‘สมศักดิ์’ เก็บของออกทำเนียบ นั่ง รมว.สธ. ไม่มีปัญหากับ ‘หมอชลน่าน’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/573788

29 เม.ย. 2567

12:44 น.

‘สมศักดิ์’ เก็บของออกทำเนียบ นั่ง รมว.สธ. ไม่มีปัญหากับ ‘หมอชลน่าน’

‘สมศักดิ์’ เก็บของออกทำเนียบ นั่ง รมว.สธ. ไม่มีปัญหากับ ‘หมอชลน่าน’ เผยเป็นรัฐมนตรีมา 16 สมัยแล้ว ไม่ให้ความเห็น ‘ปานปรีย์’ ลาออก

นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.กระทรวงสาธารณสุข เดินทางมาตึกบัญชาการ 1 เพื่อมาเก็บของหลังจากได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นรมว.กระทรวงสาธารณสุข โดยนายสมศักดิ์กล่าวว่า เป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างสูง วันนี้จึงมาขอบคุณและลาข้าราชการ ของสำนักนายกรัฐมนตรีและหน่วยงานที่ได้ทำงานร่วมกัน ซึ่งที่ผ่านมาได้รับการช่วยเหลือสนับสนุนเป็นอย่างดี พร้อมทั้งวันนี้จะได้เก็บข้าวของด้วย เพื่อเคลียร์ทางให้กับท่านอื่นได้มาใช้ห้องทำงานต่อไปหลังถวายสัตย์ปฏิญาณตน ไม่อยากให้เป็นภาระต้องมารอกัน

ขณะที่ ภารกิจในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขตั้งเป้าว่าจะดำเนินการเรื่องใด นายสมศักดิ์กล่าวว่า ก็ขอให้ถวายสัตย์ปฏิญาณเป็นที่เรียบร้อยก่อน ระหว่างนี้ก็จะรับฟังนโยบาย ของรัฐบาล แต่ยังไม่สามารถพูดอะไรได้ เพื่อให้เป็นไปตามประเพณีปฏิบัติและกฎหมาย

ส่วนหน้าตารัฐบาล หลังปรับคณะรัฐมนตรีในครั้งนี้ นายสมศักดิ์กล่าวว่า การวิพากษ์วิจารณ์ตนเองและเพื่อนๆคงเป็นเรื่องไม่ดี ขอให้คนอื่นเขาพูดกันและเราเป็นผู้รับฟังดีกว่า

ผู้สื่อข่าวถามว่ามีวิธีการอย่างไรที่ทำให้ยังสามารถเป็นรัฐมนตรีต่อได้ในขณะที่หลายท่านถูกปรับออก นายสมศักดิ์ได้พูดทีเล่นทีจริงว่า เรื่องแบบนี้จะต้องมาถามกันส่วนตัว มาพูดตรงนี้เดี๋ยวคนอื่นเอาไปใช้หมด

ส่วนได้มีการหารือกับ นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว อดีตรมว.กระทรวงสาธารณสุขบ้างหรือไม่ นายสมศักดิ์กล่าวว่า ได้คุยกันตลอด ไม่มีปัญหาอะไรกับการสลับตำแหน่งครั้งนี้ ยังรักกันชอบกัน และส่วนตัวก็จะพยายามทำให้ดีที่สุด ไม่ได้คิดว่าจะต้องอยู่นานหรือไม่นาน แต่เป็นเรื่องการทำงานให้เร็วที่สุด แต่ตอนนี้ยังไม่รู้จะทำอะไร ยังถึงเวลาอันสมควรในการพูดคุยเรื่องนี้

ผู้สื่อข่าวยังถามถึงการลาออกของนายปานปรีย์ พหิทธานุกร รองนายกฯรัฐมนตรี และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ลาออก จะกระทบกับรัฐบาลหรือไม่ นายสมศักดิ์ ระบุว่า ไม่ทราบ เป็นเรื่องของผู้ใหญ่ที่เราไม่สามารถล่วงรู้ได้ มาถามตนตนตอบไม่ได้หรอก

ทั้งนี้ ในฐานะที่เป็นรัฐมนตรีที่มีประสบการณ์เยอะ จะมีคำแนะนำให้กับรัฐมนตรีท่านอื่นหรือไม่ นายสมศักดิ์ กล่าวว่า ไม่มี เมื่อถามย้ำว่าดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีกี่สมัยแล้ว นายสมศักดิ์ กล่าวว่า 16 ครับ ในช่วงท้าย สื่อมวลชนจึงได้แซวว่า ยาวนานมาก นายสมศักดิ์ไม่ได้ตอบคำถาม ก่อนที่จะเดินออกจากวงให้สัมภาษณ์

‘ปานปรีย์’ ลาออก ไม่กระเพื่อม พรรคเพื่อไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/573785

29 เม.ย. 2567

12:23 น.

‘ปานปรีย์’ ลาออก ไม่กระเพื่อม พรรคเพื่อไทย

เลขาธิการพรรคเพื่อไทย มั่นใจพรรคไม่กระเพื่อม หลัง ‘ปานปรีย์’ ลาออก อาจจะเชิญกลับมาช่วยงานพรรค ยังไม่รู้ รมว.กต. คนใหม่เป็นใคร ขึ้นอยู่กับนายกฯ ตัดสินใจ

นายสรวงศ์ เทียนทอง สส.สระแก้ว พรรคเพื่อไทย ในฐานะเลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่นายปานปรีย์ พหิทธานุกร ยื่นลาออกจากรมว.กระทรวงการต่างประเทศว่า เบื้องต้น ยังไม่ได้มีการพูดคุยกับนายปานปรีย์ และนายปานปรีย์ยังไม่ได้มีการติดต่อมาที่พรรคฯ แต่มั่นใจว่า นายกรัฐมนตรีได้เชิญรัฐมนตรีผู้ที่จะถูกปรับทั้งเข้าและออกมาพูดคุยก่อนมีการทูลเกล้าฯ รายชื่อรัฐมนตรีใหม่แล้ว แต่ยืนยันว่า หลังจากนี้จะต้องมีการพูดคุยกับนายปานปรีย์ หรืออาจจะเชิญมาเป็นที่ปรึกษา หรือเข้ามาช่วยงานพรรรค แต่สุดท้ายก็เคารพการตัดสินใจของนายปานปรีย์ด้วย

นายสรวงศ์ ยังไม่ทราบชื่อบุคคล ที่นายกรัฐมนตรีระบุมีชื่อบุคคลที่จะมาดำรงตำแหน่งรมว.กระทรวงการต่างประเทศคนใหม่ โดยเป็นบุคคลที่อยู่ในแวดวงการทูต และอยู่ในวงการมือง รวมถึงยังอยู่เบื้องหลังพรรคเพื่อไทยมาโดยตลอดด้วย โดยยืนยันว่า เรื่องดังกล่าว เป็นอำนาจของนายกรัฐมนตรี และพรรคฯ ไม่ได้ไปยุ่งเกี่ยว ซึ่งขอให้เป็นดุลพินิจของนายกรัฐมนตรี และตนเองก็ยังไม่ทราบว่า จะเป็นนายนพดล ปัทมะ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศหรือไม่ หลังมีกระแสข่าวที่นายนพดลอาจจะมาดำรงตำแหน่งนี้

