‘อุ๊งอิ๊ง’ ย้ำ คิดถูกแล้ว ที่จัดตั้งรัฐบาลผสม

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/574037

03 พ.ค. 2567

12:30 น.

‘อุ๊งอิ๊ง’ ย้ำ คิดถูกแล้ว ที่จัดตั้งรัฐบาลผสม

พรรคเพื่อไทย จัดอีเวนต์ใหญ่ ‘10 เดือนที่ไม่รอ ทำต่อให้เต็ม 10’ ‘อุ๊งอิ๊ง’ ย้ำตัดสินใจถูกแล้ว ที่จัดตั้งรัฐบาลผสม ซัด ธปท. ถ้าไม่ให้ความร่วมมือรัฐบาล ลดเพดานหนี้ไม่ได้

พรรคเพื่อไทย จัดงาน ‘10 เดือนที่ไม่รอ ทำต่อให้เต็ม 10’ แสดงวิสัยทัศน์และความคืบหน้านโยบายต่างๆ ของพรรคเพื่อไทย หลังจากจัดตั้งรัฐบาลเข้าสู่เดือนที่ 9 พร้อมประกาศเป้าหมายการทำงานในอนาคต โดยภายในงาน มีนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี นางสาวแพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าพรรคเพื่อไทย คณะรัฐมนตรีสัดส่วนของพรรคเพื่อไทย กรรมการบริหารพรรค ผู้บริหารพรรค , สส. , ว่าที่ผู้สมัครนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดของพรรคเพื่อไทย และ บุคลากรของพรรค

พรรคเพื่อไทย จัดอีเวนต์ ‘10 เดือนที่ไม่รอ ทำต่อให้เต็ม 10’พรรคเพื่อไทย จัดอีเวนต์ ‘10 เดือนที่ไม่รอ ทำต่อให้เต็ม 10’

นางสาวแพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า  เราตัดสินใจถูกต้องมากที่จัดตั้งรัฐบาลผสมเมื่อ 10 เดือนที่แล้ว ปัญหาปัจจุบันที่หมักหมมไว้จากการปฏิวัติรัฐประหาร ทั้งระบบราชการที่โตเกินไป ความอืดอาดในการทำงาน โครงสร้างที่ไม่ทันต่อเหตุการณ์ที่เปลี่ยนไป เทคโนโลยี เศรษฐกิจ และภัยคุกคามทางความมั่นคงที่พัฒนาไปเร็วมาก รวมถึงภัยต่อเยาวชนชาติ จากยาเสพติด ทำให้ประชาชนของชาติอ่อนแอ ประชาชนขาดโอกาสในการทำมาหากิน เศรษฐกิจใต้ดินสูงเป็นประวัติการณ์

เพื่อไทยเป็นพรรคการเมืองที่มีประสบการณ์ในการบริหารประเทศมากที่สุด หากไม่เป็นแกนนำรัฐบาลผสม คงยากที่ปัญหาหมักหมมจะแก้ไขได้ กฎหมายพยายามจะให้ธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นอิสระจากรัฐบาล เรื่องนี้เป็นปัญหาและอุปสรรคในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ เพราะนโยบายการคลังถูกใช้งานข้างเดียวอย่างหนัก จนทำให้หนี้สูงขึ้นทุกปี จากการตั้งงบประมาณขาดดุล ถ้านโยบายการเงินที่บริหารโดยธนาคารแห่งประเทศไทยไม่ยอมเข้าใจและร่วมมือ ประเทศจะไม่มีทางลดเพดานหนี้ได้ 10 เดือนที่ผ่านมา เราใช้ความพยายามในการวิเคราะห์  เข้าใจ เพื่อแก้ปัญหาที่ยาก และซับซ้อน และก้าวเดินต่อในทุกมิติ เพราะเราเสียเวลาและโอกาสไปถึงเกือบ 2 ทศวรรษจากการรัฐประหาร  เรามั่นใจว่าเราทำได้ และจะทำให้ได้คะแนนเต็ม 10 ก่อนการเลือกตั้งครั้งหน้า

แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าพรรคเพื่อไทยแพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าพรรคเพื่อไทย

นางสาวแพทองธาร กล่าวว่า ในมิติทางเศรษฐกิจ  เริ่มต้นด้วยการเติมเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ เพราะเงินถูกดูดออกจากระบบไปมาก จึงเป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้เศรษฐกิจโตต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศในอาเซียน และค่าแรงที่เพิ่มขึ้นเป็น 400 บาท จะทำให้ทุกคนต้องปรับตัว เพิ่มผลผลิตจากความพอกินของพนักงาน พรรคเพื่อไทยจะผลักดันเศรษฐกิจในทุกมิติ ไม่ใช่แค่เติมเงินและเพิ่มค่าแรง แต่รวมไปถึงเม็ดเงินใหม่จากต่างประเทศจะเข้ามาจากการลงทุนและการสร้างโอกาสให้คนไทยทุกคน โดยการนำของนายกรัฐมนตรี เศรษฐา ทวีสิน 

ในมิติของการบริหารราชการแผ่นดิน จะเปลี่ยนจากรัฐบาลอุ้ยอ้าย อืดอาด ไม่โปร่งใส เป็นรัฐบาลดิจิทัล บริหารด้วยความรวดเร็ว โปร่งใสตรวจสอบการทำธุรกรรมต่างๆได้ และมี super app ในการบริการ ทุกมิติของภาครัฐ และเราจะปรับโครงสร้างกระทรวง ทบวง กรม ใหม่อีกครั้งหนึ่งเร็วๆ นี้ พร้อมจะแก้กฎหมายทางเศรษฐกิจอีกหลายฉบับ  ทั้งการยกเลิกกฎหมายล้าสมัย เขียนกฏหมายใหม่ให้ไทยกลับมาเป็น Hub ทั้งการบินและการเงิน ของอาเซียนให้ได้ ในด้านความมั่นคงและการต่างประเทศ จะผูกมิตรกับทุกมหาอำนาจ และยินดีให้ไทยเป็นที่เจรจาความขัดแย้งจากทุกฝ่าย 

พรรคเพื่อไทยจะเป็นพรรคการเมืองที่เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลที่มีศักยภาพ มีนโยบายที่ดี มีรัฐมนตรีที่เก่ง สร้างอนาคตให้ประเทศไทย และที่สำคัญ จะต้องสามารถผลักดันนโยบายให้เกิดขึ้นจริงในอนาคต แม้คู่แข่งพยายามทำลายความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อเรา ด้อยค่าในสิ่งที่เราทำ ซึ่งไม่ใช่เรื่องใหม่ ในสมัยไทยรักไทย เกิดวาทกรรม “30 บาทตายทุกโรค” แต่ทุกอย่างผ่านไป ด้วยการทำงานนโยบายสำเร็จ ผลงานเท่านั้นจะพิสูจน์ ไม่ใช่วาทกรรม หรือการใส่ความต่อว่าจากใคร เพราะ 30 บาทรักษาทุกโรคใช้ได้จริง และกำลังเดินหน้าพัฒนาครั้งใหญ่ในรอบ 20 ปี เป็น 30 บาทรักษาทุกที่

นางสาวแพทองธาร ยังได้ประกาศวิสัยทัศน์ พรรคเพื่อไทยในอนาคต จะเป็นพรรคการเมืองที่เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลที่มีศักยภาพ มีนโยบายที่ดี  สร้างอนาคตให้ประเทศไทย พร้อมเปิดตัว ทีม PTP Academy  อย่างไม่เป็นทางการ (Soft Launch) หน่วยงานพัฒนาศักยภาพบุคลากร สร้างองค์ความรู้ทางวิชาการ เปิดพื้นที่เชื่อมโยงการทำงานของพรรคกับหน่วยงานข้างนอก ซึ่งได้เริ่มดำเนินการแล้วระยะหนึ่ง มีการจัดอบรมเพิ่มองค์ความรู้ให้กับ สส.ของพรรค เพื่อให้การทำงานการเมืองมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น 

