‘สามารถ’ ตั้งข้อสังเกตเล่นใหญ่ โชว์ชิมข้าว หวังพา ‘ยิ่งลักษณ์’ กลับไทย

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/574282

07 พ.ค. 2567

19:52 น.

'สามารถ' ตั้งข้อสังเกตเล่นใหญ่ โชว์ชิมข้าว หวังพา 'ยิ่งลักษณ์' กลับไทย

‘สามารถ’ ชวน ปชช. จับตา ข้าว 10 ปี ไม่เสีย มีนัยยะทางการเมือง ‘ภูมิธรรม’ หวังพา ‘ยิ่งลักษณ์’ กลับไทยตามรอยพี่ชาย ไม่ต้องติดคุก

นายสามารถ เจนชัยจิตรวนิช อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวถึงกรณีนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ตรวจสอบข้าว พร้อมชิมข้าวจากโครงการรับจำนำข้าวที่เก็บมานาน 10 ปี ว่า ถ้าสมมุติโกดังเก็บข้าวมีการรมยาเดือนละ 1 ครั้ง แปลว่า 10 ปีที่ผ่านมีการมยาแล้ว 120 ครั้ง ถ้าเป็นอีกโกดังหนึ่งที่มีการรมยาทุก 2 เดือนผ่านมา 10 ปีก็แปลว่ารมยาไปแล้ว 60 ครั้ง ดังนั้นก่อนซื้อข้าวสารต้องดูแล้ว ใครประมูลไปได้ เพราะสุดท้ายจะกลายมาเป็นข้าวถุงขายผู้บริโภคหรือไม่ 

นายสามารถ ตั้งข้อสังเกตุว่า เรื่องนี้มันมีนัยยะ การที่นายภูมิธรรมระบุว่า ข้าว 10 ปีเก็บไว้ไม่เสีย ไม่เน่า แล้วยังทานได้ สอดรับกับกระแสที่น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะกลับมาประเทศไทยตุลาคมปีนี้หรือไม่ จะกลับมาเมืองไทยโดยไม่ติดคุก เหมือนนายทักษิณ ชินวัตร ที่เรียกโมเดลทักษิณ สังคมไทยจะรับได้หรือไม่ จึงรีบออกมาบอกว่า ข้าวที่สมัยน.ส.ยิ่งลักษณ์ได้รับจำนำมามันไม่ได้เน่า 

ฉะนั้นสมัยที่พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี แล้วนำข้าวไปขายเป็นอาหารสัตว์หรือ เอาไปขายในราคาถูก พลเอกประยุทธ์จะถูกเรียกเงินหรือจะถูกฟ้องร้องหรือไม่ ข้อนี้หลายคนมองว่า นายภูมิธรรมกำลังคิดว่าจะย้อนศรกลับไปถึงพลเอกประยุทธ์ เพื่อให้ไฟเขียวให้กับน.ส.ยิ่งลักษณ์กลับประเทศหรืออย่างไร

นายสามารถ กล่าวต่อว่า เป็นเรื่องที่ต้องจับตา ไม่ใช่แค่เรื่องของการกินข้าว 10 ปี มันมีนัยยะทางการเมือง คือนายภูมิธรรมที่เอาตัวเข้าแลก เพื่อนำ น.ส.ยิ่งลักษณ์ กลับบ้านให้ได้ นายทักษิณ เป็นห่วงน้องสาว คงไม่อยากให้อยู่ต่างประเทศนาน นี่คือทางการเมือง แต่ทางประชาชน เราก็ต้องเฝ้าระวังว่า บริษัทไหนจะมาประมูลข้าวไปได้ แล้วทำเป็นข้าวถุงให้เรากิน และเราจะกินข้าวที่ถูกรมยาไปแล้ว 120 ครั้งหรือไม่ ใครจะกล้ากินก็กินไป แต่ตนคือไม่กินด้วย 

“ขอให้ประชาชนจับตาแบบไม่กระพริบตา หมายความว่า ต้องช่วยกันสอดส่องมองเป็นตาเดียว เพราะประเด็นที่ผมพูดว่ามีคนจะนำ คุณยิ่งลักษณ์จะกลับประเทศไทย วันนี้ถ้าข้าวมันไม่ได้เน่า แล้วเอาไปขายในราคาถูก คนนั้นต้องรับผิดชอบ คุณยิ่งลักษณ์ไม่ต้องรับผิดชอบ พูดง่าย ๆ ว่าโครงการจำนำข้าว รัฐไม่ได้เสียหาย แต่ปรากฏว่าผู้ที่ยึดอำนาจนั้นเอาข้าวไปขายในราคาถูก อันนี้คือปัญหา” นายสามารถ กล่าว 

‘สีหศักดิ์’ ลาออกผู้ช่วย รมต.ประจำกระทรวง กต. ตาม ‘ปานปรีย์’

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/574280

07 พ.ค. 2567

19:27 น.

‘สีหศักดิ์’ ลาออกผู้ช่วย รมต.ประจำกระทรวง กต. ตาม ‘ปานปรีย์’

‘สีหศักดิ์’ ลาออกผู้ช่วย รมต.ประจำกระทรวการต่างประเทศ ตาม ‘ปานปรีย์’ เป็นไปตามมารยาท เปิดทางให้ รมว.กต. คนใหม่ ดึงคนฝ่ายการเมืองมาช่วยงาน

นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยว่า ได้ยื่นใบลาออกจากตำแหน่งผู้ช่วยรัฐมนตรีฯ แล้ว เนื่องจากตนมารับตำแหน่งโดยนายปานปรีย์ พหิทธานุกร อดีตรองนายกรัฐมนตรีและอดีต รมว.ต่างประเทศ โดยรับปากจะมาช่วยงาน ซึ่งตอนแรกไม่ได้คิดจะรับตำแหน่งด้วย ดังนั้น เมื่อนายปานปรีย์ ลาออก โดยมารยาทจึงคิดว่า รัฐมนตรีคนใหม่น่าจะมีคนจากฝ่ายการเมืองมาช่วยงาน ซึ่งถือเป็นการเปิดโอกาสให้รัฐมนตรี ได้เลือกคนมาทำงาน ซึ่งไม่มีแรงกดดัน และเป็นการตัดสินใจตามมารยาท และตนก็มีงานสอนหนังสือ และงานที่ปรึกษา จึงจะกลับไปทำงานตามเดิม

ทั้งนี้ งานสุดท้ายก่อนลาออก นายสีหศักดิ์ เป็นหัวหน้าคณะผู้แทนไทย เข้าร่วมการประชุมคณะมนตรี OECD ในระดับรัฐมนตรี ประจำปี 2567ตามคำเชิญของนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ในฐานะประธานการประชุม ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส

เบื้องลึก ‘ทักษิณ’ นัดถกลับ ‘กลุ่มชาติพันธุ์’ ดับไฟสงครามเมียนมา

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/574277

07 พ.ค. 2567

17:58 น.