ส่วนกรณีการลาออกของนายปานปรีย์ทำให้เก้าอี้รัฐมนตรีว่างลง 1 ตำแหน่ง จะทำให้เกิดแรงกระเพื่อมภายในพรรคอีกหรือไม่นั้น นายสรวงศ์ ชี้แจงว่า เรื่องนี้ไม่น่าจะเกิดแรงกระเพื่อมภายในพรรค เพราะพรรคการเมืองก็คือพรรคการเมือง ทำหน้าที่ดูแลประชาชน สิ่งสำคัญที่สุดคือ การแก้ไขปัญหาให้ประชาชน ส่วนใครจะอยู่ตำแหน่งใดอย่างไร ก็ทำงานร่วมกันได้อยู่แล้ว 

ส่วนการกำหนดบทบาทหน้าที่ให้กับรัฐมนตรีที่พ้นจากตำแหน่งทั้งนายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว สส.น่าน พรรคเพื่อไทย และนายไชยา พรหมา สส. หนองบัวลำภู พรรคเพื่อไทย ในการทำหน้าที่ในสภาอย่างไรนั้น นายสรวงศ์ ระบุว่า เป็นปกติของการเมือง เมื่อมีเข้าก็ต้องมีออก แต่ไม่ใช่ที่สิ้นสุด เพราะรัฐบาลยังอยู่อีก 3 ปี ยังมีโอกาสปรับเข้า-ปรับออกเสมอ และนายแพทย์ชลน่าน และนายไชยา ก็เป็น สส.และปฏิบัติหน้าที่นี้อยู่แล้ว คิดว่าการปรับตัวของพรรค หรือทั้ง 2 คงไม่ต้องปรับตัวใด ๆ เพราะหน้าที่เป็น สส.อยู่แล้ว

คาดการณ์ ‘นพดล’ นั่ง รมว.กต. แทน ‘ปานปรีย์’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/573783

29 เม.ย. 2567

12:06 น.

คาดการณ์ ‘นพดล’ นั่ง รมว.กต. แทน ‘ปานปรีย์’

คาดการณ์ ‘นพดล ปัทมะ’ นั่ง รมว.กต. แทน ‘ปานปรีย์’ ย้อนรอยเคยเป็นมาแล้วยุคสมัคร สุนทรเวช สายตรงนายใหญ่ สังคมจับตาเคลื่อนไหวผลประโยชน์ไทย – กัมพูชา ส่วน ‘จักรภพ’ เป็นไปได้ยาก เพราะยังมีคดี

หลังจากนายปานปรีย์ พหิทธานุกร ยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่งรมว.กระทรวงการต่างประเทศ หลังโปรดเกล้าฯ ปรับคณะรัฐมนตรี นายกฯ เศรษฐา ก็ออกมายอมรับทันทีว่า มีชื่อบุคคลใหม่ตั้งแต่เมื่อคืนวันที่ 28 เม.ย. ที่ผ่านมาเช่นกัน แต่ยังไม่ได้ทาบทาม เพราะต้องตรวจคุณสมบัติ ซึ่งบุคคลนี้อยู่ในแวดวงการทูตและการเมืองมาก่อน อยู่เบื้องหลังการทำงานของพรรคเพื่อไทยมาตลอด และจิตวิญญาณยึดโยงพี่น้องประชาชน

คาดการณ์ได้ว่าบุคคลนี้ต้องเป็น สส. เคยทำงานด้านการต่างประเทศมาก่อน มีบทบาทในพรรคเพื่อไทย นั่นก็คือ ‘นพดล ปัทมะ’ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ที่เคยเป็น รมว.กระทรวงการต่างประเทศ ในยุครัฐบาลพรรคพลังประชาชน นายกฯ สมัคร สุนทรเวช

ในช่วงหลังนี้ นายนพดล ปัทมะ แสดงบทบาทให้ความเห็นเรื่องการระหว่างประเทศมาตลอด ไม่ว่าจะผลกระทบจากการสู้รบในเมียวดี ประเทศเมียนมา สถานการณ์สงครามอิหร่าน – อิสราเอล และการเจรจาของประเทศไทยกับประเทศต่างๆ ในฐานะประธานกรรมาธิการการต่างประเทศ สภาผู้แทนราษฎร มีสายสัมพันธ์แน่นแฟ้นกับนายใหญ่ ทักษิณ ชินวัตร ในฐานะที่ปรึกษากฎหมายส่วนตัว

ย้อนรอย ‘นพดล ปัทมะ’ กับข้อกล่าวหาคนขายชาติ

เมื่อครั้งนายนพดล ปัทมะ ดำรงตำแหน่ง รมว.กระทรวงการต่างประเทศ ในรัฐบาลสมัคร สุนทรเวช ถูกกล่าวหาว่าเป็น ‘คนขายชาติ’ ที่ไปลงนามในแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา เมื่อวันที่ 18 มิ.ย. 2551 ขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก โดยไม่ผ่านการพิจารณาของรัฐสภาไทย โดยคณะกรรมการ ป.ป.ช. เป็นโจทก์ยื่นฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง โดยศาลรับฟ้องเมื่อวันที่ 25 เม.ย.2556

ศาลใช้เวลากว่า 2 ปี จนกระทั่งวันที่ 4 ก.ย. 2558 ศาลมีมติ 6 ต่อ 3 สั่งยกฟ้อง โดยชี้ว่าการลงนามแถลงการณ์ร่วม ไม่กระทบต่อสิทธิทางเขตแดนและการทวงคืนเขาพระวิหารในอนาคต ไม่ถือว่าเป็นหนังสือสัญญา และไม่ได้เป็นผู้ได้ประโยชน์จากการลงนามนี้

แม้จะถือว่าพ้นมลทินคนขายชาติไปแล้ว แต่หากนายนพดลเข้ามาดำรงตำแหน่ง รมว.กระทรวงการต่างประเทศ คงหลีกเลี่ยงไม่พ้นที่จะถูกจับตา เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างไทย – กัมพูชา โดยเฉพาะผลประโยชน์ทางทะเลอ่าวไทย และการขีดเส้นแผนที่ไหล่ทวีปของฝ่ายกัมพูชา ผ่ากลางเกาะกูดของประเทศไทย

ส่วนรายชื่ออื่นๆ นอกจากนายนพดลแล้ว ก็มีการมองถึงนายจักรภพ เพ็ญแข ที่เพิ่งกลับเข้ามาประเทศไทย มีความรู้ความสามารถด้านการต่างประเทศ แต่คงเป็นไปได้ยาก เพราะยังมีคดีที่เกี่ยวข้องกับการครอบครองอาวุธอยู่ 2 คดี

‘อนุทิน’ ย้ำ โปรดเกล้าฯ แล้ว ทุกอย่างต้องจบ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/573771

29 เม.ย. 2567

10:32 น.

