ่นเดียวกันได้     ทราบว่านายเศรษฐา ให้สัมภาษณ์ว่า  จะเป็นนายกรัฐมนตรีของประชาชน ก็อวยพรว่าขอให้ทำได้อย่างนั้นจริง ๆ

ตราบใดที่นายเศรษฐา  ยังคำนึงอยู่ว่าอำนาจอธิปไตยสูงสุดเป็นของประชาชน แล้วทำหน้าที่โดยไม่ได้ใช้อำนาจอย่างเด็ดขาด  ฟังเสียงของประชาชน  ก็เชื่อว่านายเศรษฐาจะผ่านอุปสรรคต่าง ๆ  ได้  “ขณะนี้คงรอดูคณะรัฐมนตรีที่จะออกมา  ผมและคุณเศรษฐา  เคยพูดร่วมกันในเวทีดีเบตหลายๆ เวที ที่พูดเรื่องการปฏิรูปกองทัพ และการสมรสเท่าเทียม และสุราก้าวหน้า ก็ต้องดูว่าใครจะมาเป็นรัฐมนตรีกลาโหม และคนที่จะมาดูแลกระทรวงต่าง ๆ จะเป็นใคร จะผลักดันได้จริงหรือไม่ ซึ่งก็ยังหวังว่า การกู้วิกฤตศรัทธาที่มองว่าเป็นวิกฤต ที่เข้ามาเพิ่มเติมตลอด 8 ปี ที่ผ่านมา จะเกิดการแก้ไข และเรียกวิกฤตศรัทธา ให้กลับมาสู่การเมืองไทย    ก้าวไกลจะทำงานตรวจสอบถ่วงดุลเพื่อให้การทำงานเป็นไปอย่างบริสุทธิ์ ยุติธรรม และปราศจากคอรัปชั่นให้มากที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ ”    นายพิธา  ระบุ

.

ขอขอบคุณภาพประกอบจาก พรรคก้าวไกล

‘เศรษฐา’ บอกขอให้รออีก 3-4 วัน เคาะ ‘ครม.นิด 1’ จบ – เปิด ‘โผครม.’ เพื่อไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/556950

25 ส.ค. 2566

‘เศรษฐา’ บอกขอให้รออีก 3-4 วัน เคาะ ‘ครม.นิด 1’ จบ - เปิด 'โผครม.' เพื่อไทย

‘เศรษฐา ทวีสิน’ นายกรัฐมนตรี บอกให้อดรอ อีก 3-4 วันเคาะรายชื่อ ‘ครม.นิด 1’ จบแน่ ยอมรับ ‘เพื่อไทย’ คุม ก.คลัง เผยโควตาเพื่อไทยลงตัวหมดแล้ว–เปิด โผครม. เพื่อไทย

นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ความคืบหน้ารายชื่อคณะรัฐมนตรี(ครม.) ว่า ครม.มีความเป็นรูปร่างมากขึ้น ขอให้อดใจอีก 3-4 วัน คาดว่าน่าจะจบได้ ขอให้อดใจรออีกซักนิดนึง ต้องให้เกียรติพรรคร่วมรัฐบาล เพราะมีหลายพรรค

‘เศรษฐา’ บอกขอให้รออีก 3-4 วัน เคาะ ‘ครม.นิด 1’ จบ - เปิด 'โผครม.' เพื่อไทย

เมื่อถามว่าในส่วนของพรรคเพื่อไทยลงตัวแล้วหรือยัง นายเศรษฐา กล่าวว่า ในส่วนของพรรคเพื่อไทยลงตัวหมดแล้ว เมื่อถามต่อในส่วนของพรรคพลังประชารัฐ ที่เคยยืนยันว่าต้องการกระทรวงเหมือนที่เคยยื่นข้อเสนอไว้ นายเศรษฐาระบุว่า เรื่องนี้ขอให้ใจเย็นนิดนึง

‘เศรษฐา’ บอกขอให้รออีก 3-4 วัน เคาะ ‘ครม.นิด 1’ จบ - เปิด 'โผครม.' เพื่อไทย

เมื่อถามว่าวันนี้มีการลงมาดูเรื่องของการท่องเที่ยว มีการควงว่าที่รัฐมนตรีท่องเที่ยวมาด้วยได้หรือไม่ นายเศรษฐา ยิ้มและหัวเราะ พร้อมปฏิเสธตอบคำถามว่า “คำถามต่อไปครับ” เมื่อถามว่า จะนั่งควบตำแหน่ง รมว.คลัง ด้วยหรือไม่ นายเศรษฐา กล่าวว่า คงอยู่ในพรรคเพื่อไทย ขอเวลานิดนึง เมื่อถามย้ำว่ามีกระแสข่าวระบุว่ารายชื่อครม. ทั้งหมดจะเสร็จสิ้นในไม่กี่วันนี้ เศรษฐาตอบสั้นๆว่า “ใช่ครับ”