“พรรคเพื่อไทยจะครองสติ ไม่หวั่นไหว ไม่เล่นเกมส์โต้ตอบไปมาเพราะไม่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน เรามีอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบอยู่ในมือซึ่งกำลังลงมือทำ และเราทำได้ อย่างแน่นอน ในขณะที่นโยบายกำลังเดินไปข้างหน้า พรรคเพื่อไทยก็กำลังพัฒนาไม่หยุดยั้งเพื่ออนาคตของประเทศไทย  รัฐบาลเพิ่งปรับ ครม.  ซึ่งมีเสียงจากนักวิชาการหลายท่านที่น่าเชื่อถือได้ให้คำยืนยันว่า ถูกฝาถูกตัวมากที่สุด ทุกอย่างกำลังขับเคลื่อนไปข้างหน้า ไม่มีทางเลยที่เราจะแย่กว่าเดิม  เรารู้ว่าการทำงานให้บ้านเมืองนั้น เป็นงานที่ Thank Less and End Less ต้องทุ่มเทและไม่มีวันสิ้นสุด แต่เราเต็มใจที่จะทำ เพราะเราเป็นพรรคการเมืองแห่งการเปลี่ยนแปลงเพื่อความเจริญของประเทศ” นางสาวแพทองธาร กล่าว 

เกมลวง ‘คำรณวิทย์’ ไม่ทิ้งพี่ ขยี้ ‘ชาญ’ ชิงรุกยึด อบจ.ปทุมธานี

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/574029

03 พ.ค. 2567

11:32 น.

เกมลวง ‘คำรณวิทย์’ ไม่ทิ้งพี่ขยี้ ‘ชาญ’ ชิงรุกยึด อบจ.ปทุมธานี

ชิงลาออก คำรณวิทย์ รุกใหญ่ ไม่ทิ้งพี่ทักษิณ ขอลุยต่อในสีเสื้อกลุ่มคนรักปทุม ทุ่มสรรพกำลังถล่ม ชาญ พวงเพ็ชร์ ที่ขอโหนสีเสื้อนาย

อบจ.การละคร คำรณวิทย์ ทิ้งไพ่ลาออก รุกไล่ ชาญ พวงเพ็ชร์ เปิดชิงเมืองปทุมธานี คู่แข่งยังหาสีเสื้อใส่ไม่ได้ แต่แจ๊สพร้อมรบแล้ว

ปทุมธานีโมเดล มีแต่พวกไม่มีพรรค คำรณวิทย์ ไม่ทิ้งพี่ทักษิณ แต่ขอลุยต่อในสีเสื้อกลุ่มคนรักปทุม ดับข่าวลือส่งลูกชายสวมเสื้อสีส้ม


  
เช้าวันที่ 3 พ.ค.2567 พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง อดีตนายก อบจ.ปทุมธานี เปิดใจผ่านรายการเจาะลึกทั่วไทยอินไซด์ไทยแลนด์ว่า จะลงสมัครนายก อบจ.ปทุมธานี อีกครั้ง ในนามกลุ่มคนรักปทุม  บิ๊กแจ๊ส ยังปฏิเสธข่าวกรณี ร.ต.อ.ตรีลุพธ์ ธูปกระจ่าง นายกเทศมนตรีนครรังสิต จะลาออกมาลงสมัครนายก อบจ.ปทุมธานี ในนามพรรคก้าวไกล

สรุปว่า สาเหตุที่ พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ชิงลาออกจากตำแหน่งนายก อบจ.ปทุมธานี พร้อมกับเพื่อนนายก อบจ.อีก 2 คนคือ พล.ต.อ.สมศักดิ์ จันทะพิงค์ นายก อบจ.นครสวรรค์ และ กำนันตี๋-สุรเชษฐ์ นิ่มกุล นายก อบจ.อ่างทอง ก็เป็นกลเกมชิงความได้เปรียบทางการเมืองเท่านั้นเอง
 

เนื่องจากคู่แข่งของ 3 นายก อบจ.ดังที่กล่าวมาข้างต้น ยังไม่มีความพร้อม 100% และการลาออกกลางคันแบบนี้ กกต.ต้องจัดเลือกใหม่ภายใน 60 วัน

สำหรับเมืองปทุมธานี คู่แข่งของ พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ที่เปิดหน้าหาเสียงมานานหลายเดือนแล้วคือ ชาญ พวงเพ็ชร์ อดีตนายก อบจ.ปทุมธานี 3 สมัย


เมื่อวันที่ 3 ธ.ค. 2566 ชาญ พวงเพ็ชร์ ได้เปิดตัวอย่างไม่เป็นทางการผ่านรูปแบบการจัดงานขึ้นบ้านใหม่ของ นายกป้อม-สุริยะ ภิรมย์พร้อม นายก อบต.ลาดหลุมแก้ว ภายในงานมีการเลี้ยงโต๊ะจีน 3,000 โต๊ะ แถมเจ้าภาพตัวจริง ยังเชิญ อุ๊งอิ๊ง แพทองธาร ชินวัตร และภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ ไปร่วมงานด้วย

ส่วนพรรคก้าวไกล ปทุมธานี ได้เตรียมการสรรหาผู้สมัครนายก อบจ.ปทุมธานีไว้แล้ว แต่ยังรอการเปิดตัวอย่างเป็นทางการในเร็ววันนี้


กองหนุนแจ๊ส

การเลือกตั้ง สส.ปทุมธานี ปีที่แล้ว มีคำถามมากมายเกี่ยวกับบทบาทของบิ๊กแจ๊ส-พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ว่าจะอยู่ข้างพรรคเพื่อไทย และพรรคภูมิใจไทย เพราะมีคนใกล้ชิดบิ๊กแจ๊ส ไปลงสมัคร สส.ทั้งสองพรรค

อย่างไรก็ตาม บิ๊กแจ๊สกล่าวต่อหน้าคนเสื้อแดงปทุมธานีอยู่เสมอว่า ‘ไม่มีวันทิ้งพี่ทักษิณ’ และทุกวันนี้ บิ๊กแจ๊สก็ยังติดต่อพูดคุยกับพี่ทักษิณได้เหมือนเดิม

เลือกตั้ง นายก อบจ.ปทุมธานี สมัยที่แล้ว พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ลงสนามในนาม ‘กลุ่มคนรักปทุม’ ใช้แผนแจ๊สโมเดล มีแต่พวกไม่มีพรรค คือไม่สวมเสื้อเพื่อไทย แสวงหาพันธมิตรนักการเมืองท้องถิ่น อดีต สส.หลายพรรค 

ชาญ พวงเพ็ชร์ เข้าขอพรทักษิณ ในวันสงกรานต์ ผ่านเครือข่ายเจ๊แดง เยาวภาชาญ พวงเพ็ชร์ เข้าขอพรทักษิณ ในวันสงกรานต์ ผ่านเครือข่ายเจ๊แดง เยาวภา

ปัจจุบัน บิ๊กแจ๊ส มีขุมกำลังที่จะต่อสู้ในสนามเลือกตั้งท้องถิ่น ทั้งกลุ่มบ้านใหญ่ ,อดีต สส.ปทุมธานี ,อดีตผู้สมัคร สส.ปทุมธานี และสมาชิกสภา อบจ.ปทุมฯ 

1.สมาชิกสภา อบจ.ปทุมธานี กลุ่มคนรักปทุม ประมาณ 15 คน เป็นแกนหลักของบิ๊กแจ๊ส

2.จ่ายุทธ คลองสาม หรือ ยุทธศักดิ์ ชูประเสริฐ ที่ปรึกษาพิเศษนายก อบจ.ปทุมธานี และอดีตผู้สมัคร สส.ปทุมธานี พรรคเพื่อไทย