‘อนุทิน’ ย้ำ โปรดเกล้าฯ แล้ว ทุกอย่างต้องจบ

‘อนุทิน’ ย้ำ โปรดเกล้าฯ แล้ว ทุกอย่างต้องจบ จะไปวิจารณ์ทำไม ปรับ ครม. ไม่กระทบภาพลักษณ์รัฐบาล ชม ‘ปานปรีย์’ แสดงสปิริต ลาออก

นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงกระแสวิพากษ์วิจารณ์ภายหลังการปรับคณะรัฐมนตรี อาจจะกระทบต่อภาพลักษณ์ของรัฐบาล ว่า ไม่หรอก เมื่อมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ มาแล้วก็เป็นไปตามนั้น 

ส่วนหน้าตาคณะรัฐมนตรีที่ออกมา เชื่อว่านายกรัฐมนตรีพิจารณาเป็นอย่างดีแล้ว ครม.อยู่ ภายใต้การนำของนายเศรษฐา ทวีทวีสิน ในฐานะที่เป็นนายกรัฐมนตรี ทุกอย่างก็เดินหน้าต่อไป ทำนโยบายที่ให้สัญญาไว้กับประชาชนให้เร็วที่สุด คือเป้าหมาย

ขณะที่การวิพากษ์วิจารณ์ตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นายอนุทินย้ำว่าต้องเคารพการพิจารณาของนายกรัฐมนตรี และที่สำคัญเมื่อมีพระราชโองการโปรดเกล้าฯ มาแล้วทุกอย่างต้องจบ จะไปวิพากษ์วิจารณ์ทำไม 

ส่วนที่เป็นปัญหากรณีนายปานปรีย์ พหิทธานุกร ลาออกนั้น นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่ได้เป็นปัญหา ซึ่งนายปานปรีย์ ได้ให้เหตุผล ทุกคนมีสิทธิ์คิดเป็นตัวของตัวเองได้หมด ซึ่งเมื่อเช้านี้ตนได้คุยกับนายปานปรีย์ ก็ได้ให้เหตุผลตามที่ให้สัมภาษณ์ก็ต้องเคารพการตัดสินใจของท่าน 

ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า แต่ตำแหน่งรองนายกฯถือว่ามีความสำคัญต่อ การทำงานของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการ นายอนุทิน ย้ำว่า ทั้งหมดเป็นการตัดสินใจของนายกรัฐมนตรี ซึ่งต้องแสดงความชื่นชม เมื่อท่านมีความคิดว่า ไม่ควรเหลือเพียงตำแหน่งเดียว การที่จะอยู่แล้วไม่ให้ความร่วมมือเพราะทำงานไม่เต็มที่ ก็แสดงสปิริตด้วยการออก เป็นสิ่งที่น่าชมเชย แต่เรื่องนี้ต้องไปถามเจ้าตัวถามตนไม่ได้ เพราะคนเราคิดไม่เหมือนกัน 

‘เศรษฐา’ ขอโทษ ‘ปานปรีย์’ หากทำให้ไม่สบายใจ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/573769

29 เม.ย. 2567

10:20 น.

‘เศรษฐา’ ขอโทษ ‘ปานปรีย์’ หากทำให้ไม่สบายใจ

‘เศรษฐา’ ขอโทษ ‘ปานปรีย์’ หากทำให้ไม่สบายใจ เผยตอนนี้ได้ชื่อคนใหม่นั่ง รมว.กระทรวงการต่างประเทศ แทนแล้ว ย้ำ คุม กต. ไม่จำเป็นต้องควบรองนายกฯ ยืนยันปรับ ครม. ไม่มีขัดแย้งส่วนตัว

29 เม.ย. 2567 นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีนายปานปรีย์ พหิทธานุกร ขอลาออกจากตำแหน่งรมว.กระทรวงการต่างประเทศ ภายโปรดเกล้า ครม. ชุดใหม่ ว่า เคารพในการตัดสินใจของนายปานปรีย์ ส่วนตัวรู้จักกันมามากกว่าหลายสิบปี ลูกก็เป็นเพื่อนกัน มีความรักชอบกันเป็นอย่างดี แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นก็เคารพในการตัดสินใจ ส่วนที่หนังสือลาออกของนายปานปรีย์ ถูกเผยแพร่ทางสื่อก่อนที่จะถึงตนเอง เป็นเพราะความไม่พอใจหรือไม่ เรื่องนี้ขอพูดเป็นองค์รวมมากกว่า เมื่อมีการปรับเปลี่ยนหน้าที่หรือคณะรัฐมนตรีต่าง ๆ  เชื่อว่ามีคนที่พอใจและไม่พอใจ มีสมหวังและไม่สมหวัง ดังนั้น จึงอยากโฟกัสในสิ่งที่มีความสัมพันธ์ที่ดีในการทำงานร่วมกันตลอด 7 – 8 เดือนมากกว่า ซึ่งงานที่ทำมาถือเป็นประโยชน์ให้กับประเทศชาติ และเชื่อว่ารัฐมนตรีคนใหม่ที่จะมาทำหน้าที่แทนจะมาสานต่อในเรื่องที่ดี ๆ  

นายกฯ ยอมรับว่า ได้ส่งข้อความถึงนายปานปรีย์ ในกลุ่มงานต่างประเทศ ได้ขอโทษ หากทำให้ไม่สบายใจในเรื่องใด และขอขอบคุณที่ช่วยงานกันมา ทั้งนี้ การปรับคณะรัฐมนตรี ได้มีการแจ้งและเชิญรัฐมนตรีมาพูดคุยกัน ซึ่งนายปานปรีย์ ก็เป็นหนึ่งในนั้น ที่ได้เชิญมาพูดคุยและขอไม่เปิดเผย เพราะเป็นการพูดคุยกันระหว่างบุคคลสองคน มั่นใจว่าได้พูดสิ่งไหนไปและตนเองในฐานะนายกรัฐมนตรีก็มีความชัดเจนในเรื่องที่บอกกล่าวสิ่งไหนไป หลังจากนี้จะนำรายชื่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศคนใหม่ขึ้นทูลเกล้าฯ และนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ก็จะทำหน้าที่ดูแลกระทรวงการต่างประเทศก่อน ตามการมอบหมายงานของคณะรัฐมนตรี ทั้งนี้ ยอมรับว่ามีบุคคลใหม่ตั้งแต่เมื่อคืนที่ผ่านมา แต่ยังไม่ได้ทาบทาม เพราะต้องมีการตรวจสอบจากคณะกรรมการคัดกรองเกี่ยวกับเรื่องคุณสมบัติ จึงไม่อยากบอกออกไปก่อน เพราะอาจจะสมหวังหรือผิดหวังได้ ทั้งนี้ ต้องเคารพในกระบวนการขั้นตอนต่าง ๆ ที่มีมา และยืนยันว่าตนเองเข้าใจว่ารัฐมนตรีหลายคนที่สมหวัง และอาจจะไม่พอใจ แต่ยืนยันว่าตนเองรับผิดชอบในเรื่องนี้ และก็ต้องมีการพูดคุยกัน 

ส่วนจะเป็นคนนอกพรรคหรือคนในพรรคที่จะมาแทนตำแหน่งนั้น นายกฯ ระบุว่า พูดลำบาก แต่บุคคลนี้อยู่ในแวดวงการทูตและการเมืองมาก่อน โดยอยู่เบื้องหลังการทำงานของพรรคเพื่อไทยมาโดยตลอด และจิตวิญญาณยึดโยงพี่น้องประชาชน ส่วนกรณีที่นายปานปรีย์ ระบุเหตุผลลาออกว่า รมว.กระทรวงการต่างประเทศ จำเป็นต้องควบตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีด้วยนั้น นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ก็มีเหตุมีผล แต่หลายหน่วยงานก็ต้องมีการประสานการทำงานร่วมกัน ซึ่งปัจจุบันก็มีรองนายกรัฐมนตรี 6 คนแล้ว และเชื่อว่าก็เพียงพอ หากทุกกระทรวงต้องควบตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีก็คงเป็นไปไม่ได้ ไม่อยากมานั่งอธิบายอะไรมาก เพราะบางรัฐบาลก็ไม่มีรองนายกรัฐมนตรีควบตำแหน่ง รมว.กระทรวงการต่างประเทศ แต่จะอำนวยความสะดวกในการช่วยเหลือผลักดันงานต่างๆ ที่ต้องประสานข้ามกระทรวง และทุกคนก็ทำงานเป็นทีมได้ ดังนั้น การควบรองนายกรัฐมนตรีจึงอาจไม่จำเป็น แต่ขึ้นอยู่กับมุมมองของแต่ละบุคคล ซึ่งรัฐบาลนี้ก็มีวิถีการทำงานที่แตกต่างกันไป แต่ขอให้ยึดโยงเป็นมิตร และมีจุดมุ่งหมายเดียวกัน  ย้ำหากทำผิดหรือทำสิ่งใดไม่พอใจ ได้ขอโทษไปแล้ว อาจเป็นเรื่องของความเห็นต่าง แต่ทั้งหมดนี้ตนเองก็รับผิดชอบ และจะดำเนินงานต่อไปด้วยจุดมุ่งหมายคือเอาประโยชน์ของประเทศชาติเป็นที่ตั้ง ซึ่งการดำเนินงานของนายปานปรีย์ นั้น ถูกชื่นชมจากฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน

นายกฯ กล่าวยอมรับว่า เสียดายทุกคนที่ถูกปรับออกไป แต่เมื่อบริบทของการเมืองเปลี่ยนแปลงไปในทุกช่วงเวลาของการบริหารประเทศมักมีความจำเป็น หรือว่ามีความต้องการแก้ไขปัญหา โดยต้องมีการเปลี่ยนบุคลากร ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ ก็ต้องปรับเพื่อให้บุคคลที่เหมาะสมหรือมีความชำนาญมากกว่าในด้านนั้นๆ  เข้าไปทำงาน ดังนั้น จึงไม่ได้หมายความว่า คนที่ถูกปรับออกไปจะไม่มีความสามารถในการบริหาร แต่รัฐบาลมีอายุ 4 ปี ในอดีตที่ผ่านมาเมื่อออกไปแล้ว ก็มีหลายกรณีกลับเข้ามาอีก นายกฯ ย้ำว่าการปรับคณะรัฐมนตรีครั้งนี้ มั่นใจว่าไม่มีผิดฝาผิดตัว แต่มุมมองของแต่ละคน มีความเห็นแตกต่างกันไป แต่ตนเองมั่นใจบุคคลที่นำเข้ามาทำงานเป็นคนที่มีความสามารถ มีความรู้ มีความเชี่ยวชาญตรงตามกระทรวงทุกอย่าง 

ส่วนรัฐมนตรีของพรรคที่ถูกปรับออกไป ก็ได้มีการพูดคุยเตรียมงานไว้รองรับ ยืนยัน ไม่มีความขัดแย้งส่วนตัวกับรัฐมนตรีท่านใดท่านหนึ่ง แต่เข้าใจว่ามีคนผิดหวัง สมหวัง จึงเป็นหน้าที่ของตนเองในการบริหารเรื่องความคาดหวัง หน้าที่ใหม่ๆ ควบคู่ไปกับหัวหน้าพรรคเพื่อไทย อย่างไรก็ตามได้มีการพูดคุยกันในพรรคตลอด เพื่อไม่ให้เกิดแรงกระเพื่อม และพูดคุยกันหลายครั้ง โดยเฉพาะในช่วงที่มีการเปลี่ยนรัฐมนตรี รับฟังข้อคิดเห็นจากทุกฝ่าย ในส่วนรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทยที่ถูกปรับออกไป ไม่ว่าจะเป็น นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว , นายไชยา พรหมา , นางพวงเพ็ชร ชุนละเอียด ต่างเคียงบ่าเคียงไหล่กันมาในช่วงการเลือกตั้ง ซึ่งตนเองเคยพูดกับ นพ.ชลน่านว่า เป็นคนประสานในการลงพื้นที่ ปราศรัยพบประชาชน ซึ่งได้ต่อสู้ร่วมกันมา ยืนยันว่าการเปลี่ยนตัวรัฐมนตรีไม่ได้เป็นเรื่องส่วนตัวหรือมีความขัดแย้ง แต่เข้าใจว่ามีความผิดหวัง แต่จะมีการพูดคุยกันเพื่อเดินไปข้างหน้าได้  ยอมรับว่ารัฐมนตรีมีทั้งจุดแข็งและสิ่งที่ต้องปรับปรุง ตนเองก็รับฟังความคิดเห็นจากรัฐมนตรีที่ทำงานมาด้วยกัน และถูกเปลี่ยนกระทรวง หรือ เข้ามารับหน้าที่ใหม่ หากมองเห็นว่าตนเองมีความบกพร่องจุดไหน ก็จะนำไปพิจารณาและแก้ไขปรับปรุง โดยจะให้เป็นการสื่อสารสองทาง ซึ่งตนเองถือว่าเป็นเรื่องสำคัญมากกว่าการพูดคุยเจรจากับรัฐมนตรีที่เข้ามาใหม่ ส่วนการประชุมคณะรัฐมนตรีในครั้งต่อไป ก็ต้องพูดถึงประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก ขณะเดียวกันการประสานงานแต่ละกระทรวงก็เป็นเรื่องสำคัญ เพราะปัจจุบันการทำงานต้องอาศัยหลายกระทรวง เพื่อให้การบริหารราชการแผ่นดิน และผลักดันนโยบายของรัฐบาลเดินหน้าต่อไปได้

ผู้สื่อข่าวถามว่า การเพิ่มรัฐมนตรีประจำสำนักนายรัฐมนตรีถึง 3 คน โดยมี นายจักรพงษ์ แสงมณี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งมาจาก รมช.กระทรวงการต่างประเทศ นายกฯ กล่าวว่า เมื่อนายปานปรีย์เหลือเพียงตำแหน่งเดียว ก็อยากให้โฟกัสงานมากยิ่งขึ้น งานของรัฐมนตรีช่วยก็อาจจะน้อยลงไป ดังนั้น นายจักรพงษ์ มาเป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ก็จะมาดูแลสำนักงบประมาณ เพราะนายจักรพงษ์เคยเป็นเลขานุการ สมัยนายกิตติรัตน์ณ ระนอง เคยเป็นอดีตรองนายกรัฐมนตรีและรมว.กระทรวงการคลัง จะมาช่วยผลักดันนโยบาย โดยเฉพาะเรื่องงบประมาณที่เป็นเรื่องสำคัญ  เพราะงบประมาณปี 2567 มีการประกาศใช้เพียง 5 เดือนเท่านั้น ดังนั้นงบประมาณ 3 ล้านล้านบาท ต้องมีการถูกผลักไปใช้ ซึ่งถือว่าเป็นงานท้าท้ายที่ต้องเร่งจัดการงบประมาณให้ได้โดยเร็ว ดังนั้น ต้องใช้คนที่มีประสบการณ์ และในบ่ายวันนี้  ได้เชิญนายพิชัย  ชุณหวชิร ว่าที่รองนายกรัฐนตรีและรมว.กระทรวงการคลัง และนางแพตริเซีย มงคลวนิช อธิบดีกรมบัญชีกลาง มาหารือความจำเป็นเร่งด่วนในการใช้งบประมาณ ยืนยันว่า ตนเองพยายามทำให้ดีที่สุด หวังว่าทุกอย่างจะจบลงได้ด้วยดี ยอมรับว่า การปรับคณะรัฐมนตรีครั้งนี้ อาจมีแรงกระเพื่อม และความไม่พอใจเป็นเรื่องธรรมดา  ดังนั้น คนที่ไม่พอใจก็เป็นหน้าที่ของตนเองต้องอธิบายและต้องหาตำแหน่งใหม่ หางานมารองรับให้เหมาะสม เพื่อทำให้ทุกคนรู้ว่าเป็นทีมไทยแลนด์ เป็นทีมงานที่มาทำเพื่อประชาชน  ทั้งนี้ย้ำว่า การทำงานให้ดีที่สุดคือภูมิคุ้มกัน ตามที่ตนเองเคยพูดไว้ และเชื่อว่ารัฐมนตรีทุกคน ไม่ว่าจะเป็นคนเก่าหรือคนใหม่ ก็เข้าใจในเรื่องนี้ เห็นความเดือดร้อนของประชาชน ดังนั้น จำเป็นต้องมีการใช้ตัวชี้วัดและระยะเวลาทำงานให้สำเร็จ พร้อมทำงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ยึดโยงประชาชนเป็นที่ตั้ง 