เบื้องลึก ‘ทักษิณ’ นัดถกลับ ‘กลุ่มชาติพันธุ์’ ดับไฟสงครามเมียนมา

เบื้องลึกแผนเชียงใหม่ ทักษิณ ดับไฟสงครามเมียนมา ถกลับกลุ่มชาติพันธุ์ อาสาเป็นคนกลาง ฝ่ายต่อต้านมินอ่องหล่ายกังขานายใหญ่

เจ้ายอดศึก ผู้นำไทใหญ่ กลายเป็นแกนหลักแผนสันติภาพเมียนมาของทักษิณเจ้ายอดศึก ผู้นำไทใหญ่ กลายเป็นแกนหลักแผนสันติภาพเมียนมาของทักษิณ

โชว์บารมี ทักษิณ ดับไฟสงครามเมียนมา เจรจากลุ่มชาติพันธุ์ อาสาเป็นคนกลาง ฝ่ายต่อต้านมินอ่องหล่าย ยังกังขานายใหญ่เพื่อไทย

เผยข้อมูลลับ ทักษิณใช้เครือข่ายเจ๊ใหญ่ นัด 5 กลุ่มชาติพันธุ์ ถกสันติภาพที่เชียงใหม่ พบทั้งเจ้ายอดศึก และ พล.ท.บ่อจอแฮ 

สถานการณ์ในเมืองเมียวดีเงียบสงบ ไม่มีข่าวสงคราม แต่สื่อเมียนมาหลายสำนักประโคมข่าวใหญ่ ทักษิณ ชินวัตร นัดพูดคุยตัวแทนกลุ่มชาติพันธุ์ติดอาวุธที่เชียงใหม่ เมื่อวันสงกรานต์ที่ผ่านมา

วันที่ 7 พ.ค.2567 เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ตอบคำถามสื่อกรณีทักษิณ ชินวัตร เจรจากับกลุ่มชาติพันธุ์ว่า “ผมไม่ทราบว่ามีการไปเจรจาหรือเปล่า แต่เราเอง กระทรวงต่างประเทศ ฝ่ายความมั่นคงเอง มีการพูดคุยกับทุกกลุ่มอยู่แล้ว”

ก่อนหน้านี้ สำนักข่าว VOA Burmese รายงานข่าวว่า ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีไทย ได้หารือกับตัวแทนจากกลุ่มติดอาวุธชาติพันธุ์ และรัฐบาลเอกภาพแห่งชาติ (NUG) ที่ จ.เชียงใหม่ ในช่วงวันสงกรานต์

อ่านข่าวนี้แวบแรก ก็ไม่น่าแปลกใจ เพราะทักษิณ มีความคุ้นกับนายทหาร และอดีตนายทหารเมียนมา อาทิ พล.อ.หม่องเอ และ พล.อ.ตาน ฉ่วย รวมถึง พล.อ.อาวุโส มิน อ่องหล่าย ประธานสภาบริหารแห่งรัฐ (SAC) มาตั้งแต่สมัยรัฐบาลไทยรักไทย

ด้วยเหตุนี้ ทักษิณจึงอาสาเป็นคนกลาง ระหว่าง SAC กับฝ่ายต่อต้าน ที่มีกลุ่มชาติพันธุ์ และรัฐบาลเอกภาพแห่งชาติ (NUG)


สงกรานต์สันติภาพ

นับว่าการพบปะพูดคุยของทักษิณและฝ่ายต่อต้าน แบ่งเป็น 2 รอบคือ ครั้งแรก 13 เม.ย.2567 ทักษิณพบตัวแทนกองทัพปลดปล่อยแห่งชาติกะเหรี่ยง(KNLA) ,พรรคก้าวหน้าแห่งชาติคะเรนนี (KNPP) และองค์การแห่งชาติคะฉิ่น (KNO)  

ครั้งที่ 2 ทักษิณ พบกับ พล.อ.เจ้ายอดศึก ผู้นำสภาเพื่อการกอบกู้รัฐฉาน (RCSS/SSA) และตัวแทนกลุ่มชาติพันธุ์อีกหลายองค์กร

นอกจากนี้ ทักษิณยังได้พูดคุยกับตัวแทนสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง (KNU) ที่กรุงเทพฯ พร้อมกับ ซิน มา อ่อง รมว.ต่างประเทศ รัฐบาลเอกภาพแห่งชาติ (NUG) ตัวแทนกลุ่มหนุนอองซาน ซูจี

มีข้อน่าสังเกต ทีมงานของทักษิณ ทำงานค่อนข้างฉุกละหุก จึงมีการเชื้อเชิญแบบผิดฝาผิดตัว อย่างกลุ่ม KNO ที่เข้าใจว่าเป็นกองทัพเอกราชคะฉิ่น(KIA) ซึ่ง KNO เป็นองค์กรการเมืองกลุ่มเล็กๆของชาวคะฉิ่น

กรณีการเชิญ พล.ท.บอ จ่อแฮ รอง ผบ.กองทัพ KNLA ไปประชุมที่เชียงใหม่ ซึ่งเป็นปีกการทหารของ KNU ภายหลัง จึงมีการประสานให้ประธาน KNU ไปพบทักษิณที่กรุงเทพฯ
 