3.เฮียเหน่ง รังสิต หรือ สมศักดิ์ เกียรติพัฒนาชัย เป็นผู้ประกอบการรถตู้รายใหญ่ในรังสิต และแกนนำคนเสื้อแดงรังสิต

4.โต นวนคร หรือ สิระพงษ์ สิริโพธินันท์ ประธานกรรมการ บริษัท ชัย คอร์ปอเรชั่น จำกัด ผู้สนับสนุนพรรคก้าวไกลในพื้นที่ อ.คลองหลวง

5.กลุ่มอดีต สส.ปทุมธานี และอดีตผู้สมัคร สส.ปทุมธานี พรรคภูมิใจไทย 3-4 คน

กองหนุนชาญ


ชาญ พวงเพ็ชร์ เติบโตมาในร่มเงาของตระกูลหาญสวัสดิ์ และได้รับเลือกตั้งเป็นนายก อบจ.ปทุมธานี สมัยแรกปี 2548 ในนามกลุ่มปทุมรักไทย ที่มี สส.ปทุมธานี พรรคไทยรักไทย ให้การสนับสนุน

ตอนหลัง ชาญแยกตัวออกจากบ้านใหญ่ปทุมธานี ไปสวามิภักดิ์บ้านใหญ่บุรีรัมย์ แต่ปีที่แล้ว ชาญ พวงเพ็ชร์ หันหลังให้ค่ายภูมิใจไทย และช่วยผู้สมัคร สส.ปทุมธานี ค่ายเพื่อไทย

กองหนุนของชาญ พวงเพ็ชร์ ส่วนใหญ่เป็นนักการเมืองท้องถิ่น และมีอดีต สส.ปทุมธานี เป็นพี่เลี้ยงคนสำคัญ

1.เสี่ยฮะ-สุรพงษ์ อึ้งอัมพรวิไล อดีต สส.ปทุมธานี เพื่อไทย และที่ปรึกษา รมช.คมนาคม (สุรพงษ์ ปิยะโชติ) 

2.ศุภชัย นพขำ อดีต สส.ปทุมธานี เพื่อไทย และผู้ช่วยเลขานุการ รมว.มหาดไทย(เกรียง กัลป์ตินันท์) 

3.มนัสนันท์ หลีนวรัตน์ สส.ปทุมธานี พรรคเพื่อไทย เขต 5 เป็น สส.สีแดงคนเดียว กลางดง สส.สีส้มเมืองปทุมฯ

4.เอกพจน์ ปานแย้ม นายกเทศมนตรีเมืองคลองหลวง อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี ซึ่งเอกพจน์เคยเป็น สส.ปทุมธานี 3 สมัย

สุดท้ายก็ต้องลุ้นว่า นายใหญ่จะให้ชาญ พวงเพ็ชร์ สวมเสื้อเพื่อไทย ลงสนามนายก อบจ.ปทุมธานีหรือไม่

‘เศรษฐา’ ฟื้นรายการ ‘นายก พบประชาชน’ เร็วๆ นี้

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/574026

03 พ.ค. 2567

10:15 น.

‘เศรษฐา’ ฟื้นรายการ ‘นายก พบประชาชน’ เร็วๆ นี้

‘เศรษฐา’ ฟื้นรายการ ‘นายก พบประชาชน’ ตอนนี้อยู่ระหว่างเตรียมรูปแบบรายการ ยื่นตรวจสอบคุณสมบัติ ‘พิชิต ชื่นบาน’ ให้เป็นไปตามกฏหมาย ขออย่ามองกระทรวงเกษตรฯ ถูก พปชร. ยึด

นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการจัดรายการนายกฯ พบประชาชน ซึ่งมีรายงานว่าจะมีกำหนดจัดขึ้นเดือนละ 1 ครั้ง ผ่านทางสถานีโทรทัศน์ NBT สถานีวิทยุ อสมท. ช่องทางโซเชียลมีเดีย และสื่อออนไลน์ จะเริ่มออกอากาศครั้งแรกวันที่ 11 พฤษภาคม ว่า ไม่แน่ใจว่าจะใช้ชื่อรายการว่าอะไร แต่จะเป็นการสื่อสารกับประชาชนอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งจะต้องพิจารณาอีกครั้ง ขณะนี้อยู่ในช่วงการเตรียมการ ส่วนจะเป็นการจัดนอกสถานที่หรือไม่นั้น จะมีการปรับเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ไม่ให้เกิดความน่าเบื่อ เพราะตนเองก็มีการลงพื้นที่อยู่เรื่อยๆ แล้วแต่สถานการณ์ ซึ่งลักษณะรายการจะเป็นการพูดคุยแบบสบายๆ เป็นกันเอง และยังไม่ทราบว่าจะเป็นรายการสดหรือการบันทึกเทป ขอให้เจ้าหน้าที่ได้เตรียมการก่อน

สำหรับกรณีที่เครือข่าย คปท. ยื่นคำร้องต่อ กกต. ขอให้ตรวจสอบคุณสมบัติของรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ของนายพิชิต ชื่นบาน นายกฯ บอกว่าก็ต้องติดตามกันต่อไป คิดว่าเรามีการตรวจสอบคุณสมบัติว่าที่รัฐมนตรีทุกคนอยู่แล้ว และสุดท้ายแล้วอาจถึงขั้นส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย นายกฯ บอกว่า ไม่ทราบเรื่องขั้นตอนส่วนนี้ แต่หากมีการส่งก็คงต้องส่ง แต่ต้องให้โอกาสคนที่ถูกพาดพิงด้วยเหมือนกัน ยืนยันทุกอย่างเป็นไปตามกฎหมาย และย้ำว่าไม่กังวล ในฐานะเป็นผู้เสนอชื่อ

ส่วนที่มีการตั้งข้อสังเกตว่ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ถูกคุมโดยพรรคพลังประชารัฐแบบเบ็ดเสร็จ นายกฯ บอกว่า อย่าไปมองว่าเป็นกระทรวงของใคร หรือของพรรคการเมืองไหน และใครจะเป็นรัฐมนตรี เราทำงานในพรรคร่วมเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน มีการประสานงานพูดคุยกันตลอด ระหว่างรัฐมนตรีและ สส. ในพื้นที่ มีการร้องเรียนแจ้งให้ทราบถึงปัญหา โครงการที่ควรจะทำทั้งหลาย “เราเป็นรัฐบาลเดียวกัน เราทำเพื่อพี่น้องประชาชน อย่ามองว่าพรรคไหนเลยดีกว่า” 

นายเศรษฐา ยังกล่าวถึงกำหนดวันพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2568 โดยคาดว่า จะมีการเปิดประชุมสมัยวิสามัญ เพื่อพิจารณาราววันที่ 4-6 มิถุนายน 2567 ซึ่งถือว่าเป็นวาระพิเศษ

เล่าละเอียดยิบ นาที ‘อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม’ แจ้งลาออก คาดเกิดแรงกดดัน

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/574007

02 พ.ค. 2567

18:20 น.