เมื่อถามต่อว่าในวันจันทร์หน้า (28 ส.ค.)จะสามารถตรวจสอบประวัติได้เลยใช่หรือไม่ นายเศรษฐา กล่าวว่า นั่นเป็นความคาดหวัง หวังว่าทุกอย่างจะเป็นไปได้ด้วยดี เพราะเราอยากให้มีการนับหนึ่งได้แล้ว แต่ความเป็นจริงนับหนึ่งไปแล้ว เนื่องจากมีการรับสนองพระบรมราชโองการ ต่อไปคงเป็นเรื่องการจรวจสอบรายชื่อ การเข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ รวมถึงแถลงนโยบายต่อรัฐสภา และจะได้มีการประชุม ครม. นัดแรก ซึ่งตนอยากให้เร็วที่สุด เพราะเรามีภาระเร่งด่วน และครอบคลุงทุกภาคส่วนที่เดือดร้อน

เมื่อถามอีกว่าการประชุม ครม. นัดแรกจะมีวาระเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญเหมือนเดิมใช่หรือไม่ นายเศรษฐา กล่าวว่า ต้องขอรวบรวมทั้งหมดก่อน และจะแถลงให้ทราบ เพราะเป็นหลายๆเรื่องที่เร่งด่วน รวมถึงการรับฟังกรณีภาคประชาชนอย่าง iLaw ที่มีการวบรวมรายชื่อ 

เมื่อถามถึงกรณี วิษณุ เครืองาม รองนายกฯ วางไทม์ไลน์ว่ารัฐบาลใหม่จะเริ่มทำงานได้ช่วงปลายเดือนกันยายน  นายเศรษฐา กล่าวว่า จะพยายามครับ ส่วนตัวอยากให้เร็วกว่านั้น เพราะมีหลายเรื่องเร่งด่วน เช่นเรื่องท่องเที่ยว

เมื่อถามว่าในการประชุม ก.ตร. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและรมว.กลาโหม เลื่อนเคาะตำแหน่ง ผบ.ตร. เพื่อรอนายกรัฐมนตรีเป็นคนดำเนินการ นายเศรษฐา กล่าวว่า เรื่องนี่ต้องคอยก่อนให้ผ่านการถวายสัตย์ฯก่อน รวมถึงต้องมีการแถลงนโยบาย จากนั้นแล้วแต่ ก.ตร. จะมีการนัดประชุมเมื่อไหร่ และขอบคุณท่านทีให้เกียรติ

‘เศรษฐา’ บอกขอให้รออีก 3-4 วัน เคาะ ‘ครม.นิด 1’ จบ - เปิด 'โผครม.' เพื่อไทย

เมื่อถามว่าการลงพื้นที่ครั้งนี้ เป็นการควงว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา และเลขาธิการนายกรัฐมนตรีมาลงพื้นที่จังหวัดภูเก็ตด้วยหรือไม่ นายเศรษฐา ปฏิเสธที่จะตอบคำถาม บอกว่า “พูดเองเออเอง” ก่อนที่จะหัวเราะอย่างอารมณ์ดี และในช่วงเวลาดังกล่าว น.ส.สุดาวรรณ ก็ยิ้มหัวเราะชอบใจด้วยเช่นกัน และมีอาการเขินเล็กน้อย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าช่วงท้ายของการให้สัมภาษณ์ นายเศรษฐา ได้ถ่ายรูปร่วมกับน.ส.สุดาวรรณ ที่มีกระแสข่าวจะเป็นรมว.การท่องเที่ยวและกีฬา และนพ.พรหมินทร์ ที่มีกระแสข่าวจะเป็นเลขาธิการนายกฯพร้อมหัวเราะอย่างอารมณ์ดี และทั้งสองคนก็ไม่มีใครปฎิเสธเรื่องตำแหน่ง 

จากนั้นนายเศรษฐา บอกว่า “ทั้งสองคนอยู่ในการดูแลของผม ถูกห้ามไม่ให้พูดเรื่องนี้”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า โผครม.เศรษฐา 1 ในส่วนของพรรคเพื่อไทยที่นายเศรษฐา ทวีสิน  นายกรัฐมนตรี ระบุว่า  จัดสรรโควตาเก้าอี้รัฐมนตรีลงตัวกันเรียบร้อยแล้ว 

เปิด โผครม. เพื่อไทย

รองนายกรัฐมนตรี ชูศักดิ์ ศิรินิล

รองนายกรัฐมนตรี ปานปรีย์ พหิทธานุกร

รองนายกรัฐมนตรี ภูมิธรรม เวชยชัย

กระทรวงการคลัง เศรษฐา ทวีสิน

รมช.กระทรวงการคลัง กฤษฏา จีนะวิจารณะ(คนนอก)