กลุ่มชาติพันธุ์ไม่ไว้ใจ

แหล่งข่าวในกลุ่มชาติพันธุ์เปิดเผยว่า ทักษิณอยากเห็นสันติภาพเกิดขึ้นในเมียนมา จึงขอเสนอตัวเป็นคนกลาง(Mediator) เพื่อให้ฝ่ายต่างๆ ในเมียนมาบรรลุข้อตกลงร่วมกัน

ในวงประชุม ทักษิณได้นำเอกสารแบบฟอร์ม มอบอำนาจให้ตัวเองเป็นคนกลางไปให้แต่ละกลุ่มลงนามด้วย

ว่ากันว่า เรื่องเอกสารมอบอำนาจให้ทักษิณเป็นคนกลาง กลายเป็นหัวข้อการวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในหมู่ผู้นำกลุ่มติดอาวุธชาติพันธุ์

1.กลุ่มติดอาวุธชาติพันธุ์ และฝ่ายต่อต้านเผด็จการทหารเมียนมา ยังไม่ทราบว่า ทักษิณจะพาพวกเขาไปในทางไหน

2.ฝ่ายต่อต้านไม่มั่นใจว่า ทักษิณเข้าใจความสลับซับซ้อนของปัญหาการสู้รบในเมียนมามากน้อยแค่ไหน

3.การเชิญตัวแทนกลุ่มติดอาวุธชาติพันธุ์ ดูจะรีบร้อน ไม่ได้ศึกษาว่า ใครเป็นใครในกลุ่มต่อต้าน

4.ฝ่ายต่อต้านทั้งกลุ่มชาติพันธุ์ และ NUG ไม่ประสงค์จะเจรจากับสภาบริหารแห่งรัฐ (SAC) ในรูปแบบนี้ ไม่ต้องการเจรจาทีละกลุ่ม พวกเขาต้องการพูดคุยสันติภาพครอบคลุมทุกกลุ่มทุกชาติพันธุ์


5.กลุ่มชาติพันธุ์ที่ได้พบทักษิณ มองว่า การแก้ไขปัญหาการสู้รบในเมียนมา จะทำไม่ได้ โดยไม่มีการเข้าร่วมของกลุ่มชาติพันธุ์ทางตอนเหนือคือ ว้า(UWSA) คะฉิ่น(KIA) โกก้าง(MNDAA) อาระกัน(AA) และตะอาง(TNLA) 

เหนืออื่นใด กลุ่มติดอาวุธชาติพันธุ์ที่กล่าวมาข้างต้น ล้วนอยู่ใต้อาณัติของพี่ใหญ่จีนทั้งสิ้น

“พวกเรามีความวิตกเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของท่านทักษิณ เพราะเราไม่อยากจะขัดใจรัฐบาลไทย ที่ทำได้เวลานี้คือ ประวิงเวลา ยังไม่มีกลุ่มใดลงนามในเอกสารที่ท่านทักษิณยื่นให้” แหล่งข่าวในพื้นที่กล่าว

นับจากนี้ไป โปรดติดตามละครเรื่องสันติภาพเมียนมา ฉบับทักษิณ จะจบลงตรงไหน และจะมีการประชุมรอบใหม่อีกหรือไม่

ปชป. แนะ ‘ภูมิธรรม’ หุงข้าว 10 ปี ให้ทั้ง ครม. แซะโชว์กิน ‘กะเพรา’ ตักกับมากกว่า

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/574265

07 พ.ค. 2567

15:58 น.

ปชป. แนะ 'ภูมิธรรม' หุงข้าว 10 ปี ให้ทั้ง ครม. แซะโชว์กิน 'กะเพรา' ตักกับมากกว่า

‘โฆษกพรรคประชาธิปัตย์’ มอง ‘ภูมิธรรม’ ตักกินข้าวกะเพราะโชว์ ไม่ได้วัดคุณภาพข้าว แถมยังไม่กล้า100% แนะซาวน้ำแค่ 3 ครั้งก่อนหุงให้ ครม. กินทั้งคณะทุกวันอังคาร ภูมิธรรม’ หุงข้าว 10 ปี ให้ทั้ง ครม. แซะโชว์กิน ‘กะเพรา’ ตักกับมากกว่า

นายราเมศ รัตนะเชวง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีเมื่อวานนี้ (6พ.ค.) นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์  พาตรวจสอบและชิม ข้าวจากโครงการรับจำนำข้าว แม้ผ่านไป 10 ปียังกินได้ ว่า เรื่องนี้คงไม่มีใครขัดข้องถ้าข้าวที่เก็บไว้ในโกดังยังมีคุณภาพดี สามารถบริโภคได้ หุงได้ กินได้ 

ปชป. แนะ \'ภูมิธรรม\' หุงข้าว 10 ปี ให้ทั้ง ครม. แซะโชว์กิน \'กะเพรา\' ตักกับมากกว่า

แต่ดูจากข้อเท็จจริงแล้วเจ้าหน้าที่นำข้าวสารไปเตรียมการหุง ก่อนหุงข้าว ซาว 13-15 น้ำ นั้น น้ำซาวข้าวมีมอดลอยอยู่เป็นจำนวนมาก ย่อมแสดงให้เห็นว่า ข้าวไม่ได้คุณภาพอย่างแท้จริง นายภูมิธรรมคนเอาเข้าในโกดังดังกล่าวไปห่มให้รัฐมนตรีได้กินทั้งคณะทุกวันอังคารที่มีการประชุมคณะรัฐมนตรี

แต่ต้องแนะนำแม่บ้านที่หุงข้าวไม่อยากให้ซาวน้ำหลายครั้ง เพราะถ้าซาวน้ำมากกว่า 3 ครั้ง อาจจะทำให้สูญเสียสารอาหารและกลิ่นหอมในข้าวได้ ก็จะเป็นการสร้างความเชื่อมั่นและประหยัดค่าใช้จ่ายได้