เล่าละเอียดยิบ นาที 'อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม' แจ้งลาออก คาดเกิดแรงกดดัน

‘ประธาน กมธ.อุตสาหกรรม’ เล่านาที ‘จุลพงษ์ ทวีศรี’ แจ้งลาออก เผยที่ประชุมตกใจกันหมด คาดเกิดแรงกดดัน แต่ไม่รู้จากไหน

นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ ประธานคณะกรรมาธิการการอุตสาหกรรม (ปธ.กมธ.อก) และสส.จังหวัดราชบุรี เขต 4 พรรครวมไทยสร้างชาติ เปิดเผยถึงกรณีที่ นายจุลพงษ์ ทวีศรี อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม แจ้งลาออกในที่ประชุมคณะกมธ.อก.ว่า เรื่องนี้ไม่ควรพูดว่า นายจุลพงษ์ มาประกาศลาออกในที่ประชุมกมธ.อก. แต่เนื่องจากในที่ประชุมมีการพูดคุยถึงปัญหาในการสอบหาข้อเท็จจริง 

ขณะเดียวกันตนในฐานะประธานคณะกมธ.อก. ต้องมีการขอเอกสาร ขอความร่วมมือในการดำเนินการ รวมถึงต้องมีการสั่งด้วยเอกสาร เพื่อการประชุมครั้งหน้าในเรื่องการติดตามผล โดยขอให้อธิบดีกรมโรงงานเตรียมข้อมูลอะไรมาชี้แจงเพิ่มเติมบ้าง ในเรื่องเกี่ยวกับเหตุไฟไหม้โรงงานในจังหวัดระยองและกรณีการขนย้ายกากแคดเมียม ตามข้อแนะนำของประธานและข้อท้วงติงของคณะกมธ.อก. 


นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์

นายอัครเดช เล่าว่า พอเสร็จการหารือและเป็นช่วงท้ายของการสรุปประชุม นายจุลพงษ์ เหมือนจะแจ้งให้ตนทราบว่า สิ่งที่ขอไปนั้นในการประชุมครั้งหน้า ท่านไม่ได้มาเข้าร่วมประชุมแล้ว และไม่สามารถมาแจ้งข้อมูลหรือไม่สามารถมาทำหน้าที่ให้ตนตามที่ขอไปในฐานะประธานกมธ.อก.ได้แล้ว เพราะได้ลาออกจากอธิบดีกรมโรงงาน เมื่อสักครู่นี้ (วันที่ 1 พ.ค.) ตอนนั้นตนเองอยู่ในห้องประชุมก็ตกใจ เพราะตลอดระยะเวลาในการประชุมตั้งแต่ช่วงบ่ายโมงจนถึงช่วงค่ำ ก็ไม่มีวี่แววว่านายจุลพงษ์จะลาออก

ขณะเดียวกันตนเองก็ได้หันสอบถามท่านปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม นายณัฐพล รังสิตพล ซึ่งนั่งอยู่ติดกันกับอธิบดีกรมโรงงานว่า ท่านปลัดได้ยับยั้งการลาออกของท่านอธิบดีหรือไม่ ท่านบอกว่า ท่านก็พึ่งรับทราบเดี๋ยวนี้ และท่านก็ไม่ได้ตอบอะไรมา เพราะท่านปลัดเองก็ยังตกใจอยู่เหมือนกัน และตนเองก็รู้สึกเสียดายในการลาออกของนายจุลพงษ์ เพราะทำงานร่วมกัน ในฐานะที่ตนเป็นประธานกรรมาธิการอุตสาหกรรม ที่ผ่านมานายจุลพงษ์ก็ให้ความร่วมมือมาตลอด และทราบว่าเป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถในเรื่องของกรมโรงงานและยังเป็นลูกหม้อ เป็นคนหนึ่งที่ตั้งใจในการทำงาน และเมื่อวานตนได้บอกให้ไปทบทวนใหม่เรื่องลาออกใหม่ แต่นายจุลพงษ์บอกว่าได้ยื่นลาออกไปแล้ว ซึ่งตนก็เคารพการตัดสินใจ   

ส่วนสาเหตุการลาออกนั้น นายจุลพงษ์ไม่ได้ให้เหตุผลว่าเพราะอะไร แต่เนื่องจากเราก็ทราบแต่เพียงว่า เหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับกรมโรงงานช่วงนี้เกิดขึ้นเยอะมาก จึงอาจเกิดภาวะแรงกดดันและทำให้เกิดความคาดหวังจากที่พี่น้องประชาชนและสังคม มาที่ตัวท่านมากเป็นพิเศษในช่วงนี้ ส่วนจะมีแรงกดดันจากไหนตนไม่ทราบ
 

สำหรับปัญหาต่างๆ นายอัครเดช ระบุว่า เลยจากปัญหาของกรมโรงงานไปแล้ว เพราะเป็นปัญหาหมักหมมมานานหลายปี ก่อนที่นายจุลพงษ์จะเข้ามารับตำแหน่ง อันนี้คือข้อเท็จจริง ซึ่งเป็นปัญหาทั้งข้อกฎหมาย ปัญหาเรื่องงบประมาณ รวมทั้งปัญหาที่เกิดขึ้นใหม่ ดังนั้นการแก้ปัญหานี้ได้ไม่ใช่อยู่ที่อธิบดีกรมโรงงานเพียงกรมเดียวแล้ว ต้องมีการบูรณาการร่วมกับอีกหลายหน่วยงาน

“อย่างที่ท่านนายกรัฐมนตรี ที่ท่านได้สั่งการนั้นถูกต้องแล้ว คือต้องบูรณาการกันหลายหน่วยงาน ซึ่งปัญหาอยู่เหนือระดับอธิบดีมาควบคุม ในการแก้ไขปัญหาให้พี่น้องประชาชน ทั้งเรื่องกากแคดเมียม และเรื่องโรงงานไฟไหม้ ดังนั้นปัญหาจากนี้ไป เราก็จะพยายามแก้ไขปัญหาดังกล่าวให้รวดเร็ว และหาทางป้องกัน โดยต้องแบ่งเป็นระยะสั้น  ระยะกลาง และระยะยาว เพราะการแก้กฎหมาย ไม่สามารถแก้ได้ภายในเดือนหรือสองเดือน มันต้องใช้ระยะเวลาพอสมควร และในฐานะที่เราเป็นฝ่ายนิติบัญญัติ เรามุ่งมั่นแก้กฎหมายให้สำเร็จ เพราะเป็นหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติ” นายอัครเดช กล่าว

เล่าละเอียดยิบ นาที \'อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม\' แจ้งลาออก คาดเกิดแรงกดดัน

ล้มบ้านใหญ่ ‘ธนาธร’ ลุย สจ.ปั้น ‘ทุนสีส้ม’ กรุยทางโค่นคุณปลื้ม

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/573995

02 พ.ค. 2567

16:31 น.

ล้มบ้านใหญ่ ‘ธนาธร’ ลุย สจ.ปั้น ‘ทุนสีส้ม’ กรุยทางโค่นคุณปลื้ม

กลเกมสีส้ม เปิดตัว มนตรี แสนเวียงจันทร์ นักธุรกิจอสังหาฯ 4 พันล้านลงสนามท้องถิ่นเล็กๆ แต่เล่นใหญ่ ท้ารบบ้านใหญ่ตระกูลคุณปลื้ม

ออกสตาร์ท ธนาธร รุกท้องถิ่นเมืองชล ปั้นทุนสีส้ม ลุยเลือกซ่อม สจ.ชลบุรี ท่ามกลางข้อกังขา เกมไต่บันไดดาว สู่เป้าหมายนายก อบจ.