ผู้สื่อข่าวถามว่า การเสริม รมช.กระทรวงการคลัง จะช่วยเสริมการทำงานโครงการดิจิทัลวอลเล็ตหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า กระทรวงการคลังมีภารกิจจำนวนมาก เมื่อนายพิชัย ควบรองนายกรัฐมนตรี มีภารกิจดูแลหลายอย่าง และมีหน่วยงานของรัฐที่จะต้องแบ่งกันทำงาน เชื่อว่าทั้งสามคนจะมีความร่วมมือกัน โดยเฉพาะนายเผ่าภูมิ  โรจนสกุล ว่าที่รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เคยทำงานที่กระทรวงการคลังมาก่อน และเป็นกำลังสำคัญของพรรคเพื่อไทยในทีมเศรษฐกิจ มีความชำนาญงานด้านนี้ เชื่อว่าการเป็นคนมีบุคลิกอ่อนน้อม ถ่อมตนเป็นคนน่ารัก ก็เชื่อว่าการแบ่งงานจะไม่มีปัญหา และให้เกียรติทุกคน

‘ปานปรีย์’ ไขก๊อก รมว.ต่างประเทศ หลังโดนปรับพ้น รองนายกฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/573748

28 เม.ย. 2567

17:25 น.

'ปานปรีย์' ไขก๊อก รมว.ต่างประเทศ หลังโดนปรับพ้น รองนายกฯ

‘ปานปรีย์’ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี ‘ขอลาออก’ หลังปรับ ครม. พ้นจากรองนายกฯ มั่นใจมีผลงาน ทุ่มเททำงานมาตลอด

28 เม.ย. 2567 นายปานปรีย์ พหิทธานุกร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ส่งหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี เรื่อง ขอลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ โดยระบุว่า ตามที่มีการปรับคณะรัฐมนตรีบางตำแหน่ง และปรากฏว่าผมยังคงดำรง ตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ อยู่เพียงตำแหน่งเดียวนั้น

ผมมีความประสงค์จะขอลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และทุกตำแหน่งที่ได้รับมอบหมาย ตั้งแต่วันที่ 28เมษายน 2567เพื่อเปิดทางให้ท่านอื่นเข้ามาดำรงตำแหน่งแทน

สาเหตุของปรับผมออกจากรองนายกรัฐมนตรีครั้งนี้  ผมเชื่อว่าไม่เกี่ยวกับผมไม่มีผลงานแน่นอน เพราะผมทุ่มเทการทำงานด้านต่างประเทศและเศรษฐกิจระหว่างประเทศ และตั้งใจทำหน้าที่ด้วยความชื่อสัตย์ สุจริตเป็นที่ประจักษ์ มีนักลงทุนต่างชาติสนใจมาลงทุนมากขึ้น ตามที่รัฐบาลได้แถลงผลงานไปแล้ว จนสามารถตอบสนองต่อนโยบายการ ทูตเศรษฐกิจเชิงรุกอย่างเด่นชัด วันนี้ไทยหวนกลับมาขึ้นบนจอเรด้าของโลก มีมิตรประเทศเพิ่มขึ้น และมีนักลงทุนต่างชาติสนใจมาลงทุนในไทยมากขึ้น 

นอกจากนั้น การให้ความสำคัญกับคนไทยในต่างประเทศ ผมยังไปเจรจาด้วยตัวเอง เพื่อนำคนไทยผู้ถูกจับเป็นตัวประกันในอิสราเอลกลับไทยได้ถึง 23 คน แรงงานไทย 8,000 คน และจากเล่าก์ก่ายในเมียนมาอีก 1,000 คน เปิดวีซ่าฟรีกับหลายประเทศ เพื่อคนไทยมีความสะดวกในการเดินทางมากขึ้น การให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแก่ชาวเมียนมา ฟื้นความสัมพันธ์กับอาเซียน สหภาพอียู อินเดีย และประเทศมหาอำนาจ ทั้งสหรัฐอเมริกา และ จีน จนเกิดการเจรจา ลดความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์โลก ในประเทศไทยอีกด้วย 

สุดท้ายนี้ ผมหวังว่า การปรับคณะรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรีครั้งนี้ จะช่วยให้ การบริหารราชการแผ่นดิน มีประสิทธิภาพมากขึ้น โปร่งใส และรักษาผลประโยชน์ของชาติต่อไป ขอขอบพระคุณนายกรัฐมนตรี ที่ให้โอกาสผมได้ทำงานกับรัฐบาลนี้มาช่วงเวลาหนึ่ง

ลงชื่อ นายปานปรีย์ พหิทธานุกร  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ 

นายปานปรีย์ พหิทธานุกร  รมว.ต่างประเทศ ยื่นหนังสือลาออกนายปานปรีย์ พหิทธานุกร รมว.ต่างประเทศ ยื่นหนังสือลาออก

นายปานปรีย์ พหิทธานุกร  รมว.ต่างประเทศ ยื่นหนังสือลาออกนายปานปรีย์ พหิทธานุกร รมว.ต่างประเทศ ยื่นหนังสือลาออก

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง “ครม.” เรียบร้อย พร้อมเปิดรายชื่อทุกตำแหน่ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/573731

28 เม.ย. 2567

11:50 น.

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง "ครม." เรียบร้อย พร้อมเปิดรายชื่อทุกตำแหน่ง

เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศ แต่งตั้ง “ครม.” เรียบร้อย พร้อมเปิดรายชื่อทุกตำแหน่ง มีผลตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศแต่งตั้ง “ครม.” ให้รัฐมนตรีพ้นจากความเป็นรัฐมนตรีและแต่งตั้งรัฐมนตรี พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า ตามที่ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง นายเศรษฐา ทวีสิน เป็น นายกรัฐมนตรี ตามประกาศลงวันที่ 22 สิงหาคม พุทธศักราช 2566 แล้ว และแต่งตั้งรัฐมนตรีเพื่อบริหารราชการแผ่นดิน ตามประกาศลงวันที่ 1 กันยายน พุทธศักราช 2566 นั้น

บัดนี้ นายกรัฐมนตรี ได้กราบบังคมทูลว่า สมควรปรับปรุงรัฐมนตรีบางตำแหน่งเพื่อความเหมาะสมและบังเกิดประโยชน์ต่อการบริหารราชการแผ่นดินอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 158 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้รัฐมนตรีพ้นจากความเป็นรัฐมนตรีและแต่งตั้งรัฐมนตรี ดังต่อไปนี้