ส่วนการตรวจคุณภาพของข้าวว่ามีคุณภาพสามารถบริโภคได้หรือไม่ นายราเมศ กล่าวว่า มีกระบวนการหลักอยู่ มีหลายหน่วยงานที่สามารถเข้ามาช่วยกันได้เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่า บริโภคได้แน่ เพราะถ้าหากข้าวที่ไม่มีคุณภาพหลุดออกไป ประชาชนผู้บริโภคคือผู้รับกรรม การตักข้าวใส่ปากโชว์ของรองนายกรัฐมนตรีไม่ใช่มาตรฐานในการตรวจวัดคุณภาพข้าว และภาพมันฟ้องว่าแม้แต่ตัวรองนายกเองก็ไม่มีความกล้าเต็มร้อย  เพราะเน้นกลับไม่เน้นข้าว มีคนฝากถามช้อนซื้อที่ไหนตักติดแต่กับไม่ค่อยติดข้าว และอีกอย่างที่รองนายกรัฐมนตรีมีความประสงค์จะสื่อสาร คือ โครงการรับจำนำข้าว ไม่ก่อให้เกิดความเสียหาย ซึ่งการมากินข้าวโชว์ก็เช่นกันที่ไม่สามารถมาลบล้างเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาในคดีทุจริตรับจำนำข้าวได้แม้แต่บรรทัดเดียว 

‘คารม’ ร่ายยาวเตือน ‘โน๊ส อุดม’ อย่าเอาคำว่าพอเพียง มาหากิน

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/574264

07 พ.ค. 2567

15:38 น.

‘คารม’ ร่ายยาวเตือน ‘โน๊ส อุดม’ อย่าเอาคำว่าพอเพียง มาหากิน

‘คารม’ ร่ายยาวเตือน ‘โน๊ส อุดม’ เป็นบุคคลสาธารณะ ต้องระวังการแสดงความคิดเห็ถ้าไม่เข้าใจเศรษฐกิจพอเพียง อย่าเอาคำว่าพอเพียง มาหากิน

นายคารม พลพรกลาง รองโฆษกรัฐบาล กล่าวถึงกรณีเดี๋ยวสเปเชียล ของ ‘โน๊ส’ อุดม แต้พานิช ที่กำลังถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่า ผมพึ่งกลับจากร้อยเอ็ด เพราะลงพื้นที่ ติดตามนายกฯ ในฐานะรองโฆษกรัฐบาล ผมเป็นคนอีสาน เป็นคนชนบท ได้เห็นว่าสังคมชนบทนั้น แม้เขาไม่ร่ำรวยมาก ถ้าเขาไม่มีหนี้มากเกินกำลัง มีที่ทำกิน มีน้ำเพื่อทำเกษตร มีความอบอุ่นในครอบครัว อยู่ในสังคมเอื้ออาทรช่วยเหลือ และดูแลกัน แค่นี้สังคมไทยก็อยู่ได้แล้ว คือความพอเพียงที่แท้จริง

ส่วนตัว ผมไม่เคยฟังการพูด ของนายอุดม แต้พานิช เพราะคิดว่า ไม่ได้เป็นประโยชน์กับชีวิตผมเลย จริงๆ ผมเคารพในความเป็นนักพูดทั้งหลาย และเคารพอาชีพตลกที่สร้างสรรค์ ซึ่งมีอยู่หลายคน และเราก็ควรเคารพอาชีพทุกอาชีพที่ทำมาหากินสุจริต   แต่ความหมายที่เขาพูดกันว่า ตลกหากิน ก็พึ่งรู้ คือแบบที่นายอุดมฯ ทำนี้เอง แถมไม่รู้กาละเทศะ หลงตัวเอง ไม่คำนึงถึงผลกระทบต่อคนอื่น แถมอาจสร้างความแยกในสังคมได้ นายอุดมไม่รู้ว่าการอาศัยอยู่ในแผ่นดินนี้ ถึงได้มีที่พูด จริงๆ แผ่นดินก็มีบุญคุณต่อท่านอยู่นะ และที่สำคัญคุณจะทำมาหากินอะไร ก็ทำไป   แต่อยู่เฉยๆ มายกตนข่มท่าน ไม่น่าจะมีประโยชน์อะไร ทั้งที่ตัวเองไม่เข้าใจแก่นแท้อะไรในเรื่องความพอเพียง หรือความพอดี   ซึ่งหมายถึงคนมีเยอะก็แบ่งปัน ประกอบอาชีพไม่เบียดเบียนคนอื่น ซึ่งเป็นหลักศาสนาด้วยซ้ำไป

ที่โลกของเรามีปัญหาอยู่ทุกวันนี้  เพราะสังคมขาดความพอเพียง ขาดความพอดี ไม่แบ่งปัน และเห็นแก่ตัว โลภโมโทสัน ทั้งนั้น

หากนายอุดม แต้พานิช เข้าใจคำว่าความพอเพียงจริง จะรู้ว่า ความพอเพียงนั้น ไม่ใช่เรื่องสอนคนให้เกียจค้าน แต่สอนให้คนแบ่งปัน คนที่รวยก็ควรแบ่งปันให้คนจน รู้จักพอดีพอควร นายอุดมฯ อย่าเอาไม่รู้หรือความโง่ มาทำให้คนอื่นโง่ตามไปด้วย   ถ้าคุณอุดมฯ รวยจากการพูด ก็ไม่มีใครอิจฉา แต่ถ้าเอาเอาความรวยของคุณ มาช่วยคนจนบ้าง ผมจะชื่นชม

‘หมอชัย’ ยอมรับถูกทาบทามทำงานอื่น แต่ยังไม่มีสัญญาณเปลี่ยนโฆษกรัฐบาล

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/574262

07 พ.ค. 2567

15:25 น.