เปิดตัว มนตรี แสนเวียงจันทร์ นักธุรกิจอสังหาฯรายใหญ่ สวมเสื้อส้มลงสนามท้องถิ่นเล็กๆ แต่เล่นใหญ่ ท้ารบบ้านใหญ่ตระกูลคุณปลื้ม สมรภูมิเลือกตั้งขนาดเล็ก แต่คนดังลงสนามในชั่วโมงนี้ ต้องยกให้การเลือกตั้งซ่อม ส.อบจ.ชลบุรี อ.ศรีราชา เขต 5 ซึ่ง กกต.กำหนดให้วันอาทิตย์ที่ 2 มิ.ย.2567 เป็นวันเลือกตั้ง

ในวันศุกร์ที่ 3 พ.ค.2567 ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า จะไปเปิดการปราศรัยช่วยผู้สมัคร ส.อบจ.ของคณะก้าวหน้า ที่ตลาดวรกิจ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี เวลานี้ก็มี มนตรี แสนเวียงจันทร์ เบอร์ 1 ผู้สมัคร ส.อบจ. คณะก้าวหน้า เป็นคนเดียวที่ออกหาเสียง และเหมือนแข่งกับตัวเอง  

พื้นที่เลือกตั้งเขต 5 อ.ศรีราชา ประกอบด้วย ต.บึง และ ต.บ่อวิน โดยการเลือกตั้ง ส.อบจ.ชลบุรี ปี 2563 รุจิภาส ทรัพยา ได้รับการเลือกเป็น สจ.เขตนี้

กลางเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา สจ.ระ หรือรุจิภาส ทรัพยา ได้ลาออกจากตำแหน่ง ส.อบจ.ชลบุรี จึงต้องมีการเลือกตั้งซ่อม  กล่าวสำหรับ มนตรี แสนเวียงจันทร์ อาจเป็นคนหน้าใหม่ในวงการเมือง แต่ในภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ภาคตะวันออก เขาคือเบอร์ต้นๆ ในฐานะกรรมการผู้จัดการบริษัท แสนมณี พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด 

เสี่ยมนตรี ตัดสินใจเล่นการเมืองท้องถิ่นเป็นครั้งแรกในชีวิต โดยส่วนตัวเขารู้จักทั้ง ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ และสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ 

กลเกมเลือกตั้งสีส้ม

มีรายงานข่าวจากสื่อท้องถิ่นชลบุรี กรณีมนตรี แสนเวียงจันทร์ ลงสมัครรับเลือกตั้ง ส.อบจ.ชลบุรี อ.ศรีราชา เขต 5 มีการจับกลุ่มพูดคุยกันอย่างกว้างขวาง เนื่องจาก นายก อบจ. และสภา อบจ.ชลบุรี จะหมดวาระในวันที่ 20 ธ.ค.2567 ซึ่งเหลือเวลาในการทำงาน 8-9 เดือน แต่เหตุใด รุจิภาส ทรัพยา จึงลาออกจาก ส.อบจ.ชลบุรี

ปี 2563 รุจิภาส ทรัพยา ลงสมัคร ส.อบจ.ชลบุรี อ.ศรีราชา เขต 5 ในนามคณะคณะก้าวหน้าเปลี่ยนชลบุรี ซึ่งเวลานั้น ธนาธร จับมือกับเฮียเป้า จิรวุฒิ สิงห์โตทอง ร่วมทีมกันส่งทั้งนายก อบจ. และสภา อบจ. ด้วยเหตุนี้ จึงมีกลุ่มการเมืองท้องถิ่นในชลบุรีมองว่า การที่ มนตรี แสนเวียงจันทร์ ลงเลือกซ่อม ส.อบจ.ชลบุรี ในครั้งนี้ ก็หวังจะได้เป็น ส.อบจ.เป็นบันไดขั้นแรก เพื่อกรุยทางสู่สนามนายก อบจ.

หากทางพรรคก้าวไกล ต้องการส่งมนตรีลงสมัครรับเลือกตั้งนายก อบจ.ชลบุรี ในช่วงต้นปี 2568 ก็จะใช้คุณสมบัติเคยเป็นสมาชิกสภาจังหวัด ลงสมัครรับเลือกตั้งได้เลย

เสี่ยมนตรี ลุยสนาม สจ. หวังไปต่อสนามใหญ่ นายก อบจ.ชลบุรี ปี 2568เสี่ยมนตรี ลุยสนาม สจ. หวังไปต่อสนามใหญ่ นายก อบจ.ชลบุรี ปี 2568

ขณะนี้ พรรคก้าวไกลยังไม่ได้เปิดตัวว่า จะส่งใครลงสมัครนายก อบจ.ชลบุรี ซึ่งต้องเจอคู่แข่งอย่าง วิทยา คุณปลื้ม นายก อบจ.ชลบุรี หลายสมัย ในนามกลุ่มเรารักชลบุรี 

ศึกเลือกตั้งท้องถิ่นชลบุรี ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หมายมั่นปั้นมือจะต้องโค่นบ้านใหญ่ตระกูลคุณปลื้มให้ได้ หลังจากสมัยที่แล้ว ส่งลูกสาวเฮียเป้าลงสนาม แล้วพ่ายวิทยาแบบไม่ได้ลุ้น


ไร้ปริญญาแต่มี 4 พันล้าน

เมื่อหลายปีก่อน คนแถวภาคตะวันออกคงเคยผ่านตาหนังสือชื่อ ‘จากเด็กแย่งข้าวหมา..สู่อสังหาฯ 4,000 ล้าน! มนตรี แสนเวียงจันทร์ กับแรงบันดาลใจสุดปัง’  หนังสือเล่มนี้ มนตรี แสนเวียงจันทร์ ลงมือเขียนประวัติตัวเอง จบ ม.6 ทิ้งเส้นทางการเรียน ไร้ต้นทุน ไร้ปริญญา แต่สร้างอาณาจักรแสนมณี พร็อพเพอร์ตี้ มูลค่ากว่า 4 พันล้านสำเร็จ

เหนืออื่นใด สมพร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานกรรมการบริหารไทยซัมมิท กรุ๊ป และมารดาธนาธร ได้เขียนคำนิยมให้หนังสือของเสี่ยมนตรีด้วย

หากพิจารณาจากเส้นทางชีวิตเสี่ยมนตรี การตัดสินใจเล่นการเมืองท้องถิ่น คงไม่มุ่งหวังแค่เป็น สจ.ตัวเล็กในสภา อบจ.ชลบุรี เป็นแน่

เชื่อว่า เสี่ยมนตรีต้องการลงสมัครนายก อบจ.ชลบุรี และการลงสมัคร ส.อบจ.ชลบุรี อ.ศรีราชา หวังผลเป็น สจ. เพื่อยื่นขอสมัครนายก อบจ. ในโอกาสต่อไป

ทุนสีส้มเมืองชล ได้ส่งสัญญาณไปถึงบ้านใหญ่เมืองชลตระกูลคุณปลื้ม รวมถึงบ้านใหม่เสี่ยเฮ้ง สุชาติ ชมกลิ่น เจอกันแน่ศึกนายก อบจ.ชลบุรี

ทอ. เตรียมซื้อเครื่องบิน 4 ลำ 19,000 ลบ.

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/573983

02 พ.ค. 2567

14:42 น.

ทอ. เตรียมซื้อเครื่องบิน 4 ลำ 19,000 ลบ.

กองทัพอากาศ จัดซื้อเครื่องบิน 4 ลำ 19,000 ลบ. บรรจุในงบปี 68 รวมจัดฝูงบินรบได้ปี 72 มอบสนามงูคืนสนามบินดอนเมือง อาจเรียกค่าชดเชย 3,000 ล้าน แค่คำนวนระยะยาว

พลอากาศเอก พันธุ์ภักดี พัฒนกุล ผู้บัญชาการทหารอากาศ กล่าวถึงการจัดซื้อเครื่องบินรบฝูงใหม่ จำนวน 4 ลำ วงเงิน 19,000 ล้านบาท งบผูกพัน 4 ปี ได้ถูกบรรจุในงบประมาณ 2568 แล้ว ผ่านการอนุมัติของ ครม. และอยู่ระหว่างดำเนินการในขั้นตอนต่อไป ส่วนการเลือกแบบ อยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการ แต่เชื่อว่าประมาณกลางเดือนมิถุนายนจะมีความชัดเจน โดยในเดือนพฤษภาคมจะทำ workshop ของเครื่องบินทั้ง 2 แบบ (กริพเพน จากสวีเดน และ ตระกูล F จากสหรัฐฯ) ซึ่งจะต้องทำด้วยความรอบคอบ ระมัดระวัง เพราะถือเป็นโอกาสเดียวในการจัดหา ซึ่งใช้งบประมาณค่อนข้างสูง เพื่อให้ได้ของที่ดีที่สุด