ให้รัฐมนตรีพ้นจากความเป็นรัฐมนตรี ดังต่อไปนี้

  1. นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รองนายกรัฐมนตรี พ้นจากความเป็นรัฐมนตรี
  2. นายปานปรีย์ พหิทธานุกร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ พ้นจากความเป็นรัฐมนตรี
  3. นางพวงเพ็ชร ชุนละเอียด รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พ้นจากความเป็นรัฐมนตรี 
  4. นายเศรษฐา ทวีสิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พ้นจากความเป็นรัฐมนตรี 
  5. นายจักรพงษ์ แสงมณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ พ้นจากความเป็นรัฐมนตรี
  6. นางสาวสุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา พ้นจากความเป็นรัฐมนตรี
  7. นายไชยา พรหมา รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พ้นจากความเป็นรัฐมนตรี
  8. นายอนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พ้นจากความเป็นรัฐมนตรี
  9. นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม พ้นจากความเป็นรัฐมนตรี
  10. นายชลน่าน ศรีแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พ้นจากความเป็นรัฐมนตรี

แต่งตั้ง คณะรัฐมนตรีแต่งตั้ง คณะรัฐมนตรี

แต่งตั้ง คณะรัฐมนตรีแต่งตั้ง คณะรัฐมนตรี

ให้แต่งตั้งรัฐมนตรี ดังต่อไปนี้

  1. นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ เป็นรองนายกรัฐมนตรีอีกตำแหน่งหนึ่ง
  2. นายพิชัย ชุณหวชิร เป็นรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
  3. นายจักรพงษ์ แสงมณี เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
  4. นายพิชิต ชื่นบาน เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
  5. นางสาวจิราพร สินธุไพร เป็นรัฐมนตรีป ระจำสำนักนายกรัฐมนตรี
  6. นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง
  7. นายปานปรีย์ พหิทธานุกร เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
  8. นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
  9. นายอรรถกร ศิริลัทธยากร เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
  10. นายสุชาติ ชมกลิ่น เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์
  11. นางสาวสุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม
  12. นายสมศักดิ์ เทพสุทิน เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข

ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

ประกาศ ณ วันที่ 27 เมษายน พุทธศักราช 2567 เป็นปีที่ 9 ในรัชกาลปัจจุบัน

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ

เศรษฐา ทวีสิน
นายกรัฐมนตรี

‘เอกสิทธิ์ คุณานันทกุล’ ผงาดนั่งหัวหน้า ‘พรรคพลังปวงชนไทย’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/573712

27 เม.ย. 2567

18:57 น.

'เอกสิทธิ์ คุณานันทกุล' ผงาดนั่งหัวหน้า 'พรรคพลังปวงชนไทย'

ที่ประชุมพรรคมีมติเลือก ‘เอกสิทธิ์ คุณานันทกุล’ เป็นหัวหน้า ‘พรรคพลังปวงชนไทย’ ขณะที่เลขาธิการพรรคเป็น ‘วรฐ สุนทรนนท์’ พร้อมเปิดตัว คกก.บห. ชุดใหม่ กูรูภาคธุรกิจ

นายพันธุ์ศักดิ์ ซาบุ รักษาการหัวหน้าพรรคพลังปวงชนไทย เป็นประธานการประชุมใหญ่สามัญ ประจำปี 2567 โดยมีคณะกรรมการบริหารพรรคกรรมการสาขา ตัวแทนพรรคประจำจังหวัด สมาชิกพรรค คณะทำงาน ในแต่ละจังหวัดเข้าร่วมประชุม

การประชุมในครั้งนี้ มีวาระสำคัญ เช่น การแต่งตั้งหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ 

พรรคพลังปวงชนไทยประชุมใหญ่สามัญ ประจำปี 2567พรรคพลังปวงชนไทยประชุมใหญ่สามัญ ประจำปี 2567

ผลการประชุม

นายเอกสิทธิ์ คุณานันทกุล หัวหน้าพรรคพลังปวงชนไทย 

นายวรฐ สุนทรนนท์ เลขาธิการพรรค 

นายมนต์รัก แสงศาสตรา รองหัวหน้าพรรค

นายบุญส่ง จันทะสุก รองหัวหน้าพรรค

นายจิตรกร ลากุล รองหัวหน้าพรรค

นายสุชาติ ดีจันทร์ รองหัวหน้าพรรค

นายพันธุ์ศักดิ์ ซาบุ นายทะเบียนสมาชิกพรรค

นางสาวธัญลักษณ์ ศรีทา เหรัญญิกพรรค  

นอกจากนี้กรรมการบริหารพรรค มีนายวิรัตน์ ลีรุ่งเรือง, นายธนภัทร ศักดิ์เรืองงาม, นายพีรพัฒน์ ถานิตย์, นายสมบูรณ์ บุญยรัตนประภา, นายสุระ วัฒนบารมี และนายประจักษ์ จันทร์เดช

คณะผู้บริหารชุดใหม่พรรคพลังปวงชนไทยคณะผู้บริหารชุดใหม่พรรคพลังปวงชนไทย

ขณะที่นายเอกสิทธิ์ หัวหน้าพรรคพลังปวงชนไทย (คนใหม่) เปิดเผยว่า วันนี้พรรคพลังปวงชนไทย จะเป็นอีกหนึ่งพรรคการเมือง ที่จะมาช่วยพัฒนาเมืองไทย จากคนรุ่นใหม่ ทำการเมืองแบบใหม่ ด้วยนโยบายที่ทันสมัยตอบโจทย์ทุกปัญหา โดยเฉพาะปัญหาเศรษฐกิจและปากท้องประชาชน โดยมีคณะผู้บริหารที่มีประสบการณ์ในภาคธุรกิจเข้ามาแก้ปัญหาเศรษฐกิจอย่างจริงจัง 

ซึ่งตลอดการประชุมใหญ่สามัญ ทางพรรคได้เชิญเจ้าหน้าที่จากสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มาตั้งเครื่องลงคะแนนเลือกตั้งแบบอิเลคทรอนิคส์ และร่วมสังเกตุการณ์ในการลงคะแนนเสียงครั้งนี้ตลอดการประชุมอีกด้วย

นายเอกสิทธิ์ คุณานันทกุลนายเอกสิทธิ์ คุณานันทกุล

สำหรับ นายเอกสิทธิ์ คุณานันทกุล เป็นประธานกรรมการบริหาร เขตประกอบการอุตสาหกรรม สยามอีสเทิรน์ อินดัสเทรียล พาร์ค ,จี เค แลนด์  และยัง เป็นประธานสภาองค์การนายจ้างแห่งประเทศไทย เคยได้รับตำแหน่งประธานสภาองค์การนายจ้างอาเซียน และ มีประสบการณ์ ทางการเมือง เป็นอดีตกรรมการบริหาร พรรคชาติไทย และเป็นอดีตเลขานุการรัฐมนตรีกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม 2 สมัย และเป็นอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

นายกฯ สั่งกำจัดขยะพิษ ตั้งศูนย์เยียวยา ปชช. ไฟไหม้โรงงานสารเคมี จ.ระยอง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/573704

27 เม.ย. 2567

16:08 น.