‘หมอชัย’ ยอมรับถูกทาบทามทำงานอื่น แต่ยังไม่มีสัญญาณเปลี่ยนโฆษกรัฐบาล

‘หมอชัย’ ยอมรับถูกทาบทามทำงานการเมืองอื่น ยังไม่มีสัญญาณเปลี่ยนโฆษกรัฐบาลจากนายกฯ หรือจากใคร ไม่ขอตอบรายละเอียดงานที่ถูกทาบทาม

นายชัย​ วัชรงค์​ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี​ กล่าวถึงกรณีที่มีกระแสข่าวเปลี่ยนตัวโฆษกรัฐบาลว่า​ ไม่ขอออกความเห็น เนื่องจากยังไม่ได้มีการสื่อสารอะไรมาถึงตน ไม่ว่าจากนายกฯ หรือจากใคร​ และไม่ขอแสดงความเห็นที่มีกระแสข่าวว่าจะมีการเปิดตัวว่าที่โฆษกรัฐบาลคนใหม่ โดยบอกเพียงว่า ไม่ทราบ

ขอให้สื่อมวลชนดูเอาเอง ตนก็เพิ่งแถลงข่าว ซึ่งตนก็ยังปฏิบัติหน้าที่ตามปกติ อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่า 2-3 เดือนที่ผ่านมามีการพูดคุยและชักชวน ให้ไปร่วมงานด้านอื่น ซึ่งเป็นเพียงแค่การออกความเห็นกันเท่านั้น ไม่ได้มีการทาบ ทามอย่างเป็นทางการแต่อย่างใด​ และไม่ได้มีอะไรซีเรียส

การทาบทามครั้งที่ผ่านมาเป็นการพูดคุยงานด้านใด นายชัย​ ยอมรับว่า เป็นงานด้านการเมือง แต่ไม่ขอบอกรายละเอียด และไม่ปฏิเสธว่ามีการทาบทาม และมีข้อเสนอบ้างบางอย่าง ซึ่งไม่สามารถเปิดเผยในรายละเอียดได้

เมื่อถามย้ำว่า ยังไม่ได้สนใจงานดังกล่าว แต่ยังสนใจทำงานโฆษกเช่นเดิมใช่หรือไม่ นายชัย กล่าวว่า ขออนุญาตไม่ตอบ และบอกไม่ได้ว่าใครเป็นคนทาบทาม แต่พูดตามความจริงว่ามีการพูดคุยกันบ้าง ซึ่งเป็นช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา ก่อนที่จะมีกระแสข่าวเปลี่ยนตัวโฆษกรัฐบาล และไม่ขอลงในรายละเอียดว่าเป็นงานที่ตนถนัดหรือไม่

ครม. ลดค่าไฟ ตรึงดีเซล – LPG ใช้งบ 8,300 ลบ.

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/574260

07 พ.ค. 2567

15:06 น.

ครม. ลดค่าไฟ ตรึงดีเซล - LPG ใช้งบ 8,300 ลบ.

ครม. เห็นชอบหลักการ ใช้งบ 8,300 ล้านบาท ลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานให้ประชาชน ตรึงดีเซล ไม่ให้เกิน 33 บาท/ลิตร , LPG ถัง 15 กก. ไม่เกิน 423 บาท , บ้านใช้ไฟไม่เกิน 300 หน่วย ให้ส่วนลดค่าไฟฟ้า 19.05 สตางค์/หน่วย

นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีวันนี้ มีมติให้ความเห็นชอบในหลักการมาตรการลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานให้แก่ประชาชน ตามที่กระทรวงพลังงาน (พน.) ได้นำเสนอ และมอบหมายให้ พน. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามมาตรการดังกล่าวตามอำนาจและหน้าที่ โดยให้เป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องโดยเร็ว

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า มาตรการลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานให้แก่ประชาชน เป็นมาตรการต่อเนื่องจากมาตรการเดิมที่จะสิ้นสุดลงในเดือนเมษายน 2567 เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อภาระค่าครองชีพของประชาชนและการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของประเทศ สรุปสาระสำคัญดังนี้

1. ตรึงราคาน้ำมันดีเซล ไม่ให้เกิน 33 บาท/ลิตร ระยะเวลาดำเนินการ 20 เม.ย. – 31 ก.ค. 2567 

2. ตรึงราคาขายปลีก LPG ที่ระดับ 423 บาท/ถังขนาด 15 กก. ระยะเวลาดำเนินการ 1 เม.ย. – 30 มิ.ย. 2567

3. ให้ส่วนลดค่าไฟฟ้า 19.05 สตางค์/หน่วย แก่ผู้ใช้ไฟฟ้าบ้านอยู่อาศัยที่ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 300 หน่วย/เดือน ระยะเวลาดำเนินการ พ.ค. – ส.ค. 2567 (4 เดือน)

คาดว่าจะใช้งบฯ สำหรับดำเนินทั้ง 3 มาตรการ รวมทั้งสิ้น 8,300 ล้านบาท ประกอบไปด้วย

– มาตรการด้านน้ำมันเชื้อเพลิง จำนวน 6,500 ล้านบาท

– ช่วยเหลือกลุ่มผู้ใช้น้ำมันดีเซลจำนวน 6,000 ล้านบาท

– ช่วยเหลือกลุ่มผู้ใช้ก๊าซ LPG จำนวน 500 ล้านบาท

– มาตรการด้านไฟฟ้า จำนวน 1,800 ล้านบาท

โดย ในที่ประชุม ครม. นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้การดำเนินการของมาตรการดังกล่าวพิจารณาใช้งบประมาณจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงก่อน ในส่วนที่เหลือค่อยขอรับจัดสรรจากงบฯ ปี 2567 งบกลาง ในรายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น

‘พิชิต’ ไหว้ขอโอกาสทำงาน พร้อมถูกสอบคุณสมบัติ

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/574258

07 พ.ค. 2567

14:51 น.