ส่วนที่กองทัพเรือเคยเสนอจัดซื้อเรือฟริเกตของกองทัพเรือ แล้วยังถูกตีตกในชั้นคณะกรรมาธิการฯ งบปี 2567 ผบ.ทอ. กล่าวว่า ในส่วนกองทัพอากาศมีเหตุผลและความจำเป็นที่ได้ชี้แจงเมื่อ 3 ปีที่แล้ว และมีการขยับการจัดซื้อจัดหา หากมีเหตุผลที่จำเป็นมากกว่าก็ต้องยอมรับ แต่ในส่วนของความมั่นคงเราต้องทำหน้าที่ให้ดีที่สุด ในการที่จะปกป้องงบประมาณที่จะมาดูแล ในการทำหน้าที่ตามบทบาท ความรับผิดชอบของกองทัพอากาศ โดยในปี 2572 เป็นต้นไป กองทัพอากาศจะทยอยปลดประจำการเครื่องบินเป็นจำนวนมากจาก 6 ฝูงบิน อาจจะเหลือแค่ 3 ฝูงบิน และมีฝูงบินรบหลักเหลือเพียง 2 ฝูงบินเท่านั้น คือที่กองบิน 7 จ.สุราษฎร์ธานี กับกองบิน 4 จ.นครสวรรค์ เพราะกองบิน 1 จะต้องทยอยปลด ในปี 2572 เป็นต้นไป

ผบ.ทอ. ยังกล่าวต่อว่า ถ้าหากดูตามไทม์ไลน์ เราจัดหาในปี 2568 ซึ่งอาจจะช้าไปแล้วด้วย 4+4+4 รวม 12 เครื่อง ครบ 1 ฝูง กว่าจะเรียบร้อยเข้ามาประจำการอาจใช้เวลานาน หลังปี 2572 เป็นต้นไปจะต้องทยอยเอาเครื่องบินรบเข้าประจำการในกองบิน 1 ซึ่ง 4 เครื่องแรก ที่จะจัดซื้อในปีงบประมาณ 2568 ยังรับประกันไม่ได้ว่าจะเข้าประจำการ ภายในปี 2572 เพราะต้องมีการฝึก การรับเครื่องบิน รวมถึงการฝึกพร้อมรบ เพื่อให้นักบินพร้อมปฏิบัติภารกิจ อย่างน้อยที่สุดหากเราได้จัดหาเครื่องบินมาภายในปี 2568 ปลายปี 2572 อาจทำให้กองทัพอากาศมีความพร้อมรบได้ในระดับหนึ่ง

พลอากาศเอก พันธุ์ภักดี ยังกล่าวถึงการนำสนามกอล์ฟกานตรัตน์ หรือสนามงู ให้การท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย หรือ ทอท. ไปพัฒนาต่อยอดตามนโยบายของรัฐบาลว่า ตนได้ไปพูดคุยกับ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกฯ และ รมว.คมนาคม รวมถึงผู้ที่เกี่ยวข้อง หากใช้ประโยชน์สนามกอล์ฟกานตรัตน์ได้ กองทัพอากาศก็ยินดีสนับสนุน และทางนายกรัฐมนตรีได้ให้ความกรุณาในการหารือกับ ทอท. ว่าควรที่จะให้ค่าชดเชยให้กับกองทัพอากาศ

สำหรับค่าใช้จ่ายก็ยังต้องหารือร่วมกัน ว่าจะต้องเป็นจำนวนเงินเท่าใด คงไม่ใช่ 3,000 ล้านบาท อย่างที่เป็นข่าว เป็นเพียงประมาณการว่าค่าชดเชยต่อปีเท่าไร เช่นในแต่ละปีมีค่าใช้จ่าย แคดดี้เท่าไร ค่าใช้จ่ายของร้านค้า พนักงาน จะมีกำไรที่มาเป็นทุนให้กับลูกหลานกองทัพอากาศ และเราไปซื้อประกันภัยพิทักษ์พลหมู่ กำไรจากสนามกอล์ฟกานตรัตน์ปีละ 5 ล้านบาท แต่รายรับทั้งหมดประมาณ 90 กว่าล้าน ซึ่งเราก็มีรายจ่ายที่ต้องดูแลหลายส่วน ตัวเลข 3,000 ล้านบาท เป็นการคำนวนระยะยาว กองทัพอากาศไม่ได้คาดหวังถึงขนาดนั้น แต่อยากให้คุยในเรื่องตัวเลขความเหมาะสมมากกว่า ซึ่ง ทอท. ก็ยินดีที่จะพูดคุย เพื่อหาที่ลงตัวเหมาะสมที่สุด

“พื้นที่สนามกอล์ฟกานตรัตน์ เป็นของกรมธนารักษ์ และมอบให้กองทัพอากาศดูแล ซึ่งบริเวณนี้มีอยู่ประมาณ 5,000 กว่าไร่ และได้ให้ ทอท. ไปแล้ว 3,600 ไร่  ที่ใช้เป็นพื้นที่สนามบินในปัจจุบัน เพื่อให้นำไปใช้ประโยชน์ ที่ผ่านมากองทัพอากาศไม่ได้รับเงินอะไรจาก ทอท.”

พรรคเพื่อไทย – พรรคก้าวไกล เตรียมแก้ กม.ประชามติ

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/573976

02 พ.ค. 2567

12:58 น.

พรรคเพื่อไทย - พรรคก้าวไกล เตรียมแก้ กม.ประชามติ

พรรคเพื่อไทย – พรรคก้าวไกล เตรียมแก้ กม.ประชามติ ก่อนเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญ คาดการณ์ปลายปีนี้ ได้ทำประชามติรอบแรก

นายชูศักดิ์ ศิรินิล สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย เปิดเผยภายหลังการประชุมหารือเกี่ยวกับการแก้ไข พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ 2564 ว่า หลัง ครม.มีมติให้ทำประชามติ 3 ครั้ง และจะต้องมีการแก้ไขกฎหมายประชามติ และเมื่อกฎหมายเสร็จสมบูรณ์จึงค่อยเสนอ พ.ร.บ.จัดทำประชามติ ซึ่งจะเป็นร่างของ ครม. ที่ดำเนินการโดยคณะอนุกรรมการรับฟังความคิดเห็นประชาชน เกี่ยวกับแนวทางในการทำประชามติ ซึ่งเนื้อหาและหลักการจะไม่แตกต่างกับร่างของพรรคเพื่อไทย และพรรคก้าวไกล ในการแก้ไขปัญหาเรื่องการใช้เสียงข้างมากจำนวน 2 ชั้น หรือ Double Majority ที่ตกผลึกร่วมกันว่าจะใช้เสียงข้างมากของผู้มาใช้สิทธิ์ เกินกว่ากึ่งหนึ่งของผู้มาใช้สิทธิ์ 

โดยการเสนอกฎหมายประชามติจะทำโดย 2 สภาฯ คือ เสนอผ่าน ครม. ส่งไปยังสภาผู้แทนราษฎรพิจารณา และจากนั้นส่งไปยังวุฒิสภาพิจารณาอีกครั้ง อย่างไรก็ตามกฏหมายดังกล่าวจะต้องรอวุฒิสภาชุดใหม่ ที่มาจากการเลือกกันเองเข้ามาทำหน้าที่ คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 6 เดือนนับจากนี้ หรือช่วงปลายปีก็มีความเป็นไปได้ว่าจะมีการจัดทำประชามติครั้งแรก พร้อมย้ำว่าพยายามที่จะเร่งรัดนำกฎหมายเข้าสภาฯ และจะมีการเปิดสมัยวิสามัญในเร็วๆ นี้