รมช.พาณิชย์

รมว.คมนาคม  สุริยะ จึงรุงเรืองกิจ

รมช.คมนาค  สุรพงษ์ ปิยะโชติ(คนนอก)

รมช.กระทรวงเกษตร

รมว.กระทรวงต่างประเทศ จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์

รมว.กระทรวงดีอีเอส  ประเสริฐ จันทรรวงทอง

รมว.กระทรวงการท่องเที่ยวฯ สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล

กระทรวงอว. ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์

รมว.กระทรวงสาธารณสุข นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว

รมว.ศึกษาธิการ สุทิน คลังแสง

รมว.กระทรวงกลาโหม(โควตา กลาง)

รมต.ประจำสำนักนายกฯ พวงเพชร ชุนละเอียด

ทั้งนี้ คาดว่ารายชื่อคณะรัฐมนตรี ชุด’ครม.เศรษฐา 1′ จะเสร็จเรียบร้อยสัปดาห์หน้า

‘วิษณุ’ ประกาศ วางมืองานการเมือง เตรียมกลับไปเลี้ยงหลาน รับงานสอนหนังสือ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/556949

25 ส.ค. 2566

'วิษณุ' ประกาศ วางมืองานการเมือง เตรียมกลับไปเลี้ยงหลาน รับงานสอนหนังสือ

“วิษณุ เครืองาม” รองนายกรัฐมนตรี ประกาศวางมือจากงานการเมือง เผยมีปัญหาสุขภาพ จากนี้ขอกลับไปเลี้ยงหลาน รับงานสอนหนังสือ เชื่อรัฐบาล “เศรษฐา” มั่นคง แข็งแกร่ง แต่ระวังกระทบกระแทกกัน เหตุมีพรรคร่วมมาก

25 ส.ค. 2566 นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี  มอบหมายให้ทีมงานขนย้ายเฟอร์นิเจอร์ ทั้งโต๊ะ เก้าอี้ ออกมจากห้องทำงาน บนตึกบัญชการ ทำเนียบรัฐบาล โดยก่อนหน้านี้ได้ทยอยเก็บเครื่องเครื่องใช้ และเฟอร์นิเจอร์ ของส่วนตัว รวมถึงพระพุทธรูปบูชา ออกจากห้องทำงานไปก่อนแล้ว 

ทีมงานนายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ขนเฟอร์นิเจอร์ ออกจากห้องทำงานทีมงานนายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ขนเฟอร์นิเจอร์ ออกจากห้องทำงาน

โดย นายวิษณุ ได้เปิดเผยว่าหลังจากนี้  จะพักผ่อนที่บ้าน เลี้ยงหลาน และอาจจะรับงานสอนหนังสือ หรือไปเป็นที่ปรึกษาบริษัทเอกชน ส่วนงานทางการเมืองนั้น ยืนยันว่า จะปิดประตูงานทางการเมืองแล้ว พร้อมระบุด้วยว่า ตนเองเคยคิดวางมือในงานทางการเมือง ตั้งแต่ปี 2549 แล้ว แต่ก็ยังมีเหตุให้ต้องกลับมาทำหน้าที่ และเชื่อว่า หลังจากนี้คงไม่มีเหตุแล้ว เพราะปัญหาสุขภาพของตน และหากใครมาชวนให้มาช่วยงานอีก ตนเองจะเปิดพุงให้ดู 

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ขอวางมืองานทางการเมือง นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ขอวางมืองานทางการเมือง

ส่วนกรณีที่ตนเคยเตือนรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ หลังจากเลือกตั้งให้ระวังสนิมที่จะเกิดแต่เนื้อในรัฐบาลเรือเหล็ก และหากพิจารณาจากรัฐบาลนายเศรษฐา แล้วจะเป็นอย่างไรนั้น นายวิษณุ เห็นว่า นายเศรษฐา ได้รับเสียงสนับสนุนจากสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภามาก จึงเชื่อว่า จะเป็นรัฐบาลที่มั่นคง แข็งแกร่ง

แต่การที่มีพรรคการเมืองสนับสนุน 11 พรรคการเมือง จะมีโอกาสที่กระทบกระแทกกัน และก่อนการจัดตั้งรัฐบาล ก็ยังมีความเห็นแย้งกันอยู่ ดังนั้น หากจะก้าวข้ามขั้ว และสลายความขัดแย้ง ทั้งในระดับรัฐบาล และระดับประเทศ จะทำได้หรือไม่นั้น ตนเองก็ยังไม่ทราบ แต่เชื่อว่า หากทุกคนตั้งใจพยายาม และประคับประคอง ก็จะไปต่อได้