‘พิชิต’ ไหว้ขอโอกาสทำงาน พร้อมถูกสอบคุณสมบัติ

‘พิชิต ชื่นบาน’ ไหว้ขอโอกาสทำงาน ยืนยันมาอยู่ตรงนี้ได้ด้วยความสามารถ ไม่ใช้เส้นสายทักษิณ ตั้งเป้าฟื้นศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ ทำเนียบรัฐบาล

นายพิชิต ชื่นบาน รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีว่าวันนี้ที่ประชุมได้มอบหมายให้รับผิดชอบกำกับดูแล สำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี สำนักงานเลขาธิการนายกรัฐมนตรี สำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรี สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติราชบัณฑิตยสถาน องค์กรมหาชน และสำนักงานพัฒนาพิงคนคร ซึ่งจะทำหน้าที่ให้ดีที่สุด และขอยืนยันว่า ตนเองรักชาติไม่น้อยกว่าคนอื่น จะทำหน้าที่ให้บรรลุเป้าหมาย 

ส่วนตัวไม่ใช่คนใหม่ของที่นี่ ทำงานเป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีมา 6-7 เดือนแล้ว เข้าร่วมการประชุม ครม.ทุกนัดไม่เคยขาด จึงรับรู้ถึงนโยบายของรัฐบาลและความตั้งใจของ คณะรัฐมนตรีมาโดยตลอด อยากถามว่า ผมเคยมีปัญหาอะไรหรือไม่ วันนี้แค่เปลี่ยนเก้าอี้ ดังนั้นเรื่องงานไม่จำเป็นต้องเรียนรู้อะไร และยังคงนั่งทำงานในห้องเดิม โดยตั้งเป้าคิกออฟในการทำงานวันแรก ด้วยการพลิกฟื้นศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ทำเนียบรัฐบาลให้ดีขึ้นภายใน 30 วัน ภายใต้โครงการทำเนียบฯ ช่วยได้ ยินดีรับเรื่องร้องเรียนนำไปส่งให้กับหน่วยงานต้นน้ำ กลางน้ำปลายน้ำ และจะนำผลกลับมารายงาน 

“ผมขอประกาศว่าพิชิตพร้อมก้าวหน้า พร้อมเดินหน้า ทำงานเพื่อประเทศชาติและประชาชน ผมพิชิต ชื่นบาน รักประเทศชาติและประชาชนไม่น้อยกว่าคนอื่นหรอกครับผมยืนยัน สิ่งที่ทุกคนตั้งข้อสงสัยทุกคนมีอุบัติเหตุในชีวิตได้ แต่ 6-7 เดือนที่ผ่านมาสื่อให้พื้นที่ข่าวกับผมจำนวนมาก ผมว่าถ้าให้ความเป็นธรรมกับชีวิตผม ไปศึกษาเรื่องราวต่างๆ ให้ดีๆ พอก็จะทราบว่าเกิดอะไรขึ้น ถ้าผมเป็นคนไม่ดีอย่างที่มีการกล่าวหากัน คนที่ชื่อพิชิต ชื่นบาน จะไม่เดินเข้าทำเนียบรัฐบาล ชีวิตผมที่ผ่านมา 10 กว่าปีผมมั่นใจว่า ไม่ได้เป็นคนผิดไม่ได้เป็นคนชั่วร้าย อยู่มาได้ด้วยความรู้ความสามารถ ถ้ามาด้วยระบบเส้นสายผมยืนตรงนี้ไม่ได้หรอกครับ“ 

จากนั้นนายพิชิตได้ยกมือไหว้ขอโอกาสประชาชนในการทำงาน ส่วนตัวเคารพคนที่ตั้งข้อสังเกตในประเด็นต่างๆและได้ยื่นเรื่องให้แต่ละองค์กรตรวจสอบ จึงต้องรอฟังดุลยพินิจของแต่ละหน่วยงาน และทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการกฎหมาย

ส่วนที่มีหลายคนตั้งข้อสังเกตว่าที่ได้รับเลือกให้เป็นรัฐมนตรีเพราะเป็นคนของนายทักษิณชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี นายพิชิต กล่าวว่า ที่มายืนตรงนี้ได้ เพราะความรู้ความสามารถ ทุกคนสามารถคิดได้ แต่การบริหารราชการแผ่นดินไม่ใช่เรื่องของเส้นสายหรือเรื่องพวกพ้อง ขอให้สบายใจได้

ส่วนคำร้องที่ยื่นตรวจสอบคุณสมบัติจะกระทบไปถึงนายกรัฐมนตรีที่เป็นคนแต่งตั้งหรือไม่นั้น ต้องรอให้องค์กรต่างๆใช้ดุลพินิจ ตอนนี้ต้องทำหน้าที่ในฐานะรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ดูแลรัฐบาล ดูแลนายกรัฐมนตรี ให้ดีที่สุด ถ้าไม่มั่นใจว่าจะทำหน้าที่ตรงนี้ได้จะมายืนอยู่ตรงนี้ทำไม

เมื่อถามว่ากฤษฎีกาเคยตรวจสอบคุณสมบัติมาตรา 160 ใน (7)(8) ไปแล้ว กังวลเรื่องจริยธรรมหรือไม่ นายพิชิต กล่าวว่า กฤษฎีกาน่าจะตรวจสอบมาแล้วทุกเรื่องจากหลายๆหน่วยงาน ทั้งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือป.ป.ช. หรือกรมบังคับคดี ดังนั้นจากนี้ขอให้รอองค์กรต่างๆ วินิจฉัย แต่ผมมั่นใจความเป็นพิชิต ชื่นบาน ผมขอใช้ผลงานพิสูจน์ตัวเอง ตอนนี้ขอให้ความเป็นธรรมกับตัวเองดูจากผลงานที่จะทำ

‘นายกฯ’ ไม่รู้ ‘ทักษิณ’ แอบคุยชาติพันธุ์ เมียนมา แต่เชื่อว่าหวังดี

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/574250

07 พ.ค. 2567

13:40 น.