นายชูศักดิ์ ยังกล่าวอีกว่า การทำประชามติไม่ได้กำหนดเงื่อนไขว่า จะต้องไปทำในการเลือกตั้งท้องถิ่น ซึ่งเป็นโจทย์ของรัฐบาลที่จะต้องดำเนินการเอง ไม่ควรทำ 3 วาระรวด เพราะมีเนื้อหาหลายประเด็นที่ต้องพิจารณา หรือจะต้องทำเป็นพระราชกำหนด หรือไม่ก็อยู่ที่รัฐบาลพิจารณา

นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล กล่าวถึงการแก้ไขกฎหมายใน 3 ประเด็น ว่า 1. การทำประชามติจะเริ่มนับหนึ่ง เมื่อมีการแก้ไขกฎหมายประชามติแล้วเสร็จ จึงยังไม่สามารถกำหนดกรอบเวลาการทำประชามติครั้งที่ 1 ได้ จึงขอให้รัฐบาลสื่อสารให้กับประชาชนให้ชัดเจน

2. เมื่อมีร่างกฎหมายประชามติของพรรคก้าวไกล และของพรรคเพื่อไทย เข้าสู่การเสนอต่อสภาฯ แล้ว ก็คาดหวังให้รัฐบาลเสนอเปิดประชุมสภาฯ สมัยวิสามัญโดยเร็วที่สุด โดยไม่ต้องรอให้เปิดประชุมสมัยวิสามัญเพื่อพิจารณากฎหมายงบประมาณปี 2568 ในเดือนมิถุนายน 

3. ยอมรับว่าพรรคก้าวไกลยังกังวลต่อปัญหาในการจัดทำประชามติ ซึ่งขอให้ทบทวนคำถามในการจัดทำประชามติ ให้เป็นคำถามที่เปิดกว้างว่า ท่านเห็นชอบหรือไม่ในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ เชื่อว่าจะทำให้โอกาสที่ประชามติผ่านได้

เราเข้าใจดีว่ารัฐบาลไม่ต้องการให้แก้ไขหมวด 1 และหมวด 2 เรามองว่ารัฐบาลสามารถถามคำถามเปิดกว้างแบบนี้ได้ และยังคงรักษาจุดยืนของตัวเอง หากประชามติผ่านความเห็นชอบไปแล้ว รัฐบาลยังมีสิทธิ์ร่างรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับ ส.ส.ร. ที่ไม่ให้แก้ไขหมวดที่ 1-2 จึงมองว่าข้อเสนอนี้เสนอด้วยความปรารถนาดี เพื่อให้การจัดรัฐธรรมนูญฉบับใหม่สำเร็จ ในการทำประชามติครั้งแรกผ่าน

‘ณัฐชา’ ชี้ อธิบดีกรมโรงงานฯ ลาออก ลอยแพลูกน้อง

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/573974

02 พ.ค. 2567

12:46 น.

‘ณัฐชา’ ชี้ อธิบดีกรมโรงงานฯ ลาออก ลอยแพลูกน้อง

‘ณัฐชา’ ชี้ อธิบดีกรมโรงงานฯ ลาออก ลอยแพลูกน้อง ตั้งข้อสังเกตโรงงานสารเคมีไฟไหม้บ่อย จงใจหลบเลี่ยงย้ายสารเคมี

นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ สส.กทม. พรรคก้าวไกล กล่าวถึงกรณีไฟไหม้โกดังเก็บสารเคมีที่ จ.อยุธยา และที่อื่นๆ แบบซ้ำซาก ว่า บริษัทสารเคมีต่างๆที่เกิดเหตุไฟไหม้ ซึ่งเกิดเหตุบ่อยครั้ง จนมีการตั้งข้อสังเกตกันว่าเป็นไฟไหม้ เพื่อหลบเลี่ยงประเด็นอื่นหรือไม่ เช่น การถูกสั่งให้ย้ายสารเคมีแล้วไม่อยากเคลื่อนย้าย จนทำให้เกิดอุบัติเหตุ

“ผมไม่ได้บอกว่าเกิดจากความตั้งใจ แต่เป็นการตั้งข้อสังเกตว่าหากเกิดเหตุบ่อยครั้งขึ้น เมื่อมีคำสั่งให้ขนย้าย หรือมีคำสั่งให้ป้องกันสารเคมีของโรงงานท่าน มันก็อดคิดไม่ได้ว่าทุกครั้งทำไมต้องจบด้วยเพลิงไหม้ ผมคิดว่าถ้านายทุน กลุ่มทุนเหล่านี้ แก้ปัญหาโดยการเอารัดเอาเปรียบสังคม หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นกรมโรงงานอุตสาหกรรม กรมควบคุมมลพิษ ควรจะลงรายละเอียดเชิงลึก ไปถึงว่าเจ้าของโรงงานเดียวกันที่อยู่ในหลายจังหวัด มีพฤติกรรมแก้ไขปัญหาแบบเดียวกันทั้งหมดหรือไม่ ถ้าจุดจบอยู่ที่เพลิงไหม้ทุกครั้ง ผมคิดว่าต้องหาความจริงให้กับพี่น้องประชาชนให้ได้ ไม่อย่างนั้นกลุ่มทุนก็จะเอารัดเอาเปรียบโดยการแก้ปัญหาแบบเอาตัวเองเป็นที่ตั้ง” นายณัฐชา กล่าว

เมื่อถามว่าล่าสุด นายจุลพงษ์ ทวีศรี อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม ลาออกจากราชการ รัฐบาลจะสานต่องานในการแก้ปัญหาได้หรือไม่ นายณัฐชา กล่าวว่า บรรทัดฐานความรับผิดชอบของไทยกับต่างชาติต่างกัน ในต่างประเทศ ถ้าเกิดเหตุอะไรขึ้น จะแก้ไขปัญหาอย่างสุดความสามารถให้เสร็จก่อนที่จะลาออกขึ้น

วันนี้ พอเกิดเหตุปุ๊บออกปั๊บ มันลอยแพลูกน้องด้วยว่าจะไปในทิศทางไหน แล้วทิศทางในการแก้ไขปัญหายังไม่รู้เลยว่าจะไปทางไหน ผมคิดว่าใจเย็นๆ สักเล็กน้อย ถ้าเกิดมีปัญหาแล้วช่วยกันแก้ปัญหาก่อน และเราอยากประกาศสปิริตแสดงความรับผิดชอบก็ทำได้เลย” นายณัฐชา กล่าว

นายณัฐชา กล่าวต่อว่า คนระดับอธิบดี ข้าราชการระดับสูงคงไม่ประกาศลาออกง่ายๆ ตนคิดว่าน่าจะมีแรงกดดันภายในสูงพอสมควร ทั้งทางรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม หรือภายในองค์กรเองที่ไม่สามารถตัดสินใจอย่างหนึ่งอย่างใดได้ รวมถึงไม่สามารถแก้ไขไปในทิศทางไหนได้ จนแรงกดดันทำให้เกิดการลาออก ซึ่งตนคิดว่าควรจะช่วยกันแก้ปัญหาให้เรียบร้อยก่อน เพื่อให้พี่น้องประชาชนได้หลุดพ้นจากปัญหา เนื่องจากเป็นภารกิจของอธิบดีโดยตรง

เมื่อถามว่าการลาออกในครั้งนี้เป็นการตั้งข้อสังเกตว่าให้ความผิดนั้นพ้นตัว นายณัฐชา กล่าวว่า ลาออกไปแล้วความผิดก็สามารถตามกันไปได้  ถ้าเป็นการกระทำความผิดในห้วงเวลาที่มีตำแหน่งหน้าที่รับผิดชอบ และเข้าไปมีส่วนรู้เห็นในการกระทำครั้งนี้ ไม่ว่าจะลาออกไปหรือหนีไปที่ไหนก็สามารถกลับมาถูกดำเนินคดีได้ เราเห็นข้าราชการหลายคนที่ลาออกไปแล้ว สุดท้ายก็มาเป็นคดีความ หลังจากนั้น 4-5 ปี มีการตัดสินคดีก็ต้องกลับมารับโทษอยู่ดี

เผยสาเหตุ ทำไม ‘อรรถกร’ ได้เป็นรัฐมนตรี

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/573965

02 พ.ค. 2567

11:23 น.