นายกฯ สั่งกำจัดขยะพิษ ตั้งศูนย์เยียวยา ปชช. ไฟไหม้โรงงานสารเคมี จ.ระยอง

นายกฯ ลงตรวจโรงงานสารเคมีไฟไหม้ จ.ระยอง สั่งกำจัดขยะพิษ ตั้งศูนย์เยียวยา ปชช. ชาวบ้านชูป้าย โวยนายกฯ มาแค่ 30 นาที แต่ชาวบ้านทุกข์มาเกือบ 10 ปี

นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรมว.กระทรวงการคลัง ตรวจติดตามสถานการณ์การแก้ไขปัญหาเหตุเพลิงไหม้โรงงานเก็บกากสารเคมีอุตสาหกรรม บริษัท วินโพรเสส จำกัด ตำบลบ้านค่าย อำเภอบ้านค่าย จังหวัดระยอง

โดยสั่งผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาคสองตรวจสอบสาเหตุเพลิงไหม้ การไหม้รอบใหม่มักเกิดขึ้นในช่วงเช้า ขอให้ตำรวจพิสูจน์หลักฐานกำหนดวันและให้เร่งรัดสาเหตุว่าเกิดจากอะไร ขณะที่พลตำรวจโทสมประสงค์ เย็นท้วม ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 ระบุว่า ขณะนี้ยังไม่สามารถเข้าไปในที่เกิดเหตุได้ โดยเจ้าหน้าที่จากกองพิสูจน์หลักฐาน ระบุว่า ไฟมักจะไหม้ในช่วง 8 โมงเช้า ซึ่งกล้องสามารถเข้าไปถ่ายในที่เกิดเหตุได้เมื่อเช้านี้ คาดว่าน่าจะเป็นต้นเพลิง

นายกฯ จึงถามว่า เป็นจุดที่วางเพลิงไหม้ใช่หรือไม่ เจ้าหน้าที่จึงบอกว่า ใช่ เป็นจุดที่ไหม้ครั้งแรก ส่วนการสรุปสาเหตุการเกิดเพลิงไหม้ ก็ขอให้เจ้าหน้าที่เข้าไปในพื้นที่ได้อย่างปลอดภัยก่อน จึงจะทราบ นายกฯ พยายามจี้ถามว่าจะต้องใช้เวลากี่วัน จึงจะทราบสาเหตุเพลิงไหม้ เจ้าหน้าที่ ยืนยันว่า ตอนนี้สามารถควบคุมเพลิงได้ แต่ก็มีโอกาสที่ปะทุขึ้นอีก

นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว รมว.กระทรวงสาธารณสุข รายงานสถานการณ์ว่า เบื้องต้นได้อพยพคนจำนวน 78 คน จาก 2 ตำบล คือ ตำบาลบางบุตร และตำบลหนองบัว ไปศูนย์พักพิง ซึ่งตอนนี้เหลือ 39 คน เป็นผู้ป่วยติดเตียง 4 คน โดยมีอาการเจ็บป่วยจากโรคทางเดินหายใจ และผู้ป่วยที่ผู้ป่วยติดเตียงได้รับการดูแลเป็นอย่างดียืนยันว่า ไม่ได้เกิดจากการได้รับสารจากเหตุไฟไหม้ และหลังเพลิงสงบ จะเข้าไปดูว่ามีสารเคมีใดหลงเหลือบ้าง เพื่อหาวิธีกำจัด

อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม รายงานว่า เรื่องนี้มีการร้องเรียนบริษัท วินโพรเสส จำกัด มาตั้งแต่ปี 2556 โดยในปี 2564 ศาลพิพากษาให้บริษัทกำจัดศาลเคมี โดยมีการจ้างบริษัทเอสเค ให้เริ่มขนย้ายในปี 66 แต่เมื่อหมดสัญญาแล้ว งานยังไม่แล้วเสร็จ กรมอุตสาหกรรมจะเข้ามากำจัดกากเคมีเอง โดยเมื่อวานนี้ได้ไปร้องอัยการเพื่อให้ประสานกับศาล ขอแถลงต่อศาลว่ากรมอุตสาหกรรมโรงงานจะบำบัดเอง 

ผู้เชี่ยวชาญจากบริษัท เอ็นพีซี ที่มีประสบการณ์ดับไฟจากโรงงานหมิงตี้ 64 เคมิคอล ที่เข้ามาช่วยดับไฟ กล่าวว่า ตอนนี้ควบคุมไฟได้เกือบ 100% แล้วแต่ยังมีไฟที่ต้องกลบด้วยแคลเซียมคาร์บอเนตทับด้วยทราย เพื่อไม่ให้ไฟลุก และป้องกันฝนที่จะตกลงมาในอนาคต โดยจะควบคุมอุณหภูมิไม่ให้สารเคมีคุกรุ่น เมื่ออะลูมิเนียมดรอสเจอกับน้ำ จะทำให้เกิดสารแอมโมเนีย

นายกฯ ลงพื้นที่ ตรวจโรงงานสารเคมีไฟไหม้ จ.ระยองนายกฯ ลงพื้นที่ ตรวจโรงงานสารเคมีไฟไหม้ จ.ระยอง

จากนั้น นายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้กระทรวงมหาดไทย และกรมป้องกันบรรเทาสาธารณะภัย ดูแลควบคุมสถานการณ์ให้เข้าสู่สภาวะปกติ พร้อมจัดทำแผนเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบ และประชาสัมพันธ์ ให้ประชาชนที่ได้รับผลกระทบลงทะเบียนที่ศูนย์ดำรงธรรม ต.หนองบัว อ.บ้านค่าย จ.ระยอง และองค์การบริหารส่วนตำบลบางบุตร และตำบลหนองบัว เพื่อเป็นข้อมูลในการฟื้นฟูเยียวยา ตามระเบียบกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และให้ กรมควบคุมมลพิษ และกรมโรงงานอุตสาหกรรม ตรวจวัดคุณภาพอากาศตามชุมชน และรายงานผลให้ทราบ เพื่อเฝ้าระวังสุขภาพประชาชน และเร่งนำกากเคมีอันตรายในพื้นที่ไปกำจัดให้ถูกต้อง แลเตรียมพร้อมรับมือแก้ปัญหาในช่วงฤดูฝน ที่อาจจะมีวัตถุอันตรายหลุดออกมานอกพื้นที่ โดยให้กรมโรงงานอุตสาหกรรม กำหนดแนวทางและมาตรการแก้ไขปัญหาให้ชัดเจน รวมทั้งให้กรมโรงงานอุตสาหกรรม และสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด บูรณาการตรวจสอบโรงงานประเภทนี้ทั่วประเทศ และจัดทำแนวทางมาตรการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ในพื้นที่อื่น ๆ อีก

หลังจากนั้นนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยนางสาวพิมพ์ภัทรา วิชัยกุล รมว.กระทรวงอุตสาหกรรม, นายแพทย์พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช เลขาธิการนายกรัฐมนตรี และนายณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ได้แยกวงหารือเป็นเวลากว่า 5 นาที โดยนายกรัฐมนตรีมีสีหน้าที่เคร่งเครียด ทำนองต่อว่าปลัดกระทรวงฯ ในขณะที่นายแพทย์พรหมินทร์ พยายามใช้มือลูบหลังปลัดกระทรวงฯ เพื่อเป็นการปลอบ 

ไฟไหม้โรงงานเก็บกากสารเคมี บริษัท วินโพรเสส จำกัด จ.ระยองไฟไหม้โรงงานเก็บกากสารเคมี บริษัท วินโพรเสส จำกัด จ.ระยอง