‘นายกฯ’ ไม่รู้ ‘ทักษิณ’ แอบคุยชาติพันธุ์ เมียนมา แต่เชื่อว่าหวังดี

‘นายกฯ’ ไม่รู้ ‘ทักษิณ’ แอบคุยชาติพันธุ์ เมียนมา แต่เชื่อว่าหวังดี ไม่สนประธานหอการค้ารวมตัวค้านขึ้นค่าแรง 400 ย้ำรัฐบาลชัดเจนเรื่องค่าแรง เพราะค่าครองชีพขึ้นไปไกล

หลังการประชุมคณะรัฐมนตรี นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงกระแสข่าว นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี  เข้าไปพูดคุยช่วยเจรจากับกลุ่มชาติพันธ์ุในเมียนมาว่า  ไม่ทราบว่ามีการไปเจรจาหรือไม่  ในส่วนกระทรวงการต่างประเทศและฝ่ายความมั่นคง มีการเข้าไปพูดคุยกับทุกกลุ่มอยู่แล้ว ซึ่งเป็นเรื่องในชั้นความลับและเป็นเรื่องที่ไม่อยากจะเปิดเผย ยืนยันต้องการให้เกิดสันติภาพในเมียนมา ประเทศไทยมีความชอบธรรมในการที่จะในการเป็นผู้นำในการเจรจา เพราะเรามีชายแดนติดกับเมียนมาเยอะ พร้อมยืนยันปฏิบัติตามกรอบอาเซียน และเรื่องของการให้ความช่วยเหลือด้านสิทธิมนุษยชนเป็นเรื่องสำคัญ ที่เราดูแลอยู่ตรงนี้

ส่วนที่นายทักษิณเข้าไปพูดคุยกับชนกลุ่มน้อย รัฐบาลจะเกิดความอึดอัด หรือไม่ที่นายทักษิณ ไปเจรจาคู่ขนาน นายกฯ กล่าวว่า “ผมไม่ทราบว่ามีการเข้าไปพูดคุยหรือเปล่า แต่ผมเชื่อมั่นว่าทุกท่านมีความหวังดีต่อประเทศ

สำหรับกรณีที่ประธานหอการค้า 76 จังหวัด ออกมาค้านการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 400 บาททั้งประเทศ  1 ตุลาคม 67 นายกฯ กล่าวว่า ตนเองชัดเจน เรื่องค่าแรง จริงๆ แล้วชีวิต ความเป็นอยู่ประชาชนฐานราก ที่เป็นเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ชีวิตความเป็นอยู่ของเขาเป็นเรื่องที่สำคัญ ที่บอก 10 ปีที่แล้ว ค่าแรงขั้นต่ำ วันนี้ขึ้นมาอยู่ที่ 340 -350 บาท 10 ปีขึ้นมา 10 กว่าเปอร์เซ็นต์ ค่าครองชีพขึ้นไปเท่าไหร่แล้ว และชื่นชม นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รมว.แรงงาน ที่มีความมุ่งมั่นที่จะผลักดันเรื่องนี้

นายกรัฐมนตรี เปิดเผยด้วยว่า ขอความร่วมมือหน่วยงานด้านความมั่นคงในการช่วยเหลือประชาชนที่ประสบภัยพายุฤดูร้อน ภัยแล้ง  โดยจะต้องจัดหากำลังพลเร่งขุดลอกคูคลอง เตรียมความพร้อมสำหรับทำเกษตรกรรม พร้อมเร่งจัดสรรพื้นที่ของหน่วยทหารที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์มาให้กับประชาชน  ถือเป็นเรื่องต่อเนื่องที่รัฐบาลนี้ได้ดำเนินการมาแล้ว โดยจะต้องจัดสรรให้ประชาชนเข้ามาประกอบอาชีพให้ได้ ตลอดจนจัดหาพื้นที่ศูนย์บำบัดยาเสพติดสำหรับผู้ติดยาเสพติด โดยเฉพาะกลุ่มที่มีอาการทางจิตที่ต้องการการบำบัดและช่วยเหลือ ดังนั้น หน่วยงานที่จะสามารถช่วยได้คือกองทัพที่มีหน่วยงานอยู่ในพื้นที่จำนวนมาก  โดยขอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม มารายงานความคืบหน้าในการประชุมคณะรัฐมนตรีสัปดาห์หน้า

ศึกนี้ยาว ‘เศรษฐา’ ถอย พท.รุก ‘แบงก์ชาติ’ นายใหญ่ปักธงรื้อกฎหมาย

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/574240

07 พ.ค. 2567

12:04 น.

ศึกนี้ยาว ‘เศรษฐา’ ถอย พท.รุก ‘แบงก์ชาติ’ นายใหญ่ปักธงรื้อกฎหมาย

พลิกตำนานปลด 4 ผู้ว่าฯแบงก์ชาติ หลังรัฐประหาร 2549 กลุ่มอนุรักษ์ นิยมแก้กฎหมาย ธปท. ทำให้ฝั่งการเมืองแทบจะปลดผู้ว่าฯไม่ได้

จุดเกิดเหตุ วิวาทะเพื่อไทย-แบงก์ชาติ รอบใหม่ในงานอีเวนต์ 10 เดือนไม่รอ สัปดาห์ที่แล้วจุดเกิดเหตุ วิวาทะเพื่อไทย-แบงก์ชาติ รอบใหม่ในงานอีเวนต์ 10 เดือนไม่รอ สัปดาห์ที่แล้ว

ศึกนี้ไม่จบ เศรษฐา ถอนฟืนจากไฟ ไม่ปลดผู้ว่าฯแบงก์ชาติ ย้อนปมเพื่อไทยจ้องรื้อกฎหมาย ธปท.ปี 51 จากยิ่งลักษณ์ถึงเสี่ยนิด

พลิกตำนานปลด 4 ผู้ว่าฯแบงก์ชาติ หลังรัฐประหาร 2549 กลุ่มอนุรักษ์ นิยมแก้กฎหมาย ธปท. ทำให้ฝั่งการเมืองแทบจะปลดผู้ว่าฯไม่ได้

สงครามเย็นระหว่างพรรคเพื่อไทย กับ เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ทะลักจุดเดือด เมื่ออุ๊งอิ๊ง แพทองธาร ชินวัตร เขย่าความเป็นอิสระของแบงก์ชาติ ทำให้เกิดแรงสะท้อนกลับไปที่พรรคเพื่อไทยอย่างรุนแรง