เผยสาเหตุ ทำไม ‘อรรถกร’ ได้เป็นรัฐมนตรี

‘อรรถกร’ ม้ามืดจากพรรคพลังประชารัฐ ขึ้น รมช.เกษตรฯ แซงหน้ารุ่นพี่หลายคน เสริมทัพคนรุ่นใหม่ใน ครม. พร้อมทำหน้าที่ให้สมกับนายกฯ ไว้วางใจ

นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า หลังจากได้รับการโปรดเกล้าฯเป็นรัฐมนตรี ขณะนี้ยังไม่ได้รับมอบหมายงาน แต่ที่ตนตั้งใจไว้คือต้องการแบ่งเบาภารกิจของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้ได้มากที่สุด 

ส่วนสาเหตุที่เป็นรัฐมนตรีได้อย่างไรหลังก่อนหน้านี้ทางพรรคพลังประชารัฐเสนอรายชื่อแคนดิเดตรัฐมนตรีหลายคนเพื่อให้นายกรัฐมนตรีตัดสินใจ นายอรรถกร กล่าวว่า เท่าที่ทราบตามข่าว พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ส่งรายชื่อไป 3 – 4 รายชื่อ รวมถึงชื่อแคนดิเดตเก่า หลังจากนั้นก็ขึ้นกับนายกรัฐมนตรีกรุณาเลือกตนเข้ามาทำหน้าที่เป็นรัฐมนตรีเพื่อมาทำงานร่วมกับ ร.อ.ธรรมนัส และเชื่อว่าตัวเองและ ร.อ.ธรรมนัส จะทำงานร่วมกันได้อย่างดีเพื่อประโยชน์ของประชาชนต่อไป โดยเป้าหมายส่วนตัว จะผลักดันนโยบายต่างๆที่ท่านนายกรัฐมนตรีและ ร.อ.ธรรมนัส ได้มอบไว้ให้และจะทำให้บรรลุในทุกข้อ

ส่วนสาเหตุที่นายกรัฐมนตรีเลือกเข้ามาเพราะมีภาพคนรุ่นใหม่เป็นองค์ประกอบร่วมด้วยใช่หรือไม่ นายอรรถกร ระบุว่า ตนตอบแทนนายกรัฐมนตรีไม่ได้ แต่ในเมื่อตนมีโอกาสมาทำงานตรงนี้ สะท้อนให้เห็นว่าคนรุ่นใหม่มีโอกาสเข้ามาทำงาน และทราบมาว่า ครม.ชุดนี้มีคนรุ่นใหม่หลายคนเข้ามา ก็เชื่อว่าจะร่วมมือกันทำงานมิติใหม่ๆ เพิ่มขึ้น

เมื่อถามว่าแต่งตั้งนายอรรถกรแล้วยังมีแรงกระเพื่อมในพรรคพลังประชารัฐอยู่หรือไม่ นายอรรถกร ระบุว่า ต้องขอบคุณพี่น้องเพื่อนในพรรคพลังประชารัฐ หลังจากมีข่าวตนได้รับการโปรดเกล้าฯก็มีคนเข้ามาแสดงความยินดี และตนจะตั้งใจทำงานในฐานะที่เป็นตัวแทนของพรรค และคนฉะเชิงเทราที่มีโอกาสเข้ามาทำงานฝ่ายบริหาร และให้สมกับที่นายกรัฐมนตรีให้ความไว้วางใจ

‘พิมพ์ภัทรา’ ปัดกดดัน ‘อธิบดีกรมโรงงานฯ’ จนประกาศลาออกกลางวงประชุม

01 พ.ค. 2567

22:23 น.

'พิมพ์ภัทรา' ปัดกดดัน 'อธิบดีกรมโรงงานฯ' จนประกาศลาออกกลางวงประชุม

‘พิมพ์ภัทรา’ ยังไม่เห็นหนังสือลาออก ‘อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม’ เผยไม่เคยกดดันให้ลาออก แต่กดดันทุกคนทำงาน ย้ำทุกเหตุการณ์ที่เกิดต้องมีคำตอบ

ภายหลังจากที่นายจุลพงษ์ ทวีศรี อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) ประกาศลาออกจากราชการ กลางวงประชุมคณะกรรมาธิการการอุตสาหกรรม สภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ ส.ส.ราชบุรี พรรครวมไทยสร้างชาติ เป็นประธาน โดยในที่ซึ่งประชุมได้เร่งรัดติดตามการแก้ 2 เรื่องสำคัญที่อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม เป็นผู้รับผิดชอบโดยตรง ทั้งกรณีเพลิงไหม้สารเคมีของกลาง ของ บริษัท วิน โพรเสส จำกัด จ.ระยอง โดยก่อนหน้านี้นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ตำหนิถึงการลงพื้นที่แก้ปัญหาล่าช้า รวมถึงกรณีการลักลอบขนย้ายกากแร่ตะกอนแคดเมียมจาก จ.ตาก ไปยัง จ.สมุทรสาคร จนถูกกระจายไปยัง จ.ชลบุรี และเขตบางซื่อ กทม. 

ล่าสุด น.ส.พิมพ์ภัทรา วิชัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ยังไม่เห็นหนังสือลาออกของ นายจุลพงษ์อย่างเป็นทางการ 

ส่วนการลาออกของนายจุลพงษ์เป็นเพราะ น.ส.พิมพ์ภัทรา ไม่พอใจต่อการทำงาน กดดันและต้องการย้ายนายจุลพงษ์ โดยเตรียมเสนอคณะรัฐมนตรีในสัปดาห์หน้านั้น น.ส.พิมพ์ภัทรา ยืนยัน ไม่เคยกดดันให้นายจุลพงษ์ลาออก แต่กดดันให้ทุกคนทำงานแก้ไขปัญหาให้ประชาชน เพราะปัญหามีมาทุกวัน วน ๆ ซ้ำ ๆ แต่ก็ไม่สามารถแก้ปัญหาได้สักที ที่ผานมาเวลาเกิดเหตุการณ์ใดๆ ตนก็จะให้กำลังใจคนทำงานและสอบถามความคืบหน้าไปยังไลน์กลุ่มผู้บริหารโดยตลอด อย่างไรก็ตามจนถึงขณะนี้ ตนก็ยังไม่ได้รับรายงานการลาออกของนายจุลพงษ์ จากปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม
 

ในส่วนของกระทรวงอุตสาหกรรมต้องเดินหน้าในการเร่งแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง รวดเร็ว เพราะปัญหารอไม่ได้ เพราะส่งผลกระทบต่อประชาชนและสิ่งแวดล้อม ซึ่งได้ย้ำแล้วว่า ทุกคนต้องทำงานด้วยความเป็นมืออาชีพ ตามอำนาจหน้าที่ กระทรวงอุตสาหกรรม ทำงานหละหลวมไม่ได้ ทุกความไม่ปกติที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในระยะนี้ ต้องได้รับการตรวจสอบ ทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จะด้วยเจตนา หรือไม่เจตนา จะต้องมีคำตอบ เพราะนายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญเรื่องคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชนมากที่สุด ซึ่งเป็นหน้าที่รัฐบาลโดยตรงที่จะต้องดูแลและป้องกันไม่ให้เกิดเหตุดังกล่าวขึ้นอีก

 น.ส.พิมพ์ภัทรา วิชัยกุล น.ส.พิมพ์ภัทรา วิชัยกุล