จากนั้นนายกฯ เดินมารับหนังสือ จากผู้ที่ได้รับผลกระทบในพื้นที่ โดยเรียกร้องให้นายกฯ นำผู้เชี่ยวชาญมาแก้ไขปัญหาดังกล่าว และให้นำนำกากสารเคมีไปทำลายนอกพื้นที่ รวมไปถึงให้ย้ายอธิบดีกรมการอุตสาหกรรม และอุตสาหกรรมจังหวัดออก เนื่องจากเคยไปเรียกร้องปัญหานี้ที่ศูนย์ดำรงธรรม กระทรวงมหาดไทย ตั้งแต่สมัยรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกรัฐมนตรี แต่ยังไม่ได้รับการแก้ไข

ขณะเดียวกันระหว่างขบวนรถนายกรัฐมนตรีเดินทางออกจากโรงงาน  มีชาวบ้านชูป้ายขอให้นายกรัฐมนตรี เอาโรงงานนรกออกไป พร้อมป้ายระบุข้อความว่า “ให้นำขยะพิษเหล่านี้ออกไปจากหนองพะวา” , “นายกฯ มาทั้งที มีเวลาให้ชาวบ้านแค่ 30 นาที” , “ วอนนายกฯ ช่วยที 10 ปีแสนทรมาน”

‘เฉลิมชัย’ เดินหน้าดึงรุ่นใหญ่ อดีต ปชป. กลับพรรค

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/573700

27 เม.ย. 2567

14:18 น.

‘เฉลิมชัย’ เดินหน้าดึงรุ่นใหญ่ อดีต ปชป. กลับพรรค

‘เฉลิมชัย’ เดินหน้าดึงรุ่นใหญ่ อดีต ปชป. กลับพรรค ตั้ง ‘ดร.เอ้’ ดูแลการสื่อสาร ยืนยันทำหน้าที่ฝ่ายค้านต่อ ยอมรับ ‘เต้ พระราม 7’ เข้าร่วมงาน

พรรคประชาธิปัตย์ จัดการประชุมใหญ่สามัญประจำปีที่โรงแรมมิราเคิลแกรนด์ หลักสี่ กรุงเทพมหานคร โดยที่ประชุมแก้ไขข้อบังคับพรรค เรื่องระยะเวลาการเป็นสมาชิกที่จะมาดำรงตำแหน่งกรรมการบริหารพรรคหรือหัวหน้าพรรค ลดระยะเวลาจาก 5 ปี เหลือ 2 ปี และการยกเว้นข้อบังคับจากต้องใช้เสียง 3 ใน 4 ของที่ประชุมใหญ่ แก้ไขเป็นมากกว่ากึ่งหนึ่ง แก้ไขสัดส่วนคะแนนเลือกคณะกรรมการสรรหาและคณะกรรมการบริหารพรรค เดิมกำหนดสัดส่วน สส. 70% กรรมการอื่น 30% ปรับเปลี่ยนเป็นสัดส่วน สส. 40% และสัดส่วนกรรมการบริหารอื่น 20% และมีการเพิ่มสัดส่วนคณะกรรมการอื่นๆ ทั้งหมด 40%

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวกับที่ประชุมใหญ่ ยืนยันว่าเกือบสี่เดือนที่ผ่านมา คณะกรรมการบริหารทำงานแข่งกับเวลา ประชาธิปัตย์ได้ยืนหยัดด้วยหลักการและอุดมการเหมือนเดิม ผมกล้าพูดอย่างไม่อายฟ้าอายดิน ว่าไม่เคยทำผิดทั้งต่อหน้าและลับหลัง ยึดมั่นในความเป็นประชาธิปัตย์ร้อยเปอร์เซ็นต์ และย้ำว่าการฟื้นฟูพรรคประชาธิปัตย์เป็นหน้าที่ของพวกเราทุกคน ตั้งศูนย์นวัตกรรมเพื่อการสื่อสารพรรคประชาธิปัตย์ จุดเริ่มต้นในการใช้โซเชียลมีเดีย เพื่อการขับเคลื่อนทางการเมือง โดย ดร.เอ้ สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ ร่วมกับผู้ชำนาญการที่จะรับผิดชอบตรงนี้ สะท้อนเห็นว่าพรรคประชาธิปัตย์ปรับตัวแล้ว นี่คือก้าวแรกที่เราขยับเพื่อจะให้เขารู้ว่า เราจะกลับมาอีกครั้งหนึ่ง ไม่เหมือนกับหลายคนที่ไม่ได้ทำงาน แต่กลับมาด้อยค่าพรรคประชาธิปัตย์ ตนก็ไม่รู้ว่าบ้านหลังนี้ไม่เคยมีอะไรให้เค้าติดค้างกันบ้างเลยหรือ 

”ดังนั้นสิ่งที่ตนอยากจะเห็นในทุกวันนี้คือความมีเอกภาพของพรรคประชาธิปัตย์ และผมขอยืนยันกับสมาชิกพรรคว่าจะไม่ทำผิดทั้งต่อหน้าและรับหลัง ผมมั่นใจว่าผมเป็นลูกผู้ชายคนหนึ่ง“ นายเฉลิมชัยกล่าว 

นายเฉลิมชัย กล่าวต่อว่า ในส่วนที่สองที่ได้เริ่มทำนั้น คือการตั้งคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรค เพื่อกำหนดทิศทางเป้าหมายที่ชัดเจน โดยเชิญอดีต สส. และอดีตผู้บริหารของพรรค เข้ามาร่วม เพื่อกำหนดแนวทางขับเคลื่อนพรรคประชาธิปัตย์ รวมถึงจะมีการตั้งคณะทำงาน เพื่อที่จะดูแลสมาชิกพรรคทั่วประเทศ และยังมีคณะกรรมการยุทธศาสตร์การเมืองที่จะไปเรียนเชิญผู้อาวุโสหลายท่านให้มาร่วมกันวิเคราะห์ สถานการณ์การเมือง อีกด้วยเป็นต้น 

ส่วนนายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ เพิ่งได้มาพบเมื่อวานนี้ แต่ยังไม่ได้มอบหมายงานอะไร และแจ้งว่าสามารถร่วมงานกับประชาธิปัตย์ได้ โดยจะหางานที่เหมาะสมให้ภายหลัง

นายเฉลิมชัย ปฏิเสธแสดงความเห็นเกี่ยวกับโผคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยบอกเพียงว่า ให้มีการโปรดเกล้าฯ ลงมาก่อน และอำนาจเป็นของนายกรัฐมนตรี หากตัดสินใจถูกก็รับชอบไป แต่หากตัดสินใจผิดก็รับผิดไป ซึ่งก็เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ

ทางพรรคยืนยันว่าทำหน้าที่ฝ่ายค้านอย่างเต็มที่ และที่มีกระแสข่าวมาก่อนหน้านี้เรื่องการร่วมรัฐบาล เคยท้าให้ออกมาเปิดเผยแต่ก็ไม่มีใครพูด ยืนยันว่าวันนี้ประชาธิปัตย์ยังคงทำหน้าที่ฝ่ายค้านอย่างเต็มที่ ซึ่งมี 25 เสียง พรรคมี 25 สส. ไม่สามารถยื่นอภิปรายทั่วไปและการอภิปรายไม่ไว้วางใจตามรัฐธรรมนูญได้ แต่หากมีการยื่นก็พร้อมทำหน้าที่อย่างเต็มที่ หลังจากนี้เตรียมตรวจสอบการจัดทำงบประมาณปี 2568 อย่างเต็มที่ และจะท้วงติงหากพบสิ่งที่ไม่ถูกต้อง หากสิ่งใดถูกก็ไม่คัดค้าน ก่อนทิ้งท้ายว่าวันนี้ประชาธิปัตย์พร้อมที่จะก้าวไปข้างหน้า