เมื่อวันที่ 6 พ.ค.2567 เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี จึงพยายามลดความร้อนแรง ด้วยการให้สัมภาษณ์สื่อที่ร้อยเอ็ด 2 ประเด็นคือ ไม่มีแนวคิดที่จะปลดผู้ว่าฯแบงก์ชาติ และไม่มีแนวคิดที่จะแก้ไขกฎหมาย ธปท.ปี 2551

ประเด็นร้อนเรื่องเพื่อไทยงัดแบงก์ชาติ ช่วงวันหยุดยาว เริ่มจาก อุ๊งอิ๊ง แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าพรรคเพื่อไทย วิ่งชนกำแพงวังบางขุนพรหมในงานอีเวนต์ใหญ่ของพรรคเพื่อไทย เมื่อวันที่ 3 พ.ค.2567

วาทะของลูกสาวเถ้าแก่ใหญ่ที่ว่า “กฎหมายพยายามให้ ธปท.เป็นอิสระจากรัฐบาล จึงเป็นอุปสรรคในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ” จึงถูกตีความว่า เพื่อไทย จะแก้ ไข พรบ.แบงก์ชาติ ปี 2551 ลดความเป็นอิสระ เปิดทางให้ฝั่งการเมืองแทรกแซงได้

อันที่จริง พรรคเพื่อไทย กับธนาคารแห่งประเทศไทย เป็นไม้เบื่อไม้เมากันมานาน สมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง สมัยโน้น ขัดแย้งเรื่องนโยบายดอกเบี้ยกับแบงก์ชาติ ถึงขั้นมีความคิดที่จะไล่ผู้ว่าฯแบงก์ชาติ พ้นตำแหน่ง 


ขณะที่ ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าฯแบงก์ชาติ ตอนนั้น ตั้งรับนิ่งสงบ และขุนคลังรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ก็ไม่กล้าปลดออกจากตำแหน่ง

ดังที่ทราบ ผู้ว่าฯแบงก์ชาติ มีภูมิคุ้มกันชั้นเยี่ยมคือ พรบ.ธนาคารแห่งประเทศไทย พ.ศ.2551 ที่มีการแก้ไขเพิ่มเติมหลายเรื่อง โดยเฉพาะการปลดผู้ว่าฯแบงก์ชาติ ทำได้ยากขึ้นกว่าในอดีต

ปีกอนุรักษนิยมปกป้อง


หลังรัฐประหาร 2549 รัฐบาลสุรยุทธ์ จุลานนท์ ตัวแทนปีกอนุรักษนิยม ได้เสนอแก้ไข พรบ.แบงก์ชาติ เมื่อเดือน ส.ค.2551

จากกฎหมายเดิมที่ให้อำนาจรัฐมนตรีคลัง เสนอปลดผู้ว่าการแบงก์ชาติได้ โดยไม่ต้องระบุเหตุผลหรือข้อหา จึงมีการปรับปรุงแก้ไข
 
ใน พรบ.ธนาคารแห่งประเทศไทย ฉบับปรับปรุงปี 2551 มาตรา 28/19 (4) ให้อำนาจรัฐมนตรีคลังเสนอคณะรัฐมนตรี ปลดผู้ว่าฯ แบงก์ชาติได้แต่จะต้องมีเหตุผลในการสั่งปลดคือ มีความประพฤติเสื่อมเสียอย่างร้ายแรง หรือทุจริตต่อหน้าที่

นอกจากนี้ ในมาตรา 28/19 (5) ได้ให้อำนาจคณะกรรมการแบงก์ชาติ เสนอรัฐมนตรีคลังสั่งปลดผู้ว่าฯแบงก์ชาติได้ด้วย หากมีความผิดบกพร่องในหน้าที่อย่างร้ายแรง หรือหย่อนความ สามารถ

สรุปว่า ตามกฎหมายใหม่ ฝั่งการเมืองแทบจะปลดผู้ว่าฯ แบงก์ชาติไม่ ได้เลย กรณีขัดแย้งเชิงนโยบาย อย่างรัฐบาลเศรษฐา กับผู้ว่าฯ แบงก์ชาติคนปัจจุบัน 


ปลด 4 ผู้ว่าฯแบงก์ชาติ

70 กว่าปีที่ผ่านมา มีความขัดแย้งอย่างรุนแรง ระหว่างแบงก์ชาติกับกระทรวงการคลัง จนถึงขั้นมีการปลดผู้ว่าฯ แบงก์ชาติ  4 คน จากทั้งหมด 20 คน

ผู้ว่าฯ แบงก์ชาติ ที่ถูกปลดออกจากตำแหน่ง 4 คนนั้น เกิดขึ้นตาม พรบ.แบงก์ชาติฉบับเก่า 

1.โชติ คุณะเกษม ผู้ว่าฯ แบงก์ชาติ คนที่ 6 ถูกปลด โดยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ นายกรัฐมนตรี ข้อหาพัวพันกรณีจ้างฝรั่งพิมพ์ธนบัตร

2.นุกูล ประจวบเหมาะ ผู้ว่าฯแบงก์ชาติ คนที่ 10 ถูกปลดโดยสมหมาย ฮุนตระกูล รัฐมนตรีคลัง สาเหตุมาจากความขัดแย้งเรื่องนโยบาย อาทิ นโยบายคุ้มเข้มสินเชื่อ และการเสนอตั้งสถาบันประกันเงินฝาก

3.กำจร สถิรกุล ผู้ว่าฯแบงก์ชาติ คนที่ 11 ถูกปลดโดย ประมวล สภาวสุ รัฐมนตรีคลัง สาเหตุมาจากปัญหาความขัดแย้งเรื่องอัตราดอกเบี้ย


4. ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล ผู้ว่าฯแบงก์ชาติ คนที่ 16 ถูกปลดโดยสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รัฐมนตรีคลัง สาเหตุมาจากความขัดแย้งเชิงนโยบายเรื่องค่าเงินบาท  

ดังนั้น การปลดผู้ว่าฯ แบงก์ชาติในยุคหลัง แทบจะเกิดขึ้นไม่ได้ เพราะกฎหมายฉบับใหม่ ปกป้องคุ้มครองผู้ว่าฯเต็มที่